Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ลุ้น “ไทยช่วยไทย” เฟส 2 “ขุนคลัง” แย้มกำลังพิจารณา ขอดูสภาพเศรษฐกิจก่อน

    ลุ้น “ไทยช่วยไทย” เฟส 2 “ขุนคลัง” แย้มกำลังพิจารณา ขอดูสภาพเศรษฐกิจก่อน

    “เอกนิติ” แย้มกำลังพิจารณา “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ลุ้นต่ออายุ 1-2 เดือน ชี้ต้องดูสภาพเศรษฐกิจประกอบ

    วันที่ 11 กันยายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ยืนยันว่ายังไม่ได้ข้อสรุปแน่นอน 

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นงบประมาณที่เคยระบุว่าไม่มีงบฯ นายเอกนิติระบุว่า วงเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ส่วนของ 2 แสนล้านบาทที่ใช้ไปก่อนหน้านี้ยังมีงบประมาณส่วนที่เหลืออยู่ ส่วนระยะเวลาการขยายโครงการว่าจะครอบคลุมอีก 2 เดือนหรือไม่นั้น กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะออกมาในรูปแบบ 1 หรือ 2 เดือน โดยจะต้องประเมินจากสภาพเศรษฐกิจภาพรวมควบคู่กันไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2959057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tf1HTUI6jazG3kh0IXOH1

  • “เอกนิติ” ยังไม่เคาะ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” แย้มต่อได้ 1-2 เดือน ขอดูสภาพเศรษฐกิจก่อน – สยามรัฐ

    “เอกนิติ” ยังไม่เคาะ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” แย้มต่อได้ 1-2 เดือน ขอดูสภาพเศรษฐกิจก่อน – สยามรัฐ

    วันที่ 11 ก.ย.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟสสอง มีแน่แล้วใช่หรือไม่ว่า ยังกำลังพิจารณาอยู่ 

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าไม่มีงบประมาณนั้น วันนี้มีแล้วใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ไม่ ทั้งหมดมัน 2 แสนล้านบาท วันนี้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ในส่วนของ 2 แสนล้านบาทที่ใช้ไปยังมีเหลืออยู่ เมื่อถามย้ำว่า ยังเพียงพอที่จะขยายไปอีก 2 เดือนใช่หรือไม่ นายเอกนิติ ย้ำว่า “กำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งจะได้ 1 เดือน หรือ 2 เดือนนี่แหละ ขอดูอยู่ ต้องดูสภาพเศรษฐกิจด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g78GSnVfFhKIJiiNmtCqA

  • ‘ธนฑิตย์’ ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เดินหน้าเชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ

    ‘ธนฑิตย์’ ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เดินหน้าเชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ

    “ธนฑิตย์” ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เดินหน้าเชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ เปิดตลาดสินค้าไทย สร้างงาน–เพิ่มรายได้ประชาชนภาคใต้

    11 ก.ย.วานนี้ (10 ก.ย. 2569)ตามเวลาท้องถิ่น ณ เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จากรองนายกฯและรมว.คลัง ให้ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT ของไทย เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต่อประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้

    การประชุมมีนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย ผู้แทนจาก ADB และสำนักเลขาธิการอาเซียน และผู้แทนจากไทย ประกอบด้วย นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการ สศช. ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในฐานะหัวหน้าคณะ CMGF ของไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

    'ธนฑิตย์' ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เดินหน้าเชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ

    ที่ประชุมรับทราบผลแผน IMT-GT ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2565–2569 และหารือแผน พ.ศ. 2570–2574 โดยมุ่งเปลี่ยนจากกิจกรรมระยะสั้นสู่โครงการข้ามพรมแดนที่มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้ และสร้างประโยชน์ต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    นายธนฑิตย์กล่าวว่า “การประชุม IMT-GT ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น การเดินทางและขนส่งสินค้าข้ามแดนสะดวกรวดเร็วขึ้น รวมทั้งสร้างงานและทักษะใหม่ให้แก่คนรุ่นใหม่ในภาคใต้”ความร่วมมือสำคัญประกอบด้วย

