Blog

  • “รมว.นฤมล” อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กเอกชน 1.4 ล้านคน

    “รมว.นฤมล” อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กเอกชน 1.4 ล้านคน

    “รมว.นฤมล”ประชุมบอร์ด กช. อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กเอกชน-เอกชนการกุศลฯ กว่า 1.4 ล้านคนทั่วประเทศ เผย เตรียมชง ครม.ขอรับงบกลางปี 69 พร้อมเร่งดันร่าง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฉบับใหม่เข้าสภา

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2568 เวลา 9.30 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 3/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยที่ประชุมได้พิจารณาถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน ตามมติของบอร์ด กช. เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง ปี 2569 จากคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นจำนวนงบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ (งบประมาณเพิ่มขึ้น 3,991 ล้านบาทเศษ) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน ตามมติของบอร์ด กช. 

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ซึ่งเป็นความพยายามของ กช. ที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย โดยขอรับงบประมาณอุดหนุนแก่โรงเรียน 2 กลุ่ม คือ

    กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียน จำนวน 1,291,107 คน (3,103 โรงเรียน) ใช้งบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 5,735,413,400 บาท (เพิ่มขึ้น 3,482,378,400 บาท)

    กลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียน จำนวน 115,222 คน ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 509,083,600 บาท ซึ่งสอดคล้องกับที่โรงเรียนเอกชนการกุศลขอให้ ศธ.ช่วยเหลือเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันให้ถึงระดับมัธยมศึกษา เช่นเดียวกับโรงเรียนขยายโอกาสของ สพฐ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์นักเรียนยากจนหรือด้อยโอกาสทางการศึกษาโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา มีอยู่ 550 โรง เช่น โรงเรียนในพระราชูปถัมภ์ โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญ

    นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อผลักดันสู่วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคการศึกษาเอกชน มีความทันสมัย และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732237&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WILUAiCiJVzLwa2ltf6_J

  • ภาคีผู้บริโภค ลุย! พัฒนา ระบบขนส่งสาธารณะ ในจังหวัดสุรินทร์

    ภาคีผู้บริโภค ลุย! พัฒนา ระบบขนส่งสาธารณะ ในจังหวัดสุรินทร์

    ภาคีผู้บริโภค ลุย! พัฒนา ระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดสุรินทร์

    สภาผู้บริโภค จับมือ สสส. และภาคีจังหวัดสุรินทร์ ร่วมพัฒนา ระบบขนส่งสาธารณะ ที่ปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 สภาผู้บริโภค ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนอำเภอเมืองสุรินทร์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้โครงการ “สานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกคนขึ้นได้” จัดประชุม “การสร้างความร่วมมือการดำเนินงานโครงการพัฒนา ระบบขนส่งสาธารณะ จังหวัดสุรินทร์ โดยการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น” ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ โดยมี กิตติ สัตย์ซื่อ ปลัดจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดการประชุม

    การประชุมมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของจังหวัดสุรินทร์ให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมให้ภาคประชาชนและองค์กรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดและพัฒนาบริการขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

    ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาระบบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย รวมถึงการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังอุบัติเหตุในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์และทั้ง 17 อำเภอของจังหวัด นอกจากนี้ยังมีการหารือการสื่อสารสาธารณะเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประกอบด้วย ธัญพร มุ่งเจริญพร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ สหชาติ คำพูน ขนส่งจังหวัดสุรินทร์ ดร.คุณภัทร ศรศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ดร.วสิษฐ์ พรหมบุตร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาองค์กรและการพัฒนาเมือง มีนา ดวงราษี หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาองค์กรของผู้บริโภค และวริศราลี แก้วปลั่ง ประธานศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนอำเภอเมืองสุรินทร์ สภาผู้บริโภค

    การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืน โดยอาศัยพลังความร่วมมือจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน เพื่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน

    วริศราลี แก้วปลั่ง ประธานศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพฯ ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่นระดับจังหวัด กล่าวว่า แนวคิดการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนได้รับความสนใจอย่างมากจากหน่วยงานท้องถิ่น เนื่องจากปัจจุบัน จังหวัดสุรินทร์ ยังขาดระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกและปลอดภัย โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมต่อจากอำเภอหรือตำบลเข้าสู่ตัวเมือง ซึ่งหลายเส้นทางไม่มีรถประจำทางให้บริการ ประชาชนต้องใช้รถตู้โดยสารที่มีราคาสูงหรือใช้รถส่วนตัวในการเดินทาง

