Blog

  • “เศรษฐกิจหมุนเวียน” โอกาสทางธุรกิจและกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    “เศรษฐกิจหมุนเวียน” โอกาสทางธุรกิจและกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) ทั่วโลก แนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่ภาคธุรกิจและภาครัฐไม่อาจมองข้าม เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

    จาก เส้นตรงสู่ หมุนเวียน”: การเปลี่ยนนิยามของมูลค่า

    รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม อธิบายว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน คือระบบที่ออกแบบให้ทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อลดการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและรักษาคุณค่าของวัสดุให้อยู่ในระบบยาวนานที่สุด แนวคิดนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก เศรษฐกิจเส้นตรง” (Linear Economy) แบบดั้งเดิมที่มีกระบวนการแบบ ‘ผลิต-ใช้-ทิ้ง’ (Take-Make-Dispose)

    หัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนแตกต่างจากการรีไซเคิลทั่วไปคือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ในทุกขั้นตอน กล่าวคือ แทนที่มูลค่าของวัสดุจะลดลงเมื่อถูกนำไปรีไซเคิล ระบบหมุนเวียนจะมุ่งรักษามูลค่าเดิมและสร้างมูลค่าใหม่ให้เกิดขึ้นตลอดวงจร

    โอกาสในทางปฏิบัติ: ลดต้นทุน เพิ่มคุณค่า

    ในภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มมีโครงการนำร่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรมที่มักเผชิญปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) ปริมาณมหาศาล ซึ่งสามารถนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ได้ เช่น การลดของเสียที่แหล่งกำเนิด โดยใช้ภาชนะขนาดเล็กลง หรือ การสร้างมูลค่าจากของเหลือใช้ ผ่านแพลตฟอร์มรับอาหารคุณภาพดีที่เหลือไปจำหน่ายต่อในราคาพิเศษ

    การปรับตัวเช่นนี้สร้างประโยชน์ให้ธุรกิจโดยตรง ทั้ง การลดต้นทุน ในการจัดการขยะ และอาจ สร้างรายได้เสริม จากการขายต่อวัสดุเหลือใช้ ที่สำคัญยังสอดคล้องกับทิศทางของโลกและหลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว

    การสร้างระบบนิเวศ: จากนโยบายสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์จำเป็นต้องอาศัยการสร้าง ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้ออำนวย โดยภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออก กฎหมายและมาตรฐาน ที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์รีไซเคิล รวมถึงการสร้าง แรงจูงใจทางการเงิน เช่น มาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    ขณะเดียวกัน บทบาทของผู้ผลิตก็สำคัญไม่แพ้กัน เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องเริ่มต้นตั้งแต่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ให้ง่ายต่อการซ่อมแซมและแยกชิ้นส่วนเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบขนส่งของใช้แล้วกลับคืนสู่ผู้ผลิต และการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเรื่องการคัดแยก ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นมากกว่าการจัดการขยะ แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

    กรณีศึกษา CPAXT: การจัดการ Food Waste ครบวงจร

    มุมมองจากคนรุ่นใหม่อย่าง คุณทองธรรม์ ตันติสัจจธรรม จาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนของ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ที่เตรียมเข้าร่วมการประชุม One Young World Summit (OYW) เวทีระดับโลกที่รวมตัวผู้นำรุ่นใหม่เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาสังคม  ได้สะท้อนว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยหลักการสำคัญคือ ยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุด และให้การรีไซเคิลเป็นทางเลือกสุดท้าย

    ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง “แม็คโครและโลตัส” CPAXT ได้นำแนวคิดนี้มาจัดการปัญหา Food Waste อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การทำงานร่วมกับเกษตรกรที่ ต้นน้ำ การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมใน กลางน้ำ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์จากของเหลือที่ ปลายน้ำ เช่น การผลิตปุ๋ยจากแมลงโปรตีน

    เรื่องราวและแนวทางเหล่านี้ คือสิ่งที่ คุณทองธรรม์ เตรียมนำไปแบ่งปันในฐานะตัวแทนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) บนเวที One Young World Summit (OYW) 2025 ณ กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็น เวทีระดับโลกที่รวมตัวผู้นำรุ่นใหม่เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาสังคม โดยการประชุมปีนี้จะเน้น 5 ประเด็นท้าทายสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (The Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชัง (Anti-Hate), เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tech), การศึกษา (Education), และสันติภาพและความมั่นคง (Peace and Security) นับเป็นโอกาสสำคัญให้คนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรม เพื่อนำกลับมาสร้างประโยชน์ให้สังคมต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/790737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ImXIi862trd2g6-ZxK0m8

  • ธปท.เตือนเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำ 1.6% จับตาส่งออกชะลอ บาทแข็งกดท่องเที่ยว

