Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย. 69 ดิ่งต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลเศรษฐกิจ-สงคราม

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย. 69 ดิ่งต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลเศรษฐกิจ-สงคราม

    หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.อยู่ที่ 50.6 ลดลงต่อเนื่องต่ำสุดรอบ 8 เดือน คนไทยกังวลเศรษฐกิจ-งาน -รายได้-ค่าครองชีพสูง ระบุเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ “Sideway Down” เชื่อมาตรการรัฐ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ประคองเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง คาดจีดีพีปี 2569 โตได้ 1.5-2%

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนเม.ย.อยู่ที่  50.6. ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 44.1 ดัชนีโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 59.0

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจ้างงานปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 40 เดือน สะท้อนว่าประชาชนกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพและรายได้ ส่งผลให้การใช้จ่าย โดยเฉพาะการซื้อรถ ซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาจากผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน และอิสราเอล ซึ่งสร้างความกังวลต่อราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพภายในประเทศ

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่าปรับตัวลดลงจาก 43.3 มาอยู่ที่ 42.2 จุด โดยผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางนโยบายภาษี (VAT 10%)

    ทั้งนี้ จากผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงาน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองสถานการณ์ปัจจุบัน “แย่ลง” เกือบทุกด้าน ยกเว้นการบริโภคที่ยังไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง ขณะที่มุมมองในอีก 6 เดือนข้างหน้า ยังมองว่าภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลงมากกว่าดีขึ้น ยกเว้นด้านการจ้างงานที่เริ่มมีความหวังว่าปลายปีอาจฟื้นตัวได้

    “ผู้ประกอบการสะท้อนชัดว่าขณะนี้สภาพคล่องลดลง กำลังซื้อหาย และต้นทุนยังสูง ทำให้ทั้งภาพปัจจุบันและอนาคตยังถูกมองเป็นทิศทางขาลง” นายธนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า   ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในลักษณะ “Sideway Down” หรือชะลอตัวต่อเนื่อง โดยภาคบริการยังเป็นแรงสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจจังหวัดต่าง ๆ เอาไว้ ท่ามกลางสัญญาณอ่อนแรงของภาคธุรกิจและกำลังซื้อประชาชน อย่างไรก็ตาม มองว่ามาตรการของภาครัฐยังช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะนโยบายการเงินที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ยังไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อควบคุมเงินเฟ้อและช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ

    ส่วนปัจจัยบวกที่เริ่มเห็นในเดือนพ.ค. คือสถานการณ์สงครามที่คลี่คลายลง ราคาน้ำมันโลกยังไม่ทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันในประเทศยังสามารถตรึงไว้ใกล้ระดับ 40 บาทต่อลิตร จากการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการลดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพของประชาชน และป้องกันไม่ให้เม็ดเงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจมากเกินไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

    ขณะเดียวกัน โครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง และเกษตรกรรม จะช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนโดยไม่ผลักดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

    ส่วนความกังวลสำคัญคือทิศทางเงินเฟ้อ โดยแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ราว 3-3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” คาดว่าจะเริ่มเปิดลงทะเบียนปลายเดือนพ.ค. และเริ่มใช้จ่ายได้ในเดือนมิ.ย.ซึ่งอาจช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจฟื้นตัวขึ้นในเดือน พ.ค. โดยรัฐบาลเตรียมอัดฉีดเงินช่วยเหลือ 4,000 บาท ทั้งผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยพลัส

    ทั้งนี้ หากมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการประมาณ 30 ล้านคน จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 120,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับเงินสมทบจากภาคประชาชน รวมถึงเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 40,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายและมาตรการรัฐดำเนินการได้ตามแผน เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีโอกาสขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0% โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pUWZgICLtfq6WiC0qNavo

  • “เอกนิติ” ย้ำวิกฤตเศรษฐกิจต้องเร่งอัด พรก. 4 แสนล้าน ฟื้นความมั่นคงประเทศ

    “เอกนิติ” ย้ำวิกฤตเศรษฐกิจต้องเร่งอัด พรก. 4 แสนล้าน ฟื้นความมั่นคงประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/147064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xS3BVUFLpPs_kloRxTkZW

  • เจาะลึก

    เจาะลึก

    ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โลกกำลังตื่นเต้นกับ AI รุ่นใหม่อย่าง ChatGPT, Gemini, Claude หรือ DeepSeek ที่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ จนหลายคนมองว่า การแข่งขัน AI คือการแข่งกันสร้างโมเดลที่ฉลาดที่สุด

    แต่เบื้องหลัง AI ที่เราใช้งานทุกวัน จริง ๆ แล้วมีอีกการแข่งขันหนึ่งที่ใหญ่กว่านั้นกำลังเกิดขึ้นอยู มันคือการแข่งขันสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI’

    เพราะ AI ยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่โค้ดหรือนักวิจัยเก่ง ๆ อีกต่อไป แต่ต้องใช้ทั้ง Data Center ขนาดมหาศาล ชิป AI จำนวนมหึมา ระบบไฟฟ้าปริมาณสูง และพลังประมวลผลระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

    และนี่คือจุดที่โปรเจกต์ “Stargate” ของ OpenAI เริ่มกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก

    ทุกครั้งที่ผู้คนนับล้านถามคำถาม สร้างภาพ หรือใช้งาน AI พร้อมกัน เบื้องหลังคือคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลที่กำลังทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และ Stargate ก็คือหนึ่งในโครงการที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับโลกแบบนั้น

    Stargate คืออะไรกันแน่?

    OpenAI อธิบายว่า Stargate คือโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ขนาดมหาศาล ที่ตั้งเป้าสร้างกำลังประมวลผลรวม 10 กิกะวัตต์ภายในปี 2029 และปัจจุบันโครงการสามารถเตรียมโครงสร้างพื้นฐานได้แล้วมากกว่า 8 กิกะวัตต์ ไม่ว่าจะเป็น Data Center ระบบไฟฟ้า และทรัพยากรต่าง ๆ ที่ใช้ขับเคลื่อน AI

    แม้ตัวเลขเหล่านี้อาจฟังดูไกลตัว แต่ในความเป็นจริง มันสะท้อนถึงขนาดของอุตสาหกรรมเบื้องหลัง AI ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

    พลังงานระดับ 1 กิกะวัตต์สามารถจ่ายไฟให้บ้านจำนวนมหาศาลหรือเมืองขนาดใหญ่ได้ นั่นหมายความว่า Stargate กำลังถูกวางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับเดียวกับอุตสาหกรรมพลังงานหรือโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเลยทีเดียว

    AI กำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีดิจิทัลบนหน้าจอ ไปสู่ระบบขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งพลังงาน คอมพิวเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อน

    ทำไม AI ถึงต้องใช้ ‘Compute’ มหาศาล?

