Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 14 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 14 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตา 4 ประเด็นร้อน เขย่าการเมือง-เศรษฐกิจไทย สะเทือนเวทีโลกและโลกออนไลน์

    เปิดสัปดาห์ด้วยความเคลื่อนไหวสำคัญในหลายด้าน ตั้งแต่การเมืองไทยที่เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เศรษฐกิจที่รับแรงส่งจากเวทีพลังงานระดับโลก ไปจนถึงประเด็นระหว่างประเทศและภัยใกล้ตัวบนโลกออนไลน์

    1. กกต. ชี้ชะตาคดีฮั้วเลือก สว. 229 ราย
    ประเด็นร้อนที่สุดของการเมืองไทยอยู่ที่การประชุม กกต. เพื่อพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 ราย ครอบคลุมทั้ง สว. นักการเมือง และผู้เกี่ยวข้อง โดยจับตาผลการลงมติและการแถลงอย่างเป็นทางการในช่วงบ่าย เพราะไม่ว่าผลจะออกมาในแนวทางใด ย่อมส่งผลต่อดุลอำนาจทางการเมืองและทิศทางของสภาอย่างมีนัยสำคัญ

    2. Gastech 2026 เปิดเวทีพลังงานโลกในไทย
    ภาคเศรษฐกิจจับตาการเปิดงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ เวทีใหญ่ด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีพลังงานจากนานาชาติ ซึ่งถือเป็นโอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพลังงาน ขณะที่ภาคเอกชนยังมอง GDP ไทยปี 2569 เติบโตประมาณ 2.1–2.5%

    3. โลกจับตาความมั่นคงด้านพลังงาน-การแข่งขันในอวกาศ
    เวทีโลกมีทั้งการประชุม G20 ด้านพลังงานที่สหรัฐฯ ซึ่งมุ่งหารือเรื่องความมั่นคงและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ขณะที่ความร่วมมือด้านอวกาศเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งการเข้าร่วม Artemis Accords ของจิบูตี และงาน World Space Business Week 2026 ที่กรุงปารีส สะท้อนการแข่งขันและการลงทุนใน Space Economy ที่กำลังขยายตัว

    4. โลกออนไลน์เตือนภัยมิจฉาชีพ SMS ใบสั่งจราจรปลอม
    อีกเรื่องที่ใกล้ตัวประชาชนคือการระบาดของ SMS และ QR Code ปลอม อ้างเป็นข้อความแจ้ง ใบสั่งจราจรค้างชำระ หวังหลอกให้เหยื่อกดลิงก์หรือกรอกข้อมูลส่วนตัว จึงควรตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางราชการโดยตรง และหลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา ขณะเดียวกันหลายพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

    ถือเป็นอีกวันที่ต้องจับตาพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่ มติ กกต. ที่อาจเขย่ากระดานการเมืองไทย โอกาสทางเศรษฐกิจจาก Gastech 2026 ทิศทางพลังงานและอวกาศของโลก ไปจนถึงภัยไซเบอร์ที่กระทบประชาชนโดยตรง ซึ่งแต่ละประเด็นล้วนมีโอกาสสร้างแรงกระเพื่อมต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/321340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dch1YVEoApbZvapsYWm8i

  • ‘อนุทิน’ แซยิด 60 ปี ขอทำหน้าที่นายกฯ เพื่อประเทศ-ประชาชน | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ แซยิด 60 ปี ขอทำหน้าที่นายกฯ เพื่อประเทศ-ประชาชน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่บางพลี จ.สมุทรปราการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังทำบุญวันเกิดครบรอบ 60 ปี ที่บ้านพักส่วนตัวย่านบางพลี ว่า ขณะนี้ ตนยังไม่อายุ 60 ปี ต้องรอเวลา 22.00 น. ก่อน

    เมื่อถามว่า อายุครบ 60 ปี ในฐานะนายกรัฐมนตรี อยากส่งสัญญาณการทำงานให้กับประชาชนรับทราบอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนก็ทำหน้าที่นายกฯ จากการที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามา และได้รับความไว้วางใจจากสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตราบใดที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ก็ทำหน้าที่ทุกอย่างเพื่อประเทศและเพื่อประชาชน ไม่มีหน้าที่อื่น นอกจากสองเป้าหมายหลัก

    เมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชนบางส่วนรู้สึกยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาในบางเรื่องได้ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องดูตัวเลขจีดีพีต่างๆ ที่เป็นตัวชี้วัด ที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา มีตัวชี้วัดที่มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการส่งออก เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ และการจ้างงาน ซึ่งตัวชี้วัดต่างๆ ก็ขยับขึ้น แต่ถือว่าเมื่อมีสิ่งที่ดี ก็ต้องมีสิ่งที่ยังไม่ดี ก็ต้องแก้ไขกันไป ถือเป็นเรื่องปกติ ในประเทศมหาอำนาจหรือในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็มีคนตกงาน คนจน และเรื่องที่ต้องแก้ไขอยู่.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6186454/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j4toHTPrdEJqlAly8QDRi

  • อิชิตัน ปักธง New Growth Engine! ผนึกกลุ่มเอกยงวงศ์ ตั้ง “ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์” บุกตลาดปุ๋ย 8 หมื่นล้าน

    อิชิตัน ปักธง New Growth Engine! ผนึกกลุ่มเอกยงวงศ์ ตั้ง “ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์” บุกตลาดปุ๋ย 8 หมื่นล้าน

    บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI เดินเกม New Business ครั้งสำคัญ ขยายฐานรายได้นอกธุรกิจเครื่องดื่มเข้าสู่ภาคเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท เอกยงวงศ์ จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ยรายใหญ่ของไทย จัดตั้ง “บริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด” ทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท โดย ICHI ถือหุ้น 51% และกลุ่มเอกยงวงศ์ถือหุ้น 49%

    การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์สร้าง New Growth Engine ของอิชิตัน กรุ๊ป จากเดิมที่รายได้หลักอยู่ในธุรกิจเครื่องดื่ม สู่ธุรกิจที่มีอุปสงค์ระยะยาวและมีการซื้อซ้ำตามรอบการเพาะปลูก โดยตลาดปุ๋ยเคมีไทยมีมูลค่า กว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ตลาดปุ๋ย Compound NPK ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์พรีเมียมหลักที่ JV จะเข้าไปแข่งขัน มีมูลค่า ประมาณ 32,000 ล้านบาท

    กลยุทธ์ของ “ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์” จะไม่เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ แต่ใช้โมเดล Asset Light และต่อยอดโครงสร้าง พื้นฐาน ทีมขาย เครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศทั่วโลก และคู่ค้าภายในประเทศ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้าน Sourcing และ Supply Chain ที่กลุ่มเอกยงวงศ์มีอยู่แล้ว ช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาด ขณะที่ อิชิตัน กรุ๊ป นำจุดแข็งด้านการสร้างแบรนด์ เงินทุน วินัยทางการเงิน และมาตรฐานการกำกับดูแลของบริษัทจดทะเบียนเข้ามาเสริม

    นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ถ้า อิชิตัน กรุ๊ป จะขยายธุรกิจใหม่ เราไม่อยากเริ่มจากศูนย์ และไม่อยากเข้าไปเพียงเพราะตลาดใหญ่ แต่ต้องเป็นตลาดที่มีดีมานด์จริง มีพาร์ทเนอร์ที่เก่งจริง และเราเติมสิ่งที่เขาขาดได้ ภาคเกษตรคือหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และปุ๋ยเป็นต้นทุนที่เชื่อมตรงกับทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิต การร่วมทุนครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การขายปุ๋ย แต่เป็นการนำจุดแข็งของอิชิตัน กรุ๊ป มารวมกับประสบการณ์ในตลาดปุ๋ยกว่า 30 ปีของกลุ่มเอกยงวงศ์ เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ที่โตไปพร้อมกับเกษตรกร”

    กลุ่มเอกยงวงศ์ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2534 มีรายได้ปี 2568 ประมาณ 3,200 ล้านบาท และอยู่ในระดับชั้นนำของกลุ่มผู้ประกอบการ โดยมีจุดแข็งสำคัญทั้งเครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศทั่วโลก และคู่ค้าภายในประเทศ ความสัมพันธ์กับตลาด การบริหาร Supply Chain ตลอดจนทีมปฏิบัติการที่อยู่ใกล้เกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกจริง

    photorelease_tanferlitizer_

    ด้าน นายวุฒิพงศ์ วนากุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกยงวงศ์ จำกัด กล่าวว่า“ตลาดปุ๋ยเป็นตลาดที่มี Barrier to Entry สูง ทั้งเรื่องความเชื่อมั่นของคู่ค้า ความเข้าใจสินค้า การจัดหา Inventory และ Credit ซึ่งต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการสร้างขึ้นมา การร่วม JV กับอิชิตัน กรุ๊ป จึงไม่ใช่ เพียงการเติมเงินทุนหรือการตลาด แต่คือการนำชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในระดับประเทศของคุณตัน เข้ามาเปิดประตูแห่งโอกาสให้ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    ในฝั่งต้นน้ำความน่าเชื่อถือระดับประเทศของอิชิตัน กรุ๊ป และคุณตันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและเจรจา กับผู้ผลิตแม่ปุ๋ยรายใหญ่ระดับโลก ซึ่งมีผลทั้งต่อการคัดเลือกสินค้า คุณภาพ เงื่อนไขทางการค้า และความ สามารถในการแข่งขัน ขณะที่ในฝั่งปลายน้ำ ความเป็น Public Figure ของคุณตันจะช่วยสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ใหม่ได้เร็วขึ้น ตั้งแต่ คู่ค้ารายใหญ่ ร้านค้าเกษตร ไปจนถึงเกษตรกรรายย่อย

    เมื่อจุดแข็งด้านตลาด Supply Chain และ Field Execution ของกลุ่มเอกยงวงศ์มาเชื่อมกับพลังของแบรนด์และความน่าเชื่อถือของอิชิตัน กรุ๊ป เราเชื่อว่าจะช่วยลดเวลาการสร้างตลาด และทำให้ “ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์” เติบโตได้เร็วกว่าโมเดลที่ต้องเริ่มทุกอย่างจากศูนย์”

    ไม่เริ่มจากศูนย์ ดัน Rampatec เป็นหัวหอก

    ก้าวแรกของ “ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์” จะเริ่มจากการรับโอนแบรนด์ปุ๋ยพรีเมียม Rampatec (แรมปาเทค) ซึ่งกลุ่มเอกยงวงศ์ทำตลาดมาแล้วประมาณ 3 ปี และมียอดขายล่าสุดประมาณ 70 ล้านบาทต่อปี เข้ามาอยู่ภายใต้ JV ทำให้บริษัทสามารถเริ่มสร้างรายได้และขยายตลาดได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาสร้างแบรนด์ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น กลุ่มเป้าหมายหลักในระยะแรกคือเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพผลผลิต และมีความพร้อมลงทุนกับปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย รวมถึงไม้ผลและพืชส่งออกอื่นๆ ก่อนขยายไปสู่ตลาด Premium Mass ในลำดับถัดไป