    ธปท.เตือนเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำ 1.6% จับตาส่งออกชะลอ บาทแข็งกดท่องเที่ยว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงาน Monetary Policy Forum ซึ่งครอบคลุมภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย นโยบายการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงของภาวะเงินฝืด

    ธปท.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.2% และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2569 เหลือ 1.6% หลังได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่เริ่มชะลอตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แม้ช่วงครึ่งปีแรก (H1/68) เศรษฐกิจไทยจะโตได้ถึง 3% จากการเร่งผลิตและส่งออกล่วงหน้า แต่คาดว่าครึ่งปีหลังจะชะลอ โดยเฉพาะไตรมาส 3 โตเพียง 1.5% และไตรมาส 4 เหลือ 1.3%

    น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ระบุว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “คนละครึ่ง พลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งจะช่วยเพิ่มจีดีพีในช่วงไตรมาส 4 ได้ราว 0.2–0.3% และช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ

    น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.

    ธปท. ประเมินว่า ปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 33 ล้านคน สร้างรายได้ 1.4 ล้านล้านบาท โดยมีนักท่องเที่ยวจีนราว 4.4 ล้านคน และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มเป็น 35 ล้านคน รายได้รวมแตะ 1.5 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 6 ล้านคน

    ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 4/68 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน แต่ยังมีความกังวลต่อ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งอาจกระทบต่อการใช้จ่ายและการแข่งขันของภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย

    นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 0.0% ปี 2569 ที่ 0.5% และปี 2570 ที่ 1% โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวกในช่วง ไตรมาส 2/69 และเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1–3% ในปี 2570

    นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.

    ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะอัตราเงินเฟ้อต่ำมาจากราคาสินค้าบางหมวด เช่น พลังงานและอาหารสด

    ขณะที่สินค้าหมวดอื่นไม่ลดลงในวงกว้าง อีกทั้งราคานำเข้าจากจีนที่ถูกลงและการแข่งขันในตลาดภายในประเทศยังคงกดดันราคาสินค้าให้ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

    นายสุรัช ระบุว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยต้องใช้การ “ผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย” ทั้งด้านการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และสถาบันการเงิน โดยนโยบายการเงินควรอยู่ในระดับ ผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันต้องดูแลเสถียรภาพการเงินและค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐาน

    ด้านสินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่ชะลอการกู้ยืม และธนาคารพาณิชย์ที่ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs และครัวเรือนรายได้ต่ำ ธปท. จึงเตรียมใช้มาตรการเฉพาะจุด เช่น การแก้หนี้รายกลุ่ม การเติมสภาพคล่อง และการตั้ง AMC รองรับหนี้เสีย

    “การลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ ต้องยกระดับศักยภาพ SMEs ควบคู่กันไป เพราะปัญหาหลักอยู่ที่กำลังซื้อและการแข่งขัน ไม่ใช่แค่ภาระดอกเบี้ย”

    นายสุรัชย้ำว่า การส่งผ่านนโยบายการเงินต้องใช้เวลา 3–4 ไตรมาส จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในจังหวะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_5KQLAsKJSef8FyHzXBHg

  • พลังงาน เดินหน้าชงโครงการ “Quick Big Win” เข้า ครม. สร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท เร่งขับเคลื่อน 4 โครงการยักษ์ ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    พลังงาน เดินหน้าชงโครงการ “Quick Big Win” เข้า ครม. สร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท เร่งขับเคลื่อน 4 โครงการยักษ์ ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กระทรวงพลังงาน เร่งเครื่องมาตรการ ” Quick Big Win” นำร่อง 4 โครงการสำคัญ ภายใต้นโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนทางเศรษฐกิจรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท ด้วยการผลักดันพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม
    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาลว่ากระทรวงพลังงานเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศจะเร่งดำเนินมาตรการโซลาร์เพื่อประชาชนใน 4 โครงการสำคัญ ที่สามารถเริ่มทำได้ภายในพฤศจิกายนนี้ ประกอบด้วย

    1) โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เป้าหมายรวม 1,500 เมกะวัตต์ โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสูงถึง 30,000 ล้านบาท สร้างงานกว่า 1,700 ตำแหน่ง และขายไฟฟ้าให้ชุมชนใกล้เคียงผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วยราคาส่วนลดประมาณ 80 สตางค์ต่อหน่วย อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้เกือบ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    2) โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เตรียมดำเนินการทั้งหมด 1,200 ระบบ ใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 5,800 บาทต่อไร่ต่อปี

    3) โครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี โดยประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไม่เกิน 2 แสนบาท คาดว่าจะเกิดเม็ดลงทุนกว่า 10,800 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 450 ตำแหน่ง ลดการปล่อย CO2 ได้ 280,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    4) โครงการส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับหน่วยงานของรัฐ คาดว่าภาครัฐจะสามารถใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ของตนเองได้ และอัตราค่าไฟฟ้าจะลดลง จะทำให้สามารถลดภาระงบประมาณค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้า) ได้กว่า 9,000 ล้านบาทต่อปี

