Blog

  • วิจัยชี้รัสเซียอยากได้ดอนบาสเพราะเป็นศก.เศรษฐกิจ-โลจิสติกส์ | TOPNEWS

    วิจัยชี้รัสเซียอยากได้ดอนบาสเพราะเป็นศก.เศรษฐกิจ-โลจิสติกส์ | TOPNEWS

    บทวิจัยชี้รัสเซียอยากได้ภูมิภาคดอนบาส ทางตะวันออกของยูเครนเพราะดอนบาสเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ, อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่สำคัญของยูเครน

    เดอะ เคียฟ อินดิเพนเดนท์เผยรายงานวันที่ 20 ตุลาคม ระบุว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียได้มีความพยายามที่จะหลอกล่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐให้กดดันประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี้ยกภูมิภาคดอนบาสให้กับรัสเซียอีกครั้ง หลังจากที่เคยมีความพยายามเข้ายึดครองเมื่อ 9 ปีที่แล้วแต่ล้มเหลว อย่างไรก็ตามการปฏิบัติการสู้รบในครั้งนั้นซึ่งเกิดขึ้นในปี 2557 ยูเครนได้เสียแคว้นไครเมียให้กับรัสเซีย

    รายงานเผยว่าการพบปะกันครั้งล่าสุดทรัมป์ได้เรียกร้องเซเลนสกี้ให้ยกดอนบาสทั้งภูมิภาคให้กับปูติน รวมทั้งดินแดนที่ยังอยู่ความควบคุมของยูเครน

    เราจะมาทำความรู้จักดอนบาสกันว่าทำไมจึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของปูติน ท่ามกลางความพยายามสารพัดวิธีที่จะหาทางควบรวมมาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียให้ได้

    ดอนบาสเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของยูเครน “ดอนบาส” เป็นตัวย่อมีชื่อเต็มคือ” แอ่งถ่านหินโดเน็ตส์ ตั้งชื่อตามแม่น้ำซิเวอร์สกี โดเน็ตส์ที่ไหลผ่านดอนบาส ซึ่งในยุคศตวรรษที่ 19 ภูมิภาคดอนบาสไม่ได้หมายถึงแค่แคว้นโดเน็ตสก์และลูฮานซก์เหมือนปัจจุบ้น แต่ยังรวมถึงบางส่วนของแคว้นดนีโปรเปตรอฟสค์ และพื้นที่่บางส่วนที่อยู่ทางใต้ของรัสเซีย

    ดอนบาสขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ นอกจากนี้ก็ยังอุดมและล้อมรอบไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรม โดเน็ตสก์และลูฮานซก์จึงเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของยูเครนมาอย่างยาวนาน

    ในช่วงปี 2557 ที่รัสเซียเคลื่อนทัพเข้าควบรวมไครเมียและพยายามยึดครองดอนบาส รัสเซียปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีดอนบาส แต่กล่าวหาว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มแบ่งแยกดินแดน” ภายในยูเครนเองที่ต้องการแยกดอนบาสออกจากยูเครน แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนใดๆทั้งสิ้น โดยรัสเซียอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ทั้งเป็นผู้สนับสนุนด้านอาวุธและเงินทุน เพื่อหวังทำลายเสถียรภาพของยูเครน

    จากข้อมูลของศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจในลอนดอน ดอนบาสสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 15.7% ของ GDP ของยูเครน และมีจำนวนประชากรราว 14.7% ของประชากรทั้งหมดของยูเครน โดยทั้งหมดเป็นตัวเลขก่อนปี 2557 แต่สงครามรัสเซียได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทำให้ธุรกิจ, อุตสาหกรรมและการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ ตลอดจนการส่งออกและการลงทุนของต่างชาติต้องหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด ขณะที่ประชาชนก็อพยพหนีตายไปอยู่ที่อื่น

    หนึ่งในข้ออ้างของรัสเซียในการควบรวมดอนบาสคือดอนบาสเป็นของรัสเซีย เพราะประชาชนพูดภาษารัสเซีย แต่ในความเป็นจริง ภาษาเป็นคนละเรื่องกับสัญชาติและดินแดน และก่อนปี 2557 ประชาชนส่วนใหญ่ในโดเน็ตสก์และลูฮานซก์เรียกตัวเองว่าเป็น “ชาวยูเครน” ขณะที่โพลชี้ว่าประชากรส่วนใหญ่ในดอนบาสต้องการเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน

    ขณะที่อีกปัจจัยสำคัญนอกจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ปูตินอยากได้ดอนบาสก์คือปัจจัยด้านการทหาร

    ปัจจุบันลูฮานซก์อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียเกือบทั้งหมด ขณะที่กองกำลังยูเครนยังคงยึดครองหลายพื้นที่ของโดเน็ตสก์ รวมทั้งเมืองสำคัญๆอย่างโปครอฟสค์ สโลเวียนสค์ และครามาทอร์สค์ แต่เป้าหมายหลักของปูตินคือการยึดครองพื้นที่ทั้งหมดของโดเน็ตสก์ ซึ่ง The Economist เผยว่าสาเหตุหลักเป็นเพราะโดเน็ตสก์เป็นที่ตั้งของ “แนวป้อมปราการ” ที่ลากยาวครอบคลุมพื้นที่ 50 กิโลเมตรตั้งแต่เมืองสโลเวียนสค์และครามาทอร์สค์ไปจนถึงดรูชกิฟกาและโคสเตียนตีนิฟกา

    โดยเครือข่ายป้อมปราการซึ่งประกอบด้วยสนามเพลาะ, ทุ่นระเบิดและกำแพงป้องกันรถถังได้มีการเสริมกำลังมาตั้งแต่ปี 2557 และหลังจากที่เมืองบัคห์มุตถูกเข้ายึดในปี 2566 ยูเครนก็สั่งเสริมกำลังแนวป้องกันนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นเป็นเท่าตัว

    อันตรี ซาโกรอดนุก อดีตรัฐมนตรีกลาโหมยูเครนบอกกับ The Economist ว่างบประมาณมหาศาลได้ถูกทุ่มเทเพื่อสร้างแนวป้องกันเหล่านี้ ทำให้สโลเวียนสค์และครามาทอร์สค์กลายเป็น “เมืองแห่งป้อมปราการ” ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางโลจิสติกส์และศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่เป็นต้องการของปูติน ดังนั้นสำหรับยูเครนแล้ว ความคิดและเสียงเรียกร้องของทรัมป์ที่ขอให้เซเลนสกี้ยกดอนบาสทั้งหมดให้ปูตินจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1364077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E3Z4FSTcEOJBpLCF9j4Zr

  • “ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียว “ร่างปฏิญญามะละกา” หนุนอาเซียนสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค พร้อมตั้ง “ศุภพานี โพธิ์สุ” เป็นเลขานุการ รมว.วธ.

