Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดร.กอบศักดิ์ชี้ไทยเข้าสู่ยุค ‘ข้าวยากหมากแพง’ แนะรัฐแบ่งเงินกู้ 4 แสนล้าน รื้อโครงสร้างพลังงาน เตือนช่วงง่ายของการลงทุนจบแล้ว

    ดร.กอบศักดิ์ชี้ไทยเข้าสู่ยุค ‘ข้าวยากหมากแพง’ แนะรัฐแบ่งเงินกู้ 4 แสนล้าน รื้อโครงสร้างพลังงาน เตือนช่วงง่ายของการลงทุนจบแล้ว

    วันนี้ (11 พ.ค.2569) กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า “โลกได้เปลี่ยนไป ขอเรียนทุกคนว่า วันดีดีที่ลงทุนในตลาดด้วยความสบายใจได้จบไปแล้ว ณ วันนี้ความเสียหายเกิดขึ้นได้เสมออย่างไม่คาดฝัน และบางครั้งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ”

    อย่างเมื่อคืนนี้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 5% บางวันเปลี่ยน 10-12% ถ้าใครซื้อ Futures ไว้ อาจขาดทุนได้ถึง 50% นี่คือคำเตือนสำหรับนักลงทุนว่าเข้มแข็ง แค่ไหนในการบริหารจัดการพอร์ตและรับความผันผวน

    อยากเตือนทุกคนว่าการลงทุนต้องการคิดหนักในโลกทุกวันนี้ ความผันผวนเหล่านี้จะอยู่ไปเช่นนี้อีกสองปีครึ่ง (เท่ากับวาระของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ) ซึ่งสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกำลังนำไปสู่ความขัดแย้งของมหาอำนาจ 2 ราย คือ จีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความขัดแย้งต่อเนื่องหลายปี หลังจากจบความขัดแย้งในอิหร่าน ยังมีคิวบา หลังจากคิวบายังมีกรีนแลนด์ หลังจากนั้นก็อาจมีสงครามการค้าอีกระลอก

    ผลกระทบจากความขัดแย้งจะมีหลายมิติ ได้แก่ สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี สงครามการเงิน สงครามการทูตและแยกข้าง สงครามการทหาร ซึ่งแต่ละมิติจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ในตลาดทุน

    สำหรับการรับมือของนักลงทุนถัดไปจากนี้ ดร.กอบศักดิ์แนะนำว่า “ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงง่ายของการลงทุน แม้กระทั่ง AI ก็ไม่ง่าย เพราะพีคมากๆ แล้ว ถ้าอยากจะลงทุนขอให้ลงทุนแค่บางส่วน และใช้เงินทุนที่เสียหายได้ เป็นเงินเย็น หลายก้อนควรวางสินทรัพย์ปลอดภัย ลงในหุ้นที่มั่นใจ หุ้นเก็งกำไรลงทุนได้บ้าง แต่อย่าลงเยอะ เดี๋ยวอนาคตจะมีโอกาสที่ดีกว่านี้”

    เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุค ‘ข้าวยากหมากแพง’

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ล่าสุดเดือนมีนาคมทรงตัวจากเดือนก่อน และเริ่มเห็น ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้วบางส่วน โดยดัชนีการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวและมูลค่าการใช้จ่ายปรับลดลง สวนทางกับการส่งออกที่เติบโตแรงอย่างต่อเนื่อง

    โดยในเดือนมีนาคม การส่งออกเติบโต 19% เมื่อเทียบเป็นรายปี สะท้อนว่า ภาคการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจ เพียงอย่างเดียวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในตอนนี้

    สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า ภาคการท่องเที่ยวจะเข้าสู่ช่วงติดลบอย่างต่อเนื่อง ตามการบริโภคที่ชะลอลง จากต้นทุนสินค้าที่แพงขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘ข้าวยากหมากแพง’ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP มาอยู่ที่ 1.5-2% ในปี 2569 ทั้งนี้การที่ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาที่ระดับ 1% ถือเป็นการเตรียมพร้อม เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ทั้งนี้ในระยะข้างหน้าคาดว่า ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากประเทศไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้ามากขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส2/2569 ที่จะติดลบหนัก จากผลกระทบราคาน้ำมัน ซึ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ปัจจุบันไทยขาดดุลการค้ามากถึง 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยังไม่นับรวมผลกระทบราคาน้ำมัน

    อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นผลดีที่ช่วยสนับสนุนภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

    แนะแบ่งเงิน 400,000 ล้านบาท รื้อโครงสร้างพลังงาน แทนกระตุ้นระยะสั้น

    ดร.กอบศักดิ์ให้มุมมองต่อกรณีที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานต่อประชาชน และภาคธุรกิจว่า ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนควบคู่ไปกับการเร่งดึงดูดการลงทุนล่วงหน้าเป็นเรื่องดี

