Blog

  • ไทย-สิงคโปร์เล็งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-ดิจิทัล นายกฯเตรียมเยือน 7 พ.ย.  | เดลินิวส์

    ไทย-สิงคโปร์เล็งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-ดิจิทัล นายกฯเตรียมเยือน 7 พ.ย.  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ พบหารือกับ ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ ที่กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 ในโอกาสเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ เพื่อฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างไทยและสิงคโปร์ ครบรอบ 60 ปี ทั้งนี้ รมว.การต่างประเทศ แสดงความยินดีต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ขณะเดียวกัน ทั้ง 2 ฝ่ายหารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือที่ส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของสิงคโปร์ ผ่านการจัดทำความตกลงด้านการซื้อขายข้าวและสินค้าเกษตร การดึงดูดการลงทุนของสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ ความร่วมมือด้านสาธารณสุข การกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น

    นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องประเด็นภูมิภาค ได้แก่ การเสริมสร้างความเข้มแข็งในกรอบอาเซียน การรับมือกับผลกระทบมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา สถานการณ์ในประเทศเมียนมา และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยไทยเน้นย้ำความสำคัญของการแก้ไขสถานการณ์กัมพูชาด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี และหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะร่วมมือแก้ปัญหาร่วมกันด้วยความจริงใจ

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงการเดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 21-22 ต.ค. 2568  และการหารือทวิภาคีกับ ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ ที่กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568  ว่า การเดินทางเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้ เพื่อเป็นประธานร่วมเปิดการประชุมโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการไทยและสิงคโปร์ (Civil Service Exchange Programme : CSEP) ครั้งที่ 15  ซึ่งเป็นการนำหัวหน้าส่วนราชการที่สำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ มาหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Partners in progress : shaping a green and digital future” มุ่งเน้นการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รองรับการขยายตัวและการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย

    รมว.การต่างประเทศ กล่าวอีกว่า สำหรับการหารือทวิภาคีกับ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์นั้น ได้พูดคุยถึงการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด และด้านดิจิทัล ในหลายระดับ เพราะเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ขณะเดียวกัน ไทยและสิงคโปร์มีบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ความร่วมมือด้านดิจิทัลอยู่แล้ว ซึ่งไทยต้องการต่ออายุเอ็มโอยูดังกล่าวเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน นอกจากนี้ ไทยยังมีบทบาทในกรอบอาเซียน ในฐานะประธานคณะที่กำลังเจรจาทำกรอบความร่วมมือด้านดิจิทัลของอาเซียน ขณะที่สิงคโปร์อยู่ในกลุ่มประเทศความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economic Partnership Agreement โดยมีประเทศสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ชิลี และนิวซีแลนด์ ซึ่งไทยมีความสนใจจะเข้าร่วมในกรอบความตกลงดังกล่าว เพราะเป็นอีกหนึ่งเวทีความร่วมมือที่สำคัญในระดับภูมิภาค

    นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในด้านเทคโนโลยีทางการเงิน ประเทศไทยมีระบบจ่ายเงินดิจิทัลที่เรียกว่า “พร้อมเพย์ (PromptPay)” ส่วนสิงคโปร์มีระบบที่เรียกว่า “PayNow” โดยทั้ง 2 ฝ่ายมีแนวคิดอยากขยายระบบจ่ายเงินดิจิทัลให้ครอบคลุมระดับภูมิภาค ภายใต้ระบบ “Nexus Pay” เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการชำระเงินระหว่างประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ ไทยต้องการให้มีการลงทุนจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งขณะนี้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในไทยมากที่สุด โดยล่าสุดมีการลงทุนในโครงการ Data Center อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) และพลังงานสะอาด

    รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ทั้ง 2 ฝ่ายยังได้เตรียมการสำหรับการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในวันที่ 7 พ.ย. นี้ โดยฝ่ายไทยและสิงคโปร์คาดว่าจะมีการหารือถึงความร่วมมือเพิ่มเติมหลายด้าน อาทิ ด้านเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร ด้านความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งสิงคโปร์อยากจะทำความตกลงกับไทยในการสนับสนุนขายข้าวให้สิงคโปร์เพิ่มเติม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5226905/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D9BvrhiA_6uISAqFGse_1