    “ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียว “ร่างปฏิญญามะละกา” หนุนอาเซียนสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค พร้อมตั้ง “ศุภพานี โพธิ์สุ” เป็นเลขานุการ รมว.วธ.

    “ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียว “ร่างปฏิญญามะละกา” หนุนอาเซียนสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค พร้อมตั้ง “ศุภพานี โพธิ์สุ” เป็นเลขานุการ รมว.วธ.

    วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ ร่างปฏิญญามะละกาว่าด้วยการสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรม (Melaka Declaration on Cultural Heritage Value Creation) ซึ่งจะเป็นเอกสารสำคัญในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พร้อมทั้งอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีของไทยร่วมรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าวในเวทีการประชุมอาเซียนอย่างเป็นทางการ

    รมว.วธ. กล่าวว่า ร่างปฏิญญามะละกาเป็นข้อริเริ่มของกระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งประเทศมาเลเซีย ซึ่งเสนอให้รัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ (ASEAN Ministers Responsible for Culture and Arts: AMCA) พิจารณาเห็นชอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการปกป้อง อนุรักษ์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของอาเซียน

    ทั้งนี้ ร่างปฏิญญามะละกาฯ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาเซียน (ASEAN Sustainable Development Goals) และแนวนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่มุ่งเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างทั่วถึง เพื่อสร้าง โอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมขีดความสามารถให้กับชุมชนท้องถิ่นในภูมิภาค นอกจากนี้ ร่างปฏิญญมะละกาาฯ ยังเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกอาเซียนในการร่วมมือพัฒนาแนวทางการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ทั้งในด้าน มรดกที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เพื่อธำรงความรุ่มรวยและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของภูมิภาคอาเซียนให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

    “การเห็นชอบร่างปฏิญญามะละกา ฯ ครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในเวทีอาเซียนที่มุ่งใช้พลังทางวัฒนธรรมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยกระดับคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ” นางสาวซาบีดา กล่าว

    รมว.วธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม. ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมืองในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 1 ราย ดังนี้ นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้การบริหารราชการของวธ. มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของวธ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kp0SP1c1mtr7Wb4ChV9os

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยง “ติดหล่ม” รับพิษภาษีทรัมป์ วินัยคลังวิกฤติฉุดเชื่อมั่น ชงรัฐบาล 4 เดือนยกระดับโปร่งใส : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยง “ติดหล่ม” รับพิษภาษีทรัมป์ วินัยคลังวิกฤติฉุดเชื่อมั่น ชงรัฐบาล 4 เดือนยกระดับโปร่งใส : อินโฟเควสท์

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ว่าที่ผู้ช่วย รมว.คลัง กล่าวในงานเสวนาสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย “4 เดือน: สิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่” ว่า แม้ตัวเลข GDP ในช่วงต้นปีจะดูเติบโตได้ดี แต่เป็นผลจากการเร่งส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวอื่น ๆ ทั้งการบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว ยังคงอ่อนแอ ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงติดหล่ม โดยเฉพาะไตรมาส 4/68 ที่ได้รับผลกระทบจากภาษี “ทรัมป์” ทั้งไตรมาส

    อีกทั้งช่วงที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ การส่งออก แต่ยังไม่เคยพูดว่าจะกระตุ้นฝั่ง Supply ให้สำเร็จได้อย่างไร หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลชุดนี้กำหนดนโยบาย Quick Big Win ผ่านแนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นระยะสั้นให้ผลบวกระยะยาวแล้ว ต้องทำให้พ้น 4 เดือนไปเครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่นๆ ที่สำคัญของไทยต้องจุดติดอีกครั้ง

    โดยนโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ กระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ลดภาระหนี้ประชาชน เพิ่มสภาพคล่องให้ SME เพิ่มการออมของประชาชน และการลงทุนเพื่ออนาคต โดยมีเป้าหมายตอบโจทย์สั้น วางแผนยาว ซึ่งระยะสั้น ฟื้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อ หนี้หด ออมเพื่อเสริมสภาพคล่อง ด้านระยะยาว การดึงดูดการลงทุน และวางรากฐานเพื่ออนาคต เพิ่มทักษะรองรับอุตสาหกรรมใหม่ และรักษาเสถียรภาพการคลัง

    ทั้งนี้ ตัวชี้วัดที่วัดได้จริง ได้แก่ GDP ไตรมาส 4/68 จะขยายตัวมากกว่า 0.3% หนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 87.4% ของ GDP สภาพคล่อง SMEs เพิ่มขึ้น ประชาชนมีช่องทางการออมระยะยาวมากขึ้น และเงินลงทุนเพื่ออนาคตเข้ามามากขึ้น

    “อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตระหนักและยึดมั่นมากที่สุดคือการรักษาวินัยทางการคลัง ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่รักษาวินัยทางการคลังอย่างดีพอ ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ที่เราสามารถใช้นโยบายทางการคลังเพื่อดูแลเศรษฐกิจน้อยมาก และถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปจะยิ่งน้อยลงไปอีก” นายเบญจรงค์ กล่าว

