Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สกมช.เร่งไทย  รับมือภัยควอนตัมด้วย PQC ก่อนเข้า OECD

    สกมช.เร่งไทย  รับมือภัยควอนตัมด้วย PQC ก่อนเข้า OECD

    สกมช.เร่งไทย  รับมือภัยควอนตัมด้วย PQC ก่อนเข้า OECD

    พลอากาศตรีอมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และเลขานุการคณะที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก แสดงความเป็นห่วงปัญหาภัยคุกคามในอนาคต ควอนตัม ยิ่งเมื่อประเทศไทยการโรดแมพเข้าสู่ OECD หวังกระตุ้นให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัจและความจำเป็นต้องเตรียมรับมือภัยคุกคาม

    PQC กับการเข้า OECD ของไทยในปี 2028 คำถาม ไทยกำลังเดินหน้าเข้า OECD

    เลขาธิการ สกมช. ตั้งคำถามว่า แล้วเราพร้อมรับมือภัยควอนตัมด้วย PQC หรือยัง??? OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา มีข้อแนะนำเรื่องเทคโนโลยีควอนตัม ในเอกสาร OECD/LEGAL/0508

    ข้อความที่นำมาอ้าง แปลเป็นภาษาประชาชนได้ 3 เรื่องครับ

    1. มองความเสี่ยงล่วงหน้า ก่อนเทคโนโลยีจะถูกใช้ทำร้ายประชาชน ทำให้ต้องประเมินว่า หากมีผู้นำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้ในทางร้าย จะกระทบประชาธิปไตย ความมั่นคงของประเทศ และความเป็นส่วนตัวอย่างไร รวมถึงการนำไปสอดแนมหรือปิดกั้นข้อมูลโดยพลการและผิดกฎหมาย ตลอดจนผลกระทบต่ออินเทอร์เน็ตที่ควรเปิดกว้าง ปลอดภัย เชื่อมต่อทำงานร่วมกันได้ และเชื่อถือได้

    2. เตรียมระบบสำคัญของประเทศให้รับมือภัยควอนตัมได้ ด้วยการส่งเสริมให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า การเงิน การสื่อสาร และบริการสุขภาพ สามารถรับมือความเสี่ยงจากควอนตัม เพื่อรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวหนึ่งในแนวทางที่เอกสารระบุชัด คือ นำมาตรฐานการเข้ารหัสที่ทนต่อการโจมตีด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัม หรือ PQC มาใช้

    3. ประเมินผลกระทบของเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งงานพลเรือนและการทหาร เทคโนโลยีเดียวกันอาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม และนำไปใช้ด้านการทหารหรือข่าวกรองได้ด้วย จึงต้องประเมินผลกระทบจากการใช้งานเหล่านี้อย่างรอบคอบ

    แล้ว PQC เกี่ยวอะไรกับชีวิตเรา?

    ทุกวันนี้ การทำธุรกรรมออนไลน์และการรับส่งข้อมูลสำคัญ พึ่งพาระบบเข้ารหัสและลายเซ็นดิจิทัล คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีศักยภาพเพียงพอในอนาคตอาจทำลายความปลอดภัยของวิธีที่ใช้อยู่บางประเภทได้

    PQC คือวิธีทางคณิตศาสตร์ที่ออกแบบมาให้ต้านทานการโจมตีลักษณะนี้ และนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้าน เหตุที่ต้องเริ่มเตรียมวันนี้ เพราะผู้โจมตีอาจ “ดักเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสไว้วันนี้ แล้วรอถอดรหัสในอนาคต” ขณะที่การปรับระบบต้องใช้เวลา (nist.gov⁠)

    สำหรับผม คำถามว่า “เราพร้อมหรือยัง?” จึงควรดูจากสิ่งที่ลงมือทำจริง เช่น รู้หรือยังว่าระบบใดใช้การเข้ารหัสที่เสี่ยงต่อควอนตัม รู้หรือยังว่าข้อมูลใดต้องเก็บเป็นความลับไปอีกหลายปี มีแผนเปลี่ยนผ่าน ผู้รับผิดชอบ งบประมาณ และกรอบเวลาหรือยัง เริ่มทดสอบร่วมกับผู้ให้บริการ เพื่อให้เปลี่ยนระบบได้โดยบริการประชาชนยังเดินต่อหรือยัง

    “ผมมองว่า การเตรียม PQC เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความพร้อมของไทยให้สอดคล้องกับทิศทาง OECD และช่วยปกป้องข้อมูลกับบริการที่ประชาชนต้องพึ่งพา”

