Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ม.หอการค้าไทย ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 8 เดือน เงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือนพุ่ง เศรษฐกิจโตต่ำ

    ม.หอการค้าไทย ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 8 เดือน เงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือนพุ่ง เศรษฐกิจโตต่ำ

    วันนี้, 19:17น.

              รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 50.6. ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ยังคงสร้างความกังวลต่อราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพภายในประเทศ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในลักษณะไซด์เวย์ดาวน์ หรือการชะลอตัวต่อเนื่อง โดยภาคบริการยังเป็นแรงสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจจังหวัดต่างๆ เอาไว้ ท่ามกลางสัญญาณอ่อนแรงของภาคธุรกิจและกำลังซื้อประชาชน

              ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 44.1 ดัชนีโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 59.0 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจ้างงานปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 40 เดือน สะท้อนว่าประชาชนกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพและรายได้ ส่งผลให้การใช้จ่าย โดยเฉพาะการซื้อรถ ซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่าปรับตัวลดลงจาก 43.3 มาอยู่ที่ 42.2 จุด โดยผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางนโยบายภาษี (VAT 10%)

              สำหรับ โครงการไทยช่วยไทย อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 4,000 บาท ซึ่งรัฐบาลมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง อาทิ ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง และเกษตรกรรม จะช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนโดยไม่ผลักดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และความกังวลสำคัญอย่างทิศทางเงินเฟ้อ แม้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประเมินว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ประมาณ 3-3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม โดยหากมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการประมาณ 30 ล้านคน จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 120,000 ล้านบาท รวมเงินสมทบจากภาคประชาชน และเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 40,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท จึงคาดว่า หากเป็นไปตามแผน เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีโอกาสขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0% โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 นี้

    #ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j916aPseSUVXEgJPsibOv

  • หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% สัญญาณเตือนเศรษฐกิจเปราะบาง

    หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% สัญญาณเตือนเศรษฐกิจเปราะบาง

    หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% สัญญาณเตือนเศรษฐกิจเปราะบาง

    รัฐเดินหน้ากู้ 4 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันรอบใหม่

    หนี้สาธารณะไทยกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังรัฐบาลอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนพลังงานสูง และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก

    ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.1% ของ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่ 70% มากขึ้นต่อเนื่อง

    แม้ระดับหนี้ดังกล่าวยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤต แต่สะท้อนว่า “พื้นที่ทางการคลัง” ของไทยเริ่มแคบลง ขณะที่รัฐบาลยังต้องแบกรับภาระขาดดุลงบประมาณและการ rollover หนี้เดิมอย่างต่อเนื่อง

    ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ “หนี้สูง” แต่คือเศรษฐกิจโตไม่ทันหนี้

    นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า ความเสี่ยงสำคัญของไทยในระยะต่อไป อาจไม่ใช่วิกฤตหนี้แบบเฉียบพลัน แต่เป็นภาวะ “low-growth debt trap” หรือวงจรเศรษฐกิจโตต่ำแต่หนี้สูง

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย การลงทุนเอกชนฟื้นตัวช้า ผลิตภาพแรงงานต่ำ และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ขณะที่ภาครัฐกลับมีภาระใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งด้านสวัสดิการ สุขภาพ และค่าครองชีพ

    ภาวะดังกล่าวอาจทำให้การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ หากเศรษฐกิจไม่สามารถกลับมาเติบโตในระดับสูงได้

    หนี้สาธารณะของไทยและหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆทั่วโลก

    เทียบต่างประเทศ ไทยยังไม่หนักสุด แต่เริ่มเสียเปรียบอาเซียน

    แม้หนี้สาธารณะไทยยังต่ำกว่าสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่มีหนี้เกิน 100-200% ของ GDP แต่ไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญ ทั้งฐานภาษีที่เล็ก ตลาดการเงินที่ไม่ลึกเท่าประเทศพัฒนาแล้ว และต้นทุนการกู้ที่อาจสูงขึ้นในอนาคต

    หากเปรียบเทียบในอาเซียน ไทยถือว่ามีระดับหนี้ค่อนข้างสูง เพราะหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีหนี้สาธารณะเพียง 25-40% ของ GDP เท่านั้น

    นักวิเคราะห์เตือนว่า หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ไทยอาจมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ “คุณภาพการกู้” สำคัญกว่าเพดานหนี้

    ท่ามกลางกระแสถกเถียงเรื่องการขยายเพดานหนี้จาก 70% เป็น 75% ของ GDP นักวิชาการจำนวนมากมองว่า ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ “กู้ได้อีกเท่าไร” แต่คือ “นำเงินไปใช้อะไร”

    หากเงินกู้ถูกใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด เทคโนโลยี นวัตกรรม และพัฒนาทักษะแรงงาน ก็อาจช่วยสร้างการเติบโตใหม่และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตได้

    แต่หากการกู้ถูกใช้เพียงเพื่อประคองการบริโภคระยะสั้น โดยไม่เพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ หนี้ที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นภาระต่อการคลังและคนรุ่นต่อไปในระยะยาว

    บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/658861&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16Mx17_WBKTMLZ4N1a_fpl