    *สร้างวินัยการคลัง ฟื้นฟูเชื่อมั่น

    นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์การคลังของไทยที่อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง โดยสถาบันจัดอันดับอย่าง Fitch และ Moody’s ได้ปรับลดมุมมองของประเทศไทยเป็นลบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ โดยต้นตอของปัญหาเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า ‘การมองสั้นเชิงนโยบาย’ (Fiscal Short-termism)

    รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มามักจะดำเนินนโยบายโดยหวังผลระยะสั้น โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว ทำให้การขาดดุลงบประมาณในระดับ 4% ของ GDP กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ที่น่ากังวล

    ทั้งนี้โครงสร้างเชิงสถาบันในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างวินัยการคลังได้จริง โดย 3 เสาหลักของวินัยการคลังได้แก่

    1. กฎเกณฑ์การคลัง กฎเกณฑ์ที่มีอยู่ เช่น เพดานหนี้สาธารณะ 70% ของ GDP โดยไม่มีแผนลดในอนาคต และมีการใช้งบลงทุนไปในทางที่ไม่ก่อให้เกิดสินทรัพย์ถาวรจริง หรือแฝงรายจ่ายประจำไว้ในงบลงทุน
    2. การถ่วงดุล ไทยยังไม่มีสถาบันการคลังอิสระ เทียบเท่า CBO (สหรัฐฯ) หรือ OBR (สหราชอาณาจักร) การกำกับติดตามด้านวินัยทางการคลังเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมีองค์ประกอบยากที่เป็นอิสระ ข้อจำกัดของฝั่งนิติบัญญัติ ปีงบ 67 ปรับลดงบประจำได้เพียง 0.26% ของงบรายจ่ายทั้งหมด
    3. ขาดความโปร่งใส โดยรายจ่าย: งบประมาณประจำปีไม่รวม “เงินนอกงบฯ” ซึ่งมีขนาดกว่า 60% ของงบรายจ่ายรวม รายรับ: รายได้ภาษีลดลงต่อเนื่อง แต่ไม่เคยเปิดเผยเป็น Tax Expenditures อย่างเป็นระบบ สินทรัพย์และหนี้ ขาดการทบทวนบัญชีสินทรัพย์ของรัฐอย่างเป็นระบบ แม้ใครสร้างแข็งแกร่ง แต่มี “หนี้ซ่อน” ตามมาตรา 28 ราว 1 ล้านล้านบาท

    นายอธิภัทร กล่าวว่า หากไม่เร่งยกระดับ กติกา การถ่วงดุล ความโปร่งใส ไทยอาจสูญเสียความเชื่อมั่นทางการคลังในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว ได้เสนอข้อเสนอแนะ 3 ประการต่อรัฐบาลใหม่ ดังนี้

    • วางเข็มทิศทางการคลังให้ชัดเจน: จัดทำกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือและปฏิบัติได้จริง เพื่อแสดงให้เห็นแนวทางการลดการขาดดุลในอนาคต
    • เพิ่มความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลการคลังให้ประชาชนเห็นในฐานะการคลังที่แท้จริง
    • ทบทวนและยกระดับกฎเกณฑ์การคลัง ปรับปรุง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เพื่อปิดช่องโหว่ที่นักการเมืองสามารถนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม และสร้างกลไกการกำกับดูแลที่เข้มแข็งขึ้น

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาทำงานช่วงแรกเพียง 4 เดือน ซึ่งอาจจะดูสั้น แต่การเริ่มต้นยกระดับความน่าเชื่อถือทางการคลังถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียความเชื่อมั่นทางการคลังในระยะยาว” นายอธิภัทร กล่าว

    *นำโครงการโซลาร์ทำให้เห็นผลใน 4 เดือน

    นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในปัจจุบัน ค่าไฟฟ้า จะยังคงตรึงราคาไว้ที่ 3.94 บาทต่อหน่วยไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) จะยังคงราคาไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ซึ่งคาดว่าจะมีการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เป็นภาระ ขณะที่ ราคาน้ำมันดีเซล ที่ทยอยปรับลดลงนั้น เป็นการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อทยอยชำระหนี้คงค้างของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดจากวิกฤตพลังงานครั้งก่อน

    สำหรับโครงการเร่งด่วน (Quick Win) ที่จะเห็นผลภายใน 4 เดือนได้แก่

    1. โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เป้าหมาย นำโควต้าที่เหลือจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) จำนวน 1,500 เมกะวัตต์ มาจัดสรรให้ชุมชน คาดว่าจะเกิดโซลาร์ฟาร์มได้อย่างน้อย 300 ชุมชน ครอบคลุม 15,000 ครัวเรือน ซึ่งนักลงทุนภาคเอกชมสามารถรร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่เพื่อทำโซลาร์ฟาร์ม โดยชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับ ส่วนลดค่าไฟฟ้า 20% จากราคาปกติ และมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งผลกำไรจากการขายไฟเข้าระบบ คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนนี้ได้ประมาณ 30,000 ล้านบาท
    2. โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตรจากการใช้ไฟฟ้ามาเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยรัฐบาลใน 4 เดือนนี้ เริ่มดำเนินการทันที 50 ระบบทั่วประเทศ โดยใช้งบจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานภายใต้กระทรวงพลังงาน
    3. มาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์รูฟท็อป เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนนี้ เพื่อให้สิทธิ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 200,000 บาท คาดว่ามาตรการนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 20,000 ล้านบาท
    4. โครงการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) สำหรับภาคอุตสาหกรรม ตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรม S-Curve ในพื้นที่ EEC

    นายกุลิศ กล่าวว่าแผนระยะยาวที่จะมีการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ โดยต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาภายในเดือนนี้ โดยจะเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2065 ซึ่งแผนนี้น่าจะเห็นความชัดเจนก่อนที่จะมีการยุบสภา

    *เร่งแก้ไขข้อจำกัดของภาคผลิต

    นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน หรือสิ่งที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่ ได้แก่

