Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รัฐบาลดัน “ODOS” ปั้นเยาวชนไทย 2,445 คน สาย STEM รับเศรษฐกิจอนาคต ยกระดับทุนมนุษย์ประเทศ

    รัฐบาลดัน “ODOS” ปั้นเยาวชนไทย 2,445 คน สาย STEM รับเศรษฐกิจอนาคต ยกระดับทุนมนุษย์ประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/147442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kV-pdcVXdl65rTh78QQ_h

  • นีโอ เผยผลงานไตรมาสแรก ขยายตัวสวนเศรษฐกิจ ดันยอดขาย FMCG พุ่ง

    นีโอ เผยผลงานไตรมาสแรก ขยายตัวสวนเศรษฐกิจ ดันยอดขาย FMCG พุ่ง

    นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO เปิดเผยว่า ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังเปราะบางและต้นทุนธุรกิจที่ผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก บริษัทยังรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้แข็งแกร่งในไตรมาสแรกปี 2569 หลังทำยอดขายรวม 2,757 ล้านบาท เติบโต 6.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน พร้อมสร้างการเติบโตทางมูลค่าตลาด 16.6% สูงกว่าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) โดยรวมที่ขยายตัวเพียง 2.0%

    “แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แต่บริษัทสามารถเดินหน้าสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก และนำข้อมูลมาต่อยอดพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของผู้บริโภคได้แม่นยำมากขึ้น”

    “หัวใจสำคัญของการเติบโตในปีนี้ คือการปรับตัวให้เร็ว และเข้าใจผู้บริโภคให้มากขึ้น ทั้งในด้านสินค้า ราคา และช่องทางเข้าถึง” นายสุทธิเดชกล่าว

    ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์หลัก 2 ด้าน ได้แก่ “ปั้นพอร์ตแกร่ง” ผ่านการพัฒนาสินค้าใหม่และต่อยอดแบรนด์เดิม รวมถึง “ยกระดับช่องทางการจัดจำหน่าย” เพื่อขยายการเข้าถึงทั้งโมเดอร์นเทรด, อี-คอมเมิร์ซ และโซเชียล คอมเมิร์ซ 

    ในด้านส่วนแบ่งตลาดบริษัทยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในหลายเซกเมนต์ โดยกลุ่มโรลออนเติบโต 6% สูงกว่าตลาดที่โตเพียง 0.2% ส่วนครีมอาบน้ำเติบโต 12% สูงกว่าตลาดที่โต 4% ส่งผลให้บริษัทขึ้นสู่อันดับ 1 ของตลาดในไตรมาสแรกปีนี้ ขณะที่กลุ่มครีมบำรุงผิวเติบโตถึง 22% และเริ่มขยับอันดับทางการตลาดดีขึ้นต่อเนื่อง

    ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำเติบโต 26% สูงกว่าตลาดที่โต 13% พร้อมดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 30.3% ส่วนผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเติบโต 17% และสามารถขยับขึ้นติด Top 3 ของตลาดได้สำเร็จ

    อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยผลักดันการเติบโต คือการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น BeNice Tokyo Ichigo Series, BeNice Mango Sticky Rice ที่ร่วมพัฒนากับ “แม่วารี” รวมถึง Fineline Cool Fresh ที่ต่อยอดนวัตกรรม Cool Tech รองรับสภาพอากาศร้อนของไทย

    นอกจากนี้ บริษัทยังขยายสินค้าไปยังกลุ่มเฉพาะทางมากขึ้น เช่น โรลออนสำหรับเด็กภายใต้แบรนด์ D-nee Kids ผลิตภัณฑ์ดูแลจุดซ่อนเร้นสำหรับผู้สูงวัยของ D-nee Deluxe รวมถึง LovliTails ที่รุกตลาดสินค้า Pet Humanization ผ่านก้านไม้หอมสำหรับสัตว์เลี้ยง

    พร้อมกันนี้ NEO ยังใช้กลยุทธ์ Brand Collaboration เพื่อสร้างสีสันทางการตลาด ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เช่น D-nee Kids x Jolly Bear และ D-nee x Wiggle Wiggle จากเกาหลีใต้

    ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด ทั้งการหาซัพพลายเออร์เพิ่มเติม การบริหารสต๊อกสินค้า และปรับแผนโปรโมชันให้สอดคล้องกับภาวะตลาด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ด้านการขยายตลาดต่างประเทศ เวียดนามยังเป็นตลาดสำคัญที่เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะช่องทาง TikTok Shop, Live Streaming และ Affiliate Marketing ซึ่งช่วยให้ยอดขายออนไลน์แบรนด์ D-nee เติบโตสูงกว่าเป้าหมายกว่า 2 เท่า และบริษัทเตรียมนำแบรนด์ BeNice เข้าไปทำตลาดเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

    ส่วนโครงการขยายโรงงานกลุ่ม Household เฟสแรก มีความคืบหน้ากว่า 90% และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตราว 11% รองรับการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ

    นายสุทธิเดชกล่าวว่า บริษัทจะยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้สอดรับกับเทรนด์ Wellness & Longevity ควบคู่กับการขยายช่องทางจำหน่าย เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแรงในระยะยาว

    “เราไม่ได้มองแค่ยอดขาย แต่ต้องการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ผู้บริโภค ผ่านสินค้าที่เข้าใจผู้คนและเข้าถึงได้ในทุกช่องทาง” นายสุทธิเดชกล่าว.  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2932629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26pR1tvXzyg67iT_sQg6sm

  • IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจแอฟริกาใต้ หลังความขัดแย้งตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก

    IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจแอฟริกาใต้ หลังความขัดแย้งตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้สำหรับปี 2569–2570 โดยระบุว่า ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้และภูมิภาค Sub-Saharan Africa อ่อนแอลง

    ในรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ในปี 2569 เหลือ 1.0% จากเดิม 1.4% ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนมกราคม และปรับลดคาดการณ์ปี 2570 เหลือ 1.3% จากเดิม 1.5% โดย IMF ระบุว่า ราคาน้ำมันและต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การบริโภค และต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึงแอฟริกาใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังและธนาคารกลางแอฟริกาใต้ (South African Reserve Bank: SARB) คาดว่าเศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวใกล้ระดับ 2% 
    ในระยะกลาง 

    IMF ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตของภูมิภาค Sub-Saharan Africa ลงเช่นกัน โดยจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4.6% ในปี 2569–2570 เหลือ 4.3% และ 4.4% ตามลำดับ ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในปี 2568 เป็น 5% ในปี 2569 สะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนเชื้อเพลิง และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและสินค้าเกษตร

    หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF (Mr. Pierre-Olivier Gourinchas) กล่าวว่า หลายประเทศในภูมิภาคกำลังเผชิญการชะลอตัวทางเศรษฐกิจควบคู่กับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น โดยประเทศผู้นำเข้าพลังงานจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศผู้ส่งออกพลังงาน ขณะที่ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF (Ms. Deniz Igan) ระบุว่า ก่อนเกิดความขัดแย้ง ภูมิภาค Sub-Saharan Africa มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับเหมาะสม และสภาพการเงินที่เอื้อต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันได้ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์นอกกลุ่มน้ำมันอ่อนตัวลง และเงื่อนไขทางการค้าของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ IMF ยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค เนื่องจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต้นทุนภาคเกษตรกรรมโดยตรง ขณะที่หลายประเทศในแอฟริกายังคงพึ่งพาภาคเกษตรเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ความช่วยเหลือจากต่างประเทศยังมีแนวโน้มลดลง โดยความช่วยเหลือทวิภาคีในบางประเทศอาจลดลงถึง 16–28% ในปี 2569 ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมในภูมิภาคมากขึ้น

    ในระดับโลก IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 เหลือ 3.1% จากเดิม 3.3% พร้อมระบุว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูง โดยสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เคยมีเสถียรภาพเริ่มอ่อนแรงลง ทั้งนี้ IMF เห็นว่าผลกระทบจะไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ โดยกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ประเทศรายได้น้อย และประเทศผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากต้นทุนพลังงานและอาหารที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ IMF ยังเน้นย้ำว่า ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง โดยธนาคารกลางควรควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเหมาะสมโดยไม่ใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดจนกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบาย
    การคลังควรมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ การปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของ IMF สะท้อนว่าแอฟริกาใต้และภูมิภาค Sub-Saharan Africa ยังคงมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนด้านพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และการลงทุนในภูมิภาคในระยะต่อไป ทั้งนี้ ราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นอาจกระทบต้นทุนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตรของแอฟริกาใต้ ขณะเดียวกัน ภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอีกด้วย

