Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ” เดินหน้ายกระดับโภชนาการโรงเรียนไทยทุ่มงบ 41.45 ล้านบาท ขยายโครงการโรงอาหาร 183 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศภายใต้โครงการ ‘โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ’ หนุนรากฐานสุขภาวะเด็กไทยที่มีคุณภาพ

    “มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ” เดินหน้ายกระดับโภชนาการโรงเรียนไทยทุ่มงบ 41.45 ล้านบาท ขยายโครงการโรงอาหาร 183 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศภายใต้โครงการ ‘โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ’ หนุนรากฐานสุขภาวะเด็กไทยที่มีคุณภาพ

    Logo

    Loading

    Header หน้าใน - ข่าวประชาสัมพันธ์

    1. หน้าหลัก
    2. ข่าวประชาสัมพันธ์
    3. “มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ” เดินหน้ายกระดับโภชนาการโรงเรียนไทยทุ่มงบ 41.45 ล้านบาท ขยายโครงการโรงอาหาร 183 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศภายใต้โครงการ ‘โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ’ หนุนรากฐานสุขภาวะเด็กไทยที่มีคุณภาพ

    “มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ” เดินหน้ายกระดับโภชนาการโรงเรียนไทยทุ่มงบ 41.45 ล้านบาท ขยายโครงการโรงอาหาร 183 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศภายใต้โครงการ ‘โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ’ หนุนรากฐานสุขภาวะเด็กไทยที่มีคุณภาพ


    25/03/2569 | 9

    มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะลงนาม MOU ร่วมกับ สพฐ. สนับสนุนงบประมาณกว่า 41.45 ล้านบาท เพื่อสานต่อโครงการพัฒนาคุณภาพโภชนาการเด็กไทย


    image รูปภาพ

    image


    ข่าวประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/488381&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qpI0vLEPr5PI8ovUrb0kS

  • Deloitte เผยผลการศึกษา ชี้แนวทางยกระดับอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ของไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Deloitte เผยผลการศึกษา ชี้แนวทางยกระดับอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ของไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ดีลอยท์ เผยผลการศึกษาล่าสุด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ชี้ให้เห็นปัญหาและแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่อุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยกำลังเผชิญอยู่พร้อมเสนอแผนเชิงกลยุทธ์ (Roadmap) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจ ผ่านการควบรวมกิจการ การปรับปรุงกฎระเบียบ และการพัฒนาระบบนิเวศของตลาดทุนในภาพรวม

    รายงาน “A Study of the Brokerage Business in Thailand” ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง อัตรากำไรที่หดตัว ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมของตลาดทุนไทยยังได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนแอ จำนวนบริษัทคุณภาพที่เข้าจดทะเบียนใหม่ในตลาดที่ยังจำกัด รวมถึงระบบนิเวศของเงินทุนเอกชนที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่

    การศึกษาครั้งนี้ อ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจเชิงปริมาณ การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม และการเปรียบเทียบกับตลาดทุนในภูมิภาค เพื่อประเมินความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม และระบุโอกาสในการสร้างระบบนิเวศตลาดทุนที่มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น

    ประเด็นสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ไทย ได้แก่

    • อุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง– ธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยเผชิญความท้าทายจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง อัตรากำไรที่หดตัว ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์จำนวนมากยังมีขนาดธุรกิจค่อนข้างเล็ก ทำให้มีข้อจำกัดในการลงทุนด้านเทคโนโลยี บุคลากร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เมื่อเทียบกับบริษัทหลักทรัพย์ในตลาดที่มีการพัฒนาแล้ว
    • การควบรวมกิจการเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม– การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) สามารถช่วยลดความกระจัดกระจายของอุตสาหกรรม เสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเอื้อให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดจำนวนโบรกเกอร์ แต่คือการสร้างบริษัทหลักทรัพย์ที่มีความแข็งแกร่งและมีคุณภาพมากขึ้น
    • การปฏิรูปตลาดทุนต้องดำเนินควบคู่ในระดับระบบนิเวศ– การปรับโครงสร้างธุรกิจหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการฟื้นฟูตลาดทุน จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน การพัฒนาระบบนิเวศของเงินทุนเอกชน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของตลาด และการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักลงทุน

    “ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง อัตรากำไรที่หดตัว และจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ที่มีมาก โดยเฉพาะผู้เล่นรายเล็กที่ยังขาดขนาดหรือทรัพยากรในการลงทุนด้านเทคโนโลยีและบุคลากรให้ทันกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน เรากำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม และจำเป็นต้องกำหนดทิศทางอนาคตอย่างรอบคอบ งานวิจัยฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศในการนำทางการตัดสินใจดังกล่าว” นายบุญสม จารุศิริธรางกูร พาร์ทเนอร์บริการด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยง และธุรกรรมรายการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าว

    รายงานนี้ยังเน้นย้ำว่า การควบรวมกิจการควรเกิดขึ้นภายใต้กรอบที่มีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ใช่การบังคับ โดยกฎระเบียบควรเอื้อต่อการสร้างขนาดธุรกิจที่เหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายเล็ก ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และผู้ให้บริการดิจิทัลสามารถแข่งขันในตลาดเฉพาะกลุ่มได้

    “การควบรวมกิจการจะเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม ช่วยยกระดับประสิทธิภาพและเสริมสร้างศักยภาพของบริษัทหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดจำนวนผู้ประกอบการ แต่คือการสร้างผู้เล่นที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพมากขึ้น” ดร. เมธินี จงสฤษดิ์หวัง กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าว

    นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักทรพย์แล้ว รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการยกระดับระบบนิเวศตลาดทุนไทยในภาพรวม โดยการมีส่วนร่วมของนักลงทุนที่ลดลง ความเชื่อมั่นที่อ่อนตัว และจำนวนบริษัทจดทะเบียนใหม่ที่จำกัด ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการควบรวมตัวกลางเพียงอย่างเดียว

