Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเขียนในเครือข่ายสังคม X ว่า

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเขียนในเครือข่ายสังคม X ว่า

    “สิ่งที่ถูกบังคับให้เกิดขึ้นกับประชาชนอิหร่านผู้รักสันติ ไม่ใช่สงครามในรูปแบบปกติ

    ในอีกฝ่ายหนึ่ง คือผู้ที่เพลิดเพลินกับการละเมิดกฎแห่งสงครามและการเหยียบย่ำหลักมนุษยธรรม ผู้ที่ฆ่าคนเพื่อความสนุก สังหารเด็กอย่างโหดเหี้ยมเพื่อทรมานครอบครัวของพวกเขา และโจมตีสนามกีฬาสตรีเพียงเพื่อทดสอบอานุภาพทำลายล้างของขีปนาวุธรุ่นใหม่ของตน

    นี่คือสงครามระหว่างผู้ที่พูดอย่างภาคภูมิใจถึงการจมเรือพลเรือนที่ไม่มีอาวุธเพื่อ ‘ความสนุกที่มากขึ้น’ กับประชาชนที่แม้ท่ามกลางการรุกราน ก็ยังพยายามอย่างที่สุดเพื่อปกป้องชีวิตของผู้บริสุทธิ์

    นี่คือสงครามระหว่างนักโกหกระดับมืออาชีพที่สร้างเรื่องเท็จเพื่ออ้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงของตน กับประชาชนผู้มีเกียรติที่อาศัยเพียงพลังและเจตจำนงของตนเองในการปกป้องมาตุภูมิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

  • จับตานัดสำคัญ ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ โบรกมองบวกหนุน‘หุ้นโลก-ไทย’

    จับตานัดสำคัญ ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ โบรกมองบวกหนุน‘หุ้นโลก-ไทย’

    การพบกันระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” ที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค. นี้ กำลังถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่อาจกำหนดทิศทาง “เศรษฐกิจ” และ “ตลาดทุนโลก” หลังนักลงทุนเผชิญ “แรงกดดัน” ต่อเนื่องจากสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจที่ร้อนแรงขึ้นต่อเนื่อง

    จับตานัดสำคัญ ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ โบรกมองบวกหนุน‘หุ้นโลก-ไทย’

    “ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การพบกันครั้งสำคัญนี้มีแนวโน้ม “เชิงกลางถึงบวก” ต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นโลกและหุ้นไทย โดยคาดการเจรจาจะดำเนินไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ เนื่องจากมีภาคเอกชนรายใหญ่ร่วมเดินทางหารือด้านธุรกิจจำนวนมาก

    ทั้งนี้ การเจรจาไม่น่าจะออกมาใน “เชิงลบ” เนื่องจาก “ทรัมป์” มีท่าทีให้เกียรติประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ค่อนข้างมาก ประกอบกับการเดินทางครั้งนี้มีบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่จากสหรัฐเข้าร่วมหลายแห่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า AI และอุตสาหกรรมชิป ซึ่งสะท้อนความคาดหวังต่อการบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจรวมกัน

    โดยบริษัทที่ถูกจับตาคือ Tesla รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ที่อาจได้รับอานิสงส์หากบรรยากาศความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐผ่อนคลายลง

    สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามจากการเจรจาครั้งนี้ ได้แก่ ความคืบหน้าด้านการค้าระหว่างประเทศ และข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะการส่งออกชิปและเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน รวมถึงนโยบายการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดทั่วโลก

    ในเชิงกลยุทธ์แนะนำให้รอติดตามผลการเจรจาอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม แต่สำหรับผู้ที่เก็งกำไรระยะสั้น มองหุ้นกลุ่ม China Play ยังมีความน่าสนใจ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะบริษัทที่มีฐานการผลิตในจีน รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีที่อาจได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและความต้องการใช้วัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น

    “สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า การเดินทางของสหรัฐครั้งนี้มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลก เนื่องจากมีคณะผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากกว่า 10 รายร่วมเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามรักษาความร่วมมือทางธุรกิจ

    ทั้งนี้ การหารือจะอยู่ที่การเข้าถึงวัตถุดิบต้นน้ำ และเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ โดยทั้งสองประเทศยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพากันซึ่งสหรัฐยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากจีน ขณะที่จีนยังต้องอาศัยชิปเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐ

    โดยในมุมมองต่อตลาดทุน ประเมินผลกระทบจากการพบกันครั้งนี้จะอยู่ในระดับเป็นกลาง ต่อทั้งตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นโลก โดยคาดว่าจะไม่มีทั้งข่าวดีที่เหนือความคาดหมาย หรือมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ ที่จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อการลงทุน ซึ่งกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนควรติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด

    “ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา มองว่าถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะในมิติของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิหลักของมหาอำนาจโลก

    ทั้งนี้ จุดที่น่าจับตามองมากที่สุดการที่ทรัมป์ นำคณะผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐ ร่วมเดินทางไปเจรจากับจีนถึง 16 คน สะท้อนชัดเจนว่าการเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเชิงธุรกิจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรง

