Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นักคิดชั้นนำเตือน “Perfect Storm ถล่มไทย” จี้รัฐเร่งปฏิรูปโครงสร้างก่อนเศรษฐกิจถดถอย | TOPNEWS

    นักคิดชั้นนำเตือน “Perfect Storm ถล่มไทย” จี้รัฐเร่งปฏิรูปโครงสร้างก่อนเศรษฐกิจถดถอย | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/03/2026 18:01

    วันที่ 25 มี.ค. 2569 ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก “พายุสมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตโลกที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานผันผวน การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นอย่างเข้มข้นในเวทีเสวนา “The Decoding of World Economic Forum 2026” จัดโดย FKII Thailand ซึ่งรวบรวมผู้นำทางความคิดของไทยร่วมวิเคราะห์สถานการณ์และเสนอทางออกเชิงโครงสร้าง โดยอ้างอิงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจาก World Economic Forum

    อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand ระบุว่า สถานการณ์โลกในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจลุกลามเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของไทยเพิ่มสูงขึ้นจากการพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก กระทบต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากการแข่งขันเชิงอำนาจของรัฐชาติ การปฏิวัติเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจนกฎหมายตามไม่ทัน ส่งผลให้แรงงานในหลายภาคส่วนมีความเสี่ยงถูกแทนที่ จึงเสนอให้ประเทศไทยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันเชิงระบบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

    ด้าน จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา สะท้อนว่า การแข่งขันด้านเทคโนโลยีจะเป็นตัวกำหนดอำนาจทางเศรษฐกิจในอนาคต พร้อมเสนอแนวคิดการจัดเก็บภาษีหุ่นยนต์เพื่อนำรายได้มาสร้างระบบสวัสดิการรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ ชยดิฐ หุตานุวัชร์ เสนอโมเดล “Por-dee Business” หรือเศรษฐกิจพอดี มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการมีอายุยืนในระดับนานาชาติ ภาพรวมจากเวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า หากรัฐไม่เร่งยกเครื่องโครงสร้างประเทศในหลายมิติ ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และ “Perfect Storm” ที่กำลังก่อตัวอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศในทศวรรษข้างหน้า.

    พิสิษฐ์  รื่นเกษม ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ประจวบคีรีขันธ์

    9-Recovered-Recovered-Recovered

    9-Recovered-Recovered-Recovered

    เปิด “ลานจอดรถร่วมใจ แฟลตเพชรจริก” แก้ปัญหาที่จอดรถ ยกระดับบริการประชาชน

    ราชบุรี///เปิดเวทีโลกเทศกาลหนังใหญ่วัดขนอน

    เรือรบจีน ‘อันชิ่ง-ตงก่วน’ ซ้อมยิงกระสุนจริงในทะเลจีนตะวันออก

    เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันดีเซลกว่า 100%

    10 ปี ความร่วมมือล้านช้าง-แม่น้ำโขง หนุนอุตสาหกรรม

    อิหร่านย้ำไม่เจรจา-ย้อนถามทรัมป์”เจรจากับตัวเอง”หรือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1527442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QsZPRf_mBwBZU8qLR44jV

  • “อนุทิน” ถกทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน | เข้มข่าวเย็น | 25 มี.ค. 69

    “อนุทิน” ถกทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน | เข้มข่าวเย็น | 25 มี.ค. 69

    “อนุทิน” รับ ยกเลิกตรึงราคาน้ำมันมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ จ่อใช้กลไก ก.พาณิชย์ รองรับ ปัดตอบแนวทางรับอารมณ์ประชาชน ยืนยัน ทุกคนทำงาน

    #สงครามอิหร่าน #น้ำมัน #วิกฤตพลังงาน #เข้มข่าวเย็น #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/214819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lcx63-JRZ_30NL-rGvQdx

  • ดีเดย์! สิ้นสุดมาตรการผ่อนปรน ‘เตือนก่อนปรับ’ เริ่มจับปรับจริง 1 เม.ย.69 ทั่วไทย | เดลินิวส์

    ดีเดย์! สิ้นสุดมาตรการผ่อนปรน ‘เตือนก่อนปรับ’ เริ่มจับปรับจริง 1 เม.ย.69 ทั่วไทย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    โดยด้านการจราจร ให้มุ่งเน้นการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน บังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างวินัยจราจรให้กับประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบัน ศจร.ตร. ได้ขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 1 “เตือนก่อนปรับ” ที่กำลังใช้ปฏิบัติจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ช่วงนี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการดังกล่าว หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่ 2 มีการบังคับใช้กฎหมายจราจรเข้มงวดขึ้น

