Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ “ไทยช่วยไทย” จัดมหกรรมสินค้าราคาถูก 6 ครั้ง เงินสะพัด 86 ล้าน ลดภาระประชาชนกว่า 15 ล้าน – สยามรัฐ

    รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ “ไทยช่วยไทย” จัดมหกรรมสินค้าราคาถูก 6 ครั้ง เงินสะพัด 86 ล้าน ลดภาระประชาชนกว่า 15 ล้าน – สยามรัฐ

    รัฐบาลเดินหน้าบรรเทาค่าครองชีพประชาชน ขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินการตลอด 6 ครั้ง สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 86 ล้านบาท ช่วยลดค่าครองชีพกว่า 15 ล้านบาท

    วันที่ 14 ก.ย.69 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสานต่อนโยบายของรัฐบาลบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ เฟส 2 ครั้งที่ 6 ครอบคลุม 878 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาประหยัด ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน

    “ผลการดำเนินการ ครั้งที่ 6 ได้รับการตอบรับจากประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1.4 แสนคน  สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 13.24 ล้านบาท  ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 2.17 ล้านบาท ทั้งนี้ ตลอดการจัดกิจกรรมทั้ง 6 ครั้ง มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 86.56 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนรวมกว่า 15.02 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ส่งตรงถึงประชาชน พร้อมช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในทุกพื้นที่” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

    นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ให้เป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือนกันยายน 2569 พร้อมเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมติดตามและเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ และบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือนไทยไปพร้อมกัน

    #ไทยช่วยไทย #ลดค่าครองชีพ #ลดภาระประชาชน #รัฐบาล #สินค้าราคาถูก #เศรษฐกิจไทย #กระตุ้นเศรษฐกิจ #ช่วยประชาชน #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321356&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uGSMZD_WOd7b52BByMZxf

  • เจาะลึก ‘การค้าเสรี’ เครื่องยนต์สำคัญต่อศักยภาพของเศรษฐกิจและพลังงานไทยจะไปรอดหรือร่วง

    เจาะลึก ‘การค้าเสรี’ เครื่องยนต์สำคัญต่อศักยภาพของเศรษฐกิจและพลังงานไทยจะไปรอดหรือร่วง

    หากเรามองการค้าเสรีผ่านเลนส์ของเศรษฐกิจและพลังงานโลก การค้าเสรีเปรียบเสมือน ‘เหรียญสองด้าน’ ที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละประเทศว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดได้มากเพียงใด และมีมาตรการรองรับความเสี่ยงได้เหมาะสมหรือไม่

    ในมิติของ โอกาส การค้าเสรีให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อขายสินค้าและวัตถุดิบระหว่างกันได้สะดวกขึ้น ทำให้แต่ละประเทศสามารถใช้จุดแข็งของตนในการผลิตและจัดหาสิ่งที่มีความเหมาะสมกว่า สำหรับผู้บริโภคแล้ว สิ่งนี้หมายถึงโอกาสในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลายขึ้น และมีการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพมากขึ้น ในขณะที่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การค้าเสรีเป็นตัวเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) และเปิดประตูให้ผู้ประกอบการในประเทศสามารถเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ได้กว้างขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การค้าเสรีก็มีความท้าทายเช่นกันโดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดและแหล่งจัดหาต่างประเทศมากเกินไป ซึ่งทำให้ประเทศต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกไม่ว่าจะเป็นวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ การเปิดเสรีตลาดน้ำมันจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม ทั้งด้านการแข่งขัน โครงสร้างราคา และความมั่นคงด้านอุปทาน เพื่อให้กลไกตลาดสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังสามารถรองรับสถานการณ์ที่เกิดความผันผวนหรือวิกฤตด้านพลังงานได้

    ขณะที่การค้าเสรีกับโครงสร้างและเสถียรภาพตลาดน้ำมันของประเทศไทย หากเราย้อนมองโครงสร้างตลาดน้ำมันของประเทศไทย ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบาย ‘เปิดเสรีการค้าน้ำมัน’ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 โดยยกเลิกการควบคุมราคาขายปลีกและเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรีทั้งในฝั่งการนำเข้า การกลั่น และการจัดจำหน่าย ในปัจจุบัน ตลาดน้ำมันไทยเชื่อมโยงกับตลาดน้ำมันโลกและภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

    โดยโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีการอ้างอิงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดภูมิภาค โดยราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ หรือ MOPS (Mean of Platts Singapore) เป็นหนึ่งในแหล่งอ้างอิงสำคัญ ซึ่งสะท้อนภาวะอุปสงค์–อุปทานและระดับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาค แม้รัฐบาลจะยังคงมีกลไกดูแลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตเพื่อลดความผันผวนของราคา แต่ในมิติของอุปสงค์และอุปทาน กลไกการค้าเสรีคือกลไกที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทย ที่ช่วยให้การจัดหาและการซื้อขายน้ำมันสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ตลาดได้อย่างยืดหยุ่น

    ดังนั้น การค้าเสรีไม่ได้หมายความว่ารัฐจะไม่เข้ามาดูแลเลย แต่หมายถึงการเปิดให้กลไกการซื้อขายและการแข่งขันทำงาน ขณะเดียวกันภาครัฐยังสามารถมีกลไกดูแลประชาชนในช่วงที่เกิดความผันผวนหรือวิกฤตได้

    และบทบาทสำคัญที่ทำให้การค้าเสรีมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อตลาดน้ำมันไทย จะสามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. สร้างความมั่นคงด้านอุปทาน ประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้เพียงประมาณ 8-10% ของความต้องการทั้งหมด ดังนั้น กว่า 90% จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน น้ำมันดิบที่นำเข้ามีต้นทุนที่เชื่อมโยงกับราคาตลาดโลก ดังนั้น การที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศสามารถสะท้อนภาวะตลาดและเชื่อมโยงกับราคาตลาดโลก จึงมีความสำคัญต่อการทำให้ระบบการซื้อขายสามารถดำเนินไปได้อย่างสอดคล้องกัน

    กล่าวคือ โรงกลั่นจำเป็นต้องขายผลิตภัณฑ์ในระดับราคาที่สอดคล้องกับภาวะตลาด เพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบและดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หากราคาภายในประเทศถูกกำหนดให้ต่ำกว่าระดับตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังคงอิงกับตลาดโลก อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ และในระยะยาวอาจกระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบและการลงทุนที่จำเป็นต่อระบบพลังงาน

    ดังนั้น การเชื่อมโยงกับตลาดโลกจึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะเรื่องการกำหนดราคาเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความต่อเนื่องของการจัดหาน้ำมันและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

