Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ขอนแก่นวิกฤติหนัก! พิษ ‘น้ำมัน-สงคราม’ ท่องเที่ยวกร่อย ‘สงกรานต์’ ส่อเงียบเหงา | เดลินิวส์

    ขอนแก่นวิกฤติหนัก! พิษ ‘น้ำมัน-สงคราม’ ท่องเที่ยวกร่อย ‘สงกรานต์’ ส่อเงียบเหงา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 มี.ค. 69 น.ส.ณัฏฐิญา ตันทสุข นายกสมาคมท่องเที่ยวและไมซ์จังหวัดขอนแก่น และรักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำมันที่กำลังเกิดขึ้น ควบคู่กับความตึงเครียดจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมประชุมสัมมนาหรือไมซ์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านต้นทุนและความเชื่อมั่นของนักเดินทาง ซึ่งขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและไมซ์ได้รับผลกระทบในเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องชะลอการลงทุนหรือปรับลดขนาดงาน อย่างเช่นน้ำดื่มที่มีการปรับราคาขึ้นแพ็กละ 3-5 บาท โรงแรมก็ปรับตัวจากเดิมให้ 3-4 ขวดต่อห้องก็เหลือ 2 ขวดต่อห้อง การปิดแอร์ หรือปิดไฟ แบบกำหนดเวลา หรือการพิจารณาปรับลดกำลังพนักงานในรูปแบบเดิมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ขณะที่สถานการณ์สงครามยังซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดต่างชาติ

    “สมาคมท่องเที่ยวฯ ได้มุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดในประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมแนวคิด Low-Carbon Tourism & MICE และการยกระดับคุณค่าการท่องเที่ยวผ่านอัตลักษณ์และคุณภาพบริการ จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านนโยบายการเงินและการเพิ่มสภาพคล่อง ผ่านการสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) การผ่อนปรนเงื่อนไขทางการเงิน และการเสริมเงินทุนหมุนเวียน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาสภาพคล่องและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในช่วงวิกฤติ โดยเฉพาะประเด็นที่สำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รถเช่า ร้านอาหาร หรือสถานบริการต่างๆ ที่สถาบันการเงินจัดกลุ่มท่องเที่ยวเป็นกลุ่มซี จากภาวะความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากปลดล็อกตัวนี้ได้หรือการคลายล็อกเงื่อนไขในวงเงินสำรองหรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการกลุ่มนี้ก็จะสามารถที่จะพยุงไปได้แต่ตอนนี้ไม่มีเลย” น.ส.ณัฏฐิญา กล่าว

    น.ส.ณัฏฐิญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันรัฐต้องกำหนดมาตรการพยุงต้นทุนด้านพลังงาน และกระตุ้นการจัดกิจกรรมไมซ์ในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาการจ้างงานและเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยมาตรการต่างๆ ควรดำเนินการอย่างรวดเร็วและเข้าถึงผู้ประกอบการได้จริง เพราะหากไม่มีมาตรการด้านการเงินที่ทันท่วงที อาจกระทบต่อความสามารถในการดำรงธุรกิจและการแข่งขันในระยะยาว แต่เชื่อมั่นว่าหากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด จะสามารถประคับประคองและฟื้นฟูอุตสาหกรรมให้กลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคง

    น.ส.ณัฏฐิญา กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จากการประสานข้อมูลร่วมกับผู้ประกอบการโรงแรมต่างๆ พบว่ามีการเลื่อนและยกเลิกการจองที่พักไปแล้วล แบบดลงแบบครึ่งต่อครึ่ง หรือร้อยละ 50 รวมทั้งการจัดการประชุมสัมมนาหรืองานสังสรรค์ต่างๆ ก็ยกเลิกและเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าเป็นสถานการณ์ที่หนักกว่าโควิดที่ผ่านมาเพราะไม่สามารถที่จะประเมินเหตุการณ์ใดๆ ได้เลย และที่สำคัญเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง โรงแรมทุกแห่งล้วนถูกยกเลิกการจอง ซึ่งก็จะส่งผลต่อบรรยากาศที่เงียบเหงาจากการที่ทุกคนไม่กล้าเดินทางหรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันและมาก็อาจจะไม่มีที่เติมอีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5718907/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DvQV0umhXGIPLCOV9rFxQ

