Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อภิสิทธิ์ ซัดกู้ 4 แสนล้าน เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แซะ อนุทิน แก้ตรงจุด จะได้ไม่ต้องขับ รถพุ่มพวง

    อภิสิทธิ์ ซัดกู้ 4 แสนล้าน เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แซะ อนุทิน แก้ตรงจุด จะได้ไม่ต้องขับ รถพุ่มพวง

    วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

    ‘ปชป.’ ตั้งลำขวาง พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน! ’อภิสิทธิ์‘ ชี้เพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ หวั่น ‘รัฐบาล’ ใช้เงินเอื้อประโยชน์การเมืองหมดภายใน 4 เดือน ซ้ำเติมวิกฤติ-ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แนะ 3 แนวทางแก้วิกฤติพลังงาน พ่วงลดราคาสินค้า แก้ปมเงินเฟ้อ พร้อม แซะ ‘อนุทิน’ สางปัญหาตรงจุด จะได้ไม่ต้องขับ ‘รถพุ่มพวง’ ด้าน ‘กรณ์’ กางผลกำไร บ.น้ำมันยักษ์ใหญ่ พุ่ง 456% สะท้อนวิกฤติ จี้เร่งพิจารณาเก็บ ‘ภาษีลาภลอย’

    13พ.ค.2569 เมื่อเวลา10.00น. ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีปัญหาที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังงกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการตราพ.ร.ก.กู้เงิน เพราะมองว่ามีวิธีอื่นที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่า ทั้งนี้ที่บอกว่าสถานการณ์แบบนี้มีคนเคยกู้ วันนี้ทำเหมือนกัน แต่หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจของไทยขณะนี้พบว่าเติบโตถึง 1.5%  ขณะที่ดัชนีภาคอุตสาหกรรม เดือนมี.ค. เพิ่ม 0.8% นอกจากนั้นแล้วบริษัทมูดี้ส์ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยตัวเลขระบุว่าภาวะเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือน มีตรงไหนที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง

    “คำพูดที่ว่าคนอื่นเคยทำ ต้องดูว่าสถานกาาณ์เหมือนกันหรือไม่ ฝนตก พายุหนักต้องใส่เสื้อ หรือใช้ร่มหรือไม่ อาจมีฝนตกปรอยๆ จะอ้างว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกันนั้นไม่ใช่ ทั้งนี้รองนายกฯ บอกว่าไม่มีสิทธิตีความเรื่องจำเป็นเร่งด่วน โดยรัฐธรรมนูญให้ดุลยพินิจกับรัฐบาล แต่ต้องใช้ดุลยพินิจนั้นโดยสุจริต และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กรองวินัยกาเงินการคลัง ซึ่งรัฐบาลต้องเคารพ ถ้าละเมิดฝ่ายค้านพร้อมจะตรวจสอบใช้กลไกอื่นต่อไปตามรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ประเด็นการกู้เงินและแผนที่รัฐบาลประกาศจะทำนั้นพรรคประชาธิปัตย์มองว่า นอกจากการตราพ.ร.ก.และการกู้เงินไม่เป็นไปตามความมั่นคงเศรษฐกิจ แล้วยังซ้ำเติมและทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น  เพราะกรณีที่จะใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ในโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทย ภายใน 4 เดือน หากใช้หมดภายในเวลา แต่ยังมีวิกฤติซ้ำซ้อนเกิดขึ้น เพราะตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น จะทำให้ของแพงมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐบาลจะทำอย่างไรเพราะใช้อาวุธหมดแล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะได้สร้างแรงกดดันทางด้านราคา ขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้เตะเพดานจากการใช้เงินรวดเร็ว หากหนี้ชนเพดานรัฐบาลจะทำอย่างไร

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่ามีวิธีอื่นที่แกัปัญหาได้ โดยไม่ต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านการลดภาษีหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยมาตรการดังกล่าวดีเซล จะลดลงเหลือลิตรละ 33 บาท  ทั้งนี้การลดต้นทุนให้น้ำมันลดลงคือการช่วยที่ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่แค่คนขับรถ แต่ช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่เพิ่มสูงและขาดแคลน หากใช้วิธีดังกล่าวเพียง 4 เดือน จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยใช้เงินเพียง 1 ใน 3  ของรัฐบาลจะใช้ และทำให้ของจะถูกลง และใช้วิธีเก็บภาษีลาภลอยที่อาจทำให้ราคาน้ำมันนลดลงเหลือลิตรละ 30 บาท แต่จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจมั่นคง 