    เพื่อสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว การศึกษานี้เสนอ 6 แนวทางสำคัญ อาทิ การปรับกรอบกำกับดูแลสู่แนวทางที่ยึดหลักการ (principles-based) มากขึ้น การพัฒนาระบบนิเวศ Private Equity และ Venture Capital การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาด การเสริมความเข้มแข็งด้านการคุ้มครองนักลงทุน และการส่งเสริมความรู้ทางการเงินในระดับประเทศ

    “อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงข้อจำกัด แต่ยังเป็นโอกาสในการปฏิรูปครั้งสำคัญในทุกมิติ ทั้งการควบรวมอุตสาหกรรม การพัฒนากฎระเบียบ และการยกระดับระบบนิเวศตลาดทุนโดยรวม หากทุกภาคส่วนสามารถขับเคลื่อนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตลาดทุนไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โปร่งใส และสามารถแข่งขันได้มากขึ้นในทศวรรษข้างหน้า” ดร.เมธินี กล่าว

    ดร. เมธินี กล่าวสรุปว่า หากสามารถดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้สำเร็จ ภายในปี 2573 ประเทศไทยจะมีระบบนิเวศโบรกเกอร์ที่มีขนาดเล็กลงแต่มีศักยภาพสูงขึ้น ทำงานอยู่ในตลาดทุนที่มีความลึกและได้รับความไว้วางใจมากขึ้น โดยมีทั้งผู้เล่นรายใหญ่และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สมดุล นักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นและบริษัทที่รอเข้าระดมทุน ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ตลาดทุนไทยช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ

    “รายงานวิจัยฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการวิเคราะห์ ‘สถานะปัจจุบัน’ ของตลาดทุนไทย แต่ยังมองไปข้างหน้าเพื่อออกแบบ ‘เส้นทางการเปลี่ยนผ่าน’ ของตลาดทุนไทยสู่ปี 2030 อย่างเป็นรูปธรรม” นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการ CMDF กล่าว

    “ข้อค้นพบสำคัญคือ การพัฒนาตลาดทุนไทยไม่สามารถพึ่งพาการควบรวมหรือการลดจำนวนผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างบูรณาการในหลายมิติ ทั้งการปรับบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล จากผู้กำกับดูแลเชิงขั้นตอน (procedural gatekeeper) ไปสู่ ‘ผู้เอื้อให้เกิดการพัฒนา’ (enabler of development) การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานร่วมของตลาด การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างระบบคุ้มครองผู้ลงทุน ตลอดจนการพัฒนาความรู้ทางการเงินของประชาชนอย่างเป็นระบบในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง”

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ลิงก์นี้: https://www.deloitte.com/southeast-asia/en/Industries/financial-services/perspectives/study-of-brokerage-business-th.html

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/25/628373/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11GpvH8kVwlTEuzb9TfiMy

  • สุดยอดน้ำใจ “คุณยายกัลยา” แฟนข่าวท็อปนิวส์ เดินทางมอบเงินกว่า 2 แสนบาท ผ่าน “มูลนิธิยังมีเรา” สนับสนุนโครงการ “สานฝันการศึกษา” | TOPNEWS

    สุดยอดน้ำใจ “คุณยายกัลยา” แฟนข่าวท็อปนิวส์ เดินทางมอบเงินกว่า 2 แสนบาท ผ่าน “มูลนิธิยังมีเรา” สนับสนุนโครงการ “สานฝันการศึกษา” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/03/2026 13:04

    คุณยายกัลยา แฟนข่าวท็อปนิวส์ มอบเงิน 260,000 บาท ผ่านมูลนิธิยังมีเรา ถือโอกาสทำบุญวาระเดือนเกิด มอบทุนการศึกษาเยาวชน และกิจกรรมสาธารณะประโยชน์

    สุดยอดน้ำใจ “คุณยายกัลยา” แฟนข่าวท็อปนิวส์ เดินทางมอบเงินกว่า 2 แสนบาท ผ่าน “มูลนิธิยังมีเรา” สนับสนุนโครงการ “สานฝันการศึกษา” – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. คุณยายกัลยา พัฒนะเอนก วัย 89 ปี พร้อมครอบครัว ซึ่งเป็นแฟนข่าวท็อปนิวส์ตัวยง เดินทางจากบ้านพักใกล้กับห้างเซ็นทรัลบางนา มาบริจาคเงิน จำนวน 260,000 บาท ให้กับ มูลนิธิยังมีเรา ผ่านคุณธีระ ธัญไพบูลย์ ผู้ประกาศข่าวท็อปนิวส์ เพื่อส่งเสริมบุญกุศลในโอกาสเดือนมีนาคม เป็นเดือนเกิด โดยแบ่งจำนวนเงินตามวัตถุประสงค์ ดังนี้

    1. มอบเป็นทุนการศึกษา โครงการ สานฝันการศึกษา 2569
    – ทุนละ 10,000 บาท จำนวน 10 ทุน
    – ทุนละ 6,000 บาท จำนวน 10 ทุน
    2. มอบเพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆของทางมูลนิธิยังมีเรา เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท
    รวมบริจาคเป็นจำนวนทั้งสิ้น 260,000 บาท

    ทางมูลนิธิยังมีเรา สถานีข่าวท็อปนิวส์ขออำนวยพรบุญกุศลจากการบริจาคสนับสนุนด้านการศึกษาของเยาวชนในครั้งนี้ ส่งผลบุญให้คุณยายกัลยา พัฒนะเอนก ได้มีสุขภาพแข็งแรง ครอบครัวเจริญรุ่งเรืองต่อไป

    002

    “GULF” ผนึก “AGIBOT” ร่วมมือศึกษาการประยุกต์ใช้ Embodied AI ในภาคธุรกิจไทย

    เทศบาลเมืองปากพนังจัดพิธีมอบวุฒิบัตรนักเรียน 3 ระดับชั้น ประจำปีการศึกษา 2568

    สทนช. เร่งบิ๊กโปรเจกต์ “คลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” ตั้งเป้าเริ่มสร้างปี 70 แก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