    • Quick win: Low Hanging fruit มาตรการเร่งด่วนระยะสั้น เร่งแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานสะอาด เช่น ยกเลิกใบอนุญาต รง.4 เพื่อกำหนดให้การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทุกชนิด ทุกกำลังการผลิตไม่เข้าข่ายเป็นโรงงาน ,ยกเลิก พค.2 ใบอนุญาตพลังงานควบคุม สำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และ ออกพระราชกฤษฎีกา เพิ่มขนาด หรือประเภทโรงไฟฟ้าที่ไม่ต้องขออนุญาตทำแค่การจดแจ้ง ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย NDC 3.0
    • Policy Continuity & Courage สานต่อนโยบาย Quick Win ให้กลายเป็น Reform Plan 2-3 ปี บูรณาการแผนนโยบายพลังงาน กล้าปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้า เปิด Third party Access ผลคาดหวังความชัดเจนเชิงนโยบาย นำมาสู่ความมั่นใจของนักลงทุน
    • Sustainable Enabling Framework สร้างโครงสร้างเรองรับระยะยาว ตั้งศูนย์รวมข้อมูลพลังงาน เพื่อความโปร่งใสและติดตามความก้าวหน้า ผลที่คาดหวัง ระบบนโยบายและงบประมาณที่ต่อเนื่อง ไม่ขึ้นกับรัฐบาล

    นางสาวอารีพร กล่าวว่า ต้องมอง 360 องศา อย่าทิ้งใครไว้เบื้องหลัง การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องมองให้รอบด้านอย่าทิ้งใครไม่เบื้องหลัง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย ที่เห็นได้ชัดคือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่ควรจะให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด

    สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: สื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจว่า “ค่าไฟที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ค่าไฟที่ถูก แต่คือค่าไฟที่เป็นธรรม” และให้ความรู้ในประเด็นที่ซับซ้อน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

    *Quick win กระทรวงพาณิชย์

    นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ว่าที่ผู้ช่วย รมว.พาณิชย์ กล่าวถึง 7 นโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ โดยแผนปฏิบัติการเร่งด่วน (Quick Win) จะครอบคลุมในหลายมิติประกอบด้วย

    1. การรับมือภาษีการค้าสหรัฐฯ เร่งเจรจาต่อรองประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ ทั้งในส่วนของ Reciprocal Tariff และภาษีรายสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และเหล็ก รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกฎเกณฑ์ด้านแหล่งกำเนิดสินค้า (Local Content) แม้กฎของสหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจนแต่ต้องเตรียมความพร้อมเสมอ
    2. การค้าชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งจากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนกระทบการค้าขายตรงชายแดนอย่างมาก ในะระยะสั้นต้องเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งบริเวณชายแดน ทั้งการค้ารวมทั้งโรงแรมเล็ก ๆ ร้านอาหารที่รับนักท่องเที่ยว พร้อมหาตลาดใหม่รองรับสินค้าท้องถิ่นนั้นที่ไม่สามารถส่งออกไปกัมพูชาได้
    3. ขยายตลาดและ FTA เดินหน้าเจรจา FTA โดยเฉพาะ EU และเกาหลีใต้ ควบคู่ไปกับการอัปเกรด FTA เดิมที่มีอยู่ อย่างเช่น อาเซียน-จีน หรืออาเซียน-เกาหลีใต้ และบุกตลาดใหม่ที่ยังไม่มีข้อตกลงทางการค้า เช่น อินเดีย และตะวันออกกลาง เพื่อหาโอกาสให้สินค้าไทยให้มากขึ้นได้
    4. การลดภาระค่าครองชีพในประเทศ ปฏิรูปราคายาในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นนโยบายที่มีการพูดถึงเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งจะประกาศความชัดเจน 28 ต.ค.นี้ โดยผู้ป่วยจะสามารถเห็นบิลค่ายาก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน และมีสิทธิเลือกซื้อยาบางรายการจากร้านขายยาภายนอกได้
    5. ดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร จะเน้นการบริหารจัดการอุปทานและเข้ามาควบคุมดูแลด้านราคา เช่น การชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงที่ราคาตกต่ำ และการเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดทำ Sandbox ส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่มีตลาดรองรับชัดเจน เช่น กล้วยหอมทอง อะโวคาโด ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และไม่ต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐ
    6. การเพิ่มขีดความสามารถให้ SME และปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาทักษะ SME เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกตัวอย่างเช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่นอกจากการให้เงินช่วยเหลือแล้ว ยังเป็นการอัปสกิลด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการรายย่อย สามารถต่อยอดไปสู่การทำ E-Commerce ได้
    7. ปรับกฎระเบียบใช้เทคโนโลยี ลดขั้นตอนและกฎระเบียบ ถือเป็นภารกิจสำคัญ โดยได้สั่งการให้ทุกกรมในสังกัดเสนอแผนลดขั้นตอนและกระบวนการที่ไม่จำเป็น รวมทั้งการลดการใช้กระดาษซึ่งจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดต้นทุนและทรัพยากร

    *FETCO มอง BOI จับมือ ตลท.เพิ่มบจ.อนาคตรุ่งเข้าตลาดหุ้น

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลเป็นระยะเวลาที่สั้น ทำให้ต้องเลือกว่าจะทำอะไร โดยเสนอนโยบายคานงัด 10X หรือคือการที่ใช้เงินน้อยแต่ได้ผลมาก เช่น การให้ความสำคัญกับ SME เช่น รัฐบาลจัดซื้อจัดจ้างบน SME ไทย สินค้าไทย เนื่องจากทุกประเทศกำลังกังวลใจสินค้าจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทย ขณะเดียวกันจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นให้กับหน่วยงานที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ EXIM BANK รวมถึง BOI

