Blog

  • “นิปปอนเพนต์” ร่วมมือ “ททท.” “กทม.” ส่งพลังแห่งสีผ่านผลงานศิลปะ

    “นิปปอนเพนต์” ร่วมมือ “ททท.” “กทม.” ส่งพลังแห่งสีผ่านผลงานศิลปะ

    “นิปปอนเพนต์” จับมือกับ “ททท.” และ “กทม.” ร่วมสนับสนุนการจัดงานเทศกาลดีวาลีที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศอินเดียกับงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ส่งสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพร่วมรังสรรค์ “ผลงานศิลปะ” ที่ช่วยสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดียบนกำแพงและพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ถ่ายทอดผ่านแลนด์มาร์ก 8 จุดทั่วย่าน “พาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง” ใช้พลังแห่งสีสันเพิ่มชีวิตชีวาให้เมืองอย่างยั่งยืน สร้างความสวยงามและคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนในชุมชน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้กับย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ

    คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย General Manager บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นิปปอนเพนต์ ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนวัตกรรมและยั่งยืนยอดขายอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานเทศกาลดีวาลี “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ผ่านการสนับสนุนสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพสูงเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนกำแพงและบนพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ทั้งหมด 8 จุดแลนด์มาร์กในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง เพื่อให้สอดรับกับการจัดเทศกาลดีวาลีและยังช่วยฟื้นฟูความสวยงามให้กับย่านได้ในระยะยาว

    สำหรับเทศกาล “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” เป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระหว่างวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 บริเวณคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด หรือ “ลิตเติ้ล อินเดีย” มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เทศกาลดีวาลี “เทศกาลแห่งแสงสว่าง” ตามประเพณีของชาวอินเดียที่มีมาอย่างยาวนาน กลายเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศ พร้อมเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชนชาติ สร้างย่านดังกล่าวให้กลายเป็นแลนด์มาร์กวัฒนธรรมไทย-อินเดียแห่งแรกของไทย

    นิปปอนเพนต์ จึงให้ความร่วมมือกับภาครัฐในส่วนสำคัญของเทศกาลผ่านการสนับสนุนสีสำหรับสร้างความสวยงามให้กับย่านคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด เนรมิตแลนด์มาร์กงานศิลปะทั้งหมด 8 จุด แบ่งเป็นศิลปะบนกำแพง (Art Wall) 4 จุด ได้แก่ ตรอกทางเดินทะลุคลองโอ่งอ่าง, ผนังห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม, อาคาร 3 คูหาข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม และ อาคารการไฟฟ้าเขตวัดเลียบ และศิลปะบนถนน (Art Street) 4 จุด ได้แก่ ถนนเชื่อมคลองโอ่งอ่าง, ทางม้าลายหน้าวัดซิกข์, ตรอกข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม และ เส้นนำทางในตลาดพาหุรัด โดยผลงานศิลปะในจุดต่างๆ จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตคนในย่านพาหุรัด เช่น การค้าขายผ้า ตลาดผ้า วัดซิกข์ เทศกาลดีวาลี รวมถึงลวดลายมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดีย เช่น ลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต ลายผ้าอินเดีย ลายรังโกลี ฯลฯ

    โดยนิปปอนเพนต์มีการสนับสนุนสีนวัตกรรมทั้งหมดรวม 4 ชนิดสำหรับกิจกรรมนี้ แบ่งเป็นสีนวัตกรรมทาอาคารเกรดอัลตร้าพรีเมียมเพื่อปรับใช้กับศิลปะบนกำแพง (Art Wall) ได้แก่ นิปปอนเพนต์ ควิก ซีลเลอร์ สีรองพื้นปูนอเนกประสงค์ เพิ่มความยึดเกาะดีเยี่ยม ไม่มีปัญหาสีลอกล่อน, นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ สีทาภายนอกเกรดอัลตร้าพรีเมียมสวยแกร่งยาวนาน 15 ปี+ และ นิปปอนเพนต์ อัลตร้า การ์ด นวัตกรรมฟิล์มใสปกป้องสีเพื่อให้สีบนอาคารทนทานยาวนานไม่ลอกล่อน 20 ปี+ ขณะที่ศิลปะบนถนน แบรนด์ได้ส่ง Nippon Paint Traffic Paint สีจราจรคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติให้สีชัดเจนและทนทานให้กับศิลปินได้ใช้งาน สีทั้งหมดถือเป็นสีนวัตกรรมคุณภาพสูงสุดที่นิปปอนเพนต์ตั้งใจคัดสรรเพื่อกิจกรรมครั้งนี้ โดยเล็งเห็นว่าความสวยงามสาธารณะควรคงอยู่คู่กับผู้คน ชุมชน สังคม และเมืองได้อย่างยั่งยืน