    2.ช่วยให้ตลาดน้ำมันสามารถปรับสมดุลระหว่างการผลิตและความต้องการ ตลาดน้ำมันไม่ได้มีความต้องการเท่ากันทุกช่วงเวลา และความต้องการใช้น้ำมันแต่ละประเภทก็แตกต่างกัน การเปิดการค้าทำให้ประเทศไทยสามารถบริหารทั้งการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันได้ตามสถานการณ์ หากผลิตภัณฑ์บางประเภทมีความต้องการในประเทศสูงกว่าการผลิต ก็สามารถนำเข้ามาเสริมได้ ขณะที่หากช่วงใดผลิตภัณฑ์บางประเภทมีปริมาณเกินความต้องการในประเทศ ก็สามารถส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคได้กลไกดังกล่าวช่วยให้ อุปสงค์และอุปทานของตลาดสามารถปรับตัวเข้าหากันได้มากขึ้น และทำให้ระบบน้ำมันมีความยืดหยุ่นในการรองรับความเปลี่ยนแปลงของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    3.ส่งเสริมการแข่งขัน: การเปิดเสรีทำให้ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผลิตในประเทศต้องแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำเข้าจากตลาดต่างประเทศได้ โดยราคาตลาดโลกจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องนำมาพิจารณาในการดำเนินธุรกิจ การแข่งขันจากทางเลือกทั้งในประเทศและต่างประเทศทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันภายใต้ภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง

    การแข่งขันดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างผู้ประกอบการในประเทศ แต่ยังรวมถึงการที่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศต้องสามารถแข่งขันกับทางเลือกจากตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมพัฒนาประสิทธิภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ทั้งนี้ การที่ราคาน้ำมันในประเทศมีความเชื่อมโยงกับตลาดโลก ช่วยให้ราคาสะท้อนภาวะอุปสงค์และอุปทานของตลาดน้ำมันในระดับภูมิภาคและโลก จึงมีทั้งข้อดีและข้อท้าทาย ข้อดีคือ ช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้บริโภครับรู้ถึงสถานการณ์และทิศทางของตลาด และสามารถปรับการผลิต การจัดหา และการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้ ขณะที่ข้อท้าทายคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการหยุดชะงักของอุปทาน ก็อาจส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงานในประเทศ ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนภาคการขนส่ง รัฐบาลจึงมีกลไกผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาต่อประชาชนในช่วงที่เหมาะสม

    นอกจากนี้ในมิติของภาคอุตสาหกรรม การค้าเสรีและการเชื่อมโยงกับตลาดโลกทำให้โรงกลั่นไทยดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวะการแข่งขันและราคาที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก ทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันต่างได้รับอิทธิพลจากภาวะอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลกและภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานของโรงกลั่น

    โรงกลั่นจึงต้องบริหารจัดการกระบวนการผลิตและต้นทุนภายใต้ราคาตลาดที่ไม่สามารถกำหนดได้เอง โดยพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บริหารการจัดหาวัตถุดิบให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของโรงกลั่น และรักษาความพร้อมของหน่วยผลิต เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้สภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ส่วนค่าการกลั่น (GRM) เป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปและราคาน้ำมันดิบ โดยได้รับอิทธิพลจากภาวะตลาดโลก ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถกำหนดได้โดยตรง ดังนั้น การแข่งขันของอุตสาหกรรมจึงอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด

    ในระยะยาว บทบาทของการค้าเสรีในตลาดน้ำมันไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จาก 3 ปัจจัยท้าทาย ได้แก่ 1. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition & EVs) อุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวและแตะจุดสูงสุดจากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การค้าเสรีจะกลายเป็นกลไกที่กดดันให้โรงกลั่นไทยต้องส่งออกมากขึ้น หรือปรับเปลี่ยนโรงกลั่นไปสู่ Bio-refine, SAF (น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน) และปิโตรเคมี

    2.มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและภาษีคาร์บอน (Carbon Pricing & Regulations) กฎระเบียบโลกว่าด้วยการปล่อยคาร์บอนอาจกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ในการค้าเสรีน้ำมัน โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรฐาน Carbon Intensity ของผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก และพัฒนาประสิทธิภาพด้านพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง และ 3. การรักษาสมดุลระหว่างกลไกตลาดและมาตรการภาครัฐ ความท้าทายสำคัญภายในประเทศคือการรักษาสมดุลระหว่าง ‘การให้กลไกตลาดทำงาน’ กับ ‘การมีมาตรการภาครัฐเพื่อดูแลผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่เกิดความผันผวนหรือวิกฤตด้านพลังงาน การมีมาตรการดูแลในช่วงวิกฤตสามารถช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนได้ แต่ในขณะเดียวกัน การออกแบบมาตรการควรคำนึงถึงความสอดคล้องกับกลไกตลาด ความชัดเจนและความสามารถในการคาดการณ์ได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินงานและการลงทุนในระยะยาวได้

    หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในยุคที่โลกเริ่มมีกระแสกีดกันทางการค้าและการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ เหตุใดจึงยังต้องพูดถึงการค้าเสรี ? คำตอบคือ สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นเศรษฐกิจเปิดและมีการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูง การเปิดการค้ายังคงมีความสำคัญต่อการเข้าถึงวัตถุดิบ ตลาด เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคพลังงาน การเชื่อมโยงกับตลาดโลกช่วยให้เกิดทางเลือกในการจัดหาและการบริหารอุปสงค์และอุปทานได้อย่างยืดหยุ่น

    อย่างไรก็ตาม การค้าเสรีไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ตลาดดำเนินไปโดยไม่มีการกำกับดูแล แต่คือการสร้างระบบที่เปิดกว้างและแข่งขันได้ ควบคู่กับกลไกที่เหมาะสมในการดูแลความมั่นคงทางพลังงานและรองรับสถานการณ์วิกฤต

    สิ่งที่นักวิเคราะห์และผู้กำหนดนโยบายต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้ คือ ทิศทางนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจนำไปสู่การตั้งกำแพงภาษีระลอกใหม่ และ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการค้าโลกและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยในอนาคต และความท้าทายของประเทศไทยคือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากตลาดโลก การรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1068674/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZvToHl7tW2dEraSEs8JHM

  • เช็คอาการเศรษฐกิจโลกและไทยก่อนประชุม IMF-WB

    เช็คอาการเศรษฐกิจโลกและไทยก่อนประชุม IMF-WB

    เดือนหน้า ช่วง 12-18 ตุลาคมจะมีการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ-ธนาคารโลกที่กรุงเทพ ถือเป็นงานใหญ่ระดับโลกที่จะมีผู้เข้าร่วมงานมาก จึงเป็นโอกาสที่ดีของประเทศ 

    สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พบนักลงทุนที่สนใจโอกาสทางธุรกิจในไทยและอาเซียน สอบถามและแลกเปลี่ยนความเห็นกันหลายเรื่อง วันนี้จึงขอตรวจประเด็นสำคัญเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจอาเซียนล่าสุดในสายตานักลงทุน รวมถึงมุมมองนักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยเราตอนนี้อยู่ตรงไหน นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    เศรษฐกิจโลกกําลังขยายตัวแบบเนิบๆ ไม่เเรง ประมาณร้อยละ 2.5-3.0 ต่อปี ประเมินโดยธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ แรงขับเคลื่อนมาจากแรงเหวี่ยงของสองปัจจัยที่ทํางานตรงข้ามกัน คือบวกและลบ