      เครดิตภาพและที่มาข่าว www.businessreport.co.za

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย

    พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/f3n9q2tv54do9fd2z2tkv07k&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24NvBaL7vOSVtXn0_2dWYD

  • ธปท.เผย รายได้แรงงานไทยปี69 ชะลอตัวแรง อาชีพอิสระอาจติดลบ0.3%ขณะที่ลูกจ้างโตเพียง0.9%

    ธปท.เผย รายได้แรงงานไทยปี69 ชะลอตัวแรง อาชีพอิสระอาจติดลบ0.3%ขณะที่ลูกจ้างโตเพียง0.9%

              น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า รายได้แรงงานไทยในปี 2569 นี้มีแนวโน้มหดตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ -0.3% YoY สะท้อนถึงการชะลอตัวอย่างชัดเจนจากค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2558-2562) ที่เคยขยายตัวเฉลี่ยถึง 4.7%

               การลดลงดังกล่าวมีปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่จ่อกระทบรายได้ผู้ประกอบอาชีพอิสระและลูกจ้างในภาคบริการ รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญ เมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย รายได้รวมจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปีหน้า

               เมื่อแยกเป็นกลุ่มแรงงาน ได้แก่ ลูกจ้าง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกร พบว่า รายได้ของ ‘ลูกจ้าง’ (สัดส่วน 59% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) แม้จะยังคงขยายตัวได้แต่ก็มีทิศทางที่ชะลอลงอย่างมาก จากอดีตในช่วงปี 2558-2562 ที่เคยเติบโต 4.1% คาดว่าจะลดลงเหลือ 3.2% ในปี 2568 และ 0.9% ในปี 2569 ก่อนจะปรับตัวขึ้นเป็น 2.3% ในปี 2570

                 รายได้ ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระ’ (สัดส่วน 31% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) เป็นกลุ่มที่แนวโน้มรายได้ลดลง จากที่เคยขยายตัวสูงถึง 8.0% ในช่วงปี 2558-2562 คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.3% ในปี 2568 และจะหดตัวติดลบที่ -0.3% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวที่ 3.8% ในปี 2570

                ส่วนรายได้ ‘เกษตรกร’ (สัดส่วน 10% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) เป็นกลุ่มที่เผชิญวิกฤตรายได้หนักที่สุด จากที่เคยเติบโตเล็กน้อย 0.3% ในอดีต คาดการณ์ว่ารายได้จะหดตัวอย่างรุนแรงถึง -6.6% ในปี 2568 และหดตัวลึกขึ้นเป็น -8.5% ในปี 2569 ก่อนจะกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยที่ 1.5% ในปี 2570

               ภาวะรายได้จ่อหดตัวยังเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่ครัวเรือนไทยอาจเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของภาคครัวเรือน รวมถึงต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย

               ค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นและรายได้ที่มีแนวโน้มลดลง จะส่งผลกดดันต่อการบริโภคภาคเอกชน โดยบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 นี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงมาอยู่ 1.6% (จาก 2.7% ในปี 2568) อย่างไรก็ตาม คาดว่า ในปีหน้า หากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายและนักท่องเที่ยวกลับมา จะส่งผลดีต่อรายได้รวมและช่วยให้การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวได้ที่ 1.9%

    #รายได้แรงงานไทยปี69

    #ธนาคารแห่งประเทศไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-5PSZYDV8Sro0mC9Qv0gX

  • ​​พระยาแรกนาเสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง 6 คืบ ทำนายน้ำจะน้อย ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนพระโคกินถั่ว-น้ำ-หญ้า-เหล้า ค้าขาย ตปท. ดีขึ้น เศรษฐกิจรุ่งเรือง

    ​​พระยาแรกนาเสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง 6 คืบ ทำนายน้ำจะน้อย ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนพระโคกินถั่ว-น้ำ-หญ้า-เหล้า ค้าขาย ตปท. ดีขึ้น เศรษฐกิจรุ่งเรือง

