Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ศุภจี” แจงปม “สนธิ” พาดพิงเปิดทางต่างชาติ ยันปรับกติกา 8 ธุรกิจ  ไม่ลดการคุ้มครองไทย – สยามรัฐ

    “ศุภจี” แจงปม “สนธิ” พาดพิงเปิดทางต่างชาติ ยันปรับกติกา 8 ธุรกิจ ไม่ลดการคุ้มครองไทย – สยามรัฐ

    “ศุภจี” แจงปม “สนธิ” พาดพิงเปิดทางต่างชาติ ยันปรับกติกา 8 ธุรกิจ  ไม่ลดการคุ้มครองไทย

    วันที่ 13 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีที่นายสนธิพาดพิงถึงแนวทางเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยมากเกินไป โดยระบุว่า สถานการณ์แข่งขันลงทุนเข้มข้น ไทยต้องมีกฎระเบียบคุ้มครองผลประโยชน์ประเทศ ควบคู่ให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพ 

    ข้อเท็จจริงคือ การปรับกติกาธุรกิจบริการเฉพาะทาง 8 ประเภท ไม่ใช่การยกเลิกกฎหมาย ไม่ใช่การปล่อยต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจตามใจชอบ และไม่ใช่การลดมาตรฐานคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ
    สิ่งที่ถูกตัดออกมีเพียง “ขั้นตอนซ้ำซ้อน”

    ธุรกิจเหล่านี้มีกฎหมายเฉพาะและหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญกำกับดูแลอยู่แล้ว การบังคับให้ผู้ประกอบการนำเรื่องเดียวกันไปขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน จึงไม่ได้ทำให้ประเทศไทยปลอดภัยขึ้น มีแต่เพิ่มเอกสาร เพิ่มเวลา และเพิ่มต้นทุน
    พูดให้ชัดกว่านั้นคือ กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ถอนการกำกับดูแล แต่จัดวางหน้าที่เสียใหม่ ให้หน่วยงานที่รู้จริงและมีอำนาจตามกฎหมายเป็นผู้ตรวจสอบโดยตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n2CgM7GCViAbqs1BwjoS4

  • “ผู้ว่าฯสงขลา” เปิดงาน “ช้อป ชิล แชะ แชร์ แลวิถีสองเล” ชู OTOP-สินค้าเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    “ผู้ว่าฯสงขลา” เปิดงาน “ช้อป ชิล แชะ แชร์ แลวิถีสองเล” ชู OTOP-สินค้าเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    นางสาวรัตนา ไมสัน พัฒนาการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP รวมถึงเกษตรกรในพื้นที่ ยกระดับผลิตภัณฑ์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้าให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยรวบรวมสินค้า OTOP และผลิตผลทางการเกษตรคุณภาพจากจังหวัดสงขลาและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มาให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ พร้อมส่งเสริมการสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

    ด้าน นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดสงขลา โดยมุ่งเปิดพื้นที่และเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชนได้นำสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายโดยตรง พร้อมประชาสัมพันธ์ของดีจังหวัดสงขลาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมถึงเชื่อมโยงสินค้าจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เพื่อสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1690548&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3syyU9euXbFvdIiiuUOX1O

  • “อนุทิน” ชู จีดีพี ตัวชี้วัดเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังต้องแก้ไข คนจน – คนตกงาน

    “อนุทิน” ชู จีดีพี ตัวชี้วัดเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังต้องแก้ไข คนจน – คนตกงาน

    “อนุทิน” ชู จีดีพี ตัวชี้วัดเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังต้องแก้ไข คนจน -คนตกงาน  ลั่นอายุ 60 เป้าหมายหลักทำเพื่อประเทศและประชาชน มองเป็นสิทธิ“เท้ง”เดินถนน

    เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ก.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังทำบุญวันเกิดครบรอบ 60 ปี ที่บ้านพักส่วนตัว ว่า ขณะนี้ตนยังไม่อายุ 60 ปี ต้องรอเวลา 22.00 น. ก่อน

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า อายุครบ 60 ปี ในฐานะนายกรัฐมนตรี อยากส่งสัญญาณการทำงานให้กับประชาชนรับทราบอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี จากการที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามา และได้รับความไว้วางใจจากสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตราบใดที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ก็ทำหน้าที่ทุกอย่างเพื่อประเทศและเพื่อประชาชน ไม่มีหน้าที่อื่น นอกจากสองเป้าหมายหลัก