    “นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่นโยบายพลังงานต้องตอบโจทย์ ต้องสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และเหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน ผ่าน 4 โครงการสำคัญที่เริ่มดำเนินการเห็นผลได้ทันที ตามนโยบาย Quick Big Win ที่จะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมทั้งที่ประชุมฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุน ปลดล็อค และเร่งพิจารณาโครงการ จึงเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด ในภูมิภาค ไปพร้อมกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน” นายอรรถพล กล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/22/588311/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P_RSJlmkR3hHxWwd0sQo3

  • น้ำป่าหลากท่วมแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก พังงา กระทบแล้ว 7 หมู่บ้านเร่งช่วยเหลือ

    น้ำป่าหลากท่วมแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก พังงา กระทบแล้ว 7 หมู่บ้านเร่งช่วยเหลือ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NsK6do5IZA-5nUU2tGtS-

  • “ยุทธนา” นำทัพนักหวดหนุ่มไทย พาเหรดฉลุย 16 คน ศึกเทนนิส “แคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เวิลด์” ที่หัวหิน | เดลินิวส์

    “ยุทธนา” นำทัพนักหวดหนุ่มไทย พาเหรดฉลุย 16 คน ศึกเทนนิส “แคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เวิลด์” ที่หัวหิน | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสชายนานาชาติ ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เอ็ม15 หัวหิน รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 516,000 บาท ที่อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 68 ในรอบแรก (32 คน) ประเภทชายเดี่ยว ยุทธนา เจริญผล เอาชนะ กีรติวสัน สุเรศ จากอินเดีย 2-0 เซต 6-1, 6-2 ผ่านเข้ารอบ 2 ไปพบกับ โอลิเวอร์ คลาร์ก แอนเดอร์สัน จากออสเตรเลีย ที่เอาชนะ จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ 2-0 เซต 6-3, 6-4

    ขณะที่ มาร์คุส มาลาซแชค-วูยือ ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน เอาชนะ ดอเรียง เทรมเบลย์ จากฝรั่งเศส 2-0 เซต 6-2, 6-3 ผ่านเข้ารอบ 2 ไปพบกับ ไอแซค เบครอฟต์ จากนิวซีแลนด์ ต่อไป

    ทางด้าน คงทรัพย์ คงคา ชนะ แอนโทนี่ ซูซานโต (อินโดนีเซีย) 4-6, 7-6 (3) และ 1-0 Ret. (ตะคริว), ฐานทัพ สุขสำราญ ชนะ กฤติน โกยกุล 6-0, 6-1, เจมส์ วันแฮร์เซเลอ ลูกครึ่งไทย-เบลเยียม ชนะ ดานิล โบกาตอฟ (รัสเซีย) 3-6, 6-4, 6-1 ผ่านเข้ารอบ 2 ได้สำเร็จ

    ผลคู่อื่น ๆ เปน จารุศร แพ้ หลุยส์ ลารู (ฝรั่งเศส) 3-6, 5-7, คุณานันท์ พันธราธร แพ้ อาเธอร์ เวเบอร์ (ฝรั่งเศส) 0-6, 1-6, บิล ชาน (สิงคโปร์) ชนะ ดิกวิเจย์ ประทัป ซิงห์ (อินเดีย) 6-3, 6-4, อิกอร์ มาร์คอนเดส (บราซิล) ชนะ ซาย คาร์ทีค เรดดี้ กันตา (อินเดีย) 6-1, 6-1.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5229226/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Dbd_JKVVkJPAdwEGzLRNb

  • 5 นักหวดไทยฉลุยเข้ารอบ 16 คน แคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส หัวหิน

    5 นักหวดไทยฉลุยเข้ารอบ 16 คน แคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส หัวหิน

    5 นักเทนนิสหนุ่มไทยโชว์ฟอร์มร้อนแรงในศึก แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ที่หัวหิน คว้าชัยผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้าย พร้อมลุ้นผลงานต่อในรอบสอง

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เอ็ม15 หัวหิน รายการ แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 516,000 บาท) ที่อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นการแข่งขันรอบแรกวันที่สอง

    ยุทธนา เจริญผล นักหวดหนุ่มจากอ่างทอง อดีตทีมชาติไทย มือ 1,579 ของโลก โชว์ฟอร์มเฉียบขาด เอาชนะ กีรติวสัน สุเรศ จากอินเดีย มือ 669 ไอทีเอฟ แร้งกิ้ง ไปอย่างเด็ดขาด 2-0 เซต 6-1, 6-2 ผ่านเข้ารอบสองหรือรอบ 16 คนสุดท้าย พบกับ โอลิเวอร์ คลาร์ก แอนเดอร์สัน มือวาง 5 ของรายการจากออสเตรเลีย มือ 832 ของโลก ที่รอบแรกชนะ จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ มือ 1,448 ของโลก 6-3, 6-4