  • เที่ยวบินยกเลิก-ล่าช้าทะลุ 4 หมื่น จับตาสงกรานต์ไทยต่างชาติหด

    เที่ยวบินยกเลิก-ล่าช้าทะลุ 4 หมื่น จับตาสงกรานต์ไทยต่างชาติหด

    วิกฤตตะวันออกกลางป่วนการบินโลก เที่ยวบินยกเลิก-ล่าช้ามากกว่า 4 หมื่นเที่ยว ต้นทุนน้ำมันพุ่งกดดัน อุตสาหกรรม ค่าตั๋วขึ้น 70% ลามถึงไทย จับตาสงกรานต์ต่างชาติหด

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางบินที่เชื่อมผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญของโลก ส่งผลให้เที่ยวบินจำนวนมากต้องยกเลิกหรือเลื่อนออกไป ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงซ้ำเติมภาคธุรกิจการบินอย่างหนัก

    ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์วิจัยกสิกร ชี้ว่าในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 14 มีนาคม 2569 เที่ยวบินทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการยกเลิกและล่าช้าแล้วมากกว่า 40,000 เที่ยวบิน สะท้อนผลกระทบโดยตรงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการบินระหว่างประเทศ โดยมีเที่ยวบินที่เชื่อมต่อผ่านภูมิภาคนี้คิดเป็นประมาณ 8% ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั่วโลก ทำให้เมื่อเกิดความตึงเครียด ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบการเดินทางทางอากาศ

    นอกจากนี้ จำนวนเที่ยวบินในช่วงเวลาดังกล่าวลดลงจาก 564,779 เที่ยว เหลือ 524,779 เที่ยว สะท้อนการชะลอตัวของการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ 

    ขณะที่ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านสนามบินในตะวันออกกลางมีจำนวนเฉลี่ยสูงถึง 700,000 คนต่อวัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความแออัดและความล่าช้า

    สำหรับประเทศไทย ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 18 มีนาคม 2569 มีเที่ยวบินได้รับผลกระทบยกเลิกและล่าช้ารวมกว่า 1,000 เที่ยวบิน

    อีกหนึ่งปัจจัยกดดันสำคัญคือราคาน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569 ราคาปรับเพิ่มขึ้นกว่า 76% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้ต้นทุนการบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มดันราคาตั๋วโดยสารเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 70%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินในหลายมิติ ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กระแสเงินสดของสายการบินที่ตึงตัว และความต้องการเดินทางที่อาจชะลอลง

    ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเส้นทางบินที่ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง อาจทำให้ระยะเวลาการบินยาวนานขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวไทย อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งต้องพึ่งพาเส้นทางบินผ่านภูมิภาคดังกล่าว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากดีมานด์ที่ลดลงและต้นทุนที่พุ่งสูง พร้อมความไม่แน่นอนที่ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

    จับตาสงกรานต์ ต่างชาติหาย 

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้อัปเดทสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 22 มี.ค. 69 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 8,544,484  คน ลดลง 2.97 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 417,216 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 1,377,750 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 854,438 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย 668,479 คน
    • อันดับ 4  อินเดีย 566,337 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 391,040 คน

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 22 มี.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ทะลุ 8 ล้านคนแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมกว่า 8.5 ล้านคน

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจำนวนมากกว่า 15 % จากการออกเดินทางท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด (วันอีดิ้ลฟิตริ)

    โดยตลาดมาเลเซียขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอันดับที่ 1 ในสัปดาห์นี้ และเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 74 % จากสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 675,407 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 46,956 คน หรือ 7.47 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 96,487 คน

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ด้านปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O S2O Songkran Music Festival เคยกล่าวว่า งาน S2O จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 เมษายน ซึ่ง จำนวนผู้เข้าชมงาน S2O จะสะท้อนตามตัวเลขการท่องเที่ยวภาพรวมของประเทศไทย หากปีไหนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยน้อยลง (เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้) สัดส่วนชาวต่างชาติในงานก็จะลดลงตามไปด้วยจากเดิมกลุ่มคนจีน

    แม้จะมีสถานการณ์สงครามแต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและอินเดียในไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยมองว่าพวกเขาอาจจะเลือกมาเพื่อพักผ่อนหรือ “หลบ” จากความตึงเครียดในพื้นที่มาหาความสุขในงานเทศกาลแทน รวมถึงกลุ่ม อาเซียน (มาเลเซีย, เวียดนาม, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย) คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่เข้า S2O ที่เป็นกลุ่มตัดสินใจเร็ว (Short planning) บินมาเที่ยวได้ทันทีโดยไม่ต้องวางแผนนาน สอดคล้องกับอินไซต์ พฤติกรรมชอบตัดสินใจซื้อบัตรใกล้ช่วงวันงาน (Wait and see) มากกว่าการซื้อล่วงหน้านานๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739890&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qq3H-4ogZdkAaYQJnSNum