    ซึ่งมาตรการ “เตือนก่อนปรับ” มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์และตักเตือนเพื่อสร้างการรับรู้เรื่องกฎหมายและวินัยจราจร โดยพบว่าตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการว่ากล่าวตักเตือนผ่านระบบ PTM จำนวน 196,028 ครั้ง ซึ่งหลังพ้นระยะตักเตือนในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ตำรวจจราจรจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดใน 10 ข้อหาหลัก ที่เป็นสาเหตุที่มาของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

    พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ขอเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5720011/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L97AsswOadXvA2wAVrWUF

  • ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    เงินเข้าวันไหน? คืบหน้า คนละครึ่ง เฟส 2 – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 โครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจ จ่ายเงินเยียวยา มาวันไหน ใครได้สิทธิ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รอแจกเงินช่วยเหลือ

    คนละครึ่ง เฟส 2 และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 รอบใหม่ เงินเข้าวันไหน? โครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจ จ่ายเงินเยียวยา มาวันไหน ใครได้สิทธิบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย รอแจกเงินช่วยเหลือ ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โลกเดือดสงครามตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุดลง เช็กไทม์ไลน์ด่วน “ครม.อนุทิน 2” แนวโน้มทิศทางจะเป็นอย่างไรต่อไป

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    “กรุงเทพธุรกิจ” อัปเดตความคืบหน้า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ประชาชนทั้งประเทศเฝ้ารอ ท่ามกลางวิกฤติค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนว่าไม่สามารถฝืนกลไกตลาด เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 33 บาทได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 

    แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมส่งไม้ต่อให้ ครม.ชุดใหม่ เร่งคลอดโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” รอบใหม่ เพื่อเยียวยากลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ

    เปิดไทม์ไลน์ “รัฐบาลอนุทิน 2” กางโรดแมปสู้ศึกเศรษฐกิจ Thailand 10 Plus

    สถานการณ์การเมืองขณะนี้มีความชัดเจนอย่างยิ่ง หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมีกำหนดการสำคัญดังนี้

    • 23 มีนาคม 2569: รายชื่อ ครม. 35 ตำแหน่งนิ่งแล้ว อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติโดย สลค.
    • 27 มีนาคม 2569: เตรียมทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม. ชุดใหม่
    • ต้นเดือนเมษายน 2569: ประชุม ครม. นัดแรก เพื่อปรับปรุงงบประมาณปี 70 และร่างนโยบาย
    • 7 – 9 เมษายน 2569: แถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand 10 Plus” ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่

    อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม อัปเดต 35 รัฐมนตรี “ครม.อนุทิน 2” (คลิก)

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    เจาะลึก “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ปี 2569 ใครมีสิทธิรับเงินสูงสุด 2,400 บาท?

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าแม้จะเป็นช่วงรอยต่อรัฐบาล แต่ได้สั่งการให้สภาพัฒน์ฯ เตรียมความพร้อมโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ไว้แล้ว โดยมีรายละเอียดเบื้องต้นที่คาดการณ์ไว้ดังนี้

    ตารางคาดการณ์วงเงินช่วยเหลือ คนละครึ่ง เฟส 2

    • ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี รัฐช่วยจ่าย 50% คาดการณ์วงเงินที่ได้รับ 2,400 บาท
    • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐช่วยจ่าย 50% คาดวงเงินได้รับ 2,000 บาท
    • ประชาชนทั่วไป / นอกระบบภาษี รัฐช่วยจ่าย 50% คาดได้รับ 2,000 บาท

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    เงื่อนไข และคุณสมบัติเบื้องต้น

    • สัญชาติไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป
    • มีบัตรประชาชนสมาร์ตการ์ด
    • ลงทะเบียน และยืนยันตัวตนผ่านแอป “เป๋าตัง” (G-Wallet)
    • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรืออาจมีการปรับเกณฑ์สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น

    คลังการันตี งบบัตรคนจนไม่สะดุด จ่ายต่อเนื่องถึง เม.ย. 69 พร้อมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาย้ำให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า วงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจะไม่มีการหยุดชะงัก แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล โดยงบประมาณถูกจัดสรรไว้รองรับจนถึงเดือนเมษายน 2569 แน่นอน ส่วนการ “ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 รอบใหม่” คาดว่าจะเริ่มชัดเจนหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย

    เช็กคุณสมบัติก่อนลงทะเบียนรอบใหม่

    • รายได้บุคคล/รายได้เฉลี่ยครอบครัว ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
    • ทรัพย์สินทางการเงิน (เงินฝาก/พันธบัตร) รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
    • ต้องไม่มีบัตรเครดิต
    • วงเงินกู้บ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท / วงเงินกู้รถไม่เกิน 1 ล้านบาท

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    วิธีเตรียมตัวลงทะเบียนผ่านแอป “ทางรัฐ” และ “เป๋าตัง”