    จากธุรกิจปุ๋ย สู่ Agri Innovation Platform

    ในระยะยาว “ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์” วางเป้าหมายมากกว่าการเป็นผู้จำหน่ายปุ๋ย โดยมี Roadmap ขยายจากผลิตภัณฑ์ปุ๋ยในปัจจุบัน ไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรที่ตอบโจทย์ประสิทธิภาพและความยั่งยืน เช่น ปุ๋ยเคลือบอะมิโน สารอาหารรอง ผลิตภัณฑ์บำรุงดิน และปุ๋ย Slow Release เป้าหมายปลายทางคือการพัฒนาเป็น Agri Innovation Platform ที่ทำหน้าที่คัดสรรนวัตกรรมการเกษตรจากทั่วโลก นำมาทดลองและพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานจริงของเกษตรกรไทย โดยใช้ทั้งเครือข่ายคู่ค้า และข้อมูลความต้องการของเกษตรกรเป็นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

    สำหรับโครงสร้างการลงทุน ICHI จะลงทุนในส่วนทุนไม่เกิน 76.5 ล้านบาท และทยอยชำระตามงวดที่กำหนดในสัญญา โดยบริษัทจะใช้ระยะเวลาในช่วงแรกสำหรับการจัดตั้งและเตรียมความพร้อม ก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ บริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด จะถูกรวมในงบการเงินรวมของ ICHI ตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/957015/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IdkwuyG4jlyavOClwx9rj

  • สนค. จับตายุทธศาสตร์ “อาหารใหม่” ญี่ปุ่น โอกาสทองที่ธุรกิจไทยต้องคว้า : อินโฟเควสท์

    สนค. จับตายุทธศาสตร์ “อาหารใหม่” ญี่ปุ่น โอกาสทองที่ธุรกิจไทยต้องคว้า : อินโฟเควสท์

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. กำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของญี่ปุ่น หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศร่างแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Investment Roadmap) ระยะยาวถึง ค.ศ.2040 (ปี 2583) โดยยกระดับอุตสาหกรรม “อาหารใหม่” (New Foods) ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ การเคลื่อนไหวนี้ มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ซึ่งถือเป็นเทรนด์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตาม

    แผนการลงทุนระดับชาตินี้ ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินรวมกว่า 370 ล้านล้านเยน ภายในปี ค.ศ. 2040 กำหนด 17 สาขายุทธศาสตร์สำหรับการลงทุนในอนาคต ครอบคลุม 62 ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีสำคัญ ตั้งแต่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด ไปจนถึง Food Tech ซึ่งเป็นหนึ่งใน 17 สาขายุทธศาสตร์ โดยมีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนบก เครื่องจักรอาหาร และอาหารรูปแบบใหม่ (New Food) เพื่อเร่งผลักดันเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นมีศักยภาพสูงไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์

    “ที่น่าสนใจ คือรัฐบาลเตรียมตั้งหมวดงบประมาณใหม่ชื่อ “Strong and Prosperous Japan” แบบไม่มีเพดานวงเงิน และสามารถวางแผนงบระยะยาวได้ เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องคอยของบเพิ่มเติมระหว่างปี” นายนันทพงษ์ กล่าว

    สำหรับอุตสาหกรรมอาหารใหม่ ญี่ปุ่นเน้นไปที่กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Proteins) และอาหารฟังก์ชันเพื่อโภชนาการ (Functional and Nutritional Foods) โดยเตรียมจัดสรรเงินลงทุนราว 1 ล้านล้านเยน เพื่อดันมูลค่าตลาดให้เติบโตแตะ 3 ล้านล้านเยนภายในปี ค.ศ. 2040 (จากปัจจุบันที่ตลาดโปรตีนที่ไม่ได้มาจากสัตว์มีมูลค่า 300,000 ล้านเยน และอาหารฟังก์ชัน 15,000 ล้านเยน)

    ตัวเลขนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการใช้อุตสาหกรรมอาหารเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
    ยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น เลือกที่จะต่อยอดจากจุดแข็งที่ตนมีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation) อาหารฟังก์ชัน และนวัตกรรมสูตรอาหาร มากกว่าจะมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในเชิงพาณิชย์

    นอกจากนี้ ยังวางกลยุทธ์ขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกา และยุโรป ก่อนจะเข้าสู่ตลาดเอเชีย การที่ญี่ปุ่นทุ่มลงทุนในช่วงที่ภาคเอกชนทั่วโลกกำลังชะลอการลงทุนในโปรตีนทางเลือก ถือเป็นการใช้นโยบายภาครัฐระยะยาว เพื่อชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน

    ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารของโลกอยู่แล้ว เพราะมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่งตั้งแต่การวิจัยพื้นฐาน การรับรองผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน อีกทั้งยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านส่วนผสมอาหารและเทคโนโลยีการหมักที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ปัจจัยเหล่านี้ ช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์สุขภาพ สังคมผู้สูงวัย และความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้าสำคัญแถวหน้า โดยในปี 2568 ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอันดับ 3 ของไทย ด้วยมูลค่าส่งออก 5,081.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 166,781 ล้านบาท) แม้ตัวเลขจะลดลง 2.1% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว เงินเยนอ่อนค่า การแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น รวมถึงมาตรฐานอาหารที่เข้มงวดของญี่ปุ่น โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยยังคงเป็นไก่แปรรูป ไก่สดแช่เย็นและแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋อง และยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา

    ญี่ปุ่นไม่เพียงเป็นตลาดรับซื้อ แต่ยังเป็นแหล่งเงินทุนและนวัตกรรมที่สำคัญของไทย ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการส่งออกระดับโลก การเร่งเครื่องลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารใหม่ของญี่ปุ่น จึงเป็น “โอกาสทอง” ให้ผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับตัวเอง โดยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และทักษะการแปรรูป มาต่อยอดผลิตส่วนผสมอาหารเชิงหน้าที่ โปรตีนทางเลือก และอาหารมูลค่าสูง พร้อมขยายความร่วมมือเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น

    ดังนั้น ก้าวต่อไปที่สำคัญของไทย คือการพลิกความท้าทายเป็นโอกาส ด้วยการเร่งพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นสากล พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

    “การเตรียมความพร้อมเหล่านี้ จะปลดล็อกให้ไทยก้าวข้ามบทบาท “ผู้ส่งออกวัตถุดิบ” สู่ “ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ผลิตส่วนผสมอาหารมูลค่าสูง” ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลในห่วงโซ่อาหารโลก และเป็นกุญแจสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” ผู้อำนวยการ สนค. กล่าว

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/647713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22uHXDzz1p_9BK1f6Izp6k

  • ฮูตีรุกหนัก ยึดจุดยุทธศาสตร์ย่างเข้าทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ

    ฮูตีรุกหนัก ยึดจุดยุทธศาสตร์ย่างเข้าทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ

    ฮูตีรุกหนัก ยึดจุดยุทธศาสตร์ย่างเข้าทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ

    ฮูตีรุกคืบรวดเร็วในเยเมน รวบเกาะเพริม ปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน สหรัฐฯ ปฏิเสธส่งทหารช่วยซาอุฯ โดยตรง

    การบุกโจมตีอย่างรวดเร็วของกลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นพันธมิตรของประเทศอิหร่าน ส่งผลให้กลุ่มติดอาวุธดังกล่าวเข้าใกล้ความสามารถในการควบคุมเส้นทางขนส่งทางน้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคตะวันออกกลาง สร้างโจทย์ใหญ่และความกดดันครั้งใหม่ให้แก่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินเข้าสู่เดือนที่ 7

    กองกำลังฮูตีได้รุกคืบลงไปทางตอนใต้ตามแนวชายฝั่งของประเทศเยเมน ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปิดล้อมช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) หรือที่รู้จักกันในนาม “ประตูแห่งความโศกเศร้า” บริเวณปากทางเข้าสู่ทะเลแดง ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้เปิดทางให้รัฐบาลเตหะรานของอิหร่านมีอิทธิพลเหนือน่านน้ำและน่านฟ้าที่เป็นระเบียงขนส่งน้ำมันหลักของโลกทั้งสองแห่งทันที

    ยึดเกาะเพริมกระทบการส่งออกน้ำมันซาอุฯ – บีบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หนัก

    นักรบกลุ่มฮูตีสามารถเคลื่อนกำลังไปถึง “เกาะเพริม” (Perim Island) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางช่องแคบระหว่างเยเมนและทวีปแอฟริกา เหตุการณ์ดังกล่าวกระทบโดยตรงต่อประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างรุนแรง เนื่องจากซาอุฯ ได้เปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมันส่วนใหญ่ไปผ่านท่าเรือในทะเลแดง หลังจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งอยู่อีกฝั่งของคาบสมุทรอาหรับถูกปิดลงจากผลกระทบของสงคราม

    สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบากของทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญกับคะแนนนิยมที่ร่วงลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และพยายามหาทางออกจากความขัดแย้ง โดยล่าสุดได้ประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมอ่อนข้อ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ยังสุ่มเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อโอกาสของพรรครีพับลิกันในการรักษาเสียงข้างมากในรัฐสภาสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้

    สเตเฟน แวร์ธายม์ นักวิชาการอาวุโสจาก Carnegie Endowment for International Peace ระบุว่า ทรัมป์พยายามใช้วิธีบีบเศรษฐกิจอิหร่านพร้อมกับควบคุมระดับการปะทะทางทหารไม่ให้กระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การรุกคืบของฮูตีได้ทำลายแผนการทั้งหมดของทรัมป์ลงอย่างสิ้นเชิง

    ช่องแคบแห่งที่สองวิกฤต – ภาระหนักหน่วงของกองทัพสหรัฐฯ

    ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบคิดเป็น 1 ใน 5 ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก หากกลุ่มฮูตีสามารถปิดช่องแคบบับเอลมันเดบได้สำเร็จ จะเป็นการซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเส้นทางนี้รองรับการขนส่งน้ำมันดิบของโลกอีกราว 7% และคิดเป็น 12% ของปริมาณการค้าทั่วโลก

    เดวิด เชนเกอร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่า นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) เนื่องจากอิหร่านสามารถเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์การขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในโลกได้พร้อมกันทั้งสองแห่ง ส่งผลให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองในมืออย่างมหาศาล