    แต่การที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่มขึ้น จะเร่งให้หนี้สาธารณะของไทยชนเพดานเร็วขึ้น และบีบให้พื้นที่ทางการคลังน้อยลงไปด้วย การกู้เงินครั้งนี้จึงเปรียบเสมือน การใช้เงินเก็บก้อนสุดท้าย ก่อนจะต้องขอเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งในอนาคตจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากกระทบกับระดับเครดิตเรตติ้งของประเทศ

    ดังนั้นปัญหาตอนนี้ ไม่ได้อยู่ที่การกู้เงินมาใช้ แต่อยู่ที่จะใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายอย่างไร ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด หากรัฐบาลยังใช้แนวทางเดิม คือ กู้เงินเพื่อเน้นอุดหนุนราคาน้ำมัน ชะลอผลกระทบเงินเฟ้อเหมือน ช่วงวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน สุดท้ายก็จะทำให้เงินที่กู้มาหมดไปอย่างรวดเร็วกับการแก้ปัญหาเดียว เนื่องจากหากสงครามยังยืดเยื้อ ถึงจุดหนึ่งก็จะต้องเลิกตรึงราคาน้ำมัน ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ดังนั้นทางออกที่ดีกว่าการตรึงราคาน้ำมัน คือการแบ่งเงินไปลงทุนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ เช่น แบ่งเงิน 200,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้ประชาชนติดแผงโซลาร์ทั่วประเทศไทย ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งรัฐบาลมั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะไม่ขาดทุน เนื่องจากการติดตั้งแผงโซลาร์ โดยปกติจะคืนทุนในอีก 5 ปี นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง กรณีสงครามยืดเยื้อ

    “เม็ดเงิน 400,000 ล้านบาท ถ้าบริหารจัดการได้ดี จะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศไทยทั้งหมดได้เลย”

    นอกจากนี้การเร่งรัดให้ต่างชาติเร่งลงทุนโครงการในไทย จะช่วยกระจายเม็ดเงินให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนต่อไปได้ เช่น Tiktok ที่ประกาศลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย มูลค่า 800,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินการจ้างงานไหลสู่ภาคก่อสร้าง

    ธุรกิจพื้นฐานเปลี่ยน บริษัทต่างชาติตีตลาดไทย

    วันนี้อีกหนึ่งความน่ากังวลของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งหาทางรับมือ คือ ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่ จากต่างประเทศที่ไม่เคยเจอมาก่อน เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งในอนาคตการแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งเคยเป็นอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งระดับโลก จากการที่บริษัทญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานผลิตรถยนต์ เช่น Honda, Toyota แต่ปัจจุบันต้องเผชิญกับการบุกตลาดของแบรนด์รถยนต์หน้าใหม่โดยเฉพาะรถยนต์

    ไฟฟ้า (EV) จากจีน เช่น BYD, MG และ Chery

    สะท้อนว่า ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ของธุรกิจกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และรวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว ทำให้บริษัทที่เคยเป็นเบอร์หนึ่งของตลาด อาจจะไม่สามารถรักษาสถานะเบอร์หนึ่งไว้ได้ในอนาคต

    ภาพ: Summit Art Creations

    ABOUT THE AUTHOR

    โมจัง ลีลา

    Content Creator สำนักข่าว THE STANDARD WEALTH ผู้เชื่อมั่นว่าความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสามารถออกแบบได้ด้วยตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economic-crisis-energy-restructuring/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25H7zc4teQp5HWSOzMC6r1

  • รมว.ดีอี เปิดเวที

    รมว.ดีอี เปิดเวที

    รมว.ดีอี เปิดเวที “เดลินิวส์ ทอล์ก 2026” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “เมื่อ AI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ…แล้วไทยจะยืนตรงไหน?”


    12/05/2569 | 65 |

    วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน เดลินิวส์ ทอล์ก 2026 เวทีเสวนาเศรษฐกิจ ภายใต้หัวข้อ “Aidisruption: เมื่อ AI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ” ต้องปรับตัวอย่างไร พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “เมื่อAI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ…แล้วไทยจะยืนตรงไหน?” ร่วมด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี โดยมีผู้บริหาร นสพ.เดลินิวส์ และผู้ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/502265&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fLOQMgThCaFeT_2gVwAV5

  • ธปท.ผวา ‘กันชนเศรษฐกิจ ’วูบ ‘เฟทโก้’ เตือนรับมือ ‘พายุหลายมิติ’ ส่งออก-ท่องเที่ยวแผ่ว

    ธปท.ผวา ‘กันชนเศรษฐกิจ ’วูบ ‘เฟทโก้’ เตือนรับมือ ‘พายุหลายมิติ’ ส่งออก-ท่องเที่ยวแผ่ว

    ธปท.ผวา ‘กันชนเศรษฐกิจ ’วูบ ‘เฟทโก้’ เตือนรับมือ ‘พายุหลายมิติ’ ส่งออก-ท่องเที่ยวแผ่ว

    สงครามตะวันออกกลาง ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 กำลังเข้าสู่เดือนที่ 3 สร้างความบอบช้ำให้กับหลายประเทศที่เจอปัญหาราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อเนื่องถึงราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อ