    เมื่อถามว่า ประชาชนบางส่วนรู้สึกยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาในบางเรื่องได้ นายอนุทินกล่าวว่า เราต้องดูตัวเลขจีดีพีต่างๆ ที่เป็นตัวชี้วัด ที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา มีตัวชี้วัดที่มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการส่งออก เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ และการจ้างงาน ซึ่งตัวชี้วัดต่างๆ ก็ขยับขึ้น แต่ว่าก็ถือว่าเมื่อมีสิ่งที่ดี ก็ต้องมีสิ่งที่ยังไม่ดี ดังนั้นก็ต้องแก้ไขกันไป ถือเป็นเรื่องปกติ ในประเทศอำนาจหรือในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็มีคนตกงาน คนจน และเรื่องที่ต้องแก้ไขอยู่

    มองเป็นสิทธิ“เท้ง”เดินถนน

    นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มไอลอว์เดินเป็นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีโกงเลือกสว. 229 คน นายกรัฐมนตรีมองอย่างไร ว่า มองว่าเป็นสิทธิ์ของทุกคนในความเป็นประชาชนหรือในบทบาทอะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้เคารพ และอยู่ภายใต้กฎหมาย แบบนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร

        ส่วนมองว่าแปลกหรือไม่ที่ผู้นำฝ่ายค้านลงถนนเองโดยที่ไม่ใช้เวทีสภา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการ แต่ละคนอาจจะมีอุดมการณ์มีความคิดอะไรของตัวเอง ตรงนี้เราต้องยอมรับ และรับฟัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2959348&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q-hbIg9ghNhEOFKW3Dp2A

  • แพลตฟอร์ม ค้าไม่เป็นธรรม (3) ปัญหาใหญ่ คือ คุ้มครองข้อมูล-แรงงาน

    แพลตฟอร์ม ค้าไม่เป็นธรรม (3) ปัญหาใหญ่ คือ คุ้มครองข้อมูล-แรงงาน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PqZ68a-maWCQQmAsCGt29

  • ‘สวนดุสิตโพล’ ชี้ ‘พิษเศรษฐกิจ-คดีฮั้วสว.’ ชนวนร้อนจุดม็อบการเมือง | เดลินิวส์

    ‘สวนดุสิตโพล’ ชี้ ‘พิษเศรษฐกิจ-คดีฮั้วสว.’ ชนวนร้อนจุดม็อบการเมือง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 13 ก.ย. “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,149 คน ระหว่างวันที่ 8-11 ก.ย. 2569 ซึ่งพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 44.65 ระบุว่าสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้อยู่บ้าง แต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด รองลงมา ร้อยละ 30.02 ระบุว่า สนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง แต่ร้อยละ 17.15 ระบุว่าไม่ค่อยสนใจ และร้อยละ 8.18 ระบุว่าไม่สนใจ สำหรับปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การชุมนุมทางการเมืองนั้น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 69.54 ระบุว่าปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ รองลงมาร้อยละ 68.76 ระบุว่าคดีทางการเมือง ฮั้วสว. ร้อยละ 68.32 ระบุว่าความโปร่งใสและการทุจริต

    ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อการชุมนุมทางการเมือง กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 47.95 มองว่าการชุมนุมทางการเมืองช่วยสะท้อนปัญหาที่สังคมควรให้ความสำคัญ ขณะที่ร้อยละ 46.74 ระบุว่ากระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ เมื่อถามว่าการชุมนุมทางการเมืองจะส่งผลต่อสถานการณ์การเมืองอย่างไร กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 41.86 เห็นว่าการชุมนุมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ร้อยละ 24.98 มองว่าทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้น

    เมื่อถามว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ถึงเวลาเหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมืองหรือไม่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 40.56 ระบุว่ายังไม่เหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมือง แต่ร้อยละ 35.6 มองว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนร้อยละ 23.84 ระบุว่าไม่แน่ใจ

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า บรรยากาศการเมืองที่มีแรงกดดันสะสมจากทั้งปัญหาปากท้องและความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง ผลโพลจึงสะท้อนว่าการชุมนุมอาจจะยังไม่ใช่คำตอบในขณะนี้ แม้จะเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย โดยกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจนหรือขัดแย้งมากกว่าเป็นทางออก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6185697/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04sil4heA4e98MYmUZxYPZ