  • “คนละครึ่งพลัส” ดันเศรษฐกิจ Q4 โต 1.3%

    “คนละครึ่งพลัส” ดันเศรษฐกิจ Q4 โต 1.3%

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกค่อนข้างยืดหยุ่น หลังจากมีการประกาศอัตราภาษีสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังมีความเสี่ยงสูง หากเปรียบเทียบจากปีที่ผ่านมา 

    สำหรับภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปรับตัวดีขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ช่วงต้นปี โดยช่วงครึ่งแรกของปี 68 ขยายตัว 3% จากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ

    ขณะที่ ช่วงครึ่งหลังของปี มีแนวโน้มชะลอลง จากภาคการผลิต ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวและการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว

    ดังนั้น บทบาทนโยบายการเงินระยะข้างหน้า จะต้องอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย เพื่อเอื้อต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมามีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 3 ครั้ง เพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ประเมินไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี เพื่อดูแลภาวะการเงินให้เอื้อต่อการปรับตัวของธุรกิจ และลดภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและภาคครัวเรือนที่มีรายได้น้อย

    ในระยะข้างหน้าการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม จะต้องดูความเหมาะสมของแนวโน้มเศรษฐกิจ และภาวะการเงินควบคู่ไปกับประสิทธิผลการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และพื้นที่การใช้นโยบายการเงินน้อยลง

    ทั้งนี้ ธปท. ได้ประเมินช่วงครึ่งหลังของ ปี 68 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น คนละครึ่งพลัส ช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 ซึ่งจะมีผลต่อ GDP ไตรมาสที่ 4 เพิ่มขึ้น 0.2% – 0.3%

    โดยคาดว่า GDP ไตรมาสที่ 3 จะขยายตัว 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ติดลบ 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบหลายปี เป็นผลจากการปิดซ่อมโรงงาน / และการปิดเพื่อปรับปรุงการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ปิโตรเลียม และเครื่องดื่ม แต่ยังไม่ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายของเศรษฐกิจ เพราะคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 ซึ่งคาดว่า จะขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลทำให้ทั้งปี 68 GDP ไทย จะขยายตัวได้ที่ 2.2% 

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในปี 69 โดยคาดว่า GDP จะเติบโตที่ 1.6% จากผลกระทบภาคการส่งออก ที่คาดว่าจะชะลอลงจากผลมาตรการภาษีสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 68 และส่งผลกระทบมากขึ้นในช่วงต้นปี 69 

    พร้อมยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 1.50% ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็ยอมรับว่าอัตราการขยายตัวในระดับที่ประเมินไว้ยังต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะต้องอาศัยมาตรการทางการคลังและการแก้ปัญหาเฉพาะได้ รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ถึงจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ศักยภาพได้

    นายสักกะภพ กล่าวต่อว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย ได้ส่งผลกระทบทำให้การลงทุนของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในจำนวนมาก แต่การตัดสินใจลงทุนยังไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลต่อปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย โดยการลงทุนจากการส่งเสริมของ BOI คิดเป็นสัดส่วน 20% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด แม้จะถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีการนำเข้าวัตถุดิบเป็นส่วนใหญ่มากกว่าการใช้วัตถุดิบในประเทศ ทำให้ผลประโยชน์ไม่เกิดกับเศรษฐกิจในประเทศมากนัก ดังนั้น ควรมีการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มการลงทุนโดยเฉพาะที่อยู่นอก BOI 

    ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทย ยังไม่เห็นสัญญาณภาวะเงินฝืด ซึ่งความเสี่ยงภาวะเงินฝืดของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ เงินเฟ้อต่ำปัจจุบันถูกขับเคลื่อนจากราคาสินค้าที่ลดลงเพียงบางหมวดโดยราคาอื่นไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง / เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้ออย่างทรงตัวใกล้เคียงอดีต / และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวได้ดี

    ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากการลดลงของราคาน้ำมันและอาหารสด เนื่องจากไทยเป็นประเทศ ที่ผลิตอาหารได้เองจึงทำให้ราคาอาหารไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น รวมถึงรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาสินค้าที่ลดลง ไม่ได้ปรับลดอย่างต่อเนื่องและเป็นวงกว้างในหลายสินค้า 

    ธปท. คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะกลับมาเป็นบวกในไตรมาสที่ 2 ของปี 69 และกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 1-3% ช่วงต้นปี 70 