  • อุทัยธานีคึกคัก เปิดท่องเที่ยวทะเลน้ำจืด แห่งใหม่ ปชช.แห่เล่นน้ำคลายร้อน | เดลินิวส์

    อุทัยธานีคึกคัก เปิดท่องเที่ยวทะเลน้ำจืด แห่งใหม่ ปชช.แห่เล่นน้ำคลายร้อน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ จ.อุทัยธานี สภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเวลากลางวัน ทำให้ประชาชน  พาครอบครัวมาท่องเที่ยวที่อ่างเก็บน้ำหุบอีเก้ง (หรืออ่างหุบชฎา) ตั้งอยู่ที่ ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนแห่งใหม่ยอดนิยม ที่ได้รับการพัฒนาเป็น “ทะเลน้ำจืด” และกลายเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.อุทัยธานี ในช่วงแดดร่มลมตกหรือยามเย็น โดยมีประชาชนมาท่องเที่ยวสัมผัสกับบรรยากาศลงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานและนั่งรับกระแสลมเย็นที่พัดผ่านช่องเขามาอย่างต่อเนื่อง  บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักและมีร้านค้า ร้านอาหาร ผลิตภัณฑ์ชุมชน มาจำหน่ายกว่า 100 ร้าน แต่ละร้านขายดิบขายดี

    โดยประชาชนชนที่พาครอบครัวมาท่องเที่ยว บางรายนำวัตถุดิบมาประกอบอาหารกันอย่างมีความสุด โดยเฉพาะเมนู ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียวและผลไม้ ส่วนเด็กๆ จะพากันลงเล่นน้ำกันอย่างมีความสุข เด็กๆ บางคนขึ้นบนโขดหินแล้วตีลังกาลงน้ำ กันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางผู้ปกครองที่นั่งดูแลกันอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสลมเย็นที่พัดมาอย่างต่อเนื่อง สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง

    นายวันชนะ ภูมิเรศ อายุ 32 ปี นักท่องเที่ยว ชาว อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ เปิดเผยว่า พาครอบครัวมาท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการมาเป็นครั้งแรก ส่วนลูกๆ จะลงเล่นน้ำกัน สุดประทับใจมาก ลมเย็น มีลมพัดตลอด น้ำใสสะอาดและเย็น บรรยากาศดี เหมือนทะเล  ร้านค้าของกินเยอะ ห้องน้ำสะอาด

    ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งพาครอบครัวมาท่องเที่ยวเป็นครั้งแรกเช่นกัน เปิดเผยว่า มานั่งที่นี่เหมือนกับนั่งที่ชายทะเลหรือชายหาดเลย อากาศดี ลมเย็น มีคลื่นเล็กๆ น่าเที่ยวไม่ผิดชายทะเล อยากให้มาเที่ยวกัน ไม่ต้องเดินทางไปไกลที่ไหนเลย มาเที่ยวที่หุบอีเก้ง ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

    ด้านแม่ค้ารายหนึ่ง เปิดเผยว่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ทะเลอุทัยธานี เขื่อนหุบอีเก้ง มีสินค้าร้านอาหารมาร่วมจำหน่าย 100 กว่าร้านด้วยกัน หลัง 16.00 น.เป็นต้นไป บรรยากาศกำลังดี สามารถลงเล่นน้ำได้ สำหรับตนหากเป็นช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ จะขายได้ 4-5 พันบาทด้วยกันเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน ต้องขอบคุณเทศบาลตลุกดู่ ที่มาปรับปรุงพัฒนา  ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ สุดยอดนิยมในขณะนี้

    สำหรับอ่างเก็บน้ำหุบอีเก้ง แห่งนี้ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีเทือกเขาขนาดเล็กรายล้อมและเทือกเขาอยู่กลางอ่างเก็บน้ำ มีพื้นที่ 590 ไร่  ทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม มีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการก่อสร้าง ตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูหุบอีเก้ง พร้อมด้วยระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ มีความกว้าง 120 ม. ความยาว 770 เมตร  ปัจจุบันมีความจุ 2  ล้าน ลบ.ม. ก่อสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และ โดยได้มอบให้กับ ต.ตลกดู่ เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์และช่วยกันบำรุงรักษา

    นอกจากนี้นายวีรชน รัศมี นายกเทศบาล ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า  เทศบาลฯ ได้เข้าไปดำเนินการพัฒนาปรับปรุงอ่างเก็บน้ำหุบอีเก้ง เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ รวมทั้งให้ชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง ทำให้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก ได้รับการตอบรับที่ดี