  • ‘อนุทิน’ 60 ปี ย้ำทำหน้าที่เพื่อประเทศ-ประชาชน ชี้เศรษฐกิจหลายตัวชี้วัดดีขึ้น มอง ‘ณัฐพงศ์’ ลงถนนกดดัน กกต. เป็นสิทธิ์ ขอเคารพกฎหมาย

    ‘อนุทิน’ 60 ปี ย้ำทำหน้าที่เพื่อประเทศ-ประชาชน ชี้เศรษฐกิจหลายตัวชี้วัดดีขึ้น มอง ‘ณัฐพงศ์’ ลงถนนกดดัน กกต. เป็นสิทธิ์ ขอเคารพกฎหมาย

    วันนี้ (13 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่บ้านพักส่วนตัว ที่จังหวัดสมุทรปราการ ภายหลังทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี โดยกล่าวถึงการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในวัย 60 ปีว่า หลังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทย และได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาให้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตราบใดที่ยังดำรงตำแหน่ง จะทำทุกอย่างเพื่อประเทศและประชาชน โดยไม่มีหน้าที่อื่นนอกจากเป้าหมาย 2 เรื่องนี้

    เมื่อถามถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนที่มองว่ารัฐบาลยังมีหลายปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ อนุทินกล่าวว่า หากดูตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รวมถึงตัวชี้วัดต่างๆ ทั้งการส่งออก เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างประเทศ และการจ้างงาน จะเห็นว่าหลายตัวชี้วัดขยับดีขึ้น

    ‘สิ่งที่ดีขึ้นก็จะมาพร้อมกับสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งก็ต้องแก้ไข เป็นเรื่องปกติของประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ’ อนุทินกล่าว พร้อมยอมรับว่ายังมีปัญหาการว่างงาน ความยากจน และปัญหาอื่นๆ ที่ต้องแก้ไขต่อไป

    ส่วนกรณี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมเดินระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตรกับ iLaw เพื่อกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คนในคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อนุทินกล่าวว่า เป็นสิทธิของทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด แต่ขอให้เคารพกฎหมายและอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

    เมื่อถามว่ามองแปลกหรือไม่ที่ผู้นำฝ่ายค้านเลือกลงถนนแทนการอภิปรายในสภา อนุทินกล่าวว่า วันนี้เป็นวันอาทิตย์และเป็นวันหยุด แต่ละคนมีอุดมการณ์และความคิดของตัวเอง ซึ่งต้องยอมรับและรับฟังกัน

    สำหรับสมการทางการเมืองภายหลังร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร โดยมี สส. ฝ่ายค้านบางส่วน รวมถึงพรรคกล้าธรรม ลงมติสนับสนุน อนุทินกล่าวว่า การเมืองเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากรัฐบาลเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ฝ่ายค้านบางส่วนก็สามารถให้การสนับสนุนได้

    อนุทินระบุว่า รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนมากกว่า 290 เสียงอยู่แล้ว การที่มีเสียงสนับสนุนเพิ่มเติมถือเป็นกำลังใจ และสะท้อนว่ารัฐบาลเดินมาถูกทาง เพราะสิ่งที่เสนอไปเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน

    เมื่อถามว่าการสนับสนุนดังกล่าวถือเป็น ‘สัญญาใจ’ ระหว่างรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว แต่ท่าทีที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน และสามารถเกิดความร่วมมือกันได้

    ส่วนกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีภายหลังร่างงบประมาณปี 2570 ผ่านความเห็นชอบ อนุทินยืนยันว่า ขณะนี้ ‘ยังไม่มีสัญญาณอะไร’ พร้อมระบุว่ารัฐบาลยังทำงานได้อย่างเต็มที่ รัฐมนตรีหลายคนเริ่มเข้าที่เข้าทางและเข้าใจภารกิจของตัวเองมากขึ้น

    เมื่อถามถึงคำเรียก ‘รัฐมนตรีลูกเทพ’ อนุทินกล่าวว่า ‘ไม่มีหรอกครับรัฐมนตรีลูกเทพ ใครบัญญัติก็ไม่รู้ รัฐมนตรีทุกคนผมคัดเลือกมาด้วยตัวเอง’ โดยแต่ละคนมีภารกิจและตัวชี้วัดการทำงาน หากทำงานอย่างเต็มที่และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ก็สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้

    อนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีทุกคนตั้งใจทำงาน และขณะนี้เริ่มเข้าใจระบบราชการมากขึ้น สามารถประสานงานกับข้าราชการประจำและขับเคลื่อนงานของตัวเองได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังทำงานร่วมกับรัฐมนตรีจากพรรคต่างๆ ได้ดี ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระของนายกรัฐมนตรีได้อย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-economy-politics/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20fbKMrMdirBqJRmCDpOUD

  • ไทยช่วยไทย พลัส ไปต่อ นายกฯ สั่งขยายอีก 1-2 เดือน หลังสิ้นสุด 30 ก.ย.