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะที่โครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่จะใช้ในส่วนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือ โซลารูป  เชื่อว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยน้อยมาก เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือมีโอกาสสูงสนับสนุนนำเข้า หากรัฐบาลเปลี่ยนนผ่านและสร้างมูลค่าในประเทศ  ต้องเดินหน้าทำบี20และบี 50 เพิ่มสัดส่วนปาล์มน้ำมันในไบโอดีเซล ใช้เงินลงทุนกับผู้ประกอบการยานยนต์ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ทำให้การพึ่งพาน้ำมันน้อยลงและยังได้สนับสนุนเกษตรกรสวนปาล์มเพิ่มมากขึ้น

    “ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลคือ เติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่งบที่รรัฐบาลใช้ไม่ใช่ส่วนใหญ่ น้อยกว่าไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่งซึ่งรัฐบาลสามารถใช้กฎหมายโอนงบประมาณได้ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจว่าประชาชนเดือนร้อนแต่มั่นใจว่ามีวิธีการที่ถูก ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนุญ ถูกกฎหมายและถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเหลือได้ โดยไม่กู้เงินขณะที่การกู้เงิน สร้างความเสี่ยง เพิ่มความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการฉวยโอกาสทำโครงการเพื่อประโยชน์ และไม่ชอบ ส่อรั่วไหลหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าขณะนี้รัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะฟังเสียงทัดทาน ในการออกพ.ร.ก.กู้เงิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนว่าต้องเข้าใจว่า รัฐบาลอนุมัติไปแล้ว ประกาศไปแล้ว แล้วกฎหมายอนุมัติแล้ว การโต้แย้งจึงเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย  แต่สำหรับคิดว่าหากรัฐบาลฟังพวกเราในวันนี้แล้วเปลี่ยนใจว่า ถึงมีอำนาจในการกู้เงินเพราะมีกฎหมายนี้อยู่แต่ไม่กู้ แล้วไปทำการลดราคาน้ำมัน ลดราคาสินค้าให้กับประชาชนตอนนี้เลย และใช้เงินเท่าที่จำเป็นในการดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และดีกว่านั้นคือไปทำเรื่องพ.ร.บ.โอนงบให้เรียบร้อยเสียก่อน ตนคิดว่าจะดีกับทุกคน ดีกับประชาชนที่เดือดร้อน เพราะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปสร้างหนี้ให้ลูกหลานในอนาคต นายกฯ ไม่ต้องมาขับรถพุ่มพวง

    ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลประกอบการของบริษัทไทยออยล์ในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่า บริษัทไทยออยล์เพิ่ง ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 เห็นได้ชัดวว่าที่เราพูดมาโดยตลอดว่า จะมีกำไรลักษณะลาภรอยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือมีการซื้อน้ำมันกักตุนเอาไว้ก่อนเกิดสงครามแล้วรัฐบาลเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันสามารถขายให้กับประชาชนในราคาที่ปรับสูงขึ้นแล้วหลังสงครามได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดที่สำคัญของรัฐบาล ประเด็นที่ 2 คือค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาที่ 16- 17 บาทต่อลิตร และมีการถกเถียงตลอดว่าค่ากานกลั่นที่สูงขึ้นส่งผลต่อกำไรของโรงกลั่นหรือไม่ แต่วันนี้ชัดเจนแล้วไตรมาส 1 บริษัท ไทยออยล์มีกำไรถึง 19,000 ล้านบาท สูงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันหรือไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว 4.5 เท่า หรือ 456% และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีที่แล้วบริษัทไทยออยล์ ประมาณ 30% นี่คือความชัดเจนว่า กำไรสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และกำไรตรงนี้สะท้อนให้เห็นเหรียญอีกด้านหนึ่งคือความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องมีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    นายกรณ์ กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้โดยอ้าง สาเหตุสำคัญมาจากประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเราพูดมาตลอดว่า นอกเหนือจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นแล้วอีก 2 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเกินจำเแน คือ ประเด็นที่ 1 รัฐบาลไม่ได้ไปกำกับดูแลในเรื่องของวิธีการกำหนดราคาน้ำมัน แต่กลับมาตั้งคณะกรรมการความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)  โดยส่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ รมว.คลัง เป็นประธาน และไปศึกษาว่ามีแนววิธีการอื่นใดหรือไม่ที่จะกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับประชาชนมากกว่าที่ใช้อยู่ แต่วันนี้ก็ยังใช้สูตรเดิม ยังคำนวนแบบเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย และนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินควร 

    นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่ 2 คือภาษีสรรพสามิต ซึ่งง่ายมากในการลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชน หรือผู้ประกอบการทุกคน คือรัฐบาลลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนน้ำมันสูง จนทำให้รัฐบาลยกมาเป็นข้ออ้างในการออกพระราชกำหนด เพราะรัฐบาลไม่ดำเนินการในสิ่งที่ควรทำปล่อยให้ราคาพลังงานสูงเกินควร แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เพิ่มเติมเพื่อเยียวยาประชาชน ซึ่งจริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องเยียวยาเลยตั้งแต่แรกหากได้ทำในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์แนะนำมามาตลอด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AT8vZ5TJVVihmecN4noQB

  • “อภิสิทธิ์” ฟาด พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน! อัดรัฐบาลฉวยโอกาสหาเสียง-เสี่ยงซ้่ำเติมเศรษฐกิจ

    “อภิสิทธิ์” ฟาด พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน! อัดรัฐบาลฉวยโอกาสหาเสียง-เสี่ยงซ้่ำเติมเศรษฐกิจ


    “อภิสิทธิ์” แถลงค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน  ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจยังโตสวนทางคำอ้างวิกฤต เตือนเสี่ยงทำเงินเฟ้อพุ่ง-หนี้สาธารณะทะลุเพดาน แนะ 4 ทางออกแก้ปัญหา แทนฉวยโอกาสจากวิกฤต ออกมาตรการหาเสียง

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลง เตือนวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นหลังการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า ปัญหาการออกพระราชกำหนด( พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์และให้ข้อมูลที่แตกต่างกันจากหลายฝ่าย ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนแรกๆ นับตั้งแต่มีข่าวว่าจะมีการกู้เงินในลักษณะนี้ที่ได้ท้วงติงแนวคิดนี้ตั้งแต่ต้น และได้พยายามใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรในการตั้งกระทู้ถาม จากนั้นเมื่อมีการตราพระราชกำหนดขึ้น ฝ่ายค้านก็ได้มีการตั้งกระทู้ถามเพิ่มเติม และได้ดำเนินการทางกฎหมายเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการตามพระราชกำหนดชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งต้องการทำความเข้าใจกับประชาชนถึงภาวะเศรษฐกิจ แนวทางการแก้ไขปัญหาและแนวความคิดของพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ว่าเหตุใดจึงได้เห็นด้วยกับการตราพระราชกำหนดและเชื่อว่ามีวิธีที่ดีกว่านี้ในการคลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยที่ผ่านมาการชี้แจงของรัฐบาลมีความสับสนในตัวเองหลายเรื่อง หลายครั้งเป็นเพียงการใช้วาทกรรมง่ายๆ เพื่อชวนให้ประชาชนคล้อยตามในทำนองว่าคนอื่นก็เคยกู้ หรือคนที่ยื่นศาลก็เคยกู้ จึงอยากทำความเข้าใจใน 3 ประเด็นหลักคือ 1.การกู้ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนอย่างไร 2.กู้แล้วเศรษฐกิจมั่นคงไหม และ 3.ถ้าไม่กู้ควรทำอะไร 

    ทั้งนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นคนละประเด็นกับความมั่นคง บางครั้งเศรษฐกิจเติบโตดี แต่เป็นการเติบโตบนความไม่มั่นคง ยกตัวอย่างกรณีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และสถานการณ์จากโควิด-19 ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน GDP เติบโต 1.5% ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเดือน มีนาคม 2569 ภายหลังเกิดสงคราม 1 เดือน ตัวเลขภาคการส่งออกเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 19.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 7.2% การกู้เงินในครั้งนี้จึงต่างจาก ก่อนหน้านี้ที่ต้องการเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลต้องเคารพกฎหมายวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัด ซึ่งหากรัฐบาลยังยืนยันที่จะใช้กลไกนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะทำการตรวจสอบต่อเนื่อง วันนี้ไม่อยากได้ยินอีกแล้วกับคำว่า “คนอื่นก็เคยทำ”

    ทั้งนี้ จากการชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อสภาผู้แทนราษฎร การกู้เงิน 400,000 ล้านบาท จะใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใน 4 เดือน จึงมีความเป็นห่วงว่า จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน ซึ่งหากวิกฤตยืดเยื้อรัฐบาลจะทำอย่างไร การใช้เงินหมดภายใน 4 เดือนถือว่ามีความเสี่ยง หากเกิดวิกฤต ซ้ำซ้อน ถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจมีความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้น เป็นการเติบโตบนฟองสบู่

    ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์มีข้อเสนอเชิงนโยบายคือ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอยหรือลดค่าการกลั่น โอนงบประมาณค้างท่อ และสนับสนุนไบโอดีเซล บี 20 และบี 50 โดยรัฐบาลต้องทบทวนว่า มาตรการนี้เป็นการฉวยโอกาสจากวิกฤตเพื่อออกมาตรการหาเสียงหรือไม่
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30mYfauVtcUYxz48oZo2eX