    หากย้อนกลับไปในยุคอินเทอร์เน็ต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเครือข่าย บริษัทที่เติบโตได้เร็วคือบริษัทที่มีแพลตฟอร์ม มีผู้ใช้งาน และมีข้อมูลจำนวนมาก

    แต่ในยุค AI สิ่งที่กลายเป็นทรัพยากรสำคัญ คือ ‘Compute’ หรือ พลังประมวลผล

    AI สมัยใหม่ โดยเฉพาะ Large Language Models ต้องใช้ GPU จำนวนมหาศาลในการฝึกโมเดล และยังต้องใช้พลังประมวลผลต่อเนื่องตลอดเวลาเพื่อรองรับผู้ใช้งานทั่วโลก OpenAI ระบุว่า Compute คือสิ่งที่กำหนดทุกอย่าง ตั้งแต่งานวิจัย ประสิทธิภาพของโมเดล การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการให้บริการ AI กับผู้ใช้หลายร้อยล้านคน

    และนี่คือเหตุผลที่บริษัท AI ทั่วโลกเริ่มแข่งขันกันสร้าง Data Center ขนาดมหึมา ลงทุนใน GPU Cluster และจองกำลังผลิตชิป AI จาก NVIDIA กันแบบระยะยาว AI ยุคใหม่กำลังต้องใช้อุตสาหกรรมเบื้องหลัง’ ที่ใหญ่กว่าโลกดิจิทัลในอดีตหลายเท่า

    Data Center กลายเป็น ‘โรงงาน AI’

    สิ่งที่ทำให้ Stargate น่าสนใจ คือ มันกำลังเปลี่ยนบทบาทของ Data Center ไปอย่างชัดเจน ในอดีต Data Center อาจเป็นเพียงสถานที่สำหรับเก็บเซิร์ฟเวอร์หรือระบบ Cloud แต่ในยุค AI มันกำลังกลายเป็นศูนย์กลางสำหรับประมวลผล AI ที่รองรับผู้ใช้งานระดับโลก

    ทุกคำถามที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไปใน ChatGPT ทุกภาพที่ AI สร้าง หรือทุก AI Agent ที่กำลังทำงานอัตโนมัติ ล้วนต้องใช้พลังประมวลผลจำนวนมหาศาลในการทำงานแบบเรียลไทม์ ยิ่ง AI ถูกใช้งานมากขึ้น ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    OpenAI ระบุว่ากำลังประมวลผลของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 0.2 กิกะวัตต์ในปี 2023 เป็นประมาณ 1.9 กิกะวัตต์ในปี 2025 หรือเติบโตเกือบ 10 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี ตัวเลขนี้สะท้อนว่า AI ยุคใหม่กำลังต้องใช้ทั้งพลังงาน คอมพิวเตอร์ และระบบสนับสนุนในระดับที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีไม่เคยเผชิญมาก่อน

    เมื่อ ‘Compute’ กลายเป็นทรัพยากรของประเทศ

    สิ่งที่น่าจับตาคือ OpenAI เริ่มพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ในฐานะ ‘ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ’

    บริษัทถึงกับจัดเวทีร่วมกับ NVIDIA ในหัวข้อ “Compute, competitiveness, and country” เพื่อชี้ว่า Compute กำลังกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของโลกยุค AI ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง

    ภาพนี้ทำให้การแข่งขันด้าน AI เริ่มคล้ายการแข่งขันด้านพลังงานหรือการแข่งขันอวกาศในอดีต เพราะเบื้องหลัง AI สมัยใหม่ต้องอาศัยทั้งชิป AI จำนวนมหาศาล ระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ Data Center และเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่เสถียรพอจะรองรับการทำงานตลอดเวลา

    ยิ่งประเทศไหนสามารถสร้างระบบเหล่านี้ได้เร็วและใหญ่พอ ก็ยิ่งมีโอกาสกลายเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ AI ในอนาคต

    นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศ ตั้งแต่สหรัฐฯ จีน ไปจนถึงตะวันออกกลาง เริ่มเร่งลงทุนใน Data Center โรงงานชิป และพลังงานสำหรับ AI พร้อมกัน เพราะในอนาคต Compute อาจกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญพอ ๆ กับน้ำมันหรือพลังงานในอดีต

    เมืองเล็ก ๆ ที่ถูกเปลี่ยนด้วย AI

    ผลกระทบของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ยังเริ่มเห็นชัดในระดับท้องถิ่น โดย OpenAI ยกตัวอย่างเมือง Abilene ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Stargate Campus

    เดิมทีเมืองลักษณะนี้อาจไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางเทคโนโลยีโลก แต่เมื่อโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI เข้ามา เศรษฐกิจของเมืองก็เริ่มเปลี่ยนไปตามกัน

    OpenAI ระบุว่าโครงการ Stargate มีแรงงานกว่า 8,500 คนทำงานแบบหมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ธุรกิจท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ภาษีการขายของเมืองเพิ่มขึ้นถึง 37%

    ภาพเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่า Data Center อาจกำลังกลายเป็น ‘อุตสาหกรรมยุคใหม่’ ที่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองต่าง ๆ คล้ายกับที่โรงงานรถยนต์หรือโรงงานเหล็กเคยมีบทบาทในอดีต

    และเมื่อ AI ต้องการทั้งไฟฟ้าปริมาณมหาศาล พื้นที่ขนาดใหญ่ และระบบสนับสนุนจำนวนมาก เมืองที่มีต้นทุนพลังงานต่ำ มีพื้นที่เพียงพอ และมีนโยบายสนับสนุน ก็อาจกลายเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI แห่งใหม่ของโลก