    ด้านบวกคือ เเรงกระตุ้นหรือบูมที่มาจากการลงทุนด้านเอไอที่ขยายไปสู่การลงทุนในห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีระดับสูงและโครงสร้างพื้นฐาน กระจายไปทั่วโลก โดยการลงทุนในเอไอ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด รวมแล้วมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนในเศรษฐกิจโลกขณะนี้

    ส่วนแรงเหวี่ยงด้านลบคือ ลมต้านที่มาจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลก อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เป็นภาวะสามสูงที่ไม่ดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ คือ ราคาน้ำมันสูง อัตราเงินเฟ้อสูง และอัตราดอกเบี้ยสูง

    ราคานํ้ามันที่สูง คือขึ้นลงระหว่าง 80 ถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คงยืนระยะต่อเพราะสงครามในตะวันกลางมีท่าทียืดเยื้อ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโลกจะยืนในระดับสูงตามไปด้วย คือประมาณร้อยละ 4.7 ปีนี้ ล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือนสิงหาคมอยู่ที่ร้อยละ 3.4 เท่ากับเดือนกรกฎาคม แต่อัตราเงินเฟ้อเดือนต่อเดือนเร่งตัวขึ้นทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน

    อัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่ลดลงทําให้ตลาดการเงินส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนนี้ ซึ่งต้องตามดู ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้ปรับสูงขึ้นไปแล้วก่อนหน้า เพราะความกังวลของตลาดพันธบัตรเรื่องเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะสหรัฐที่เพิ่มสูงถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจากภาวะการณ์ดังกล่าวสำหรับประเทศต่างๆ จะเเตกต่างกัน ขึ้นอยู่ว่าประเทศได้ประโยชน์จากเอไอบูมหรือไม่และประเทศต้องพึ่งพลังงานนําเข้ามากน้อยแค่ไหนเพราะราคาพลังงานแพงขึ้น 

    สำหรับเอเชีย ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ได้ประโยชน์จากเอไอบูม เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยลดทอนภาระการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นจากราคานํ้ามันที่แพงขึ้น สำหรับจีน ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ กําลังซื้อที่เริ่มอ่อนแอ และหนี้รัฐบาลท้องถิ่นยังเป็นแรงต้านสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

    กรณีประเทศอาเซียน นักลงทุนมองว่าภูมิภาคอาเซียนกําลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นฮับทางเทคโนโลยีที่สำคัญในฐานะเเหล่งผลิตที่สองตามยุทธศาสตร์ “บวกหนึ่ง” ที่กระจายการผลิตออกจากจีน รวมถึงเป็นห่วงโซ่การผลิตด้านเทคโนโลยี

    เราจึงเห็นเงินลงทุนทางตรงจํานวนมากไหลเข้าภูมิภาค เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ซึ่งประเทศที่ได้ประโยชน์ก็เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และล่าสุดไทย 

    ขณะเดียวกัน ธุรกิจการให้บริการเกี่ยวกับดิจิทัลก็เติบโตเร็วในภูมิภาคโดยเฉพาะ อินโดนีเซียและเวียดนาม นักลงทุนจึงมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเติบโตด้านเทคโนโลยีทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน

    ในแง่การเติบโต ความแตกต่างในอาเซียนก็มีเช่นกัน โดยประเทศในภูมิภาคแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่เศรษฐกิจโตเร็ว เช่น เวียดนาม มาเลเซีย ที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนต่างประเทศ และวัฏจักรธุรกิจเทคโนโลยีที่เป็นขาขึ้น

    กับอีกกลุ่มที่โตช้ากว่า เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เพราะยังไม่ได้ประโยชน์จากการลงทุนจากต่างประเทศ ต้องพึ่งกําลังซื้อภายในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 

    ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะสามสูง คือราคาน้ำมันสูง อัตราเงินเฟ้อสูง และอัตราดอกเบี้ยสูง ประเทศในกลุ่มหลังจะอ่อนไหวเป็นพิเศษกับการเกิดปัญหาด้านเสถียรภาพที่มากับเศรษฐกิจโตต่ำ คือ ขาดดุลการคลัง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราเงินเฟ้อสูงเพราะต้นทุนสูง และเงินทุนไหลออก 

    ส่วนประเทศกลุ่มเเรกที่โตเร็วก็จะมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพเช่นกันแต่ในอีกลักษณะหนึ่ง คือเศรษฐกิจร้อนแรง ราคาสินทรัพย์เร่งตัวจนเป็นฟองสบู่ ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว อัตราเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาก เป็นอาการเริ่มต้นของวิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องระวัง

    สำหรับไทย นักลงทุนมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะเติบโต แต่ถูกดึงกลับด้วยปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นวิกฤติและไม่มีการแก้ไข ซึ่งสามปัญหาหลักของไทยในสายตานักลงทุน คือ

    1.ผลกระทบของสังคมสูงวัยที่ลดขนาดกําลังเเรงงานของประเทศ ขณะที่เเรงงานที่เหลืออยู่ขาดทักษะและการศึกษาที่มีคุณภาพที่จะช่วยภาคอุตสาหกรรมให้ปรับตัวและพัฒนาไปในระดับที่สูงขึ้นในโลกที่เทคโนโลยีเป็นพระเอกและเปลี่ยนเร็ว ผลคือเศรษฐกิจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและโตตํ่า

    2.หนี้ครัวเรือนที่สูง ประมาณร้อยละ 85-87 ของจีดีพี กดทับกำลังซื้อในประเทศ ทำให้การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคขยายตัวต่ำต่อเนื่อง เพราะครัวเรือนมีภาระหนี้สูงที่ต้องชําระ ประเทศจึงไม่มีการใช้จ่ายในประเทศที่จะสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ต้องพึ่งการกระตุ้นจากภาครัฐแทน ซึ่งไม่ยั่งยืน

    3.ความอ่อนแอของสถาบันภาครัฐ สะท้อนจากความไม่แน่นอนของนโยบายที่เปลี่ยนบ่อย และการทุจริตคอร์รัปชันที่รุนแรง ที่สำคัญนโยบายรัฐมักสร้างความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น เช่น ล่าสุด ธุรกิจขนาดใหญ่คือผู้ได้ประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศด้านเทคโนโลยี

    ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและเล็กต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ยากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น และการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ เป็นการเติบโตแบบ K shape ที่อยู่ในวงจำกัดทั้งในแง่การเติบโตและกระจายประโยชน์ที่เกิดจากการเติบโต

    นักลงทุนจึงมองอนาคตเศรษฐกิจไทยว่าอยู่ที่การปฏิรูป ที่จะทำให้เศรษฐกิจได้ประโยชน์เต็มที่จากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างประเทศรอบนี้และไม่ตกขบวน ไม่ใช่ประคับประคองเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินหรืออุดหนุนราคานํ้ามันอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมีแต่จะสร้างหนี้แต่ไม่แก้ปัญหา