    ทั้งนี้เทศบาลฯ ได้ดำเนินการพัฒนาไปแล้วบางส่วน ได้แก่ ห้องสุขาและไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ส่วนแผนที่จะดำเนินการต่อไปคือ

    1 โครงการก่อสร้างถนนลาดยาง ทางเข้าอ่างเก็บน้ำหุบอีเก้งโดยกรมทางหลวงชนบทอุทัยธานี ในปีงบประมาณ 2570-2571

    2 โครงการขยายอ่างเก็บน้ำหุบอีเก้ง เพิ่มจากเดิม 3,200,000 ลบ.ม.เพิ่มเป็น 5,000,000 ลบ.ม.โดยการก่อสร้างถนนรอบอ่าง พร้อมกระจายน้ำด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์  โดยกรมทรัพยากรน้ำที่ 2 สระบุรี ในปีงบประมาณ 2571

    3 โครงการปรับภูมิทัศน์ รอบอ่างน้ำหุบอีเก้ง  ดำเนินการก่อสร้างอาคารอำนวยการ ลานจอดรถ ห้องน้ำ สวนสาธารณและลานกิจกรรม พร้อมไฟส่งสว่าง โดยโยธาธิการและผังเมืองอุทัยธานี  ในปีงบประมาณ 2570-2571

    4 โครงการระบบประปาภูมิภาค ภายในเขตเทศบาลต.ตลุกดู่ โดยประปาภูมิภาค อุทัยธานี อยู่ระหว่างดำเนินการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5718604/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1twKKSftLZtFUmiWUEyHsY

  • ร่างแผน PDP2026 คาดใช้ไฟฟ้าพุ่ง 2 เท่า จาก EV-ดาต้าเซ็นเตอร์

    ร่างแผน PDP2026 คาดใช้ไฟฟ้าพุ่ง 2 เท่า จาก EV-ดาต้าเซ็นเตอร์

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39O9HOZ4J4f4wzD-lD6Z-Y

  • ‘จาตุรนต์’ ชง 4 ทางออกวิกฤติพลังงาน หวั่นลามกระทบ ‘เศรษฐกิจ’ | เดลินิวส์

    ‘จาตุรนต์’ ชง 4 ทางออกวิกฤติพลังงาน หวั่นลามกระทบ ‘เศรษฐกิจ’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จำนวน 6 ญัตติ จาก 6 พรรคการเมือง 

    โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า วันนี้สิ่งที่ประชาชนรับรู้คือ ปัญหาน้ำมันไม่ได้เป็นแค่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนไทย หากราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อ ไทยจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น รุนแรงขึ้นอีก เพราะต้นทุนจะไล่ขึ้นทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงาน ขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร ไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ปัญหาน้ำมันไม่ได้จบแค่ที่หน้าปั๊มหรือราคาขายปลีก แต่สามารถกดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบได้ด้วย หากวิกฤติพลังงานลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือเทศกาลสงกรานต์ ผลกระทบจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เพราะรายได้จากการเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภายในประเทศอาจหดตัวลงพร้อมกับต้นทุนการขนส่งที่พุ่งขึ้น เมื่อเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศลดลงในเวลาเดียวกับที่ต้นทุนสูงขึ้น ก็ยิ่งเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจโดยรวมทรุดหนักลงอีกชั้นหนึ่ง แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาได้บ้างในระยะสั้น แต่ก็ช่วยได้ไม่มากเมื่อเทียบกับวิกฤติใหญ่ที่กระทบทั้งระบบ อีกทั้งทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง

    นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การรับมือวิกฤติครั้งนี้จะหยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ประเทศไทยต้องวางแผนสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วยคือ 1.ต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซให้หลากหลายขึ้น ไม่พึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป 2.ต้องทบทวนระบบสำรองพลังงาน การกระจาย และโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังเก็บและขนส่ง ให้สามารถรองรับภาวะสะดุดของตลาดโลกได้จริง 3.ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และ 4.ต้องทำให้ภาคเกษตร ภาคขนส่ง และภาคการผลิตของไทยปรับตัวได้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้ทั้งระบบเปราะบางต่อราคาน้ำมันโลกเช่นเดิม เพราะความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีน้ำมันพอใช้ในวันนี้ แต่คือการทำให้ประเทศมีความสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้ในระยะยาว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5719995/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aqfm7ft4iDIKko8qzbNtK