    อีกด้านของ Stargate: พลังงาน น้ำ และคำถามสิ่งแวดล้อม

    อย่างไรก็ตาม อีกด้านของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI คือ คำถามด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

    Data Center สำหรับ AI ใช้ไฟฟ้ามหาศาล เพราะ GPU รุ่นใหม่ต้องทำงานตลอดเวลาและสร้างความร้อนจำนวนมาก นั่นหมายความว่า ยิ่ง AI ถูกใช้งานมากขึ้น โลกก็ยิ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้นตามไปด้วย นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรม AI

    OpenAI พยายามตอบข้อกังวลนี้ด้วยการอธิบายว่า Stargate ใช้ระบบ ‘Closed-loop Water System’ ที่นำน้ำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อลดการใช้น้ำระยะยาว โดยหลังจากเติมน้ำครั้งแรก ระบบจะหมุนเวียนใช้น้ำซ้ำอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้ใช้น้ำปริมาณมหาศาลแบบที่หลายคนเข้าใจ

    แม้จะช่วยลดแรงกดดันด้านน้ำ แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ ‘ไฟฟ้า’ เพราะท้ายที่สุด โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ขนาดระดับหลายกิกะวัตต์อาจใช้พลังงานใกล้เคียงกับเมืองขนาดใหญ่ทั้งเมือง และสิ่งนี้อาจเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรมพลังงานโลกในอนาคต

    Stargate และจุดเริ่มต้นของ ‘ยุคโครงสร้างพื้นฐาน AI’

    หากมองให้ลึก Stargate อาจเป็นมากกว่าโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ เพราะมันกำลังสะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีดิจิทัล ไปสู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่’

    ในอดีต โลกเคยสร้างทางรถไฟเพื่อขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม สร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับยุคไฟฟ้า และวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล

    ขณะที่วันนี้ หลายประเทศและบริษัทเทคโนโลยีกำลังเริ่มลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ในระดับมหาศาล เพื่อรองรับการใช้งาน AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

    เบื้องหลัง ChatGPT หรือ AI ที่ผู้คนใช้งานทุกวัน จึงมีทั้ง Data Center ระบบไฟฟ้า เครือข่ายชิป และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

    และในภาพใหญ่ Stargate อาจเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่การแข่งขัน AI เริ่มขยายจากหน้าจอแชตบอต ไปสู่การแข่งขันด้าน Data Center พลังงาน ชิป และโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศที่อยู่เบื้องหลัง AI ทั้งหมด

    ที่มา: OpenAI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/ai/stargate-openai-ai-infrastructure&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32ih-59e9S-bAsMqo795ve

  • ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เม.ย.2569 ทรุดแตะ 45.0 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เม.ย.2569 ทรุดแตะ 45.0 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,321 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น จากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า

    กระทรวงพาณิชย์
    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

    ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด 

    อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกยังช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยภาครัฐมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 35.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 36.8 ในเดือนก่อนหน้า 
    และยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น 

    โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนมาจาก 
    (1) ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 
    (2) ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอน ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด ประกอบกับภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ 
    (3) หนี้สินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง 
    (4) ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต 

    อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม อาทิ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับแรงหนุนจากช่วงเทศกาลและการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ซึ่งมีส่วนช่วยประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการลดลงของต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจมีโอกาสค่อย ๆ ฟื้นตัว และช่วยให้ระดับความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

    อย่างไรก็ตาม การปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2569 นี้ สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่น พบว่า สัดส่วนความสำคัญของปัจจัยด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสอง รองจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคับประคองจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะที่ความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้าหรือในอนาคตยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากความคาดหวังต่อมาตรการภาครัฐ และหากสถานการณ์ภายนอกคลี่คลาย โดยเฉพาะด้านพลังงาน จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นทยอยปรับดีขึ้น

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายสำคัญในระยะต่อไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีนโยบายสำคัญ ดังนี้ 
    (1) การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน เร่งดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ผ่านการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐ ควบคู่กับการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในภาคเกษตร เพื่อลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพและเสริมสภาพคล่องให้ครัวเรือน 
    (2) การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรดูแลสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยส่งเสริมการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า พัฒนากระบวนการแปรรูปและโลจิสติกส์ รวมทั้งขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย 
    (3) การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน เร่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการชุมชน ผ่านการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) การขยายช่องทางการตลาด การสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบริการด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น สินค้า GI เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค 
    (4) การสร้างสมดุลการส่งออกมุ่งสร้างสมดุลการค้าโดยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ทั้งการรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ รวมถึงการผลักดันสินค้าไทยให้มีมูลค่าสูงผ่านการแปรรูปและการพัฒนา Local Content เพื่อยกระดับโครงสร้างการส่งออกของประเทศในระยะยาว 
    (5) การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและการปรับปรุงกฎระเบียบเร่งพัฒนาระบบบริการภาครัฐสู่ดิจิทัล ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการและอำนวยความสะดวกทางการค้า พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความทันสมัย โปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยเชื่อว่า นโยบายและมาตรการดังกล่าวจะช่วยประคับประคองค่าครองชีพและส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/275292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DamPZLbggZI8y6P6fIHuT

  • เดินเกมใหญ่! CENTEL ลุย 3 ปี ทุ่มงบ 1.8 หมื่นล้าน ปรับเกมโรงแรม-อาหาร รับพิษเศรษฐกิจ

    เดินเกมใหญ่! CENTEL ลุย 3 ปี ทุ่มงบ 1.8 หมื่นล้าน ปรับเกมโรงแรม-อาหาร รับพิษเศรษฐกิจ

    เดินเกมใหญ่! CENTEL ลุย 3 ปี ทุ่มงบ 1.8 หมื่นล้าน ปรับเกมโรงแรม-อาหาร รับพิษเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจโลกปี 2569 กำลังอยู่ในจังหวะที่เรียกว่าเปราะบางมากที่สุดช่วงหนึ่งในรอบหลายปี!