    “นันทิวัฒน์” ซัดสหรัฐ แฉแผนลวงโลก “ทรัมป์” คุยทิพย์ อ้างเจรจา “อิหร่าน” เจตนาปั่นราคาพลังงาน “นันทิวัฒน์” ซัดสหรัฐ แฉแผนลวงโลก “ทรัมป์” คุยทิพย์ อ้างเจรจา “อิหร่าน” เจตนาปั่นราคาพลังงาน

    ผู้ว่าฯ อุตรดิตถ์ คิกออฟกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน การันตีคุณภาพลับแลไร้หนอน

    บช.ทท.บุกทลายบ้านหรูพัทยา รวบ 43 ชาวอินเดีย เปิดเว็บพนัน เงินหมุนเวียน 1.6 พันล้านต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1526925&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Vkvr1UyokjSTMEC3c-t23

  • เริ่มแล้ว!!! อวดเมือง 2569 ชูแนวคิด อวดอนาคต: โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ปลุกพลังเมือง เดินเครื่องอวดเมืองนำร่อง

    เริ่มแล้ว!!! อวดเมือง 2569 ชูแนวคิด อวดอนาคต: โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ปลุกพลังเมือง เดินเครื่องอวดเมืองนำร่อง

    เริ่มแล้ว!!! อวดเมือง 2569 ชูแนวคิด อวดอนาคต: โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ปลุกพลังเมือง เดินเครื่องอวดเมืองนำร่อง


    25/03/2569 | 87

    สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ประกาศเดินหน้า                     “อวดเมือง 2569” อย่างยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด “อวดอนาคต: โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ปลุกพลังเมือง เดินเครื่องอวดเมือง            นำร่อง” เพื่อยกระดับงานเทศกาลให้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างยั่งยืน สร้างจุดขายที่แข็งแรงให้กับเมืองเพื่อดึงเอกลักษณ์ที่ชัดเจน โดยมุ่งเป้าให้เป็นการสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่คนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ที่สามารถเชื่อมกลับสู่แนวคิดหลัก “น่าลงทุน น่าเที่ยว น่าอยู่” เพื่อกระตุ้นการลงทุน การท่องเที่ยว และดึงดูดประชากรกลับสู่เมือง

    หลังประสบความสำเร็จจากโครงการ “อวดเมือง 2568 The Pitching” เมื่อปีที่แล้ว ในการเฟ้นหาเมืองนำร่อง  2 จังหวัดได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา และศรีสะเกษ ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพในการพัฒนา และยกระดับงานเทศกาลของจังหวัดให้กลายเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ของจังหวัดได้

    ในปี 2569 โครงการอวดเมืองพร้อมต่อยอด บ่มเพาะ และสนับสนุนสองจังหวัดให้ประสบความสำเร็จในการทำให้การจัดเทศกาลกลายเป็น โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ของเมืองที่ดึงดูดการค้าการลงทุน พร้อมจะ ปลุกพลังเมือง ด้วยการใช้เทศกาลเป็นแพลตฟอร์มให้คนทั้งเมืองจากทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลใหญ่ เพื่อชู       อัตลักษณ์เมือง สร้างนิเวศเศรษฐกิจของจังหวัด ไม่เพียงเท่านี้ยัง เดินเครื่องอวดเมืองนำร่อง เตรียมสนับสนุนการจัด           K-BATTLE International Street Culture Festival 2026 จากจังหวัดนครราชสีมา และ Sound of Sisaket 2026 : The World Music Destination จากจังหวัดศรีสะเกษ ที่จะกลายเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งเมือง และยังจะทำให้เมืองมีความน่าสนใจ ทั้งในแง่การลงทุน การท่องเที่ยว และบรรยากาศที่น่าอยู่ 

    โครงการ “อวดเมือง 2569” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสให้เมืองในการทำ City Branding โดยการใช้งานเทศกาลเป็นเครื่องมือ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนา City Branded Festival ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของเมือง เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเป้าหมาย และสามารถต่อยอดเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยกิจกรรมภายใต้โครงการอวดเมือง 2569 จะมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ ผู้จัดงานเทศกาลในประเทศไทยได้พัฒนางานให้ได้ระดับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งส่งเสริม สร้างแรงกระตุ้น เพิ่มแรงดึงดูดไปยังกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้สามารถดึงดูดการลงทุนได้อย่างยั่งยืน และเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศไมซ์ (MICE Ecosystem) ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว  สร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายรายได้ไปยังท้องถิ่นและพื้นที่ทั่วประเทศ 
    #อวดเมือง2569 #น่าลงทุน #น่าเที่ยว #น่าอยู่ #TCEB

    ******************************************************************
    สื่อมวลชนสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด
    จุรีพร  ชัยสงคราม  (08-1309-6019), กรณิศา  วิริยะวัฒนะ (08-8142-2993), ธมนวร  สนธิ (062-649-9549) 
     


    image รูปภาพ

    image


    ข่าว_เริ่มแล้ว!!! อวดเมือง 2569.docx |


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/488390&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JSOMJemyIOBhX95jrS_IL

  • ผงะ! ประธานองค์กรต้านโกงเผยตัวเลขดูงานต่างประเทศย้อนหลัง 10 ปีผลาญงบกว่า 2,500 ล้าน

    ผงะ! ประธานองค์กรต้านโกงเผยตัวเลขดูงานต่างประเทศย้อนหลัง 10 ปีผลาญงบกว่า 2,500 ล้าน

    25 มี.ค.2569 – นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “หยุดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศที่แฝงท่องเที่ยว” ระบุว่า ทราบหรือไม่!! เมื่อค้นข้อมูลใน ACT Ai โดยพิมพ์คำว่า “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” จะพบว่าตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 หน่วยงานของรัฐจัดทริปดูงานต่างประเทศมากถึง 928 โครงการ หมดเงินไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 250 ล้านบาท (ช่วงปี 2563 – 2565 ไม่มีการเดินทางเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด) โดยพบว่าเคยมีโครงการที่ใช้งบสูงสุดถึง 20.8 ล้านบาทในการไปดูงานคณะเดียว

    จุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ญี่ปุ่น (ฮอกไกโด) เกาหลี ฯลฯ

    จากการสืบค้นยังพบว่า กิจกรรมประเภทนี้ถูกจัดโดยหน่วยงานของรัฐทุกประเภททั้งรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรม หน่วยราชการ ทหารตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ แต่ละแห่งใช้งบมากน้อยต่างกัน
    และอาจเป็นเพราะมีการ “ใช้ชื่อโครงการแตกต่างกัน” จึงทำให้ระบบตรวจไม่เจอโครงการทั้งหมด เช่น ศึกษาดูงาน การฝึกอบรมและดูงานนอกสถานที่ การพัฒนาศักยภาพ การเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ โครงการแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    ขอชื่นชมในความกล้าหาญ ยึดมั่นธรรมาภิบาลและแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ที่ประกาศยกเลิกทริปเดินทางไปดูงานแถบประเทศยุโรปของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ขณะนี้

    ขอสนับสนุนให้ศาลยุติธรรมได้ต่อยอดการตัดสินใจเฉพาะกิจครั้งนี้ ด้วยการทบทวนนโยบาย แนวปฏิบัติเรื่องการเดินทางดูงานหรือการประชุมให้เกิดความรัดกุม เคร่งครัด คำนึงถึงความคุ้มค่าเงินของประชาชน ยึดหลักธรรมมาภิบาลที่เข้มแข็ง อันจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ นำไปเป็นแนวปฏิบัติต่อไปได้
    ถือว่าเป็นการแสดงความเป็นผู้นำและแสดงบทบาทของศาลที่เป็นสถาบันที่พึ่งของประชาชนได้ในอีกมิติหนึ่ง
    ขอตั้งข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้ ..

    1. ประเด็นสำคัญที่ประชาชนคัดค้านไม่ได้อยู่ที่ “การเดินทางในช่วงนี้” แต่เป็นเรื่องความไม่เหมาะของ “เนื้อหาในการไปดูงานแบบนี้” ต่างหาก เพราะหัวข้อหลักของการไปดูงานตลอดโปรแกรมนี้คือไป “ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” ของเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนจนคนธรรมดาก็พิพากษาได้ว่าไปทำไม

    ดังนั้นในการศึกษาดูงานต่างประเทศของหน่วยงานใดก็ตาม หากตลอดการเดินทางมีการไปดูงานแบบมีเนื้อหาสาระที่จะเป็นประโยชน์จริงๆ เป็นหลักก่อน แล้ววันหยุดจะไปท่องเที่ยวบ้าง เช่นนี้ก็คงยอมรับกันได้

    2. เสียงทักท้วงเรื่องการจัดทริปดูงานต่างประเทศ “มีมาหลายปีแล้ว” ทำอย่างไรว่าจะมั่นใจได้ว่า เหตุการณ์เยี่ยงนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป…ใครคือผู้รับผิดชอบ

    3. การเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศคือเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาดูงานที่แฝงการท่องเที่ยว คือ “คอร์รัปชัน” จากการใช้เงินและเวลาของหลวงไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น ทั้งเป็นการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมที่ว่า

    “ต้องถือประโยชน์ของบ้านเมืองเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน” การจัดทริปอย่างต่อเนื่องของทุกหน่วยงาน กำลังสะท้อนสำนึกเก่าที่มองว่าเป็น “สวัสดิการ” หรือ “รางวัล” อย่างเห็นแก่ตัว รังแต่จะถูกต่อต้านจากสังคม

    4. มีวิธีที่ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าได้ด้วยทางเลือกอื่น เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญให้เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดประชุมออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในระยะยาว ส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจำนวนหนึ่งเดินทางไปศึกษางานแล้วกลับมาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน เป็นต้น

    บทสรุป…

    ข้อมูลทริปของศาลฎีกาที่เป็นข่าวออกมาสู่สาธารณะครั้งนี้ คงไม่ใช่เอกสารที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมาเอง แต่เป็นผลงานของ Active Citizen ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เขาเห็นเหตุการณ์แล้วทนไม่ได้ ดังนั้นเสาหลักของประเทศทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ควรจะทำอะไรโดยคำนึงถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ดีที่เหมาะให้กับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการใช้ “เงินของแผ่นดิน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/968972/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wE7e-tM3Gx-7Qf4sivfAz

  • เกิดมาจน = แพ้ตั้งแต่ต้น? ‘เด็กไทยยากจน’ เข้าถึงการศึกษา น้อยกว่า ‘เด็กมีฐานะ’ 11 เท่า

    เกิดมาจน = แพ้ตั้งแต่ต้น? ‘เด็กไทยยากจน’ เข้าถึงการศึกษา น้อยกว่า ‘เด็กมีฐานะ’ 11 เท่า

    ประเทศไทย นอกจากจะมีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนานแล้ว เรายังมี ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ที่ฝังรากลึกมานานนับทศวรรษด้วย

    education

    จากฐานข้อมูลของ ‘World Inequality Database’ ตลอดปี 2011-2023 พบว่า ประเทศไทยมีระดับความเหลื่อมล้ำอยู่ในเกณฑ์สูง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีบริบททางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกัน

    World Inequality Database นำรายได้ของประชากรที่มีรายได้สูงที่สุดร้อยละ 10 (Top 10) มาเทียบกับกลุ่มที่มีรายได้ต่ำที่สุดร้อยละ 50 (Bottom 50) ของประเทศ ซึ่งผลออกมาว่า ไทยมีอัตราส่วนอยู่ที่ 4.41 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน (4.19 เท่า) เสียอีก

    หากมาเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างนอร์เวย์และสวีเดนที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลก ก็ยิ่งเห็นถึงความแตกต่างได้ชัด เพราะทั้งสองประเทศมีอัตราส่วนรายได้ของ Top 10 ต่อ Bottom 50 เฉลี่ยเพียง 1.22 เท่าเท่านั้น

    รายจ่ายเกินครึ่งของคนยากจนคือค่าปัจจัยพื้นฐาน ส่วนคนรวยใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับเรื่องอื่น

    ‘สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ หรือ ‘สภาพัฒน์’ เผยว่า ในปี 2024 ประชากรไทยกลุ่มที่มี ‘รายจ่ายต่ำ’ มีค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังเน้นไปที่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นหลัก โดยรายจ่ายมากกว่าครึ่งของกลุ่ม 20% ล่าง ถูกใช้ไปกับอาหารและเครื่องดื่ม

    กลับกัน สภาพัฒน์พบว่า กลุ่มประชากร ‘รายจ่ายสูงสุด 10% แรก’ มักใช้จ่ายไปกับสินค้าหรือบริการที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น ยานพาหนะ เทคโนโลยีการสื่อสาร การท่องเที่ยว บริการสุขภาพเอกชน และการศึกษาขั้นสูง

    จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของกลุ่มประชากรรายจ่ายสูงล้วนเป็นเงินที่เสียไปเพื่อแลกกับ ‘คุณภาพชีวิต’ ที่ดี ขณะที่ประชากรรายจ่ายต่ำสามารถใช้จ่ายแค่กับปัจจัยพื้นฐานในชีวิตเท่านั้น 

    เมื่อรายได้ต่ำ รายจ่ายก็ย่อมต่ำไปด้วย และในเมื่อคนเราต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐานเพื่อความอยู่รอด สิ่งที่ยกระดับคุณภาพชีวิตในแง่อื่นๆ อย่างการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ บริการสาธารณสุขที่ทันท่วงที หรือโอกาสทางการศึกษาจึงยังเป็นข้อจำกัดของกลุ่มคนยากจน

    เด็กบ้านรวยจ่ายเงินเพื่อการศึกษาสูงกว่าเด็กรายได้ต่ำเกิน 8 เท่า

    อย่างไรก็ตาม ข่าวดีในปี 2024 คือภาพรวมอัตราการเข้าเรียนของเด็กทุกกลุ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างกลุ่มที่มี ‘เศรษฐฐานะ’ (สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม) สูงสุดกับต่ำสุดในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษายังอยู่ที่ราวๆ 11.08 เท่า

    นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา สภาพัฒน์ก็เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะกลุ่มครัวเรือนเศรษฐฐานะสูงสุดมีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานเฉลี่ย 55,858 บาทต่อคน ขณะที่กลุ่มครัวเรือนเศรษฐฐานะต่ำสุดมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 6,846 บาทต่อคน ต่างกันมากถึง 8.16 เท่า

    ด้วยเหตุนี้ เด็กที่มาจากเศรษฐฐานะต่ำจึงมีข้อจำกัดด้านการศึกษามากมาย เช่น การเลือกสถานศึกษา และการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมศักยภาพ ซึ่งแม้รัฐบาลจะมีโครงการเรียนฟรีสนับสนุน แต่ก็ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่ช่วยยกระดับความสามารถเยาวชนเลย

    กลับกัน เด็กที่มาจากเศรษฐฐานะสูงมีโอกาสเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง ทรัพยากรการศึกษาที่มีคุณภาพ และกิจกรรมเสริมสร้างทักษะอย่างหลากหลายมากกว่า ส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถไปต่อยอดสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นอีกได้

    สภาพัฒน์มองว่า ช่องว่างนี้ยังอยู่ในระดับที่สูงและน่าเป็นห่วง ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพของเด็กๆ ในระยะยาว ทั้งในแง่การพัฒนาตนเอง การเข้าสู่ตลาดแรงงาน ไปจนถึงความสามารถในการสร้างรายได้ ทำให้สุดท้ายก็ต้องวนลูปความเหลื่อมล้ำจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆ

    ที่สำคัญ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยเท่านั้น เพราะหากพิจารณาแง่มุมอื่นๆ เช่น การเข้าถึงบริการสาธารณสุข สวัสดิการ และโครงสร้างพื้นฐาน สภาพัฒน์เองก็ยังเห็นความแตกต่างระหว่างชนชั้นอยู่มาก

    ดังนั้น มันถึงเวลาแล้วไหมที่รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนจะเข้ามาช่วยผลักดันแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทย ให้เด็กๆ ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีฐานะมั่นคง พร้อมเลี้ยงชีพตนเองได้

    หรือสุดท้าย ประเทศไทยก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรความเหลื่อมล้ำแบบนี้ต่อไป?

    ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-education-inequality/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YwV7DGe6odXWvlKZS3q37

  • จังหวัดราชบุรีจัดประกวด

    จังหวัดราชบุรีจัดประกวด

    จังหวัดราชบุรีจัดประกวด “ธิดาเมืองโอ่ง 2569” ชูเอกลักษณ์ผ้าไทยและผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม มุ่งกระตุ้นการท่องเที่ยว


    25/03/2569 | 7 |

    จังหวัดราชบุรีจัดประกวด “ธิดาเมืองโอ่ง 2569” ชูเอกลักษณ์ผ้าไทยและผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม มุ่งกระตุ้นการท่องเที่ยว

    วันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ เวทีกลาง บริเวณหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี นางสาวปิยะฉัตร ไพชนม์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประกวดธิดาเมืองโอ่ง ประจำปี 2569 ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงาน “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และงานกาชาด ประจำปี 2569”

    การประกวดในครั้งนี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรีได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรี ซึ่งงานเทศกาลหลักนั้นมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-29 มีนาคม 2569 ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดราชบุรีและบริเวณโดยรอบ