    ขณะเดียวกัน การก้าวเข้าสู่ศึกการต่อสู้กับกลุ่มฮูตี ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับกองทัพสหรัฐฯ ที่กำลังตึงมือกับศึกในอิหร่าน เนื่องจากฮูตีเป็นกองกำลังที่เคยผ่านการปะทะและรอดพ้นจากการโจมตีของทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ มาแล้วในอดีต นอกจากนี้ การเปิดศึกครั้งใหม่ยังอาจขัดต่อข้อตกลงที่ทรัมป์เคยทำไว้กับฮูตีเมื่อปีที่แล้ว ที่สหรัฐฯ สัญญาว่าจะยุติการทิ้งบอมบ์แลกกับการหยุดโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง ซึ่งจะทำให้กองทัพสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าขีปนาวุธจากเยเมนอีกครั้ง

    ทรัมป์ปฏิเสธส่งทหารช่วยซาอุฯ เสนอเพียงการแบ่งปันข่าวกรอง

    รายงานข่าวระบุว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและผู้ปกครองซาอุดีอาระเบียโดยนิตินัย ได้ทรงต่อสายตรงถึงทรัมป์เพื่อขอความช่วยเหลือทางทหารในการต่อสู้กับกลุ่มฮูตี อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้แจ้งว่าวอชิงตันจะไม่เข้าไปแทรกแซงทางทหารโดยตรงในขณะนี้ แต่จะให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลข่าวกรองแทน ซึ่งทรัมป์ได้ยืนยันการพูดคุยดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่ากลุ่มฮูตีก็ได้ติดต่อมายังรัฐบาลของเขาเพื่อร้องขอไม่ให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในความขัดแย้งนี้เช่นกัน

    ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ปฏิเสธที่จะลงรายละเอียด แต่ยืนยันว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลแดง พร้อมผลักดันให้พันธมิตรในภูมิภาคเป็นผู้นำในการจัดการปัญหาความมั่นคง ทั้งยังปฏิเสธความกังวลเรื่องยุทโธปกรณ์ โดยยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ มีคลังกระสุนและระบบป้องกันทางอากาศเพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ทั้งหมด
     

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378983217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35qjSgLa4e4gOgrskAuLLe

  • ‘น่านฟ้าระดับต่ำ’ พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ไทย โอกาสแจ้งเกิด ‘โดรนส่งของ-แท็กซี่บิน’

    ‘น่านฟ้าระดับต่ำ’ พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ไทย โอกาสแจ้งเกิด ‘โดรนส่งของ-แท็กซี่บิน’

    “อวกาศ” ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด และ “น่านฟ้าระดับต่ำ” กำลังกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่ เมื่อต้นทุนการส่งดาวเทียมในปัจจุบันลดลงกว่า 100 เท่า

    • น่านฟ้าระดับต่ำกำลังกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ของไทย สร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น โดรนส่งของ และแท็กซี่ลอยฟ้า
    • ต้นทุนเทคโนโลยีดาวเทียม โดยเฉพาะดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ที่ลดลงกว่า 100 เท่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจการบินระดับต่ำเติบโต
    • โอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยคือการมุ่งเน้นธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ
    • ความท้าทายสำคัญคือการพัฒนากฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ผู้ให้บริการ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน

    “อวกาศ” ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด และ “น่านฟ้าระดับต่ำ” กำลังกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่ 

    เวทีเสวนา IPX Venture Rise Thailand 2026 หัวข้อ From Space to Low Altitude Economy ฉายภาพ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (Low Altitude Economy) โอกาสใหม่จากโดรนกู้ภัยถึงแท็กซี่ลอยฟ้า ท่ามกลางต้นทุนดาวเทียมที่ดิ่งลงกว่า 100 เท่า หนุนเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์บูมทั่วโลก 

    กิจกรรมจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกันวิเคราะห์ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” แม้มีโอกาสที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ในอนาคตอันใกล้

    แต่การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ เช่น โครงการโดรนส่งของ หรือแนวคิดแท็กซี่ลอยฟ้า หรือแท็กซี่บิน ยังเผชิญกับความท้าทายในเรื่องกฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัย (Air Traffic Control) ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาภายใต้กรอบแซนด์บ็อกซ์

    ‘น่านฟ้าระดับต่ำ’ พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ไทย โอกาสแจ้งเกิด ‘โดรนส่งของ-แท็กซี่บิน’

    ต้นทุนดาวเทียมลด 100 เท่า ปูทางน่านฟ้าต่ำ

    ภาคย์ บุญยุบล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการดาวเทียม บมจ.ไทยคม ชี้ให้เห็นว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนของเทคโนโลยีและการปล่อยดาวเทียมปรับตัวลดลงเกือบ 100 เท่าตัว ส่งผลให้โครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit หรือ LEO) ขยับเข้าใกล้ระดับผู้บริโภคทั่วไปมากขึ้น เช่น ระบบ Starlink

    “หากขึ้นไปที่ความสูงระดับวงโคจรสูง (High Altitude) แน่นอนว่าเรามองเห็นได้ครอบคลุมทั้งหมดแต่ไม่ชัดเจน แต่เมื่อลงมาที่น่านฟ้าระดับต่ำ (Low Altitude) เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นมาก และด้วยธรรมชาติของวงโคจรนี้ ดาวเทียมแต่ละดวงจะมีอายุการใช้งานสั้นลง

    ซึ่งผมมองว่าเป็นข้อดี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก หากเรามีดาวเทียมที่มีอายุการใช้งานนานถึง 15 ปีโดยไม่สามารถเปลี่ยนอะไรบนเครื่องได้เลย มันก็จะเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยไปในเวลา 5-10 ปี วงโคจรระดับต่ำจึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ที่ทำให้เราปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีได้ทันท่วงที”