    สงคราม-ราคาพลังงาน-ดอกเบี้ยสูง-กำลังซื้อชะลอ กำลังกดดันแทบทุกธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะ “ท่องเที่ยวและร้านอาหาร” ถือเป็นธุรกิจแรกๆ ที่ผู้บริโภคพร้อมตัดรายจ่ายทันทีเมื่อเศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน

    ขณะที่หลายบริษัทเลือก “ชะลอการลงทุน” เพื่อรักษาเงินสดและเอาตัวรอด แต่ CENTEL กลับเลือกเดินเกมสวนกระแส ด้วยการทุ่มงบกว่า 18,000 ล้านบาท เดินหน้าขยายโรงแรม รีโนเวตสินทรัพย์ เปิดร้านอาหารใหม่ และรุกตลาดต่างประเทศเต็มกำลัง

    คำถามคือ… นี่คือ “จังหวะทอง” ของการเร่งลงทุนเพื่อกินส่วนแบ่งตลาดในอนาคต หรือกำลังเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน?

    นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินและรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL นำเสนอข้อมูลในงาน Earnings Call ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจในปี 2569 ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจผันผวนว่า เป้าหมายการดำเนินงาน (Guidance) ปี 2569

    ในส่วนของ “ธุรกิจโรงแรม” ตั้งเป้าหมายอัตราการเข้าพัก (Occupancy) ไว้ที่ 70 – 75% รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ราว 4,300 – 4,500 บาท คาดการณ์รายได้แตะระดับ 14,500 – 14,800 ล้านบาท เติบโต 5-7% จากปีก่อน (YoY) เนื่องด้วยการกลับมาของโรงแรมที่ปรับปรุงเสร็จ (พัทยา, กะรน)

    การเปิดดำเนินการเต็มปีของโรงแรมใหม่ อย่าง Centara Grand Lagoon Maldives และโรงแรมใหม่ที่โอซาก้า (Centara Life Osaka) รวมถึงการฟื้นตัวของธุรกิจ MICE ในกรุงเทพฯ

    สำหรับ “ธุรกิจอาหาร” วางเป้าหมายขยายสาขาเพิ่ม 75-85 แห่ง เติบโต 5-6% โดยคาดการยอดขายรวม (รวม JV แต่ไม่รวม Lucky Suki) ทำได้ 18,500 – 18,700 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10% โดยเน้นแบรนด์ที่ทำกำไร ปิดสาขาที่ผลงานไม่ดี และแสวงหาแบรนด์ใหม่หรือการร่วมทุน (JV) เพิ่มเติม

    อย่างไรก็ดี บริษัทเตรียมเปิดตัวแบรนด์ปิ้งย่างเกาหลีชื่อ “ฮานัม บาร์บีคิว” (Hanam BBQ) ในไตรมาส 3/2569

    CENTEL ประกอบธุรกิจ 1. ธุรกิจโรงแรม ในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์ของตนเองได้แก่ เซ็นทารา รีเซิร์ฟ (Centara Reserve), เดอะ เซ็นทารา คอลเลกชัน (The Centara Collection), เซ็นทารา แกรนด์ (Centara Grand), เซ็นทารา(Centara), เซ็นทรา ไลฟ์ (Centara Life) และ โคซี่(COSI) รวมถึงธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมภายใต้สัญญาบริหารโรงแรม

    และ 2. ธุรกิจอาหาร ในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ของตนเอง คือ เดอะ เทอเรส, อาริกาโตะ และแฟรนไชส์ คือ มิสเตอร์โดนัท, เคเอฟซี, อานตี้แอนส์, เปปเปอร์ลันช์, ชาบูตง, โคล สโตน ครีมเมอรี่, โยชิโนยะ, โอโตยะ, โอโตยะ โอกิ คัตสึยะ, ราเมน คาเกทสึ อาราชิ และแบรนด์ร่วมค้าอื่นๆ ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ

    อัดงบลงทุน 1.8 หมื่นล้านใน 3 ปี

    ตัวเลขงบลงทุนที่วางไว้สำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้า (ปี 2569-2571) ตั้งเป้าไว้ประมาณ 18,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนโครงการที่ระบุชัดเจนแล้ว (Baseline) ราว 12,000 ล้านบาท และโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติม ราว 6,000 ล้านบาท

    ขณะที่ งบลงทุนสำหรับปี 2569 คาดอยู่ที่ประมาณ 6,300 – 6,800 ล้านบาท ซึ่งมีการปรับลดลงจากต้นปีประมาณ 700-900 ล้านบาท เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยแบ่งเป็นการลงทุนดังนี้

    • ธุรกิจอาหาร ประมาณ 700-800 ล้านบาท เน้นการขยายสาขา (Outlet) และแบรนด์ที่เพิ่งร่วมทุนใหม่อย่าง Lucky Suki
    • ธุรกิจโรงแรม ประมาณ 3,700-4,000 ล้านบาท
    • ปรับปรุงโรงแรม (Renovation) โรงแรมที่หัวหินและกระบี่ งบประมาณ 2,700 ล้านบาท
    • พลังงานทดแทน ติดตั้งแบตเตอรี่เก็บพลังงานแสงอาทิตย์ที่มัลดีฟส์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายน้ำมันและค่าพลังงานในระยะยาว ราว 250 ล้านบาท
    • โครงการร่วมทุน โรงแรมชั้นประหยัด (Budget Hotel) ร่วมกับ OR ราว 220 ล้านบาท
    • รายจ่ายฝ่ายทุนปกติ (Normal CAPEX) ประมาณ 500-800 ล้านบาท
    • งบสำรองสำหรับโอกาสลงทุนเพิ่มเติม โดยกันไว้ประมาณ 1,900-2,000 ล้านบาท สำหรับทั้งสองธุรกิจ

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐส่งผลบวกหรือไม่?

    ในส่วนของโครงการคนละครึ่งส่งผลบวกน้อยเพราะเน้นรายย่อย แต่เห็นด้วยกับการเน้น “นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” มีการคัดกรองนักท่องเที่ยวมากขึ้น

    และต้องการให้รัฐช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนปรับปรุงทรัพย์สิน

    ราคาพลังงานพุ่ง-สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลอย่างไร?