    เช็คอาการเศรษฐกิจโลกและไทยก่อนประชุม IMF-WB

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1251648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FIIn9z3WMd2nAhCO8kUux

  • ธปท. ดันเงินทุนสู่เศรษฐกิจคุณภาพ เพิ่มบทบาทอุ้มเศรษฐกิจ-เสริมความแกร่ง SME : อินโฟเควสท์

    ธปท. ดันเงินทุนสู่เศรษฐกิจคุณภาพ เพิ่มบทบาทอุ้มเศรษฐกิจ-เสริมความแกร่ง SME : อินโฟเควสท์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “Capital with Purpose เงินทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่า” โดยระบุว่า การยื่นมือเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจ ถือเป็นบทบาทใหม่ของธปท. เพิ่มเติมจากเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน เพื่อรองรับความท้าทายที่เปลี่ยนไป

    ทั้งนี้ ภารกิจของ ธปท. เน้นโจทย์สำคัญในการผลักดันให้เกิดการจัดสรรเงินทุนที่นำไปสู่เศรษฐกิจคุณภาพ (Capital with Purpose) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่า ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ 

    1.การจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ 

    2.การจัดสรรเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่จากความท้าทาย 

    3.ลดการไหลของเงินทุนไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบและคอร์รัปชัน

    ขณะที่มาตรการการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศคู่ค้าของธุรกิจส่งออกไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องอาศัยกลไกเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเงินทุนสู่การเปลี่ยนผ่าน

    ทั้งนี้ นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. มีบทบาทในการวางรากฐานสำคัญของระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ให้เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจโลก

    “การเปลี่ยนผ่านสู่ ESG จะให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องคำนึงถึงบริบททางสังคม ควบคู่ไปกับการผลักดันด้านธรรมาภิบาล ให้ความยั่งยืนผสมผสานไปกับการเติบโตทางธุรกิจ เพื่อให้เกิด Shared values ที่แท้จริง”นายวิทัย กล่าว

    โดย ธปฦ/ ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/647630&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BcaiKf5NWq8vCqw3K6Lth

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกผันผวนขาขึ้น ดันหุ้นนิวยอร์กแกว่ง จับตาเฟด-ฮอร์มุซ พร้อมเช็กราคาน้ำมันไทย  14/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกผันผวนขาขึ้น ดันหุ้นนิวยอร์กแกว่ง จับตาเฟด-ฮอร์มุซ พร้อมเช็กราคาน้ำมันไทย  14/09/69 – สยามรัฐ

    วันที่ 14 กันยายน 2569 ตลาดการเงินโลกยังอยู่ในภาวะที่ต้องจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันดิบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดซื้อขายอย่างผันผวน หลังราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวขึ้นแรง และนักลงทุนเตรียมรับความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดวันที่ 15-16 กันยายนนี้

    สำหรับราคาน้ำมันดิบ ก่อนเปิดตลาดวันที่ 14 กันยายน มีแนวโน้ม “ขาขึ้นแต่ผันผวนสูง” แม้การซื้อขายวันที่ 11 กันยายนจะมีแรงขายทำกำไร หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงสัปดาห์ก่อน โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือดับเบิลยูทีไอ เดือนตุลาคม ลดลง 2.43 ดอลลาร์ หรือ 2.37% ปิดที่ 100.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ เดือนพฤศจิกายน ลดลง 3.02 ดอลลาร์ หรือ 2.81% ปิดที่ 104.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงในวันศุกร์ แต่ตลอดทั้งสัปดาห์ราคาน้ำมันทั้งสองตลาดยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 8% สะท้อนว่าตลาดยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานจากสถานการณ์ตะวันออกกลางมากกว่าแรงขายทำกำไรในระยะสั้น

    ปัจจัยสำคัญที่ยังหนุนราคาน้ำมันคือความกังวลว่าน้ำมันจากตะวันออกกลางอาจเข้าสู่ตลาดโลกได้ไม่เต็มที่ หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญต่อระบบพลังงานโลก และก่อนเกิดความขัดแย้งมีน้ำมันไหลผ่านเส้นทางดังกล่าวประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันโลก

    ล่าสุด สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังมีรายงานการโจมตีครั้งใหม่ต่อซาอุดีอาระเบียและเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงท่อส่งน้ำมันอีสต์-เวสต์ของซาอุดีอาระเบียถูกปิดหลังถูกโจมตี ทำให้ตลาดกังวลว่าซาอุดีอาระเบียจะมีทางเลือกในการหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซลดลง

    แรงกดดันดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันในการซื้อขายล่าสุดดีดกลับขึ้นมา โดยดับเบิลยูทีไอเคลื่อนไหวบริเวณ 102.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนท์อยู่ที่ประมาณ 107.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นมากกว่า 2% โดยนักลงทุนยังติดตามความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงสถานการณ์การเดินเรือในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่อาจกดดันราคาน้ำมัน หากความพยายามทางการทูตสามารถนำไปสู่การเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หากอิหร่านและประเทศอ่าวอาหรับสามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราว ความเสี่ยงด้านอุปทานอาจลดลงอย่างรวดเร็ว และทำให้ราคาน้ำมันปรับฐานแรงได้ เนื่องจากตลาดได้สะสมค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไว้ในราคาค่อนข้างมากแล้ว

    ขณะเดียวกัน การประชุมระหว่างอิหร่านกับประเทศอ่าวอาหรับที่โอมาน ซึ่งเดิมกำหนดขึ้นในวันที่ 14 กันยายน ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากยังไม่สามารถหาฉันทามติร่วมกันได้ ส่งผลให้ความหวังเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างเป็นรูปธรรมลดลง และกลายเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันในระยะสั้น

    ในเชิงเทคนิคและจิตวิทยาตลาด ราคาดับเบิลยูทีไอที่บริเวณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยังถือเป็นแนวรับสำคัญ หากสามารถยืนเหนือ 102 ดอลลาร์ได้ มีโอกาสขยับขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 105 ดอลลาร์ ขณะที่เบรนท์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวเหนือ 105 ดอลลาร์ และอาจทดสอบระดับ 108-110 ดอลลาร์ หากความรุนแรงในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์ก แนวโน้มก่อนเปิดตลาดวันที่ 14 กันยายน มีโอกาส “ผันผวนถึงอ่อนตัว” แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในการซื้อขายวันที่ 11 กันยายน หลังราคาน้ำมันดิบปรับลดลงช่วยคลายแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่การดีดกลับของราคาน้ำมันในช่วงล่าสุด รวมถึงการรอผลประชุมเฟด ทำให้นักลงทุนมีแนวโน้มชะลอการเข้าซื้อและเพิ่มความระมัดระวัง