    แต่อย่างไรก็ตาม ธปท. จะติดตามสถานการณ์ของภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากมีสัญญาณความเสี่ยงภาวะเงินฝืดเกิดขึ้น การตัดสินใจนโยบายการเงินก็จะเปลี่ยนไป เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยก็จะเข้ามามีผลช่วยดูแลเงินเฟ้อมากขึ้น

    ขณะที่ นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท. ยังได้ประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 จากสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และการแก้ปัญหาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยที่เริ่มเห็นผลและทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมา โดยประเมินว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 68 จะมีจำนวน 33 ล้านคนและเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคนในปี 69 ขณะที่ นักท่องเที่ยวจีน คาดว่า จะมีจำนวน 4.4 ล้านคนและเพิ่มเป็น 6 ล้านคนในปี 69 

    พร้อมยืนยันว่า ปัญหา Scammer (สแกมเมอร์) ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวไทย แต่ทั้งนี้ ก็ยังต้องติดตามในเรื่องผลกระทบทางด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    โดยการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (The IMF-World Bank Annual Meetings 2025) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 
    ได้มีการหยิบยกปัญหาสแกมเมอร์ขึ้นมาพูดคุย ซึ่งเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ โดยที่ประชุมเห็นว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในระดับโลกจึงมองว่าไม่ใช่ปัญหาที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ไขได้แต่ต้องเป็นความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ

    ในส่วนของไทย นโยบายของ ธปท. ยืนยันว่า จะไม่ให้เกิดเงินเทาจากสแกมเมอร์ หรือ การฟอกเงินจากธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ในระบบสถาบันการเงินไทย ซึ่งได้มีการทำงานร่วมกับตำรวจ และ ปปง. อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/259777&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mquqMaT9icXil-D86XPyl

  • เชียงใหม่คาด ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 4 พันล้านบาท

    เชียงใหม่คาด ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 4 พันล้านบาท

    คลังเชียงใหม่เผยโครงการคนละครึ่งพลัสคนลงทะเบียนคึกคัก เริ่มใช้สิทธิได้ 29 ต.ค.นี้ พร้อมชวนร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการได้ถึง 19 ธ.ค. คาดกระตุ้นเศรษฐกิจเชียงใหม่ได้กว่า 4 พันล้านบาท แต่ให้ระวังมิจฉาชีพ!

    22 ต.ค.2568 – นางปลื้มจิต สิงห์สุทธิจันทร์ คลังจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงการประชาสัมพันธ์การลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสว่า บรรยากาศที่เชียงใหม่คึกคักทั้งผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์และร้านค้า ซึ่งเกินความคาดหมายที่การเปิดให้ลงทะเบียนเพียงวันเดียวก็ครบเต็มจำนวน 20 ล้านทั้งประเทศถือเป็นโครงการสำคัญตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 โดยรัฐบาลมีแผนเตรียมขยายโครงการเฟส 2 เร็วๆ นี้สำหรับผู้ลงทะเบียนไม่ทัน แต่สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้ ขณะนี้มีร้านค้าในจังหวัดเชียงใหม่สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 5,000 ราย ในส่วนของผู้ประกอบการรายย่อยสามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาโดยต้องมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือท้องถิ่น เป็นผู้รับรองการประกอบกิจการ ซึ่งร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ต้องเป็นร้านค้าที่มีการซื้อขายสินค้าและบริการจริง ในช่วงเวลาที่กำหนด

    สำหรับช่วงเวลาในการใช้จ่าย สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมนี้ เวลา 06.00 น. – 23.00 น. โดยครั้งแรกต้องใช้สิทธิภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 หากไม่ใช้สิทธิภายในเวลาที่กำหนด สิทธินั้นจะถูกดึงกลับให้ผู้ลงทะเบียนรายใหม่ทันที สำหรับร้านค้าที่มีการขายผ่านแอปพลิเคชั่น บริการเดลิเวอรี่ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

    ทั้งนี้คาดว่า จากข้อมูลผู้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสจะส่งผลให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ประมาณกว่า 4,174 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการระวังมิจฉาชีพ ที่อาจใช้โอกาสนี้ในการแอบอ้างช่วยร้านค้าลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัส โดยส่งลิงก์ปลอมเพื่อหลอกเอาข้อมูล ซึ่งกระทรวงการคลังไม่มีนโยบายในการส่งลิงค์เพื่อขอข้อมูลกับประชาชนหรือร้านค้าเด็ดขาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/882766/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08wIkFbdYPBRUYhj_scVLI