    1.อำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทางข้ามแดน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และกักกันโรค หรือ CIQ ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น การเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซียจะช่วยลดเวลาและต้นทุนขนส่ง เพิ่มความคล่องตัว และสร้างโอกาสแก่ธุรกิจชายแดน โลจิสติกส์ และชุมชน

    'ธนฑิตย์' ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เดินหน้าเชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ

    2. เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและโอกาสของเกษตรกร ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่ายางพารา น้ำมันปาล์ม อาหาร และสมุนไพร โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านน้ำมันปาล์มระหว่าง 3 ประเทศ ครอบคลุมการค้า ความยั่งยืน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย สหกรณ์ และผู้ประกอบการไทย

    3. เปิดตลาดให้ SMEs และอุตสาหกรรมฮาลาลไทย โดยพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ ระบบรับรองมาตรฐาน และการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามแดน ครอบคลุมอาหาร เภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง แฟชั่น บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว เพื่อเข้าถึงตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตลาดมุสลิมทั่วโลก

    4. กระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่เมืองรองและชุมชน ผ่านเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวข้ามพรมแดน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และรับผิดชอบ ช่วยเพิ่มรายได้แก่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่น และสินค้าชุมชน

    5. พัฒนาทักษะแรงงานและคุณภาพชีวิต ทั้งทักษะดิจิทัล วิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และฐานข้อมูลตลาดแรงงาน ควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ต และ 5G รวมถึงการพัฒนาเมืองสีเขียว ลดมลพิษ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลงทุนตามกรอบ SUDF

    'ธนฑิตย์' ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เดินหน้าเชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ

    ทั้งนี้ นายธนฑิตย์ฯ เสนอให้พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ หรือ Economic Corridors เชื่อมโยงกับการดำเนินงานทั้ง 8 สาขาของ IMT-GT พร้อมกำหนดเป้าหมายและระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน และให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ การลงทุน และการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดและประชาชน

    สำหรับไทย IMT-GT จะเสริมบทบาทการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียน เชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและนราธิวาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 17 ในปี 2571 ซึ่งตรงกับปีที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

    “ความสำเร็จของ IMT-GT ต้องไม่วัดจากจำนวนการประชุมหรือกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่ต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนที่ลดลง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รัฐบาลไทยจึงมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง” นายธนฑิตย์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1251516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DaN8ilz6XcGh9FugHxlVi

  • นายกฯ “อนุทิน” ขอบคุณวุฒิสภาไฟเขียว งบประมาณปี 70 ลั่นเดินหน้าใช้งบโปร่งใส คุ้มค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายกฯ “อนุทิน” ขอบคุณวุฒิสภาไฟเขียว งบประมาณปี 70 ลั่นเดินหน้าใช้งบโปร่งใส คุ้มค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายกฯ “อนุทิน” ขอบคุณวุฒิสภาไฟเขียว งบปี 70 ลั่นเดินหน้าใช้งบโปร่งใส คุ้มค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    (11 กันยายน 2569) ณ ห้องประชุมวุฒิสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 6 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว

    นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาลกล่าวขอบคุณประธานวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภาทุกคนที่ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570  ซึ่งเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ข้อคิดเห็น คำแนะนำ ข้อเสนอ รวมทั้งความห่วงใยที่วุฒิสมาชิกได้เสนอแนะไว้ตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณา ปรับปรุงการดำเนินการ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายงบประมาณมากที่สุด

    โดยนายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่ได้ให้ความสำคัญ เสียสละเวลา และร่วมกันพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี รวมทั้งได้ให้ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะในการจัดทำงบประมาณ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ รัฐบาลจะได้นำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุง การดำเนินงาน เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรมีความคุ้มค่า และ เกิดประโยชน์สูงสุด

    นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจว่า นโยบาย มาตรการ และงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาในครั้งนี้ จะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ และแผนงานที่กำหนด โดยรัฐบาลจะกำกับดูแล เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่กำหนดไว้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล และความมุ่งมั่นของสมาชิกทุกท่านต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/78756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jjeI4Vy1q3T-bOqTgLeh4