    PQC ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป”

    เลขาธิการ สกมช. แสดงความเป็นห่วงประเทศไทย หากยังไม่เตรียมรือมือจะกระทบต่อความเชื่อมั่นทางดิจิทัล จึงทิ้งท้ายว่า “ขอ 1 เรื่องได้ไหม ที่ไทยจะไม่รั้งท้ายในการจัดลำดับโลก

    อ้างอิง: OECD/LEGAL/0508 — Recommendation of the Council on Quantum Technologies⁠

    https://legalinstruments.oecd.org/en/instruments/OECD-LEGAL-0508

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ncsa-urges-thailand-prepare-quantum-threats-pqc-before-oecd-accession&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FYclWRAED35zl2mIohyCr

  • “จุลพันธ์” ผนึกพลังรัฐ-เอกชน ปั้นแรงงานโลจิสติกส์ ตรงงาน ตรงทักษะ สร้างรายได้ – สยามรัฐ

    “จุลพันธ์” ผนึกพลังรัฐ-เอกชน ปั้นแรงงานโลจิสติกส์ ตรงงาน ตรงทักษะ สร้างรายได้ – สยามรัฐ

    เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมตามโครงการความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานด้านโลจิสติกส์ โดยมี นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย สมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้อง Grand Ballroom ชั้น 2 โรงแรม Graph Hotel Bangkok แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อ การจัดเก็บสินค้า การบริหารคลังสินค้า การขนส่ง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ดังนั้น การพัฒนากำลังแรงงานให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ จึงเป็นภารกิจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาทักษะและมาตรฐานฝีมือแรงงาน ขณะที่ภาคเอกชนร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง

    นางสาวบุปผา เรืองสุด กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน บูรณาการความร่วมมือกับสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย และสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย ดำเนินการฝึกอบรมภายใต้โครงการพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เพื่อพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

    สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดฝึกอบรมยกระดับฝีมือให้แก่กำลังแรงงาน ระยะเวลา 120–240 ชั่วโมง จำนวน 5 หลักสูตร ได้แก่ ธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ การปฏิบัติการธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ การจัดการโลจิสติกส์สินค้าอันตรายเพื่อการขนส่งข้ามแดนในเขตอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (CLMVT) ตัวแทนออกของเพื่อการส่งออกและนำเข้า และการพัฒนาศักยภาพตัวแทนออกของด้านการนำเข้า–ส่งออกและโลจิสติกส์ มีผู้ผ่านการฝึกอบรมรวม 355 คน ใช้งบประมาณดำเนินการ 5,317,400 บาท

    ผลจากการฝึกอบรมพบว่า มีสถานประกอบกิจการที่เป็นสมาชิกของสมาคมดังกล่าวรับผู้สำเร็จการฝึกอบรมเข้าทำงาน จำนวน 147 บริษัท ผู้สำเร็จการฝึกอบรมมีรายได้รวม 3,994,600 บาทต่อเดือน คิดเป็นรายได้ประมาณ 47,935,200 บาทต่อปี สะท้อนผลสำเร็จของการพัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงกับความต้องการของภาคประกอบการ สามารถสร้างโอกาสในการมีงานทำและสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในวันนี้มีผู้สำเร็จการฝึกอบรมเข้ารับวุฒิบัตร จำนวน 200 คน

    ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำหนดเป้าหมายจัดฝึกอบรมตามโครงการพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ จำนวน 600 คน เพื่อเดินหน้าพัฒนากำลังแรงงานให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน สนับสนุนการมีงานทำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27xylk55SJEnqHaseQ0GX-

  • “ธนกร” หนุนขยาย ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 พร้อมสานต่อ ไทยเที่ยวไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

    “ธนกร” หนุนขยาย ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 พร้อมสานต่อ ไทยเที่ยวไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

    “ธนกร” หนุนขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” เผยรัฐบาลเตรียมสานต่อ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี วอนโรงแรมอย่าฉวยโอกาสขึ้นราคา ลั่น “อนุทิน” ไม่ปล่อยให้เอาเปรียบคนไทยด้วยกัน