    “กิจกรรมการสนับสนุนสีเพื่อนำไปสร้างผลงานศิลปะ เพิ่มชีวิตชีวาให้กับย่านชุมชนพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดและวิสัยทัศน์ของนิปปอนเพนต์ที่เชื่อว่า ‘พลังของสี’ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนไปจนถึงเมืองหรือระดับที่ใหญ่กว่านั้นได้ เนื่องจากสีบนผนังอาคารนั้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมืองที่สวยงาม สร้างความปลอดภัยให้กับเมืองด้วยสภาวะแวดล้อมที่ดีขึ้น ทำให้เมืองน่าอยู่สำหรับผู้อยู่อาศัยในชุมชน และเป็นแรงดึงดูดให้คนนอกย่านหรือนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาเยี่ยมเยือน” คุณวัชระกล่าว

    ทั้งนี้ โครงการเพื่อสังคม (CSR) ของนิปปอนเพนต์ทุกโครงการและจากทุกประเทศจะยึดแนวคิด “Colouring Lives” ซึ่งเป็นแนวคิดของแบรนด์ในระดับโลกที่มีหัวใจสำคัญ คือ โครงการเพื่อสังคมของนิปปอนเพนต์จะต้องสร้างผลกระทบเชิงบวก ‘ที่จับต้องได้จริง’ ให้กับชุมชน และมีความเชื่อมโยงกับแกนใดแกนหนึ่งจาก 3 แกน ได้แก่ Education (การศึกษา), Empowerment (การสร้างพลังให้ผู้คนและสังคม) และ Engagement (การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง) ซึ่งกิจกรรมพลังแห่งสีที่ช่วยเนรมิตย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างและงานเทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับชุมชน หรือ แกน Engagement ด้วยการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชน และสร้างโอกาสให้ย่านการค้าเก่าแก่นี้ได้ยกระดับเพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกช่องทางหนึ่งในการทำรายได้ให้กับชุมชน

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจชมผลงานศิลปะในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างที่ให้สีสันสดชัดด้วยคุณภาพของสีนวัตกรรมนิปปอนเพนต์ สามารถตามรอยเยี่ยมชมภายในพื้นที่และถ่ายรูปคู่กับแลนด์มาร์กใหม่ของลิตเติ้ล อินเดียทั้ง 8 จุดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยมีความพิเศษในช่วงเ??ทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ในวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 พื้นที่พาหุรัด-คลองโอ่งอ่างจะมีการประดับไฟอันวิจิตรที่น่าตื่นตาตื่นใจ ต้อนรับแสงใหม่ในชีวิตพร้อมเสริมความสำเร็จและโชคลาภตามความเชื่อของชาวอินเดียอีกด้วย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12758972&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kpOXFxyQ0Al6-TSZmDZYy

  • “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส” นั่งหัวโต๊ะ ปคม. สั่งลุยปราบ “สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์” จริงจัง พร้อมวอนสื่อสารเชิงบวกหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบภาพลักษณ์-เศรษฐกิจ

    วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (คณะกรรมการ ปคม.) โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติและข้อสั่งการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 (2025 TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เน้นให้ทุกหน่วยงานดำเนินการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศเป็น วาระแห่งชาติ ป้องกันไม่ให้คนไทยถูกหลอกไปเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือในการทำงานของแก๊งสแกมเมอร์

    นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตาม TIP Report ดดยมอบหมายให้นายอัคราในฐานะประธานอนุกรรมการฯ จัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะตามรายงาน TIP Report ปี 2025 ของสหรัฐฯ และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการของประเทศไทยกลับมาอยู่ในกลุ่ม Tier 1

    ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวย้ำว่า ตนเองในฐานะผู้กำกับดูแลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ต้องทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบระยะเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามข้อสั่งการและนโยบายของนายกรัฐมนตรี และขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ช่วยกันสื่อสาร เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ โดยเฉพาะการหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” เนื่องจากเป็นวลีที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว รวมถึงกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน พร้อมย้ำว่า ไม่ควรนำประเด็นเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2890685&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06cg35NKDFuaEaPpXckOiO

  • เปิด 5 เทรนด์ท่องเที่ยวมาแรงปี 2026

    เปิด 5 เทรนด์ท่องเที่ยวมาแรงปี 2026

    พฤติกรรมการท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดย “อาหาร” กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญในการเลือกจุดหมายปลายทาง ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการวางแผนทริป แทนที่วิธีการแบบเดิม

    Trip.com Group และ Google ได้ร่วมกันจัดทำรายงานเชิงลึกระดับโลก “Why Travel?” เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางของผู้คน โดยผสานข้อมูลการจองของ Trip.com Group ทั่วโลก เข้ากับข้อมูลการค้นหาและงานวิจัยของ Google รายงานชี้ให้เห็นว่า นักเดินทางยุคใหม่แสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมายลึกซึ้งขึ้น ทั้งการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ชุมชน และการใช้เทคโนโลยีช่วยวางแผน

    5 เทรนด์หลักที่กำหนดอนาคตการท่องเที่ยวปี 2026

    1. การเดินทางเพื่อแสดงออกถึงตัวตน (Travel as Expression)

    โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสูงต่อการจอง โดยเฉพาะในไทย อินโดนีเซีย และอินเดีย นักท่องเที่ยวมากกว่า 75% ดูไลฟ์สตรีมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และผู้ชมกว่า 40% (บางตลาดสูงถึง 76%) มีแนวโน้มจองทริปผ่านลิงก์ในไลฟ์สตรีมโดยตรง

    2. การเดินทางเพื่อจุดมุ่งหมายที่มีความหมาย (Travel with Purpose)

    นักท่องเที่ยวต้องการสัมผัสวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การค้นหา “พิธีชงชาญี่ปุ่น” ใน Google เพิ่มขึ้น 53% สะท้อนความนิยมในพิธีกรรมและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีคุณค่าทางจิตใจ

    3. การเดินทางเพื่อสุขภาพและการฟื้นฟู (Travel to Heal)

    เทรนด์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโตชัดเจน โดยเน้นการผสมผสานกิจกรรมท้าทายกับการผ่อนคลาย การค้นหา “กอล์ฟและรีสอร์ทสปา” เพิ่มขึ้น 300% และแพ็กเกจ “สกีและสปา” เพิ่มขึ้น 250%

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    4. การเดินทางเพื่อเชื่อมโยงผู้คน (Travel to Connect)

    การเดินทางกลายเป็นการแบ่งปันประสบการณ์กับผู้อื่น คอนเสิร์ตและกีฬากลายเป็นแรงจูงใจหลัก นักท่องเที่ยว 2 ใน 3 ยินดีเดินทางไปต่างประเทศเพื่อชมคอนเสิร์ต ขณะที่ “Endurance Tourism” (ท่องเที่ยวเพื่อร่วมกิจกรรมความอดทน เช่น วิ่ง, ปั่นจักรยาน) เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

    5. การเดินทางแห่งอนาคตด้วยพลังของ AI (Travel of Tomorrow)

    AI มีบทบาทสำคัญในการวางแผนทริป เนื่องจากผู้บริโภคมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น การค้นหา “ช่วยวางแผนการเดินทาง” เพิ่มขึ้น 190%

    ผู้บริหารจาก Trip.com Group และ Google ชี้ว่า การท่องเที่ยวในปี 2026 จะเป็นมากกว่าการไปถึงจุดหมาย แต่คือการเดินทางที่มีความหมาย ซึ่งผู้คนพร้อมบินข้ามโลกเพื่อร่วมกิจกรรมเฉพาะทาง หรือจองทริปผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย การเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการเดินทางเหล่านี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถตอบสนองความต้องการและคว้าโอกาสทางธุรกิจได้

    การเดินทางในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยการค้นหาประสบการณ์ที่มีความหมายลึกซึ้ง การเชื่อมโยงทางสังคม และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างทริปที่ตรงกับความต้องการและสะท้อนตัวตนของแต่ละคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2890655&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0keHsbtOv1scPjWMlqCGf9

  • “ตำรวจท่องเที่ยว” รวบ “ไกด์เถื่อนชาวจีน” นำเที่ยววัดพระแก้วฯ

    “ตำรวจท่องเที่ยว” รวบ “ไกด์เถื่อนชาวจีน” นำเที่ยววัดพระแก้วฯ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105456&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u4r6qd1xCHo36zTOwKXF9

  • กรมสรรพสามิตขานรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว

    กรมสรรพสามิตขานรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว

    กรมสรรพสามิตขานรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว

    วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.34 น.

    กรมสรรพสามิตขานรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสถานบริการออกไปอีก 1 ปีเพื่อบรรเทาภาระผู้ประกอบการ สนับสนุนการฟื้นตัวของธุรกิจบันเทิงและการท่องเที่ยว พร้อมกำชับหน่วยงานในสังกัดมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างยั่งยืน

    ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการในระยะยาว โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาลซึ่งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    2. มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    4. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ 5. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรมสรรพสามิต คือ มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจโดยขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 เช่น ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ และค็อกเทลเลานจ์ ตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดภาระต้นทุนของสถานบริการ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และปรับลดราคาค่าบริการลง เพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การจ้างงาน และสร้างการหมุนเวียนรายได้ภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ได้สั่งการ ให้สำนักงานสรรพสามิตภาค สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขาทั่วประเทศมีความพร้อมในการให้คำแนะนำและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี และชำระภาษีด้วยความถูกต้อง เพื่อที่จะได้กระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศ ให้สอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรีและสอดรับตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายวรภัค ธันยาวงษ์) และปลัดกระทรวงการคลัง (นายลวรณ แสงสนิท) ในการนี้ ผู้ประกอบการสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมสรรพสามิต 1713 หรือที่สำนักงานสรรพสามิตทั่วประเทศ

    อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมสรรพสามิตมุ่งมั่นดำเนินนโยบายภาษีเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการช่วยลดภาระผู้ประกอบการและส่งเสริมให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการบูรณาการความร่วมมือกับกรมการปกครองและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คำแนะนำและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิต รวมทั้งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/922726&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13faLS_Bdpf9eA5Yuiaqq9

  • น้ำป่าทะลักล้นคลอง ท่วมฉับพลันกลางแหล่งท่องเที่ยว จ.พังงา

    น้ำป่าทะลักล้นคลอง ท่วมฉับพลันกลางแหล่งท่องเที่ยว จ.พังงา

    ระทึก! น้ำป่าทะลักล้นคลอง ท่วมฉับพลันกลางแหล่งท่องเที่ยวย่านตะกั่วป่า จ.พังงา นักท่องเที่ยวแตกตื่น ผู้ประกอบการเผยหนักสุดรอบ 30 ปี

    วันที่ 22 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านบางหลาโอน ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา นักท่องเที่ยวแตกตื่น ระทึกน้ำป่าจากเทือกเขาหลัก ไหลเข้าท่วมกลางแหล่งท่องเที่ยวขณะนักท่องเที่ยวนักพักผ่อนทานอาหาร ช็อปปิ้ง โดยประมาณ 14.00น. น้ำได้เริ่มไหลจากเทือกขาหลักมาตามลำคลองที่ไหลลงสู่ทะเล แต่ปริมาณน้ำเริ่มมีสีแดงและเอ่อล้นขึ้นมาจำนวนมาก จนไหลเข้าท่วมแหล่งช็อปปิ้งเขาหลักเซ็นเตอร์ ท่วมถนนทั้งสองฝั่งระยะทางก็ว่า 800 เมตร เนื่องจากเป็นที่ลุ่มส่งผลให้รถทั้งฝั่งจากอำเภอตะกั่วป่ามุ่งหน้าอำเภอท้ายเหมือง และจากอำเภอท้ายเหมืองมุ่งหน้าอำเภอตะกั่วป่า ไม่สามารถแล่นผ่าน รถติดยาวฝั่งละเกือบ 1 กิโลเมตร เนื่องจากปริมาณมวลน้ำที่สูงกว่า 1 เมตร อีกทั้งน้ำมีความแรง รถเล็กโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซด์ จอดเสีย 5-6 คัน ทางเจ้าหน้าที่ ปภ.จังหวัดพังงา ตร.สภ.เขาหลัก เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลคึกคัก เร่งเข้าช่วยโดยเร่งด่วน