    การซื้อขายวันศุกร์ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,573.29 จุด เพิ่มขึ้น 509.19 จุด หรือ 0.98% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,656.98 จุด เพิ่มขึ้น 0.86% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,333.04 จุด เพิ่มขึ้น 0.96% โดย 9 จาก 11 กลุ่มหลักของเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวเพียงวันเดียวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าตลาดกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น เนื่องจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดาวโจนส์ยังลดลง 1.6% เอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.8% และแนสแด็กลดลง 0.7% สะท้อนว่านักลงทุนยังอยู่ในช่วงปรับพอร์ตและลดความเสี่ยงเพื่อรอดูทิศทางนโยบายการเงินของเฟด

    ปัจจัยที่ตลาดหุ้นต้องจับตาเป็นพิเศษคือราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ เพราะราคาน้ำมันเบรนท์ที่กลับขึ้นมาเหนือ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดับเบิลยูทีไอที่ขยับเข้าใกล้ 102 ดอลลาร์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ หากราคาพลังงานยืนอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

    อีกหนึ่งปัจจัยกดดันคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งขยับขึ้นแตะประมาณ 4.97% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 การเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และลดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ย

    นักลงทุนยังให้น้ำหนักสูงกับการประชุมเฟดวันที่ 15-16 กันยายน โดยตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้มากกว่า 80% ทำให้สิ่งที่ตลาดจับตาไม่ได้มีเพียงผลการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย แต่รวมถึงถ้อยแถลงและมุมมองของเฟดต่อทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไป

    กลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตจึงมีความเสี่ยงเผชิญแรงขายทำกำไร หากบอนด์ยีลด์ยังปรับตัวขึ้น ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ยังมีความกังวลเรื่องการประเมินมูลค่า ส่งผลให้แนสแด็กมีโอกาสผันผวนมากกว่าดาวโจนส์

    ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น แต่ผลบวกอาจถูกหักล้างด้วยความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกดดันเงินเฟ้อ การบริโภค และทำให้เฟดคงนโยบายการเงินเข้มงวดนานขึ้น ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคและเฮลท์แคร์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นหลัก

    ภาพรวมตลาดการเงินในวันที่ 14 กันยายนจึงเป็นช่วง “วัดใจ” ของนักลงทุน หากราคาน้ำมันลดลง บอนด์ยีลด์ทรงตัว และเฟดส่งสัญญาณไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวต่อ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต แต่หากราคาน้ำมันเร่งตัวขึ้นอีก ขณะที่เฟดส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง ความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นจะกลับเข้าสู่ภาวะปรับฐานจะเพิ่มขึ้น

    สำหรับราคาน้ำมันในประเทศไทยประจำวันที่ 14 กันยายน 2569 ข้อมูลที่ให้มาระบุว่าเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพมหานครจาก 4 สถานีบริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา ณ เวลา 05.00 น. ทั้งนี้ ราคาที่แสดงเป็นราคากรุงเทพมหานครและยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จึงควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ปั๊มปตท. ราคาก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาทต่อลิตร ก๊าซโซฮอล์ อี20 อยู่ที่ 34.09 บาท ก๊าซโซฮอล์ อี85 อยู่ที่ 30.03 บาท ก๊าซโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาท ดีเซลหมุนเร็วธรรมดาอยู่ที่ 39.84 บาท และเบนซินอยู่ที่ 48.08 บาทต่อลิตร

    ปั๊มบางจาก ราคาก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาทต่อลิตร ก๊าซโซฮอล์ อี20 อยู่ที่ 34.09 บาท ก๊าซโซฮอล์ อี85 อยู่ที่ 30.03 บาท ก๊าซโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาท ดีเซลหมุนเร็วธรรมดาอยู่ที่ 39.84 บาท และดีเซลพรีเมียมอยู่ที่ 49.25 บาทต่อลิตร

    ปั๊มพีที ราคาดีเซลอยู่ที่ 39.84 บาทต่อลิตร ดีเซล บี20 อยู่ที่ 34.84 บาท เบนซินอยู่ที่ 48.58 บาท ก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาท ก๊าซโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาท และก๊าซโซฮอล์ อี20 อยู่ที่ 34.09 บาทต่อลิตร

    ส่วนปั๊มเชลล์ เชลล์ ฟิวเซฟ ก๊าซโซฮอล์ อี20 อยู่ที่ 34.29 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ก๊าซโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 39.22 บาท เชลล์ ฟิวเซฟ ก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.59 บาท เชลล์ วี-เพาเวอร์ ก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซลอยู่ที่ 39.84 บาท เชลล์ ดีเซล บี20 อยู่ที่ 34.84 บาท และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซลอยู่ที่ 49.84 บาทต่อลิตร

    โดยสรุป ตลาดน้ำมันดิบโลกวันที่ 14 กันยายนยังมีน้ำหนักขาขึ้นแต่เต็มไปด้วยความผันผวน เนื่องจากความเสี่ยงด้านอุปทานจากตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดซื้อขายในกรอบระมัดระวัง โดยราคาน้ำมัน บอนด์ยีลด์ และผลการประชุมเฟดจะเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางตลาดในช่วงต้นสัปดาห์

    สำหรับผู้บริโภคในไทย ราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มเบนซินและดีเซลพรีเมียม ดังนั้นทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยกระดับและกระทบการขนส่งน้ำมันต่อเนื่อง อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานและราคาขายปลีกในประเทศในระยะต่อไป ขณะที่ความคืบหน้าทางการทูตและการฟื้นฟูเส้นทางขนส่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321346&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C_dsWwdDEr3rRVd3kgZVE

  • สนค. จับตายุทธศาสตร์ อาหารใหม่ ญี่ปุ่น โอกาสทองที่ธุรกิจไทยต้องคว้า

    สนค. จับตายุทธศาสตร์ อาหารใหม่ ญี่ปุ่น โอกาสทองที่ธุรกิจไทยต้องคว้า

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. กำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของญี่ปุ่น หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศร่างแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Investment Roadmap) ระยะยาวถึง ค.ศ.2040 (ปี 2583) โดยยกระดับอุตสาหกรรม อาหารใหม่ (New Foods) ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ การเคลื่อนไหวนี้ มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ซึ่งถือเป็นเทรนด์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตาม

    แผนการลงทุนระดับชาตินี้ ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินรวมกว่า 370 ล้านล้านเยน ภายในปี ค.ศ. 2040 กำหนด 17 สาขายุทธศาสตร์สำหรับการลงทุนในอนาคต ครอบคลุม 62 ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีสำคัญ ตั้งแต่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด ไปจนถึง Food Tech ซึ่งเป็นหนึ่งใน 17 สาขายุทธศาสตร์ โดยมีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนบก เครื่องจักรอาหาร และอาหารรูปแบบใหม่ (New Food) เพื่อเร่งผลักดันเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นมีศักยภาพสูงไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์

    ที่น่าสนใจ คือรัฐบาลเตรียมตั้งหมวดงบประมาณใหม่ชื่อ Strong and Prosperous Japan แบบไม่มีเพดานวงเงิน และสามารถวางแผนงบระยะยาวได้ เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องคอยของบเพิ่มเติมระหว่างปี นายนันทพงษ์ กล่าว