    โดยวันที่ 23 ตุลาคมนี้ จะมีการประชุมร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองลีง เพื่อหารือแนวทางพัฒนารถโดยสารประจำทางในเส้นทาง เมืองลีง – เมืองสุรินทร์ ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งวางแผนขยายความร่วมมือไปยังเส้นทางอื่นในอนาคต

    “ตอนนี้ชาวบ้านจากเมืองลีงต้องอาศัยติดรถพ่อค้าแม่ค้าที่เข้าเมืองตั้งแต่ตี 4 – ตี 5 หรือเหมารถเข้าเมืองเอง เมื่อก่อนเคยมีรถสองแถวแต่ผู้ประกอบการขาดทุนจึงเลิกวิ่งไป ส่วนนักเรียนต้องซื้อรถมอเตอร์ไซค์ หรือเช่าหอพักใกล้โรงเรียน ส่วนอบต.เคยจัดรถรับส่งสัปดาห์ละ 2 วัน แต่ก็ไม่เพียงพอและไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ” วริศราลี กล่าว

    วริศราลี กล่าวอีกว่า โครงการฯ มีแผนสร้างความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ที่อยู่ในเส้นทางเมืองลีง – เมืองสุรินทร์ ได้แก่ อบต.พิราม อบต.ท่าสว่าง และ อบต.กระโพ เพื่อผลักดันให้เกิดรถโดยสารสาธารณะที่ปลอดภัย สะดวก และมีราคายุติธรรม ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    เปิด 7 พื้นที่ต้นแบบ “ขนส่งสาธารณะ” ทำได้จริงและยั่งยืน

    พลิกฟื้นรถเมล์ท้องถิ่นแก้ปัญหา รถน้อย คอยนานสู่ ระบบขนส่งสาธารณะ ที่ตรงเวลา คุ้มค่า

    งหวัดสุรินทร์จัดประชุมความร่วมมือพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ โดยการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/14102568_surin-transport-12prov_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EFTUw1JfaEBxOsrZfgHi_

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HEsVrTSUUXSuxwu3ar44K

  • ยืนยันยังไม่ปรับขึ้นค่าแท็กซี่ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ยืนยันยังไม่ปรับขึ้นค่าแท็กซี่ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110179&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wc5N83zHsAjrr9-BWujz9

  • สองวิถีไทย ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการปรับตัวของประชากรจากชนบทสู่สังคมเมือง

    สองวิถีไทย ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการปรับตัวของประชากรจากชนบทสู่สังคมเมือง

    สองวิถีไทย ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการปรับตัวของประชากรจากชนบทสู่สังคมเมือง


    22/10/2568 | 67 |

    ประเทศไทยเป็นสังคมที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการขยายตัวของเมืองที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่สมดุล ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “สองวิถีไทย” ซึ่งหมายถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างสังคมชนบทที่ยังคงยึดโยงกับวิถีเกษตรกรรมและประเพณี กับสังคมเมืองที่ทันสมัย พึ่งพาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี บทความนี้จะสำรวจการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมไทย ความแตกต่างของวิถีชีวิต และความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการอพยพของประชากรจากชนบทสู่เมือง

    การเกิดของ “สองวิถี” และแรงผลักดัน

    การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ แรงดึงดูดจากเมือง คือโอกาสในการสร้างรายได้ที่สูงกว่า งานที่มีความหลากหลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ในทางกลับกัน แรงผลักดันจากชนบท คือปัญหาความยากจน ความแห้งแล้ง ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และการขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

    ความแตกต่างของวิถีชีวิตในสองพื้นที่นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน:

    มิติ สังคมชนบท (Traditional) สังคมเมือง (Modern)
    เศรษฐกิจ พึ่งพาเกษตรกรรม, เศรษฐกิจพอเพียง อุตสาหกรรม, บริการ, เทคโนโลยี
    ความสัมพันธ์ เครือญาติแน่นแฟ้น, ชุมชนช่วยเหลือกัน ความเป็นปัจเจก, การแข่งขันสูง
    ค่านิยม ความเกรงใจ, ความกตัญญู, ความเรียบง่าย ความสำเร็จส่วนบุคคล, ความสะดวกสบาย