    ขณะที่ นักท่องเที่ยวที่มีกำหนดการเดินทางกลับต้องไปขึ้นเครื่องบิน ต้องประสบปัญหารถตู้ไม่สามารถแล่นผ่านได้ ต้องใช้วิธีขนถ่ายกระเป๋าเดินทาง เดินลุยน้ำเพื่อไปขึ้นรถที่มาจอดรออีกฝั่ง

    นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วยนายพิชญ์พัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอตะกั่วป่า ได้เร่งลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือเป็นการด่วน จากการสำรวจเบืัองต้นพบว่า น้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้งบริเวณเขาหลักเซ็นเตอร์ บาร์ ร้านสำหรับเช่ารถมอเตอร์ไซค์ น้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมจนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ประกอบกับมวลน้ำมีกำลังแรง ขณะที่โรงแรมเขาหลักซีวิวที่อยู่บริเวณใกล้เคียง พบว่า มวลน้ำได้ไหลทะลักทำให้พื้นบริเวณด้านหลังของโรงแรม และบริเวณพนังกั้นน้ำลำคลองเกิดทรุดตัวและเสียหาย

    ด้านนายนพคุณ ใจช่วย ผู้ประกอบการร้านขายของที่เขาหลักเซ็นเตอร์ เล่าให้ฟังว่า ช่วงเกิดเหตุฝนได้ตกลงมาจนมีปริมาณน้ำไหลเอ่อล้นคลอง ตนสังเกตว่าไม่ปกติแล้ว โดยตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากยืนดูอยู่ด้วย ตนเลยบอกว่าให้รีบออกมาเนื่องจากน้ำเริ่มสูงขึ้นแล้ว ตนไม่เคยเจอมาก่อน หนักสุดในรอบ 30 ปีก็คราวนี้

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/142149&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gL5l0Bm4rUoxZzDmISGTa

  • สรรพสามิต ขยายเวลาลดภาษีสถานบริการ เหลือ 5% อีก 1 ปี หนุนท่องเที่ยว-ผู้ประกอบการ

    สรรพสามิต ขยายเวลาลดภาษีสถานบริการ เหลือ 5% อีก 1 ปี หนุนท่องเที่ยว-ผู้ประกอบการ

    กรมสรรพสามิตขานรับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 21 ต.ค. 2568 เห็นชอบขยายเวลาลดอัตราภาษีสถานบริการออกไปอีก 1 ปี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและบรรเทาภาระผู้ประกอบการ และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า มาตรการนี้เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการในระยะยาว โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล ซึ่งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมี 5 มาตรการย่อย ได้แก่

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    2. มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    4. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    5. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ในส่วนของกรมสรรพสามิตเกี่ยวข้องโดยตรงกับมาตรการที่ 4 โดยขยายการลดภาษีสถานบริการหย่อนใจ ประเภท 17.01 เช่น ไนต์คลับ ผับ บาร์ ฯลฯ จาก 10% เหลือ 5% ต่ออีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569 เพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ กระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ในประเทศ

    “มาตรการนี้ มีเป้าหมายเพื่อลดภาระต้นทุนของสถานบริการ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และปรับลดราคาค่าบริการลง เพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การจ้างงาน และสร้าง การหมุนเวียนรายได้ภายในประเทศ”

    อีกทั้ง ยังเน้นสร้างแรงจูงใจ ส่งเสริมให้สถานบริการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง พร้อมบูรณาการกับกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้คำแนะนำและส่งเสริมการจดทะเบียนสถานประกอบการ เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้รัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/732233&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XX3JilKs73IvrROBV460m

  • เที่ยวดีมีคืน 2568 มาแล้ว! ท่องเที่ยวลดหย่อนภาษี เริ่ม 29 ต.ค – 15 ธ.ค.