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในเวทีสัมมนาในงาน Money EXPO 2026 ภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจไทยปีม้า พร้อมตั้งรับ ปรับตัวไว” ว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายและความไม่แน่นอนต่อเนื่อง

    โดยตั้งแต่ปีที่ผ่านมาทั้งโลกเผชิญนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่กระทบประเทศคู่ค้าที่เกินดุลสหรัฐ จนมาถึงเดือน ก.พ.2569 เศรษฐกิจต้องสะดุดลงจากสงครามอิหร่านและสหรัฐทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปสิ้นเชิง

    สงครามครั้งนี้สร้างความผันผวนที่แตกต่างจากภาษีการค้า เพราะมีความไม่แน่นอนสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าเงินบาท ความผันผวนนี้ทำให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กวางแผนต้นทุนและตั้งราคาได้ลำบาก

    ทั้งนี้ ส่งผลให้หลายเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยสะดุดทั้งภาคการท่องเที่ยวที่เผชิญปัญหานักท่องเที่ยวจองตั๋วเครื่องบินลดลง และต้นทุนสูงขึ้น การบริโภคในประเทศเริ่มแผ่วลงเนื่องจากสินค้ามีราคาแพงขึ้นทำให้ประชาชนระวังใช้จ่ายสินค้าไม่จำเป็น เหลือเพียงการส่งออกที่พอเป็น

    เครื่องยนต์เดียวที่ยังคงพอไปได้ แต่จำกัดอยู่เฉพาะเซกเตอร์เทคโนโลยี ซึ่งคิดเป็น 25-30% ของการส่งออกไทย

    จากปัญหาต่างๆนำมาสู่ปัญหาเงินเฟ้อกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ ธปท.ต้องจับตามองใกล้ชิด โดยหากดูเงินเฟ้อเดือน เม.ย.2569 กระโดดขึ้นมาที่ 2.9% จากติดลบ จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 30%

    “แบงก์ชาติไม่มีเครื่องมือนโยบายโดยตรงในการควบคุมราคาพลังงานหรือสงคราม แต่ต้องเฝ้าระวังการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตัวอย่างเช่น ราคาถุงพลาสติกที่แพงขึ้น 40% ซึ่งสะท้อนว่าต้นทุนพลังงานได้เริ่มซึมลึกเข้าไปในทุกส่วนของราคาสินค้าแล้ว เมื่อรายได้ประชาชนเพิ่มไม่ทันรายจ่าย ปัญหาจะลุกลามไปสู่เรื่องหนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้”

    เบาะรองรับแรงกระแทก ศก.บางลง

    สิ่งที่น่าห่วงของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่เผชิญวิกฤติใหญ่ถึง 4 ครั้ง ช่วง 6 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่โควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน จนถึงความขัดแย้งและสงครามในปัจจุบัน ซึ่งแต่ละวิกฤติเปรียบเสมือนการ “ตอกตะปู” ซ้ำลงมาในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ทุกครั้งที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและกำลังกลับมายืนได้จะเกิดแรงกระแทกใหม่เข้ามาซ้ำทำให้เศรษฐกิจไม่ฟื้นได้เต็มที่เปรียบเหมือนระบบรองรับแรงกระแทกหรือ “เบาะรองรับ”ของเศรษฐกิจค่อย ๆ บางลงเพราะยังไม่ทันเติมกลับให้แข็งแรงก็ต้องเผชิญแรงกระแทกรอบใหม่

    “แม้โควิด-19 จะดูรุนแรงกว่าในแง่ของรายได้ที่หายไปทั้งหมดจากการปิดเมือง แต่สถานการณ์ปัจจุบันคือการเจ็บซึมที่ยาวนานหรือได้รับผลกระทบต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ใช่การล้มลงอย่างรวดเร็วเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการถูกกดทับสะสมเรื่อย ๆ จนทำให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ยากขึ้น”

    ดังนั้น มองว่าการแก้ปัญหาในปัจจุบันไม่สามารถมองเฉพาะผลกระทบจากสงครามรอบล่าสุดได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องแก้ปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนหน้า โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาหนี้ครัวเรือน

    ซึ่งเป็นจุดที่มองว่าต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับ “เบาะรองรับ” ของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    สำหรับ แนวทางการปรับตัวคือประชาชนทำตัวให้ “เบาที่สุด” ผ่านการบริหารจัดการหนี้และรายจ่ายอย่างรอบคอบ ทั้งตรวจสอบประวัติหนี้ บริหารรายจ่ายเป็นลำดับแรก ในยุคที่รายรับคงที่แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น ประชาชนต้องให้ความสำคัญกับการบริหารรายจ่ายก่อนการคิดเรื่องออมหรือลงทุน

    อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันในเชิงนโยบาย แบงก์ชาติได้ลดนโยบายดอกเบี้ยมาอยู่ที่ระดับต่ำที่ 1% เพื่อช่วยบรรเทาภาระของประชาชน พร้อมทั้งมีมาตรการเฉพาะจุด