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์

    วันที่นำเข้าข้อมูล 12 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 12 พ.ค. 2569

    | 13 view

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พบหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (Thailand Life Sciences and Innovation Network Alliance: TILSNA) นำโดย ศ. ดร. นพ. ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธานกรรมการ เพื่อหารือเกี่ยวกับภารกิจของ TILSNA และแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพของภูมิภาค

    อธิบดีฯ แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของ TILSNA โดยเฉพาะการส่งเสริมการส่งออกนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการทูตเศรษฐกิจ และการทูตด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของไทย โดยอาศัยเครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในต่างประเทศในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในต่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ เช่น กฎระเบียบและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการรับรองผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/dg-intl-econ-meets-exec-team-tilsna-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wEkzDTyUW3eHa65a0XKtw

  • คอลัมน์ –

    คอลัมน์ –

    FooterLogo

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12ms-AffrghjI6Y4ZsYuC1

  • ดีอี-ปณท. ร่วมขับเคลื่อน “ไทยช่วยไทย” กระจายสินค้าราคาถูกผ่าน “รถพุ่มพวง” เริ่ม 15 พ.ค.นี้

    ดีอี-ปณท. ร่วมขับเคลื่อน “ไทยช่วยไทย” กระจายสินค้าราคาถูกผ่าน “รถพุ่มพวง” เริ่ม 15 พ.ค.นี้

    ดีอีร่วมกับไปรษณีย์ไทย ขานรับนโยบายรัฐบาล ผนึกเครือข่ายรถพุ่มพวง กระจายสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศพร้อมนำสินค้าเฮาส์แบรนด์ของไปรษณีย์ไทย ร่วมช่วยลดค่าครองชีพประชาชน

    ทำเนียบรัฐบาล 12 พฤษภาคม 2569 – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย” ตามนโยบายรัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบหมายบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บูรณาการศักยภาพโครงข่ายไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชน ผนึกกำลังร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนเครือข่ายรถพุ่มพวงกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ประชาชน พร้อมระบบบริหารสินค้าและสต็อก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนร่วมจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์ของไปรษณีย์ไทย อาทิ ข้าวสารตราไปร น้ำดื่มตราไปร และไปรคอฟฟี่ ในราคาพิเศษ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยไปรษณีย์ไทยจะเริ่มกระจายส่งมอบสินค้าให้แก่รถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

    นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มอบหมายบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บูรณาการศักยภาพโครงข่ายไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชน ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายรถพุ่มพวงและจุดกระจายสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ ควบคู่กับการนำระบบบริหารจัดการสินค้าและเครือข่ายโลจิสติกส์ของประเทศมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการค้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในทุกพื้นที่

    “โครงการ ไทยช่วยไทย ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยลดค่าครองชีพระยะสั้น แต่เป็นการเชื่อมโยงศักยภาพของระบบเศรษฐกิจระดับชุมชนเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งด้านดิจิทัล โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้า เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่น พร้อมยกระดับการเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นของประชาชนในทุกพื้นที่ ไปรษณีย์ไทยเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศที่มีความพร้อมทั้งด้านเครือข่าย บุคลากร และระบบดิจิทัล สามารถต่อยอดบทบาทจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์สู่กลไกสนับสนุนเศรษฐกิจระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายรถพุ่มพวง จุดกระจายสินค้า และชุมชนทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้สินค้าอุปโภคบริโภคเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และต่อเนื่อง โดยในระยะต่อไป กระทรวงฯ พร้อมต่อยอดศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเครือข่ายบริการระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนมาตรการด้านเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลในมิติอื่น ๆ เพิ่มเติม ทั้งด้านการกระจายสินค้า การเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อย การสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ”

    ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยได้เตรียมความพร้อมเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” อย่างเต็มรูปแบบ โดยกำหนดให้ที่ทำการไปรษณีย์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการสินค้า การกระจายสินค้า และการประสานงานร่วมกับเครือข่ายรถพุ่มพวงในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งได้วางระบบการดำเนินงานตั้งแต่การบริหารสต็อกสินค้า การคาดการณ์ความต้องการสินค้าในแต่ละพื้นที่ การเปิดระบบสั่งซื้อสินค้าแบบ Pre-Order ตลอดจนการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างที่ทำการไปรษณีย์ รถพุ่มพวง และจุดกระจายสินค้าในชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภค ลดปัญหาสินค้าขาดหรือกระจายไม่ทั่วถึง และรองรับการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไปรษณีย์ไทยจะเริ่มส่งมอบสินค้าให้แก่รถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

    “จุดแข็งสำคัญของไปรษณีย์ไทย คือเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศและอยู่ใกล้ชุมชน ทำให้สามารถเชื่อมต่อการกระจายสินค้าไปยังประชาชนได้อย่างรวดเร็วและตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยในระยะแรกไปรษณีย์ไทยได้ยกระดับที่ทำการไปรษณีย์จำนวน 122 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ก่อนขยายผลเพิ่มเติมสู่ไปรษณีย์อำเภออีก 824 แห่ง รวมทั้งสิ้น 946 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้แก่ประชาชนได้อย่างสะดวกและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” 

    นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังร่วมจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์ของไปรษณีย์ไทย อาทิ ข้าวสารตราไปร น้ำดื่มตราไปร และไปรคอฟฟี่ ในราคาพิเศษ และสินค้าจากแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ควบคู่กับสินค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงสินค้าจำเป็นให้แก่ประชาชน ผ่านเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมได้อย่างทั่วถึง

    พร้อมกันนี้ ไปรษณีย์ไทยยังใช้แพลตฟอร์ม ThailandPostMart สนับสนุนการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 2,000 ราย เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนทั่วประเทศ”

    “ไปรษณีย์ไทยมุ่งใช้ศักยภาพของโครงข่ายโลจิสติกส์และเครือข่ายบริการของประเทศในการส่งต่อโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการกระจายสินค้าที่จำเป็นให้เข้าถึงชุมชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” ดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2932280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cf3U8ezcTbL_vdg8B05s-

  • บอกต่อเรื่องราวดี ๆ … “การเงินดี ชีวิตดี”

    บอกต่อเรื่องราวดี ๆ … “การเงินดี ชีวิตดี”

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดร. ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศ ไทย ได้ให้ความรู้ทางการเงินที่น่าสนใจไว้ในงาน Money Expo ผู้เขียนจึงขอบอกต่อเรื่องราวดีๆ กันนะคะ

    ทำไมคนไทยจึงมีปัญหาหนี้ครัวเรือนกันมาก

    rn

     

    rn

    สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของคนไทยมีลักษณะ (1) เป็นหนี้เร็วขึ้น โดย 50% ของคนไทยอายุ 30 ปี มีหนี้ และประมาณ 1 ใน 5 ของกลุ่มดังกล่าวเป็นหนี้เสีย (2) เป็นหนี้มากขึ้น โดยสัดส่วนประชากรที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น จากราว 20% ในอดีต เป็น กว่า 30% และ (3) เป็นหนี้นานขึ้น แม้จะเกษียณอายุ ก็ยังใช้หนี้ไม่หมด โดยคนอายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยราว 4.5 แสนบาทต่อราย ส่วนคนอายุ 70-79 ปี มีหนี้เฉลี่ยเกือบ 3 แสนบาท

    rn

     

    rn

    เมื่อดูประเภทหนี้ครัวเรือนของไทยเทียบกับต่างประเทศแล้ว พบว่า ไทยมีสัดส่วนหนี้ส่วนบุคคลหรือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดทรัพย์สินหรือรายได้ มากกว่าหลายประเทศ โดยไทยมีหนี้บ้าน 35% หนี้รถยนต์ 8% หนี้เพื่อประกอบอาชีพและอื่น ๆ 27% และมีหนี้ส่วนบุคคล บัตรเครดิต สูงถึง 30% ขณะที่เกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนรวมต่อ GDP สูงกว่าไทย กลับมีสัดส่วนหนี้อุปโภคบริโภคเพียง 6% มีหนี้บ้าน 42% และส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ/ ซื้อหลักทรัพย์และอื่น ๆ

    rn

      

    rn

    สาเหตุหลักที่คนไทยมีหนี้ มาจากรายจ่ายสูงกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงควรแก้ปัญหาหนี้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมใช้เงินกันนะคะ

    rn

     

    rn

    การวางแผนแก้หนี้ ควรทำอย่างไร

    rn

     

    rn

    เริ่มจากตัวเราเองก่อน ด้วยการปรับพฤติกรรม คือ สูตรสำเร็จการแก้หนี้ที่ดีที่สุดค่ะ โดยเฉพาะ การลดรายจ่าย น่าจะเป็นทางออกที่ทำเองได้เลย นอกจากนี้ เป็นการหารายได้เพิ่ม และ การขายทรัพย์สินเพื่อนำไปโปะลดภาระหนี้สินค่ะ

    rn

             

    rn

    เมื่อลูกหนี้รู้สึกว่าสู้เองไม่ไหว สามารถติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ โดยควรศึกษาทางเลือกการปรับโครงสร้างหนี้แบบต่าง ๆ  และเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจรูปแบบที่เหมาะกับตนเอง หากยังมีข้อสงสัย สามารถหาตัวช่วยเพิ่ม โดยแบงก์ชาติมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้ รวมทั้งมี “ทางด่วนแก้หนี้” ซึ่งเป็นช่องทางเสริมออนไลน์ในการขอความช่วยเหลือด้านการผ่อนชำระหนี้ค่ะ

    rn

             

    rn

    กรณีลูกหนี้ที่มีหนี้เสียค้างชำระเกินกว่า 120 วัน ในกลุ่มหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท สามารถเข้าร่วมโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราต่ำราว 3-5% และผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี

    rn

             

    rn

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย NPL ที่ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน (โดยใช้สถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 68 เพื่อป้องกัน moral hazard) ในกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (รวมถึงติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน) รวมไม่เกิน 1 แสนบาท

    rn

     