    เที่ยวดีมีคืน 2568 มาแล้ว! ท่องเที่ยวลดหย่อนภาษี เริ่ม 29 ต.ค – 15 ธ.ค.

    เตรียมกระเป๋าให้พร้อม! เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศชุดใหญ่ เพื่อส่งเสริมการเดินทางช่วงปลายปี โดยเฉพาะมาตรการลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยวเที่ยวดีมีคืน” ที่ช่วยให้การเดินทางครั้งนี้ทั้งสนุกและคุ้มค่าไปพร้อมกัน

    รายละเอียดสิทธิเที่ยวดีมีคืน ท่องเที่ยวลดหย่อนภาษี 2568

    รัฐบาลเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง เช่น ค่าที่พักและค่าอาหาร มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท โดยต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีใบกำกับภาษีเต็มรูป 

    เที่ยวดีมีคืน เริ่มวันที่เท่าไหร่

    เที่ยวดีมีคืน ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568
    เที่ยวดีมีคืนเที่ยวดีมีคืน

    เที่ยวเมืองหลัก – เมืองรอง ได้สิทธิไม่เท่ากัน

    รัฐบาลเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยกำหนดสิทธิการลดหย่อนไว้ 2 ระดับ ดังนี้

    • เที่ยวเมืองหลัก: หักลดหย่อนได้ 1 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง
      • ตัวอย่าง: จ่ายค่าที่พักเมืองหลัก 10,000 บาท ก็ลดหย่อนได้ 10,000 บาท
    • เที่ยวเมืองรอง (55 จังหวัด + บางอำเภอใน 15 จังหวัด) : หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง
      • ตัวอย่าง: จ่ายค่าที่พักเมืองรองไป 10,000 บาท สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 15,000 บาท

    เงื่อนไขการใช้สิทธิ “เที่ยวดีมีคืน”

    ค่าใช้จ่ายที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ ต้องมาจากการใช้บริการดังต่อไปนี้:

    • โรงแรม
    • โฮมสเตย์ไทย
    • ที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม
    • ร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    โดยแบ่งหลักฐานการใช้จ่ายเป็น 2 ส่วน ได้แก่

    1. จำนวน 10,000 บาทแรก ใช้ได้ทั้งใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)
    2. อีก 10,000 บาทหลัง ต้องเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น

    มาตรการอื่นๆ จาก ครม. หนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    นอกจากสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับประชาชนแล้ว ครม. ยังเห็นชอบมาตรการอื่นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั้งระบบ เช่น

    • มาตรการที่ 2: เร่งรัดให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจจัดประชุมสัมมนาในเมืองรอง ช่วง ต.ค. 68 – ม.ค. 69
    • มาตรการที่ 3: ลดภาษีสรรพสามิตกิจการบันเทิงจาก 10% เหลือ 5% ต่ออีก 1 ปี (ปี 2569)
    • มาตรการที่ 4: ให้สิทธิผู้ประกอบการโรงแรมที่ลงทุนปรับปรุงหรือซ่อมแซม หักรายจ่ายได้ 2 เท่า ตั้งแต่ 29 ต.ค. 68 – 31 มี.ค. 69

    สรุป

    มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เปิดทางให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพื่อการเดินทางในประเทศได้อย่างคุ้มค่า ทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระภาษีให้กับผู้เสียภาษีโดยตรง ใครที่เล็งทริปปลายปีไว้ รีบจองที่พักและวางแผนท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 เที่ยวให้เต็มที่ พร้อมเก็บใบกำกับภาษีไว้ยื่นลดหย่อนต้นปีหน้าได้เลย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1452999/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mse8HrzrIqLXkAie3jgM8

  • รมว.กต.ยก “คนละครึ่งพลัส” ตัวอย่างขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

    รมว.กต.ยก “คนละครึ่งพลัส” ตัวอย่างขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

    รมว.กต.ยก “คนละครึ่งพลัส” ตัวอย่างขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุมโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการไทยและสิงคโปร์ (Civil Service Exchange Programme : CSEP) ครั้งที่ 15 ร่วมกับ นายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ภายใต้หัวข้อ Partners in progress : shaping a green and digital future 

    โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในโอกาสครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สิงคโปร์ รวมถึงความสำเร็จของความร่วมมือที่ผ่านมา อีกทั้ง ยังกล่าวถึงความสำคัญของ CSEP ในฐานะกลไกความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือเพื่อเสริมสร้าง ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ นอกจากนี้ CSEP เป็นเวทีสำหรับข้าราชการพลเรือนของทั้งสองประเทศ ได้แลกเปลี่ยน สร้างความคุ้นเคย และต่อยอดความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ซึ่งฝ่ายไทยเน้นผลักดันความร่วมมือทวิภาคี เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และสอดคล้องในเชิงยุทธศาสตร์มากยิ่งขึ้น ทั้งประเด็นทวิภาคีและระดับภูมิภาคผ่านประเด็นความร่วมมือใหม่ ๆ ได้แก่ Green and Digital Economy

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ยกตัวอย่างการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย อย่างโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยทั่วประเทศ โดยหลักสำคัญคือรัฐบาลและประชาชนร่วมกันแบ่งจ่ายค่าสินค้าในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง เพื่อกระตุ้นและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระบบดิจิทัลด้วย แต่แน่นอนว่าในขณะเดียวกันก็มีความท้าทายบางประการที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไข ซึ่งมั่นใจว่าประเด็นเหล่านี้จะได้หารือร่วมกัน รวมถึงแสวงหาความร่วมมือใหม่ ๆ เพิ่มเติมด้วย พร้อมทั้งหวังว่า ทุกคนจะใช้เวที CSEP เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือในหลากหลายด้านระหว่างไทยและสิงคโปร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_8tmYagsQyS-QxJCwZj4f

  • ธนาคารกรุงเทพ กำไรสุทธิ 9 เดือน 8,247 ล้าน

    ธนาคารกรุงเทพ กำไรสุทธิ 9 เดือน 8,247 ล้าน

    วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

    ในไตรมาส 3 ปี 2568 เศรษฐกิจไทยชะลอตัวตามภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อล่วงหน้า ของประเทศคู่ค้าที่เริ่มชะลอลง  ขณะเดียวกันภาคบริการซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดัน

    จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนภาวะอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแรง  ขณะที่มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจของภาครัฐมีข้อจำกัดจากด้านงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ขีดความสามารถในการพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลง  โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายใน ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังคงเปราะบาง

    อย่างไรก็ตามท่ามกลางความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้งจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก การเชื่อมโยงทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม สะท้อนให้

    เห็นถึงพลวัตของโลกที่ทำให้องค์กรทุกขนาดต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและความสำเร็จในบริบทนี้  ธนาคารกรุงเทพมุ่งมั่นให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม พร้อมยืนเคียงข้างลูกค้าในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงสนับสนุนธุรกิจให้ได้ประโยชน์จากโอกาสในการขยายกิจการไปต่างประเทศผ่านการดำเนินกลยุทธ์ Regionalization ตลอดจนส่งเสริมนโยบายของภาครัฐ

    ในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย เช่น สนับสนุนโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ให้สามารถฟื้นตัวได้ในระยะยาว  ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2568 จำนวน 38,247 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2568 จำนวน 38,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ ที่หลากหลาย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายด้าน  โดยธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 94,364 ล้านบาท และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.81 ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย  สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน  ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากบริการธุรกรรมผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม

     ทั้งนี้ ธนาคารยังคงพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงเป็นร้อยละ 44.7  นอกจากนี้ จากการที่ธนาคารตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจึงตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 3 ปี 2568 ลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับ 9 เดือนปี 2568 มีจำนวน 29,549 ล้านบาท

    ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพ ฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,606,661 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.2 จากสิ้นปีก่อน โดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ยังคงมีการเติบโต  สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 294.2 เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง

    ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 จำนวน 3,174,287 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 82.1  ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุน

    ชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ร้อยละ 22.6 ร้อยละ 18.0 และร้อยละ 18.0 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/922773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gfreOdkFwyzj7o08_YEnb