    และสิ่งที่ถูกจับตาเป็นพิเศษกลับเป็นการไม่มีชื่อของ Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia อยู่ในคณะเดินทาง ทั้งที่ Nvidia ถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม AI และชิปประมวลผลระดับโลก ซึ่งการไม่เชิญ Nvidia เข้าร่วมครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์ในการเก็บเป็นไพ่ต่อรองสำคัญไว้ใช้ในการเจรจา

    อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐ กำลังผลักดันให้จีนเร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ Made in China อย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันแนวคิดการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1233637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Oi3bxT84jTm88FjrIvtbo

  • รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ประสานทำงานร่วมเอกชน ดันเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ประสานทำงานร่วมเอกชน ดันเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรีด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ กับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อดึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ และปัญหาแรงงาน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

    ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเชิญ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นเวทีประจำในการสะท้อนปัญหา เสนอทางออก และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง เหมือนในอดีตที่ความร่วมมือรัฐ–เอกชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด

    น.ส.รัชดา  กล่าวว่า  นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่อง การเป็น NPL และบางส่วนหลุดไปสู่หนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลจะพิจารณากลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติให้มากที่สุด ควบคู่การพัฒนาศักยภาพให้เป็นเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าซึ่งแข่งขันได้ พร้อมผลักดันการใช้กำลังซื้อภาครัฐผ่านนโยบาย Made in Thailand หรือ MiT เพื่อสร้างคำสั่งซื้อให้สินค้าไทย ช่วยให้เอสเอ็มอีมีรายได้ มีหลักประกัน และเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น

    ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพของเอกชน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้จุดที่ยังเป็น Missing Link ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม แต่คือการวางฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โลจิสติกส์ และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อทำให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือด้านแรงงาน โดย ส.อ.ท.เสนอให้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบการลงทะเบียน การควบคุม และการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนที่ยังอยู่นอกระบบ เนื่องจากแรงงานแต่ละสัญชาติมีทักษะและความชำนาญแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการระบบบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต

    โดยกระทรวงแรงงานได้รับข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนต่อไป โดยเป้าหมายคือการจัดระบบแรงงานให้ถูกต้อง ชัดเจนทั้งด้านความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ และความต่อเนื่องของภาคการผลิต รวมถึงไม่ให้ปัญหาระหว่างรัฐกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้อย่างจำเป็น

    “นายกรัฐมนตรีมองว่าการพบ ส.อ.ท.ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอ แต่เป็นการวางกลไกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน กฎหมาย พลังงาน และแรงงาน เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้ ประชาชนมีงานทำ และประเทศไทยกลับมายืนในจุดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอีกครั้ง” น.ส.รัชดากล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VgtYovSu2VYzysix-YCqO

  • ส่องธุรกิจ “โซลาร์ฟาร์มไทย” เมื่อแสงแดดกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศ

    ส่องธุรกิจ “โซลาร์ฟาร์มไทย” เมื่อแสงแดดกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศ

    ส่องธุรกิจ

    ส่องธุรกิจ “โซลาร์ฟาร์มไทย” เมื่อแสงแดดกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศ

    ข่าวจากเพจ The Northern Report รายงานสั้นๆ ว่า กลางพื้นที่กว้างกว่า 826 ไร่ ที่ตำบลฝายกวาง ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา กำลังมีโครงการพลังงานขนาดใหญ่ที่เริ่มถูกจับตาในแวดวงธุรกิจพลังงานของไทย นั่นคือโครงการโซลาร์ฟาร์มมูลค่ากว่า 5,800 ล้านบาท ของ บริษัท ดวงตะวันพลังงาน จำกัด แม้รายละเอียดของโครงการจะยังเปิดเผยต่อสาธารณะไม่มากนัก แต่เพียงขนาดพื้นที่และเม็ดเงินลงทุนก็เพียงพอจะสะท้อนว่า อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยกำลังเดินเข้าสู่ “ยุคใหม่” อย่างเต็มตัว

    ในอดีต “โซลาร์ฟาร์ม” เคยเป็นธุรกิจที่หลายคนมองว่าไกลเกินจริง ต้นทุนสูง และต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างหนัก แต่วันนี้พลังงานแสงอาทิตย์กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “พลังงานทางเลือก” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ที่มีผลต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนสำรวจโซลาร์ฟาร์มในไทยที่กำลังเปลี่ยนเกมธุรกิจพลังงานในอนาคต

    ย้อนกลับไปเมื่อราว 15 ปีก่อน การลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย ต้นทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าในช่วงปี 2553–2555 อยู่ในระดับสูงมาก โดยโรงไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 80–120 ล้านบาท ขณะที่ประสิทธิภาพของแผงโซลาร์ยังต่ำเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูงกว่าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินอย่างชัดเจน ในเวลานั้น นักลงทุนจำนวนมากยังมองว่าโซลาร์เป็นเพียงธุรกิจที่เหมาะกับการทดลอง มากกว่าจะเป็นธุรกิจพลังงานหลักของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมพลังงานโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว เมื่อจีนกลายเป็นฐานการผลิตแผงโซลาร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก การผลิตจำนวนมหาศาลทำให้ราคาแผงโซลาร์ลดลงต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันต้นทุนติดตั้งโซลาร์ฟาร์มในไทยลดลงเหลือเฉลี่ยราว 25–40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ระบบสายส่ง และการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ International Energy Agency (IEA) หรือสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ระบุว่า พลังงานแสงอาทิตย์กำลังกลายเป็น “แหล่งผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุดในประวัติศาสตร์” สำหรับหลายประเทศทั่วโลก