  • “สแกมเมอร์” ฉุดเศรษฐกิจไทย 1 ล้านล้าน จี้สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ไทยศูนย์กลางธุรกิจสีขาวโลก

    “สแกมเมอร์” ฉุดเศรษฐกิจไทย 1 ล้านล้าน จี้สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ไทยศูนย์กลางธุรกิจสีขาวโลก

    ประเทศไทยเผชิญปัญหาธุรกิจสแกมเมอร์(แก๊งคอลเซ็นเตอร์ กาสิโน ธุรกิจสีเทา ค้ามนุษย์ บัญชีม้า ฟอกเงิน บริษัทนอมินี) ที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองและนักธุรกิจในประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหาศาล

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการศึกษาของสำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (UNODC) ระบุว่า ไทยเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ที่เชื่อมโยงกับกาสิโนและกลุ่มสแกมเมอร์ในกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้จากการประเมินธุรกิจสแกมเมอร์ในกัมพูชามีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 60% ของ GDP กัมพูชา ส่วนไทยคาดมูลค่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทานี้เกินกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของ GDP ซึ่งเงินจำนวนมหาศาลนี้ไม่ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแท้จริง แต่เป็นตัวฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    “ธุรกิจสแกมเมอร์เหมือนรถที่ควรวิ่งได้เต็มศักยภาพ 100% แต่ถูกฉุดให้วิ่งได้เพียง 90% ส่งผลให้ GDP จริงของไทยตํ่ากว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 10% ผลกระทบเชิงลบจากธุรกิจนี้ยังทำให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง การทำธุรกรรมระหว่างประเทศจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะจากประเทศที่มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างสิงคโปร์ ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่มีการจัดการที่เด็ดขาด จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และการลงทุนจากต่างประเทศในระยะยาว”

    ดร.อัทธ์ ชี้ว่าปัญหานี้ใหญ่เกินกว่าที่ไทยจะรับมือได้ด้วยตัวเอง ต้องยกระดับการจัดการและขอความร่วมมือจากประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเกาหลีใต้ ที่มีศักยภาพในการเข้าจัดการปัญหานี้อย่างเด็ดขาดทั้งการยึดทรัพย์บริษัทที่เกี่ยวเนื่อง การทลายนิคมอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ โดยประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้สลัดตัวเอง ออกจากแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนต่อสาธารณชนโลกว่าประเทศไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

    “สแกมเมอร์” ฉุดเศรษฐกิจไทย 1 ล้านล้าน จี้สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ไทยศูนย์กลางธุรกิจสีขาวโลก

    อย่างไรก็ตาม การจัดการในลักษณะ “โมเดลเกาหลี” ที่บุกไปถึงรังแก๊งสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาดนั้น ทำได้ยากในไทย เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากนักการเมืองและนักธุรกิจสีเทาภายในประเทศ

    ในมุมของการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในเวทีโลก ดร.อัทธ์ แนะนำว่ารัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้ประกาศตัวเป็นศูนย์กลางการทำธุรกิจสีขาวหรือศูนย์กลางการทำธุรกิจที่โปร่งใส โดยจัดสัมมนาและประชุมระหว่างประเทศที่กรุงเทพฯ เชิญประเทศสำคัญเข้าร่วม

    พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมกับจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร เพื่อผลักดันมาตรการจัดการที่เป็นรูปธรรมหากรัฐบาลสามารถดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยและสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองให้กับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ

    “หากเรายังปล่อยให้ปัญหานี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการจัดการที่เข้มข้น จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของไทยถูกเพ่งเล็งและลดทอนความน่าเชื่อถืออย่างมาก แตกต่างจากประเทศในอาเซียนอื่นที่ไม่มีประเด็นลักษณะนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การลงทุนจากต่างชาติในไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”

    โดยสรุป ธุรกิจสแกมเมอร์กำลังเป็นปัญหาเรื้อรังที่ฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงต้องเร่งมือในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนในการจัดการปัญหานี้ พร้อมผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางธุรกิจที่โปร่งใสในเวทีโลก เพื่อพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/642063&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XvxHm_PVYf3dg0x_I7EzT

  • กินเจ 2568 ศรัทธาที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางราคาผักพุ่งสูงสุดในรอบ 17 เดือน

    กินเจ 2568 ศรัทธาที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางราคาผักพุ่งสูงสุดในรอบ 17 เดือน