  • ผช.รมต.คลัง ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ

    ผช.รมต.คลัง ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ

    นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT ของไทย เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 ณ เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต่อประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้

    ผช.รมต.คลัง ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ ผช.รมต.คลัง ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ

    การประชุมมีนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย ผู้แทนจาก ADB และสำนักเลขาธิการอาเซียน และผู้แทนจากไทย ประกอบด้วย นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการ สศช. ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในฐานะหัวหน้าคณะ CMGF ของไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

    ความร่วมมือสำคัญประกอบด้วย

    1. การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทางข้ามแดน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และกักกันโรค หรือ CIQ ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น การเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซียจะช่วยลดเวลาและต้นทุนขนส่ง เพิ่มความคล่องตัว และสร้างโอกาสแก่ธุรกิจชายแดน โลจิสติกส์ และชุมชน

    2. การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและโอกาสของเกษตรกร ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่ายางพารา น้ำมันปาล์ม อาหาร และสมุนไพร โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านน้ำมันปาล์มระหว่าง 3 ประเทศ ครอบคลุมการค้า ความยั่งยืน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย สหกรณ์ และผู้ประกอบการไทย

    3. การเปิดตลาดให้ SMEs และอุตสาหกรรมฮาลาลไทย โดยพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ ระบบรับรองมาตรฐาน และการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามแดน ครอบคลุมอาหาร เภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง แฟชั่น บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว เพื่อเข้าถึงตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตลาดมุสลิมทั่วโลก

    4. กระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่เมืองรองและชุมชน ผ่านเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวข้ามพรมแดน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และรับผิดชอบ ช่วยเพิ่มรายได้แก่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่น และสินค้าชุมชน

    5. พัฒนาทักษะแรงงานและคุณภาพชีวิต ทั้งทักษะดิจิทัล วิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และฐานข้อมูลตลาดแรงงาน ควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ต และ 5G รวมถึงการพัฒนาเมืองสีเขียว ลดมลพิษ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลงทุนตามกรอบ SUDF

    ผช.รมต.คลัง ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT เชื่อมเศรษฐกิจ 3 ประเทศ

    นายธนฑิตย์ เสนอให้พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ หรือ Economic Corridors เชื่อมโยงกับการดำเนินงานทั้ง 8 สาขาของ IMT-GT พร้อมกำหนดเป้าหมายและระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน และให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ การลงทุน และการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดและประชาชน

    สำหรับไทย IMT-GT จะเสริมบทบาทการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียน เชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและนราธิวาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 17 ในปี 2571 ซึ่งตรงกับปีที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

    “ความสำเร็จของ IMT-GT ต้องไม่วัดจากจำนวนการประชุมหรือกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่ต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนที่ลดลง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รัฐบาลไทยจึงมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง” นายธนฑิตย์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378983174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3x5kXstccomWEfhmmBER8D

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกพุ่ง 6.69%  ดาวโจนส์ร่วง 316.56  จุด หวั่นเงินเฟ้อ-เฟดขึ้นดอกเบี้ย เช็กน้ำมันไทยวันนี้ – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกพุ่ง 6.69%  ดาวโจนส์ร่วง 316.56  จุด หวั่นเงินเฟ้อ-เฟดขึ้นดอกเบี้ย เช็กน้ำมันไทยวันนี้ – สยามรัฐ

    วันที่ 11 ก.ย. 2569 ราคาพลังงานและตลาดการเงินโลกยังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งแรง ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลงจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด โดยนักลงทุนจับตาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย

    ตลาดน้ำมันนิวยอร์กปิดการซื้อขายวันที่ 10 ก.ย. 2569 ด้วยแรงซื้ออย่างคึกคัก โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 6.43 ดอลลาร์ หรือ 6.69% ปิดที่ 102.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 6.42 ดอลลาร์ หรือ 6.34% ปิดที่ 107.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ราคาน้ำมัน WTI พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2569 ขณะที่ทั้ง WTI และเบรนท์ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 2569 และการปรับตัวขึ้นดังกล่าวถือเป็นการพุ่งขึ้นรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน

    ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันคือความวิตกกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน หลังมีรายงานการโจมตีเรือสินค้าเพิ่มขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียด โดยนักลงทุนประเมินว่าความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคอาจเพิ่มสูงขึ้น หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ

    ขณะเดียวกัน การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญข้อจำกัด หลังเกิดการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างรุนแรงมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตลาดกังวลว่าเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกอาจได้รับผลกระทบ และอาจทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวมากขึ้น

    ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง หากการเดินเรือยังคงถูกจำกัดเป็นเวลานาน ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานและอาจเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

    แรงกดดันจากราคาพลังงานยังส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบทั้ง 3 ดัชนีในวันที่ 10 ก.ย. 2569 หลังนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้เฟดดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,064.10 จุด ลดลง 316.56 จุด หรือ 0.60% ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,591.70 จุด ลดลง 44.66 จุด หรือ 0.58% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,081.73 จุด ลดลง 171.62 จุด หรือ 0.65%

    บรรยากาศการลงทุนยังถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง โดยตลาดยังจับตาการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินทำได้ยากขึ้น

    สำหรับประเทศไทย ราคาน้ำมันประจำวันที่ 11 ก.ย. 2569 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลราคาขายปลีกในกรุงเทพมหานครจาก 4 ผู้ให้บริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ ยังคงมีราคาดังนี้

    ปั๊มปตท. แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.03 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.72 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.84 บาทต่อลิตร และเบนซิน ราคา 48.08 บาทต่อลิตร

    ปั๊มบางจาก แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.03 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.72 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.84 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาทต่อลิตร

    ปั๊มพีที ดีเซล ราคา 39.84 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 ราคา 34.84 บาทต่อลิตร เบนซิน ราคา 48.58 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.72 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.09 บาทต่อลิตร

    ส่วนปั๊มเชลล์ เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.29 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.22 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.59 บาทต่อลิตร เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 39.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 34.84 บาทต่อลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ซึ่งมีการอัปเดตราคาน้ำมันเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาในเวลา 05.00 น. ของวันที่มีการประกาศปรับราคา โดยราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/320873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uUDXMyYuitbvnKpcFbdT-

  • ธนฑิตย์ร่วมประชุม IMT-GT เสนอพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเชื่อม 3 ประเทศ ขยายตลาดเกษตร-ฮาลาลภาคใต้

    ธนฑิตย์ร่วมประชุม IMT-GT เสนอพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเชื่อม 3 ประเทศ ขยายตลาดเกษตร-ฮาลาลภาคใต้

    วานนี้ (10 กันยายน) ธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจาก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ให้ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT ของไทย เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย–มาเลเซีย–ไทย (IMT-GT) ครั้งที่ 32 ณ เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง 3 ประเทศ และขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้

    ธนฑิตย์เสนอให้พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ หรือ Economic Corridors เชื่อมโยงกับการดำเนินงานทั้ง 8 สาขาของ IMT-GT โดยกำหนดเป้าหมายและระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน พร้อมเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ การลงทุน และการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและประชาชน

    ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานตามแผน IMT-GT ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2565-2569 และหารือการจัดทำแผนระยะต่อไป พ.ศ. 2570-2574 โดยมุ่งปรับจากกิจกรรมระยะสั้นไปสู่โครงการข้ามพรมแดนที่มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้ และสร้างประโยชน์ต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    “การประชุม IMT-GT ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น การเดินทางและขนส่งสินค้าข้ามแดนสะดวกรวดเร็วขึ้น รวมทั้งสร้างงานและทักษะใหม่ให้แก่คนรุ่นใหม่ในภาคใต้” ธนฑิตย์กล่าว

    สำหรับประเด็นความร่วมมือสำคัญ ประกอบด้วยการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทางข้ามแดน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงระบบศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และกักกันโรค หรือ CIQ โดยเฉพาะการเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซีย ซึ่งมีเป้าหมายลดเวลาและต้นทุนการขนส่ง รวมถึงเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจชายแดน โลจิสติกส์ และชุมชนในพื้นที่