    นอกจากนี้ยังรวมถึงการเปิดประตูน้ำ หรือปลดล็อกกฎเกณฑ์บางประการ ยกตัวอย่างเช่น การนำบริษัทที่ได้ BOI เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในไทยเพิ่ม S-Curve ซึ่งมองว่าสามารถแก้กฎเกณฑ์ใน 4 เดือนได้ ขณะเดียวกันที่อยากคุยกับกระทรวงการคลัง เช่น การออมเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งทำได้เลยทันที เรื่องการปรับกฎเกณฑ์ BOI ส่งเสริมให้บริษัทช่วยชุมชน และการเปิดเสรีภาค Service นอกจากนี้สิ่งที่อยากให้รัฐบาลทำอีกเรื่องคือการกิโยตินกฎหมาย

    “นี่โอกาสของเราที่จะดำเนินการสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าหัวใจที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดว่าจะทำอะไร แบ่งงานกันอย่างไร ผมคิดว่า 4 เดือนเป็นไปได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

    *ภาคเกษตรเน้นแก้ปัญหาตรงจุด-เพิ่มทักษะเกษตรกร

    นายนิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย เสนอ 4 แนวทางนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตในภาคเกษตรกรรมและวางรากฐานสู่เกษตรสมัยใหม่ โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย โดยนโยบายเกษตรที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่ใน 4 เดือนข้างหน้า ประกอบด้วย

    1. ลงทุนผลิต/กระจายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง สถานการณ์ปัจจุบันโรคใบด่างได้ระบาดครอบคลุมพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแล้วกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ เสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณ 125 ล้านบาท เพื่อผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังทนทานโรคจำนวน 1 ล้านต้น ภายในปีนี้ เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกร ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ
    2. เร่งสูบน้ำออกจากทุ่งนาในเจ้าพระยาตอนกลาง/ล่าง ปัญหาน้ำท่วมในภาคกลางทำให้ชาวนาไม่สามารถปลูกข้าวได้ทันเวลา ดังนั้นกรมชลประทานต้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่นาข้าวให้เร็ว เพื่อให้ชาวนาสามารถเริ่ม ปลูกข้าวได้ภายในวันที่ 15-31 ธันวาคม ซึ่งจากข้อมูลสถิติพบว่า การปลูกข้าวในช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้ได้ ผลผลิตสูงเกิน 1 ตันต่อไร่ และยังสามารถปลูกในรอบนาปีถัดไปได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ได้ผลผลิตสูงสองต่อ โดยใช้เครื่องมือและงบประมาณที่มีอยู่แล้ว
    3. อุดหนุนเกษตรกรขุดบ่อน้ำบาดาล/แหล่งน้ำชุมชน ขยายผลจากนโยบายโซลาร์รูฟของกระทรวงพลังงาน โดยเสนอให้ทำควบคู่ไปกับการ ขุดบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ
    4. เปลี่ยนวัตถุประสงค์การอุดหนุนเพื่อปรับโครงสร้างเกษตรและสร้างวินัยการคลัง เช่น LOW CARBON RICE ไถกลบแทนการเผา เพิ่มทุนมนุษย์ ข้อเสนอ ได้แก่ ลงทุนใน Technical Skill จัดอบรมทักษะด้านเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture), การใช้โดรน, และการจัดการฟาร์ม เพิ่มองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและเกษตรกร: เสนอให้มีการจัดตั้งตำแหน่ง “ศาสตราจารย์นวัตกรรม” ในมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมให้อาจารย์ลงพื้นที่ทำงานวิจัยร่วมกับเกษตรกรในฟาร์มจริง และนำองค์ความรู้สมัยใหม่ไปประยุกต์ใช้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29I0ZZsYT_ASqhKIWK7Abw

  • ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและแนวทางสนับสนุนภาคธุรกิจไทย

    ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและแนวทางสนับสนุนภาคธุรกิจไทย

    (21 ตุลาคม 2568) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ และผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะกรรมการ ส.อ.ท. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ สถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวทางการดูแลความผันผวนของค่าเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบของภาคเอกชน รวมถึงประเด็นมาตรการสำคัญต่าง ๆ เช่น มาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า มาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนทิศทางนโยบายสำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะข้างหน้า 

    rn

     

    rn

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน

    rn”}}” id=”text-bde17b5746″>

    (21 ตุลาคม 2568) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ และผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะกรรมการ ส.อ.ท. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ สถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวทางการดูแลความผันผวนของค่าเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบของภาคเอกชน รวมถึงประเด็นมาตรการสำคัญต่าง ๆ เช่น มาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า มาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนทิศทางนโยบายสำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะข้างหน้า 

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20251021.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FBGQjCOSUMr_QYVmxnTbs

  • “ศุภชัย” ปลัด อว. เปิดงาน “๑๒๗ ปี ชาตกาล ดร.ตั้ว ลพานุกรม” จัดโดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ ชวนรำลึกรัฐบุรุษด้านวิทยาศาสตร์ของไทยผู้จุดประกายอนาคตชาติ ด้วยพลังวิทยาศาสตร์จากอดีตสู่ปัจจุบัน

    “ศุภชัย” ปลัด อว. เปิดงาน “๑๒๗ ปี ชาตกาล ดร.ตั้ว ลพานุกรม” จัดโดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ ชวนรำลึกรัฐบุรุษด้านวิทยาศาสตร์ของไทยผู้จุดประกายอนาคตชาติ ด้วยพลังวิทยาศาสตร์จากอดีตสู่ปัจจุบัน

    “ศุภชัย” ปลัด อว. เปิดงาน “๑๒๗ ปี ชาตกาล ดร.ตั้ว ลพานุกรม” จัดโดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ ชวนรำลึกรัฐบุรุษด้านวิทยาศาสตร์ของไทยผู้จุดประกายอนาคตชาติ ด้วยพลังวิทยาศาสตร์จากอดีตสู่ปัจจุบัน