    ในอนาคตอันใกล้ เครือข่ายภาคพื้นดินและนอกชายฝั่งจะหลอมรวมกันอย่างไร้รอยต่อ (Direct-to-Device) ทำให้โทรศัพท์มือถือทั่วไปสามารถสลับไปรับสัญญาณดาวเทียมได้โดยอัตโนมัติเมื่อพ้นเขตสัญญาณมือถือปกติ เพื่อความปลอดภัยและการเข้าถึงบริการของผู้คน

    นอกจากนี้ เทรนด์สำคัญคือการพัฒนาสู่ “Space AI” หรือระบบประมวลผลข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บนตัวดาวเทียม (Space Computing) ร่วมกับโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลที่ยืดหยุ่นและอัปเดตได้ตลอดเวลาผ่านเครือข่ายอวกาศ (Augmented Model)

    ‘น่านฟ้าระดับต่ำ’ พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ไทย โอกาสแจ้งเกิด ‘โดรนส่งของ-แท็กซี่บิน’

    ส่อง 4 เมกะเทรนด์อวกาศเชิงพาณิชย์ ยุคที่ดาวเทียมเชื่อมตรงสู่หน้าจอมือถือ

    ปีเตอร์ หวาง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศจาก Galaxy Space ผู้พัฒนาดาวเทียมเชิงพาณิชย์ชั้นนำของจีน กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจอวกาศได้ก้าวผ่านยุคโครงการรัฐเพื่อสวัสดิการสังคม เข้าสู่ “ยุคอวกาศเชิงพาณิชย์เต็มตัว”

    โดยเทคโนโลยีอวกาศได้ฝังตัวอยู่ในแอปพลิเคชันชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น ระบบนำทางของ Grab, Uber หรือแม้แต่ Tinder ซึ่งล้วนทำงานบนรากฐานโครงสร้างพื้นฐานจากอวกาศ

    อุตสาหกรรมอวกาศในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะถูกขับเคลื่อนด้วย 4 เมกะเทรนด์หลัก ได้แก่ การสื่อสารที่ครอบคลุมทั่วถึง (Ubiquitous Communication), การตรวจจับอัจฉริยะ (Super Sensing), การประมวลผลประสิทธิภาพสูงบนอวกาศ (Super Computing) และ พลังงานอัจฉริยะ (Super Energy) 

    ล่าสุด Galaxy Space ประสบความสำเร็จในการทดสอบดาวเทียมแบบ Direct-to-Device (D2D) ที่ส่งสัญญาณตรงสู่โทรศัพท์มือถือ โดยใช้เสาอากาศขนาด 4 ตารางเมตร ควบคู่กับแผงโซลาร์เซลล์แบบยืดหยุ่น (Flexible Solar Panel) ขนาด 25 ตารางเมตร ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรต่ำ (LEO) ได้อย่างมหาศาล

    นอกจากนี้ เทคโนโลยีการตรวจจับระยะไกล (Remote Sensing) ยังสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์มิติใหม่ เช่น นักวิเคราะห์ทางการเงินใช้ภาพถ่ายดาวเทียมตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมันที่แท้จริงในท่าเรือของบริษัทพลังงานเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน หรือบริษัทประกันภัยใช้ข้อมูลดังกล่าววิเคราะห์ความเสี่ยงและประเมินมูลค่าความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตร

    ไทยอยู่ตรงไหนในธุรกิจดาวเทียม

    นาวาเอก ยศภาค โชติกพงศ์ รองผู้อำนวยการศูนย์กิจการอวกาศ กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม ได้วิเคราะห์ศักยภาพด้านอวกาศของแต่ละประเทศออกเป็น 3 ระดับ

    • ระดับที่ 1 คือประเทศที่ออกแบบ สร้าง และปล่อยดาวเทียมได้เอง
    • ระดับที่ 2 คือประเทศที่จัดซื้อเทคโนโลยีมาบริหารจัดการและดำเนินงานเอง เช่น ประเทศไทย
    • ระดับที่ 3 คือประเทศที่เช่าช่องสัญญาณหรือซื้อข้อมูลโดยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานเป็นของตนเอง

    สำหรับผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปไทย โอกาสที่เหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุดในปัจจุบันคือการมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจระดับที่ 2 และธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) โดยเฉพาะการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม (ทั้งแบบออปติคัลและเรดาร์) มาพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูล

    ตัวอย่างเช่น หน่วยงานความมั่นคงมีความต้องการซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมอัจฉริยะ ที่สามารถระบุประเภทของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ หรือสิ่งปลูกสร้างบริเวณแนวชายแดนได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ซอฟต์แวร์ต่างประเทศที่ให้บริการด้านนี้มีราคาแพงระดับหลายล้านดอลลาร์

    “หากวิศวกรซอฟต์แวร์ไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Image Processing สามารถพัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้นมาทดแทนได้ จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่เติบโตสูงมากและตอบโจทย์ความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง” นาวาเอกยศภาค ระบุ

    ‘น่านฟ้าระดับต่ำ’ พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ไทย โอกาสแจ้งเกิด ‘โดรนส่งของ-แท็กซี่บิน’

    3 ภาคส่วนไทยต้องจับมือกัน

    ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา สรุปข้อคิดเห็นจากเวทีเสวนาว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการพยายามผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมหรือฮาร์ดแวร์เองทั้งหมด แต่หัวใจสำคัญคือการ “เชื่อมโยงจุดเด่น” (Connect the Dots) ของสามภาคส่วนหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่