    ในรอบปี 2569 นี้ คาดว่ารัฐบาลจะใช้แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เป็นซูเปอร์แอปหลักในการลงทะเบียน และตรวจสอบสิทธิ ร่วมกับแอป “เป๋าตัง” ที่ใช้สำหรับใช้จ่ายจริง ประชาชนควรเตรียมตัวดังนี้

    • ดาวน์โหลดแอป ทางรัฐ และยืนยันตัวตนผ่านระบบ ThaiD
    • อัปเดตแอป เป๋าตัง ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
    • ตรวจสอบสถานะการยืนยันตัวตน (สแกนใบหน้า) ให้เรียบร้อยเพื่อความรวดเร็วเมื่อเปิดระบบ

    ความหวังใหม่บนปากท้องคนไทย “รัฐบาลอนุทิน 2” กับภารกิจกู้เศรษฐกิจ

    ท่ามกลางมรสุมค่าครองชีพที่ซัดกระหน่ำ ทั้งราคาน้ำมันดีเซลที่ขยับตัวตามกลไกตลาดโลก และผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังไร้ทางออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับ “Thailand 10 Plus” จึงเปรียบเสมือนโอเอซิสที่ประชาชนเฝ้ารอคอย

    อย่างไรก็ตาม บทสรุปในขณะนี้คือ “ความชัดเจนที่ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทย” โดยรูปแบบการแจกเงินช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่มุ่งเน้นกลุ่มเปราะบาง, การเปิดลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 รอบใหม่

    รวมถึงมาตรการเยียวยาเสริมอื่นๆ ที่อาจจะถูกบรรจุเข้าสู่วาระเร่งด่วน ทั้งหมดนี้ยังคงต้องรอให้การฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีเสร็จสมบูรณ์ และรอฟังคำแถลงนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ในช่วงต้นเดือนเมษายน นี้

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    “กรุงเทพธุรกิจ” ยังคงเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อนำเสนอความคืบหน้าเรื่อง “เงินเยียวยา” และ “สิทธิประโยชน์ของประชาชน” มานำเสนอให้ทราบทันทีที่รัฐบาลเริ่มเคาะระฆังเริ่มโครงการ เพราะทุกบาททุกสตางค์ในเวลานี้ คือ ลมหายใจสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไทย

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1226708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S3phJ_IEfOLZgItRpHGcD

  • ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

    ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

    ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

    ปลัดมหาดไทย เรียกประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าเสริมสร้างประสิทธิภาพงานมหาดไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

    25 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายสมภพ สมิตะสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายศักระ กปิลกาญจน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย น.ส.กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.รัตนา สรภูมิ ผู้อํานวยการสํานักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลสืบเนื่องต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น และภาพรวมทางเศรษฐกิจในทั่วทุกพื้นที่ ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน จึงต้องมีมาตรการ รวมถึงกำหนดแผนและแนวทางการปฏิบัติราชการให้สอดรับกับสถานการณ์ เพื่อให้ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เกิดผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    “การประชุมในวันนี้ เพื่อติดตามแนวทางการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจราชการกรม ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สป.มท.) กรม และจังหวัด ให้เป็นไปตามมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งในด้านการเบิกจ่ายงบประมาณ งบจังหวัด กลุ่มจังหวัด การลงนามทำสัญญาในโครงการต่างๆ ตลอดจนการบริหารจัดการให้เป็นไปตามแผนงานและเป้าหมายของกระทรวง” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจราชการกรมฯ ให้ความสำคัญเรื่องการตรวจประเด็นการตรวจราชการที่เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้ข้อแนะนำต่อผลการดำเนินการ รวมถึงให้ความสำคัญกับการบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการตรวจติดตามการปฏิบัติงาน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อาทิ ให้กรมการปกครอง เข้มงวดกวดขันควบคุมราคาเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบสถานบริการน้ำมัน ร่วมกับนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการ ให้กรมการพัฒนาชุมชนส่งเสริมการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยน้อมนำแนวพระราชดำริฯ โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม และสร้างการพึ่งพาตนเองในยามวิกฤต ส่งเสริมการปลูกผักและเลี้ยงไก่ไข่ โดยให้ขยายผลการปฏิบัติตั้งแต่จวนผู้ว่าราชการจังหวัด ไปสู่อำเภอ และชุมชน

    ในส่วนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 รวมถึงมาตรการช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้ความสำคัญกับการตั้งด่านชุมชนและมาตรการลดอุบัติเหตุ “ดื่มไม่ขับ” ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ติดตามและรณรงค์การขับเคลื่อนโครงการป้องกันและลดภาวะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น รวมถึงการส่งเสริมด้านพัฒนาการกีฬาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เข้มงวดกวดขันการควบคุมดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารและป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และให้สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด (สบจ.) ปรับแนวทางการเร่งรัดและติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยให้มีการแจ้งเตือนความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” สนับสนุนให้จังหวัดสามารถดำเนินการได้สอดคล้องตามแผนงานที่วางไว้