    ส่องธุรกิจ

    สำหรับประเทศไทย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากนโยบายภาครัฐ

    ในช่วงปลายทศวรรษ 2550 รัฐบาลเริ่มใช้นโยบาย “Adder” เพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิธีจ่าย “เงินเพิ่ม” จากค่าไฟปกติให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม และชีวมวล เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงในเวลานั้น หากค่าไฟทั่วไปขายได้ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย รัฐอาจจ่ายส่วนเพิ่มอีก 5–8 บาทต่อหน่วยให้กับโซลาร์ฟาร์ม ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มมองเห็นความคุ้มค่าทางธุรกิจ

    ต่อมา เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลง ภาครัฐจึงเริ่มปรับนโยบายจากระบบ Adder ไปสู่ “Feed-in Tariff” หรือ FiT ซึ่งเป็นระบบกำหนด “ราคารับซื้อไฟฟ้าคงที่” ให้กับผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนตลอดอายุสัญญา วิธีนี้ช่วยให้รัฐควบคุมต้นทุนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้นักลงทุนสามารถประเมินรายได้ระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ระบุว่า ระบบ FiT เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งการลงทุนพลังงานสะอาดของประเทศ และเป็นเครื่องมือหลักในการผลักดันสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าไทย

    ผลจากนโยบายเหล่านี้ ทำให้ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่เป็นเพียงโครงการทดลองขนาดเล็ก ปัจจุบันได้กลายเป็นอุตสาหกรรมระดับหลายแสนล้านบาท และดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่เข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น GULF Energy Development, BCPG, B.Grimm Power และ Energy Absolute (EA) ซึ่งต่างเร่งขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ทั้งโซลาร์ฟาร์ม ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า

    จากเดิมที่การลงทุนกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดหลัก ปัจจุบันคลื่นลูกใหม่ของโซลาร์ฟาร์มเริ่มขยายตัวสู่จังหวัดรองอย่างพะเยา เพชรบูรณ์ อุดรธานี เชียงราย และนครศรีธรรมราช เพราะนักลงทุนเริ่มมองหาพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าและยังมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง โครงการที่เชียงคำ จังหวัดพะเยา จึงสะท้อนเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน

    ส่องธุรกิจ

    หากประเมินจากพื้นที่ 826 ไร่ โครงการดังกล่าวอาจมีกำลังการผลิตระดับ 70–100 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และหากคำนวณจากมูลค่าการลงทุนที่สูงกว่า 5,800 ล้านบาท ก็มีความเป็นไปได้ว่าโครงการอาจรวมระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Battery Energy Storage System (BESS) เข้าไปด้วย ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจพลังงานยุคใหม่

    ปัญหาใหญ่ของพลังงานแสงอาทิตย์คือสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงกลางวัน ระบบแบตเตอรี่จึงมีบทบาทสำคัญในการเก็บพลังงานไว้ใช้ในช่วงกลางคืน และช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุค “Solar + Battery” และประเทศไทยเองก็กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน

    ขณะเดียวกัน โลกธุรกิจก็กำลังผลักดันความต้องการพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ Amazon Web Services ต่างประกาศเป้าหมายใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายใต้แนวคิด RE100 เมื่อประเทศไทยกำลังกลายเป็นฐานใหม่ของธุรกิจ Data Center ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความต้องการ “ไฟฟ้าสะอาด” จึงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของอุตสาหกรรมโซลาร์ไทย

    ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังพยายามสร้างจุดแข็งใหม่ผ่านโครงการ “Floating Solar” หรือโซลาร์ลอยน้ำ หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ เขื่อนสิรินธร ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ EGAT ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นระบบ Hybrid Hydro-Floating Solar ขนาดใหญ่ระดับโลก การใช้ผิวน้ำของเขื่อนเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์ ไม่เพียงช่วยลดการใช้พื้นที่บนบก แต่ยังช่วยลดอุณหภูมิของแผง ทำให้ผลิตไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โครงการลักษณะนี้กำลังกลายเป็นต้นแบบใหม่ของพลังงานสะอาดไทยในสายตานานาชาติ

    แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมจะดูสดใส แต่โซลาร์ฟาร์มก็ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งปัญหาการใช้พื้นที่เกษตร ความสามารถในการรองรับของระบบสายส่ง และความไม่เสถียรของพลังงานแสงอาทิตย์ หลายพื้นที่ของไทยเริ่มเผชิญปัญหา “ผลิตไฟได้ แต่ส่งไฟเข้าระบบไม่ได้” เพราะโครงสร้างสายส่งยังรองรับไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน ภาระค่าใช้จ่ายจากนโยบาย Adder และ FiT ในอดีตก็ยังเป็นประเด็นถกเถียง เนื่องจากรัฐต้องรับซื้อไฟฟ้าในราคาสูงตามสัญญาระยะยาว ซึ่งบางฝ่ายมองว่าอาจกลายเป็นภาระต่อระบบค่าไฟฟ้าในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพใหญ่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแผงโซลาร์ในประเทศ แต่คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ของไทย จากอดีตที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และน้ำมัน ไปสู่ระบบพลังงานใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่าง Solar, Battery, EV, Smart Grid และ Data Center เข้าด้วยกัน