    เช่น 1.โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” SME Credit Boost ที่ช่วยชดเชยความเสียหายให้เจ้าหนี้เพื่อให้กล้าปล่อยสินเชื่อแก่เอสเอ็มอีมากขึ้น หรือมาตรการเพิ่มความยืดหยุ่นของหลักประกันฯลฯ

    “เฟทโก้” เตือนไทยรับมือ “พายุหลายมิติ” 

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา แม้จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในต่างประเทศ

    แต่ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time High) ได้ในเวลาอันรวดเร็วอย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลกว่า คือ “เฟสที่ 2” ของผลกระทบ คือ “ราคาน้ำมันและปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ”

    นอกจากน้ำมันแล้ว ภาคการผลิตโลกอาจเผชิญวิกฤตเนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญถึง 20% ของโลก ทั้งพลาสติก ปุ๋ย และส่วนประกอบสำหรับผลิตชิป ซึ่งหากโรงกลั่นถูกทำลายจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทันที

    ในส่วนของผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย มองว่าภาคการส่งออกกลายเป็นจุดที่น่าสนใจในเวลานี้ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส “AI Boom” ทั่วโลก ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกไปสหรัฐฯ เติบโตสูงถึง 40% แม้จะมีความขัดแย้งทางการค้าและกำแพงภาษีก็ตาม

    “เรากำลังอยู่ในภาคส่งออกที่ดีเป็นพิเศษเราได้ประโยชน์จากการที่เขาทะเลาะกัน และภาคส่งออกของไทย ถือว่ายัง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่คนบอกว่าเมืองไทยหมดแรงแล้ว ไม่มีเครื่องยนต์ แต่ส่วนตัวเห็นว่าส่งออกไทยยังพอไปได้”

    จับตาดุลการค้ากระทบค่าเงิน

    แต่หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยยังมีความน่ากังวล อยู่ที่ “ดุลการค้า” เนื่องจากยอดการนำเข้าเติบโตสูงถึง 35.7% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งออก และยอดการนำเข้าสูงกว่าภาคการส่งออกที่เติบโต 19% จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท

    “ปัจจัยสำคัญที่จะซ้ำเติมสถานการณ์นี้ คือ ราคาน้ำมัน ที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบันตัวเลขการนำเข้ายังไม่รวมผลกระทบจากราคาน้ำมันใหม่ หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจะยิ่งทำให้ไทยต้องใช้เงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อน้ำมันราคาแพง ส่งผลให้ดุลการค้าในไตรมาสที่ 2 มีแนวโน้มติดลบเป็นพิเศษและกดดันให้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง”

    อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเชิงกลยุทธ์เพื่อประคองเศรษฐกิจ การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอยู่ในระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ มองว่า เป็นเรื่องที่จะส่งผลดี เนื่องจากจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม ให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศเริ่มฝืดเคือง

    ดังนั้น เห็นด้วยกับการที่ ธปท. ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา เพราะมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดผลต่อเนื่องในการทำให้ ค่าเงินอ่อนตัวลง เพื่อช่วยเข็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มนิ่งให้กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง โดยเฉพาะการส่งออก

    “ท่องเที่ยว-บริโภค” ส่งสัญญาณทรุด

    ขณะที่ ส่งออกยังไปได้ดี แต่เครื่องยนต์ตัวที่สองอย่าง “การท่องเที่ยว” เริ่มส่งสัญญาณลบในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง สายการบินต่าง ๆ เริ่มประสบภาวะขาดทุน มีการปิดสายการบินบางแห่ง

    รวมถึงมีการลดจำนวนเที่ยวบินลงเพื่อบริหารจัดการต้นทุน บางสายการบินจำเป็นต้องปรับราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้นเกือบ 50-70%

    เมื่อราคาค่าโดยสารแพงขึ้นอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงเริ่มตัดสินใจชะลอการเดินทางออกไปก่อน เพราะมองว่าการท่องเที่ยวในช่วงนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปและไม่คุ้มค่า มองว่า ส่งผลกระทบให้โมเมนตัมของภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มส่งสัญญาณแย่ลงตั้งแต่ช่วงหลังสงกรานต์หรือเดือนเม.ย. เป็นต้นมา ขณะเดียวกันการบริโภคในประเทศก็อ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

    “สถานการณ์สายการบิน เป็นหนึ่งปัจจัยที่น่ากังวล ส่งผลกระทบต่อสมดุลของเศรษฐกิจไทยในภาคบริการและการท่องเที่ยวโดยตรง และยุคเข้ายากหมากแพงกำลังจะมา จากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจาก 30 ไป 50 บาท ทุกคนมีปัญหาเรื่องการใช้จ่าย เริ่มกินข้าวที่บ้าน ไม่ไปเที่ยว ไม่กล้าเดินทางข้ามจังหวัด ทั้งหมดคือเรื่องของการบริโภคและการท่องเที่ยวที่แย่ลง”

