Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ประกอบการหนุนรัฐทุ่ม 1.4 พันล้านซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ปลดล็อกดูฟรีดันยอดขายพุ่ง

    ผู้ประกอบการหนุนรัฐทุ่ม 1.4 พันล้านซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ปลดล็อกดูฟรีดันยอดขายพุ่ง

    ผู้ประกอบการหนุนรัฐทุ่ม 1.4 พันล้านซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ปลดล็อกดูฟรีดันยอดขายพุ่ง

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายก สมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมอนุมัติงบประมาณ 1,400 ล้านบาท เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล มองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคธุรกิจร้านอาหารและบริการ เนื่องจากการแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนออกมารับประทานอาหารและใช้จ่ายนอกบ้านมากขึ้น ส่งผลให้ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม รวมถึงสถานบันเทิง มีลูกค้าเพิ่มขึ้นในช่วงการแข่งขัน

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายก สมาคมภัตตาคารไทย

    ร้านอาหารหนุนรัฐซื้อลิขสิทธิ์บอล มองช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ที่ผ่านมา การเปิดถ่ายทอดสดฟุตบอลภายในร้านอาหารมักติดข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ เนื่องจากสิทธิ์ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ผู้สนับสนุนหลักหรือเอกชนรายใหญ่ ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือมีเงื่อนไขผูกพันกับแบรนด์สินค้า จึงจะสามารถเปิดให้ลูกค้ารับชมได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางการค้าได้อย่างเท่าเทียม

    นางฐนิวรรณ กล่าวว่า หากรัฐบาลเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์และเปิดให้ประชาชนรับชมแบบ “ฟรีลิขสิทธิ์” จะช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว ทำให้ร้านอาหารทุกขนาดสามารถเปิดถ่ายทอดสดฟุตบอลได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม ถือเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจและช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัวและกำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    “แม้งบประมาณ 1,400 ล้านบาท จะเป็นวงเงินค่อนข้างสูง แต่หากสามารถทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ ก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ควรสนับสนุน เพราะปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนหลายด้าน ทั้งค่าไฟ ค่าแรง และราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นทุกกิจกรรมที่ช่วยดึงคนออกมาใช้จ่าย ย่อมส่งผลดีต่อภาคธุรกิจโดยรวม” 

    ชี้ฟุตบอลโลกคือ “การเยียวยาความรู้สึกประชาชน”

    ด้านนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า กรณี ครม.เตรียมใช้งบประมาณราว 1,400 ล้านบาท เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการ เพราะฟุตบอลโลกถือเป็นมหกรรมกีฬาระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี และสามารถสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับประชาชนได้ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐว่าจะทำให้เกิดความคุ้มค่าได้มากน้อยเพียงใด โดยมองว่า หากรัฐบาลตัดสินใจได้เร็ว ก็จะมีเวลาในการหาสปอนเซอร์และพันธมิตรภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุน ซึ่งอาจช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐลงได้จำนวนมาก

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย

    นายสรเทพ กล่าวว่า ฟุตบอลโลกอาจไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง แต่ถือเป็น “การเยียวยาความรู้สึกประชาชน” ในช่วงที่หลายคนกำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะเดียวกันบรรยากาศการแข่งขันยังช่วยให้เกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจทางอ้อม ทั้งร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรับชมกีฬา ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความคึกคักให้ตลาดภายในประเทศได้ในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องไม่ละเลยการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลักของประเทศ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป เพราะแม้ฟุตบอลโลกจะช่วยสร้างความสุขและบรรยากาศเชิงบวกให้กับประชาชนได้ช่วงหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดปัญหาเรื่องปากท้อง กำลังซื้อ และต้นทุนธุรกิจ ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/658943&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ipXc4TqGwn89dZgDEc7gj

  • ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ ยกระดับเศรษฐกิจสูงวัย

    ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ ยกระดับเศรษฐกิจสูงวัย

    Skip to content

            ผู้แทนจากภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ สถาบันวิชาการ และภาคประชาสังคมที่เข้าร่วมการประชุมวิชาการและการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ เรื่อง “แนวทางและนวัตกรรมโดยชุมชนเพื่อระบบการดูแล   ที่มีประสิทธิภาพและความพร้อมของชุมชนสู่เศรษฐกิจสูงวัยที่ครอบคลุม”(Community-Led Approaches and Innovations for Better Care Systems, and Community Resilience toward an Inclusive Silver Economy) ได้ร่วมจัดทำ “ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ” (Bangkok Recommendations) เพื่อกำหนดทิศทางร่วมในการเสริมสร้างระบบการดูแลโดยฐานชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงวัยที่ครอบคลุมในสังคมสูงวัย