    1.ผู้ผลิตและวิจัยเทคโนโลยีระดับโลก (เช่น Galaxy Space)

    2.ผู้ให้บริการและผู้บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ (เช่น ไทยคม และ GISTDA)

    3.หน่วยงานภาครัฐและความมั่นคง ในฐานะผู้ใช้งานและผู้กำหนดนโยบาย

    หากประเทศไทยสามารถสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานและการกำกับดูแลของประเทศ (National Governance) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง

    “เทคโนโลยีอวกาศและน่านฟ้าระดับต่ำ” จะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (Next Growth Engine) ที่สร้างรายได้และยกระดับความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้แก่ประเทศไทยในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1251607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hRN9d6eNEBBM3U4wB5Yvh

  • ลพบุรีเปิดตัว ‘ตลาดฮิมน้ำลาวเวียงบ้านป่าตาล’ แลนด์มาร์กใหม่หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    ลพบุรีเปิดตัว ‘ตลาดฮิมน้ำลาวเวียงบ้านป่าตาล’ แลนด์มาร์กใหม่หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    ภูมิภาค

    ลพบุรีเปิดตัว ‘ตลาดฮิมน้ำลาวเวียงบ้านป่าตาล’ แลนด์มาร์กใหม่หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2569, 18.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ลพบุรีเปิดตัว ‘ตลาดฮิมน้ำลาวเวียงบ้านป่าตาล’ แลนด์มาร์กใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ชูอัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่นและภูมิปัญญาล้ำค่า
    เทศบาลตำบลป่าตาล ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี เปิดตัว “ตลาดฮิมน้ำลาวเวียงบ้านป่าตาล” อย่างเป็นทางการ มุ่งยกระดับเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ของจังหวัดลพบุรี เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียง โดยกำหนดจัดตลาดทุกวันเสาร์ สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของเดือน ณ บริเวณริมน้ำหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลป่าตาล อำเภอเมืองลพบุรี

    เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดตลาดวัฒนธรรมชุมชนดังกล่าว โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จินตนา เวชมี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี นายสมมาส มั่งคั่ง นายกเทศมนตรีตำบลป่าตาล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่าย และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    ตลาดแห่งนี้เป็นผลสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถาบันการศึกษา โดยเทศบาลตำบลป่าตาลรับหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่ ขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีได้สนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการและงานวิจัย เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และส่งเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการให้แก่คนในชุมชน เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาสู่สินค้าที่ร่วมสมัยและมีมาตรฐานยิ่งขึ้น
    ไฮไลต์สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยว:

        •    อาหารและขนมพื้นถิ่น: สัมผัสรสชาติต้นตำรับลาวเวียง อาทิ แจ่วแซ่บ, หอยหวานลาวเวียง, ตำป่าตาล, ข้าวต้มหัวหงอก และขนมจี่ ซึ่งปรุงด้วยวัตถุดิบปลอดภัยในท้องถิ่น
        •    งานหัตถกรรมและสินค้า OTOP: เลือกซื้อสินค้าทำมือ งานจักสาน และผ้าทอพื้นเมืองที่ได้รับการพัฒนาดีไซน์ให้ทันสมัย
        •    บรรยากาศริมน้ำ: พักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่ริมน้ำที่ได้รับการปรับภูมิทัศน์อย่างสวยงาม เหมาะสำหรับการถ่ายภาพและทำกิจกรรมครอบครัว

        •    การแสดงศิลปวัฒนธรรม: เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีไทยประยุกต์ และศิลปะการฟ้อนรำที่สะท้อนรากเหง้าของชาวชุมชนป่าตาล
    การเปิดตลาดครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างพื้นที่ค้าขายเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระดับฐานราก แต่ยังเป็นการปลุกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของทุนทางวัฒนธรรม โดยผู้ที่สนใจสามารถเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำอันเรียบง่ายได้ทุกวันเสาร์ สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของเดือน ณ บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลป่าตาล จังหวัดลพบุรี

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/490292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S08i3vC2q3QnUR8eLp7bT

  • ไทยช่วยไทยพลัส นายกฯ แย้มแล้วขยายเวลาต่อไหม

    ไทยช่วยไทยพลัส นายกฯ แย้มแล้วขยายเวลาต่อไหม

    ไทยช่วยไทยพลัส นายกฯ แย้มแล้วจะขยายการใช้สิทธิต่อไปอีกกี่เดือน เช็กคำตอบได้ที่นี่

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่า โครงการดังกล่าวเหลือเดือนสุดท้าย และยังมีงบประมาณเหลืออยู่ราว 40,000-50,000 ล้านบาท มาจากการที่ประชาชนหลายคนไม่ได้มาลงทะเบียนใช้สิทธิ ซึ่งก็ได้สั่งการให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ขยายการใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส จะเป็น 1 เดือน หรือ 2 เดือน ก็ขอให้อยู่ในวงเงินที่มี หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที

    นายอนุทิน ระบุ จะเป็นการให้ใช้ต่อเนื่อง เพราะเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี เหลืออีก 3 เดือน คือ ตุลาคม, พฤศจิกายน และธันวาคม ซึ่งงบที่เหลืออยู่ใช้ได้เท่าไหร่นั้น โดยงบที่เหลืออยู่ ทำได้แค่ไหนก็ลงไปให้ประชาชนเพื่อลดภาระเรื่องค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมา นี่คือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำเพื่อประชาชนอยู่ตลอดเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/956979/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hc6jQPqK9e0WVehl-e3sE