    อยู่กับโลกไม่แน่นอนอีก 2 ปีครึ่ง

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่กลับมาปะทุอีกครั้ง และการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจโลก ซึ่งคาดว่าสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้จะดำเนินต่อไปอย่างน้อยอีก 2 ปีครึ่ง

    ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงกระเพื่อมผ่านนโยบายและการสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย

    ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเดียวแต่เป็นความขัดแย้งแบบ “หลายมิติ” และ “หลายช่วง” ประกอบด้วย สงครามการค้าโดยการกลับมาของมาตรา 301 และการกดดันทางการค้าระหว่างจีนกับยุโรป , สงครามเทคโนโลยี จากการแข่งขันด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป

    รวมถึงการกีดกันการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญ , สงครามการเงิน ความพยายามลดบทบาทเงินดอลลาร์ในการซื้อขายน้ำมันและการเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินอื่น และสงครามภูมิรัฐศาสตร์ความตึงเครียดในอิหร่าน คิวบา เวเนซุเอลา และ กรีนแลนด์

    นอกจากนี้ ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน มีความพยายามที่จะสร้าง “ระเบียบโลกใหม่” โดยกลุ่มประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงอาเซียน ที่พยายามจะรวมตัวกันเพื่อลดการพึ่งพามหาอำนาจและหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงคราม มีการเดินเกมทางการทูตอย่างหนักเพื่อสร้างพลังร่วมกันของกลุ่มคนที่ไม่ต้องการเข้าสู่ความขัดแย้ง

    ยุทธศาสตร์รอดตาย รับมือสงครามหลายมิติ

    สำหรับ โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในปีนี้มองว่าไม่ใช่เพียงการไล่กวดตัวเลขการเติบโตจีดีพีไทยให้ได้ตามเป้าหมาย 3-5% แต่คือการประคองตัวให้ “รอดตาย” และได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากวิกฤตที่เกิดขึ้น

    สำหรับ สถานการณ์การเมืองในประเทศขณะนี้ มองว่า การเมืองในประเทศยังมีเสถียรภาพ ภารกิจหลักของรัฐบาลและภาคธุรกิจในขณะนี้คือการทำให้ประเทศผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฝืนสัญญาเรื่องตัวเลขการเติบโตที่สูงเกินจริง แต่ควรให้ความสำคัญกับนโยบายที่ช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคต

    นอกจากนี้ ภายใต้พรรคร่วมรัฐบาลเองเริ่มมีการแข่งขันด้านนโยบายที่เข้มข้นขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในระยะถัดไป ซึ่งจะนำไปสู่การเสนอทางออกใหม่ๆ ให้กับปัญหาเศรษฐกิจ

    ในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ คาดรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุนชุดใหม่ รวมถึงประเด็นเรื่องมาตรการภาษีและการสนับสนุนบีโอไอซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปี

    แนะปรับโครงสร้างจากพยุงราคาสู่ความยั่งยืน

    สำหรับประเด็นการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเสนอแนะว่ารัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การ “ปรับโครงสร้าง” มากกว่าการนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียวซึ่งอาจกลายเป็นหนี้สูญเปล่า โดยมีแนวคิดการนำเงินส่วนหนึ่งมาสนับสนุนโครงการ “โซลาร์เซลล์คนละครึ่ง” เพื่อช่วยภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และลดการพึ่งพานำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

    นอกจากนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อมใน 5 ด้านหลักเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต ได้แก่ อาหาร, ยา, พลังงาน, การขนส่งในภูมิภาค และความปลอดภัย 

    ทั้งนี้ หากไทยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงได้สำเร็จ คาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสขยับจากการเติบโตที่ระดับ 2% ขึ้นไปสู่ระดับ 4-5% ได้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1233454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P0ZCALZVVItDpuAm5K5Kc

  • ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจเปราะบาง เสนอรัฐเร่งหนุนสินค้าไทย-อุตสาหกรรมเป้าหมาย

    ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจเปราะบาง เสนอรัฐเร่งหนุนสินค้าไทย-อุตสาหกรรมเป้าหมาย

    ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจเปราะบาง เสนอรัฐเร่งหนุนสินค้าไทย-อุตสาหกรรมเป้าหมาย

    ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจเปราะบาง เสนอรัฐเร่งหนุนสินค้าไทย-อุตสาหกรรมเป้าหมาย

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม และการยกระดับ อุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้วยนวัตกรรม” ที่งานสัมมนา “Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ” ว่า วันนี้ (12 พ.ค. 69) จะนำคณะกรรมการ ส.อ.ท.เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อหารือประเด็นเศรษฐกิจ 

    โดยประเด็นหลักคือการขอรับการสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand หรือ MiT) เพื่อรักษาและส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก หากคนไทยมั่นใจและซื้อสินค้าไทย จะเป็นการตอบโจทย์เศรษฐกิจได้มหาศาล