    ไทยช่วยไทย พลัส ไปต่อ นายกฯ สั่งขยายอีก 1-2 เดือน หลังสิ้นสุด 30 ก.ย.

    ไทยช่วยไทย พลัส ไปต่อ นายกฯ สั่งขยายอีก 1-2 เดือน หลังสิ้นสุด 30 ก.ย.

    อนุทินสั่งคลังเดินหน้าไทยช่วยไทย พลัส ต่ออีก 1 หรือ 2 เดือน ใช้งบที่เหลือประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ช่วยลดค่าครองชีพช่วงราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่วนเงื่อนไขรอบใหม่ยังต้องรอคลังสรุป

    “ไทยช่วยไทย พลัส” เตรียมไปต่อหลังสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งกระทรวงการคลังขยายโครงการออกไปอีก 1 หรือ 2 เดือน ภายในวงเงินที่ยังเหลืออยู่

    นายอนุทินเปิดเผยเรื่องนี้เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 12 กันยายน ที่พรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าโครงการเข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว และทราบว่ายังมีงบประมาณเหลือประมาณ 4 ถึง 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีประชาชนส่วนหนึ่งไม่ได้ลงทะเบียนรับสิทธิ

    จึงสั่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปดำเนินการขยายโครงการต่อ โดยจะเป็น 1 เดือนหรือ 2 เดือน ให้พิจารณาตามวงเงินที่มีอยู่

    อนุทินสั่งคลังเดินหน้าไทยช่วยไทย พลัส ต่ออีก 1 หรือ 2 เดือน

    นายกรัฐมนตรีต้องการให้มาตรการช่วยเหลือดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี เนื่องจากประชาชนยังมีภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายเอกนิติระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส อีก 1 ถึง 2 เดือน หลังได้รับเสียงเรียกร้องจากประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า พร้อมยืนยันว่ายังมีงบประมาณรองรับ และอาจพิจารณาปรับสูตรร่วมจ่ายจาก 60/40 เป็นรูปแบบอื่นด้วย

    สำหรับโครงการรอบปัจจุบัน รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนถึง 30 กันยายน 2569 วงเงินที่ใช้ไม่หมดในแต่ละเดือนไม่สามารถทบไปเดือนถัดไปได้

    ส่วนรอบที่ขยายหลังวันที่ 30 กันยายน ยังต้องรอกระทรวงการคลังประกาศรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งระยะเวลา สัดส่วนร่วมจ่าย วงเงินต่อคน และขั้นตอนสำหรับผู้ได้รับสิทธิเดิม

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    Photo of Thosapol

    Thosapol

    นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1608513/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PW4XxY2jGQEgvtZIKKZ4h

  • หนังทุนต่ำ ทำไมถึงรวยพันล้าน? ถอดรหัสความสำเร็จ “Obsession”

    หนังทุนต่ำ ทำไมถึงรวยพันล้าน? ถอดรหัสความสำเร็จ “Obsession”

    หนังสยองขวัญเรื่องหนึ่งใช้ทุนสร้างเพียง 1 ล้านดอลลาร์ ไม่มีดาราแม่เหล็ก ไม่มี CG ระดับร้อยล้าน และพล็อตก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกกว่า 500 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 500 เท่าของทุนสร้าง

    นี่คือเรื่องราวของ Obsession ผลงานของ Curry Barker ผู้กำกับวัยเพียง 26 ปี ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทุนต่ำที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคใหม่

    คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า “หนังเรื่องนี้ทำเงินได้อย่างไร?” แต่ยังน่าสนใจว่า หนังที่ดูเหมือนไม่มีแต้มต่อ กลับเอาชนะใจผู้ชมทั่วโลกได้อย่างไร

    Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ได้วิเคราะห์ไว้ว่า เมื่อมองให้ลึกลงไป ความสำเร็จของ Obsession อาจไม่ได้เกิดจาก “โชค” เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในหลายเรื่อง ตั้งแต่สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ไม่จำเป็น ไปจนถึงการเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    และนี่คือบทเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหนังทุนสร้าง 1 ล้านดอลลาร์เรื่องนี้

    เริ่มจากเรื่องที่คนเข้าใจง่าย

    หนึ่งในแนวคิดที่อธิบายความสำเร็จของ Obsession ได้คือ Bounded Rationality ของ Herbert Simon ที่มองว่า มนุษย์มีข้อจำกัดทั้งด้านเวลา ความรู้ และความสามารถในการประมวลผลข้อมูล ทำให้เราไม่สามารถพิจารณาข้อมูลและทางเลือกทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ แต่ต้องตัดสินใจจากข้อมูลและความสามารถที่มีอยู่

    ความเรียบง่ายของ Obsession จึงกลายเป็นจุดแข็ง

    เรื่องราวเริ่มต้นจากชายหนุ่มที่แอบรักเพื่อนสนิท ก่อนจะขอพรให้เธอรักเขามากกว่าใครในโลก และเมื่อคำขอเป็นจริง ทุกอย่างกลับค่อยๆ กลายเป็นฝันร้าย

    พล็อตลักษณะ Be Careful What You Wish For เป็นสิ่งที่ผู้ชมคุ้นเคยอยู่แล้ว หนังจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอธิบายกฎหรือตำนานที่ซับซ้อน แต่สามารถพาคนดูเข้าสู่ความสัมพันธ์ของตัวละคร และความผิดปกติที่ค่อยๆ เกิดขึ้นได้ทันที

    ดังนั้น จุดแข็งของ Obsession จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างเรื่องราวที่ “ใหม่ที่สุด” แต่เป็นการนำเรื่องที่คนเข้าใจอยู่แล้ว มาเล่าในแบบที่ยังทำให้ผู้ชมอยากรู้ว่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

    อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือ Availability Heuristic ซึ่งอธิบายว่า คนเรามักประเมินความถี่หรือความเป็นไปได้ของเหตุการณ์จากความง่ายในการนึกถึงตัวอย่างที่คล้ายกัน ยิ่งสิ่งใดนึกภาพออกง่าย หรือเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่เคยพบเห็นได้ง่าย เหตุการณ์นั้นก็อาจทำให้รู้สึกว่าอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น

    แทนที่จะเริ่มต้นจากผี ปีศาจ หรือฆาตกรเหนือมนุษย์ Obsession กลับเริ่มจากเรื่องธรรมดาอย่าง “การแอบรักใครสักคน”

    Bear ชายหนุ่มธรรมดาตกหลุมรัก Nikki เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงาน ก่อนที่ความรักซึ่งดูเหมือนไม่มีพิษภัยจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นความหมกมุ่น การครอบครอง และความสัมพันธ์ที่ผิดไปจากเดิม

    ทั้งความรักข้างเดียว ความหึงหวง ความหมกมุ่น หรือความต้องการครอบครอง ล้วนเป็นอารมณ์และพฤติกรรมที่ผู้ชมสามารถนึกภาพออกได้ไม่ยาก

    เมื่อสิ่งเหล่านี้ดึงขึ้นมาจากความทรงจำได้ง่าย ความน่ากลัวในหนังก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่อยู่ห่างไกลจากโลกจริงมากนัก แต่กลับขยับเข้ามาใกล้ชีวิตประจำวันของผู้ชมมากขึ้น

    เมื่อรู้ว่าตัวเองถนัดอะไร ก็ไม่จำเป็นต้องแข่งในสนามเดียวกับคนอื่น

    ความสำเร็จของ Obsession ยังสะท้อนแนวคิด Specialization & Comparative Advantage หรือการมุ่งทำสิ่งที่ตัวเองมีความได้เปรียบ

    ก่อนจะมาถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ Curry Barker ไม่ได้เติบโตมาจากกองถ่ายหนังฟอร์มยักษ์ แต่ใช้เวลาหลายปีทำ YouTube หนังสั้น และภาพยนตร์งบน้อย ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาทดลองไอเดีย ดูปฏิกิริยาจากผู้ชมจริง และเรียนรู้จากผลงานแต่ละชิ้นอย่างต่อเนื่อง