    ค่า FT ถ้าปรับเพิ่มขึ้นตามข่าวนั้น ย่อมได้รับผลกระทบทั้งในส่วนของธุรกิจอาหารและโรงแรม แม้ธุรกิจโรงแรมอาจได้รับผลกระทบคิดเป็นสัดส่วนรายได้ถือว่าน้อย แต่ในภาวะเช่นนี้อาจต้องพิจารณษอย่างรอบคอบว่าจะบริหารจัดการอย่าง ไร 

    สำหรับสถานการณ์ตะวันออกกลางนั้น บริษัทไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เพียงแต่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับเน้นการลดต้นทุน รักษาภาพคล่อง และเบี่ยงเป้าหมายไปที่ตลาดอื่นที่ได้รับผลกระทบน้อย เช่น รัสเซีย, ออสเตรเลีย และอาเซียน รวมถึงการท่องเที่ยวในไทย

    โอกาสการเติบโต Q2/69

    นายธีรภัทร ธุวะนุติ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ CENTEL กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นไตรมาส 2/2569 ที่มีความท้าทาย ภาพรวมพอร์ตโรงแรม RevPAR ติดลบ 20% เนื่องจากสถานการณ์ในดูไบยังไม่ปกติ หากไม่รวมดูไบ RevPAR จะติดลบเพียงเล็กน้อยประมาณ 4% และหากแยกตามพื้นที่จะเห็นว่า

    • กรุงเทพฯ ผลงานดีขึ้น RevPAR เติบโต 8% YoY
    • ต่างจังหวัด RevPAR ลดลง 6% (หากไม่รวมโรงแรมที่ปิดปรับปรุงที่หัวหินและกระบี่ จะติดลบเพียง 2%) ทำให้พอร์ตในไทยโดยรวมบวกได้ 1%
    • มัลดีฟส์ โรงแรมเดิม RevPAR ลดลง 10% (USD) แต่โรงแรมใหม่ 2 แห่งมีอัตราเข้าพักดีขึ้นที่ 51%
    • ดูไบ อัตราเข้าพักต่ำที่ 34% และ RevPAR ติดลบถึง 87%
    • ญี่ปุ่น โรงแรมเดิมลดลง 9% ส่วนโรงแรมใหม่ (Centara Life Osaka) อยู่ในช่วงเริ่มต้น (Ram up) มีอัตราเข้าพัก 12%

    สำหรับแนวโน้มเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2569 เห็นสัญญาณการจองล่วงหน้า (Forward Booking) ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในไทยที่จะกลับมาเป็นบวก (Low single digit) และมัลดีฟส์ที่จะกลับมาเติบโตได้ 

    ขณะที่ “ธุรกิจอาหาร” ในเดือนเมษายน ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) คาดว่าติดลบเล็กน้อย แต่ยอดขายรวมทั้งระบบ (TSS) รวม JV ยังเป็นบวกในระดับ High single digit.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YoEtqNt5nc13o_90lpIsr

  • “ปกรณ์” เทียบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ชี้ รธน.60 เน้นเสถียรภาพเศรษฐกิจ ไม่เอาเรื่องความเร่งด่วนมาพิจารณา

    “ปกรณ์” เทียบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ชี้ รธน.60 เน้นเสถียรภาพเศรษฐกิจ ไม่เอาเรื่องความเร่งด่วนมาพิจารณา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/147025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12oZ3DmluRNRolxUK_KPlu

  • ดัชนีผู้บริโภค เม.ย.ลดต่อเนื่อง น้ำมันแพงกดกำลังซื้อ

    ดัชนีผู้บริโภค เม.ย.ลดต่อเนื่อง น้ำมันแพงกดกำลังซื้อ

    ดัชนีผู้บริโภค เม.ย. ลดต่อเนื่อง คนไทยยังกังวลเศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ พลังงานแพงจากตะวันออกกลางกดดันกำลังซื้อ แม้ท่องเที่ยว-ส่งออกยังช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 5,321 ราย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ลดลงจาก 45.5 ในเดือนก่อนหน้า และยังต่ำกว่าระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยัง “ไม่มั่นใจ” ต่อภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในช่วงนี้

    นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า ปัจจัยหลักที่กดดันความเชื่อมั่นมาจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง

    consumer-confidence-apr-2026-oil-price-thai-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจยังเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่ ส่งผลต่อรายได้และสภาพคล่อง โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนและผู้ประกอบการที่ยังมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง รวมถึงภาคเกษตรที่ต้องรับมือทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคับประคองจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลและการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ช่วยสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต หรือช่วง 3 เดือนข้างหน้า ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 51.7 จาก 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในระดับ “เชื่อมั่น” สะท้อนว่าประชาชนยังมีความหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น

    สนค. ยังประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับลดลง จะช่วยลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคทยอยฟื้นตัวในระยะต่อไป

    ผลสำรวจยังพบว่า ปัจจัยที่กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คือ ภาวะเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วน 32.25% รองลงมาคือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 30.61% ตามด้วยเศรษฐกิจโลก 14.32% และมาตรการภาครัฐ 9.21% สะท้อนว่า “ค่าพลังงาน” กลายเป็นปัจจัยเศรษฐกิจที่ประชาชนจับตามองมากขึ้นอย่างชัดเจน

    เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า ทุกภูมิภาคยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีระดับความเชื่อมั่นสูงสุดที่ 49.7 ขณะที่ภาคกลางอยู่ต่ำสุดที่ 43.1

    ส่วนการจำแนกตามอาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นเช่นกัน โดยพนักงานรัฐมีระดับความเชื่อมั่นสูงสุดที่ 48.9 ขณะที่เกษตรกรอยู่ที่ 42.8 และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญลดลงเหลือเพียง 30.6 สะท้อนความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ด้านกระทรวงพาณิชย์เตรียมเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพ ควบคู่กับการยกระดับเศรษฐกิจระยะยาว ทั้งการดูแลราคาสินค้า การเพิ่มรายได้เกษตรกร การสนับสนุน SMEs การขยายตลาดส่งออก และการพัฒนาระบบบริการภาครัฐสู่ดิจิทัล เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงต่อจากนี้

    consumer-confidence-apr-2026-oil-price-thai-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/consumer-confidence-apr-2026-oil-price-thai-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uskb_ndjL8VK4tYQLycXn