    ไฮไลต์ของการประกวดในการประกวดครั้งนี้ ผู้เข้าประกวดได้ร่วมกันนำเสนอความงดงามผ่าน ชุดผ้าไทยร่วมสมัย จำนวน 1 ชุด สำหรับใช้ร่วมกิจกรรมตลอดการประกวด โดยเป็นชุดที่ประดิษฐ์และตัดเย็บขึ้นด้วยผ้าไทยหรือผ้าพื้นถิ่นในจังหวัดราชบุรี ทั้งนี้ การประชันความงามและความสามารถถูกแบ่งออกเป็น 3 รอบสำคัญ ได้แก่:รอบที่ 1 รอบแนะนำตัว: ผู้เข้าประกวดทุกคนเดินบนเวทีเพื่อแนะนำตัวทีละหมายเลข ภายในเวลา 1นาที รอบที่ 2 รอบการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม: ผู้เข้าประกวดแต่ละคนมีเวลา 3 นาที ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม รอบที่ 3 รอบสัมภาษณ์และตอบคำถาม: ผู้ที่ผ่านเข้ารอบจะได้เดินโชว์ตัวบนเวที และทำการเลือกคำถามจากพิธีกรเพื่อตอบคำถามแสดงทัศนคติ

    ผลรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับผู้ที่ได้รับตำแหน่งและรางวัลต่างๆ จากเวทีการประกวดธิดาเมืองโอ่ง ประจำปี 2569 ประกอบไปด้วย:รางวัลธิดาเมืองโอ่ง: รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ และสายสะพาย ได้แก่ หมายเลข ๓ นางสาวธนนันท์ ธวิทย์ชัยพร รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 1: รับเงินรางวัล 7,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ และสายสะพาย ได้แก่หมายเลข 9 นางสาวศิริรัตน์ บุณฮู้ รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2: รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ และสายสะพาย ได้แก่ หมายเลข 12 นางสาววรินทร แก้วคำ

    นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษอื่นๆ: ได้แก่ รางวัลผ้าไทยพื้นถิ่นร่วมสมัย, รางวัลทูตวัฒนธรรม และรางวัลขวัญใจมหาชน ได้แก่หมายเลข 3 นางสาวธนนันท์ ธวิทย์ชัยพร หมายเลข 12 นางสาววรินทร แก้วคำ และหมายเลข 5 นางสาวปริญวีณ์ วรรณโกมลศิลป์ ตามลำดับ ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมสายสะพายในทุกๆ รางวัล หลังจากนี้ สาวงามที่ได้รับรางวัลจะร่วมปฏิบัติภารกิจเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดราชบุรีต่อไป .


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/488280&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DvQGX_E60Q1aJvwiC5Lw9

  • ขอนแก่นวิกฤติหนัก! พิษ ‘น้ำมัน-สงคราม’ ท่องเที่ยวกร่อย ‘สงกรานต์’ ส่อเงียบเหงา | เดลินิวส์

    ขอนแก่นวิกฤติหนัก! พิษ ‘น้ำมัน-สงคราม’ ท่องเที่ยวกร่อย ‘สงกรานต์’ ส่อเงียบเหงา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 มี.ค. 69 น.ส.ณัฏฐิญา ตันทสุข นายกสมาคมท่องเที่ยวและไมซ์จังหวัดขอนแก่น และรักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำมันที่กำลังเกิดขึ้น ควบคู่กับความตึงเครียดจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมประชุมสัมมนาหรือไมซ์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านต้นทุนและความเชื่อมั่นของนักเดินทาง ซึ่งขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและไมซ์ได้รับผลกระทบในเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องชะลอการลงทุนหรือปรับลดขนาดงาน อย่างเช่นน้ำดื่มที่มีการปรับราคาขึ้นแพ็กละ 3-5 บาท โรงแรมก็ปรับตัวจากเดิมให้ 3-4 ขวดต่อห้องก็เหลือ 2 ขวดต่อห้อง การปิดแอร์ หรือปิดไฟ แบบกำหนดเวลา หรือการพิจารณาปรับลดกำลังพนักงานในรูปแบบเดิมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ขณะที่สถานการณ์สงครามยังซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดต่างชาติ

    “สมาคมท่องเที่ยวฯ ได้มุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดในประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมแนวคิด Low-Carbon Tourism & MICE และการยกระดับคุณค่าการท่องเที่ยวผ่านอัตลักษณ์และคุณภาพบริการ จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านนโยบายการเงินและการเพิ่มสภาพคล่อง ผ่านการสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) การผ่อนปรนเงื่อนไขทางการเงิน และการเสริมเงินทุนหมุนเวียน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาสภาพคล่องและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในช่วงวิกฤติ โดยเฉพาะประเด็นที่สำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รถเช่า ร้านอาหาร หรือสถานบริการต่างๆ ที่สถาบันการเงินจัดกลุ่มท่องเที่ยวเป็นกลุ่มซี จากภาวะความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากปลดล็อกตัวนี้ได้หรือการคลายล็อกเงื่อนไขในวงเงินสำรองหรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการกลุ่มนี้ก็จะสามารถที่จะพยุงไปได้แต่ตอนนี้ไม่มีเลย” น.ส.ณัฏฐิญา กล่าว

    น.ส.ณัฏฐิญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันรัฐต้องกำหนดมาตรการพยุงต้นทุนด้านพลังงาน และกระตุ้นการจัดกิจกรรมไมซ์ในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาการจ้างงานและเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยมาตรการต่างๆ ควรดำเนินการอย่างรวดเร็วและเข้าถึงผู้ประกอบการได้จริง เพราะหากไม่มีมาตรการด้านการเงินที่ทันท่วงที อาจกระทบต่อความสามารถในการดำรงธุรกิจและการแข่งขันในระยะยาว แต่เชื่อมั่นว่าหากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด จะสามารถประคับประคองและฟื้นฟูอุตสาหกรรมให้กลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคง

    น.ส.ณัฏฐิญา กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จากการประสานข้อมูลร่วมกับผู้ประกอบการโรงแรมต่างๆ พบว่ามีการเลื่อนและยกเลิกการจองที่พักไปแล้วล แบบดลงแบบครึ่งต่อครึ่ง หรือร้อยละ 50 รวมทั้งการจัดการประชุมสัมมนาหรืองานสังสรรค์ต่างๆ ก็ยกเลิกและเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าเป็นสถานการณ์ที่หนักกว่าโควิดที่ผ่านมาเพราะไม่สามารถที่จะประเมินเหตุการณ์ใดๆ ได้เลย และที่สำคัญเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง โรงแรมทุกแห่งล้วนถูกยกเลิกการจอง ซึ่งก็จะส่งผลต่อบรรยากาศที่เงียบเหงาจากการที่ทุกคนไม่กล้าเดินทางหรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันและมาก็อาจจะไม่มีที่เติมอีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5718907/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DvQV0umhXGIPLCOV9rFxQ

  • เที่ยวบินยกเลิก-ล่าช้าทะลุ 4 หมื่น จับตาสงกรานต์ไทยต่างชาติหด

    เที่ยวบินยกเลิก-ล่าช้าทะลุ 4 หมื่น จับตาสงกรานต์ไทยต่างชาติหด

    วิกฤตตะวันออกกลางป่วนการบินโลก เที่ยวบินยกเลิก-ล่าช้ามากกว่า 4 หมื่นเที่ยว ต้นทุนน้ำมันพุ่งกดดัน อุตสาหกรรม ค่าตั๋วขึ้น 70% ลามถึงไทย จับตาสงกรานต์ต่างชาติหด

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางบินที่เชื่อมผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญของโลก ส่งผลให้เที่ยวบินจำนวนมากต้องยกเลิกหรือเลื่อนออกไป ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงซ้ำเติมภาคธุรกิจการบินอย่างหนัก

    ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์วิจัยกสิกร ชี้ว่าในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 14 มีนาคม 2569 เที่ยวบินทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการยกเลิกและล่าช้าแล้วมากกว่า 40,000 เที่ยวบิน สะท้อนผลกระทบโดยตรงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการบินระหว่างประเทศ โดยมีเที่ยวบินที่เชื่อมต่อผ่านภูมิภาคนี้คิดเป็นประมาณ 8% ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั่วโลก ทำให้เมื่อเกิดความตึงเครียด ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบการเดินทางทางอากาศ

    นอกจากนี้ จำนวนเที่ยวบินในช่วงเวลาดังกล่าวลดลงจาก 564,779 เที่ยว เหลือ 524,779 เที่ยว สะท้อนการชะลอตัวของการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ 

    ขณะที่ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านสนามบินในตะวันออกกลางมีจำนวนเฉลี่ยสูงถึง 700,000 คนต่อวัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความแออัดและความล่าช้า

    สำหรับประเทศไทย ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 18 มีนาคม 2569 มีเที่ยวบินได้รับผลกระทบยกเลิกและล่าช้ารวมกว่า 1,000 เที่ยวบิน

    อีกหนึ่งปัจจัยกดดันสำคัญคือราคาน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569 ราคาปรับเพิ่มขึ้นกว่า 76% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้ต้นทุนการบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มดันราคาตั๋วโดยสารเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 70%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินในหลายมิติ ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กระแสเงินสดของสายการบินที่ตึงตัว และความต้องการเดินทางที่อาจชะลอลง

    ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเส้นทางบินที่ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง อาจทำให้ระยะเวลาการบินยาวนานขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวไทย อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งต้องพึ่งพาเส้นทางบินผ่านภูมิภาคดังกล่าว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากดีมานด์ที่ลดลงและต้นทุนที่พุ่งสูง พร้อมความไม่แน่นอนที่ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

    จับตาสงกรานต์ ต่างชาติหาย 

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้อัปเดทสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 22 มี.ค. 69 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 8,544,484  คน ลดลง 2.97 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 417,216 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 1,377,750 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 854,438 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย 668,479 คน
    • อันดับ 4  อินเดีย 566,337 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 391,040 คน

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 22 มี.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ทะลุ 8 ล้านคนแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมกว่า 8.5 ล้านคน

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจำนวนมากกว่า 15 % จากการออกเดินทางท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด (วันอีดิ้ลฟิตริ)

    โดยตลาดมาเลเซียขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอันดับที่ 1 ในสัปดาห์นี้ และเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 74 % จากสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 675,407 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 46,956 คน หรือ 7.47 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 96,487 คน

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ด้านปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O S2O Songkran Music Festival เคยกล่าวว่า งาน S2O จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 เมษายน ซึ่ง จำนวนผู้เข้าชมงาน S2O จะสะท้อนตามตัวเลขการท่องเที่ยวภาพรวมของประเทศไทย หากปีไหนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยน้อยลง (เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้) สัดส่วนชาวต่างชาติในงานก็จะลดลงตามไปด้วยจากเดิมกลุ่มคนจีน

    แม้จะมีสถานการณ์สงครามแต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและอินเดียในไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยมองว่าพวกเขาอาจจะเลือกมาเพื่อพักผ่อนหรือ “หลบ” จากความตึงเครียดในพื้นที่มาหาความสุขในงานเทศกาลแทน รวมถึงกลุ่ม อาเซียน (มาเลเซีย, เวียดนาม, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย) คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่เข้า S2O ที่เป็นกลุ่มตัดสินใจเร็ว (Short planning) บินมาเที่ยวได้ทันทีโดยไม่ต้องวางแผนนาน สอดคล้องกับอินไซต์ พฤติกรรมชอบตัดสินใจซื้อบัตรใกล้ช่วงวันงาน (Wait and see) มากกว่าการซื้อล่วงหน้านานๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739890&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qq3H-4ogZdkAaYQJnSNum

  • อุทัยธานีคึกคัก เปิดท่องเที่ยวทะเลน้ำจืด แห่งใหม่ ปชช.แห่เล่นน้ำคลายร้อน | เดลินิวส์