    วันนี้ (13 พฤษภาคม) ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เวลา 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต เฝ้ารับเสด็จและร่วมพระราชพิธี

    เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงมณฑลพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ยาตราขบวน พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง หาบเงิน ออกจากโรงพิธีพราหมณ์

    เมื่อถึงหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายบังคม แล้วออกไปประกอบพิธีแรกนา เจ้าหน้าที่จูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและคันไถ แล้วจึงไถดะไปโดยรี 3 รอบ โดยขวาง 3 รอบ หว่านธัญพืช โหรหลวงลั่นฆ้องชัย แล้วไถกลบอีก 3 รอบ เจ้าพนักงาน ปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปยังโรงพิธีพราหมณ์ พราหมณ์เชิญของกินเสี่ยงทาย 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโค

    จากนั้น อภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลถวายคำพยากรณ์การเสี่ยงทายผ้าของพระยาแรกนา สำหรับนุ่งไปประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และการเสี่ยงทาย พระโคกินเลี้ยง

    การนี้ พระยาแรกนาหยิบเสี่ยงทายผ้านุ่ง 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนการเสี่ยงทายพระโคกินถั่ว น้ำ หญ้า และเหล้า พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

    ต่อจากนั้น รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลเบิกผู้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ประกอบด้วย ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาอาชีพ ผู้แทนสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 13 กลุ่ม และผู้แทนสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์

    จากนั้นพระยาแรกนา ยาตราขบวนพร้อมด้วยเทพี ออกจากโรงพิธีพราหมณ์ เมื่อถึงหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ทอดพระเนตรพระยาแรกนาหว่านข้าวในแปลงนาสาธิต สำหรับปลูกไว้เก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อใช้ในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีต่อๆ ไป

    สำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการที่กระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริม บำรุงขวัญเกษตรกร ให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปีอันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา โดยการจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09-08.39 น.

    ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกทรงปลูกในฤดูนาปี 2568 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 5 สายพันธุ์ และพันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 สายพันธุ์ น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 5,147 กิโลกรัม จัดเป็นพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตร

    อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคล เป็นวันเกษตรกรประจำปี เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 1พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 2พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 3พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 4พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 5พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 6พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 7

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/raek-na-khwan-economy-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kayR1HQ54OmLFiEXNDtaA

  • เปิดคำทำนาย! “พระโค” กิน “ถั่ว-หญ้า-น้ำ-เหล้า” ชี้ เศรษฐกิจรุ่งเรือง อาหารสมบูรณ์

    เปิดคำทำนาย! “พระโค” กิน “ถั่ว-หญ้า-น้ำ-เหล้า” ชี้ เศรษฐกิจรุ่งเรือง อาหารสมบูรณ์

    ในหลวงเสด็จพระราชพิธีแรกนาขวัญ พระโคเสี่ยงทายกินถั่ว น้ำ หญ้า เหล้า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง ขณะที่ พระยาแรกนาเสี่ยงทายผ้านุ่งได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ ด้านประชาชนจากทั่วสารทิศแห่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวคึกคัก

    วันที่ 13 พ.ค. เวลา 08.36 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย พระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี โดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพลับพลาที่ประทับ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2569 โดยมี นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต เฝ้ารับเสด็จและร่วมพระราชพิธี

    สำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการที่กระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริม บำรุงขวัญเกษตรกร ให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปีอันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา   โดย การจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09-08.39 น. ผู้ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนาปี 2569 คือ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.ฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ น.ส.อภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ น.ส.พรจิตรา จันทร์เจริญ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และ น.ส.ศรัญญา ทองคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล ซึ่งเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน

    จากนั้น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ได้ยาตราพร้อมด้วยเทพีออกจากโรงพิธีพราหมณ์ผ่านหน้าพลับพลาพระที่นั่ง พระยาแรกนาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายบังคมแล้วไปยังลานแรกนา เจ้าพนักงานจูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและคันไถ ก่อนที่จะไถดะไปโดยทักษิณาวรรต 3 รอบ ไถแปร 3 รอบ พร้อมกับหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวนาสวน 7 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์ข้าว กข 79 หรือชัยนาท 62 พันธุ์ข้าว กข 85 พันธุ์ข้าว กข 99 หรือหอมคลองหลวง 72 พันธุ์ข้าว กข 109 หรือหอมพัทลุง 72 พันธุ์ข้าวเหนียว กข 6 และพันธุ์ข้าวเหนียว กข 26 หรือเชียงราย 72 แล้วไถกลบอีก 3 รอบ เจ้าพนักงานปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปยังโรงพิธีพราหมณ์ พราหมณ์เสี่ยงของกิน 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโค

    ต่อมา นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์ผลการเสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย พระยาแรกนาหยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนผลเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ปรากฏว่า พระโคกินถั่ว น้ำ หญ้า เหล้า พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง 

    เสร็จแล้ว พระยาแรกนาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคมแล้ว เข้าขบวนไปขึ้นรถยนต์หลวงไปยังแปลงนาสาธิตสวนจิตรลดา เพื่อทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว ณ บริเวณแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2570 จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/551195.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IL3fxsgmV2Tk9lS2BlpED

  • ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี “ขาว-ดำ” ไว้ทุกข์ภาวะเงินเฟ้อ

    ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี “ขาว-ดำ” ไว้ทุกข์ภาวะเงินเฟ้อ

    ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี

    ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี “ขาว-ดำ” ไว้ทุกข์ภาวะเงินเฟ้อ

    สำนักข่าว FNNプライムオンライン ของญี่ปุ่น รายงานข่าว บริษัทผลิตมันฝรั่งทอดและข้าวเกรียบกุ้งแบรนด์ดัง “คาลบี้” (Calbee) เตรียมเปลี่ยนแพ็กเกจมันฝรั่งทอดยอดฮิตอย่าง “รสเค็มน้อย” และ “รสยอดนิยม” จากถุงสีสดแบบเดิม 
    เป็นสีโมโนโทน ขาว-ดำ โดยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นไป ทำให้ถูกมองว่า เป็นการไว้ทุกข์ให้กับต้นทุนวัตถุดิบ และภาวะเงินเฟ้อ ที่ลุกลามไปถึงของขบเคี้ยวในชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว

    ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี

    การเปลี่ยนแพ็คเกจสีสดใส เป็นขาว-ดำ เป็นผลมาจากวัตถุดิบปิโตรเคมีอย่าง แนฟทา (Naphtha) ราคาพุ่งสูง ส่งผลให้การจัดหา หมึกพิมพ์สี และวัสดุบรรจุภัณฑ์มีความไม่แน่นอน ทำให้ต้องลดการใช้สี เหลือแค่ ขาวกับดำ เพื่อลดต้นทุนและแก้ปัญหาซัพพลาย

    บริษัทยืนยันว่า เป็นการเปลี่ยนแค่แพ็คเกจ และหน้าตาซองบรรจุ แต่รสชาติ ไม่ได้เปลี่ยน มีรายงานด้วยว่า รสซาวร์ครีม ที่เดิมจะออกเดือนกรกฎาคม ถูกยกเลิกการวางจำหน่าย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ กลายเป็นไวรัลในญี่ปุ่น เพราะหลายคนมองว่าเป็นสัญญาณชัดของผลกระทบจาก ต้นทุนวัตถุดิบและภาวะเงินเฟ้อ อันเป็นผลพวงจากสงครามอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือสินค้าและเรือน้ำมันผ่านไม่ได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขาดแคลนอย่างหนักในปัจจุบัน

    ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/foreign/617079&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ploRqwHaTngMjw1P2YibX

  • เคลียร์ชัดๆ ครม.สั่งปลดล็อก 9 ธุรกิจพ้นบัญชีต่างด้าว มีอะไรบ้าง กระทบคนไทยจริงหรือไม่ | เดลินิวส์

    เคลียร์ชัดๆ ครม.สั่งปลดล็อก 9 ธุรกิจพ้นบัญชีต่างด้าว มีอะไรบ้าง กระทบคนไทยจริงหรือไม่ | เดลินิวส์

    หลังจากเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุม ครม. ได้มีมติครั้งสำคัญในการอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงและร่างพระราชกฤษฎีกา เพื่อยกเว้นธุรกิจ 9 ประเภทออกจากบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งสาระสำคัญคือการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจเหล่านี้ได้โดย “ไม่ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” อีกต่อไป

    ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและเกิดความกังวลว่าจะเป็นการเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างเสรีจนกระทบคนไทยหรือไม่?