    ประสบการณ์เหล่านี้ค่อยๆ สะสมเป็น Specialized Human Capital หรือทุนมนุษย์ที่เกิดจากทักษะและประสบการณ์เฉพาะด้าน

    จุดแข็งของ Barker จึงไม่ใช่ CG ระดับ Marvel ฉากแอ็กชันขนาดใหญ่ หรือการดึงดารา A-list มาเป็นจุดขาย แต่เป็นความสามารถในการสร้างตัวละครที่ดูเป็นคนจริง เล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าถึงได้ และสร้างความตึงเครียดจากความสัมพันธ์ของมนุษย์

    ที่สำคัญ Barker ยังรับหน้าที่ทั้งเขียนบท กำกับ และตัดต่อ Obsession ด้วยตัวเอง ทักษะจากการเป็น Content Creator ที่ต้องทำหลายหน้าที่มาก่อน จึงช่วยให้การผลิตภายใต้งบจำกัดมีความคล่องตัว ลดขั้นตอนการประสานงาน และทำให้วิสัยทัศน์ของผู้สร้างต่อเนื่องตั้งแต่บทไปจนถึงห้องตัดต่อ

    พูดอีกแบบคือ Barker ไม่ได้พยายามเอาชนะ Hollywood ในสนามที่ต้องใช้เงินและทรัพยากรมหาศาล แต่เลือกใช้ทักษะและประสบการณ์ที่ตัวเองสะสมมาในสนามที่เหมาะกับข้อได้เปรียบของเขา

    ความได้เปรียบของ Obsession จึงไม่ได้มาจากการมีเครื่องมือมากกว่าคู่แข่ง แต่เกิดจากการรู้ว่า เครื่องมือที่ตัวเองมี เหมาะจะนำไปใช้กับอะไร

    งบ 1 ล้านดอลลาร์ ต้องเลือกให้ถูกว่าเงินควรอยู่ตรงไหน

    นี่คือโจทย์พื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่ง เมื่อทรัพยากรมีจำกัด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “มีเงินเท่าไร” แต่คือ จะจัดสรรเงินที่มีอย่างไรให้สร้างคุณค่าได้สูงที่สุด

    ด้วยทุนสร้างประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ Obsession ไม่สามารถใช้เงินแบบหนัง Blockbuster ได้ตั้งแต่ต้น การพยายามสร้างทุกอย่างให้ใหญ่จึงอาจทำให้ทรัพยากรถูกใช้ไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างประสบการณ์ให้ผู้ชมมากพอ

    Barker จึงเลือกให้น้ำหนักกับบท ตัวละคร บรรยากาศ และจังหวะการเล่าเรื่อง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่หนังสยองขวัญสามารถใช้สร้างผลลัพธ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งงบประมาณมหาศาล

    ตัวอย่างหนึ่งคือฝ่ายเครื่องแต่งกาย ซึ่งมีงบประมาณเพียงประมาณ 6,000 ดอลลาร์ แต่เสื้อผ้าไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อแต่งตัวนักแสดงเท่านั้น ทีมงานออกแบบให้เครื่องแต่งกายของ Nikki ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามสภาพจิตใจและการสูญเสียตัวตนของเธอ ทำให้รายละเอียดเล็กๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง

    เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ เงินทุกดอลลาร์ไม่ได้สร้างผลตอบแทนเท่ากัน

    เงินจำนวนเดียวกันที่นำไปเพิ่ม CG อาจสร้างคุณค่าให้ผู้ชมน้อยกว่าเงินที่นำไปลงทุนกับบท การแสดง หรือรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้ผู้ชมเชื่อในตัวละคร ดังนั้น ข้อจำกัดด้านงบประมาณจึงไม่ได้มีแต่ด้านลบ หากผู้สร้างรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ผู้ชมให้คุณค่าจริงๆ

    เมื่อหนังไม่ได้แย่งความสนใจกับหนังอย่างเดียว

    อีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Attention Economy

    ทุกวันนี้ภาพยนตร์ไม่ได้แข่งขันกับภาพยนตร์ด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันกับ Netflix, TikTok, YouTube เกม และคอนเทนต์อีกนับไม่ถ้วน เมื่อทางเลือกของผู้ชมเพิ่มขึ้น สิ่งที่หายากที่สุดจึงกลายเป็น “เวลาและความสนใจ”

    Obsession มีข้อได้เปรียบตรงที่พล็อตตั้งต้นสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ชายหนุ่มขอให้คนที่เขารัก รักเขามากกว่าใครในโลก และคำขอนั้นดันเป็นจริงขึ้นมา เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะสร้างคำถามต่อว่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?