            “ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ”(Bangkok Recoommendations) เป็นกรอบอ้างอิงร่วมกันสำหรับการ   สานต่อความร่วมมือและพัฒนาเชิงนโยบาย ซึ่งผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายสามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การดูแลระยะยาวและระบบการดูแลโดยชุมชน มาตรฐานการดูแลแรงงานและระบบประกันสังคม ความยั่งยืนทางการเงินและการระดมทรัพยากรสำหรับการดูแลชุมชน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกเพศทุกวัย การประชุมนานาชาติครั้งนี้มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและการปฏิบัติจริง ผสมผสานการอภิปรายเชิงนโยบาย การแลกเปลี่ยนนวัตกรรม และการประชุมกลุ่มย่อยเชิงลึก ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย ลำดับความสำคัญในการดำเนินงาน และแนวทางความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสูงวัยที่ครอบคลุมและเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมสูงวัย

                ผศ.ดร.รัชนก คชานุบาล คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ ถือเป็นจุดอ้างอิงสำหรับการสานต่อการหารือและความร่วมมือ โดยสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการนานาชาติ   ครั้งนี้คือบทบาทของชุมชนในฐานะ “แพลตฟอร์มการดูแล” แม้นโยบายระดับชาติและกรอบสากลจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง แต่การขับเคลื่อนให้เกิดผลจริงต้องพึ่งพาความสัมพันธ์และผู้มีส่วนได้เสียในระดับท้องถิ่น ซึ่งการส่งเสริมความยืดหยุ่นของชุมชน การสนับสนุนผู้ดูแล การพัฒนาการเงินที่ยั่งยืน และการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ล้วนเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้เข้าร่วมเน้นย้ำร่วมกัน

                รศ.ดร.รัตติยา ภูละออ ผู้อำนวยการ CU-COLLAR วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ ย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับทรัพยากรบุคคลในระบบการดูแล โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เวทีนำเสนอปัญหา แต่เป็นพื้นที่ร่วมกันกำหนดก้าวต่อไป ทั้งในแง่การเสริมพลังแรงงานด้านการดูแล (care economy) การสร้างมาตรฐานการคุ้มครองผู้ดูแล และการเชื่อมโยงประสบการณ์ภาคสนามกับนโยบายระดับสูงในเชิงที่ตอบสนองและครอบคลุม

                ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะใน 4 ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่ การพัฒนาระบบการดูแลโดยชุมชน โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีชมรมผู้สูงอายุกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศที่เป็นทรัพยากรสำคัญในการดูแลกลุ่มเปราะบาง การพัฒนามาตรฐานและแรงจูงใจสำหรับดูแลแรงงาน การจัดสรรงบประมาณระยะยาวโดยให้ท้องถิ่นมีบทบาทออกแบบระบบตามบริบทของตนเอง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุโดยตรงและต้องการการตอบสนองจากชุมชนและภาครัฐอย่างรวดเร็ว

                ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระดับนานาชาติในการเตรียมความพร้อมรับมือสังคมสูงวัย ผ่านการสร้างระบบการดูแลที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และขับเคลื่อนโดยชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและสร้างสังคมที่พร้อมสำหรับทุกช่วงวัยในอนาคต

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/clipping/303613/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i0dMPoYc4CSIdr2tT1XCb

  • วิกฤตที่ทรัมป์พยายามปกปิด

    วิกฤตที่ทรัมป์พยายามปกปิด

    🔹ทรัมป์กล่าวว่า เขาไม่ได้รีบร้อนเกี่ยวกับความชัดเจนของการเจรจากับอิหร่าน แต่ตัวเลขที่ถูกเปิดเผยเมื่อวานนี้แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ได้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่ทรัมป์เองเคยวิจารณ์โจ ไบเดนอย่างหนักเรื่องการทำเช่นนี้ในช่วงสงครามยูเครน

    🔹คลังสำรองยุทธศาสตร์ด้านน้ำมันของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตน้ำมัน แต่ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า คลังสำรองเหล่านี้เริ่มสูญเสียประสิทธิภาพ และโลกได้เข้าสู่ภาวะ “ความตึงเครียดเชิงปฏิบัติการ” ของคลังสำรองแล้ว แม้แต่ซีอีโอของบริษัทอารัมโกยังกล่าวว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตั้งแต่วันนี้ ตลาดน้ำมันต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับเข้าสู่สมดุล และหากสถานการณ์ยืดเยื้ออีกไม่กี่สัปดาห์ อาจต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปี

    🔹อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ ยังกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลสามารถควบคุมอุปทานและยังมีเครื่องมือมากมายในการควบคุมตลาดน้ำมัน แต่ซีอีโอของเชฟรอน ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอเมริกา เชื่อว่า โลกกำลังเข้าใกล้ภาวะขาดแคลนน้ำมัน และสหรัฐฯ ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะชดเชยได้

    🔹นักวิเคราะห์จากสถาบันบรูคกิงส์ยังมองว่า ตลาดพลังงานโลกพึ่งพาเสถียรภาพของเอเชียตะวันตกอย่างมาก และหากความตึงเครียดยืดเยื้อ สหรัฐฯ และชาติตะวันตกจะเป็นฝ่ายที่ต้องแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงที่สุด

  • “อนุทิน”จัดหนักเปิดเวทีรับฟัง 10 กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ ร่วมวงถกทิศทางอนาคตเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    “อนุทิน”จัดหนักเปิดเวทีรับฟัง 10 กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ ร่วมวงถกทิศทางอนาคตเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 13 พ.ค.วันที่ 15 พ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงลึกจากภาคเอกชน ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

    โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนเข้าร่วมเสนอความคิดเห็น แบ่งเป็น 10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสถาบันหลัก (กกร.) กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มสุขภาพ กลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยี อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) กลุ่มเครือเบทาโกร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท กัลฟ์ฯ บริษัท บางจากฯ บริษัทสหพัฒนพิบูล และกลุ่มเซ็นทรัล เป็นต้น

    สำหรับเวทีดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลนายอนุทิน ที่มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ผ่านรูปแบบการนำเสนอที่กระชับภายใน 3 นาที พร้อมเปิดเวทีสนทนาแบบ Open Dialogue เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเสรี ในบรรยากาศที่เปิดกว้าง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ ภายในงานยังให้ความสำคัญกับหลัก Privacy และ Trust โดยเนื้อหาการหารือจะไม่เปิดเผยหรืออ้างอิงถึงบุคคล เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

    จากนั้น เวลา 19.00 น. นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ พร้อมกล่าวขอบคุณผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพและยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5859270/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Be7o1UFnmX6Irbcd7LmbL

  • “มหาวิทยาลัยไทย” กับภารกิจนำพาสังคมฝ่าพายุเศรษฐกิจ

    “มหาวิทยาลัยไทย” กับภารกิจนำพาสังคมฝ่าพายุเศรษฐกิจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/mong-pan-kormoon/147356&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h2EWE3Rm7fi9I9ZAlo3jk

  • รัฐบาลดัน “ODOS” ปั้นเยาวชนไทย 2,445 คน สาย STEM รับเศรษฐกิจอนาคต ยกระดับทุนมนุษย์ประเทศ

    รัฐบาลดัน “ODOS” ปั้นเยาวชนไทย 2,445 คน สาย STEM รับเศรษฐกิจอนาคต ยกระดับทุนมนุษย์ประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/147442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kV-pdcVXdl65rTh78QQ_h

  • นีโอ เผยผลงานไตรมาสแรก ขยายตัวสวนเศรษฐกิจ ดันยอดขาย FMCG พุ่ง

    นีโอ เผยผลงานไตรมาสแรก ขยายตัวสวนเศรษฐกิจ ดันยอดขาย FMCG พุ่ง

    นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO เปิดเผยว่า ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังเปราะบางและต้นทุนธุรกิจที่ผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก บริษัทยังรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้แข็งแกร่งในไตรมาสแรกปี 2569 หลังทำยอดขายรวม 2,757 ล้านบาท เติบโต 6.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน พร้อมสร้างการเติบโตทางมูลค่าตลาด 16.6% สูงกว่าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) โดยรวมที่ขยายตัวเพียง 2.0%

    “แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แต่บริษัทสามารถเดินหน้าสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก และนำข้อมูลมาต่อยอดพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของผู้บริโภคได้แม่นยำมากขึ้น”

    “หัวใจสำคัญของการเติบโตในปีนี้ คือการปรับตัวให้เร็ว และเข้าใจผู้บริโภคให้มากขึ้น ทั้งในด้านสินค้า ราคา และช่องทางเข้าถึง” นายสุทธิเดชกล่าว

    ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์หลัก 2 ด้าน ได้แก่ “ปั้นพอร์ตแกร่ง” ผ่านการพัฒนาสินค้าใหม่และต่อยอดแบรนด์เดิม รวมถึง “ยกระดับช่องทางการจัดจำหน่าย” เพื่อขยายการเข้าถึงทั้งโมเดอร์นเทรด, อี-คอมเมิร์ซ และโซเชียล คอมเมิร์ซ 

    ในด้านส่วนแบ่งตลาดบริษัทยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในหลายเซกเมนต์ โดยกลุ่มโรลออนเติบโต 6% สูงกว่าตลาดที่โตเพียง 0.2% ส่วนครีมอาบน้ำเติบโต 12% สูงกว่าตลาดที่โต 4% ส่งผลให้บริษัทขึ้นสู่อันดับ 1 ของตลาดในไตรมาสแรกปีนี้ ขณะที่กลุ่มครีมบำรุงผิวเติบโตถึง 22% และเริ่มขยับอันดับทางการตลาดดีขึ้นต่อเนื่อง

    ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำเติบโต 26% สูงกว่าตลาดที่โต 13% พร้อมดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 30.3% ส่วนผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเติบโต 17% และสามารถขยับขึ้นติด Top 3 ของตลาดได้สำเร็จ

    อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยผลักดันการเติบโต คือการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น BeNice Tokyo Ichigo Series, BeNice Mango Sticky Rice ที่ร่วมพัฒนากับ “แม่วารี” รวมถึง Fineline Cool Fresh ที่ต่อยอดนวัตกรรม Cool Tech รองรับสภาพอากาศร้อนของไทย

    นอกจากนี้ บริษัทยังขยายสินค้าไปยังกลุ่มเฉพาะทางมากขึ้น เช่น โรลออนสำหรับเด็กภายใต้แบรนด์ D-nee Kids ผลิตภัณฑ์ดูแลจุดซ่อนเร้นสำหรับผู้สูงวัยของ D-nee Deluxe รวมถึง LovliTails ที่รุกตลาดสินค้า Pet Humanization ผ่านก้านไม้หอมสำหรับสัตว์เลี้ยง

    พร้อมกันนี้ NEO ยังใช้กลยุทธ์ Brand Collaboration เพื่อสร้างสีสันทางการตลาด ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เช่น D-nee Kids x Jolly Bear และ D-nee x Wiggle Wiggle จากเกาหลีใต้

    ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด ทั้งการหาซัพพลายเออร์เพิ่มเติม การบริหารสต๊อกสินค้า และปรับแผนโปรโมชันให้สอดคล้องกับภาวะตลาด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ด้านการขยายตลาดต่างประเทศ เวียดนามยังเป็นตลาดสำคัญที่เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะช่องทาง TikTok Shop, Live Streaming และ Affiliate Marketing ซึ่งช่วยให้ยอดขายออนไลน์แบรนด์ D-nee เติบโตสูงกว่าเป้าหมายกว่า 2 เท่า และบริษัทเตรียมนำแบรนด์ BeNice เข้าไปทำตลาดเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

    ส่วนโครงการขยายโรงงานกลุ่ม Household เฟสแรก มีความคืบหน้ากว่า 90% และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตราว 11% รองรับการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ

    นายสุทธิเดชกล่าวว่า บริษัทจะยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้สอดรับกับเทรนด์ Wellness & Longevity ควบคู่กับการขยายช่องทางจำหน่าย เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแรงในระยะยาว

    “เราไม่ได้มองแค่ยอดขาย แต่ต้องการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ผู้บริโภค ผ่านสินค้าที่เข้าใจผู้คนและเข้าถึงได้ในทุกช่องทาง” นายสุทธิเดชกล่าว.  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2932629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26pR1tvXzyg67iT_sQg6sm

  • IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจแอฟริกาใต้ หลังความขัดแย้งตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก

    IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจแอฟริกาใต้ หลังความขัดแย้งตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้สำหรับปี 2569–2570 โดยระบุว่า ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้และภูมิภาค Sub-Saharan Africa อ่อนแอลง

    ในรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ในปี 2569 เหลือ 1.0% จากเดิม 1.4% ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนมกราคม และปรับลดคาดการณ์ปี 2570 เหลือ 1.3% จากเดิม 1.5% โดย IMF ระบุว่า ราคาน้ำมันและต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การบริโภค และต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึงแอฟริกาใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังและธนาคารกลางแอฟริกาใต้ (South African Reserve Bank: SARB) คาดว่าเศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวใกล้ระดับ 2% 
    ในระยะกลาง 