    ด้านการเกษตร มุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และยกระดับห่วงโซ่มูลค่ายางพารา น้ำมันปาล์ม อาหาร และสมุนไพร โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านน้ำมันปาล์มระหว่าง 3 ประเทศ ครอบคลุมการค้า ความยั่งยืน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย สหกรณ์ และผู้ประกอบการ

    อีกประเด็นคือการขยายตลาดให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ผ่านการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ ระบบรับรองมาตรฐาน และการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามแดน ครอบคลุมอาหาร เภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง แฟชั่น บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเข้าถึงตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตลาดมุสลิมทั่วโลก

    ด้านการท่องเที่ยว ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวข้ามพรมแดน ทั้งการท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อกระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง และสินค้าท้องถิ่น

    ส่วนด้านแรงงานและคุณภาพชีวิต มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัล ทักษะวิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และฐานข้อมูลตลาดแรงงาน ควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ต และ 5G ตลอดจนการพัฒนาเมืองสีเขียว ลดมลพิษ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมการลงทุนตามกรอบ SUDF

    ธนฑิตย์ระบุว่า ความร่วมมือ IMT-GT จะช่วยเสริมบทบาทของไทยในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียน โดยเฉพาะการเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและนราธิวาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค เพื่อดึงดูดการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมระบุว่า ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 17 ในปี 2571 ซึ่งตรงกับปีที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

    การประชุมครั้งนี้มี แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซีย ผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสำนักเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วม

    คณะผู้แทนไทยประกอบด้วย ศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT ทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในฐานะหัวหน้าคณะ CMGF ของไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ตลอดจนภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    “ความสำเร็จของ IMT-GT ต้องไม่วัดจากจำนวนการประชุมหรือกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่ต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนที่ลดลง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รัฐบาลไทยจึงมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง” ธนฑิตย์กล่าว

    ธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุม IMT-GT 1ธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุม IMT-GT 2ธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุม IMT-GT 3ธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุม IMT-GT 4ธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุม IMT-GT 5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imt-gt-economic-corridor-southern-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bCTCPsDweS9slAetrwKDG

  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เผย Q2/69 ต่างชาติโอนอาคารชุดมากขึ้น รัสเซีย-เยอรมัน-ออสเตรเลีย-อินเดีย แห่โอนสูงต่อเนื่อง สวนทิศทางเศรษฐกิจผันผวน : อินโฟเควสท์

    ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เผย Q2/69 ต่างชาติโอนอาคารชุดมากขึ้น รัสเซีย-เยอรมัน-ออสเตรเลีย-อินเดีย แห่โอนสูงต่อเนื่อง สวนทิศทางเศรษฐกิจผันผวน : อินโฟเควสท์

    ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำบทวิเคราะห์ เรื่อง “สถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศ ไตรมาส 2 ปี 2569 และครึ่งแรก ปี 2569” พบว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อย่างไรก็ตาม สัดส่วนหน่วยและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติ

    เมื่อเทียบกับการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดกลับลดลง สำหรับภาพรวมในช่วงครึ่งแรกปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน) การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้ผู้ซื้อชาวต่างชาติบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติหลักยังคงเป็นชาวจีนทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ ขณะที่ผู้ซื้อสัญชาติสหรัฐอเมริกามีการโอนห้องชุดที่มีมูลค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนผู้ซื้อสัญชาติอินเดียมีการโอนห้องชุดที่มีพื้นที่เฉลี่ยสูงที่สุด

    สถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศ ไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า มีจำนวน 3,292 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มีมูลค่า 14,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.2 และมีพื้นที่ห้องชุด 145,140 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 ด้านสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติเมื่อเทียบกับการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสัดส่วนด้านจำนวนหน่วยลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 10.2 ขณะที่สัดส่วนด้านมูลค่าลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 20.0

    การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศ ครึ่งแรกปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน) พบว่ามีจำนวน 6,533 หน่วย ลดลงร้อยละ -8.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีมูลค่า 28,267 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -1.5 ด้านสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติเมื่อเทียบกับการโอนห้องชุดทั้งหมดปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสัดส่วนด้านจำนวนหน่วยลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 11.7 ขณะที่สัดส่วนด้านมูลค่าลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 21.7