    วันที่ 12 กันยายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะให้มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า ขณะนี้เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาถึงความเหมาะสมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ หรือผลตอบรับของโครงการ ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในเฟสแรกนั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าตนไปลงพื้นที่ที่จังหวัดไหนก็จะมีชาวบ้านมาฝากข้อความไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่า ขอให้ต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสไปเรื่อยๆ จนกว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกจะเลิกผันผวน เพื่อให้พี่น้องประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ไม่ต้องลำบากจนเกินไปจากค่าครองชีพต่างๆ ที่สูงขึ้น ที่สำคัญ รัฐบาลก็ชี้แจงไปแล้วว่า วันนี้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ในส่วนของ 2 แสนล้านบาทที่ใช้ไปนั้นยังมีเหลืออยู่ ดังนั้น เชื่อว่าจะสามารถขยายโครงการออกไปได้อีกอย่างน้อย 1-2 เดือน

    นายธนกร กล่าวอีกว่า นอกจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างมากจากพี่น้องประชาชนแล้ว รัฐบาลกำลังเตรียมผลักดันโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกด้วย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2569 โดยเบื้องต้น รัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก โดย 1 สิทธิจะได้รับการสนับสนุนค่าที่พักจ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนที่เหลือประชาชนจ่ายเอง หรือหากค่าที่พักไม่ถึงก็เบิกตามจริง คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2569 เชื่อว่าจะกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศได้แน่นอน

    “เมื่อรัฐบาลมีมาตรการออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ก็อยากจะขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้วยว่า อย่าฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พักเลย เพราะเท่ากับเป็นการเอาเปรียบคนไทยด้วยกันเอง ในยามที่ประเทศต้องการความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจไปให้ได้ ซึ่งท่านนายกฯ ไม่มีทางปล่อยคนที่เอาเปรียบคนไทยด้วยกันเองอย่างแน่นอน ทั้งขึ้นแบล็กลิสต์ ไม่ให้โอกาสเข้าร่วมโครงการได้อีก และดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด” นายธนกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2959137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37z95ZjiqIP0BpWeKQbLSd

  • พ่อค้าแม่ค้าขอนแก่น หวังรัฐบาลต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจจนถึงปีใหม่

    พ่อค้าแม่ค้าขอนแก่น หวังรัฐบาลต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจจนถึงปีใหม่

    พ่อค้าแม่ค้าชาวขอนแก่น หนุนรัฐบาลต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หวังให้ถึงช่วงปีใหม่ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเป็นของขวัญให้คนไทย

    เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 ก.ย. 2569 ที่ศูนย์อาหารและบริการ 3 หนองแวง ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นของพ่อค้าแม่ค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หากมีการต่ออายุโครงการเพิ่ม โดยพบว่าส่วนใหญ่อยากให้มีโครงการต่อออกไปอีกถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง และเป็นของขวัญให้กับประชาชนในช่วงปีใหม่

    โดย น.ส.ปิยธิดา โยเทพ อายุ 29 ปี แม่ค้า กล่าวว่า ไทยช่วยไทยพลัสถือว่ากระตุ้นได้ดี มีการใช้จ่ายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จากเดิมเคยซื้อ 20 พอมีโครงการไทยช่วยไทย ลูกค้าอาจจะซื้อเพิ่มเป็น 40 บาท 60 บาท 80 บาท หรือแล้วแต่ลูกค้าสะดวกที่จะซื้อเพิ่มขึ้น จนเป็นการใช้จ่ายที่มากขึ้น แต่โครงการนี้ก็จะหมดเขตสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่าพ่อค้าแม่ค้าเตรียมตัวกันมาพอสมควรแล้วว่าการค้าขายอาจจะลดลงจากเดิม 

    “พ่อค้าแม่ค้าเตรียมใจไว้แล้ว แต่ถ้ามีต่อโครงการให้อีก เหมือนที่ข่าวกำลังออกมา อาจจะเป็นการกระตุ้นต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปีใหม่ ถือว่าเป็นของขวัญพ่อค้าแม่ค้าในช่วงปีใหม่ก็ได้ ถ้ารัฐบาลใจดี ต่อให้อีก 2-3 เดือน ก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีสำหรับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ดีที่ผ่านมายอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 20% แต่ถ้ามีต่อโครงการนี้ออกไปอีก จะเป็นอะไรที่ดีมาก” น.ส.ปิยธิดา กล่าว