    IMF ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตของภูมิภาค Sub-Saharan Africa ลงเช่นกัน โดยจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4.6% ในปี 2569–2570 เหลือ 4.3% และ 4.4% ตามลำดับ ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในปี 2568 เป็น 5% ในปี 2569 สะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนเชื้อเพลิง และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและสินค้าเกษตร

    หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF (Mr. Pierre-Olivier Gourinchas) กล่าวว่า หลายประเทศในภูมิภาคกำลังเผชิญการชะลอตัวทางเศรษฐกิจควบคู่กับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น โดยประเทศผู้นำเข้าพลังงานจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศผู้ส่งออกพลังงาน ขณะที่ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF (Ms. Deniz Igan) ระบุว่า ก่อนเกิดความขัดแย้ง ภูมิภาค Sub-Saharan Africa มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับเหมาะสม และสภาพการเงินที่เอื้อต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันได้ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์นอกกลุ่มน้ำมันอ่อนตัวลง และเงื่อนไขทางการค้าของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ IMF ยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค เนื่องจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต้นทุนภาคเกษตรกรรมโดยตรง ขณะที่หลายประเทศในแอฟริกายังคงพึ่งพาภาคเกษตรเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ความช่วยเหลือจากต่างประเทศยังมีแนวโน้มลดลง โดยความช่วยเหลือทวิภาคีในบางประเทศอาจลดลงถึง 16–28% ในปี 2569 ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมในภูมิภาคมากขึ้น

    ในระดับโลก IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 เหลือ 3.1% จากเดิม 3.3% พร้อมระบุว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูง โดยสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เคยมีเสถียรภาพเริ่มอ่อนแรงลง ทั้งนี้ IMF เห็นว่าผลกระทบจะไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ โดยกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ประเทศรายได้น้อย และประเทศผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากต้นทุนพลังงานและอาหารที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ IMF ยังเน้นย้ำว่า ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง โดยธนาคารกลางควรควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเหมาะสมโดยไม่ใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดจนกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบาย
    การคลังควรมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ การปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของ IMF สะท้อนว่าแอฟริกาใต้และภูมิภาค Sub-Saharan Africa ยังคงมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนด้านพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และการลงทุนในภูมิภาคในระยะต่อไป ทั้งนี้ ราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นอาจกระทบต้นทุนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตรของแอฟริกาใต้ ขณะเดียวกัน ภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอีกด้วย

      เครดิตภาพและที่มาข่าว www.businessreport.co.za

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย

    พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/f3n9q2tv54do9fd2z2tkv07k&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24NvBaL7vOSVtXn0_2dWYD

  • ธปท.เผย รายได้แรงงานไทยปี69 ชะลอตัวแรง อาชีพอิสระอาจติดลบ0.3%ขณะที่ลูกจ้างโตเพียง0.9%

    ธปท.เผย รายได้แรงงานไทยปี69 ชะลอตัวแรง อาชีพอิสระอาจติดลบ0.3%ขณะที่ลูกจ้างโตเพียง0.9%

              น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า รายได้แรงงานไทยในปี 2569 นี้มีแนวโน้มหดตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ -0.3% YoY สะท้อนถึงการชะลอตัวอย่างชัดเจนจากค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2558-2562) ที่เคยขยายตัวเฉลี่ยถึง 4.7%

               การลดลงดังกล่าวมีปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่จ่อกระทบรายได้ผู้ประกอบอาชีพอิสระและลูกจ้างในภาคบริการ รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญ เมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย รายได้รวมจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปีหน้า

               เมื่อแยกเป็นกลุ่มแรงงาน ได้แก่ ลูกจ้าง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกร พบว่า รายได้ของ ‘ลูกจ้าง’ (สัดส่วน 59% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) แม้จะยังคงขยายตัวได้แต่ก็มีทิศทางที่ชะลอลงอย่างมาก จากอดีตในช่วงปี 2558-2562 ที่เคยเติบโต 4.1% คาดว่าจะลดลงเหลือ 3.2% ในปี 2568 และ 0.9% ในปี 2569 ก่อนจะปรับตัวขึ้นเป็น 2.3% ในปี 2570