    เมื่อพิจารณาสัญชาติที่มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ จีน รัสเซีย พม่า สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมัน ออสเตรเลีย และอินเดีย ผู้ซื้อสัญชาติจีนยังคงมีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดสูงที่สุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า แม้จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าการโอนเฉลี่ย 3.8 ล้านบาทต่อหน่วย และมีพื้นที่ห้องชุดเฉลี่ย 38.2 ตารางเมตรต่อหน่วย ขณะที่สัญชาติสหรัฐอเมริการมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ยต่อหน่วยสูงที่สุด อยู่ที่ 6.6 ล้านบาทต่อหน่วย ส่วนสัญชาติอินเดียมีการโอนห้องชุดที่มีพื้นที่เฉลี่ยต่อหน่วยสูงที่สุด อยู่ที่ 72.1 ตารางเมตรต่อหน่วย สำหรับภาพรวมในช่วงครึ่งแรกปี 2569 พบว่า ห้องชุดที่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คนต่างชาติมีมูลค่าเฉลี่ย 4.3 ล้านบาทต่อหน่วย และมีพื้นที่เฉลี่ย 43.9 ตารางเมตรต่อหน่วย หรือคิดเป็นราคาเฉลี่ยประมาณ 98,566 บาทต่อตารางเมตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/647516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n4veMxqQUwqsN43055cLZ

  • ‘บีโอไอ’ปรับทิศทางส่งเสริมลงทุนตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    ‘บีโอไอ’ปรับทิศทางส่งเสริมลงทุนตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจไทย


    บอร์ดบีโอไอ เห็นชอบปรับทิศทางส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ เน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจไทย ไฟเขียวมาตรการ “BOI to IPO” ดันบริษัทศักยภาพสูงเข้าสู่ตลาดทุนไทย รับสิทธิประโยชน์ภาษีเพิ่มเติม

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบกรอบทิศทางใหม่ของการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับบทบาทของบีโอไอในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นให้ความสำคัญมากขึ้นกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นจริง” จากการลงทุน เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การสร้างงานทักษะสูง การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

    การปรับทิศทางการส่งเสริมการลงทุนครั้งนี้ เป็นผลต่อเนื่องจากการประชุมระดมความคิดเห็นของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้กำหนดโจทย์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ “สร้างคุณค่าด้านใด – ส่งเสริมอุตสาหกรรมอะไร – ขับเคลื่อนอย่างไร” โดยมุ่งใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้

    ทั้งนี้ภายใต้กรอบใหม่ บีโอไอจะปรับตัวชี้วัดความสำเร็จ โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่ของประเทศและมุ่งวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ครอบคลุมทั้งตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ และตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเน้นขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนจริง โดยบีโอไอจะสร้างกลไกที่ผูกการให้สิทธิประโยชน์กับการสร้างคุณค่าต่อประเทศในด้านต่าง ๆ

    นอกจากนี้ ในการกำหนดทิศทางการส่งเสริมการลงทุน จะพิจารณาแนวโน้มความต้องการของตลาดโลก ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทย ประกอบกับจุดแข็งและศักยภาพของประเทศไทยเพื่อกำหนดอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาสของประเทศที่ควรเร่งสร้างและเสริมความแข็งแกร่ง รวมถึงกิจการที่ควรทยอยลดการส่งเสริม เช่น กิจการที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ กิจการที่ตลาดโลกมีความต้องการน้อยลง หรือไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศมากเท่าที่ควร อีกทั้งบีโอไอจะบูรณาการเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนร่วมกับมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสนับสนุนการลงทุนอย่างครบวงจรและตอบโจทย์ผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “บีโอไอจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก เกาะติดโครงการลงทุนสำคัญ ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กำหนดตัวชี้วัดและกลไกติดตามผลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ Joint KPI เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนตอบโจทย์ให้กับประเทศไทยได้จริง และสามารถช่วยผลักดันเป้าหมายใหญ่ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ Top 20 สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้มากกว่าร้อยละ 30 ของ GDP” นายนฤตม์ กล่าว