    แม้ราคาผักสดในเดือนตุลาคมปีนี้พุ่งสูงสุดในรอบ 17 เดือน แต่เทศกาลกินเจ 2568 กลับกลายเป็นแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าเม็ดเงินหมุนเวียนในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้อยู่ที่ราว 4.59 หมื่นล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า สะท้อนว่าความศรัทธาและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงเดินหน้าไปพร้อมกัน

    ราคาผักแพงไม่ใช่อุปสรรคของการกินเจ

    ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ราคาผักสดเฉลี่ยในเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้น 10.5% จากปีก่อนหน้า แตะที่ 40.6 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 17 เดือน 

    ผักที่ราคาพุ่งแรงที่สุด 3 อันดับแรกคือ กวางตุ้ง แตงกวา และคะน้า โดยมี 2 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาคือ ผลกระทบจากน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกกว่า 22,392 ไร่ และความต้องการบริโภคผักสดที่เพิ่มขึ้นจากเทศกาลกินเจ ทำให้ราคาผักในช่วงนี้สูงกว่าช่วงปกติถึง 1.6 เท่า

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ราคาผักสดจะเริ่มปรับตัวลดลงในช่วงปลายปี ตามปริมาณผลผลิตฤดูหนาวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจอย่างกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก มะเขือเทศ และขึ้นฉ่าย ทั้งปี 2568 คาดว่า ราคาผักสดเฉลี่ยจะอยู่ที่ 27.6 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากปีก่อนราว 15.3% ซึ่งเป็นผลจากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูกมากขึ้น

    เมื่อ ‘เจ’ ไม่ได้มีแค่ศรัทธา แต่คือพลังทางเศรษฐกิจ

    ในอีกด้านหนึ่ง การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ พบว่า ประชาชนราว 34% ถือศีลกินเจ ขณะที่อีก 66% ไม่ได้ร่วมถือศีล โดยเหตุผลหลักของผู้ที่กินเจ ได้แก่ ต้องการทำบุญ (19.8%) กินเฉพาะช่วงเทศกาล (15.9%) และเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเจ (14.7%) 

    ส่วนผู้ที่ไม่กินเจให้เหตุผลว่า ไม่มีเชื้อสายจีน (26%) อาหารเจมีราคาสูง (23%) และสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย (18%)

    แม้สัดส่วนผู้กินเจไม่ถึงครึ่งของประชากร แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 5,211 บาท โดยแบ่งเป็นค่าเดินทางไปทำบุญเฉลี่ยกว่า 5,000 บาท และมูลค่าการทำบุญเฉลี่ย 1,746 บาทต่อคน สะท้อนว่าเทศกาลนี้ยังคงมีพลังทางเศรษฐกิจ ทั้งในมิติของการบริโภคอาหาร การเดินทาง และกิจกรรมทางศาสนา

    รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า แม้มูลค่าการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเพียง 2% จากปีก่อน แต่ถือเป็นแนวโน้มเชิงบวกท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ พร้อมเชื่อว่า หากรัฐบาลเร่งดำเนินโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ในช่วงปลายปี จะยิ่งช่วยหนุนกำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น

    ในภาพรวม เทศกาลกินเจปีนี้จึงไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งการละเว้นเนื้อสัตว์และทำบุญ หากแต่ยังเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญของพลังเศรษฐกิจไทยที่ยังขยับตัวได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ทั้งราคาผักที่พุ่งสูง ผลกระทบจากสภาพอากาศ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

    เพราะสุดท้ายแล้ว ‘เทศกาลบุญ’ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองเศรษฐกิจที่หมุนให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้า ด้วยพลังศรัทธาและการบริโภคที่สอดประสานกันอย่างลงตัว

    ที่มา:

    https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Info371-VEGETABLE-FB-21-10-25.aspx

    https://www.utcc.ac.th/utcc-vegetarian-festival-2568/

    Tags: , , , ,

    Author

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/business-vegetarian-festival-2568/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gTSyDUqyaBptphKluTVKp

  • ครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000 บาท เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68

    ครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000 บาท เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68

    ครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000 บาท เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68