    นอกจากนี้ จะมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง 

    ทั้งนี้ เชื่อว่าาหาก กรอ. สามารถขับเคลื่อนงานได้เหมือนในอดีต จะสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและทำให้การดำเนินนโยบายระหว่างรัฐและเอกชนเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    แลนด์บริดจ์เพิ่มโอกาสส่งออก

    ส่วนมุมมองต่อโครงการแลนด์บริดจ์นั้น แม้จะยังเป็นโครงการระยะยาว แต่หากไทยมีระบบโลจิสติกส์ที่ดี และสามารถพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งระนองให้เป็นประตูการส่งออกได้ ก็จะช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและเพิ่มโอกาสด้านการส่งออกของประเทศ หากโครงการนี้เดินหน้าได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนให้ไทยเป็น Global Supply Chain ของสินค้าในภูมิภาคได้ 

    ขณะที่กรณีแนวคิดการกำหนดเงื่อนไขหรือหลักประกันสำหรับการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ยอมรับว่าเป็นประเด็นละเอียดอ่อน และยังต้องศึกษาเพิ่มเติม เพราะมีทั้งมิติของการป้องกันความเสี่ยงของประเทศ และผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XTuvqCoz9UHL0PT8i3U6n

  • รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนมีนาคม 2569

    รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนมีนาคม 2569

    โดย

    Tran

    ลงเมื่อ

    11 พฤษภาคม 2569 15:43

    สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vahq3y8vlxi3wnz838kxlajh&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N5tSuP4JcXeOTB5aI5yqn

  • “อธิบดีสาโรจน์” เผย 6 เดือนแรกปี 69 ช่วยแรงงานได้รับสิทธิกว่า 491 ล้านบาท

    “อธิบดีสาโรจน์” เผย 6 เดือนแรกปี 69 ช่วยแรงงานได้รับสิทธิกว่า 491 ล้านบาท

    เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ด้านแรงงานช่วงสองไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2569 ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีลูกจ้างยื่นคำร้องเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายจำนวนทั้งสิ้น 18,599 ราย ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง จำนวน 25,858 คน โดยกรมได้เร่งดำเนินการจนสามารถดำเนินการแล้วเสร็จ 13,149 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.70 สามารถช่วยเหลือลูกจ้างได้ 18,117 คน และทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์รวมกว่า 491 ล้านบาท ในส่วนคำร้องอีก 5,450 ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย สำหรับพื้นที่ที่มีการยื่นคำร้องสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง นนทบุรี และปทุมธานี ขณะที่ประเภทกิจการที่มีข้อร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ ภาคการขายและบริการ ภาคการผลิต ธุรกิจการบริหารและสนับสนุน ที่พักและบริการด้านอาหาร และภาคการขนส่ง ตามลำดับ

    อธิบดี กสร. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้า อัตราแลกเปลี่ยน ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งล้วนส่งผลต่อโครงสร้างการจ้างงานและความมั่นคงของแรงงานในภาพรวม เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิแรงงานเชิงรุก ผมได้กำชับหน่วยงานภายใต้สังกัดกรมทั่วประเทศ ติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านแรงงานอย่างใกล้ชิด พร้อมขับเคลื่อนมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิและหน้าที่ให้แก่นายจ้างและลูกจ้าง ส่งเสริมกลไกแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบกิจการ เพื่อให้เกิดการสื่อสารและการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การลดปัญหาการละเมิดสิทธิ ลดข้อพิพาทแรงงาน และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงให้แก่แรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1018451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3skQvveACSknVY0FnGzDX0

  • คำแถลงนโยบายที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร: คุณภาพของนโยบายรัฐบาลกับประสิทธิผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติในประเทศไทย

    คำแถลงนโยบายที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร: คุณภาพของนโยบายรัฐบาลกับประสิทธิผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติในประเทศไทย

    Loading…

    คำแถลงนโยบายที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร: คุณภาพของนโยบายรัฐบาลกับประสิทธิผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติในประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sfJnVuO5awkU_Qcl4q6I-

  • ผู้นำอินเดีย ขอประชาชน WFH ลดเที่ยวต่างประเทศ หลังสงครามอิหร่านทำเศรษฐกิจอินเดียสั่นคลอน

    ผู้นำอินเดีย ขอประชาชน WFH ลดเที่ยวต่างประเทศ หลังสงครามอิหร่านทำเศรษฐกิจอินเดียสั่นคลอน

    นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เรียกร้องประชาชนกลับมาใช้มาตรการประหยัดพลังงานแบบช่วงโควิด-19 ทั้งการทำงานจากที่บ้าน และลดเดินทางไปต่างประเทศ ลดการซื้อทอง หวั่นสงครามยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจอินเดีย

    โมดีกล่าวระหว่างร่วมงานสาธารณะในเมืองไฮเดอราบัด ทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันอาทิตย์ว่า การใช้ชีวิตอย่างประหยัดและมีวินัยในช่วงนี้ถือเป็นความรักชาติรูปแบบหนึ่ง