    อย่างไรก็ตามที่ประชุมเห็นชอบมาตรการส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ “BOI to IPO” โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบีโอไอ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการพัฒนาเส้นทางสนับสนุนบริษัทที่มีศักยภาพให้เข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งบีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ ขณะที่หน่วยงานด้านตลาดทุนจะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและกระบวนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx)

    สำหรับประเทศไทยมีตัวอย่างบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน สร้างฐานการผลิต และเติบโตจนสามารถจดทะเบียนในตลาดทุนไทยได้สำเร็จ เช่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ซึ่งมาตรการ BOI to IPO มุ่งส่งเสริมให้เกิดบริษัทที่ประสบความสำเร็จในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายการลงทุนในประเทศไทย

    ภายใต้มาตรการนี้ บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่ได้รับอยู่เดิม โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กรณีบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 5 ปี และกรณีบริษัททั่วไป ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 3 ปี โดยสิทธิประโยชน์จะแตกต่างตามกลุ่มประเภทกิจการ

    “มาตรการ BOI to IPO คือกลไกเชื่อมนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทย เปิดทางให้นักลงทุนศักยภาพสูงระดมทุนในประเทศไทยเพื่อใช้สำหรับการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และทำให้กิจการเหล่านี้หยั่งรากลึกอยู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมและถือหุ้นในกิจการคุณภาพที่มีศักยภาพเติบโตสูง อีกทั้งเงื่อนไขการเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังบังคับให้ทุกกิจการต้องยกระดับธรรมาภิบาลและบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ซึ่งจะทำให้การลงทุนที่ได้รับส่งเสริมจากบีโอไอเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับประเทศไทย” นายนฤตม์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/46733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NlzbEPWygRRupYooYDlxY

  • “นักวิชาการ” ชี้รัฐบาลเลือก “ยาแรง” สยบ “ทุนเทา” คุ้มค่าหรือพาเศรษฐกิจสะดุด?

    “นักวิชาการ” ชี้รัฐบาลเลือก “ยาแรง” สยบ “ทุนเทา” คุ้มค่าหรือพาเศรษฐกิจสะดุด?

    ความสับสนยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อมองไปที่นโยบาย “การปรับเปลี่ยนวีซ่า” และการส่งสัญญาณต่อนานาชาติ การทบทวนมาตรการยกเว้นวีซ่า (Visa Exemption) หรือการลดวันพำนักลงจาก 60–90 วัน กลับมาเหลือ 30 วัน รวมถึงการเพ่งเล็งพวก Border Run หรือการออกไปต่อวีซ่าตามชายแดน แม้ในมุมหนึ่งจะช่วยกรองกลุ่มแอบแฝงเข้ามาทำงานผิดกฎหมายและลดปัญหา Over-tourism ได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของนโยบายวีซ่ากลับส่งสัญญาณที่ไม่พึงประสงค์ต่อนักท่องเที่ยวและนักลงทุนคุณภาพ ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความไม่แน่นอนสูง

    ผลกระทบนี้เห็นได้ชัดเมื่อเจาะลึกไปยังต่างชาติ 3 กลุ่มสำคัญ:

    กลุ่มแรกคือ นักท่องเที่ยวและทุนจีน แม้ฟรีวีซ่าไทย-จีนจะช่วยดึงดูดกลุ่มเดินทางด้วยตนเอง (FIT) แต่กระแสการปราบปรามทุนสีเทาและข่าวลือเรื่องความปลอดภัยในภูมิภาค กลับทำให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเกิดความลังเล ในขณะเดียวกัน กลุ่มทุนสีเทาจริง ๆ กลับกระจายตัวหนีไปใช้ช่องโหว่ในประเทศเพื่อนบ้านแทน

    กลุ่มที่สองคือ ชาวรัสเซีย ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตหรือพัทยา การเข้มงวดเรื่องระยะเวลาวีซ่าและการกวดขันใบอนุญาตทำงาน ช่วยลดปัญหาการแย่งอาชีพคนท้องถิ่นอย่างไกด์หรือคนขับรถได้จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเช่าระยะยาวในพื้นที่ชะลอตัวลงทันที