    ขณะที่ มาร์คุส มาลาซแชค-วูยือ ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน มือ 1,068 ของโลก ก็ทำผลงานยอดเยี่ยม เอาชนะ ดอเรียง เทรมเบลย์ จากฝรั่งเศส มือ 94 ไอทีเอฟ แร้งกิ้ง 2 เซตรวด 6-2, 6-3 ผ่านเข้ารอบสองไปพบกับ ไอแซค เบครอฟต์ จากนิวซีแลนด์ มือ 971 ของโลก

    อีก 3 นักเทนนิสไทยที่ผ่านเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้าย ได้แก่

    คงทรัพย์ คงคา ชนะ แอนโทนี่ ซูซานโต (อินโดนีเซีย) 4-6, 7-6(3), 1-0 Ret. (คู่แข่งตะคริว)

    ฐานทัพ สุขสำราญ ชนะ กฤติน โกยกุล 6-0, 6-1

    เจมส์ วันแฮร์เซเลอ ลูกครึ่งไทย-เบลเยียม ชนะ ดานิล โบกาตอฟ 3-6, 6-4, 6-1

    ส่วนผลการแข่งขันคู่อื่นในรอบแรก

    เปน จารุศร แพ้ หลุยส์ ลารู (ฝรั่งเศส) 3-6, 5-7

    คุณานันท์ พันธราธร แพ้ อาเธอร์ เวเบอร์ (มือวาง 1 จากฝรั่งเศส) 0-6, 1-6

    บิล ชาน (สิงคโปร์) ชนะ ดิกวิเจย์ ประทัป ซิงห์ (อินเดีย) 6-3, 6-4

    และ อิกอร์ มาร์คอนเดส (มือวาง 2 จากบราซิล) ชนะ ซาย คาร์ทีค เรดดี้ กันตา (อินเดีย) 6-1, 6-1

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/92713/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZO_UbGnZE0VSACxahMIYo

  • อีริคสันจับมือโวดาโฟนพัฒนาเครือข่ายอัจฉริยะระยะยาว 5 ปี

    อีริคสันจับมือโวดาโฟนพัฒนาเครือข่ายอัจฉริยะระยะยาว 5 ปี

    วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.27 น.

    อีริคสันจับมือโวดาโฟนพัฒนาเครือข่ายอัจฉริยะระยะยาว 5 ปี

    อีริคสันจะเป็นผู้ให้บริการเครือข่าย RAN ของโวดาโฟนแต่เพียงผู้เดียวในไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และโปรตุเกส และยังเป็นผู้ให้บริการหลักในเยอรมนี โรมาเนีย และอียิปต์

    ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นาน 5 ปี จะตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกของโวดาโฟนทั้งด้านประสิทธิภาพและประสบการณ์ของผู้ใช้ ผ่านการติดตั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ 5G ประสิทธิภาพสูงของอีริคสัน เพื่อพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัยและพร้อมเปิดใช้งาน 5G แบบ Standalone เพื่อรองรับความต้องการการเชื่อมต่อที่แตกต่างกัน

    นำระบบบริหารจัดการเครือข่ายอัจฉริยะแบบเปิดและระบบอัตโนมัติ (หรือ SMO และ rApps) มาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ประหยัดพลังงานและมีความยั่งยืน

    อีริคสัน (NASDAQ:ERIC) ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับโวดาโฟน (Vodafone) หนึ่งในบริษัทโทรคมนาคมชั้นนำระดับโลกเป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่ายของโวดาโฟนให้ทันสมัย โดยติดตั้งโซลูชันเครือข่ายประสิทธิภาพสูงแบบตั้งโปรแกรมได้ของอีริคสัน (หรือ High-Performing Programmable Network Solutions) กับหลายตลาดสำคัญ

    อีริคสันจะเป็นผู้ให้บริการเครือข่าย RAN (Radio Access Network) เพียงรายเดียวของโวดาโฟนในไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และโปรตุเกส รวมถึงยังคงเป็นผู้ให้บริการหลักในเยอรมนี โรมาเนีย และอียิปต์ การร่วมมือนี้ยังเพิ่มความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระยะยาวแก่ทั้งสองบริษัทให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการเครือข่าย RAN ของโวดาโฟน ให้ทันสมัยนั้นเป็นการวางรากฐานเพื่อนำ 5G แบบ Standalone มาใช้วงกว้าง ซึ่งทำให้โวดาโฟนสามารถนำเสนอโซลูชันการเชื่อมต่อที่แตกต่างกัน (Differentiated Connectivity Solutions) พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการปรับแต่งเฉพาะให้กับทั้งลูกค้ากลุ่มองค์กรและกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ โวดาโฟนจะนำอุปกรณ์วิทยุ Massive MIMO ที่ก้าวหน้าที่สุดและรองรับ Open RAN รวมถึงโซลูชัน RAN Compute และซอฟต์แวร์ 5G Advanced RAN ของอีริคสันมาติดตั้งในเครือข่ายโวดาโฟนในตลาดเหล่านี้