    22/10/2568 | 3,635 |

    รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง เร่งขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ภายในระยะเวลา 4 เดือน แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีที่มาจากทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาที่สะสมมานาน ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง สภาพคล่องลดลง หนี้ครัวเรือนสูง ผลิตภาพการผลิตลดลง ส่งผลกระทบต่อประชาชน พ่อค้าแม้ค้า SMEs และบริษัทขนาดใหญ่ 
    นโยบาย 5 เสาหลัก กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว Quick Big Win ซึ่งสอดรับกับนโยบายสำคัญ
    ด้านเศรษฐกิจที่จะฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา จึงถูกนำมาใช้โดยเสาที่ 1 
    เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” โครงการเที่ยวเมืองรอง และการเร่งรัดเบิกจ่าย เสาที่ 2 เน้นลดภาระหนี้ประชาชน เสาที่ 3 เน้นเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs เสาที่ 4 เพิ่มการออมของภาคประชาชน และเสาที่ 5 เน้นการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น สนับสนุนการฝึกฝนทักษะ
    ใหม่ ๆ ให้แรงงาน
    สำหรับความจำเป็นที่ต้องจัดทำมาตรการท่องเที่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวภายในประเทศมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสูง แต่ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยชะลอลง โดยการท่องเที่ยวภายในประเทศมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสูงถึง 24% ของ Private Consumption (มูลค่าของสินค้าและบริการที่ประชาชนและครัวเรือนใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล) 14% ของ GDP เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
    (21 ต.ค. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจ โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี
    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่ 1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว 2. มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ 
    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) 4. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ และ 5. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยมีรายละเอียด ดังนี้  
    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว
        ให้บุคคลธรรมดา นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามารถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้ 
        1.1 ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท 
        1.2 ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ 1.1 ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท 
    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดและพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ 1.1 และ/หรือข้อ 1.2 ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท) 
    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ
        ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว
    ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้ 
         1. หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง  
         2 หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ 1 
         3. ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ 1 และข้อ 2 ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ 1 หรือข้อ 2 แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง 
    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) 
        ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน 
    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม 
       สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย  
       1. อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม  
       2. เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตามข้อ 1 เป็นการถาวร 
    โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่า
    สึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรม
    ที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป 
    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 
    ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 
    สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมา
    จดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป 
    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานต่อไปในอนาคต ตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ การดำเนินมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจ ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.04 – 0.05 และปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.03 – 0.04 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ 


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/433584&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dLjgJkoBtqf_oKo45o53X

  • จับตาที่ดินกรุงเทพฯ พุ่งต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจยังชะลอตัว

    จับตาที่ดินกรุงเทพฯ พุ่งต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจยังชะลอตัว

    จับตาที่ดินกรุงเทพฯ พุ่งต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจยังชะลอตัว

    ราคาที่ดินในกรุงเทพมหานครยังร้อนแรงไม่หยุด แม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัวอย่างต่อเนื่องก็ตาม โดย ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2568 ราคาที่ดินในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ยังคงถือที่ดินไว้อย่างมั่นใจ ไม่รีบขาย และยังไม่พบสัญญาณการปรับลดราคาในตลาด

    แม้เศรษฐกิจในประเทศจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ แต่ความต้องการที่ดินในย่านใจกลางเมืองยังได้รับความสนใจจากดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงนักลงทุนรายย่อยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากดีลซื้อขายขนาดใหญ่หลายรายการในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น แสนสิริ เข้าซื้อที่ดินบนถนนสารสินในราคาเฉลี่ย 3.9 ล้านบาทต่อตารางวาซึ่งนับเป็นดีลที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์อสังหาฯ ไทย รวมถึงดีลของ AIA ประเทศไทย ที่เข้าซื้อที่ดินบนถนนรัชดาภิเษกขนาด 8 ไร่ มูลค่า 3,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 1.1 ล้านบาทต่อตารางวา

    นอกจากนี้ ยังมีการซื้อขายในระดับสูงต่อเนื่อง เช่น ที่ดินย่านชิดลมที่ปิดดีลไปกว่า 3 ล้านบาทต่อตารางวา รวมถึงพื้นที่สุขุมวิท-ทองหล่อ ที่ราคาทะยานแตะ 2.86 ล้านบาทต่อตารางวา ซึ่งสะท้อนชัดว่าราคาที่ดินกรุงเทพฯ “ขึ้นแล้วขึ้นเลย” และยังไม่มีทิศทางปรับลง

    อย่างไรก็ตาม แม้ความเคลื่อนไหวของตลาดที่ดินจะยังคึกคัก แต่จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า มูลค่าการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วประเทศในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่เพียง 403,923 ล้านบาท ลดลงถึง 41.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปี สะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุนต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา

    นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า การซื้อขายที่ดินในปีนี้ยังคงมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ และแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ซึ่งเป็นทำเลที่ดีเวลลอปเปอร์นิยมใช้พัฒนาโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมระดับราคากลาง ขณะที่ที่ดินใจกลางเมืองยังคงเป็นเป้าหมายหลักของนักพัฒนารายใหญ่ เพียงแต่การปิดดีลต้องใช้เวลาพิจารณานานขึ้น เนื่องจากราคาที่ดินสูงเกินระดับที่ผู้ซื้อบางรายรับได้

    ข้อมูลล่าสุดจากคอลลิเออร์สระบุว่า 10 ทำเลที่มีราคาเสนอขายที่ดินสูงสุดในกรุงเทพฯ ได้แก่

    1. วิทยุ 4,000,000 บาท/ตร.วา
    2. ชิดลม 3,200,000 บาท/ตร.วา
    3. เพลินจิต 3,000,000 บาท/ตร.วา
    4. สีลม 2,700,000 บาท/ตร.วา
    5. สุขุมวิท-ทองหล่อ 2,600,000 บาท/ตร.วา
    6. สาทร 2,500,000 บาท/ตร.วา
    7. สุขุมวิท-อโศก 2,550,000 บาท/ตร.วา
    8. เยาวราช 1,900,000 บาท/ตร.วา
    9. พญาไท 1,800,000 บาท/ตร.วา
    10. สุขุมวิท-เอกมัย 1,800,000 บาท/ตร.วา

    นายภัทรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทำเลซีบีดีอย่างหลังสวน สีลม สาทร และสุขุมวิท ยังคงเป็นแหล่งที่ดินราคาสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะหลังการซื้อขายสถานทูตออสเตรเลียบนถนนสาทรที่เฉลี่ยกว่า 1.45 ล้านบาทต่อตารางวา ส่งผลให้ราคาที่ดินในย่านเดียวกันขยับขึ้นแตะ 2 ล้านบาทต่อตารางวา แล้วในปัจจุบัน

    ขณะเดียวกัน เจ้าของที่ดินจำนวนไม่น้อยเริ่มหันมามองโมเดลการสร้างรายได้รูปแบบใหม่ แทนการขายขาด เช่น การให้เช่าระยะยาวแบบ ลีสโฮลด์ (Leasehold) หรือการร่วมลงทุนพัฒนาโครงการ (Joint Venture) โดยเฉพาะที่ดินในย่านไพรม์โลเคชันที่มีแนวโน้มปรับราคาขึ้นมากกว่า 10% ต่อปี ทำให้เจ้าของที่ดินลังเลที่จะขายขาด แต่เลือกบริหารสินทรัพย์ให้เกิดรายได้ต่อเนื่องแทน

    คอลลิเออร์สคาดว่า ในปี 2569 ราคาที่ดินในย่านซีบีดีของกรุงเทพฯ จะยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างราคาที่ดินในไทยมัก “ขยับขึ้นแบบยกแผง” และแทบไม่เคยปรับลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนการพัฒนาที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อราคาบ้านและคอนโดฯ ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/642007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z3J2Z-sFcW-ghoUTorIBT

  • “อินโดนีเซียควรยืนหยัดในจุดยืนของตนในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ”

    “อินโดนีเซียควรยืนหยัดในจุดยืนของตนในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ”

    DITP LogoDITP Logo Asset

    404 This page could not be found.

    The requested URL was not found on this server.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fjd0uvc5f43n3vu9chohf5ny&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rGar6X5COBEPGdrMJmFaW

  • “

    “สองเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย: การส่งออกและการท่องเที่ยว”


    22/10/2568 | 72 |

    เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกสูงมาก โดยมี “การส่งออกสินค้า” และ “การท่องเที่ยว” เป็นเสาหลักในการสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศและขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน การทำความเข้าใจบทบาทของสองภาคส่วนนี้ รวมถึงการปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มโลก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความมั่งคั่งของชาติ

    บทบาทของการส่งออก (อ้างอิงจาก กระทรวงพาณิชย์ หรือ ธปท.)