    กลุ่มที่สามคือ Digital Nomad และ Remote Workers ซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงและไม่ได้แย่งงานคนไทย การถูกหางเลขจากการกวดขันวีซ่านักท่องเที่ยว ทำให้พวกเขารู้สึกว่าไทยเริ่มไม่เป็นมิตร และพร้อมที่จะย้ายฐานไปยังประเทศคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียหรือเวียดนาม แม้รัฐบาลจะพยายามผลักดัน Destination Thailand Visa (DTV) เข้ามาแก้ปัญหา แต่ขั้นตอนที่ซับซ้อนก็ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

    ส่วนประเด็นการ “เรียกเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน” (Tourism Fee) ที่เคยถูกยกเลิกและนำกลับมาพิจารณาใหม่นั้น หากมองเชิงลึกในสถานการณ์ปัจจุบัน นโยบายนี้อาจกลายเป็น “การได้ไม่คุ้มเสีย” แม้ในอดีตและในต่างประเทศ เช่น เมืองเวนิสหรือญี่ปุ่น จะมีการจัดเก็บเพื่อนำเงินมาบำรุงรักษาแหล่งท่องเที่ยวและทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยวก็ตาม แต่สำหรับประเทศไทยในเวลานี้ การจัดเก็บเงินเพียง 150–300 บาท อาจสร้างแรงต้านเชิงจิตวิทยา (Psychological Barrier) ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบและเจอกิริยามารยาทที่ไม่เป็นมิตร ยิ่งหากระบบชำระเงินบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองก่อให้เกิดความล่าช้า หรือเงินที่เก็บได้ขาดความโปร่งใสในการบริหารจัดการ ภาพเสียที่เกิดขึ้นกับระบบการบริหารจัดการของไทยจะยิ่งทวีคูณ

    เมื่อหันไปมอง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนต่างประเทศ ยิ่งเห็นภาพสะท้อนที่น่าคิด ในเวทีแลกเปลี่ยนของชาวต่างชาติ แม้คนส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการปราบปรามคนเกเร แต่นักท่องเที่ยวและคนทำงานที่ทำถูกต้องตามกฎหมายกลับรู้สึกอึดอัดกับความผันผวนของมาตรการรัฐ ขณะที่สื่อชั้นนำระดับโลกอย่าง Nikkei Asia, Reuters หรือ Bloomberg ต่างวิเคราะห์ไปในทางเดียวกันว่า การที่ไทยเจอปัญหากว้านซื้อที่ดินและธุรกิจสีเทา ไม่ได้เกิดจากนโยบายวีซ่าหย่อนยานเป็นหลัก แต่เกิดจาก “ช่องโหว่ทางกฎหมายและการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ภายในประเทศ” การไล่เนรเทศนักท่องเที่ยวหรือลดวันวีซ่าจึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและสร้างภาพกลบเกลื่อนความล้มเหลวในการบังคับใช้นโยบายภายใน ยิ่งไปกว่านั้น สื่อสายเศรษฐกิจยังเตือนว่า การสร้างวาทกรรมต่อต้านทุนต่างชาติที่รุนแรงเกินไป อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย

    สรุปแล้ว การจัดระเบียบสังคมและการปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การบริหารประเทศจะใช้อารมณ์ชี้นำกฎหมายไม่ได้ รัฐบาลต้องเลิกใช้นโยบายแบบ “แกว่งลูกตุ้ม” ที่สลับไปมาระหว่างการเปิดเสรีสุดโต่งกับการเข้มงวดสุดขั้วตามกระแสสังคม ทางออกที่ยั่งยืนไม่ใช่การไล่ปิดประตูใส่ต่างชาติ หรือการสร้างมาตรการจุกจิกมาซ้ำเติมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว หากแต่เป็นการปฏิรูประบบตรวจสอบภายใน กำจัดนอมินีและเจ้าหน้าที่คอร์รัปชันอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการออกนโยบายวีซ่าที่ชัดเจน โปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่ต่างชาติชั้นดี เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่ามาท่องเที่ยว มารักษาพยาบาล อยู่อาศัย น่าลงทุน และปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378983159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YZUa2aRBUZazMuMjcZlXb