    ข้อตกลงที่ครอบคลุมความร่วมมือทั่วทั้งยุโรปนี้ยังนำเสนอ Ericsson Intelligent Automation Platform และ rApps แอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย RAN ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งจะได้รับการติดตั้งในแต่ละตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย RAN อัตโนมัติ ประหยัดพลังงาน และช่วยบริหารจัดการเครือข่ายของผู้ให้บริการหลากหลาย

    เยอรมนีจะเป็นตลาดแรกที่ติดตั้ง Intelligent Automation Platform และ rApps ของอีริคสัน รวมถึงโซลูชันบริหารจัดการเครือข่ายผู้ให้บริการ RAN หลายราย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในไตรมาส 4 ปีนี้ สำหรับความร่วมมือด้าน AI และการพัฒนาเครือข่ายให้ครอบคลุมยังช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของโวดาโฟนไปสู่มาตรฐานระดับโลก และขยับเป็นผู้นำบริการเครือข่ายอัตโนมัติเป็นรายแรก ๆ ตอกย้ำว่าเครือข่ายของพวกเขามีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสามารถตอบสนองความต้องการในอนาคตได้

    Alberto Ripepi ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือข่ายของ Vodafone Group กล่าวว่า “การร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับอีริคสัน นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายของเรา โดยการปรับปรุงเครือข่ายด้วยอุปกรณ์รุ่นล่าสุดและใช้ประสิทธิภาพระดับสูงจากความสามารถ 5G Advanced จะช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าพร้อมเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้ระบบอัตโนมัติและ AI Agent มาตอบโจทย์ความต้องการเครือข่ายแบบเรียลไทม์ได้อย่างราบรื่น เรากำลังวางรากฐานเพื่อใช้ประโยชน์จากตลาดที่เกิดขึ้นใหม่สำหรับ Network APIs ผ่านบริษัทร่วมทุนของเรา Aduna การผนึกกำลังร่วมกันนี้จะช่วยให้เราปลดล็อกศักยภาพเครือข่ายให้กับนักพัฒนา เร่งการพัฒนานวัตกรรมด้านแอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ รวมถึงทำให้โวดาโฟนก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครือข่าย”

    Patrick Johansson รองประธานอาวุโสและหัวหน้าตลาดในยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาของอีริคสัน กล่าวว่า “เราภูมิใจที่ได้ขยายความร่วมมือระยะยาวกับโวดาโฟนผ่านข้อตกลงการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเราในการพัฒนาเครือข่ายอัจฉริยะประสิทธิภาพสูง วางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับโวดาโฟนเพื่อมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่แตกต่างกัน ด้วยการติดตั้งนวัตกรรมและโซลูชันที่มีประสิทธิภาพพื้นฐานให้กับทั้งลูกค้าในกลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มองค์กร เรากำลังเปิดโอกาสใหม่สำหรับการสร้างรายได้จากบริการพร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมโทรคมนาคมไปสู่ยุคใหม่”

    โวดาโฟนจะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของตนเพิ่มเติมด้วยการใช้โซลูชันซอฟต์แวร์ Ericsson 5G Advanced RAN ที่นำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติมาใช้สำหรับเปิดใช้งานเครือข่ายอัจฉริยะ รวมถึงการจัดการเครือข่ายแบบเรียลไทม์ การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการประหยัดพลังงาน มอบอุปกรณ์และเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า และสร้างโอกาสเพื่อเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ๆ ผ่านบริการการเชื่อมต่อที่แตกต่างกัน

    ด้วยการใช้สถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ตั้งโปรแกรมได้ประสิทธิภาพสูง ความร่วมมือนี้จะเร่งการพัฒนานวัตกรรมรวมถึงการพัฒนายูสเคสการใช้งานใหม่ ๆ ในตลาดที่โวดาโฟนให้บริการ แนวทางการดำเนินงานเชิงรุกนี้จะสร้างความมั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของโวดาโฟนมีความพร้อมสำหรับอนาคตและสามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีเกิดใหม่ ทำให้บริษัทอยู่ในสถานะผู้นำอย่างมั่นคงในภูมิทัศน์โทรคมนาคมระดับโลก

    หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ

    การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ VodafoneThree ลงนามความร่วมมือมูลค่า 12.5 พันล้านโครนาสวีเดน เป็นระยะเวลา 8 ปีกับอีริคสันเมื่อเดือนกันยายน สำหรับขับเคลื่อนเครือข่ายมือถือเจนใหม่ส่วนใหญ่ของบริษัท นอกเหนือจากการได้รับสถานะเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายหลัก (Core Network) รายเดียวทั่วสหราชอาณาจักรแล้ว ผลิตภัณฑ์ระบบเครือข่ายวิทยุของอีริคสัน (Ericsson Radio System) และโซลูชันซอฟต์แวร์ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายวิทยุที่ได้รับการปรับปรุงของ VodafoneThree ส่วนใหญ่อีกด้วย เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของผู้ให้บริการในการมอบความครอบคลุมสัญญาณ 5G SA กับประชากร 99.95% ทั่วสหราชอาณาจักร ภายในปี ค.ศ. 2034

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/451488&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JjODlL7GsEtsdkdBmVG9F

  • ททท. เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชิงการทูตชู ‘Soft Power เสน่ห์ไทย’ สร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    ททท. เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชิงการทูตชู ‘Soft Power เสน่ห์ไทย’ สร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105478&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0elk0vllohIYGovt-ywyjE

  • วังน้ำเขียวเตรียมเปิดตัว แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ ผารักสลักใจ ” ต้อนรับฤดูการท่องเที่ยว 3 ผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก

    วังน้ำเขียวเตรียมเปิดตัว แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ ผารักสลักใจ ” ต้อนรับฤดูการท่องเที่ยว 3 ผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105471&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kanmm8Nr9UcgItahwW56P

  • ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    จากประเด็นร้อน “สแกมเมอร์กัมพูชา” วาระแห่งโลก สร้างแรงสั่นสะเทือน และผลกระทบแก่หลายประเทศ โดยเฉพาะฐานนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภาคการท่องเที่ยวอาเซียน

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกในช่วงเดือนม.ค.- ก.ย.2568 (9 เดือนแรก) ส่วนใหญ่มีจำนวนลดลง ประกอบด้วย

    1.จีน มีนักท่องเที่ยวมาไทย 3.47 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ลดลง 34.97%

    2.เกาหลีใต้ มีนักท่องเที่ยวมาไทย 1.13 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ลดลง 17.70%

    3.ญี่ปุ่น มีนักท่องเที่ยวมาไทย 0.80 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกับปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 5.39%

    4.ไต้หวัน มีนักท่องเที่ยวมาไทย 0.73 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ลดลง 9.14%

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า กระแสข่าวเรื่อง “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์” (Scammer Centers) ในกัมพูชา และประเทศเพื่อนบ้าน ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก 

    โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ความไม่มั่นใจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปลายทางในกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังลามมาถึงประเทศที่มีพรมแดนเชื่อมต่อ เช่น ไทย ลาว และเวียดนาม

    ขณะนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้ประเทศไทยเป็นจุดต่อเครื่อง (Transit Hub) ก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) แต่กลับยังไม่มีมาตรการหรือระบบดูแลที่ชัดเจนจากภาครัฐไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของนักเดินทางเหล่านี้

    “สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาเซียน แต่อาจกระทบรายได้ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว หากไทยไม่เร่งแสดงบทบาทเชิงรุก” นายอดิษฐ์ กล่าว

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    จี้รัฐออก 4 มาตรการเชิงรุก

    นายอดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรเร่งประกาศมาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่อเครื่องบินไปกลุ่มประเทศ CLMV ดังนี้

    1.ประสานความร่วมมือกับประเทศต้นทาง โดยไทยควรเปิดการหารือเชิงนโยบายกับประเทศต้นทาง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และกลุ่มประเทศเป้าหมายเพื่อจัดตั้ง “Joint Safety Protocol” หรือ มาตรการเฝ้าระวังร่วมกันในระดับทวิภาคี และพหุภาคี โดยมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยง และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

    2.ระบบเอกสารกำกับการเดินทาง (Safety Endorsement) นักท่องเที่ยวที่ต่อเครื่องบินจากไทยไป CLMV ควรได้รับเอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐไทย เช่น “Tourist Safety Acknowledgement” ซึ่งยืนยันว่าผู้โดยสารผ่านจุดตรวจมาตรฐาน และได้รับข้อมูลความปลอดภัยที่จำเป็น คล้ายแบบฟอร์ม Travel Advisory Note ในยุโรป

    3.ระบบ Monitor และ Database เชิงความปลอดภัย โดยไทยควรใช้ข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมือง และสายการบิน สร้างระบบติดตามเชิงสถิติ เช่น จำนวนผู้เดินทางต่อเครื่อง เส้นทางเสี่ยง และกรณีร้องเรียนด้านความปลอดภัย เพื่อส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานในกลุ่มประเทศ CLMV ใช้วางแผนเชิงป้องกันได้จริง