    ความเหลื่อมล้ำ: ช่องว่างที่ถ่างกว้าง

    การอพยพครั้งใหญ่ไม่ได้นำมาซึ่งความเจริญที่เท่าเทียมกัน แต่กลับตอกย้ำ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในหลายมิติ:

    1. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้: ผู้ย้ายถิ่นจากชนบทส่วนใหญ่มักเข้าสู่ตลาดแรงงานในเมืองในตำแหน่งที่ใช้แรงงาน ค่าแรงต่ำ และไม่มีสวัสดิการที่มั่นคง ในขณะที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงลิบลิ่วในเขตเมือง ทำให้แม้จะทำงานหนักแต่ก็ยังคงอยู่ในวงจรความยากจน

    2. ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส: การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ การบริการสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ทำให้คุณภาพชีวิตของประชากรในชนบทและผู้ที่ย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนแออัดในเมืองมีความด้อยกว่า

    3. ความเหลื่อมล้ำทางที่อยู่อาศัย: ผู้ย้ายถิ่นจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ถูกสุขลักษณะได้ จึงต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนแออัด ซึ่งขาดแคลนสาธารณูปโภคและมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและสังคม

    ความท้าทายในการปรับตัวและผลกระทบต่อสังคม

    ประชากรที่ย้ายจากชนบทสู่เมืองต้องเผชิญกับการปรับตัวที่ซับซ้อน:

    • การปรับตัวทางจิตใจและสังคม: จากสังคมที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น (Collective) สู่สังคมที่มีความเป็นปัจเจกสูง (Individualistic) ในเมือง ทำให้หลายคนประสบกับความโดดเดี่ยวและความเครียดจากการแข่งขัน

    • ครอบครัวและโครงสร้างชุมชนที่เปลี่ยนไป: การอพยพของแรงงานวัยหนุ่มสาวทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ครอบครัวแหว่งกลาง” โดยมีผู้สูงอายุและเด็กอาศัยอยู่ในชนบทโดยปราศจากพ่อแม่ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของเด็กและการดูแลผู้สูงอายุ

    • การจัดการเมืองและทรัพยากร: การหลั่งไหลของประชากรทำให้เมืองต้องเผชิญกับปัญหาความแออัด ปัญหามลภาวะ (อากาศและน้ำ) ปัญหาการจราจร และการจัดการขยะที่เกินขีดความสามารถของเมือง

    สรุป: การสร้างความสมดุลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    การแก้ไขปัญหา “สองวิถีไทย” และความเหลื่อมล้ำจำเป็นต้องอาศัยการกระจายความเจริญและโอกาสอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาการศึกษา และสาธารณสุขในระดับภูมิภาค เพื่อลดแรงจูงใจในการย้ายถิ่นเข้าสู่เมืองใหญ่ การส่งเสริม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ในชนบท จะช่วยให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตที่มีคุณภาพในภูมิลำเนาเดิมได้ การสร้างความสมดุลระหว่างสองวิถีนี้เป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/433616&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22p2JAAJA9lgvlNgehT9Py

  • “นายกกิติพงษ์” นำทีมร่วมประชุมโครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวไมซ์ข้ามภูมิภาค” ที่ จ.เชียงใหม่

    “นายกกิติพงษ์” นำทีมร่วมประชุมโครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวไมซ์ข้ามภูมิภาค” ที่ จ.เชียงใหม่

    ภูมิภาค

    “นายกกิติพงษ์” นำทีมร่วมประชุมโครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวไมซ์ข้ามภูมิภาค” ที่ จ.เชียงใหม่

    วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.28 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 21 ต.ค.68 นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ จ.ประจวบฯ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยที่ปรึกษาสมาคมฯ นางวาสนา ศรีกาญจนา ได้นำคณะกรรมการสมาคมฯ ประมาณ 30 คนเดินทางไปร่วมงานประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 ของสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่ง ประเทศไทย (TFOPTA) Business Matching : B2B ภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวไมซ์ข้ามภูมิภาค” ระหว่างวันที่ 20-22 ต.ค.68 ที่ โรงแรมดวงตะวัน จ.เชียงใหม่ โดยในปีนี้มีสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน และได้รับเกียรติจาก นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเลี้ยงต้อนรับ “ครอบครัวสมาพันธ์” พร้อมด้วย นางฉลอม สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีสมาชิกของ TFOPTA จากทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 50 สมาคม ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าร่วมงานล

    นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะเจ้าภาพกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้สู่ชุมชน กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในภาคเหนือ และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา/อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา/ประธาน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ บรรยายพิเศษ “เที่ยวไทยให้ครึกครื้น ฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคัก ” และบรรยายพิเศษ “ความร่วมมือและส่งเสริมการท่องเที่ยวและไมซ์ข้ามภูมิภาค” โดยนายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

    นอกจากนั้นภายในงานมีกิจกรรมการจับคู่เจรจาธุรกิจด้านการท่องเที่ยว สินค้าของดี ของเด่น Soft Power รวมถึงสินค้า OTOP ของภาคเหนือ กิจกรรมเดินแบบ แฟชั่นโชว์ จากผู้ประกวด Miss Weliness World 2025 พร้อมกันนี้ได้มีพิธีส่งมอบธงให้กับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล เพื่อเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไป.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451351&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YeSXucvNcqy952Vv4Y7VS

  • ตรวจท่าเทียบเรือวิสิษฐ์พันวา เตรียมรองรับ นทท.ฤดูท่องเที่ยวอันดามัน – ข่าวภูเก็ต

    ตรวจท่าเทียบเรือวิสิษฐ์พันวา เตรียมรองรับ นทท.ฤดูท่องเที่ยวอันดามัน – ข่าวภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A-%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2597-%25E0%25B8%25A4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599-13624.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CQYyaVvvYdoUJ5ftAAMGT

  • กรมประชาสัมพันธ์

    กรมประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/433606&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xuXrl1WHID4lt13deGbJm

  • การกีฬาแห่งประเทศไทย จับมือ เรด ซี๊ด ครีเอชั่น และบิ๊กพันธมิตร ดัน ยกทัพรันมันส์ยกทีม ครั้งที่2 หนุนไทยสู่เมืองกีฬา สร้างสุขภาพ กระตุ้นท่องเที่ยว – Your Lifestyle, Your Home

    การกีฬาแห่งประเทศไทย จับมือ เรด ซี๊ด ครีเอชั่น และบิ๊กพันธมิตร ดัน ยกทัพรันมันส์ยกทีม ครั้งที่2 หนุนไทยสู่เมืองกีฬา สร้างสุขภาพ กระตุ้นท่องเที่ยว – Your Lifestyle, Your Home

    กรุงเทพมหานคร – ทุกวันนี้ การออกกำลังกายของคนรุ่นใหม่ จะไม่เพียงแค่เรื่องของสุขภาพ แต่กระแส การเดิน-วิ่ง-ปั่น “กลายเป็นชีวิตวิถีใหม่ของคนไทยและต่างชาติไปแล้ว เนื่องจากการวิ่ง ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสนาม แต่ยังต่อยอดสู่การท่องเที่ยว  เชิงกีฬา (Sport Tourism) ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นและจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทุกวัย และประเทศไทย ก็ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายยอดนิยมของนักวิ่งทั่วโลก ด้วยเสน่ห์ของเส้นทางธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมชุมชนที่ผสานความสนุกกับการออกกำลังกายได้อย่างลงตัว   ล่าสุด บริษัท เรด ซี๊ด ครีเอชั่น จำกัด จัดงานแถลงข่าว กิจกรรมวิ่งแห่งปี ยกทัพรัน มันส์ยกทีม ครั้งที่ 2 (Yoktub Run 2) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ทีมลิง ทีมยักษ์ รักการวิ่ง” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2568      ณ บริเวณศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