    rn

    ตัวอย่าง ลูกหนี้มีภาระหนี้รวม 5 หมื่น ประกอบด้วย เงินต้น 3 หมื่น และ ดอกเบี้ย 2 หมื่น เมื่อมาติดต่อเข้าโครงการ ก็สามารถเลือกโปรแกรมการจ่ายได้ 2 แบบ คือ (1)  “จ่ายปิดจบหนี้” โดย SAM ลดเงินต้น 50% ซึ่งกรณีนี้ ลูกหนี้จ่าย 1.5 หมื่น ก็สามารถปิดจบหนี้ได้ทันที หรือ (2) “ผ่อนชำระเป็นงวด” โดย SAM ลดเงินต้น 30% และมีระยะเวลาผ่อนสูงสุด 36 งวด (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ)  อัตราดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการเหลือ 0% ซึ่งกรณีนี้ ลูกหนี้จะจ่าย 70% ของเงินต้น หรือ 2.1 หมื่น คิดเป็นการผ่อนจ่ายเดือนละ 583.33 บาท 36 งวด ก็ปิดจบหนี้ได้ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนลูกหนี้รีบ  เช็กสิทธิและลงทะเบียนกันนะคะ

    rn

     

    rn

    ประโยชน์ที่ได้รับ คือ การลดภาระหนี้ และ เงื่อนไขผ่อนชำระแบบผ่อนปรน ทำให้เปลี่ยนจากลูกหนี้เสียเป็น ลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้นค่ะ

    rn

     

    rn

    สูตรการเงินที่ดี: รายจ่ายต้องมาจากเงินเหลือภายหลังกันเงินออมไว้แล้ว

    rn

     

    rn

    สมการการใช้จ่ายที่ดีควรเป็น รายได้ – เงินออม = เงินคงเหลือ เพื่อใช้จ่าย สะท้อนว่า ให้ “กันเงินออม” ไว้ก่อน แล้วมีเงินเหลือค่อยนำไปใช้จ่าย จากรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย พ.ศ. 2567 กลับพบว่า แม้กว่า 90% ของครัวเรือนไทยตอบว่ามีเงินออม แต่เพียง 23% ที่มีเงินออมฉุกเฉินที่เหมาะสม หรือ อยู่ได้ 6 เดือนขึ้นไปหากขาดรายได้กะทันหัน สะท้อนปัญหาความไม่เพียงพอของเงินออม ทั้งนี้ หากเราทำตามสูตรการเงินที่ดี กันเงินออมไว้ก่อน ส่วนที่เหลือ คือ รายจ่าย ซึ่งจะแปรผันตามรายได้ เข้าทำนอง “กันเงินเก็บไว้ก่อน มีน้อยใช้น้อย มีมากค่อยใช้มาก” นะคะ

    rn

     

    rn

    ดร. ชญาวดีฯ ได้แนะนำ วิธีการใช้เงินเป็น คือ (1) การใช้ให้ช้า หรือ ใช้เวลาก่อนใช้เงิน โดยคิดก่อนว่า เป็นของที่จำเป็น (need) หรือ ของที่อยากมี (want) และสำรวจของที่มีอยู่ก่อนซื้อใหม่ (2) ใช้ให้ชนะ โดยเปรียบเทียบก่อนจ่าย ทั้งเทียบราคา/ ความคุ้มค่า/ วิธีการจ่าย หากจ่ายน้อย เท่ากับ เป็นผู้ชนะใช้เงิน (3) ใช้ให้รู้ทัน (แรงกระตุ้นหรือกลการตลาด) โดยดูว่าเป็นของที่ต้องซื้อจริง หรือ โดนโปรโมชันหลอกให้ซื้อเยอะ/ เร็วกว่าที่จำเป็นและ (4) ใช้ให้แคร์อนาคต โดยแบ่งการใช้เงินทั้งการออม/ จ่ายหนี้ก่อน ค่อยเหลือไว้ใช้

    rn

     

    rn

     

    rn

    ปัจจุบัน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์นำเสนอ Buy Now Pay Later (BNPL) กัน ซึ่งเป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า วันหน้าจะจ่ายไหวไหม หรือจะกลายเป็น “Pain Later” หรือไม่ นะคะ ที่จริงแล้ว BNPL อาจเทียบได้กับสินเชื่อ เพราะผู้ให้บริการมีข้อมูลของเราจากแหล่งอื่น จึงอนุมัติวงเงินให้ได้ รวมทั้งยังอาจมีผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายผิดเพี้ยนไป เพราะเมื่อเราเห็นตัวเลขราคาที่ต้องจ่ายหรือยอดผ่อนที่ต่ำ อาจส่งผลกระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็นได้

    rn

     

    rn

    การเงินที่ดี ย่อมนำมาซึ่งชีวิตที่ดีได้ จึงขอชวนกันสร้างพฤติกรรม “ใช้เงินเป็น” เพื่อ “ลดหนี้ที่ไม่จำเป็น” ลงได้นะคะ 

    rn”}}” id=”text-535af09b28″>

    ทำไมคนไทยจึงมีปัญหาหนี้ครัวเรือนกันมาก

    สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของคนไทยมีลักษณะ (1) เป็นหนี้เร็วขึ้น โดย 50% ของคนไทยอายุ 30 ปี มีหนี้ และประมาณ 1 ใน 5 ของกลุ่มดังกล่าวเป็นหนี้เสีย (2) เป็นหนี้มากขึ้น โดยสัดส่วนประชากรที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น จากราว 20% ในอดีต เป็น กว่า 30% และ (3) เป็นหนี้นานขึ้น แม้จะเกษียณอายุ ก็ยังใช้หนี้ไม่หมด โดยคนอายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยราว 4.5 แสนบาทต่อราย ส่วนคนอายุ 70-79 ปี มีหนี้เฉลี่ยเกือบ 3 แสนบาท