    “กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงใหญ่ และมีภารกิจที่ครอบคลุมงานในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภารกิจของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ซึ่งมีเนื้องานที่ต้องรับผิดชอบ ล้วนส่งผลต่อส่วนรวม จึงเป็นที่จับตามองของสังคม ดังนั้น หากบุคลากรปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งเป็นผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ ในการตรวจราชการนั้น หากพบข้อบกพร่องหรือมีข้อสังเกตในการทำงาน ขอให้เร่งรายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการแก้ไขและพัฒนาในทันที สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ฝ่ายเลขานุการ” ที่จะต้องมีความเข้มแข็ง รวดเร็ว และแม่นยำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันให้งานของผู้บังคับบัญชาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี” นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้าย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hlFqwcI_ZejtrOH-p6gOh

  • ผลกระทบจาก สงครามตะวันออกกลาง ต่อ เศรษฐกิจไทย

    ผลกระทบจาก สงครามตะวันออกกลาง ต่อ เศรษฐกิจไทย

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหาร Epic Fury ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ขณะที่ตลาดกำลังประเมินระยะเวลาและขนาดของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่อาจหายไปจากระบบ ปัจจุบันอุปทานพลังงานราว 20% ของโลกจำเป็นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม การเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวได้หยุดชะงักตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา จากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หากการหยุดชะงักยืดเยื้อจะเริ่มส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรมและหลายภูมิภาค โดยเฉพาะเอเชียและยุโรปซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง

    ทาง SCBEIC มีการประเมินว่าผลกระทบต่อราคาน้ำมันจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้ง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ฉากทัศน์ ได้แก่ 1) ความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว การสู้รบยุติลงและการเดินเรือกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันปรับขึ้นระยะสั้นเกิน 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนที่ราคาเฉลี่ยทั้งปีจะปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายใน 14 วันนับจากเริ่มต้นความขัดแย้ง 2) กรณีฐาน (มีความเป็นไปได้สูงสุด) ความขัดแย้งยืดเยื้อและการปิดช่องแคบฮอร์มุซกินระยะเวลา 2–6 สัปดาห์ ราคาน้ำมันปรับสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในระยะสั้น และดันราคาเฉลี่ยน้ำมันปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 3) ความขัดแย้งยืดเยื้อรุนแรงขึ้น การปิดช่องแคบยาวนาน 6–12 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นเป็นราว 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ 4) ความขัดแย้งขยายวงกว้าง การสู้รบลุกลามจนกระทบต่ออุปทานและกำลังการผลิตน้ำมันในภูมิภาค ราคาน้ำมันอาจเร่งขึ้นเกิน 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในระยะสั้น และสูงกว่า 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลสำหรับค่าเฉลี่ยทั้งปี

    ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูง คิดเป็นประมาณ 6.5% ของ GDP จากการประเมินของ InnovestX ทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อ GDP ไทยราว 0.15% และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อประมาณ 0.35% โดย ผลกระทบเชิงอุตสาหกรรมจะครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

    • ภาคการส่งออก การฟื้นตัวของภาคการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ กำลังเผชิญแรงกดดันทันทีจากต้นทุนการค้าโลกที่สูงขึ้น หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น และอาจลบล้างการฟื้นตัวของภาคส่งออกที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ หากราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวในวงกว้าง ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย อาจลดลงตามไปด้วย
    • ภาคการท่องเที่ยว แม้ตลาดจะมีการปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะสร้างความเสี่ยงต่อภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด จากการประเมินภายใต้กรณีฐาน (ภาวะสงครามกินเวลาราว 1.5 เดือน) อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้าจะลดลงเหลือ 5.0% จากที่คาดการณ์ก่อนหน้าที่ 7.0% และภายใต้กรณีที่เลวร้ายที่สุด (ภาวะสงครามกินเวลามากกว่า 3 เดือน) อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้าจะลดลงเหลือเพียง 3.0% ซึ่งจะส่งผลให้การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจค้าปลีกชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ
    • อุปสงค์ภายในประเทศ การที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานเปรียบเสมือน “ภาษีพลังงาน” ทางอ้อม ที่กดดันรายได้ที่สามารถใช้จ่ายได้ของครัวเรือน ในกรณีรุนแรง เงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งขึ้นไปแตะระดับ 2.0% เทียบกับ 0.2% ในกรณีฐาน ส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัว โดยผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้นในบริบทที่หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง ผู้บริโภคจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการใช้จ่าย ลดการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็น และหันไปใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าใช้จ่ายพื้นฐานมากขึ้น