    อุทัยธานีคึกคัก เปิดท่องเที่ยวทะเลน้ำจืด แห่งใหม่ ปชช.แห่เล่นน้ำคลายร้อน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ จ.อุทัยธานี สภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเวลากลางวัน ทำให้ประชาชน  พาครอบครัวมาท่องเที่ยวที่อ่างเก็บน้ำหุบอีเก้ง (หรืออ่างหุบชฎา) ตั้งอยู่ที่ ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนแห่งใหม่ยอดนิยม ที่ได้รับการพัฒนาเป็น “ทะเลน้ำจืด” และกลายเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.อุทัยธานี ในช่วงแดดร่มลมตกหรือยามเย็น โดยมีประชาชนมาท่องเที่ยวสัมผัสกับบรรยากาศลงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานและนั่งรับกระแสลมเย็นที่พัดผ่านช่องเขามาอย่างต่อเนื่อง  บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักและมีร้านค้า ร้านอาหาร ผลิตภัณฑ์ชุมชน มาจำหน่ายกว่า 100 ร้าน แต่ละร้านขายดิบขายดี

    โดยประชาชนชนที่พาครอบครัวมาท่องเที่ยว บางรายนำวัตถุดิบมาประกอบอาหารกันอย่างมีความสุด โดยเฉพาะเมนู ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียวและผลไม้ ส่วนเด็กๆ จะพากันลงเล่นน้ำกันอย่างมีความสุข เด็กๆ บางคนขึ้นบนโขดหินแล้วตีลังกาลงน้ำ กันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางผู้ปกครองที่นั่งดูแลกันอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสลมเย็นที่พัดมาอย่างต่อเนื่อง สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง

    นายวันชนะ ภูมิเรศ อายุ 32 ปี นักท่องเที่ยว ชาว อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ เปิดเผยว่า พาครอบครัวมาท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการมาเป็นครั้งแรก ส่วนลูกๆ จะลงเล่นน้ำกัน สุดประทับใจมาก ลมเย็น มีลมพัดตลอด น้ำใสสะอาดและเย็น บรรยากาศดี เหมือนทะเล  ร้านค้าของกินเยอะ ห้องน้ำสะอาด

    ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งพาครอบครัวมาท่องเที่ยวเป็นครั้งแรกเช่นกัน เปิดเผยว่า มานั่งที่นี่เหมือนกับนั่งที่ชายทะเลหรือชายหาดเลย อากาศดี ลมเย็น มีคลื่นเล็กๆ น่าเที่ยวไม่ผิดชายทะเล อยากให้มาเที่ยวกัน ไม่ต้องเดินทางไปไกลที่ไหนเลย มาเที่ยวที่หุบอีเก้ง ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

    ด้านแม่ค้ารายหนึ่ง เปิดเผยว่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ทะเลอุทัยธานี เขื่อนหุบอีเก้ง มีสินค้าร้านอาหารมาร่วมจำหน่าย 100 กว่าร้านด้วยกัน หลัง 16.00 น.เป็นต้นไป บรรยากาศกำลังดี สามารถลงเล่นน้ำได้ สำหรับตนหากเป็นช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ จะขายได้ 4-5 พันบาทด้วยกันเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน ต้องขอบคุณเทศบาลตลุกดู่ ที่มาปรับปรุงพัฒนา  ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ สุดยอดนิยมในขณะนี้

    สำหรับอ่างเก็บน้ำหุบอีเก้ง แห่งนี้ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีเทือกเขาขนาดเล็กรายล้อมและเทือกเขาอยู่กลางอ่างเก็บน้ำ มีพื้นที่ 590 ไร่  ทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม มีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการก่อสร้าง ตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูหุบอีเก้ง พร้อมด้วยระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ มีความกว้าง 120 ม. ความยาว 770 เมตร  ปัจจุบันมีความจุ 2  ล้าน ลบ.ม. ก่อสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และ โดยได้มอบให้กับ ต.ตลกดู่ เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์และช่วยกันบำรุงรักษา

    นอกจากนี้นายวีรชน รัศมี นายกเทศบาล ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า  เทศบาลฯ ได้เข้าไปดำเนินการพัฒนาปรับปรุงอ่างเก็บน้ำหุบอีเก้ง เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ รวมทั้งให้ชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง ทำให้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก ได้รับการตอบรับที่ดี

    ทั้งนี้เทศบาลฯ ได้ดำเนินการพัฒนาไปแล้วบางส่วน ได้แก่ ห้องสุขาและไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ส่วนแผนที่จะดำเนินการต่อไปคือ

    1 โครงการก่อสร้างถนนลาดยาง ทางเข้าอ่างเก็บน้ำหุบอีเก้งโดยกรมทางหลวงชนบทอุทัยธานี ในปีงบประมาณ 2570-2571

    2 โครงการขยายอ่างเก็บน้ำหุบอีเก้ง เพิ่มจากเดิม 3,200,000 ลบ.ม.เพิ่มเป็น 5,000,000 ลบ.ม.โดยการก่อสร้างถนนรอบอ่าง พร้อมกระจายน้ำด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์  โดยกรมทรัพยากรน้ำที่ 2 สระบุรี ในปีงบประมาณ 2571

    3 โครงการปรับภูมิทัศน์ รอบอ่างน้ำหุบอีเก้ง  ดำเนินการก่อสร้างอาคารอำนวยการ ลานจอดรถ ห้องน้ำ สวนสาธารณและลานกิจกรรม พร้อมไฟส่งสว่าง โดยโยธาธิการและผังเมืองอุทัยธานี  ในปีงบประมาณ 2570-2571

    4 โครงการระบบประปาภูมิภาค ภายในเขตเทศบาลต.ตลุกดู่ โดยประปาภูมิภาค อุทัยธานี อยู่ระหว่างดำเนินการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5718604/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1twKKSftLZtFUmiWUEyHsY