    ขณะที่ นายทนงศักดิ์ สุทิประภา อายุ 59 ปี พ่อค้า กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสนี้ช่วยร้านค้าได้เยอะเพราะว่าลูกค้าที่มาซื้อก็ใช้จ่ายเยอะขึ้น และช่วยประหยัดได้เยอะ ในตลาดแห่งนี้มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการประมาณ 90% หลักๆ คือการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่มีโครงการนี้ หรือถ้าโครงการนี้หมดไป ยอดอาจจะลดลงประมาณ 20- 30% จากช่วงที่เคยมีโครงการ 

    “จากที่เป็นข่าวว่ารัฐบาลจะช่วยต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส ออกไปอีก 2 เดือน ถือว่าเป็นของขวัญให้กับประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าคนที่ค้าขาย เพราะว่าช่วงระยะเวลาจะขยายไปถึงช่วงปีใหม่พอดี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกอย่างช่วยประชาชนประหยัด และช่วยเซฟค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จากที่สอบถามพ่อค้าแม่ค้าด้วยกันและประชาชนที่มาซื้อของ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้รัฐบาลช่วยต่อโครงการนี้ออกไปอีกจนถึงช่วงปีใหม่ ให้เป็นของขวัญแก่ประชาชน” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2959209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PoEebk2kuJ8T9y3SoU-Dq

  • กาฬสินธุ์ปูพรมล่า “ปลาหมอคางดำ” เขื่อนลำปาว หวั่นสะเทือนเศรษฐกิจ 2 พันล้าน

    กาฬสินธุ์ปูพรมล่า “ปลาหมอคางดำ” เขื่อนลำปาว หวั่นสะเทือนเศรษฐกิจ 2 พันล้าน

    วันนี้ (12 ก.ย.2569) จังหวัดกาฬสินธุ์ เร่งตรวจสอบสถานการณ์ปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว หลังมีรายงานพบปลาในพื้นที่ อ.หนองกุงศรี ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ส.ค. ต่อเนื่องถึงต้นเดือน ก.ย. โดยล่าสุดชาวประมงพื้นบ้านจับปลาต้องสงสัยได้เพิ่มอีก 3 ตัว บริเวณท้ายเขื่อนลำปาว ก่อนนำส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

    ผลตรวจยืนยันว่า เป็นปลาหมอคางดำ โดยในจำนวนที่พบมีปลา 2 ตัวที่มีไข่เต็มท้อง สะท้อนความเสี่ยงต่อการขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำ หากไม่สามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว การพบครั้งล่าสุดนับเป็นการพบปลาหมอคางดำต่อเนื่อง ในพื้นที่เขื่อนลำปาว และทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มระดับการเฝ้าระวัง

    ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่สามารถแข่งขันแย่งอาหารและพื้นที่อาศัยกับสัตว์น้ำท้องถิ่น จึงอาจส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับชุมชนประมงหลายอำเภอ

    ปูพรมตรวจ 5 จุดเสี่ยง

    สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจและเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำใน 5 จุดสำคัญ ได้แก่ บริเวณสันเขื่อนและประตูระบายน้ำลำปาว หาดดอกเกตุ อ.เมืองกาฬสินธุ์ สะพานไหลหลอด อ.ท่าคันโท และบ้านโคกสะอาด อ.วังสามหมอ

    การตรวจสอบใช้เครื่องมือประมงในหลายรูปแบบ เพื่อสำรวจชนิดและปริมาณสัตว์น้ำ รวมถึงบันทึกข้อมูลเพื่อติดตามว่า ปลาหมอคางดำยังจำกัดอยู่ในจุดเดิม หรือเริ่มเคลื่อนย้ายและกระจายไปยังพื้นที่อื่นของเขื่อนลำปาวแล้ว

    เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทาง และแหล่งที่มาของปลาหมอคางดำที่พบในพื้นที่ เบื้องต้นตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการนำปลาเข้ามาโดยมนุษย์ เนื่องจากการปรากฏของปลาชนิดนี้ในเขื่อนลำปาวสร้างข้อกังวลต่อชาวประมงและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่

    กาฬสินธุ์ปูพรมล่า

    กาฬสินธุ์ปูพรมล่า “ปลาหมอคางดำ” เขื่อนลำปาว หวั่นสะเทือนเศรษฐกิจ 2 พันล้าน

    จับตาผลกระทบประมงเศรษฐกิจ 2 พันล้านบาท

    เขื่อนลำปาวเป็นแหล่งประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสำคัญของ จ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะการเลี้ยงปลานิลในกระชัง ซึ่งมีผลผลิตมากกว่า 21,000 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,288 ล้านบาท ขณะที่กุ้งก้ามกรามสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 703 ล้านบาท/ปี