    การส่งออกเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สถานการณ์และแนวโน้มที่สำคัญ ได้แก่:

    1. ความผันผวนตามเศรษฐกิจโลก: มูลค่าการส่งออกของไทยมักขึ้นอยู่กับอุปสงค์และภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และยุโรป

    2. การปรับโครงสร้างสินค้า: ไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการยกระดับสินค้าส่งออกไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และสินค้าเกษตรแปรรูป

    3. นโยบายการค้าของภาครัฐ: กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการขยายตลาดใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย

    💡 เคล็ดลับการเขียน: เน้นย้ำว่าการส่งออกยังคงเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพเศรษฐกิจ และอ้างอิงการขยายตัว (หรือการหดตัว) ของมูลค่าการส่งออกล่าสุดจากข้อมูลของ ธปท. หรือ กระทรวงพาณิชย์

    บทบาทของการท่องเที่ยว (อ้างอิงจาก ททท. หรือ ธปท.)

    ภาคการท่องเที่ยวถูกขนานนามว่าเป็น “พระเอก” ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤต เป็นแหล่งสร้างงานและกระจายรายได้สู่ภูมิภาคต่าง ๆ:

    1. การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง: หลังการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ภาคการท่องเที่ยวมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยกลับมา และนำรายได้เงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศอย่างมหาศาล

    2. นโยบายการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีนโยบายมุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Quality Tourists) ที่มีการใช้จ่ายสูง และการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

    3. การกระจายรายได้สู่เมืองรอง: ภาครัฐพยายามใช้มาตรการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและใช้จ่ายในพื้นที่เมืองรอง เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

    ความท้าทายร่วมกันและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    แม้ว่าทั้งสองภาคส่วนจะเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่ก็เผชิญความท้าทายที่ต้องแก้ไขร่วมกัน:

    • ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าหรืออ่อนค่าอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    • การปรับตัวเข้าสู่ ESG/BCG: การส่งออกต้องเผชิญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ของประเทศคู่ค้า ในขณะที่การท่องเที่ยวต้องปรับสู่ความยั่งยืน (Green Tourism) ตามนโยบาย BCG Economy ของรัฐบาล

    • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เช่น ท่าเรือ รถไฟ และสนามบิน ยังคงมีความจำเป็น เพื่อสนับสนุนทั้งการขนส่งสินค้าและการรองรับนักท่องเที่ยว


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/433631&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t0fTJ7HI8rkT9cMJqVHPe

  • ผู้นำคนใหม่ญี่ปุ่นประกาศเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ-สู้เงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    ผู้นำคนใหม่ญี่ปุ่นประกาศเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ-สู้เงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่และนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น เปิดเผยในการแถลงข่าววานนี้ (21 ต.ค.) ว่า รัฐบาลของเธอจะเร่งจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น พร้อมปฏิเสธแนวคิดที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ก่อนกำหนด โดยระบุว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยของเธอจะให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก

    แหล่งข่าวเผยว่า ทาคาอิจิ วัย 64 ปี ได้สั่งการรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก ให้เร่งรวบรวมชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เธอให้คำมั่นว่า จะยกเลิกอัตราภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราวโดยเร็ว และขยายเกณฑ์รายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีจากปัจจุบันที่ 1.03 ล้านเยน (ประมาณ 6,800 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยจะ “รับฟังความเห็นจากพรรคฝ่ายค้าน”

    ทาคาอิจิกล่าวว่า มาตรการทางเศรษฐกิจเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้สุทธิของประชาชนและลดภาระของครัวเรือน พร้อมเสริมว่า เธอจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรเทาผลกระทบเชิงลบจากมาตรการภาษีที่สูงขึ้นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า สำหรับด้านการต่างประเทศ ทาคาอิจิระบุว่า เธอตั้งตารอที่จะพบปะกับเหล่าผู้นำจากประเทศอื่น ๆ ในการประชุมสุดยอดผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ประเทศมาเลเซียในสุดสัปดาห์นี้ และการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่จะเปิดฉากขึ้นที่เกาหลีใต้ในปลายเดือนนี้

    ทั้งนี้ ทาคาอิจิได้แสดงความหวังว่าจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกันอย่างลึกซึ้งกับทรัมป์ ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ในการกล่าวถึงกำหนดการเยือนญี่ปุ่นของทรัมป์ที่คาดว่าจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

    นอกจากนี้ ทาคาอิจิ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากมุมมองที่แข็งกร้าวในประเด็นการทูตและกลาโหม ยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการทบทวนเอกสารด้านความมั่นคงที่สำคัญของประเทศ รวมถึงยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นแนวทางนโยบายระยะยาวด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539304&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cgg5RLqqgYabkufyGb612