  • จีน-สหรัฐฯ หารือเศรษฐกิจ-การค้า-ความร่วมมือในเกาหลีใต้

    จีน-สหรัฐฯ หารือเศรษฐกิจ-การค้า-ความร่วมมือในเกาหลีใต้

    โซล, 13 พ.ค. (ซินหัว) — วันพุธ (13 พ.ค.) คณะผู้แทนของจีนและสหรัฐฯ ได้จัดการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจและการค้าที่วิตกกังวลร่วมกัน รวมถึงการขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติเพิ่มเติมอย่างตรงไปตรงมา ลึกซึ้ง และสร้างสรรค์ในเกาหลีใต้
    รายงานระบุว่าเหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นผู้นำคณะผู้แทนของจีนในด้านกิจการเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ ได้ปรึกษาหารือกับสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำคณะผู้แทนของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นหลักการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ภายใต้การชี้นำจากฉันทามติสำคัญที่บรรลุโดยผู้นำของสองประเทศ

    (แฟ้มภาพซินหัว : เหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน จับมือกับสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ก่อนการปรึกษาหารือในเกาหลีใต้ วันที่ 13 พ.ค. 2026)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3933284/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RxIhfOKvMUiJqsGjSgvux

  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญความท้าทายจากสงครามอิหร่าน ราคาพลังงานพุ่งสูง

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญความท้าทายจากสงครามอิหร่าน ราคาพลังงานพุ่งสูง

    เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังคงแสดงความแข็งแกร่งแม้จะเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่หลายครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่การระบาดใหญ่ สงครามยูเครน ภาษีศุลกากร และปัจจุบันคือวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจเริ่มเปราะบาง

    ในไตรมาสที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ระดับ 2.0% อัตราการว่างงานยังคงมีเสถียรภาพ ตลาดหุ้นกำลังเฟื่องฟู และอัตราเงินเฟ้อแม้จะยังสูงแต่ไม่ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดในช่วงการระบาด ประธานาธิบดี Donald Trump ชี้ให้เห็นตัวเลขเหล่านี้เป็นหลักฐานว่านโยบายเศรษฐกิจของเขากำลังเดินทางไปในทิศทางที่ถูกต้อง

    ความท้าทายด้านการจ้างงาน

    Mark Zandi นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าของ Moody’s Analytics กล่าวว่า “เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่น แต่ก็อยู่ในสภาพที่เปราะบางเช่นกัน” เขาชี้ให้เห็นความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของการจ้างงาน ซึ่งมักใช้เป็นดัชนีวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    แม้อัตราการว่างงานจะยังคงมีเสถียรภาพ แต่การเติบโตของการจ้างงานมีความผันผวนอย่างรุนแรงระหว่างการขยายตัวและการหดตัวในปีที่ผ่านมา โดยงานใหม่ส่วนใหญ่พึ่งพาภาคเดียวคือการดูแลสุขภาพ

    ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

    สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น หลังจากเตหะรานปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งพลังงานโลกหนึ่งในห้าส่วน แรงกระเทือนนี้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ปั๊มน้ำมัน และบริษัทภาคเอกชนที่เผชิญต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น

    Zandi เตือนว่า “ไม่ต้องใช้แรงกระเทือนมากนักก็สามารถผลักเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นนี้ไปสู่หน้าผาแห่งการถดถอยได้” เขาระบุว่าหากไม่รวมภาคการดูแลสุขภาพ เศรษฐกิจสหรัฐสูญเสียงานในปีที่ผ่านมา

    มุมมองผู้เชี่ยวชาญ

    Claudia Sahm นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าของบริษัท New Century Advisors กล่าวกับ AFP ว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งน่าแปลกใจ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ผลกระทบเต็มรูปแบบจากสงครามอิหร่าน เธออธิบายว่าเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกออกมาจากการระบาดใหญ่อย่าง “ทำงานเต็มกำลัง” และความแข็งแกร่งนั้นช่วยให้ฝ่าฟันพายุครั้งต่อมาได้

    สำหรับ Sahm สถานการณ์ปัจจุบันที่มีราคาพลังงานสูง ภาษีศุลกากร และความไม่แน่นอนทางนโยบาย “ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำลายเศรษฐกิจ” ปัญหาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นหากมี “วิกฤตความเชื่อมั่น” โดยเฉพาะในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นแรงขับเคลื่อนการมองโลกในแง่ดีของ Wall Street และภาคเอกชน

    สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากมาตรการตอบโต้ของเตหะรานได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียและปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซโดยสิ้นเชิง

    สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากมาตรการตอบโต้ของเตหะรานได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียและปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซโดยสิ้นเชิง

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีในเดือนเมษายน โดยครัวเรือนที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบอย่างไม่สมส่วนจากราคาสินค้าจำเป็นพื้นฐานที่เพิ่มสูงขึ้นมาหลายปีแล้ว

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีในเดือนเมษายน โดยครัวเรือนที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบอย่างไม่สมส่วนจากราคาสินค้าจำเป็นพื้นฐานที่เพิ่มสูงขึ้นมาหลายปีแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-economy-resilience-iran-war-energy-crisis&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z6BvUvejKPaZ5IpZonWkD

  • ราคาทองวันนี้ 13/05/69 ประกาศครั้งที่ 17 ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 72,700 บาท

    ราคาทองวันนี้ 13/05/69 ประกาศครั้งที่ 17 ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 72,700 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/147364&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xgHjyP4ubyYcAf3Pr6qsd

  • ‘อภิสิทธิ์’ จี้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บกำไรลาภลอยโรงกลั่น แทนกู้เงิน 4 แสนล้าน

    ‘อภิสิทธิ์’ จี้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บกำไรลาภลอยโรงกลั่น แทนกู้เงิน 4 แสนล้าน

    “อภิสิทธิ์” ซัดออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่เหมาะกับสถานการณ์ เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ หวั่นรัฐบาลใช้หมดใน 4 เดือน ซ้ำเติมเงินเฟ้อ-หนี้สาธารณะ จี้แก้พลังงานที่ต้นตอ ด้าน “กรณ์” แฉกำไรไทยออยล์พุ่ง 456% จี้เก็บภาษีลาภลอย

    13 พฤษภาคม 2569 – นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงคัดค้านกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่ายังมีแนวทางอื่นที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่าและไม่กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยังไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตรุนแรงจนจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน โดยยกตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังเติบโต 1.5% ดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.8% รวมถึงบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างมูดีส์ยังปรับมุมมองประเทศไทยดีขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้ชี้ว่าระบบเศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ

    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้รัฐบาลใช้ดุลยพินิจออก พ.ร.ก.ได้ แต่ต้องเป็นไปโดยสุจริตและสอดคล้องกับหลักวินัยการเงินการคลัง หากพบว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านพร้อมใช้กลไกตรวจสอบต่อไป

    นายอภิสิทธิ์ ยังแสดงความกังวลต่อแผนใช้งบ 2 แสนล้านบาท ในโครงการ “คนละครึ่ง ไทยช่วยไทย” ภายในเวลาเพียง 4 เดือน โดยมองว่าหากเงินถูกใช้หมดเร็ว ขณะที่วิกฤตยังไม่คลี่คลายและเงินเฟ้อยังพุ่งสูง จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจ ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อหนี้สาธารณะที่ใกล้แตะเพดาน

    ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เสนอ 3 แนวทางแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานโดยไม่ต้องกู้เงิน ได้แก่ การลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจะทำให้ราคาดีเซลลดลงเหลือลิตรละประมาณ 33 บาท การเก็บภาษีลาภลอยจากธุรกิจพลังงานเพื่อลดราคาน้ำมันลงได้ถึงลิตรละ 30 บาท และการส่งเสริมไบโอดีเซล B20-B50 เพิ่มการใช้ปาล์มน้ำมันในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าและช่วยเกษตรกรสวนปาล์ม

    นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า โครงการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าและโซลาร์รูฟของรัฐบาล อาจสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำ เพราะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติและมีความเสี่ยงสนับสนุนการนำเข้า มากกว่าการสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ

    “หากรัฐบาลยอมกลับลำ ไม่กู้เงิน แล้วหันมาลดราคาน้ำมัน ลดราคาสินค้า ใช้งบเท่าที่จำเป็นดูแลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และดำเนินการผ่าน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะเป็นผลดีกับประชาชนมากกว่า นายกฯ ก็ไม่ต้องมาขับรถพุ่มพวง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 ของ ไทยออยล์ สะท้อนชัดว่ามี “กำไรลาภลอย” จากวิกฤตพลังงาน โดยบริษัทมีกำไรถึง 9,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5 เท่า หรือ 456% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่ากำไรทั้งปีที่ผ่านมาอีกประมาณ 30% สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลปล่อยให้ต้นทุนพลังงานสูงเกินควร ทั้งจากการกำหนดราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่พุ่งขึ้นถึง 16-17 บาทต่อลิตร พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณาเก็บภาษีลาภลอยจากธุรกิจพลังงาน เพื่อนำรายได้กลับมาช่วยเหลือประชาชนแทนการกู้เงินเพิ่มเติม แทนที่จะเร่งลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระประชาชน กลับปล่อยให้ราคาพลังงานสูง แล้วนำมาใช้เป็นเหตุผลในการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยา ทั้งที่หากแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ก็อาจไม่จำเป็นต้องกู้เงินตั้งแต่แรก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/995872/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37VsDywys-Tnz4gvoROjuL