    แต่ล่าสุด ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแจงรายละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง รัฐบาลยันชัด “ไม่ใช่การเปิดเสรีไร้การกำกับ” แต่เป็นการโยกไปใช้กฎหมายเฉพาะที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ

    ทำไมต้องปลดล็อก? : ลดความซ้ำซ้อน ไม่ใช่เลิกคุม

    สาเหตุการปรับปรุงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ “ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน” เนื่องจากธุรกิจทั้ง 9 ประเภทนี้ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่มี “กฎหมายเฉพาะ” และมี “หน่วยงานของรัฐ” ดูแลโดยตรงอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว

    ในอดีต นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการทำธุรกิจเหล่านี้ต้องขออนุญาต 2 ต่อ คือขอตามกฎหมายเฉพาะของธุรกิจนั้นๆ และยังต้องมาขอใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตาม พ.ร.บ.ต่างด้าวอีก ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การปรับปรุงครั้งนี้จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่นั่นเอง

    เจาะลึก 9 ธุรกิจที่ถูกปลดล็อก : มีอะไรบ้างและใครคุม?

    เราสามารถแบ่งธุรกิจทั้ง 9 ประเภทออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะการกำกับดูแล ดังนี้ครับ

    กลุ่มที่ 1: ธุรกิจที่มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว (5 ธุรกิจ)

    ธุรกิจกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ จึงมีหน่วยงานเฉพาะที่คุมเข้มอยู่แล้ว การปลดล็อกออกจาก พ.รบ.ต่างด้าว จึงไม่กระทบต่อความมั่นคง

    1. ธุรกิจบริการโทรคมนาคม: (เฉพาะใบอนุญาตแบบที่หนึ่ง) – อยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช.
    2. ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center): – อยู่ภายใต้เกณฑ์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
    3. ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน: (ตามกฎหมายหลักทรัพย์ฯ) – อยู่ภายใต้การกำกับของ สำนักงาน ก.ล.ต.
    4. ธุรกิจบริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า: (ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ พรบ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 2546) – อยู่ภายใต้การกำกับของ สำนักงาน ก.ล.ต.
    5. ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายฯ: (โดยมีการส่งมอบ/รับมอบสินค้าในคลังที่กำหนด) – ธุรกิจนี้จะต้องออกเป็น “ร่างพระราชกฤษฎีกา” แยกต่างหากเพื่อแก้ไขบัญชีท้าย พรบ.ต่างด้าว

    กลุ่มที่ 2: ธุรกิจที่ให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือ/ในกลุ่ม (2 ธุรกิจ)

    เป็นการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อความคล่องตัว ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับผู้ประกอบการทั่วไป

    6. ธุรกิจบริการบริหารจัดการ: ด้านธุรการ, ทรัพยากรบุคคล (HR) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ให้แก่บริษัทในเครือ

    7. ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้: เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือ

    กลุ่มที่ 3: ธุรกิจอื่นๆ ที่มีเงื่อนไขเฉพาะ (2 ธุรกิจ)

    1. ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งตู้ ATM หรือตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ: เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท (ไม่ใช่การทำธุรกิจเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป)
    2. ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม: – อยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับของ กระทรวงพลังงาน อย่างเคร่งครัด

    ข้อสังเกต: “ธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์” ยังไม่ปล่อย!