    4.เครือข่ายข้อมูลข่าวสารร่วม (Regional Safety Network) ผ่านการจัดตั้งช่องทางข่าวสารเฉพาะด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เช่น ศูนย์ข้อมูล “Safe ASEAN Travel Desk” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เหตุฉุกเฉิน และคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักเดินทางทั้งภาครัฐ และเอกชน 

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    หนุนไทยยกระดับศูนย์กลางความปลอดภัย

    “จุดยืนของไทยในอาเซียนต้องชัด ไม่เพียงเป็นทางผ่าน แต่ต้องเป็นผู้คุ้มกัน แต่จะต้องประกาศมาตรการเชิงรุกนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันปัญหาภาพลักษณ์ แต่คือ การสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า ประเทศไทยคือ ประเทศศูนย์กลางที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรับผิดชอบต่อภูมิภาค” นายอดิษฐ์ กล่าว

    อย่างไรก็ดี ในยุคที่ภัยไซเบอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติแฝงมาในคราบการท่องเที่ยว โลกต้องการผู้นำที่กล้าแสดงความรับผิดชอบ ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับบทบาทของตนเอง จากประเทศท่องเที่ยวสู่ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน

    “ทีเส็บ” ชี้ไม่กระทบตลาดแสดงสินค้า

    นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) กล่าวว่า จากสถานการณ์สแกมเมอร์กัมพูชา ทางทีเส็บมองว่าส่วนใหญ่น่าจะกระทบภาคการท่องเที่ยวมากกว่า แต่ด้วยงานแสดงสินค้าเป็นธุรกิจที่คนยังต้องเดินหน้าติดต่อทำธุรกิจกันอยู่ แล้วงานแสดงสินค้าระดับโลกมารอจัดงานตามปฏิทินแล้ว หากไม่มาร่วมงานอาจตกขบวนได้

    “จากวิกฤติหลายๆ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น จะมีประเด็นเรื่องประกันภัยว่าครอบคลุมการเดินทางหรือไม่ แต่จากสถานการณ์สแกมเมอร์ในกัมพูชา ล่าสุดยังไม่ได้รับแจ้งมาว่า ถ้านักธุรกิจเดินทางมาแล้วประกันจะไม่ครอบคลุม เมื่อประกันยังครอบคลุมปกติ จึงยังเห็นการเดินทางตามปกติ ทำให้ปัจจุบันไม่เห็นผลกระทบแต่อย่างใด”

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’ ศุภวรรณ ตีระรัตน์

    นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป-ประเทศไทย บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ผลกระทบจากสถานการณ์สแกมเมอร์กัมพูชายังห่างไกลจากกลุ่มประเภทธุรกิจแสดงสินค้า จึงไม่เห็นผลกระทบในอุตสาหกรรมที่เราดำเนินการ แม้จะมีความกังวลเรื่องตลาดนักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกไม่มั่นใจในการเดินทางมาเที่ยวแถบประเทศไทย และเพื่อนบ้าน แต่ล่าสุดพบว่าผู้ร่วมออกงานแสดงสินค้า (Exhibitor) จากประเทศจีนยังเดินทางเข้าไทย และมีแต่จะเดินทางเพิ่มขึ้น”

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    สรรชาย นุ่มบุญนำ

    รัฐบาลคลอดมาตรการพยุงท่องเที่ยว

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และเร่งรัดการเบิกจ่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “Quick Big Win” ในเสาหลักที่ 1 ของรัฐบาล โดยมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันไม่ให้ GDP ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ตกต่ำ และเพื่อให้ GDP กลับมาใกล้เคียงภาวะปกติให้มากที่สุด

    ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการนี้มีความจำเป็น เนื่องจากข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์มหภาคชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวภายในประเทศมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างยิ่ง โดยคิดเป็น 24% ของการบริโภคภาคเอกชน และคิดเป็นประมาณ 14% ของ GDP ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการใดๆ คาดการณ์ว่าการขยายตัวของการท่องเที่ยวในปี 2568 จะติดลบที่ 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    “แม้เม็ดเงินกระตุ้นในส่วนนี้อาจไม่รุนแรงเท่าโครงการคนละครึ่ง พลัส หรือบัตรสวัสดิการ แต่ก็สำคัญในการสร้างบรรยากาศให้เกิดความคึกคักในการท่องเที่ยว” นายลวรณ กล่าว

    หักลดหย่อนภาษีหนุนท่องเที่ยว

    สำหรับแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ดังนี้

    1.มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวม 20,000 บาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน 10,000 บาท แรกสามารถใช้ใบกำกับภาษีได้ทั้งรูปแบบกระดาษ และอิเล็กทรอนิกส์ และ 10,000 บาทที่สองต้องเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพื่อส่งเสริมความโปร่งใส และลดการทุจริต