    เมื่อรวมเฉพาะปลานิลและกุ้งก้ามกราม มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 2,000 ล้านบาท/ปี ทำให้การควบคุมการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำเป็นภารกิจเร่งด่วน เพราะหากปลาแพร่กระจายเป็นวงกว้าง อาจกระทบต่อผลผลิต ต้นทุนการเพาะเลี้ยง และรายได้ของชุมชนประมง

    ช่วงบ่ายวันนี้ (12 ก.ย.) นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่บริเวณสะพานเทพสุดาและจุดที่พบปลา เพื่อประเมินสถานการณ์ กำหนดมาตรการควบคุม และวางแนวทางกำจัดปลาอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายจำกัดการแพร่พันธุ์ให้ได้ก่อนส่งผลกระทบในวงกว้าง

    กาฬสินธุ์ปูพรมล่า

    กาฬสินธุ์ปูพรมล่า “ปลาหมอคางดำ” เขื่อนลำปาว หวั่นสะเทือนเศรษฐกิจ 2 พันล้าน

    อ่านข่าว :

    “รุทธพล” ชี้ “คุกมีไว้ขังคนจน” เป็นคำพูดในอดีต ยันมีกองทุนยุติธรรมช่วยสู้คดี

    “เต้ อาชีวะ” พาภรรยาเจ้าของสวนสัตว์สมุย ยื่นอุทธรณ์ มท.ทบทวนคำสั่งเนรเทศ

    “พริษฐ์” ชี้ กกต.มีหลักฐานมากพอเอาผิดคดีฮั้ว สว.-แนะจับตามติกล้าเอาผิดหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557837&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sBNdr1tUaX1oXfi3iSR54

  • ผู้ว่าฯ ธปท. เดินหน้าจัดสรรเงินทุน สู่เศรษฐกิจคุณภาพ ลดคอร์รัปชัน | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ ธปท. เดินหน้าจัดสรรเงินทุน สู่เศรษฐกิจคุณภาพ ลดคอร์รัปชัน | เดลินิวส์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บรรยายพิเศษ หัวข้อ “Capital with Purpose เงินทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่า” ในงานมิติหุ้นก้าวสู่ปีที่ 10 “ESG พลิกเศรษฐกิจด้วยพลัง AI” โดยระบุว่า การยื่นมือเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจ ถือเป็นบทบาทใหม่ของแบงก์ขาติ เพิ่มเติมจากเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน เพื่อรองรับความท้าทายที่เปลี่ยนไป

    ภารกิจของ ธปท. เน้นโจทย์สำคัญในการผลักดันให้เกิดการจัดสรรเงินทุนที่นำไปสู่เศรษฐกิจคุณภาพ (Capital with Purpose) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่า ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ 1) การจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ 2) การจัดสรรเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่จากความท้าทาย 3) ลดการไหลของเงินทุนไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบและคอร์รัปชัน

    ซึ่งมาตรการการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศคู่ค้าของธุรกิจส่งออกไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องอาศัยกลไกเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเงินทุนสู่การเปลี่ยนผ่าน

    ธปท. มีบทบาทในการวางรากฐานสำคัญของระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ให้เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ SMEs มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจโลก

    “การเปลี่ยนผ่านสู่ ESG จะให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องคำนึงถึงบริบททางสังคม ควบคู่ไปกับการผลักดันด้านธรรมาภิบาล ให้ความยั่งยืนผสมผสานไปกับการเติบโตทางธุรกิจ เพื่อให้เกิด Shared values ที่แท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6184957/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04U6uQ_8RBFrfC3YlZQCq3

  • เศรษฐกิจอังกฤษฟื้นแกร่ง เอไอช่วยดันโตเร็วสุดในรอบ 18 เดือน | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจอังกฤษฟื้นแกร่ง เอไอช่วยดันโตเร็วสุดในรอบ 18 เดือน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติสหราชอาณาจักร (โอเอ็นเอส) เผยแพร่รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2568 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.2%

    เมื่อเทียบแบบเป็นรายเดือน เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรขยายตัว 0.4% ขณะที่การขยายตัวในช่วง 3 เดือนจนถึงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 0.4% เช่นกัน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากกระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรขยายตัว 1% เมื่อช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 แห่ง (จี 7) อย่างไรก็ตาม นายจอห์น ฮีลีย์ รมว.การคลัง กล่าวว่า แม้เป็น “ความยืดหยุ่นที่น่ายินดี” แต่การเติบโตยังคง “เปราะบาง”