    นี่คือหัวใจของ Attention Economy เพราะสำหรับธุรกิจคอนเทนต์ ความสามารถในการสร้างความอยากรู้ตั้งแต่แรกมีมูลค่าสูงมาก

    ต่อให้หนังดีแค่ไหน หากไม่สามารถทำให้คนหยุดดูตัวอย่าง หยุดเลื่อนหน้าจอ หรือสนใจมากพอที่จะซื้อตั๋ว คุณค่าที่อยู่ในหนังเรื่องนั้นก็อาจไม่มีโอกาสไปถึงผู้ชม

    จากคนดูชุดแรก สู่กระแสที่ขยายตัวเอง

    แต่การดึงความสนใจได้อาจทำให้คนกลุ่มแรกเดินเข้าโรงเท่านั้น คำถามสำคัญกว่าคือ แล้วอะไรทำให้หนังเล็กๆ สามารถเติบโตเกินกว่างบการตลาดของตัวเองได้ หนึ่งในคำตอบคือ Social Proof & Information Cascades

    ในโลกที่มีหนังและซีรีส์ให้เลือกจำนวนมาก ผู้บริโภคแทบไม่มีทางศึกษาทุกตัวเลือกก่อนตัดสินใจ เราจึงมักใช้ความคิดเห็นและพฤติกรรมของคนอื่นเป็นข้อมูลประกอบ

    หากเพื่อนหลายคนแนะนำหนังเรื่องเดียวกัน หรือบน Social Media เต็มไปด้วยคนพูดถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ความอยากรู้ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    นี่คือพลังของ Social Proof ที่ทำให้เรามองว่าสิ่งที่คนจำนวนมากเลือกหรือชื่นชอบ น่าจะเป็นสิ่งที่ “ดี” หรือ “มีคุณค่า”

    และเมื่อการตัดสินใจของคนกลุ่มแรกเริ่มมีอิทธิพลต่อคนที่มาทีหลัง ก่อนจะส่งต่อไปยังคนกลุ่มถัดๆไป ก็สามารถเกิดเป็น Information Cascade หรือการตัดสินใจที่ไหลตามกันเป็นทอดๆ จนกระแสเล็กๆขยายออกไปในวงกว้าง

    ผู้ชมจึงไม่ได้เป็นเพียง “ลูกค้า” ของภาพยนตร์ แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพาหนังไปถึงผู้ชมกลุ่มใหม่

    โดยเฉพาะสำหรับหนังทุนต่ำที่ไม่สามารถทุ่มงบโฆษณาได้เท่ากับหนังฟอร์มใหญ่ กระแสปากต่อปากจึงสามารถช่วยให้หนังเติบโตได้ไกลกว่าข้อจำกัดของงบการตลาด

    หนัง 1 ล้านดอลลาร์ กำลังบอกอะไรเราเรื่องเศรษฐศาสตร์?

    หลายคนอาจมองว่า Obsession คือ “ปาฏิหาริย์” ของวงการภาพยนตร์ แต่หากมองผ่านมุมเศรษฐศาสตร์ เบื้องหลังความสำเร็จของหนังเรื่องนี้กลับมีการตัดสินใจที่น่าสนใจซ่อนอยู่แทบทุกขั้นตอน

    ตั้งแต่การเลือกเรื่องที่เข้าใจง่าย การใช้ความเชี่ยวชาญของผู้สร้างในสนามที่ตัวเองถนัด ไปจนถึงการเลือกลงเงินกับรายละเอียดที่มีผลต่อประสบการณ์ของผู้ชมจริงๆ

    Obsession จึงเป็นตัวอย่างว่า งบประมาณเล็กไม่ได้กำหนดเพดานของความสำเร็จเสมอไป หากผู้สร้างรู้ว่าควรให้ความสำคัญกับอะไร และรู้ว่าจะทำให้สิ่งที่มีอยู่สร้างมูลค่าได้อย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/283326&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02aFZFtnsQr7gwrIlM-ZSd

  • กบน.ออกประกาศใหม่ อุ้มดีเซลต่อ ชดเชยดีเซลธรรมดา 8.75 บาท-B20 พุ่ง 12.62 บาทต่อลิตร มีผลวันนี้  – สยามรัฐ