  • “เกมไทย” ผงาดเวทีโลก ปิดดีลการค้ากว่า 270 ล้านบาท รัฐบาลเร่งต่อยอดสู่ศูนย์กลางเกมอาเซียน : อินโฟเควสท์

    “เกมไทย” ผงาดเวทีโลก ปิดดีลการค้ากว่า 270 ล้านบาท รัฐบาลเร่งต่อยอดสู่ศูนย์กลางเกมอาเซียน : อินโฟเควสท์

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมเกมไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้า นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก พร้อมต่อยอดผลสำเร็จจากเวทีนานาชาติ สู่การจัดงาน gamescom asia × Thailand Game Show 2026 ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน 2569 ในประเทศไทย เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ล่าสุด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ นำผู้ประกอบการธุรกิจเกมไทย 15 ราย เข้าร่วมงาน gamescom 2026 ณ เมืองโคโลญ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 26–30 สิงหาคม 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเปิดตัวผลงานเกมไทยสู่ตลาดต่างประเทศ แสดงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และสร้างโอกาสทางการค้าในตลาดยุโรปและตลาดโลก

    โดยผลจากการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ผู้ประกอบการไทย สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 270 ล้านบาท หรือประมาณ 8.19 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นทันที 40,590 บาท และมูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี จำนวน 270 ล้านบาท พร้อมพบปะคู่ค้าเป้าหมายรวม 994 ราย ในจำนวนนี้เป็นคู่ค้ารายใหม่ถึง 673 ราย หรือ 67.71% สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการเกมไทยและโอกาสในการขยายตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลสำเร็จจากการเจรจาธุรกิจสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการเกมไทยในการพัฒนาผลงานที่ตอบโจทย์ตลาดสากล รัฐบาลจึงเดินหน้าต่อยอดโอกาสจากเวทีนานาชาติสู่การจัดงาน gamescom asia × Thailand Game Show 2026 ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเกมจากไทยและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และการขยายตลาดในภูมิภาค

    “รัฐบาลมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเกมไทยเข้าถึงตลาดโลก จากผลการเจรจากว่า 270 ล้านบาท และคู่ค้ารายใหม่กว่า 670 ราย รัฐบาลจะเดินหน้าต่อยอดโอกาสทางการค้า และเครือข่ายพันธมิตรจากเวทีนานาชาติ พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมเกมไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นางสาวลลิดา กล่าว

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/647707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw185o1tUr3ZMiWiDC-_KH7G

  • สรรพากร โชว์ดึงคนที่ไม่เคยเสียภาษี เข้ามาจ่ายภาษีปีนี้เพิ่ม 1.7 แสนราย | เดลินิวส์

    สรรพากร โชว์ดึงคนที่ไม่เคยเสียภาษี เข้ามาจ่ายภาษีปีนี้เพิ่ม 1.7 แสนราย | เดลินิวส์

    นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงผลการจัดเก็บรายได้ช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ที่ทำได้แล้วกว่า 2.162 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 88.35%) พร้อมมั่นใจว่าภาพรวมทั้งปีงบประมาณ 2569 จะจัดเก็บภาษีได้เกินเป้าหมาย 40,000–50,000 ล้านบาท หรือทะลุเป้า 2% จากเป้าหมายงบประมาณที่ตั้งไว้ 2.447 ล้านล้านบาท ส่วนเป้าหมายปีงบประมาณ 2570 ที่ตั้งไว้ 2.51 ล้านล้านบาท คาดว่าจะบรรลุตามแผนเช่นกัน

    ปัจจัยหนุนเก็บภาษีทะลุเป้าปี 69

    • VAT นำเข้าพุ่ง: จัดเก็บได้ราว 3.8 แสนล้านบาท ผลจากราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น (ขณะที่ VAT บริโภคในประเทศเก็บได้ประมาณ 6 แสนล้านบาท) ทั้งนี้ กรมฯ ระบุว่าเป็นไปตามสภาพข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ
    • ภาษีเงินได้นิติบุคคลโต: กำไรของบริษัทจดทะเบียนในการยื่น ภ.ง.ด. 50 ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจพลังงานที่ทำผลงานได้โดดเด่นในครึ่งปีแรก

    ผลงานการขยายฐานภาษี

    • ดึงพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์เข้าระบบ: เชื่อมโยงฐานข้อมูลตรวจสอบธุรกรรม ดึงผู้ค้าออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้านเข้าสู่ระบบภาษีเพิ่มขึ้น 56,000 ราย
    • บุคคลธรรมดาโตต่อเนื่อง: มีผู้เสียภาษีรายใหม่ที่ไม่เคยอยู่ในระบบเข้ามายื่นแบบเพิ่มอีก 170,000 ราย (จากเดิมที่มีผู้ยื่นแบบเฉลี่ยเติบโตปีละ 5% หรือราว 4-5 แสนราย บนฐานผู้เสียภาษีเดิม 12 ล้านคน)

    ศึกษารีฟอร์มโครงสร้างภาษีใหม่

    กรมสรรพากรอยู่ระหว่างศึกษาปรับปรุงเกณฑ์ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงทบทวน พ.ร.ก.ภาษีเดินทางต่างประเทศ พ.ศ. 2526 ให้สอดคล้องกับยุคสมัย หากจำเป็นต้องจัดเก็บในอนาคตจะตราเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อไม่ให้เกิดประเด็นเรื่องการเลือกปฏิบัติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6185962/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c51RJg98dB3tV0boOcaCR