    และบางที โครงการโซลาร์ฟาร์มกลางทุ่งในเชียงคำ จังหวัดพะเยา อาจไม่ใช่เพียงข่าวการลงทุนระดับท้องถิ่น หากแต่เป็นสัญญาณของยุคสมัยใหม่ ที่ “แสงแดด” กำลังกลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/742283&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dsYGXh3s2hA7KDY8g3CHt

  • ลิสต์สินค้าไทยพึ่งพาตลาดเดียว        เศรษฐกิจบนเส้นทางที่รอการปฎิรูป

    ลิสต์สินค้าไทยพึ่งพาตลาดเดียว เศรษฐกิจบนเส้นทางที่รอการปฎิรูป

    เมื่อเร็วๆนี้ เกิดเหตุจีนระงับการส่งออกไก่ของ17 โรงผลิต จากที่ไทยเคยส่งออกได้ 22 โรงผลิต ทำให้ปัจจุบันส่งออกได้เพียง 5 โรงผลิตเท่านั้น

    สาเหตุที่เปิดเผยคือการเพิ่มความเข้มงวดกับระบบการตรวจสอบมาตรฐานการผลิตและสุขอนามัยของโรงงานส่งออก ปัจจุบันกรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างเจรจาและ อีกสาเหตุคือ จีนขยายกำลังการผลิต ให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดการนำเข้า เพื่อพึ่งพาตัวเองด้านความมั่นคงอาหารให้ได้มากที่สุด 

          การส่งออกไก่ไปจีน เป็นตัวอย่างสินค้าที่ทำให้ชะตากรรมการค้าระหว่างประเทศของไทยและรายได้ที่จะหล่อเลี้ยงเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวนไทย ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย แบบ “อนาคตคือแล้วแต่จีน”

    เช่นเดียวกับ สินค้าทุเรียนสด ตามข้อมูลดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร เดือนมี.ค.2569 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ระบุว่า การส่งออกไปตลาดหลัก โดยเฉพาะประเทศจีนมีข้อจำกัดด้านมาตรการ ตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวดขึ้น ทำให้กระบวนการระบายสินค้าเกิดความล่าช้า อีกทั้งต้นทุนโลจิสติกส์และการแข่งขัน จากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเพิ่มขึ้น

     อีกหนึ่งตัวอย่างคือ ลำไย ที่ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งแก้ไขวิกฤติสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยตามมาตรฐานใหม่ของจีน และปรับปรุงเทคนิคเพื่อรักษาผิวลำไยให้เป็นสีเหลืองทองตามความต้องการของตลาดจีน

     ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สินค้าหลายรายการของไทยมี“จีน”เป็นตลาดหลักเบอร์ 1 เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ส่งออกรวม(ปี 2568)95,032 ล้านบาท เป็นการส่งออกไปที่จีน 53,343 ล้านบาท หรือ กินสัดส่วนส่งออกถึง 56.13% 

    ลำไยสด มูลค่า 17,892 ล้านบาท ตลาดจีน 12,110 ล้านบาท สัดส่วน 67.69%  ,ทุเรียนสด มูลค่า 125,737 ล้านบาท ตลาดจีน 122,290 ล้านบาท สัดส่วน 97.26%  ยางพารา มูลค่า 164,965 ล้านบาท ตลาดจีน 64,672 ล้านบาท สัดส่วน 39.20% เม็ดพลาสติก มูลค่า 277,021 ล้านบาท ตลาดจีน 68,392 ล้านบาท สัดส่วน 24.69% 

    จึงไม่น่าแปลกใจที่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าโดยเฉพาะผลไม้ไทย จึงมี “จีน”เข้ามาอยู่และเป็นผู้เล่นหลัก ในบทบาท“ล้ง” เพราะกลุ่มทุนเหล่านี้ มีทั้งเงินและตลาดปลายทางอยู่ในกำมือ อิทธิพลของล้งจีน จึงเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจรากฐานของไทย 

    ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า จํานวนล้งผลไม้ในไทย(ข้อมูล ณ วันที่ 28 พ.ค.2567) ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรเพื่อส่งออกไปจีนทั้งหมด 2,122 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง (รวมภาคตะวันออกและภาคตะวันตก) 1,252 ราย

     ลิสต์สินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดเดียวอย่างจีน หรือแม้แต่สหรัฐ หรือ ตลาดอื่นๆเป็นเหมือนการนำเศรษฐกิจประเทศเดิมพันไว้กับม้าตัวเดียวที่ไม่รู้ว่าจะพยศเมื่อไหร่ หรือ ขี้เกียจ ไม่วิ่งหรือไม่เดินวันไหน 