    สำหรับอุตสาหกรรมอาหารใหม่ ญี่ปุ่นเน้นไปที่กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Proteins) และอาหารฟังก์ชันเพื่อโภชนาการ (Functional and Nutritional Foods) โดยเตรียมจัดสรรเงินลงทุนราว 1 ล้านล้านเยน เพื่อดันมูลค่าตลาดให้เติบโตแตะ 3 ล้านล้านเยนภายในปี ค.ศ. 2040 (จากปัจจุบันที่ตลาดโปรตีนที่ไม่ได้มาจากสัตว์มีมูลค่า 300,000 ล้านเยน และอาหารฟังก์ชัน 15,000 ล้านเยน)

    ตัวเลขนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการใช้อุตสาหกรรมอาหารเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
    ยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น เลือกที่จะต่อยอดจากจุดแข็งที่ตนมีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation) อาหารฟังก์ชัน และนวัตกรรมสูตรอาหาร มากกว่าจะมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในเชิงพาณิชย์

    นอกจากนี้ ยังวางกลยุทธ์ขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกา และยุโรป ก่อนจะเข้าสู่ตลาดเอเชีย การที่ญี่ปุ่นทุ่มลงทุนในช่วงที่ภาคเอกชนทั่วโลกกำลังชะลอการลงทุนในโปรตีนทางเลือก ถือเป็นการใช้นโยบายภาครัฐระยะยาว เพื่อชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน

    ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารของโลกอยู่แล้ว เพราะมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่งตั้งแต่การวิจัยพื้นฐาน การรับรองผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน อีกทั้งยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านส่วนผสมอาหารและเทคโนโลยีการหมักที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ปัจจัยเหล่านี้ ช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์สุขภาพ สังคมผู้สูงวัย และความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้าสำคัญแถวหน้า โดยในปี 2568 ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอันดับ 3 ของไทย ด้วยมูลค่าส่งออก 5,081.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 166,781 ล้านบาท) แม้ตัวเลขจะลดลง 2.1% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว เงินเยนอ่อนค่า การแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น รวมถึงมาตรฐานอาหารที่เข้มงวดของญี่ปุ่น โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยยังคงเป็นไก่แปรรูป ไก่สดแช่เย็นและแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋อง และยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา

    ญี่ปุ่นไม่เพียงเป็นตลาดรับซื้อ แต่ยังเป็นแหล่งเงินทุนและนวัตกรรมที่สำคัญของไทย ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการส่งออกระดับโลก การเร่งเครื่องลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารใหม่ของญี่ปุ่น จึงเป็น โอกาสทอง ให้ผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับตัวเอง โดยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และทักษะการแปรรูป มาต่อยอดผลิตส่วนผสมอาหารเชิงหน้าที่ โปรตีนทางเลือก และอาหารมูลค่าสูง พร้อมขยายความร่วมมือเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น

    ดังนั้น ก้าวต่อไปที่สำคัญของไทย คือการพลิกความท้าทายเป็นโอกาส ด้วยการเร่งพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นสากล พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

    การเตรียมความพร้อมเหล่านี้ จะปลดล็อกให้ไทยก้าวข้ามบทบาท ผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ผลิตส่วนผสมอาหารมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลในห่วงโซ่อาหารโลก และเป็นกุญแจสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ผู้อำนวยการ สนค. กล่าว

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12843643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zNtwuInS8TXEWLYsk5WlK

  • สวนดุสิตโพล ชี้ “ปัญหาเศรษฐกิจ“ ชนวนจุดชุมนุมการเมือง

    สวนดุสิตโพล ชี้ “ปัญหาเศรษฐกิจ“ ชนวนจุดชุมนุมการเมือง

    สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจ “การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้” พบปัญหาเศรษฐกิจ-ค่าครองชีพเป็นปัจจัย กระตุ้นการชุมนุม ประชาชน 40.56% มองตอนนี้ไม่เหมาะสมชุมนุมการเมือง

    13 ก.ย. 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้” โดยกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 8-11 ก.ย. 2569 โดยพบว่า

    1.ประชาชนสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้มากน้อยเพียงใด

    อันดับ 1 สนใจบ้าง แต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด 44.65%
    อันดับ 2 สนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง 30.02%
    อันดับ 3 ไม่ค่อยสนใจ 17.15%
    อันดับ 4 ไม่สนใจ 8.18%

    2.ประชาชนคิดว่าประเด็นใด เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง

    อันดับ 1 ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ 69.54%
    อันดับ 2 คดีทางการเมือง ฮั้ว สว. 68.76%
    อันดับ 3 ความโปร่งใส และการทุจริต 68.32%

    3.ประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง

    อันดับ 1 ช่วยสะท้อนปัญหาที่สังคมควรให้ความสำคัญ 47.95%
    อันดับ 2 กระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ 46.74%
    อันดับ 3 มีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งหรือความรุนแรง 46.48%

    4. ประชาชนคิดว่าการชุมนุมทางการเมืองจะส่งผลต่อสถานการณ์การเมืองอย่างไร

    อันดับ 1 นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด 41.86%
    อันดับ 2 ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้น 24.98%
    อันดับ 3 ไม่น่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น 18.71%
    อันดับ 4 อาจทำให้สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้น 14.45%

    5. ประชาชนคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ถึงเวลาเหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมืองหรือไม่

    อันดับ 1 ยังไม่เหมาะสม 40.56%
    อันดับ 2 เหมาะสมแล้ว 35.60%
    อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 23.84%

    น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า บรรยากาศการเมืองที่มีแรงกดดันสะสม จากทั้งปัญหาปากท้อง และความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง ผลโพลจึงสะท้อนว่าการชุมนุมอาจจะยังไม่ใช่คำตอบในขณะนี้ แม้จะเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย โดยกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจน หรือขัดแย้งมากกว่าเป็นทางออก

    “สิ่งสำคัญ จึงอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน”

    อ่านข่าว การเมืองไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/269805/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kb0GXR5JKi9pGs9ukCHHh

  • อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 13/09/69 พรุ่งนี้ 14/09/69 อัปเดตจาก 4 สถานี – สยามรัฐ

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 13/09/69 พรุ่งนี้ 14/09/69 อัปเดตจาก 4 สถานี – สยามรัฐ

    วันที่ 13 ก.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ํามันอัปเดตล่าสุดจากผู้ให้บริการน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท.,บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุด เมื่อเวลา 21.32 น.ราคาหน้าปั๊มคงที่ มีผลพรุ่งนี้ 14 ก.ย.69 ตี 5 (5.00 น.) มีรายละเอียดดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา  39.09 บาท /ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา 34.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา 30.03  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา  38.72 บาท/ลิตร
    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา: ราคา 39.84  บาท/ลิตร
    เบนซิน  :ราคา 48.08  บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา  39.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 :ราคา  34.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา  30.03 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 38.72 บาท/ลิตร
    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา : ราคา 39.84  บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม : ราคา  49.25 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    ดีเซล: ราคา 39.84  บาท/ ลิตร
    ดีเซล B20:ราคา  34.84 บาท /ลิตร
    เบนซิน: ราคา  48.58 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 39.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา  38.72 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา 34.09  บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 34.29  บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 39.22  บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 39.59 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 49.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 39.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล บี20: ราคา 34.84  บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา  49.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้การแสดงราคาน้ำมันข้างต้นนี้ได้อ้างอิงมาจากรายงานโดยสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. โดยมีอัปเดทราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันตอนตี 5 (5.00 น.) ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