    มีประเด็นที่น่าสนใจคือ ในตอนแรกมีการเสนอให้ปลดล็อกธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย แต่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ตัดสินใจ “ตัดออก” จากร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากได้รับฟังข้อกังวลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการดิจิทัลไทย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศเป็นหลัก

    สรุปผลดีและก้าวต่อไปของเศรษฐกิจไทย

    การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การลดกระดาษหรือลดขั้นตอน แต่เป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 5 ประการของรัฐบาล คือ:

    1. ลดภาระขั้นตอน: ที่ไม่จำเป็นของผู้ประกอบการ
    2. เพิ่มความโปร่งใส: และการแข่งขันที่เป็นธรรม
    3. ดึงดูด High-Tech: และผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเข้ามาทำงานในไทย
    4. ดันไทยเป็น Hub: ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจและบริการระดับภูมิภาค
    5. กระตุ้นเศรษฐกิจ: ทั้งในด้านการลงทุนและการจ้างงานในภาพรวม

    ขั้นตอนหลังจากนี้:

    • ธุรกิจที่ 1 ถึง 8: จะถูกเสนอเป็น “ร่างกฎกระทรวง” เพื่อมีผลบังคับใช้
    • ธุรกิจที่ 9: (การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าฯ) จะถูกเสนอเป็น “ร่างพระราชกฤษฎีกา”

    ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้คือการ “เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล” โดยโยกภาระไปให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ดูแลแทน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนคุณภาพจากทั่วโลก โดยที่ผลประโยชน์ของประเทศยังได้รับการปกป้องอย่างครบถ้วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5858216/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LYr7onyx8z7icHcLphZx4

  • ราคาสินค้าโดยรวมสหรัฐฯ พุ่ง 6% สูงสุดรอบ 3 ปี จากวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

    ราคาสินค้าโดยรวมสหรัฐฯ พุ่ง 6% สูงสุดรอบ 3 ปี จากวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

    สำนักสถิติแรงงานสหรัฐอเมริกาเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึงเดือนเมษายน 2024 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 จากแรงกดดันของต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ราคาน้ำมันเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

    ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าราคาเพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน สูงกว่าความคาดหมายอย่างมากและอยู่ในระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 สำนักสถิติแรงงานระบุว่า “กว่า 40% ของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าขั้นสุดท้ายในเดือนเมษายนมาจากดัชนีราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้น 15.6%”

    ผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง

    สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านส่งผลให้ภูมิภาคตะวันออกกลางจมอยู่ในความรุนแรง เมื่อเตหะรานปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเกือบสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกมากถึงหนึ่งในห้าส่วนของอุปทานพลังงานโลก ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกันแสดงว่าราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 50% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม

    แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงสูง

    Grace Zwemmer นักเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐฯ จาก Oxford Economics เตือนว่ามีสัญญาณชัดเจนในข้อมูล PPI ที่แสดงให้เห็นว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเริ่มส่งผลกระทบไปยังสินค้าและบริการอื่นๆ โดยเฉพาะต้นทุนการขนส่งซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อราคาผู้ผลิตยังคงอยู่ในระดับสูงในอีกหลายเดือนข้างหน้า

    ผลกระทบต่อนโยบายการเงิน

    Ben Ayers นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Nationwide มองว่าข้อมูล PPI ของเดือนเมษายนน่าจะเสริมความแรงให้กับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบิ้ยไว้ในระดับปัจจุบันต่อไป โดยคาดว่ากลุ่ม hawks ในคณะกรรมการนโยบายการเงินจะสนับสนุนการหยุดพักการปรับลดอัตราดอกเบิ้ยแม้ว่าประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh อาจมีแนวโน้มต้องการลดอัตราดอกเบิ้ยในระยะยาว

    ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นหลังสงครามอิหร่าน

    ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นหลังสงครามอิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/us-wholesale-prices-surge-6-percent-highest-since-2022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T4WGnpXW7ZTGq2Zp-lXWo

  • ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

    ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

    เมื่อเครื่องยนต์หลักอย่าง SME ซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอยสำคัญของประเทศเริ่มมีอาการไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่งผลกระทบเป็นไปยังกำลังซื้อของประชาชนและค่าครองชีพที่ขยับตัวสูงขึ้นจนน่ากังวล รัฐบาลจึงตัดสินใจเดินหน้าสำคัญผ่านการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเปรียบเสมือนการเดิมพันครั้งใหญ่บนกองหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนต้องแบกรับร่วมกัน การตัดสินใจครั้งนี้หลายคนมองว่าเป็น “ความจำเป็นเร่งด่วน” ที่รัฐบาลต้องใช้เพื่อยับยั้งความล้มละลายทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก

    โดยหวังจะใช้เม็ดเงินก้อนนี้เป็นสปริงบอร์ดในการพลิกฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไปจนถึงการยกระดับดิจิทัลนวัตกรรม เพื่อไม่ให้คำว่า “สายเกินไป” กลายเป็นบทสรุปของเศรษฐกิจไทยในยุคนี้ แต่อีกหลายคนก็ยังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในวงเศรษฐกิจว่าตัวเลขมหาศาลที่กำลังจะกลายเป็น “หนี้สาธารณะที่ทุกคนมีส่วนร่วม” จะมีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด เม็ดเงินก้อนนี้จะถูกนำมาใช้เป็น “ยาแรง” เพื่อรักษาบาดแผลเรื้อรังของกลุ่ม SME หรือจะเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ที่หมดฤทธิ์ไปตามกาลเวลา

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงที่น่ากังวลว่า ท่ามกลางวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งพลังงาน ค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี SME ไทยกำลังยืนอยู่บนปากเหว ข้อมูลจาก สสว.ระบุชัดเจนว่า ผู้ประกอบการกว่า 44% กำลังแบกรับต้นทุนที่ถาโถม ทั้งค่าขนส่งและวัตถุดิบ ขณะที่อีก 42% พยายามดิ้นรนหาความรู้เพื่อปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อให้ธุรกิจยังคงไปต่อได้ในระยะสั้น

    ทำให้หัวใจสำคัญของการกู้เงินครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การมีเงินในมือ แต่คือการ “สื่อสารคุณค่าของเม็ดเงิน” ให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกบาทที่กู้มาจะถูกใช้อย่างโปร่งใสเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใน 5 มิติวิกฤตที่ SME ไทยกำลังเผชิญ เพื่อผ่อนคลาย ละลายความเจ็บปวดจากบาดแผลเรื้อรังที่สะสมมาอย่างยาวนาน แม้ไม่หมดสิ้น แต่ 5 วิกฤตนี้ต้องให้ความสำคัญคือ “วิกฤตพลังงาน” ซึ่งเป็นต้นทุนต้นน้ำที่กัดกินกำไรของ SME มายาวนาน รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินกู้ก้อนนี้เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเป็นผู้นำพลังงานสะอาดในอาเซียน ไม่ใช่เพียงแค่อุดหนุนราคาชั่วคราว แต่ต้องปรับโครงสร้างราคาให้ยุติธรรม และส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนที่ SME สามารถเข้าถึงได้จริง

    ต่อมาคือ “วิกฤตห่วงโซ่เศรษฐกิจ” ที่ร้อยเรียงกันเป็นลูกโซ่ เมื่อต้นทุนขนส่งพุ่งสูง ต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ ต้นทุนสินค้าและบริการก็สูงตามมา ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย ลุกลามถึงค่าครองชีพประชาชนทุกภาคส่วน กำลังซื้อลดลง รวมถึง “วิกฤตหนี้” ที่ผู้ประกอบการเผชิญมรสุม “สภาพคล่องติดขัด” ตามด้วย “หนี้เสียติดหล่ม” และจบด้วย “หนี้นอกระบบติดกับดัก” ที่ท้ายสุดเป็นโจทย์ยากที่จะพลิกกลับมาดังเดิมได้ตามปกติ

    นอกจากนี้ยังมี “วิกฤตว่างงาน” กับการยกระดับทักษะกำลังคนอย่างเป็นระบบ ให้มุ่งเป้าสู่แรงงานทักษะสูงที่มีผลิตภาพสูง และ “วิกฤตระเบียบรัฐ” การบริหารจัดการแก้ไขปัญหากฎหมาย ระเบียบกติกาการค้าการลงทุนที่ต้องส่งเสริมสนับสนุน ขณะเดียวกันต้องสามารถปิดช่องว่าง จัดระบบเฝ้าระวังตรวจสอบย้อนกลับ ติดตาม ปราบปรามและป้องกันการลุกลามของเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนเทาในและต่างประเทศ

    บทสรุปของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ จึงเป็นเสมือนแบบทดสอบความจริงใจของรัฐบาลว่าจะสามารถ “พูดแล้วทำ” ได้จริง และจะมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสพอหรือไม่.

    ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/995936/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cis-OHczHYoqkpdjQEl5m