  • ไทยสร้าง ‘ขยะพลาสติก’ รั้งอันดับ 6 ของโลก เร่งพลิกโฉม ‘ซาเล้ง-ร้านของเก่า’ ลดปัญหา

    ไทยสร้าง ‘ขยะพลาสติก’ รั้งอันดับ 6 ของโลก เร่งพลิกโฉม ‘ซาเล้ง-ร้านของเก่า’ ลดปัญหา

    ท่ามกลางวิกฤตขยะพลาสติกที่ประเทศไทยยังคงรั้งอันดับ 6 ของโลกในการเป็นผู้สร้างขยะพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อม วันนี้ทิศทางการจัดการขยะของประเทศกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อหน่วยงานภาครัฐเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดึง “กลุ่มซาเล้ง” และ “ร้านรับซื้อของเก่า” ซึ่งเปรียบเสมือนกองทัพมดที่อยู่นอกระบบ ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการขยะอย่างเป็นทางการ

    จากการเป็น ‘คนนอก’ สู่ ‘กลไกสำคัญ’ ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน แม้ที่ผ่านมาบทบาทของท้องถิ่นอย่างเทศบาล หรือกรุงเทพมหานคร จะเป็นผู้ดูแลการจัดเก็บขยะเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ร้านรับซื้อของเก่า” มีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการคัดแยกขยะประเภทต่างๆ เพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังอยู่นอกระบบ ทำให้ไม่ทราบถึงแหล่งที่มาของขยะว่าถูกจัดเก็บมาอย่างถูกต้องหรือไม่

    ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และนายกสมาคม PPP Plastics กำลังเร่งยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า “กลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน” ภายใต้โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า จัดขึ้นโดยความร่วมมือจากองค์กรภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ โดยโครงการใหม่นี้จึงมุ่งเน้นไปที่การ “เสริมสร้างศักยภาพ” โดยเริ่มตั้งแต่การให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะพลาสติกอย่างละเอียด เนื่องจากพลาสติกแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและมูลค่าที่แตกต่างกัน หากแยกประเภทได้ถูกต้องจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับขยะเหล่านั้นได้อย่างมหาศาล

    ไทยสร้าง ‘ขยะพลาสติก’ รั้งอันดับ 6 ของโลก เร่งพลิกโฉม ‘ซาเล้ง-ร้านของเก่า’ ลดปัญหา

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำฐานข้อมูลผ่านการลงทะเบียน เพื่อดึงพี่น้องชาวซาเล้งที่มีอยู่หลักแสนรายทั่วประเทศเข้าสู่ระบบอย่างเป็นระบบนำร่อง ‘กรุงเทพฯ-EEC’ สร้างเครือข่ายกองทัพมดจัดการขยะ ในระยะเริ่มต้นได้มีการปักหมุดพื้นที่นำร่องในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะจังหวัดระยอง โดยตั้งเป้าหมายสร้างเครือข่ายซาเล้งอย่างน้อย 100 รายในกรุงเทพฯ และอีก 100 รายในพื้นที่ EEC เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับร้านรับซื้อของเก่าอย่างเป็นขบวนการ

    การจัดการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเก็บขยะ แต่เป็นการสร้างเครือข่ายให้พวกเขารู้ว่าจะต้องนำขยะที่คัดแยกแล้วไปขายที่ไหน อย่างไร เพื่อให้เกิดวงจรการจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดตอบโจทย์เทรนด์โลก: เมื่อ ‘ขยะรีไซเคิล’ คือเงื่อนไขการส่งออก เหตุผลที่ต้องเร่งจัดระเบียบซาเล้งและร้านของเก่าในตอนนี้ ส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันของตลาดโลก ในปัจจุบันบางประเทศ เช่น เยอรมนี เริ่มมีการตั้งเงื่อนไขว่าบรรจุภัณฑ์สินค้า โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์อาหารที่ส่งเข้าไปขาย จะต้องมีส่วนประกอบของพลาสติกพรีไซเคิล (Recycled Plastic) ไม่น้อยกว่า 30%

    ไทยสร้าง ‘ขยะพลาสติก’ รั้งอันดับ 6 ของโลก เร่งพลิกโฉม ‘ซาเล้ง-ร้านของเก่า’ ลดปัญหา