    ดังนั้น การปฎิรูปโครงสร้างสินค้าเหล่านี้จึงเป็นงานด่วน ด่วน ที่รัฐบาลต้องเบรกความเสียหายไม่ให้เกิดเหตุซ้ำเหมือน“มะพร้าวน้ำหอม”ที่จนถึงตอนนี้ ก็ยังสาละวนไม่มีทางออกที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสินค้าไทยได้อย่างแท้จริง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E8-k0AWSyNjN5pCet-UU0

  • คนไทยไม่กล้าใช้จ่าย วิตกเศรษฐกิจซบ-แบกหนี้ท่วมหัว

    คนไทยไม่กล้าใช้จ่าย วิตกเศรษฐกิจซบ-แบกหนี้ท่วมหัว

    คนไทยไม่กล้าใช้จ่าย วิตกเศรษฐกิจซบ-แบกหนี้ท่วมหัว

    วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,321 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น จากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด

    ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 35.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 36.8 ในเดือนก่อนหน้าและยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนมาจาก 1. ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 2. ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอน ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด ประกอบกับภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ 3. หนี้สินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง และ 4. ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการลดลงของต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจมีโอกาสค่อย ๆ ฟื้นตัว และช่วยให้ระดับความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

    นายนันทพงษ์ กล่าวอีกว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็น 32.25  % รองลงมา คือ ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง  30.61 % เศรษฐกิจโลก 14.32 % มาตรการของภาครัฐ  9.21 % ราคาสินค้าเกษตร  4.53 % สังคม/ความมั่นคง  3.48 %  การเมือง  3.10  % ปัจจัยอื่น ๆ  2.03  % และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด  0.47  %   ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในทุกภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.7 ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 46.8 ภาคใต้อยู่ที่ระดับ 44.5 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 43.2 และภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 43.1  ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 48.9 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 46.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 45.5 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.3 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 43.1 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 42.9 และเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 42.8 เช่นเดียวกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นและปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 30.6 ในเดือนปัจจุบัน

     “ การปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2569 นี้ สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นพบว่า สัดส่วนความสำคัญของปัจจัยด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสอง รองจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทย ขณะที่ความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้าหรือในอนาคตยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากความคาดหวังต่อมาตรการภาครัฐ และหากสถานการณ์ภายนอกคลี่คลาย โดยเฉพาะด้านพลังงาน จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นทยอยปรับดีขึ้น “นายนันทพงษ์กล่าว  

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/963965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw349Ct3fOPJFjrGG_hAk-EZ

  • ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น เม.ย. 69 ร่วง 2 เดือนติด

    ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น เม.ย. 69 ร่วง 2 เดือนติด

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. 69 ปรับลดลงต่อเนื่องที่ระดับ 45.0 เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันแพงฉุดกำลังซื้อ พาณิชย์ชี้ท่องเที่ยว-ส่งออกยังช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. 2569 ร่วงต่อเนื่อง

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,321 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น จากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกยังช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยภาครัฐมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง

    4 ปัจจัยหลักฉุดความเชื่อมั่น ท่องเที่ยว-ส่งออกยังพยุงเศรษฐกิจ

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 35.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 36.8 ในเดือนก่อนหน้า และยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนมาจาก

    1. ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

    2. ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอน ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด ประกอบกับภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ 

    3. หนี้สินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง 

    4. ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต 

    อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม อาทิ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับแรงหนุนจากช่วงเทศกาลและการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ซึ่งมีส่วนช่วยประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน 

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการลดลงของต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจมีโอกาสค่อย ๆ ฟื้นตัว และช่วยให้ระดับความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 32.25 รองลงมา คือ ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 30.61 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 14.32 มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 9.21 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 4.53 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 3.48 การเมือง ร้อยละ 3.10 ปัจจัยอื่น ๆ ร้อยละ 2.03 และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 0.47 ตามลำดับ

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในทุกภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.7 ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 46.8 ภาคใต้อยู่ที่ระดับ 44.5 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 43.2 และภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 43.1

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 48.9 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 46.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 45.5 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.3 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 43.1 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 42.9 และเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 42.8 เช่นเดียวกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นและปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 30.6 ในเดือนปัจจุบัน

    นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า
    นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

    นายนันทพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2569 นี้ สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นพบว่า สัดส่วนความสำคัญของปัจจัยด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสอง รองจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคับประคองจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะที่ความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้าหรือในอนาคตยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากความคาดหวังต่อมาตรการภาครัฐ และหากสถานการณ์ภายนอกคลี่คลาย โดยเฉพาะด้านพลังงาน จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นทยอยปรับดีขึ้น

    พาณิชย์เดินหน้า 5 นโยบายดูแลค่าครองชีพ

    ในการนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายสำคัญในระยะต่อไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีนโยบายสำคัญ ดังนี้

    1. การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน เร่งดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ผ่านการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐ ควบคู่กับการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในภาคเกษตร เพื่อลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพและเสริมสภาพคล่องให้ครัวเรือน

    2. การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรดูแลสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยส่งเสริมการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า พัฒนากระบวนการแปรรูปและโลจิสติกส์ รวมทั้งขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย

    3. การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน เร่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการชุมชน ผ่านการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) การขยายช่องทางการตลาด การสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบริการด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น สินค้า GI เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

    4. การสร้างสมดุลการส่งออกมุ่งสร้างสมดุลการค้าโดยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ทั้งการรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ รวมถึงการผลักดันสินค้าไทยให้มีมูลค่าสูงผ่านการแปรรูปและการพัฒนา Local Content เพื่อยกระดับโครงสร้างการส่งออกของประเทศในระยะยาว และ

    5. การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและการปรับปรุงกฎระเบียบเร่งพัฒนาระบบบริการภาครัฐสู่ดิจิทัล ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการและอำนวยความสะดวกทางการค้า พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความทันสมัย โปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ นโยบายและมาตรการดังกล่าวจะช่วยประคับประคองค่าครองชีพและส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2932192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F74MX_2rX5sumhse0bYJD

  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯม.หอกมาค้า ชี้ดัชนีเชื่อมั่นดิ่งรอบ 8 เดือน จับตา “ไทยช่วยไทย พลัส” พยุงศก.

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯม.หอกมาค้า ชี้ดัชนีเชื่อมั่นดิ่งรอบ 8 เดือน จับตา “ไทยช่วยไทย พลัส” พยุงศก.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/147166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o0ARwPB8D-p4yL84N3CvS

  • กลุ่มประเทศ G7 ให้คำมั่นเพิ่มเงินลงทุน ‘ระบบเตือนภัยล่วงหน้า’ ตั้งเป้าปี 2573 ลดความเสียหายเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน | SDG Move

    กลุ่มประเทศ G7 ให้คำมั่นเพิ่มเงินลงทุน ‘ระบบเตือนภัยล่วงหน้า’ ตั้งเป้าปี 2573 ลดความเสียหายเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน | SDG Move

    กว่า 50 ปีในการก่อตั้งกลุ่ม G7 (Group of Seven) เพื่อรับมือกับประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก โดยมีการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 จะจัดขึ้น ณ เมืองเอวิยอง ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 15 – 17 มิถุนายน 2569 ซึ่งก่อนถึงการประชุมดังกล่าว ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาของ G7 ที่กรุงปารีส ภายใต้ความตระหนักถึงผลประโยชน์ร่วมกันในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัว เพื่อปกป้องประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานจากภัยพิบัติ  

    การประชุมนี้ ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรได้ให้คำมั่นสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมแก่โครงการด้านความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Climate Risk and Early Warning Systems: CREWS) ซึ่งมุ่งเน้นให้ประชาชนที่มีความเสี่ยงสูงสุดในประเทศรายได้น้อยสามารถเข้าถึงระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ช่วยรักษาชีวิต และลดความเสี่ยงจากภัยอันตรายที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศได้อย่างทั่วถึง

    Éléonore Caroit รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและยุโรปของฝรั่งเศส และ Baroness Chapman of Darlington รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาระหว่างประเทศและแอฟริกาของสหราชอาณาจักร ได้ประกาศการสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ร่วมกับสหภาพยุโรป ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิก G7 อื่น ๆ สนับสนุนความพยายามร่วมกันของโครงการด้านความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อเสริมสร้างระบบพยากรณ์และการเตือนภัยในประเทศรายได้น้อย

    Éléonore Caroit กล่าวว่า “โครงการ CREWS ได้ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือภัยพิบัติให้แก่ 77 ประเทศ และประชาชนมากกว่า 400 ล้านคน ผ่านระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยมีการลงทุนกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันความสูญเสียได้สูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และลดอัตราการเสียชีวิตจากภัยพิบัติลงได้ถึงหกเท่า”

    สำหรับปี 2569 จึงมีการประกาศสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 3 ล้านยูโร (ประมาณ 114 ล้านบาท) จากฝรั่งเศสและเงินสนับสนุนในระดับใกล้เคียงกันจากสหราชอาณาจักรเข้าสู่กองทุนทรัสต์ของ CREWS ทำให้โครงการเข้าใกล้เป้าหมายในการลดช่องว่างด้านศักยภาพระบบเตือนภัยล่วงหน้ามากยิ่งขึ้น ในประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries: LDCs) และประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก (Small Island Developing States: SIDS) ภายในปี 2573 

    จากที่กล่าวข้างต้น ปัจจุบันประชาชนกว่า 400 ล้านคนสามารถเข้าถึงบริการเตือนภัยล่วงหน้าที่ช่วยรักษาชีวิตได้ โดยโครงการ CREWS ยังสามารถระดมเงินทุนได้ถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.02 แสนล้านบาท) จากธนาคารโลก (World Bank) และสถาบันการเงินอื่น ๆ รวมถึงช่วยให้นานาประเทศเข้าถึงเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปิดช่องว่างด้านศักยภาพของระบบเตือนภัยล่วงหน้า โครงการ CREWS ได้อาศัยความเชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำหลายแห่ง ได้แก่ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization :WMO) สำนักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UN Office for Disaster Risk Reduction: UNDRR) สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) ขบวนการกาชาดและเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ ตลอดจนธนาคารเพื่อการพัฒนา