    ราคาที่แสดงนี้เป็นราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม. โปรดสำรวจราคาจากหน้าปั๊มอีกครั้ง

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321330&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mab7AXHYEbwhuH6HNPndz

  • พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ 2569: สิทธิประโยชน์ 10 ปี

    พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ 2569: สิทธิประโยชน์ 10 ปี

    สรุปสั้น: ครม. เห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ เปิดเป็น “มาตรการทางเลือก” ให้บริษัทจำกัดที่ตั้งไม่เกิน 10 ปี รายได้เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังไม่เกิน 300 ล้านบาท และยังไม่เคยจ่ายปันผล ขอรับรองสถานะกับ NIA ในฐานะศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ 5 ปี และสูงสุด 10 ปีสำหรับกลุ่ม Deep Tech ครอบคลุมภาษี การดึงบุคลากรต่างชาติ ทรัพย์สินทางปัญญา และการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมปลดล็อกหุ้นกู้แปลงสภาพและการถือหุ้นตัวเอง (Treasury Stock) เพื่อทำ ESOP

    คณะรัฐมนตรีได้มีมติสำคัญที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและทุนมนุษย์ของไทย นั่นคือการเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การออกกฎหมายใหม่ แต่คือการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะเดิมพันกับการสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและปัญญาอย่างแท้จริง

    พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ ปลดล็อกอะไรให้สตาร์ทอัพไทยบ้าง?

    ภาพปกบทความ พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ เดิมพันของไทยสู่การเป็นชาติแห่งนักนวัตกรรม

    หัวใจของร่างกฎหมายฉบับนี้คือความพยายามในการ “ปลดล็อก” ข้อจำกัดที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพมาอย่างยาวนาน โดยไม่ได้เป็นการบังคับ แต่เป็น “มาตรการทางเลือก” ที่ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ได้ตามความสมัครใจ กฎหมายนี้ออกแบบมาเพื่อบริษัทจำกัดที่ก่อตั้งไม่เกิน 10 ปี มีรายได้เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังไม่เกิน 300 ล้านบาท และยังไม่เคยจ่ายเงินปันผล

    กลไกสำคัญคือการกำหนดให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) สำหรับสตาร์ทอัพ ทำหน้าที่ตั้งแต่การรับรองสถานะ ไปจนถึงการประสานงานเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ครอบคลุมรอบด้าน สตาร์ทอัพที่ผ่านการรับรองจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เช่น ด้านการเกษตร หรือสาขาอื่นที่คณะกรรมการจะกำหนดเพิ่มเติม อาจได้รับการขยายเวลาสูงสุดถึง 10 ปี ซึ่งเป็นการยอมรับว่านวัตกรรมที่ซับซ้อนต้องการเวลาในการบ่มเพาะและเติบโตยาวนานกว่า

    ESOP และหุ้นกู้แปลงสภาพ: เครื่องมือการเงินใหม่ที่เพิ่งเปิดทาง

    กลุ่มสตาร์ทอัพไทยรุ่นใหม่กำลังร่วมประชุมระดมสมองในบรรยากาศอบอุ่นและสร้างสรรค์

    สิ่งที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากมาตรการส่งเสริมในอดีต คือการลงลึกไปถึงการแก้ไขโครงสร้างทางการเงินให้มีความยืดหยุ่นและทัดเทียมสากล โดยรองรับเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ (Convertible Debenture) และที่สำคัญคือการอนุญาตให้บริษัทสามารถถือหุ้นของตนเอง (Treasury Stock) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดสรรหุ้นให้แก่พนักงาน (Employee Stock Ownership Plan – ESOP) กลไกนี้เป็นแม่เหล็กชั้นดีในการดึงดูดและรักษาบุคลากรทักษะสูงไว้กับองค์กร

    นอกเหนือจากมิติทางการเงิน ร่างกฎหมายยังครอบคลุมสิทธิประโยชน์ด้านภาษี การอำนวยความสะดวกในการดึงดูดผู้มีความสามารถจากต่างประเทศ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้งหมดนี้สะท้อนความเข้าใจว่าการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งต้องอาศัยการสนับสนุนจากหลายมิติพร้อมกัน ดังที่ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวไว้ว่า “เรามองว่าสตาร์ทอัพไม่ใช่แค่ธุรกิจตั้งใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ให้กับประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเป้าหมาย การจ้างงานทักษะสูง และขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก”

    ถอดรหัสโครงสร้าง: กฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนทุนมนุษย์ไทยอย่างไร?

    เมล็ดพันธุ์ชิปคอมพิวเตอร์ถูกปลูกลงในดิน สะท้อนการเติบโตของนวัตกรรม

    การวิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพฉบับนี้ หากมองเพียงผิวเผินอาจเห็นเป็นเพียงกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ แต่หากมองผ่านเลนส์ของยุทธศาสตร์ทุนมนุษย์และการศึกษา จะพบว่านี่คือความพยายามในการ “ปรับรื้อ” โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของประเทศใน 3 มิติสำคัญ

    มิติที่หนึ่ง: ทลายกำแพงระหว่างโลกวิชาการและโลกธุรกิจ

    การให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่ม Deep Tech ที่มีสิทธิประโยชน์ยาวนานถึง 10 ปี เป็นการส่งสัญญาณตรงไปยังมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั่วประเทศ ว่ายุคของ “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” กำลังจะสิ้นสุดลง กฎหมายนี้สร้างแรงจูงใจมหาศาลให้เกิดการนำผลงานวิจัยเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร การแพทย์ หรือพลังงาน ออกมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ มันท้าทายให้ระบบอุดมศึกษาต้องปรับเปลี่ยนบทบาท จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ผลิตบัณฑิตและองค์ความรู้ มาสู่การเป็น “โรงบ่มเพาะนวัตกรรม” (Innovation Incubator) ที่สามารถสร้างผู้ประกอบการและธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นได้จริง นี่คือการเชื่อมต่อระหว่าง “ทุนทางปัญญา” ในสถาบันการศึกษาเข้ากับ “ทุนทางการเงิน” ในภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

    มิติที่สอง: สงครามแย่งชิงบุคลากรทักษะสูง (War for Talent)