    หากประเทศไทยยังไม่มีระบบการจัดเก็บและคัดแยกขยะพลาสติกที่มีประสิทธิภาพจากต้นทาง เราจะสูญเสียโอกาสในการนำทรัพยากรเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกสินค้าของไทยในอนาคต แก้ปัญหาไมโครพลาสติก ป้องกันวิกฤตสุขภาพ นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ การดึงซาเล้งเข้าสู่ระบบยังเป็นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงอย่าง “ขยะในทะเล” ซึ่งนำไปสู่ปัญหาไมโครพลาสติกสะสมในสัตว์น้ำและเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ในที่สุด

    ภายใต้ร่างอนุสัญญาพลาสติกโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทุกประเทศถูกบังคับให้ต้องมีระบบ “เก็บกลับคืน” พลาสติกที่ใช้แล้วการจัดระเบียบและให้เกียรติอาชีพซาเล้งรวมถึงร้านรับซื้อของเก่าในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การจัดการขยะในชุมชน แต่คือการสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับประเทศไทยในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในระดับสากลอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/863360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LVL_6zUvPN94d3xXnTq1D

  • ไทยโชว์วิสัยทัศน์ UNFF21 ชู “ป่าชุมชน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ

    ไทยโชว์วิสัยทัศน์ UNFF21 ชู “ป่าชุมชน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ

    ไทยโชว์วิสัยทัศน์ UNFF21 ชู

    ปลัด ทส.นำทีมไทยลุยประชุม UNFF21 ณ นิวยอร์ก โชว์ความสำเร็จป่าชุมชน 1.2 หมื่นแห่ง มุ่งหยุดยั้งการสูญเสียพื้นที่ป่า และเพิ่มการกักเก็บคาร์บอน สู่เป้าหมายความยั่งยืนระดับโลก

    13 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยประกาศความพร้อมบนเวทีโลกในงาน United Nations Forum on Forests ครั้งที่ 21 (UNFF21) มุ่งยกระดับ การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และการขับเคลื่อน เศรษฐกิจฐานชีวภาพ ผ่านกลไก ป่าชุมชน เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

    ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการประชุม United Nations Forum on Forests ครั้งที่ 21 (UNFF21) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 11-15 พฤษภาคม 2569 โดยมีนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เข้าร่วมการประชุม

    ไทยโชว์วิสัยทัศน์ UNFF21 ชู

    การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศสมาชิก UNFF จำนวน 193 ประเทศ ร่วมกันกำหนดนโยบายและแนวทางในการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ป่าไม้แห่งสหประชาชาติปี 2030 ใน 3 เป้าหมายหลัก (Global Forest Goals: GFGs) ได้แก่ การหยุดยั้งการสูญเสียพื้นที่ป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ (GFG 1) การเพิ่มสัดส่วนป่าไม้ที่ได้รับการจัดการอย่างยั่งยืน (GFG 3) และธรรมาภิบาลด้านป่าไม้ รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการจัดการป่าไม้ (GFG 5) เพื่อมุ่งบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ผ่านความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั่วโลก 

    ไทยโชว์วิสัยทัศน์ UNFF21 ชู

    ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ป่าไม้แห่งสหประชาชาติ โดยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชนท้องถิ่น มีการส่งเสริมบทบาทของชุมชนผ่านพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ซึ่งปัจจุบันมีป่าชุมชนจำนวนเกือบ 12,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 6.2 ล้านไร่ ที่ช่วยอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มการกักเก็บคาร์บอน และมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นฐานของเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (bio-based economy) 

    ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการป้องกันไฟป่า คุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ และส่งเสริมการค้าไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลกต่อไป 

    ไทยโชว์วิสัยทัศน์ UNFF21 ชู ไทยโชว์วิสัยทัศน์ UNFF21 ชู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378977364&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Oic6mSLV1dKSYstp2tqYp

  • ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสาธารณรัฐอาร์เมเนีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสาธารณรัฐอาร์เมเนีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสาธารณรัฐอาร์เมเนีย

    ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสาธารณรัฐอาร์เมเนีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 พ.ค. 2569

    | 66 view

    เมื่อวันที่ 5 – 6 พฤษภาคม 2569 นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายมนัตซากัน ซาฟาเรียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอาร์เมเนีย และนางสาว Anushik Avetyan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสาธารณรัฐอาร์เมเนีย ในห้วงการประชุม Yerevan Dialogue ครั้งที่ 3 ณ กรุงเยเรวาน สาธารณรัฐอาร์เมเนีย