    วันที่ 21 ตุลาคม 2568 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานเปิดงาน “๑๒๗ ปี ชาตกาล ดร.ตั้ว ลพานุกรม” หนุนสร้างการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในแวดวงวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ เพื่อให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าของ “วิทยาศาสตร์” เป็นฐานในการสร้างความก้าวหน้าของประเทศชาติ พร้อมเปิดเวทีสัมมนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน โดยได้รับความสนใจจากผู้บริหารหน่วยงาน อว. ผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนอดีตข้าราชการเกษียณระดับบริหาร เข้าร่วมงานจำนวนมาก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยในอนาคต ณ ห้องประชุมภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

    ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัยฯ ปลัด อว. กล่าวว่า เดือนตุลาคมนับเป็นเดือนสำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยในหลายมิติ ทีได้รำลึกถึงพระมหากษัตริย์และบุคคลสำคัญ ๆ ได้แก่ รัชกาลที่ 5 พระปิยะมหาราช และการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย และพระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย ตลอดจน ดร.ตั้ว ลพานุกรม ผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์บุกเบิกงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ โดยขยายผลไปเป็นหน่วยงานสำคัญระดับชาติหลายหน่วยงานในปัจจุบัน รวมทั้งกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ที่ยังคงยึดแนวทางการพัฒนาจากรากฐานวิทยาศาสตร์ของ ดร.ตั้วฯ และต่อยอดองค์ความรู้สู่การวิจัยพัฒนาโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าของชาติอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ปลัด อว. ได้แสดงความชื่นชมต่อบุคลากรทางวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ

    ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า การจัดงานในวันนี้นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพ และสร้างความตระหนักถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศ ตามเจตนารมณ์ของ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ผู้วางรากฐานด้านวิทยาศาสตร์ไทยอย่างแท้จริง งานสัมมนาฯ ในครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการชั้นนำของประเทศ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ซึ่งเชื่อว่าการจุดประกายความคิดในวันนี้ จะต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยที่มีคุณค่าในอนาคต

    ด้านนายปฐม แหยมเกตุ ประธานกรรมการมูลนิธิ ดร.ตั้ว ลพานุกรม อดีตอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวเพิ่มเติมว่า มูลนิธิ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ก่อตั้งโดยกรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อปี 2497 วัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึง “รัฐบุรุษวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย” ซึ่งในปี 2568 ดร.ตั้วฯ จะมีอายุครบ 127 ปี คณะกรรมการมูลนิธิฯ จึงเห็นร่วมกันในการจัดงานสัมมนาวิชาการครั้งสำคัญร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์บริการ ภายในงานมีกิจกรรมมุ่งส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และประกาศเกียรติคุณนักวิทยาศาสตร์ ผู้บุกเบิก 3 ท่าน คือท่านพระยาประสาทธาตุการย์ ท่าน ดร.ประจวบ บุนนาค และดร.จาง รัตนะรัต ในฐานะผู้มีคุณูปการต่อวงการวิทยาศาสตร์ไทย

    ทั้งนี้ ช่วงสัมมนาฯวิชาการ ได้รับเกียรติจากนักวิชาการหลายท่านมาร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.สุวบุญ จิรชาญชัย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนันท์ บุญยงมณีรัตน์ รศ.เภสัชกรหญิง ดร.จิตติมา ลัคนากุล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุข จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.นรินทร์ กาบบัวทอง จากสถาบันนวัตกรรม บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โดยมี ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิเคราะห์ทดสอบ (นักวิทยาศาสตร์ทรงคุณวุฒิ) กรมวิทยาศาสตร์บริการ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

    นอกจากนี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้ชวนเชิญนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ในกระทรวง อว. มาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ซึ่งจะส่งผลให้มีความคิดก้าวหน้าและเชื่อมโยงผูกพันในหมู่นักวิชาการ เดินหน้าเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนอีกด้วย

    #กรมวิทยาศาสตร์บริการ #DSS #กรมวิทย์ฯบริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #อว #อุดมศึกษา #วิจัยและนวัตกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965781&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WGK0LDM9fRCCjriU5RSo9

  • เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

    เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

    วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

    เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568 ดังนี้

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นายบุญชอบ วิเศษปรีชา ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ตามลำดับ ดังนี้  

                       1. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

                       2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)

                       ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13

                       คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องนับจากวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว โดยมีคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 (คงเดิม) ดังนี้

                       1. รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกำกับการบริหารราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

                       2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รองประธานกรรมการ

                       3. ปลัดกระทรวงการคลัง กรรมการ

                       4. อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีแพ่งหรือผู้แทน กรรมการ

                       5. อธิบดีอัยการ สำนักงานการบังคับคดีหรือผู้แทน กรรมการ

                       6. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการ

                       7. ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กรรมการและเลขาธิการ

                       หน้าที่และอำนาจ (คงเดิม)

                       1. วางนโยบาย อำนวยการเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13

                       2. จัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ให้บรรลุเป้าหมายด้วยดี เป็นไปตามกฎธรรมนูญสหพันธ์ และเป็นผลดีที่สุดแก่ประเทศชาติ

                       3. ประสานงาน ปฏิบัติการและดูแลทั่วไปเกี่ยวกับการเตรียมงานทั้งปวง และคณะกรรมการฝ่าย ต่างๆ

                       4. จัดสรรและบริหารงบประมาณที่ใช้ในการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

                       5. ติดต่อประสานงาน ตลอดจนการขอรับการสนับสนุนในการเตรียมงานและจัดการแข่งขันจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานเอกชน

                       6. รายงานการดำเนินงานให้แก่คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ และจัดทำรายงานเสนอเมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขัน

                       7. เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้ประธานกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายได้ตามความจำเป็นเหมาะสม รวมทั้งกำกับดูแลและควบคุมการดำเนินงานของคณะกรรมการฝ่าย คณะกรรมการสาขา

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวม 9 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้