    ในยุคที่ความสามารถของมนุษย์คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด การที่กฎหมายอนุญาตให้บริษัทใช้ Treasury Stock เพื่อทำ ESOP และมีมาตรการดึงดูดบุคลากรจากต่างชาติ ถือเป็นการยกเครื่อง “ข้อเสนอเชิงคุณค่า” (Value Proposition) ของประเทศไทยในการแข่งขันกับนานาชาติเพื่อดึงดูดคนเก่ง มันเปลี่ยนสมการจากการเป็นเพียง “ผู้รับจ้าง” ไปสู่การเป็น “เจ้าของร่วม” ทำให้บุคลากรทักษะสูงรู้สึกว่าพวกเขากำลังสร้างอนาคตของตัวเองไปพร้อมกับการเติบโตของบริษัท นี่คือการแก้ปัญหาภาวะสมองไหลที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่การแก้ที่ปลายเหตุด้วยการเพิ่มค่าจ้าง แต่เป็นการสร้างโครงสร้างความเป็นเจ้าของที่ยั่งยืน

    มิติที่สาม: การสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และยอมรับความล้มเหลว

    การมีหน่วยงานกลางอย่าง NIA และคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้เกิดการลองผิดลองถูกและการเรียนรู้ในระดับชาติ สตาร์ทอัพคือการเดินทางที่ไม่แน่นอน การมีกรอบกฎหมายที่ยืดหยุ่นและให้การสนับสนุนในระยะยาว คือการประกาศว่ารัฐพร้อมที่จะยอมรับความเสี่ยงและความล้มเหลวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างนวัตกรรม สิ่งนี้จะค่อยๆ เปลี่ยนวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจของไทยจากที่เน้นความมั่นคงและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไปสู่การส่งเสริมการทดลองและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แม้จะยังคงมีคำถามที่ต้องหาคำตอบให้ชัดเจน เช่น นิยามที่แท้จริงของ Deep Tech ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม หรือรายละเอียดของสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ทิศทางที่กฎหมายฉบับนี้วางไว้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง

    ต้องทำอะไรต่อ ให้ พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ ไม่เป็นแค่กระดาษ?

    การมีกฎหมายที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการลงมือทำในขั้นต่อไป เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระดาษ แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ประเทศไทยจำเป็นต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านทุนมนุษย์และการศึกษาควบคู่กันไปอย่างน้อย 3 ด้าน

    1. การสร้าง “ท่อส่งกำลังคน Deep Tech” จากรั้วมหาวิทยาลัย

    กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ซึ่งเป็นเจ้าภาพของกฎหมายนี้ ต้องทำงานเชิงรุกกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเพื่อปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการวิจัยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม Deep Tech ที่กฎหมายมุ่งส่งเสริม ต้องมีการจัดตั้งโครงการความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและอาจารย์สามารถนำผลงานวิจัยมาทดลองจัดตั้งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพได้โดยมีหน่วยงานของมหาวิทยาลัยคอยสนับสนุนด้านกฎหมายและธุรกิจในช่วงเริ่มต้น เป้าหมายคือการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งผลิต “ผู้ประกอบการเทคโนโลยี” ไม่ใช่แค่ “บัณฑิตวิศวกรรม” หรือ “นักวิทยาศาสตร์”

    ภาพระยะใกล้ที่เน้นมือของนักวิจัยกำลังทำงานกับเทคโนโลยีอันซับซ้อน สะท้อนความทุ่มเทในกลุ่ม Deep Tech

    2. การมองหานักลงทุน(Angel)ที่เข้าใจธรรมชาติของ Deep Tech

    เงินทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างสตาร์ทอัพที่ยิ่งใหญ่ได้ สิ่งที่จำเป็นคือ “เงินทุนที่กล้าหาญและอดทน” (Patient & Smart Capital) NIA และคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพควรจัดตั้งเวทีหรือหลักสูตรเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักลงทุนในประเทศ ให้มีความเข้าใจในโมเดลธุรกิจของ Deep Tech ซึ่งต้องใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนานานกว่า มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ก็มีศักยภาพในการสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าสตาร์ทอัพทั่วไป การสร้างชุมชนนักลงทุนที่แข็งแกร่งและมีความรู้ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้ระบบนิเวศนี้สมบูรณ์

    3. การยกเครื่องระบบการศึกษาเพื่อปลูกฝัง “กรอบคิดผู้ประกอบการ”

    ในระยะยาว การสร้างชาติแห่งนวัตกรรมต้องเริ่มต้นตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการต้องทบทวนหลักสูตรแกนกลางเพื่อสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ความคิดสร้างสรรค์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความสามารถในการฟื้นตัวจากความล้มเหลว” (Resilience) เราต้องสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีกรอบคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) และมองเห็นปัญหาเป็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีบุคลากรที่มีดีเอ็นเอของผู้ประกอบการไหลเวียนอยู่ในทุกภาคส่วนของสังคม

    บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: วัดความสำเร็จของกฎหมายนี้ที่อะไร?

    เส้นขอบฟ้าเมืองที่กำลังเติบโต สะท้อนเป้าหมายของ พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ ในการสร้างชาติแห่งนักนวัตกรรม

    ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็นเสียงปืนที่ดังขึ้นเพื่อเริ่มการแข่งขันครั้งใหม่ มาตรวัดความสำเร็จของกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนสตาร์ทอัพที่จดทะเบียน แต่อยู่ที่คุณภาพของทุนมนุษย์ที่ถูกบ่มเพาะขึ้น และความลึกซึ้งของวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมา เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยจาก “ผู้บริโภคนวัตกรรม” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” ที่สามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ

    Post Views: 0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/09/13/startup-act-thailand-innovation-nation/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NbVIduXJPZsfWXr8sIyGo

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 14 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 14 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตาเศรษฐกิจไทย รับไม้ต่อเวทีพลังงานโลก “Gastech 2026” ผสานแรงหนุนส่งออก-ลงทุน ดัน GDP ปี 69

    ​เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยฉายความคึกคักและเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวสำคัญระดับสากล ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ภาคการเงินและภาคพลังงานต้องจับตาเป็นพิเศษ ท่ามกลางปัจจัยท้าทายจากราคาพลังงานโลกที่ยังผันผวนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ​ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดฉากอย่างเป็นทางการของ Gastech 2026 งานประชุมและนิทรรศการด้านพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ LNG และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำระดับโลก ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ โดยมีผู้นำระดับรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานจากทั่วโลกกว่า 50,000 คนเข้าร่วมงาน ซึ่งนับเป็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยในการดึงดูด เม็ดเงินลงทุนในกลุ่มพลังงานสะอาด พลังงานไฮโดรเจน และระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการจัดการพลังงาน (AI for Energy)

    ​ในขณะเดียวกัน ด้านนโยบายการเงินและการลงทุน ภาคเอกชนและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยังคงประเมินภาพรวมอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 2.1% – 2.5% โดยอาศัยแรงส่งหลักจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center รวมถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ แม้จะยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อราคาน้ำมันดิบตลาดโลกก็ตาม

    ​การเคลื่อนไหวทั้งหมดในวันนี้จึงสะท้อนถึงก้าวสำคัญของประเทศไทยในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่และการเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321335&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nysefjdeqOj_NzuAnxg5F