    ในการพบหารือกับนายมนัตซากัน ซาฟาเรียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอาร์เมเนีย ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีกับพัฒนาการเชิงบวกจากการประชุมปรึกษาหารือทางการเมืองไทย – อาร์เมเนีย ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2568 และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และความสัมพันธ์ระดับประชาชน ขณะที่ฝ่ายอาร์เมเนียแสดงความสนใจในการพัฒนาความสัมพันธ์กับไทยให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

    ในการพบหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสาธารณรัฐอาร์เมเนีย ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน เกษตรกรรม อัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมยา การท่องเที่ยว และแรงงาน ขณะที่ฝ่ายไทยขอรับการสนับสนุนจากฝ่ายอาร์เมเนียต่อการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย ซึ่งฝ่ายอาร์เมเนียแสดงความพร้อมที่จะให้การสนับสนุน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและความร่วมมือทางเทคโนโลยี


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/special-envoy-meets-with-deputy-fm-armenia-2%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZtJmA2yvGLvmj9NuZLzUd

  • ครม.ปลดล็อกทุนต่างชาติ! ผู้จัดการ ตลท. มองบวกหนุนเศรษฐกิจ ดันหุ้น-ธุรกิจลุ้นโตยาว

    ครม.ปลดล็อกทุนต่างชาติ! ผู้จัดการ ตลท. มองบวกหนุนเศรษฐกิจ ดันหุ้น-ธุรกิจลุ้นโตยาว

    ครม.ปลดล็อกทุนต่างชาติ! ผู้จัดการ ตลท. มองบวกหนุนเศรษฐกิจ ดันหุ้น-ธุรกิจลุ้นโตยาว

    ครม.ปลดล็อกทุนต่างชาติ! ผู้จัดการ ตลท. มองบวกหนุนเศรษฐกิจ ดันหุ้น-ธุรกิจลุ้นโตยาว

    เมื่อทั้งโลกตกอยู่ในสภาวะ “สงครามแย่งชิงเงินลงทุน” ประเทศไหนเปิดเร็ว ดึงทุนเก่ง และสร้างโอกาสได้มากกว่า ประเทศนั้นอาจกลายเป็นผู้ชนะในเกมเศรษฐกิจยุคใหม่

    ล่าสุด ไทยกำลังส่งสัญญาณครั้งใหญ่ถึงนักลงทุนทั่วโลก!

    เมื่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินหน้าปลดล็อกกฎหมาย เปิดทางให้ต่างชาติลงทุนใน 8 ธุรกิจสำคัญได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนตามนโยบายลดความซ้ำซ้อนมากขึ้น สะท้อนความพยายามเร่งเครื่องเศรษฐกิจ เพื่อดึงเม็ดเงินใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และธุรกิจศักยภาพสูงจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศ

    8 ธุรกิจสำคัญ ดังนี้ 

    1. ธุรกิจบริการโทรคมนาคม
    2. ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน
    3. ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคลและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
    4. ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศ
    5. ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงินและเครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท
    6. ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม
    7. ธุรกิจอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
    8. ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เป็นธุรกิจที่คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดมุมมองอย่างตรงไปตรงมากับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า เบื้องต้นยอมรับว่ายังไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าวข้างต้นที่ชัดเจน แต่มองว่าการปลดล็อคข้อจำกัดในภาคธุรกิจอาจจะเกิดโอกาสที่จะมีการลงทุนใหม่ๆในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินจากนักลงทุนในประเทศหรือต่างชาติ ซึ่งการเข้ามาลงทุนย่อมดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย 

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่านี่คือจังหวะที่ดีในการเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อเฟ้นหาธุรกิจที่มีศักยภาพและพร้อมที่จะเติบโตไปอีกขั้น โดยเราพร้อมที่จะเข้าไปเชิญชวนให้ธุรกิจเหล่านี้เข้ามาใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางหลักในการระดมทุน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการพูดคุยและทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดอยู่แล้ว ขณะที่ในฝั่งของกระทรวงการคลังแม้จะมีการพบปะกันบ้างแต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการเนื่องจากในขณะนี้ทางกระทรวงฯมีภารกิจสำคัญที่ต้องจัดการค่อนข้างมาก โดยเฉพาะความท้าทายจากสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ดี ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี Performance ที่ค่อนข้างดี ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปีนี้ Year-to-date (YTD) บวกประมาณ 20% และมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นเกือบ 40-50%

    ปัจจัยบวกสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลสามารถทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น Moody’s ปรับมุมมอง (Outlook) ของไทยจาก Negative เป็น Stable ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนจากราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/742331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Re0MkV7wfldy6eRetl6iW