    ด้าน Ko Barrett รองเลขาธิการ WMO กล่าวว่า “โครงการ CREWS เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกในการเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติจริง ตั้งแต่ปี 2560 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้ดำเนินโครงการภายใต้ CREWS มูลค่า 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติในกว่า 70 ประเทศ ให้สามารถจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้คน” 

    เมื่อที่ประชุม G7 ได้ข้อมูลว่าภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศกำลังก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และส่งผลให้ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจึงถือเป็นวาระการพัฒนาร่วมกันของนานาชาติ เนื่องจากสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากภัยพิบัติได้มากถึง 6 เท่า อีกทั้งทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่ลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 10 ดอลลาร์สหรัฐ และการแจ้งเตือนล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนเกิดพายุ ยังช่วยลดความเสียหายที่ตามมาได้ถึง 30% อย่างไรก็ตาม หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่สุด ยังขาดศักยภาพที่จำเป็นในแจ้งเตือนต่อภัยพิบัติให้แก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการป้องกันล่วงหน้าเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นระบบเตือนภัยล่วงหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญในการช่วยรักษาชีวิตผู้คน

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 แสดงความมุ่งมั่น – ที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี 2573 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
    – กลุ่มประเทศ G7 ตกลงยุติให้เงินอุดหนุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2021 
    – ความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน อาจฉุดรั้งความก้าวหน้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อจัดการวิกฤตสภาพภูมิอากาศ 
    – สรุปประชุม COP27 อะไรคือประเด็นที่น่าจับตามอง เน้นย้ำ “ความสูญเสียและเสียหาย” จากภาวะโลกร้อน
    – COP 27 ย้ำการปกป้อง ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ เชื่อมโยงกับ ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ เป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกออกจากกัน 

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
    – (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
    – (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า
    – (13.a) ดำเนินการให้เกิดผลตามพันธกรณีที่ผูกมัดต่อประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีเป้าหมายร่วมกันระดมทุนจากทุกแหล่งให้ได้จำนวน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ภายในปี 2563 เพื่อจะแก้ปัญหาความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนาในบริบทของการดำเนินการด้านการบรรเทาที่ชัดเจนและมีความโปร่งใสในการดำเนินงานและทำให้กองทุน Green Climate Fund ดำเนินการอย่างเต็มที่โดยเร็วที่สุดผ่านการให้ทุน
    #SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
    – (17.3) ระดมทรัพยากรทางการเงินเพิ่มเติมจากแหล่งที่หลากหลายไปยังประเทศกำลังพัฒนา
    – (17.16) ยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมเติมเต็มหุ้นส่วนความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลายซึ่งจะระดมและแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรด้านการเงิน เพื่อจะสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

    แหล่งที่มา: Climate Risk and Early Warning Systems initiative gets financial boost from G7 countries (WMO)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    จำนวนครั้งที่เข้าชม: 191

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/05/12/g7-climate-risk-and-early-warning-systems/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vZ1SZg0LEj9fAHh0p9qcz

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ร่วงต่อ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ร่วงต่อ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือน เม.ย. 69 อยู่ที่ 50.6 ปรับตัวลดลงจาก 51.8 ใน มี.ค. โดยอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และค่าครองชีพของประชาชน

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 44.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.0

    นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในทุกรายการ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และยังอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมัน และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทย และการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

    ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงคราม และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

    สำหรับปัจจัยลบที่สำคัญในเดือนเม.ย.นี้

    1. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ส่งผลให้สิ่งที่ได้จากการผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยเคมี เม็ดพลาสติก ในตลาดโลกราคาปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าของทั่วโลกรวมทั้งไทยปรับเพิ่มขึ้น

    2. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 69 ลงเหลือ 1.6% จากเดิมคาดโต 2.0% เนื่องจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน

    3. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 70 ลงเหลือ 2.0% จากเดิมคาดโต 2.3% โดยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบผ่านมายังต้นทุนภาคธุรกิจ และบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

    4. ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    5. ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ อีกทั้งกังวลกับรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ครัวเรือนบางส่วน ปรับแผนการใช้จ่าย หรือเลื่อนการลงทุนเล็กน้อย

    6. สินค้าเกษตร เช่น ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีราคาอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มาก

    7. เงินบาทปรับอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับ 32.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนมี.ค.69 มาอยู่ที่ 32.34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนเม.ย.69

    8. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย – กัมพูชา แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงแล้วก็ตาม

    9. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอล-ขบวนการฮามาส (Hamas) ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน และพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น

    10. ความกังวลต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเขตพื้นที่ กทม. และปริมณฑล และในบางจังหวัดของภาคเหนือ และภาคกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

    ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี, การส่งออกของไทยในเดือนมี.ค.69 มีมูลค่า 35,157 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18.67% และความคาดหวังต่อนโยบาย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวลดลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานในปัจจุบัน ต่ำสุดในรอบ 40 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความรู้สึกไม่มั่นคงในงาน จึงส่งผลมาที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางาน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ส่งผลไปถึงภาพของการบริโภค การซื้อรถยนต์ การซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง

    “ดังนั้นภาพบรรยากาศเศรษฐกิจ จะเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องในขณะนี้ แต่ผู้ประกอบการเป็นตัวชี้วัดว่า สภาพคล่องหาย กำลังซื้อหาย และมีต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการเป็นตัวชี้เศรษฐกิจที่มองว่า ทั้งปัจจุบัน และอนาคต ยังเป็นขาลง” นายธนวรรธน์ กล่าว

    ทั้งนี้ จะเห็นสิ่งที่ภาครัฐดำเนินการเพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัว ไม่ว่าจะเป็น การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% เพื่อทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และเอื้อต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ, การออกโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเประบาง เช่น ภาคขนส่ง ประมง และเกษตร เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไม่ผลักราคาสินค้าไปสู่ประชาชนที่เป็นผู้บริโภค ที่จะนำไปสู่การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในอนาคต

    อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ไม่ได้มีความรุนแรงในเดือนพ.ค.นี้ และราคาน้ำมันดิบยังไม่ขึ้นไปทะลุ 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ยังทรงตัวในระดับ 40 บาท/ลิตร ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังสามารถดูแลสถานการณ์ได้อยู่ ปัจจัยเหล่านี้ ก็จะช่วยประคองเงินเฟ้อ และราคาสินค้าไม่แพงเกินไป ประชาชนยังมีการจับจ่ายใช้สอยได้ไม่สะดุด และเมื่อเริ่มมีการลงทะเบียนใช้จ่ายในโครงการ คนละครึ่งพลัส (ไทยช่วยไทย พลัส) ตั้งแต่ 25 พ.ค. และเริ่มใช้จ่ายจริงตั้งแต่มิ.ย.69 ก็คาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะเริ่มเงยหัวขึ้นได้ในเดือนพ.ค.

    “การใช้จ่ายในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จากประชาชนกว่า 30 ล้านคน ซึ่งรวมทั้งในส่วนของโครงการคนละครึ่ง พลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมระยะเวลา 4 เดือนนั้น คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 2 แสนล้านบาท หรือประมาณเดือนละ 5 หมื่นล้านบาท จะช่วยพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่าจะหนุนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.2-0.3% จากเดิม” นายธนวรรธน์ กล่าว

    พร้อมประเมินว่า การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน จะยังไม่คึกคักมากนักในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่หลังจากนั้น จะได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทย ที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจให้พลิกฟื้นขึ้น และทำให้ความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ค่อยคลายตัวดีขึ้น

    อย่างไรก็ดี หากสงครามตะวันออกกลาง มีสัญญาณคลี่คลายลงในช่วง 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค.) และไม่ลากยาวไปถึง 6 เดือน (ถึง ส.ค.) ก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวได้ 1.0-1.5% และหากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว เมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังจะออกมานี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ขยายตัวได้ 1.5-2.0% ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 หรือกลางไตรมาส 4 ของปีนี้

    “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่น่าจะเห็นชัดเจนขึ้น คาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายไตรมาส 3 หลังจากที่ประคองสถานการณ์การใช้จ่าย 4 เดือน ตั้งแต่มิ.ย.-ก.ย. ดังนั้นปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 น่าจะเห็นสัญญาณของการปรับบวก และศูนย์พยากรณ์ฯ จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจของปีนี้ใหม่อีกครั้ง” นายธนวรรธน์ ระบุ

    • ดัชนีความคิดเห็นทางการเมือง เม.ย.69 ร่วงครั้งแรกในปีนี้

    นายธนวรรธน์ ยังกล่าวถึงดัชนีความคิดเห็นสถานการณ์ทางการเมือง เดือนเม.ย.69 ที่ปรับตัวลดลงเป็นเดือนแรก ว่า เนื่องจากเริ่มเห็นกระแสวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ที่ไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม ภายหลังค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น และเศรษฐกิจชะลอตัวลง รวมถึงการคัดค้านนโยบายหลายอย่างของรัฐบาล จึงทำให้เริ่มเห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์การงานของรัฐบาลในเชิงลบ ซึ่งเป็นผลตามมาจากภาวะเศรษฐกิจที่มีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และบรรยากาศเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จากภาวะราคาน้ำมันแพง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของบรรยากาศ และอารมณ์ของผู้คน

    อย่างไรก็ดี มองว่ายังไม่เป็นอันตราย หรือเป็นจุดที่ต้องระวัง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลเองก็ทราบดี และพยายามเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้

    “กระแสความนิยมของรัฐบาลส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากความเดือดร้อนด้านเศรษฐกิจ…บรรยากาศ ทำให้คนมีความมั่นใจต่อเสถียรภาพการเมืองลดลง แต่ไม่ได้ถึงกับเสียอาการ เพราะการปรับลดลง เพิ่งเกิดขึ้นเพียงเดือนแรก ซึ่งอาจเป็นกระแส หรือบรรยากาศทางการเมือง แต่หากทิศทางในอนาคต เศรษฐกิจคลี่คลายลง บรรยากาศทางการเมืองในมุมมองของประชาชน อาจจะดูมีเสถียรภาพมากขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐอาจจะลดน้อยลง” นายธนวรรธน์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/591977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zH4E-Wh-6haWg1p7hRnXj