                 รายได้ ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระ’ (สัดส่วน 31% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) เป็นกลุ่มที่แนวโน้มรายได้ลดลง จากที่เคยขยายตัวสูงถึง 8.0% ในช่วงปี 2558-2562 คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.3% ในปี 2568 และจะหดตัวติดลบที่ -0.3% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวที่ 3.8% ในปี 2570

                ส่วนรายได้ ‘เกษตรกร’ (สัดส่วน 10% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) เป็นกลุ่มที่เผชิญวิกฤตรายได้หนักที่สุด จากที่เคยเติบโตเล็กน้อย 0.3% ในอดีต คาดการณ์ว่ารายได้จะหดตัวอย่างรุนแรงถึง -6.6% ในปี 2568 และหดตัวลึกขึ้นเป็น -8.5% ในปี 2569 ก่อนจะกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยที่ 1.5% ในปี 2570

               ภาวะรายได้จ่อหดตัวยังเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่ครัวเรือนไทยอาจเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของภาคครัวเรือน รวมถึงต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย

               ค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นและรายได้ที่มีแนวโน้มลดลง จะส่งผลกดดันต่อการบริโภคภาคเอกชน โดยบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 นี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงมาอยู่ 1.6% (จาก 2.7% ในปี 2568) อย่างไรก็ตาม คาดว่า ในปีหน้า หากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายและนักท่องเที่ยวกลับมา จะส่งผลดีต่อรายได้รวมและช่วยให้การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวได้ที่ 1.9%

    #รายได้แรงงานไทยปี69

    #ธนาคารแห่งประเทศไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-5PSZYDV8Sro0mC9Qv0gX

  • ​​พระยาแรกนาเสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง 6 คืบ ทำนายน้ำจะน้อย ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนพระโคกินถั่ว-น้ำ-หญ้า-เหล้า ค้าขาย ตปท. ดีขึ้น เศรษฐกิจรุ่งเรือง

    ​​พระยาแรกนาเสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง 6 คืบ ทำนายน้ำจะน้อย ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนพระโคกินถั่ว-น้ำ-หญ้า-เหล้า ค้าขาย ตปท. ดีขึ้น เศรษฐกิจรุ่งเรือง

    วันนี้ (13 พฤษภาคม) ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เวลา 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต เฝ้ารับเสด็จและร่วมพระราชพิธี

    เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงมณฑลพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ยาตราขบวน พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง หาบเงิน ออกจากโรงพิธีพราหมณ์

    เมื่อถึงหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายบังคม แล้วออกไปประกอบพิธีแรกนา เจ้าหน้าที่จูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและคันไถ แล้วจึงไถดะไปโดยรี 3 รอบ โดยขวาง 3 รอบ หว่านธัญพืช โหรหลวงลั่นฆ้องชัย แล้วไถกลบอีก 3 รอบ เจ้าพนักงาน ปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปยังโรงพิธีพราหมณ์ พราหมณ์เชิญของกินเสี่ยงทาย 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโค

    จากนั้น อภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลถวายคำพยากรณ์การเสี่ยงทายผ้าของพระยาแรกนา สำหรับนุ่งไปประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และการเสี่ยงทาย พระโคกินเลี้ยง

    การนี้ พระยาแรกนาหยิบเสี่ยงทายผ้านุ่ง 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนการเสี่ยงทายพระโคกินถั่ว น้ำ หญ้า และเหล้า พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

    ต่อจากนั้น รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลเบิกผู้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ประกอบด้วย ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาอาชีพ ผู้แทนสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 13 กลุ่ม และผู้แทนสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์

    จากนั้นพระยาแรกนา ยาตราขบวนพร้อมด้วยเทพี ออกจากโรงพิธีพราหมณ์ เมื่อถึงหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ทอดพระเนตรพระยาแรกนาหว่านข้าวในแปลงนาสาธิต สำหรับปลูกไว้เก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อใช้ในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีต่อๆ ไป

    สำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการที่กระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริม บำรุงขวัญเกษตรกร ให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปีอันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา โดยการจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09-08.39 น.

    ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกทรงปลูกในฤดูนาปี 2568 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 5 สายพันธุ์ และพันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 สายพันธุ์ น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 5,147 กิโลกรัม จัดเป็นพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตร

    อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคล เป็นวันเกษตรกรประจำปี เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 1พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 2พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 3พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 4พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 5พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 6พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 7

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/raek-na-khwan-economy-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kayR1HQ54OmLFiEXNDtaA