    เมื่อดูประเภทหนี้ครัวเรือนของไทยเทียบกับต่างประเทศแล้ว พบว่า ไทยมีสัดส่วนหนี้ส่วนบุคคลหรือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดทรัพย์สินหรือรายได้ มากกว่าหลายประเทศ โดยไทยมีหนี้บ้าน 35% หนี้รถยนต์ 8% หนี้เพื่อประกอบอาชีพและอื่น ๆ 27% และมีหนี้ส่วนบุคคล บัตรเครดิต สูงถึง 30% ขณะที่เกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนรวมต่อ GDP สูงกว่าไทย กลับมีสัดส่วนหนี้อุปโภคบริโภคเพียง 6% มีหนี้บ้าน 42% และส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ/ ซื้อหลักทรัพย์และอื่น ๆ

    สาเหตุหลักที่คนไทยมีหนี้ มาจากรายจ่ายสูงกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงควรแก้ปัญหาหนี้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมใช้เงินกันนะคะ

    การวางแผนแก้หนี้ ควรทำอย่างไร

    เริ่มจากตัวเราเองก่อน ด้วยการปรับพฤติกรรม คือ สูตรสำเร็จการแก้หนี้ที่ดีที่สุดค่ะ โดยเฉพาะ การลดรายจ่าย น่าจะเป็นทางออกที่ทำเองได้เลย นอกจากนี้ เป็นการหารายได้เพิ่ม และ การขายทรัพย์สินเพื่อนำไปโปะลดภาระหนี้สินค่ะ

    เมื่อลูกหนี้รู้สึกว่าสู้เองไม่ไหว สามารถติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ โดยควรศึกษาทางเลือกการปรับโครงสร้างหนี้แบบต่าง ๆ  และเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจรูปแบบที่เหมาะกับตนเอง หากยังมีข้อสงสัย สามารถหาตัวช่วยเพิ่ม โดยแบงก์ชาติมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้ รวมทั้งมี “ทางด่วนแก้หนี้” ซึ่งเป็นช่องทางเสริมออนไลน์ในการขอความช่วยเหลือด้านการผ่อนชำระหนี้ค่ะ

    กรณีลูกหนี้ที่มีหนี้เสียค้างชำระเกินกว่า 120 วัน ในกลุ่มหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท สามารถเข้าร่วมโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราต่ำราว 3-5% และผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย NPL ที่ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน (โดยใช้สถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 68 เพื่อป้องกัน moral hazard) ในกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (รวมถึงติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน) รวมไม่เกิน 1 แสนบาท

    ตัวอย่าง ลูกหนี้มีภาระหนี้รวม 5 หมื่น ประกอบด้วย เงินต้น 3 หมื่น และ ดอกเบี้ย 2 หมื่น เมื่อมาติดต่อเข้าโครงการ ก็สามารถเลือกโปรแกรมการจ่ายได้ 2 แบบ คือ (1)  “จ่ายปิดจบหนี้” โดย SAM ลดเงินต้น 50% ซึ่งกรณีนี้ ลูกหนี้จ่าย 1.5 หมื่น ก็สามารถปิดจบหนี้ได้ทันที หรือ (2) “ผ่อนชำระเป็นงวด” โดย SAM ลดเงินต้น 30% และมีระยะเวลาผ่อนสูงสุด 36 งวด (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ)  อัตราดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการเหลือ 0% ซึ่งกรณีนี้ ลูกหนี้จะจ่าย 70% ของเงินต้น หรือ 2.1 หมื่น คิดเป็นการผ่อนจ่ายเดือนละ 583.33 บาท 36 งวด ก็ปิดจบหนี้ได้ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนลูกหนี้รีบ  เช็กสิทธิและลงทะเบียนกันนะคะ

    ประโยชน์ที่ได้รับ คือ การลดภาระหนี้ และ เงื่อนไขผ่อนชำระแบบผ่อนปรน ทำให้เปลี่ยนจากลูกหนี้เสียเป็น ลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้นค่ะ

    สูตรการเงินที่ดี: รายจ่ายต้องมาจากเงินเหลือภายหลังกันเงินออมไว้แล้ว

    สมการการใช้จ่ายที่ดีควรเป็น รายได้ – เงินออม = เงินคงเหลือ เพื่อใช้จ่าย สะท้อนว่า ให้ “กันเงินออม” ไว้ก่อน แล้วมีเงินเหลือค่อยนำไปใช้จ่าย จากรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย พ.ศ. 2567 กลับพบว่า แม้กว่า 90% ของครัวเรือนไทยตอบว่ามีเงินออม แต่เพียง 23% ที่มีเงินออมฉุกเฉินที่เหมาะสม หรือ อยู่ได้ 6 เดือนขึ้นไปหากขาดรายได้กะทันหัน สะท้อนปัญหาความไม่เพียงพอของเงินออม ทั้งนี้ หากเราทำตามสูตรการเงินที่ดี กันเงินออมไว้ก่อน ส่วนที่เหลือ คือ รายจ่าย ซึ่งจะแปรผันตามรายได้ เข้าทำนอง “กันเงินเก็บไว้ก่อน มีน้อยใช้น้อย มีมากค่อยใช้มาก” นะคะ