                       1. นายนพดล เฮงเจริญ                      ประธานกรรมการ

                       2. นายกฤษฎา บุณยสมิต          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       3. นายชาญชัย แสวงศักดิ์                   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       4. นายต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์                กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       5. นายนันทวัฒน์ บรมานันท์                กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       6. นายนิพนธ์ ฮะกีมี                          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       7. นายประสงค์ วินัยแพทย์                  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       8. นายสุรพล นิติไกรพจน์           กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       9. นายฤทัย หงส์สิริ                          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอให้คณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมมีจำนวนกรรมการเกินกว่าสิบเอ็ดคนแต่ไม่เกินสิบห้าคน (นับรวมประธานกรรมการ กรรมการอื่นที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง และผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง) ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์การเภสัชกรรม พ.ศ. 2509 และมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และแต่งตั้ง นายพงศธร พอกเพิ่มดี (ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข) เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม แทน นายโอภาส การย์กวินพงศ์ (ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข) ประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้าแทนนี้ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

                       1. นายพลพงศ์ วังแพน ตำแหน่ง อธิบดีกรมอาเซียน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

                       2. นางจิราพร จิรำไพกูล ตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน

                       3. นายพิษณุ โสภณ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       4. นายธนพ ปัญญาพัฒนากุล ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       5. นายณัฐพงศ์ สิทธิชัย ตำแหน่ง อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       6. นางสาวปฤณัต อภิรัตน์ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตาสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศในลำดับที่ 1 – 2 ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

                       1. นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       2. นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี กรณีการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญเฉพาะราย (นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง) และแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย

                       คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ ดังนี้

                       1. ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 กรณีการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญเฉพาะราย (นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง)

                       2. อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1 ราย ตามมาตรา 57 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567 ให้ นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสกลนคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตาก

                        ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการคลัง)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย คือ นายปริเยศ  พิริยะมาสกุล  ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายวรภัค ธันยาวงษ์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                       1. นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี

                       2. นางจุฬามณี ชาติสุวรรณ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ  (กระทรวงมหาดไทย)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับต้น) สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันที่สำนักงาน ก.พ.ได้รับคำขอประเมินพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบการขอประเมินครบถ้วนสมบูรณ์

    เรื่อง การแต่งตั้งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้ง นายนรินทร์ เผ่าวณิช ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป และเห็นชอบอัตราเงินเดือน ซึ่งกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบผลตอบแทนแล้ว

    เรื่อง ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบการต่อเวลา 1 ปี (ครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 2) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นางเพ็ญนภา กัญชนะ ข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่ง รองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

                       1. นายธิติ แสวงธรรม ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       2. นายวิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       3. นายอดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอแต่งตั้ง นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้

                       1. นายเอกรัฐ พลซื่อ

                       2. นางสาวชลิตา โผนสู้ศึก

                       3. นายพรชัย อินทร์สุข

                       4. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                        คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 10 ราย ดังนี้

                        1. นายอารี ไกรนรา

                       2. นายนพพล ชูกลิ่น

                       3. นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี

                       4. พลเอก นเรศรักษ์ ฐิตะฐาน

                       5. นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี

                       6. นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา

                       7. นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร

                       8. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์

                       9. นายสิรภพ ดวงสอดศรี

                       10. นายสุรพงศ์ นำชัยรุจิพงศ์

                       โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

    เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงวัฒนธรรม)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ เป็นข้าราชการการเมือง ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) กำกับการบริการราชการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้

                       1. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์

                       2. นางสาวณมาณิตา กลับบ้านเกาะ

                       3. พลตำรวจตรี มนตรี แป้นเจริญ

                       4. นางสาวอรทัย เกิดทรัพย์

                       โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

    เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ เป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

                       ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอก ธรรมนัสพรหมเผ่า) ปฏิบัติหน้าที่แทน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) กำกับการบริหารราชการกระทรวงพาณิชย์ ได้เห็นชอบด้วยแล้ว

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจโท อิทธิพร โพธิ์ทอง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น)

                       ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงมหาดไทย)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมืองตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนี้

                  1) นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)

                  2) นางจิดาภา สุนทรธนากุล ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)]

                  3) ร้อยตำรวจเอกณัชธพงศ์ ประเสริฐโสภา ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย [ปฏิบัติบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์)

                  4) นายวิศรุต ปู่เพ็ง ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นางสาวศศิธร กิตติธรกุล)

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/922604&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32Z9deXcpkFPXIrfW4oYNu

  • สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวฯ จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ที่ จ.เชียงใหม่ | TOPNEWS

    สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวฯ จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ที่ จ.เชียงใหม่ | TOPNEWS

    TFOPTA จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 20 – 22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมดวงตะวัน เชียงใหม่ เพื่อสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 19.30 น. สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่ง ประเทศไทย (TFOPTA) จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมีสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดยได้รับเกียรติจาก นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเลี้ยงต้อนรับ “ครอบครัวสมาพันธ์” พร้อมด้วย นางฉลอม สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย TCEB, SME Bank นายกสมาคมพันธมิตร คณะกรรมการและสมาชิกTFOPTA ร่วมงาน

    นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่ สมาคมธุรกิจท่องที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้รับมอบหมายให้จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ของสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) ที่จัดขึ้นระหว่างวันทิ่ 20 – 22 ตุลาคม 2568 ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา / อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา / ประธาน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ บรรยายพิเศษ “เที่ยวไทยให้ครึกครื้น ฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคัก” และบรรยายพิเศษ “ความร่วมมือและส่งเสริมการท่องเที่ยวและไมซ์ข้ามภูมิภาค” โดยนายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

    ภายในงานยังมีกิจกรรม การจับคู่เจรจาธุรกิจด้านการท่องเที่ยว B2B ออกบูธสินค้าของดี ของเด่น Soft Power รวมถึงสินค้า OTOP ของภาคเหนือ พร้อมทั้ง กิจกรรมเดินแบบ แฟชั่นโชว์ จากผู้ประกวด Miss Weliness World 2025 และพิธีส่งมอบธง ให้กับ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลเจ้าภาพครั้งต่อไป

    สำหรับการจัดงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ ในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการต้อนรับ ทุกท่าน สร้างความสุข ความผ่อนคลาย การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ TFOPTA มีความเข้มแข็งและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมภายในภูมิภาคและเชื่อมโยงข้ามภาค ตลอดจนสนับสนุนพันธกิจการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยในงานมีสมาชิกของ TFOPTA จากทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนกว่า 50 สมาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1363851&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ffI_VFuBBrvOC-87icBN_

  • ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในปท. เที่ยวเมืองรองลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ผปก.ได้ลดหย่อนปรับปรุงที่พัก

    ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในปท. เที่ยวเมืองรองลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ผปก.ได้ลดหย่อนปรับปรุงที่พัก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105170&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K9q89b_3mt1CenekNDxfF

  • “ธรรม์-ปารมี” ฟอร์มเฉียบ ผ่านเข้ารอบ 16 คน ศึกเทนนิสเยาวชน “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส” | เดลินิวส์

    “ธรรม์-ปารมี” ฟอร์มเฉียบ ผ่านเข้ารอบ 16 คน ศึกเทนนิสเยาวชน “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส” | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก ระดับ เจ 60 รายการ “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 เจ 60)” สัปดาห์ที่ 1 ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68 ในรอบ 2 (32 คน) ประเภทชายเดี่ยว ธรรม์ พันธราธร นักหวดดาวรุ่งไทย เอาชนะ โรเบิร์ต โดลยา จากสิงคโปร์ 2-0 เซต 6-4, 7-5 ผ่านเข้ารอบ 16 คน ไปพบกับ โจอาคิม มิก้า กูนาวัน จากอินโดนีเซีย ที่เอาชนะ ภูชิสส์ สุขใจ 2-1 เซต 6-4, 3-6, 6-1 ต่อไป

    ขณะที่ ประเภทหญิงเดี่ยว ปารมี ทัดแก้ว เยาวชนทีมชาติไทย เอาชนะ ริโอะ ฮิกาชิ ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น 2-0 เซต 6-1, 6-2 เข้ารอบ 16 คน ไปพบกับ พิชญาภัค ศรีมุกข์ ที่ชนะ จาง เฉินหมิง จากจีน 2-1 เซต 1-6, 6-4, 6-2

    ผลการแข่งขันของนักเทนนิสเยาวชนไทย มีดังนี้ ประเภทชายเดี่ยว รอบ 2 ปวรปรัชญ์ งั่นบุญศรี ชนะ โจนาธาน โรธ (ออสเตรีย) 6-3, 0-6, 6-4, ธรรมะ โคศิริ ชนะ ริว โกฏิกุล 4-1 Ret. (เจ็บเท้า), ธีร์ธวัช ธวัชผ่องศรี แพ้ แบรนดอน ดวน (สหรัฐ) 6-4, 4-6, 0-1 Ret. (ตะคริว)

    แดนไทย ตาก้อง แพ้ ไรอัน เบดวิค (สหรัฐ) 4-6, 6-7 (9-11), อริยพล หลีกุล แพ้ หวง เจียน (จีน) 0-5 Ret. (หายใจไม่ทัน), ปภังกร บุญฤทธิ์ แพ้ ริคุ ฮิกาชิ (ญี่ปุ่น) 0-6, 3-6, กานต์ธัช สุรฤทธิ์โยธิน แพ้ ราฟาเลนติโน อาลีดา คอสตา (อินโดนีเซีย) 2-6, 6-7 (4-7)

    ประเภทหญิงเดี่ยว รอบ 2 ศรร์วิศา กุลพิศาลรัศม์ ชนะ ชิโอริ อิซึกะ (ญี่ปุ่น) 6-1, 6-1, ปัฐน์ธินันต์ เผือกคำ แพ้ เฉิน ชิง ยิง (ไต้หวัน) 1-6, 0-6, อารีรัตน์ เดชเพชร แพ้ ลอราวอน เบรเมอร์ (เยอรมนี) 1-6, 3-6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5225545/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Gh5iLfIs3hp1xnh5Pu-Yh

  • OPPO เตรียมเปิดตัว OPPO Find X9 Series   สมาร์ตโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุด มาพร้อมประสบการณ์ซูมดีทุกคอนเสิร์ต เร็วๆ นี้!

    OPPO เตรียมเปิดตัว OPPO Find X9 Series  สมาร์ตโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุด มาพร้อมประสบการณ์ซูมดีทุกคอนเสิร์ต เร็วๆ นี้!

    ไอที

    OPPO เตรียมเปิดตัว OPPO Find X9 Series  สมาร์ตโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุด มาพร้อมประสบการณ์ซูมดีทุกคอนเสิร์ต เร็วๆ นี้!

    วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    OPPO เตรียมเปิดตัว OPPO Find X9 Series 

    สมาร์ตโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุด มาพร้อมประสบการณ์ซูมดีทุกคอนเสิร์ต เร็วๆ นี้!

    ออปโป้ ไทยแลนด์ ตอกย้ำประสบการณ์ใช้งานที่เหนือกว่า เตรียมส่งสมาร์ตโฟนแฟลกชิปที่สุดแห่งปี OPPO Find X9 Series สมาร์ตโฟนซูมดีทุกคอนเสิร์ต ด้วยการมาของกล้อง 200MP Hasselblad Telephoto คมชัดทุกการถ่ายภาพ ตอบโจทย์ทุกสายคอนเสิร์ต มาพร้อมดีไซน์ใหม่สะท้อนความพรีเมียมในทุกสัมผัส ด้วยขอบหน้าจอบางเฉียบ จับถือถนัดมือ พร้อมปล่อยวิดีโอตัวอย่างซูมคอนเสิร์ตด้วยกล้อง 200MP Hasselblad Telephoto และพลังซูมไกล 120x Super Zoom  

    พร้อมยกประสบการณ์การถ่ายภาพให้เหนือไปอีกขั้น เปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 29 ตุลาคมนี้! 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/451224&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CrW2cCAeyH0gbbWiMFNrt