    ด้านนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า การขยายตัวดังกล่าวอาจชะลอลงในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่อีกส่วนเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรแข็งแกร่งจนยากจะมองข้าม

    นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งมองว่า การเติบโตของผลิตภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและมาตรฐานการครองชีพในสหราชอาณาจักร อาจเริ่มฟื้นตัวหลังชะลอลงต่อเนื่องมานานถึง 20 ปี.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6183780/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw227I1p72OogvXrOt-oYpJO

  • ผู้นำอิหร่านประกาศไม่ยอมจำนน หลังสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ผู้นำอิหร่านประกาศไม่ยอมจำนน หลังสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านกล่าวเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ว่า ชาวอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ แม้ต้องเผชิญปัญหาด้านการดำรงชีวิตและการขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวก

    สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่านรายงานว่า เปเซชเคียนกล่าวระหว่างการพบปะกับผู้นำศาสนา นักวิชาการ และนักธุรกิจของอินเดียในกรุงนิวเดลีว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถบีบบังคับให้อิหร่านยอมจำนนด้วยการข่มขู่ จึงพยายามใช้ปัญหาปากท้องและการขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นเครื่องมือกดดัน แต่ชาวอิหร่านจะไม่ยอมจำนน

    เปเซชเคียนยังประณามการปิดล้อมทางทะเลและสงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน โดยกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้อิหร่านเป็นประเทศที่เป็นอิสระ แต่อิหร่านจะไม่ยอมก้มหัวให้กับแรงกดดันของสหรัฐฯ

    อิหร่านตกอยู่ภายใต้การปิดล้อมทางทะเลที่สหรัฐฯ เป็นผู้ดำเนินการมานานหลายเดือน ขณะที่เศรษฐกิจของอิหร่านเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงที่ผ่านมา

    เมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยใช้กับประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมระบุว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวอิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/647600&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Sv-UMxE26wHun–xFQ_Wb

  • ม.มิชิแกนเผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำกว่าคาดในเดือนก.ย. : อินโฟเควสท์

    ม.มิชิแกนเผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำกว่าคาดในเดือนก.ย. : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเบื้องต้นของผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลงสู่ระดับ 47.8 ในเดือนก.ย. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 51.0 จากระดับ 51.7 ในเดือนส.ค.

    ดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า

    ดัชนีภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและดัชนีคาดการณ์ในอนาคตต่างปรับตัวลงในเดือนก.ย.

    ทั้งนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 4.6% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนส.ค.ที่ระดับ 4.0%

    นอกจากนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.4% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนส.ค.ที่ระดับ 3.3%

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/647563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YH_LLUG1-_3s0sAGf6Kf8

  • ดาวโจนส์ 11/09/69 ปิดบวก 509.19 จุด ฟื้นตัวหลังร่วง 4 วัน คลายกังวลราคาน้ำมันก่อนประชุมเฟด – สยามรัฐ

    ดาวโจนส์ 11/09/69 ปิดบวก 509.19 จุด ฟื้นตัวหลังร่วง 4 วัน คลายกังวลราคาน้ำมันก่อนประชุมเฟด – สยามรัฐ

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดในแดนบวกเมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 โดยสามารถยุติการปรับตัวลงติดต่อกัน 4 วัน หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา ช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้นได้ชั่วคราว ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,573.29 จุด เพิ่มขึ้น 509.19 จุด หรือ 0.98% ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,656.98 จุด เพิ่มขึ้น 65.28 จุด หรือ 0.86% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,333.04 จุด เพิ่มขึ้น 251.31 จุด หรือ 0.96%

    การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านต้นทุนและเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญก่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟดในสัปดาห์หน้า

    สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นในดัชนีเอสแอนด์พี 500 พบว่า 9 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปิดตลาดในแดนบวก โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้นมากที่สุด เพิ่มขึ้น 1.35% ตามด้วยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่เพิ่มขึ้น 1.13%

    ส่วนกลุ่มที่ปิดตลาดในแดนลบ ได้แก่ กลุ่มสาธารณูปโภค ซึ่งลดลง 0.34% และกลุ่มเฮลท์แคร์ลดลง 0.14%

    ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตาทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในการประชุมสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uQ-w2WRwufRmttLbpq8ni