    ดร. ชญาวดีฯ ได้แนะนำ วิธีการใช้เงินเป็น คือ (1) การใช้ให้ช้า หรือ ใช้เวลาก่อนใช้เงิน โดยคิดก่อนว่า เป็นของที่จำเป็น (need) หรือ ของที่อยากมี (want) และสำรวจของที่มีอยู่ก่อนซื้อใหม่ (2) ใช้ให้ชนะ โดยเปรียบเทียบก่อนจ่าย ทั้งเทียบราคา/ ความคุ้มค่า/ วิธีการจ่าย หากจ่ายน้อย เท่ากับ เป็นผู้ชนะใช้เงิน (3) ใช้ให้รู้ทัน (แรงกระตุ้นหรือกลการตลาด) โดยดูว่าเป็นของที่ต้องซื้อจริง หรือ โดนโปรโมชันหลอกให้ซื้อเยอะ/ เร็วกว่าที่จำเป็นและ (4) ใช้ให้แคร์อนาคต โดยแบ่งการใช้เงินทั้งการออม/ จ่ายหนี้ก่อน ค่อยเหลือไว้ใช้

    ปัจจุบัน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์นำเสนอ Buy Now Pay Later (BNPL) กัน ซึ่งเป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า วันหน้าจะจ่ายไหวไหม หรือจะกลายเป็น “Pain Later” หรือไม่ นะคะ ที่จริงแล้ว BNPL อาจเทียบได้กับสินเชื่อ เพราะผู้ให้บริการมีข้อมูลของเราจากแหล่งอื่น จึงอนุมัติวงเงินให้ได้ รวมทั้งยังอาจมีผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายผิดเพี้ยนไป เพราะเมื่อเราเห็นตัวเลขราคาที่ต้องจ่ายหรือยอดผ่อนที่ต่ำ อาจส่งผลกระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็นได้

    การเงินที่ดี ย่อมนำมาซึ่งชีวิตที่ดีได้ จึงขอชวนกันสร้างพฤติกรรม “ใช้เงินเป็น” เพื่อ “ลดหนี้ที่ไม่จำเป็น” ลงได้นะคะ 

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260512.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tvec78ByxWZX390RIxKSx

  • ถอดบทวิเคราะห์ WIPO ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แข่งกันที่ “ทุนทางความคิดและนวัตกรรม” กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูก เดินเกมสร้างแต้มต่อ ปั้นธุรกิจไทยลุยเวทีโลก

    ถอดบทวิเคราะห์ WIPO ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แข่งกันที่ “ทุนทางความคิดและนวัตกรรม” กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูก เดินเกมสร้างแต้มต่อ ปั้นธุรกิจไทยลุยเวทีโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาถอดบทวิเคราะห์จากรายงาน “WIPO Pathfinders Report” ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) ซึ่งสะท้อนฉากทัศน์ระบบทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่เกมการค้ายุคใหม่ ที่แข่งขันกันด้วยทุนทางความคิด นวัตกรรม และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น โดยกรมฯ มองวาระปีที่ 34 ของการขับเคลื่อนภารกิจ เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับกลยุทธ์ IP ให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของคนไทยให้เป็นมูลค่าที่จับต้องได้ และสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจไทยในเวทีสากล

    ถอดบทวิเคราะห์ WIPO ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แข่งกันที่

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า รายงาน WIPO Pathfindersเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มและฉากทัศน์อนาคตของระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลก ซึ่งรวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อประเมินทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม ที่ส่งผลต่อทรัพย์สินทางปัญญาในระยะ 10 ปี โดยรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ทรัพย์สินที่จับต้องได้” ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ข้อมูล ซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ แบรนด์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจ

    รายงานดังกล่าวยังได้เน้นย้ำถึงความท้าทายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการคิดค้นนวัตกรรม การสร้างสรรค์ผลงาน การบริหารจัดการสิทธิ และการแข่งขันทางธุรกิจ โดย WIPO ได้เสนอแนวทางสำคัญสำหรับประเทศสมาชิกในการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การเร่งเปลี่ยนผ่านบริการสู่ระบบดิจิทัล การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพ รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน นักลงทุน ภาคการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    นางอรมน กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรม แต่เป็นการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง โดยประเทศที่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จะเป็นประเทศที่กุมความได้เปรียบในตลาดโลก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และสตาร์ทอัพ ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันบนฐานของนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ กรมฯ จึงวางแนวทางยกระดับกลยุทธ์ IP เชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ และขยายโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ

    ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อฉากทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ กรมฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในหลายมิติ อาทิ โครงการ IP Financing วางรากฐานระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเร่งรัดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านบริการ Fast Track เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วขึ้น การปรับปรุงกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและสอดรับกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งการปกป้องแบรนด์ไทยผ่านโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังการฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าของไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถปกป้องแบรนด์ไทย เช่น “หมูเด้ง” (Moo Deng) ในประเทศจีน แบรนด์ยาดม “หงส์ไทย” (Hongthai) ในประเทศจีนและเวียดนาม รวมถึงแบรนด์ “เต่าบิน” ในประเทศเวียดนาม และระงับความเสียหายได้ทันท่วงที เป็นต้น

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมฯ จะนำข้อเสนอแนะและฉากทัศน์สำคัญจากรายงาน WIPO มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อและโอกาสทางการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieop6ddcforph4aypo6iipdj4ny80ukt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25ddy-w1iO9u9W1bNlIdK4

  • ฮานอยเตรียมพัฒนา “เขตเศรษฐกิจยามค่ำคืน” หวังดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ : อินโฟเควสท์

    ฮานอยเตรียมพัฒนา “เขตเศรษฐกิจยามค่ำคืน” หวังดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ : อินโฟเควสท์

    กรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม วางแผนจัดตั้งเขตเศรษฐกิจยามค่ำคืนหลัก 6-8 แห่ง รวมถึงย่านและถนนที่เปิดให้บริการหลังเที่ยงคืนอีกราว 15-20 แห่ง ภายในปี 2578 ภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy) ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติ

    สื่อของรัฐบาลเวียดนาม Voice of Vietnam รายงานในวันนี้ (12 พ.ค.) ว่า ภายใต้โครงการดังกล่าว เศรษฐกิจยามค่ำคืนจะได้รับการบริหารจัดการในรูปแบบ “เมืองอัจฉริยะ” โดยการทำธุรกรรม 80-90% จะเป็นการชำระเงินแบบไร้เงินสด ขณะเดียวกัน พื้นที่สำคัญทั้งหมดจะติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    ภายในปี 2578 คาดว่าเศรษฐกิจยามค่ำคืนจะกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจกรุงฮานอย โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 7-8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของเมือง

    ทั้งนี้ กรุงฮานอยตั้งเป้าว่าจะใช้กิจกรรมยามค่ำคืนดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 8-10 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2588

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/592164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20P71oQ648CYVRYU1NniTA

  • ‘ปกรณ์ ‘ เทียบความต่างรธน. 3 ฉบับ ปี60 เน้นดูเฉพาะความมั่นคงเศรษฐกิจ ไม่เอาเรื่องความเร่งด่วนมาพิจารณา

    ‘ปกรณ์ ‘ เทียบความต่างรธน. 3 ฉบับ ปี60 เน้นดูเฉพาะความมั่นคงเศรษฐกิจ ไม่เอาเรื่องความเร่งด่วนมาพิจารณา

    12 พ.ค.2569-นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จะกระทบต่อการแก้ปัญหาของประชาชนหรือไม่ ว่า การออกพระราชกำหนดแต่ละครั้งรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบเพราะหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ผ่านก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น และจะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่ทำไปจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำต้องมั่นใจว่าต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ

    รวมถึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ถึงจะดำเนินการออกพระราชกำหนดดังกล่าว และรัฐบาลมั่นใจว่าตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่นั้นมันไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในวันข้างหน้าต่อไป ซึ่งสงครามยังไม่น่าจะจบ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ

    นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายมีผลบังคับใช้ โครงการจะเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ติดอะไรเว้นแต่ศาลบอกให้รอไว้ก่อน  ขณะเดียวกันรัฐบาลจะส่งกฎหมายไปยังสภาเพื่อให้ดำเนินการต่อและอนุมัติ และขณะนี้เชื่อว่าทางสภา จะต้องรอการพิจารณาจนกว่าศาลจะตัดสินภายใน 60 วัน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด รองนายกฯตอบว่า ขออธิบายและรัฐธรรมนูญ เมื่อดูท้ายของพระราชกำหนด เหมือนเงินกู้จะแบ่งเป็น 2 ก้อน แต่เงินทั้งสองก้อนนี้สามารถโยกสลับกันได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำคือทำสองเรื่องไปพร้อมกัน คือ 1.การช่วยเหลือเยียวยา 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันแยกออกจากกันไม่ได้ และต้องดำเนินการพร้อมกันไปทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งกลไกและระบบที่จะทำ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพประชาชน ดังนั้นทั้งสองวัตถุประสงค์ ก็คือดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นการใช้จ่ายเงินจึงไม่แยกก้อน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

    เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนจะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ พร้อมยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่   โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และช่วงนั้นก็มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินทั้งในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย และยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตอนนั้นก็มีการถามประเด็นเรื่องความความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

    ต่อจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ โดยให้ตรวจสอบสองเงื่อนไข 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยกู้ ครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้มีการถอนเรื่องออกไปก่อนเพราะติดในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน

    รวมถึงสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กู้สำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่สองที่จะกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ก็เกิดปัญหาว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่าให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่ จนเกิดปัญหาเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

    และจนมารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้ตามหลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลัง เปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่ถือกระเป๋าตังค์อยู่ ฉะนั้นตังค์ขาดไม่ขาดแม่บ้านจะรู้

    ดังนั้นหากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้นตนก็มั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ ว่าเป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่

    ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำหรอก เพราะเป็นการบายพาสสภาฯ เพราะผลของมันร้ายแรงหากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกซึ่งถือเป็นไปตามปกติ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนต้องรับผิดชอบ

    ถามย้ำว่า ตามข้อกฎหมายมองว่าไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า ตนเห็นเช่นนั้น

    ซักว่า ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการตีเช็คเปล่า รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ย้อนถามสื่อว่า เช็คเปล่าอีกแล้ว ก่อนระบุว่า ”เช็คเปล่าที่ไหน มันมีที่ไหนใครให้เช็คเปล่าแก่คุณ ไม่มีหรอก โลกนี้ไม่มีการตีเช็คเปล่า ผมยืนยันไม่มี การตีเช็คเปล่าเป็นวาทกรรมผมคิดว่าไม่ควรใช้ ตีชีวิตคุณตีเช็คเปล่าหรือไม่ ติดคุกนะ รัฐบาลไม่ทำหรอกครับ“ 

    รองนายกฯตอบว่ากล่าวโดยรายละเอียดการขอโครงการต่างๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

    เมื่อถามว่า แสดงว่าการร้องศาล ควรจะร้องประเด็นทำงานแล้วไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ควรดูตรงปกหรือเปล่า และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่เราตั้งใจหรือไม่ อย่างนั้นคือสร้างสรรค์.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/994844/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AMQznyAKTOho4afkXGbLu

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย. 69 ดิ่งต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลเศรษฐกิจ-สงคราม

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย. 69 ดิ่งต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลเศรษฐกิจ-สงคราม

    หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.อยู่ที่ 50.6 ลดลงต่อเนื่องต่ำสุดรอบ 8 เดือน คนไทยกังวลเศรษฐกิจ-งาน -รายได้-ค่าครองชีพสูง ระบุเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ “Sideway Down” เชื่อมาตรการรัฐ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ประคองเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง คาดจีดีพีปี 2569 โตได้ 1.5-2%

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนเม.ย.อยู่ที่  50.6. ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 44.1 ดัชนีโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 59.0

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจ้างงานปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 40 เดือน สะท้อนว่าประชาชนกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพและรายได้ ส่งผลให้การใช้จ่าย โดยเฉพาะการซื้อรถ ซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาจากผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน และอิสราเอล ซึ่งสร้างความกังวลต่อราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพภายในประเทศ

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่าปรับตัวลดลงจาก 43.3 มาอยู่ที่ 42.2 จุด โดยผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางนโยบายภาษี (VAT 10%)

    ทั้งนี้ จากผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงาน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองสถานการณ์ปัจจุบัน “แย่ลง” เกือบทุกด้าน ยกเว้นการบริโภคที่ยังไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง ขณะที่มุมมองในอีก 6 เดือนข้างหน้า ยังมองว่าภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลงมากกว่าดีขึ้น ยกเว้นด้านการจ้างงานที่เริ่มมีความหวังว่าปลายปีอาจฟื้นตัวได้

    “ผู้ประกอบการสะท้อนชัดว่าขณะนี้สภาพคล่องลดลง กำลังซื้อหาย และต้นทุนยังสูง ทำให้ทั้งภาพปัจจุบันและอนาคตยังถูกมองเป็นทิศทางขาลง” นายธนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า   ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในลักษณะ “Sideway Down” หรือชะลอตัวต่อเนื่อง โดยภาคบริการยังเป็นแรงสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจจังหวัดต่าง ๆ เอาไว้ ท่ามกลางสัญญาณอ่อนแรงของภาคธุรกิจและกำลังซื้อประชาชน อย่างไรก็ตาม มองว่ามาตรการของภาครัฐยังช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะนโยบายการเงินที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ยังไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อควบคุมเงินเฟ้อและช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ

    ส่วนปัจจัยบวกที่เริ่มเห็นในเดือนพ.ค. คือสถานการณ์สงครามที่คลี่คลายลง ราคาน้ำมันโลกยังไม่ทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันในประเทศยังสามารถตรึงไว้ใกล้ระดับ 40 บาทต่อลิตร จากการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการลดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพของประชาชน และป้องกันไม่ให้เม็ดเงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจมากเกินไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

    ขณะเดียวกัน โครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง และเกษตรกรรม จะช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนโดยไม่ผลักดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

    ส่วนความกังวลสำคัญคือทิศทางเงินเฟ้อ โดยแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ราว 3-3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” คาดว่าจะเริ่มเปิดลงทะเบียนปลายเดือนพ.ค. และเริ่มใช้จ่ายได้ในเดือนมิ.ย.ซึ่งอาจช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจฟื้นตัวขึ้นในเดือน พ.ค. โดยรัฐบาลเตรียมอัดฉีดเงินช่วยเหลือ 4,000 บาท ทั้งผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยพลัส

    ทั้งนี้ หากมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการประมาณ 30 ล้านคน จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 120,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับเงินสมทบจากภาคประชาชน รวมถึงเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 40,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายและมาตรการรัฐดำเนินการได้ตามแผน เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีโอกาสขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0% โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pUWZgICLtfq6WiC0qNavo