    นายแทนไท สกุลวิจิตร์สินธุ ผู้บริหาร บริษัท เรด ซี๊ด ครีเอชั่น จำกัด ผู้จัดกิจกรรมครั้งนี้ กล่าวถึงความสำเร็จในการจัดกิจกรรมในปีที่ผ่านมา จนต่อยอดมาสู่การจัดกิจกรรม ยกทัพรันมันส์ยกทีม ครั้งที่ 2 ในปีนี้ “เราเป็นผู้จัดกิจกรรมงานวิ่งประเภทต่าง ๆ มามากกว่า 10 ปี เป็นเจ้าแรกที่ปิดถนนเยาวราชจัดงานวิ่ง เฮงเฮง มินิมาราธอน รวมถึงงานต่าง ๆ อีกมากมาย สำหรับงานนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ ที่เราได้มีโอกาสจัดงานวิ่งในรูปแบบใหม่ ๆ ที่แสดงออกถึงความเป็นไทย และได้แสดงถึงศักยภาพของดีไซน์เนอร์ไทย ศิลปะไทย วัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในซอฟต์ พาวเวอร์ไทย ไปสู่สายตาชาวโลก ผ่านกิจกรรมยกทัพรัน 2 ที่สำคัญ เป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย และโปรโมตการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งเราคาดหวังว่า จากกิจกรรมดังกล่าวนี้ จะช่วยดึงนักท่องเที่ยวจาก  ยุโรป (+15%), เอเชียใต้ (+15%),  อเมริกา (+8%), โอเชียเนีย (+8%) ให้มาท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ ที่เราวางแผนไว้ และสำหรับงาน ยกทัพรัน มันส์ยกทีม ครั้งที่ 2 ยกระดับความสนุกกว่าปีที่ผ่านมา   โดยไฮไลต์งานอยู่ที่บรรยากาศและสีสันต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายในงาน โดยเราเน้นความเป็นไทย เราให้นักวิ่งเลือกได้ว่าจะอยู่ ทีมลิง หรือ ทีมยักษ์  เพื่อให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของงาน ผ่านตัวละครโขนจาก รามเกียรติ์ กระตุ้นการแข่งขันให้สนุกมากยิ่งขึ้น       ในงานยังมีการแสดงโขน มีการแต่งกายแบบไทย ตกแต่งแบบไทย ๆ เส้นทางวิ่งสองข้างทางก็จะผ่านจุดสำคัญ ๆ ของย่านกรุงเก่า อย่างเช่นแสงไฟรอบพระบรมมหาราชวัง ราชดำเนิน สนามมวยลุมพินี นักวิ่งได้ถ่ายภาพสวยตลอดเส้นทางแน่นอน และเป็นที่รู้กันของเหล่านักวิ่ง ว่างานที่จัดโดยทีมเรด ซี๊ด ครีเอชั่น ทั้งสนุกและคุ้มค่า  ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สำคัญที่เราเน้นย้ำ คือเรื่องความปลอดภัย      เราได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และความพร้อมด้านบุคลากร         ทางการแพทย์ พยาบาล จากโรงพยาบาลหัวเฉียว เพราะฉะนั้น ผู้ที่สนใจห้ามพลาดเด็ดขาด โดยผู้สมัครจะได้รับเสื้อของโฮเลน (690 บาท) ยาดมและสายคล้องคอของโฮเลน (380 บาท) รวมกันมากกว่าหนึ่งพันบาท มูลค่าเกินค่าสมัครไปแล้ว

    ผมในฐานะผู้จัดงาน ก็อยากเชิญชวนให้มาสนุกกันเยอะ ๆ มาร่วมกันจับจ่ายใช้สอยให้มาก ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งมีการท่องเที่ยวต่อเนื่องหลังจบกิจกรรม เช่น ไปไหว้พระวัดสุทัศน์ เดินเล่นหาอะไรทานที่เยาวราช ข้ามเรือไปเที่ยววัดอรุณฯ หรือสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายรอบ ๆ บริเวณจัดงาน  

    และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือผู้สนับสนุน ที่เห็นความสำคัญของการส่งเสริมกิจกรรมของคนรุ่นใหม่ และเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ทั้งท่านรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด นายจิรเดช สมภพรุ่งโรจน์ และท่านผู้บริหารงานฝ่ายธุรกิจด้านรับประกันภัยรถยนต์ ในโครงการ OEM ผู้ผลิตรถยนต์และงานคู่ค้าพันธมิตร ดีลเลอร์ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อรายใหญ่ (Executive Head – Motor Manufacturer Business) บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) นายชมพัฒน์ อัศวชินโชติ ที่เป็นแรงผลักดันกิจกรรมและต่อยอดสู่เป้าหมายที่วางไว้ร่วมกัน”

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและอัปเดตความเคลื่อนไหวได้ที่ https://www.facebook.com/redseedrunningclub