    เงินเฟ้อของไทยยังได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเงินเฟ้อทั่วไปปัจจุบันยังอยู่ในระดับติดลบ แรงกดดันเงินเฟ้อจากรอบนี้จึงคาดว่าจะอยู่ในระดับจำกัด ในด้านฐานะการคลัง หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงนานกว่าคาด ต้นทุนจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซล และการกำหนดเพดานค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลโดยตรงต่อภาระของกองทุนน้ำมันและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) สำหรับนโยบายการเงิน ภายใต้กรณีฐาน คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ไปจนถึงปลายปี 2026 และต่อเนื่องถึงปี 2027 หลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด ในกรณีที่ราคาน้ำมันค้างอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยจะจำกัดความสามารถของ กนง. ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

    ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำการลงทุนเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจ ก่อนตัดสินใจลงทุน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลจ. ไทยพาณิชย์ โทร. 02-777-7777

    ภาพ: Suphanat Khumsap / Getty Images

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    จรัสรักษ์ วัฒนสิงหะ

    Executive Director, กลุ่มจัดสรรลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/middle-east-conflict-thai-economy-oil/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36tvzzkji0j8gaK8KTfiCn

  • อบจ.สงขลา ดันโครงการพืชเศรษฐกิจ “ปรินดา ปาลาเร่” ชูเกษตรศึกษา ปลูกฝังเยาวชนสืบสานวิถีท้องถิ่น | TOPNEWS

    อบจ.สงขลา ดันโครงการพืชเศรษฐกิจ “ปรินดา ปาลาเร่” ชูเกษตรศึกษา ปลูกฝังเยาวชนสืบสานวิถีท้องถิ่น | TOPNEWS

    อบจ.สงขลา ดันโครงการพืชเศรษฐกิจ “ปรินดา ปาลาเร่” ชูเกษตรศึกษา ปลูกฝังเยาวชนสืบสานวิถีท้องถิ่น

    • เผยแพร่ : 25/03/2026 17:00

    เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 ที่ โรงเรียนบ้านป่าชิง ต.ป่าชิง อ.จะนะ จ.สงขลา ปรินดา ปาลาเร่ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ลงพื้นที่เป็นประธานเปิดโครงการจัดงานพืชเศรษฐกิจ จ.สงขลา ประจำปีงบประมาณ 2569 พร้อมผลักดันนโยบายด้านการเกษตรและการเรียนรู้ของเยาวชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    การดำเนินโครงการครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่มุ่งสร้างรากฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตรตั้งแต่ระดับโรงเรียน โดยเน้นการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียน ควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ ผ่านการจัดทำแปลงนาสาธิตและกิจกรรมเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง

    นอกจากนี้ โครงการยังส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกทักษะอาชีพพื้นฐานและสามารถนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ในโรงเรียน เช่น การประกอบอาหารกลางวัน ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับชุมชน พร้อมทั้งสืบสานประเพณี “ลงแขกเกี่ยวข้าว” เพื่อปลูกฝังคุณค่าความสามัคคีและความร่วมมือของคนในสังคม อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    อนุกูล บุญมี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    ปก web รถน้ำมัน 4 หมื่นลิตรคว่ำ

    9-Recovered-Recovered-Recovered

    ปลุกตำนานวีรสตรี! ท้าวสุรนารี – นางสาวบุญเหลือ กลับมามีชีวิตบนเวทีสุดยิ่งใหญ่

    “ดร.วันวิชิต” เชื่อมั่นมาตรการรัฐแก้ปัญหาน้ำมัน จบ ไม่ยืดเยื้อถึงสงกรานต์ หลังสถานการณ์หน้าปั๊มเริ่มคลี่คลาย

    พนักงานปั๊มร่ำไห้! ทำงานหนักไม่ได้พักเจอกดดัน จนบานปลายปาขวดน้ำใส่ลูกค้า

    พลิกขยะเป็นน้ำมัน ส.กทอ. เปิดโมเดลจัดการขยะครบวงจร ผลิตพลังงานใช้เอง ช่วยลดขยะวันละ 180 ตัน แก้ปัญหาขยะล้นเมือง

    นครสวรรค์แตก! อาเป็ดเชิญยิ้มยกทัพ 70 ร้านดัง บุกเซ็นทรัลจัดมหกรรมกินเที่ยว

    มิตรภาพล้วน ๆ “สื่อตปท.” ตีข่าวเรือไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1527308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H1DTHEdtxQkZP22Lg9d24

  • กรุงศรีมุ่งเสริมความแข็งแกร่ง SME ไทย ย้ำชัดเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ เดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ 3GO หนุนธุรกิจสู้เศรษฐกิจผันผวน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กรุงศรีมุ่งเสริมความแข็งแกร่ง SME ไทย ย้ำชัดเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ เดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ 3GO หนุนธุรกิจสู้เศรษฐกิจผันผวน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ (25 มีนาคม 2569) — กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เดินหน้าสนับสนุน ผู้ประกอบการไทยรับมือความท้าทายของเศรษฐกิจ กำหนดให้ “การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SME” เป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนขององค์กรในปี 2569 พร้อมต่อยอดกลยุทธ์ 3GO เร่งพัฒนาโซลูชันทางการเงิน แพลตฟอร์มดิจิทัล และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพ การดำเนินงาน และขยายโอกาสทางการค้าได้อย่างยั่งยืน

    นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธุรกิจ SME คือรากฐานของเศรษฐกิจไทย และเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานรากของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า SME เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงต่อความผันผวน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจทั้งในเรื่องต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น อุทกภัย แผ่นดินไหว สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ของผู้ประกอบการจำนวนมาก กรุงศรีจึงได้ให้ความช่วยเหลือและประคับประคองผู้ประกอบการ SME ให้สามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ ‘คุณสู้ เราช่วย’ มาตรการสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ธนาคารได้ช่วยเหลือลูกค้า SME ภายใต้วงเงินสินเชื่อรวมกว่า 38,500 ล้านบาท

    “เรายังคงเชื่อมั่นว่า การเติบโตที่แข็งแกร่งของ SME ไทยคือกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย การดำเนินงานในปีนี้ กรุงศรีจึงยังคงเฝ้าติดตามและให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ ‘การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SME” เป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วน เชิงโครงสร้าง ที่ธนาคารจะให้ความสำคัญและเร่งผลักดันเพื่อช่วยให้ธุรกิจ SME ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทยสามารถอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน โซลูชันทางการเงิน เทคโนโลยีดิจิทัล และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ”

    นอกจากการให้ความช่วยเหลือและการส่งทีมช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ในปี 2569 กรุงศรีจะยังคงเดินหน้าต่อยอด กลยุทธ์ 3GO โดยเร่งขยายผลโซลูชันและบริการต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้อย่างยั่งยืนในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่ GO Green” สนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามกรอบของ ESG “GO Digital” มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลให้ครอบคลุมและครบวงจร และ “GO Beyond” สนับสนุนลูกค้าในการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    หนึ่งในโซลูชันสำคัญคือ สินเชื่อธุรกิจเพื่อการปรับตัว (Krungsri SME Transformation Loan) ซึ่งสนับสนุน การลงทุนเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถปรับตัวและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยครอบคลุมการลงทุนเพื่อการปรับตัวในหลายมิติ ทั้งการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Digital Technology) รวมถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคต (Innovation) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

    นอกจากนี้ ธนาคารยังพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านบริการ Krungsri Biz Online โดยในปีที่ผ่านมามียอดการทำธุรกรรมเติบโต 12% และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 14% อีกทั้งโซลูชันการรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจ เช่น Krungsri EDC Plus และ Krungsri Mung Mee SHOP ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ โดยในปีที่ผ่านมามียอดการทำธุรกรรมเติบโตถึง 24.9% ในด้านการสร้างโอกาสทางธุรกิจ กรุงศรีได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Krungsri Business Link ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจของกรุงศรีและ MUFG โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 9,400 บริษัท ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหาคู่ค้าทางธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน ผ่านโครงการ Krungsri ESG Awards เป็นปีที่ 4 และ Krungsri ESG Academy ปีที่ 3 ซึ่งเป็นหลักสูตรเข้มข้นระยะเวลา 5 เดือน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG และเตรียมความพร้อมสู่ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจอย่างยั่งยืน

    “อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าผู้ประกอบการ SME ต้องบริหารธุรกิจภายใต้ความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคย ทั้งความผันผวนของต้นทุนพลังงานและแหล่งวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ระยะเวลาการส่งมอบ อุปสงค์ที่อาจชะลอตัวลง ตลอดจนอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งล้วนส่งผลต่อกระแสเงินสดและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยกรุงศรีพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการ SME ไทย ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งด้านการสนับสนุนทางการเงินและสภาพคล่อง การให้คำปรึกษาและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างครบวงจร พร้อมมุ่งสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เอื้อต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง วางรากฐานมั่นคง และเตรียมความพร้อมรับมือทุกความท้าทาย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคง ในระยะยาว” นางสาวดวงกมล กล่าวปิดท้าย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/25/628282/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CUVoBHOGdC1m6oI18UJ0I

  • เนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันเศรษฐกิจจากวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อสูง กระทบกำลังซื้อและตลาดแรงงาน

    เนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันเศรษฐกิจจากวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อสูง กระทบกำลังซื้อและตลาดแรงงาน

    เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งในด้านราคาสินค้า กำลังซื้อของประชาชน และตลาดแรงงาน

    ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเนเธอร์แลนด์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุด โดยราคาน้ำมันเบนซิน Euro95 อยู่ที่ 2.528 ยูโรต่อลิตร และดีเซลอยู่ที่ 2.516 ยูโรต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งที่ระดับประมาณ 2.28 และ 2.09 ยูโรตามลำดับ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะมีการปรับลดลงเล็กน้อยในระยะสั้น หลังจากอิรักสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันผ่านตุรกีได้โดยหลีกเลี่ยงเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ แต่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง

    ผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ประกอบกับโครงสร้างภาษีน้ำมันของเนเธอร์แลนด์ที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันไปเติมน้ำมันในประเทศใกล้เคียง เช่น เบลเยียมและเยอรมนี ซึ่งมีราคาถูกกว่าประมาณ 45 เซนต์ต่อลิตร ส่งผลให้สถานีบริการน้ำมันภายในประเทศมีรายได้ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 10 – 20 และในพื้นที่ชายแดนลดลงถึงร้อยละ 40 – 50 ขณะที่สถานีบริการในประเทศเพื่อนบ้านมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แม้จะมีข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการลดภาษีน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน      แต่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ยังไม่มีแนวโน้มเข้าแทรกแซงราคาพลังงานในระยะสั้น โดยยังคงยึดกลไกตลาดเป็นหลัก 

    ในมิติของเงินเฟ้อ The Netherlands Bureau for Economic Policy Analysis (CPB) ประเมินว่า ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอีกประมาณร้อยละ 0.6 จุด จากประมาณการพื้นฐานที่ร้อยละ 2.3 โดยความไม่แน่นอนดังกล่าว ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งที่จะส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงกำลังการผลิตของประเทศผู้ส่งออกพลังงาน

    ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ของ Rabobank ระบุว่า ผลกระทบจากราคาพลังงานจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้างในลักษณะลูกโซ่ โดยเริ่มจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนจะส่งผลต่อสินค้าและบริการที่ใช้พลังงานสูง เช่น การเดินทางและการท่องเที่ยว จากนั้นจะขยายไปยังภาคอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะส่งผ่านไปยังภาคบริการ เช่น ร้านทำผมและช่างซ่อมรถยนต์ ทั้งนี้ คาดว่าระดับราคาสินค้าอาจปรับตัวสูงสุดภายในระยะเวลาประมาณ 21 เดือนข้างหน้า

    นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่แรงงานจะเรียกร้องการปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อชดเชยผลกระทบจากเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในที่สุด ขณะที่ International Energy Agency (IEA) ได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนลดการใช้พลังงานเพื่อลดแรงกดดันด้านราคาของสินค้าและบริการ

    ในด้านกำลังซื้อ แม้ว่าปี 2569 คาดว่ากำลังซื้อของภาคครัวเรือนเนเธอร์แลนด์จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.4 แต่แรงกดดันจากราคาพลังงาน ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อาจทำให้กำลังซื้อที่แท้จริงไม่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มชะลอตัวลง

    ด้านตลาดแรงงาน อัตราการว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 4.1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ ปี โดยมีผู้ว่างงานจำนวน 416,000 คน และเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละประมาณ 3,000 คนในช่วง เดือนที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้ได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานอยู่ที่ 205,500 ราย ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยสถานการณ์มีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค 

    ในภาพรวม เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ยังคงมีแนวโน้มขยายตัว และคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 1.2-1.4 ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์พลังงานโลก ขณะเดียวกัน ฐานะการคลังของภาครัฐมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จากการใช้จ่ายด้านสภาพแวดล้อม กลาโหม และสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลงบประมาณเกินร้อยละ 3 ของ GDP ตามกรอบของสหภาพยุโรปในระยะยาว

    บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.

    จากสถานการณ์ปัจจุบันของเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์เห็นได้ว่า แรงกดดันจากราคาพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้บริโภค แต่กำลังส่งผ่านไปสู่ระดับราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ท่ามกลางภาวะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคชาวดัตช์อ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของเนเธอร์แลนด์ในเดือนมีนาคม 2569 ลดลงมาอยู่ที่ –30 จาก –24 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบเกือบ ปี ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนในเดือนมกราคม 2569 ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน และการใช้จ่ายสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ เครื่องเรือน และเสื้อผ้า ลดลงร้อยละ 1.4 สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    แม้ว่าเนเธอร์แลนด์ยังคงเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยในยุโรปและเป็นประตูหลักสู่ตลาดสหภาพยุโรป แต่ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง แนวโน้มความต้องการสินค้าจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยสินค้าไทยที่เป็นสินค้าจำเป็นหรือสินค้าที่ตอบโจทย์ “ความคุ้มค่า” มีแนวโน้มสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ดีกว่า โดยเฉพาะสินค้าอาหาร วัตถุดิบประกอบอาหาร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับราคาที่เข้าถึงได้ เนื่องจากแม้ครัวเรือนชาวดัตช์จะชะลอการใช้จ่าย แต่การบริโภคพื้นฐานยังคงมีความจำเป็น ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติเนเธอร์แลนด์ระบุว่า การใช้จ่ายด้านอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบในเดือนมกราคม 2569 ยังคงเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 สะท้อนความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าจำเป็น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา การมุ่งเน้นสินค้าที่มีความคุ้มค่า การบริหารจัดการต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก

    มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ngxai90f7x1hxm6i9z456tke&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EbLf-D41mwDHpY74jtVsn

  • บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

    บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

    บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

    บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

    โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หรือ “อนุทิน 2” ซึ่งมีความคืบหน้าใกล้ครบ 36 ตำแหน่ง และคาดว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในวันที่ 27 มีนาคม ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาช่วง 7–9 เมษายนนี้

    นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (MAI) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในภาพรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่จะมาดูแลด้านเศรษฐกิจที่ปรากฏออกมา สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะบุคคลที่มีประสบการณ์และเคยมีผลงานเชิงประจักษ์

    ทั้งนี้ หากพิจารณาจากรายชื่อที่ถูกพูดถึง อาทิ กลุ่มผู้บริหารเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์อย่าง ดร.เอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี  สุธรรมพันธุ์  เพียงแค่ปรากฏชื่อก็สะท้อนถึงความคาดหวังด้านเสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบาย โดยเมื่อย้อนกลับไปในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า เศรษฐกิจไทยเคยถูกประเมินว่าจะหดตัวถึง 0.3% แต่สามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้ 2.4% ในช่วงปลายปี ถือเป็นผลงานที่ช่วยพยุงความเชื่อมั่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับจุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่โครงสร้างทางการเมืองที่มีพรรคหลักเพียง 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีแนวโน้มคล่องตัวมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่ต้องบริหารสมดุลพรรคร่วมหลายฝ่าย ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลักมีโอกาสเกิดเอกภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญที่มีการกระจายตัวอยู่ในพรรคหลักเดียวกัน

    สำหรับรายบุคคลใน ครม.เศรษฐกิจ นายอภิชิตมองว่า หลายคนมีผลงานที่เป็นรูปธรรมและเป็นที่ยอมรับในภาคเอกชน เช่น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีบทบาทในกระทรวงอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้ ถือเป็นผู้บริหารที่ทำงานเชิงรุกและลงลึกในรายละเอียด สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ในระดับหนึ่ง แม้การขยับไปดูแลกระทรวงพลังงานจะเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น แต่เชื่อว่าจากประสบการณ์เดิมจะช่วยให้สามารถปรับตัวและขับเคลื่อนงานได้

    ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา ซึ่งมีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายอภิชิตเห็นว่า เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์หลากหลาย ทั้งในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีกทั้งมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศที่โดดเด่น โดยเฉพาะการสื่อสารนโยบายและการนำเสนอในเวทีโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล

    ส่วนภาพรวม ครม.เศรษฐกิจอื่นๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์ คมนาคม แรงงาน และการท่องเที่ยว นายอภิชิตมองว่า หากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ และมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยสร้างแรงส่งต่อเศรษฐกิจในช่วงที่ยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก

    อภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    “สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือการทำงานแบบมีระบบติดตามผลที่ชัดเจน เช่น การตั้ง Dashboard รายงานความคืบหน้าแบบเรียลไทม์ในทุกกระทรวง เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ประกาศออกมาถูกนำไปปฏิบัติจริงมากน้อยแค่ไหน และเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการสะท้อนข้อมูล จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น” นายอภิชิต กล่าว

    อย่างไรก็ตาม วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการ คือ ปัญหาต้นทุนพลังงาน ที่ยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อภาคการผลิต แม้ประเทศไทยจะเคยเผชิญราคาน้ำมันดีเซลระดับสูงถึง 50 บาทต่อลิตรมาแล้ว แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของการขาดแคลนน้ำมันในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ยังคงยืดเยื้อ

    นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และฉลาก ซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหาร แม้ไทยจะมีฐานการผลิตอาหารภายในประเทศ แต่ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าบางส่วนจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน การปิดตัวของโรงงานโอเลฟินส์บางแห่ง ส่งผลให้กำลังการผลิตหายไปประมาณ 15% จำเป็นต้องหาแหล่งทดแทนอย่างเร่งด่วน

    อีกประเด็นสำคัญคือค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสร้างภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ โดยภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในเส้นทางที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโดยตรง

    นายอภิชิตย้ำว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูลและทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด แต่หัวใจสำคัญคือรัฐบาลต้องสร้าง “เอกภาพและเสถียรภาพ” ในการบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเกิดขึ้นได้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/654869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw013pIcBV3ojnv_o1EtnL23