  • ธนาคารโลกเตือนเศรษฐกิจหมู่เกาะแปซิฟิกชะลอตัวปีนี้จากผลกระทบตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกเตือนเศรษฐกิจหมู่เกาะแปซิฟิกชะลอตัวปีนี้จากผลกระทบตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกเปิดเผยรายงาน Pacific Economic Update ในวันนี้ (12 พ.ค.) คาดว่า เศรษฐกิจของ 11 ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกจะชะลอตัวลงต่อเนื่องในปี 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่เริ่มอ่อนแรงลง

    รายงานระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกชะลอลงสู่ระดับประมาณ 3.2% ในปี 2567 และ 2568 จากระดับ 6.5% ในปี 2566 และคาดว่าจะชะลอลงต่อเนื่องสู่ระดับ 2.8% ในปี 2569 ก่อนฟื้นตัวเล็กน้อยสู่ 3.1% ในปี 2570

    เอคาเทอรีน วาชักมัดเซ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ระบุว่า ภูมิภาคแปซิฟิกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากเศรษฐกิจของหลายประเทศพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงและสินค้าเป็นหลัก

    รายงานครอบคลุม ฟิจิ หมู่เกาะโซโลมอน สหพันธรัฐไมโครนีเซีย คิริบาส หมู่เกาะมาร์แชลล์ นาอูรู ปาเลา ซามัว ตองกา ตูวาลู และวานูอาตู

    ธนาคารโลกระบุว่า ก่อนเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง ทางธนาคารเคยเตรียมปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจของภูมิภาค จากแรงสนับสนุนของภาคท่องเที่ยวและเงินโอนจากต่างประเทศในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 และต้นปี 2569 แต่ปัจจุบันคาดว่าผลกระทบจากวิกฤตจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ลดลงราว 0.2-0.5%

    ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกกำลังพิจารณามาตรการสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศในภูมิภาคเพื่อช่วยรับมือกับผลกระทบของวิกฤตดังกล่าว

    ด้านอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งชะลอตัวลงในปี 2568 มีแนวโน้มกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศเศรษฐกิจแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.5% ในปี 2569 จาก 3.4% ในปี 2568

    รายงานยังระบุว่า หลายประเทศในภูมิภาคมีฐานะการคลังอ่อนแอลงในปี 2568 หลังรัฐบาลยังคงใช้นโยบายการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้การฟื้นฟูฐานะการคลังหลังการระบาดใหญ่ล่าช้า แม้ระดับหนี้สาธารณะโดยรวมลดลงเล็กน้อย แต่หลายประเทศยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านหนี้ในระดับสูง

    นอกจากนี้ ธนาคารโลกมองว่า ความท้าทายระยะยาวของภูมิภาคแปซิฟิกคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่สามารถสร้างงานได้เพียงพอ โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนและผู้หญิง

    วาชักมัดเซระบุว่า ภาครัฐควรเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน ควบคู่กับการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูง และลดอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงานในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้หญิง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/591910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NTjNi3MBJblWB9CE5cMCw

  • เจาะตลาดวัตถุดิบแช่แข็งสำหรับร้านอาหารจีน ปี 2026

    เจาะตลาดวัตถุดิบแช่แข็งสำหรับร้านอาหารจีน ปี 2026

    ปี 2025 ตลาดอาหารแช่แข็งสำหรับร้านอาหารจีนเติบโตร้อยละ 8.6 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตโดยรวมของอุตสาหกรรมอาหารถึง 2.6 เท่า โดยเฉพาะแค่ส่วนของวัตถุดิบแช่แข็งสำหรับปรุงอาหารมีมูลค่ากว่า 180,000 ล้านหยวน (ประมาณ 864,000 ล้านบาท) กล่าวได้ว่าผลิตภัณฑ์วัตถุดิบแช่แข็งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดขั้นตอนการปรุงอาหาร ควบคุมต้นทุน และช่วยผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมร้านอาหารจีนในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว

    แผนที่แสดงพื้นที่ตัวอย่างร้านอาหารและเครื่องดื่มจีน

    5e267263d9f7bc876fd2986d549c76b9.png

    ที่มา: https://mp.weixin.qq.com/s/69mWsES5qeW8hJA0Ulv7sA

    จากข้อมูลแสดงให้เห็นร้านอาหารและเครื่องดื่มของจีน ซึ่งแบ่งตามลักษณะเศรษฐกิจของเมือง ครอบคลุม 30 มณฑล 119 เมือง รวม 21,068 ร้าน โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลดัชนีความคึกคักของธุรกิจร้านอาหารพบว่าเมืองทั้ง 119 เมืองนี้มีสัดส่วนความสำคัญรวมกันถึงร้อยละ 75 ของตลาดทั่วประเทศ และร้านส่วนใหญ่กระจุกตัวในภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ภาคตะวันออกและภาคใต้ เป็นต้น โดยเมืองชั้น 1 อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และเซินเจิ้น ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีเศรษฐกิจพัฒนาเต็มที่ รายได้สูงและกำลังซื้อสูง มีสัดส่วนตลาดร้อยละ 1 ส่วนเมืองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกับเมืองชั้น1 ซึ่งเมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงและมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น เช่น หางโจว เฉิงตู ฉงชิ่ง อู่ฮั่น เป็นต้น มีสัดส่วนถึงร้อยละ 28  ขณะที่เมืองชั้น 2 อาทิ คุนหมิง ฝูโจว เซี่ยเหมิน ฮาร์บิน  มีสัดส่วนร้อยละ 18 และเมืองระดับ 36 อาทิ หลานโจว ก้านโจว กุ้ยหลิน เป็นเมืองรองที่ยังมีโอกาสเติบโต และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42 

    ผลิตภัณฑ์วัตถุดิบแช่แข็งของจีนชนิดต่าง ๆ 

    8b7a18abb483f459531b23ab3335b79a.png

    ที่มา: https://mp.weixin.qq.com/s/69mWsES5qeW8hJA0Ulv7sA

    ผลิตภัณฑ์วัตถุดิบแช่แข็งแบ่งประเภทความพร้อมในการบริโภคออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) พร้อมปรุง  2) กึ่งสำเร็จรูป (ผ่านการแปรรูปบางส่วนและนำไปปรุงต่อได้ทันที) และ 3) พร้อมทาน เห็นได้ว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมวัตถุดิบแช่แข็งนั้นครอบคลุมวัตถุดิบอาหารเกือบทุกประเภท ซึ่งมีส่วนช่วยให้ร้านอาหารสามารถคำนวณปริมาณอาหารได้แม่นยำ รวมถึงควบคุมเวลาในการปรุงและเสิร์ฟอาหารได้มากขึ้น 