    • การกีฬาแห่งประเทศไทย จับมือ เรด ซี๊ด ครีเอชั่น และบิ๊กพันธมิตร ดัน ยกทัพรันมันส์ยกทีม ครั้งที่2 หนุนไทยสู่เมืองกีฬา สร้างสุขภาพ กระตุ้นท่องเที่ยว
    • การกีฬาแห่งประเทศไทย จับมือ เรด ซี๊ด ครีเอชั่น และบิ๊กพันธมิตร ดัน ยกทัพรันมันส์ยกทีม ครั้งที่2 หนุนไทยสู่เมืองกีฬา สร้างสุขภาพ กระตุ้นท่องเที่ยว
    • การกีฬาแห่งประเทศไทย จับมือ เรด ซี๊ด ครีเอชั่น และบิ๊กพันธมิตร ดัน ยกทัพรันมันส์ยกทีม ครั้งที่2 หนุนไทยสู่เมืองกีฬา สร้างสุขภาพ กระตุ้นท่องเที่ยว
    • การกีฬาแห่งประเทศไทย จับมือ เรด ซี๊ด ครีเอชั่น และบิ๊กพันธมิตร ดัน ยกทัพรันมันส์ยกทีม ครั้งที่2 หนุนไทยสู่เมืองกีฬา สร้างสุขภาพ กระตุ้นท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://homeday.co.th/blogs/sports-authority-of-thailand-20251021/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W2u-LrQrImjYIo7fDlNLJ

  • เฮ! ครม.ไฟเขียวเที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง ใช้จ่าย 2 หมื่นบาท หักภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท | เดลินิวส์

    เฮ! ครม.ไฟเขียวเที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง ใช้จ่าย 2 หมื่นบาท หักภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท | เดลินิวส์

    วันที่ 21 ต.ค. นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแพ็กเกจมาตรการตามที่กระทรวงการคลังเสนอ รวม 5 มาตรการ เริ่มจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว นำค่าที่พักโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย ค่าที่พักสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการร้านอาหาร ทั้งเมืองหลักและเมืองรองตามค่าใช้จ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท โดยเมืองหลักมาลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า หรือสูงสุด 20,000 บาท ส่วนเมืองรอง หักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า หรือสูงสุด 30,000 บาท เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68

    ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่าค่าใช้จ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท จะต้องได้รับใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือในรูปแบบกระดาษ ไม่เกิน 10,000 บาท และอีกไม่เกิน 10,000 บาท ใบกำกับภาษีต้องอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ขณะที่จังหวัดเมืองรอง 55 จังหวัด และมีพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัดที่เพิ่มให้เป็นเมืองรอง ซึ่งการกำหนดระยะเวลาใช้สิทธิ เนื่องจากรัฐบาลมองว่าปลายปีเป็นช่วงท่องเที่ยวปกติอยู่แล้ว

    นอกจากนี้ยังเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลจัดอบรมสัมมนาในประเทศ โดยนำค่าห้องพัก ค่าสัมมนา ค่าใช้จ่าย ค่าขนส่ง มาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่ากรณีเมืองหลัก และเมืองรอง หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า และต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ยกเว้นค่าขนส่งสามารถเป็นใบรับอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-รีซีท

    ขณะเดียวกันได้เร่งรัดการเลิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ 69 โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. เร่งรัดเบิกจ่ายไม่น้องกว่า 60% ของงบประมาณ ตั้งแต่เดือน ต.ค. 68 จนถึงวันที่ 31 ม.ค. 69 โดยให้ท่องเที่ยวภายในประเทศเฉพาะท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก และกำหนดเป็นตัวชี้วัดการทำงาน หรือเคพีไอ ประจำปีงบ 69 ของหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ

    นายลวรณ กล่าวว่า ครม. ยังเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ให้โรงแรมสามารถนำรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ซ่อมแซม หรือรีโนเวท มาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 68 ถึงวันที่ 31 มี.ค. 69 โดยมีส่วนของการหักค่าเสื่อมเป็นระยะเวลา 20 ปี ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นมาตรการขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสถานบันเทิง โดยขยายเวลาปรับลดภาษีสรรพสามิตจาก 10% เหลือ 5% ออกไป 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 69

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า 5 มาตรการในครั้งนี้ จะทำให้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปีนี้ เพิ่มจีดีพี 0.04% และเมื่อรวมในโครงการก่อนหน้าทั้งเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนละครึ่ง พลัส จะทำให้มีส่วนเพิ่มจีดีพี 0.44-0.45% โดยจะพยายามผลักดันให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 โตไม่ต่ำกว่า 1% ส่วนทั้ง 5 มาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 5,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่จะมีค่าเสื่อมกรณีผู้ประกอบการโรงแรมที่พักปรับปรุงรีโนเวท โดยในปีแรกรัฐสูญเสียรายได้ 900 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5224486/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yS2RiQ0kO2phqug2TBiGo