    พร้อมย้ำว่า อินเดียจำเป็นต้องรักษาเงินตราต่างประเทศ ให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

    คำประกาศดังกล่าวถูกนักวิเคราะห์มองว่า เป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดของรัฐบาลอินเดีย นับตั้งแต่วิกฤตตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจโลก

    ปัจจุบัน อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบมากถึง 90% ของความต้องการทั้งประเทศ และต้องเผชิญต้นทุนพลังงานพุ่งสูงหลายพันล้านดอลลาร์ หลังสงครามในอิหร่านส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ถูกปิดมานานกว่า 2 เดือนครึ่งแล้ว

    ผู้นำอินเดียยังขอให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าเมโทร รวมถึงการแชร์รถเดินทางร่วมกันเพื่อลดการใช้น้ำมัน

    นอกจากนี้ ยังขอให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลงครึ่งหนึ่ง เพื่อลดผลกระทบจากภาวะปุ๋ยขาดแคลนและต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น

    คำกล่าวของโมดีส่งผลทันทีในตลาดการเงินอินเดีย โดยดัชนี Sensex ร่วงลงมากกว่า 1,000 จุดในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจอินเดียอาจเผชิญภาวะชะลอตัวยาวนาน

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินรูปีของอินเดียก็อ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

    แม้รัฐบาลอินเดียยังไม่ขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลภายในประเทศ แต่แรงกดดันต่อบริษัทพลังงานของรัฐเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานเริ่มลามไปยังหลายอุตสาหกรรมสำคัญของอินเดีย โดยเฉพาะโรงงานผลิตแก้ว พลาสติก และกระเบื้อง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงานหลายแสนอัตรา

    ขณะเดียวกัน ปริมาณปุ๋ยที่ลดลงยังสร้างความกังวลต่อผลผลิตทางการเกษตรและราคาสินค้าอาหารที่อาจพุ่งสูงขึ้นในอนาคต

    นักวิเคราะห์มองว่า คำพูดของโมดีอาจเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลอินเดียกำลังเตรียมออกมาตรการควบคุมการใช้พลังงานเพิ่มเติม รวมถึงอาจปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศในระยะต่อไป.

    ที่มา : BBC

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2932089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FifkqPVmD2E7dvj4npVDP

  • “พิพัฒน์” กางนโยบาย “ทางหลวงชนบทเพื่อประชาชน” เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ มุ่งลดรายจ่าย – เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน ทุกภูมิภาคทั่วไทย

    “พิพัฒน์” กางนโยบาย “ทางหลวงชนบทเพื่อประชาชน” เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ มุ่งลดรายจ่าย – เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน ทุกภูมิภาคทั่วไทย

    “พิพัฒน์” กางนโยบาย “ทางหลวงชนบทเพื่อประชาชน” เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ มุ่งลดรายจ่าย – เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน ทุกภูมิภาคทั่วไทย


    11/05/2569 | 91 |

    วันนี้ (11 พฤษภาคม 2569) เวลา 9.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานให้แก่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) โดยมี นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายรัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศกว่า 125 คน เข้ารับนโยบาย ณ อาคารฝึกอบรม สะพานพระราม 7 เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในทุกภูมิภาค

    นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาปากท้อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างภูมิต้านทานทางเศรษฐกิจ ตนจึงได้นำนโยบายดังกล่าวมาแปรสู่การปฏิบัติ โดยสั่งการกำชับให้ ทช. ในฐานะหน่วยงานที่มีโครงข่ายเส้นทางเข้าถึงชุมชนและใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เร่งเดินหน้ายกระดับระบบคมนาคมทั่วประเทศให้ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป้าหมายสูงสุดของการสร้างถนน เชื่อมต่อเส้นทาง คือการลดภาระค่าใช้จ่าย ลดภาระในการเดินทาง และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน ได้ย้ำให้บริหารงบประมาณทุกบาทให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การเปลี่ยนโคมไฟถนนเป็นระบบ LED และการติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์มริมทาง ตลอดจนสั่งเดินหน้าเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ทันที