    กบน.ออกประกาศใหม่ อุ้มดีเซลต่อ ชดเชยดีเซลธรรมดา 8.75 บาท-B20 พุ่ง 12.62 บาทต่อลิตร มีผลวันนี้ – สยามรัฐ

    วันที่ 13 กันยายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ออกประกาศฉบับที่ 156 พ.ศ. 2569 กำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

    ประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายใต้กรอบนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เพื่อให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง และรักษาราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับเหมาะสม หลังราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าระดับที่เหมาะสมมากกว่า 30 บาทต่อลิตร โดยมุ่งบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพ ป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน และคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

    สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตในประเทศ กบน.กำหนดให้น้ำมันเบนซินส่งเงินเข้ากองทุน 2.48 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ได้รับเงินชดเชยจากกองทุน ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 อัตรา 4.24 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อัตรา 7.43 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E85 อัตรา 3.12 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันก๊าดส่งเงินเข้ากองทุน 0.10 บาทต่อลิตร

    ด้านกลุ่มดีเซล น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาได้รับเงินชดเชยจากกองทุน 8.75 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ได้รับชดเชยสูงสุด 12.62 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาพรีเมียมส่งเงินเข้ากองทุน 1.50 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ได้รับความเห็นชอบลักษณะและคุณภาพเรื่องไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมัน ให้ส่งเงินเข้ากองทุน 1 บาทต่อลิตร

    นอกจากนี้ น้ำมันดีเซลหมุนช้ากำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน 1.20 บาทต่อลิตร และน้ำมันเตา 0.06 บาทต่อลิตร โดยอัตราดังกล่าวใช้ทั้งกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตภายในราชอาณาจักรและน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาใช้ในประเทศ

    สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีการส่งเงินเข้ากองทุน หรือได้รับเงินชดเชยจากกองทุนแล้ว แต่ภายหลังส่งออกนอกราชอาณาจักร กำหนดอัตราเงินคืนจากกองทุนและอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนตามอัตราที่ประกาศไว้ โดยกรณีไม่สามารถตรวจสอบอัตราที่ใช้ในขณะส่งออกได้ ให้ใช้อัตราตามที่กำหนดในประกาศฉบับนี้

    ทั้งนี้ ประกาศลงวันที่ 11 กันยายน 2569 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

    1 6 1068x1512
    1 6 1068×1512

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321261&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jFhHJdmTk9Zcc6PhBuJHC

  • “ธปท.” อัดฉีดเงินทุนยั่งยืน ช่วย SMEs รับมือเกราะภาษี-มาตรการ ESG โลก

    “ธปท.” อัดฉีดเงินทุนยั่งยืน ช่วย SMEs รับมือเกราะภาษี-มาตรการ ESG โลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การยื่นมือเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจ ถือเป็นบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติที่เพิ่มเติมจากเป้าหมายหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อให้สอดรับกับความท้าทายที่เปลี่ยนไป

    โดยภารกิจของ ธปท. จะเน้นโจทย์สำคัญในการผลักดันให้เกิดการจัดสรรเงินทุนที่นำไปสู่เศรษฐกิจคุณภาพ (Capital with Purpose) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่า ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ 2. การจัดสรรเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่จากความท้าทาย และ 3. การลดการไหลของเงินทุนไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบและคอร์รัปชัน

    ขณะเดียวกัน มาตรการและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มประเทศคู่ค้าที่เข้มงวดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจกลายเป็นกำแพงภาษีและข้อกีดกันทางการค้าต่อภาคการส่งออกไทย ถือเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ ธปท. ต้องเร่งวางรากฐานระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะการสร้างกลไกสนับสนุนเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถปรับตัว มีความยืดหยุ่น และแข่งขันได้ในเวทีโลก

    ดังนั้น ธปท. จึงมีบทบาทในการวางรากฐานสำคัญของระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย (SMEs) มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจโลก

    “การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนตามกรอบ ESG จะต้องไม่จำกัดอยู่เพียงแค่มิติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องคำนึงถึงมิติด้านสังคมและธรรมาภิบาลควบคู่กันไปอย่างสมดุล เพื่อผสานความยั่งยืนให้เป็นเนื้อเดียวกับการเติบโตของธุรกิจ และสร้างคุณค่าร่วม (Shared Values) ให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง” นายวิทัย กล่าว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/862627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15YyKTmWfq6Mvpw5IMXziK