    ในปี 2025 มีผลิตภัณฑ์วัตถุดิบแช่แข็งมากกว่า 24,000 รายการถูกใช้ในร้านอาหาร โดยแต่ละร้านใช้ผลิตภัณฑ์วัตถุดิบแช่แข็งประมาณ 17,611 หยวนต่อปี (ประมาณ 84,533 บาท) สินค้าอันดับหนึ่งในหมวดวัตถุดิบแช่แข็ง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ข้าวและบะหมี่แช่แข็ง ซึ่งมีมูลค่าเกิน 73,000 ล้านหยวน (ประมาณ 354,000 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 38.74 ของยอดขายผลิตภัณฑ์วัตถุดิบแช่แข็งทั้งหมด รองลงมาเป็นกลุ่มขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว (糕团类) ซึ่งมียอดขายเติบโตมากสูงถึงร้อยละ 41 มีมูลค่า 1,229 ล้านหยวน (ประมาณ 5,899 ล้านบาท) ในปี 2025 เฉพาะขนมข้าวเหนียวเสียบไม้ (年糕串) มียอดขายพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 520 ​​เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ขนมข้าวเหนียวแบบแผ่น (年糕片) และขนมข้าวเหนียวแบบกรอบ (脆皮年糕) ก็มียอดขายเติบโตร้อยละ 179 และร้อยละ 166 ตามลำดับ ผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวเหนียวเหล่านี้เป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากร้านอาหารต่าง ๆ ได้ปรับเปลี่ยนการนำเสนอขนมแป้งข้าวเหนียวจากเมนูอาหารดั้งเดิมให้เป็นอาหารว่างแบบร่วมสมัย อาทิ การปิ้ง การทอด การเสิร์ฟพร้อมซอสประเภทต่าง ๆ

    รูปภาพขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว (糕团类)

    10847a8e69d0743101ca64ec387209f4.png

    ผลิตภัณฑ์แช่แข็งพร้อมทาน เติบโตร้อยละ 11.3 โดยวัตถุดิบประเภทสัตว์ปีกและเนื้อสัตว์มีส่วนแบ่งการตลาดเกือบร้อยละ 80 ของผลิตภัณฑ์แช่แข็ง โดยอาหารที่มีซอสเข้มข้น อาทิ หมูเปรี้ยวหวานและหมูสามชั้นตุ๋น ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก สอดคล้องกับกระแสความต้องการอาหารจานด่วนแบบ “ไม่ต้องมีเชฟ (去厨师化)” ส่วนอาหารทานเล่นแช่แข็งมีอัตราการเติบโตในภาพรวมร้อยละ 17.7 โดยเมื่อพิจารณารายสินค้าพบว่า ไส้กรอกแช่แข็งกลายเป็นสินค้าที่เติบโตถึงร้อยละ 84.6 ไก่ทอดและไข่ทอดฟู (虎皮炸弹) รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากเนื้อสัมผัสที่เหมือนจริงและรสชาติที่เข้มข้น

    2714b15cfb47393760632d5f4ca02b70.png

    ที่มา:รูปภาพไข่ทอดฟู

    วัตถุดิบแช่แข็งที่เป็นเมนูอาหารท้องถิ่นเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ กล่าวคือ ร้านอาหารในท้องถิ่นมียอดขายเมนูท้องถิ่นค่อนข้างสูง แต่เมนูส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวแค่ในพื้นที่มณฑลใดมณฑลหนึ่ง อาทิ หมูพะโล้สไตล์ฝูเจี้ยนจะมียอดขายสูงในเขตมณฑลฝูเจี้ยน แต่ยังมียอดขายในมณฑลอื่นน้อยกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า วัตถุดิบอาหารแช่แข็งที่เป็นเมนูเฉพาะถิ่นนี้ยังมีศักยภาพที่จะขายในพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต นอกจากนี้ ยังไม่มีแบรนด์ใดครองตลาดอย่างโดดเด่น โดย 10 แบรนด์ชั้นนำผู้ผลิตวัตถุดิบแช่แข็งที่เป็นเมนูท้องถิ่นมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันเพียงร้อยละ 11.9 เท่านั้น ตัวอย่างเช่น บริษัท Anjoy Foods (安井食品) มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 4.9 ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประเภท White-label หรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 49.5

        ในปี 2026 อุตสาหกรรมวัตถุดิบแช่แข็งนี้มีแนวโน้มที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาวัตถุดิบแช่แข็งเพื่อให้ตอบสนองต่อเมนูร้านอาหารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาทิ การปรับปริมาณ (portion size per serving) ให้เหมาะสมกับทั้งต้นทุนและความคาดหวังของผู้บริโภค การพัฒนารสชาติที่ตลาดต้องการ 2) บริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบแช่แข็งจะมุ่งเน้นไปที่ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคเพื่อให้เข้าถึงร้านอาหารต่าง ๆ มากขึ้นเพื่อเพิ่มจำนวนร้านอาหารที่มีแนวโน้มต้องการสินค้าเหล่านี้ และ 3) กระบวนการผลิตที่จะช่วยรักษาโภชนาการและความสดใหม่ของวัตถุดิบ อาทิ การแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว นอกจากนี้ ตลาดอาหารแช่แข็งพร้อมปรุงในธุรกิจร้านอาหารจีนยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยแต่ละหมวดสินค้ามีลักษณะและศักยภาพแตกต่างกัน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง รสชาติเข้มข้น  และเหมาะกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคจะมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่า ขณะที่แบรนด์ขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงผู้ผลิตที่รับทำสินค้าตามสั่งยังคงมีศักยภาพในการเติบโตพอสมควร

    ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: 

    แนวโน้มการเติบโตของผลิตภัณฑ์วัตถุดิบแช่แข็งพร้อมปรุงสำหรับธุรกิจร้านอาหารจีน สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารที่ให้ความสำคัญต่อความสะดวกสบายและมาตรฐานรสชาติมากขึ้น โดยเฉพาะภายใต้ภาวะที่ธุรกิจร้านอาหารเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนแรงงาน การบริหารจัดการหน้าร้าน และความต้องการรักษาคุณภาพอาหารให้มีมาตรฐานสม่ำเสมอ ส่งผลให้วัตถุดิบแช่แข็งพร้อมปรุงกลายเป็นทางเลือกในการลดขั้นตอนการเตรียมอาหารและเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ

    ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอาหารสามารถผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์วัตถุดิบแช่แข็งหรือวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป เพื่อรองรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจร้านอาหารยุคใหม่ที่เน้นระบบครัวมาตรฐานและการใช้วัตถุดิบพร้อมใช้มากขึ้น เช่น ซอสต้มยำ ซอสผัดกะเพรา ซอสผัดพริกแกง หรือซอสแกงเขียวหวาน รวมถึงวัตถุดิบแช่แข็งหมักพร้อมใช้ เช่น เนื้อไก่หมักซอส เนื้อหมูหมักกระเทียมพริกไทย หรือซีฟู้ดหมักพร้อมปรุง ซึ่งร้านอาหารสามารถนำไปทอด ผัด หรือย่างต่อได้ทันที ช่วยลดเวลาการเตรียมและลดการพึ่งพาแรงงานฝีมือในครัว นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดไปสู่กลุ่มวัตถุดิบแช่แข็งพร้อมรับประทานที่อยู่ในกลุ่มอาหารทานเล่น เช่น ไก่ทอดสไตล์ไทย ลูกชิ้นปลาหรือหมู ขนมปังหน้ากุ้ง เกี๊ยวทอด ซึ่งสามารถนำไปอุ่นหรือทอดเสิร์ฟได้ทันทีในร้านอาหาร คาเฟ่ หรือร้านสะดวกซื้อ รวมถึงรองรับการเติบโตของธุรกิจเดลิเวอรีที่ต้องการอาหารที่เตรียมง่ายและจัดส่งได้รวดเร็ว รูปแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของร้านอาหาร แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมรสชาติให้คงที่แม้มีหลายสาขา และสร้างโอกาสในการขยายตลาดทั้งในระดับร้านอาหาร (B2B) และตลาดผู้บริโภครายย่อย (B2C) ได้พร้อมกัน

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดในมณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซีอาจพิจารณาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Top Thai Brands เซี่ยเหมินซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนกันยายนได้ โดยสามารถดูรายละเอียดการเข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาได้ทาง Drive.ditp.go.th หรือสอบถามได้ทางสายด่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169 

    เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน

     6 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/j1kvhfz0f9f9fkosdd9atpfz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dSzh01Sfr65xGBidLXA-x

  • ผนึกกำลังเปิดงานพลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจนครศรีธรรมราช 2569 | TOPNEWS

    ผนึกกำลังเปิดงานพลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจนครศรีธรรมราช 2569 | TOPNEWS

    วันที่ 11 พ.ค. 2569 นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “พลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจนครศรีธรรมราช” ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้น ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ‘84 ทุ่งท่าลาด อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช โดยมีนางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายประสูตร หอมบันเทิง ปลัดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอจาก 23 อำเภอ ภาคเอกชน ผู้แทนหน่วยงาน องค์กร สื่อมวลชนสาขาต่างๆ ตลอดจนประชาชน นักท่องเที่ยวร่วมในพิธีเปิด และร่วมงานเป็นจำนวนมากสำหรับงาน

    โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 โซนเศรษฐกิจ ได้แก่ โซนเขา มี 7 อำเภอ ได้แก่ ลานสกา ฉวาง พิปูน ถ้ำพรรณรา ช้างกลาง นบพิตำ พรหมคีรี ,โซนป่า มี 6 อำเภอ ได้แก่ ทุ่งสง นาบอน ทุ่งใหญ่ บางขัน ร่อนพิบูลย์ จุฬาภรณ์ ,โซนนา มี 6 อำเภอ ได้แก่ เชียรใหญ่ ชะอวด ปากพนัง หัวไทร เฉลิมพระเกียรติ พระพรหม และโซนเล มี 4 อำเภอ ได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช ท่าศาลา สิชล ขนอม แต่ละโซนได้นำเสนออัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น โดยภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย รวม 5 กิจกรรมสำคัญ ประกอบด้วย การประกวดบูธส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก นำเสนอสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และนวัตกรรมท้องถิ่น พร้อมตัดสินจากความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมมือ และศักยภาพเชิงเศรษฐกิจ โดยมีเงินรางวัลรวมหลายระดับสูงสุด 20,000 บาท ,การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งผู้นำท้องที่เปิดเวทีให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และบุคลากรท้องถิ่น แสดงความสามารถทางดนตรี ผ่านรอบคัดเลือกและรอบชิงชนะเลิศ ชิงเงินรางวัลสูงสุด 10,000 บาท ,การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งผู้บริหารท้องถิ่นส่งเสริมภาพลักษณ์ผู้นำท้องถิ่นใกล้ชิดประชาชน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ชิงเงินรางวัลรวมหลายรายการ ,การประกวดรำวงเวียนครกอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รำวงดั้งเดิม และรำวงอนุรักษ์วัฒนธรรม พร้อมเงินรางวัลสูงสุด 20,000 บาท และการเดินแบบผ้าไทยการกุศล “สืบสานภูมิปัญญาผ้าถิ่นเมืองนคร” ส่งเสริมการใช้ผ้าไทยและผ้าพื้นถิ่นนครศรีธรรมราช ทั้งในรูปแบบร่วมสมัยและดั้งเดิม โดยมี นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ควงนางสาววันษา ลีหล้าน้อย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครศรีธรรมราช นำหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ร่วมเดินแบบ พร้อมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์แฟชั่นท้องถิ่น โดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์และกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สู่ความยั่งยืน

    ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า สำหรับงาน “พลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจนครศรีธรรมราช” ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง เกิดการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งบูรณาการอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด กิจกรรมภายในงานจะมีการรวมพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าให้งานนี้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นตลอด 10 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 11 – 20 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของ “เมืองคอน” อย่างครบมิติ ทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชนอย่างแท้   

    กัญญาณัฐ  เพ็ญสวัสดิ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1571748&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22HtYbt-_8GVYjdWIYCmqG