    นอกจากนี้ รัฐบาลสนับสนุนเดินทางไปเที่ยวเมืองรอง โดยกำหนดสิทธิประโยชน์ภาษีแตกต่างกัน ได้แก่ เมืองรอง 55 จังหวัด หักค่าลดหย่อนได้ 1.5 เท่า เมื่อใช้จ่าย 20,000 บาท จะลดหย่อนได้ 30,000 บาท โดยอำเภอที่ไกลในเมืองหลัก 15 อำเภอ ยังรวมในมาตรการนี้ เช่น อำเภอกัลยาณิวัฒนา ในจังหวัดเชียงใหม่

    ขณะที่ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวเมืองหลักหักค่าลดหย่อนได้เท่าเดียว โดยเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 และสิ้นสุดวันที่ 15 ธ.ค.2568

    “วันสิ้นสุดโครงการวันที่ 15 ธ.ค.68เพราะช่วงสิ้นปีถือเป็นเทศกาลไฮซีซันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงกำหนดให้สิ้นสุดก่อน” นายลวรณ กล่าว

    2.มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการจัดสัมมนาของนิติบุคคลหากนิติบุคคลจัดการสัมมนาให้กับบุคลากร สามารถนำค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ทั้งนี้ การหักค่าใช้จ่ายต้องใช้ใบกำกับภาษีในรูปแบบ e-Tax Invoice เท่านั้น ยกเว้นค่าขนส่งที่อาจอนุโลมให้อยู่ในรูปแบบ e-Receipt

    โดยกำหนดอัตราต่างกัน กรณีจัดสัมมนาในเมืองรองหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ส่วนเมืองหลักหักได้ 1.5 เท่า เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 และสิ้นสุดวันที่ 15 ธ.ค.2568

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    เร่งเบิกจ่ายงบสัมมนา 1.3 หมื่นล้าน

    3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่าย (Front Load) มาตรการนี้ไม่ใช่การเพิ่มเม็ดเงินใหม่ แต่เป็นการโยกเงินงบประมาณทั้งปีมาใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้งบประมาณการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และปีนี้เพิ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามา

    สำหรับมาตรการดังกล่าวไม่ใช่การขอความร่วมมือแต่เป็นการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ให้ผู้บริหารเบอร์ 1 ขององค์กรต้องเบิกจ่ายงบก้อนนี้ให้ได้ 60% โดยหากไม่มีมาตรการเร่งรัด ปกติแล้วจะมีการเบิกจ่ายในไตรมาสแรกเพียง 10-20% โดยคาดว่าจะโยกเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้ 13,000 ล้านบาท

    4.มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ครบวงจร โดยผู้ประกอบการนำรายจ่ายการต่อเติมขยาย หรือปรับปรุงสถานประกอบการที่พักมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ซึ่งต้องเป็นรายจ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 ไปจนถึง 31 มี.ค.2569

    สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรมหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้ 100% ของรายจ่ายดังกล่าว

    ส่วนทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบ และยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน โดยทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยธนาคารออมสิน เพื่อรองรับการปรับปรุง และรีโนเวทโรงแรมที่พัก ซึ่งยังอยู่ระหว่างเสนอ ครม.พิจารณา คาดว่าจะมีผู้ประกอบการใช้สิทธิกว่า 1,200 ราย

    5.มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสถานบันเทิงเป็นการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสถานบันเทิงจากอัตรา 10% ให้เหลือ 5% ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2569

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    “คลัง”หวังกระตุ้นจีดีพี 0.04%

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่ามาตรการชุดนี้คาดว่าจะกระตุ้น GDP ในไตรมาสที่ 4 ได้ประมาณ 0.04% ซึ่งการคำนวณยังไม่รวมผลกระทบจากการจับจ่ายส่วนตัวที่เกิดขึ้นตามมา

    “การประเมิน 0.04% เป็นผลกระทบที่วัดเฉพาะส่วนของนิติบุคคล และการเร่งรัดการเบิกจ่าย (front load) เท่านั้น ยังไม่ได้รวมการใช้จ่ายส่วนตัวของบุคคลที่เดินทางไปกับบริษัทหรือส่วนราชการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินเพิ่มขึ้นได้อีก”

    ทั้งนี้ เมื่อรวมผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ที่ผ่าน ครม. แล้ว ได้แก่ เงินประชารัฐและคนละครึ่ง พลัส ซึ่งคาดว่ากระตุ้น GDP ประมาณ 0.4% เมื่อรวมกับมาตรการล่าสุดจะส่งผลให้ GDP ถูกกระตุ้นรวม 0.44-0.45% โดยรัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากการดำเนินนโยบายลดหย่อนภาษี 5,000 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมีเป้าหมายเมื่อนำนโยบายทั้ง 5 เสาหลักมาประกอบกัน จะกระตุ้น GDP ไตรมาสสุดท้ายได้ 1%

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1204165&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bsG9ewIWCvEs_Zpe2dliZ