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดี ทช. กล่าวว่า ทช. พร้อมเดินหน้าเต็มกำลังในปี 2569 เพื่อเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมให้สมบูรณ์แบบและกระจายความเจริญสู่ทุกภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ โดยเตรียมลุยโครงการสำคัญระดับประเทศ อาทิ สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (สงขลา – พัทลุง) และสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ปัจจุบันได้ผู้ชนะการประมูลแล้วและเตรียมลงนามสัญญาเพื่อเดินหน้าก่อสร้างทันทีหลังกระทรวงการคลังอนุมัติเงินกู้จากธนาคารโลก การส่งเสริมการท่องเที่ยวในโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ตั้งแต่สมุทรสงครามถึงนราธิวาส โดยระยะที่ 3 (เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์) ได้เริ่มนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่ก่อสร้างแล้วกว่า 81 กิโลเมตร ควบคู่กับการผลักดันถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งได้กระจายงบประมาณลงสู่พื้นที่ชุมชนอย่างแท้จริง ผ่านโครงการยกระดับมาตรฐานชั้นทาง ถนนสนับสนุนรถไฟทางคู่ และถนนเพื่อการท่องเที่ยวกว่า 333 โครงการ (ระยะทาง 813 กิโลเมตร) พร้อมสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 46 แห่งทั่วประเทศ และเร่งรัดโปรเจกต์แก้ปัญหาจราจรระดับภูมิภาค เช่น ถนนสาย ง เมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถนนสาย จ เมืองกำแพงเพชร และทางลอดแยกศูนย์ราชการ จังหวัดเชียงราย นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทช. ยังเน้นการดูแลประชาชนในยามวิกฤตตามข้อสั่งการของกระทรวงคมนาคม เช่น การระดมเครื่องจักรและถุงยังชีพเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่อย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้ได้นำเทคโนโลยีศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุอัจฉริยะมาใช้ตรวจสอบความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ และนำนวัตกรรมรักษ์โลกอย่างการใช้ถนนจากขยะพลาสติกรีไซเคิลมาต่อยอด เพื่อลดมลพิษอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบัน ทช. ดูแลรับผิดชอบโครงข่ายถนนกว่า 3,662 สายทาง ระยะทางกว่า 51,295 กิโลเมตร และสะพานอีกกว่าหมื่นแห่ง ทิศทางจากนี้ไปจนถึงปี 2570 ทช. จะเดินหน้าตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ระดับสากล เพื่อให้ทางหลวงชนบททุกสายเป็น “ฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และนำพาความสุขไปสู่หน้าประตูบ้านของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง” นายพิชิต กล่าว

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163935


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/502063&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uAzmLf2Wyjo8_OVBb846j

  • ถอดบทวิเคราะห์ WIPO ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แข่งกันที่ “ทุนทางความคิดและนวัตกรรม” กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูก เดินเกมสร้างแต้มต่อ ปั้นธุรกิจไทยลุยเวทีโลก

    ถอดบทวิเคราะห์ WIPO ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แข่งกันที่ “ทุนทางความคิดและนวัตกรรม” กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูก เดินเกมสร้างแต้มต่อ ปั้นธุรกิจไทยลุยเวทีโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาถอดบทวิเคราะห์จากรายงาน “WIPO Pathfinders Report” ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) ซึ่งสะท้อนฉากทัศน์ระบบทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่เกมการค้ายุคใหม่ ที่แข่งขันกันด้วยทุนทางความคิด นวัตกรรม และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น โดยกรมฯ มองวาระปีที่ 34 ของการขับเคลื่อนภารกิจ เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับกลยุทธ์ IP ให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของคนไทยให้เป็นมูลค่าที่จับต้องได้ และสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจไทยในเวทีสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า รายงาน WIPO Pathfinders เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มและฉากทัศน์อนาคตของระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลก ซึ่งรวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อประเมินทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม ที่ส่งผลต่อทรัพย์สินทางปัญญาในระยะ 10 ปี โดยรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ทรัพย์สินที่จับต้องได้” ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ข้อมูล ซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ แบรนด์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจ

    รายงานดังกล่าวยังได้เน้นย้ำถึงความท้าทายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการคิดค้นนวัตกรรม การสร้างสรรค์ผลงาน การบริหารจัดการสิทธิ และการแข่งขันทางธุรกิจ โดย WIPO ได้เสนอแนวทางสำคัญสำหรับประเทศสมาชิก ในการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การเร่งเปลี่ยนผ่านบริการสู่ระบบดิจิทัล การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพ รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน นักลงทุน ภาคการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    นางอรมน กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรม แต่เป็นการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง โดยประเทศที่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จะเป็นประเทศที่กุมความได้เปรียบในตลาดโลก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และสตาร์ทอัพ ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันบนฐานของนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ กรมฯ จึงวางแนวทางยกระดับกลยุทธ์ IP เชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ และขยายโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ

    ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อฉากทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ กรมฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในหลายมิติ อาทิ โครงการ IP Financing วางรากฐานระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเร่งรัดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านบริการ Fast Track เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วขึ้น การปรับปรุงกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและสอดรับกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งการปกป้องแบรนด์ไทยผ่านโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังการฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าของไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถปกป้องแบรนด์ไทย เช่น “หมูเด้ง” (Moo Deng) ในประเทศจีน แบรนด์ยาดม “หงส์ไทย” (Hongthai) ในประเทศจีนและเวียดนาม รวมถึงแบรนด์ “เต่าบิน” ในประเทศเวียดนาม และระงับความเสียหายได้ทันท่วงที เป็นต้น

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมฯ จะนำข้อเสนอแนะและฉากทัศน์สำคัญจากรายงาน WIPO มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อและโอกาสทางการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1018425&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0b8MxIyoHexjz5ikQUAZip