  • วิกฤตพลังงาน “เกาหลีใต้” รัฐเล็งออกงบกระตุ้นเศรษฐกิจฉุกเฉิน

    วิกฤตพลังงาน “เกาหลีใต้” รัฐเล็งออกงบกระตุ้นเศรษฐกิจฉุกเฉิน

    วันนี้ (25 มี.ค.2569) สำนักข่าว bloomberg รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ นำโดย คิม มินซอก นายกรัฐมนตรี กำลังเร่งจัดทำแผนรับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยประเมิณว่าสถานการณ์ดังกล่าว จะยังคงยืดเยื้อ ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนรับมือในเชิงรุก

    “รัฐบาลจำเป็นต้องวางแผนเชิงรุก รวมถึงเตรียมแผนรองรับ ในกรณีหากเกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุด โดยพิจารณาแนวทาง ตามความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น” นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ กล่าว

    ทั้งนี้ เกาหลีใต้ ได้จัดตั้งคณะทำงานเศรษฐกิจฉุกเฉิน โดยมี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และขอความร่วมมือจากแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อ เพื่อประสานนโยบาย รับมือสถานการณ์ โดยคณะทำงานจะประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    พร้อมกันนี้ คิม มินซอก ยังเรียกร้องให้รัฐสภาเกาหลีใต้ เร่งพิจารณาผ่านงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อใช้ปกป้องเศรษฐกิจในประเทศ จากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยงบประมาณที่เพิ่มเติม อยู่ที่ 25 ล้านล้านวอน (ประมาณ 5.5 แสนล้านบาท) เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าจะใช้เงินจากภาษี ที่จัดเก็บได้ในประเทศ เป็นแหล่งเงินทุน แทนการออกพันธบัตรใหม่ เพื่อลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล

    ปัจจุบัน เกาหลีใต้ ยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานที่สูง โดยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึงร้อยละ 70 และเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังช่องแคบฮอร์มุซแทบปิดการเดินเรือส่วนใหญ่ ก็ส่งผลให้เกาหลีใต้ มีความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้น โดยงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว คาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง

    ขณะที่ นักเศรษฐศาสตร์ของ Citigroup ประเมินว่า งบประมาณ 25 ล้านล้านวอนคิดเป็นประมาณ 0.88% ของ GDP อาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตเศรษฐกิจได้ราว 0.18–0.35 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วง 4 ไตรมาส แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่มีความผันผวนอยู่แล้ว

    อ่านข่าว

    เปิด 15 ข้อเสนอ สหรัฐฯ ยื่นเงื่อนไขให้อิหร่าน เพื่อยุติสงคราม

    ทรัมป์ส่ง “เจ.ดี. แวนซ์ – มาร์โก รูบิโอ” นำทีมสหรัฐฯ เจรจาอิหร่าน

    “กรณ์” อภิปรายชี้ “รัฐบาล” ล้มเหลวแก้วิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xrzgKHMYgL4icCnX1EOOt

  • IMF เตือนรัฐบาลอุดหนุนราคาน้ำมันทำเศรษฐกิจเปราะบางระยะยาว

    IMF เตือนรัฐบาลอุดหนุนราคาน้ำมันทำเศรษฐกิจเปราะบางระยะยาว

    IMF เตือนรัฐบาลอุดหนุนราคาน้ำมันทำเศรษฐกิจเปราะบางระยะยาว

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกโรงเตือนประเทศต่างๆ ให้ระวังการใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวอาจบรรเทาความเดือดร้อนได้เพียงในระยะสั้น แต่แฝงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังและเศรษฐกิจในระยะยาว

    Dan Katz รองกรรมการผู้จัดการคนที่หนึ่งของ IMF กล่าวในการประชุม China Development Forum ว่า แม้รัฐบาลหลายประเทศมักเลือกใช้มาตรการควบคุมราคาพลังงานและโครงการอุดหนุนเพื่อปกป้องประชาชนจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น แต่มาตรการเหล่านี้มีต้นทุนที่ซ่อนอยู่สูงกว่าที่เห็น

    Dan Katz รองกรรมการผู้จัดการคนที่หนึ่งของ IMF

    “มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานอาจช่วยบรรเทาแรงกดดันค่าครองชีพในระยะสั้นได้ก็จริง แต่มีต้นทุนทางการคลังสูง โดยเฉพาะในช่วงที่งบประมาณของหลายประเทศกำลังตึงตัวอยู่แล้ว” Katz กล่าว

    บิดเบือนสัญญาณราคา ฉุดเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

    IMF ชี้ให้เห็นว่าการอุดหนุนราคาพลังงานยังสร้างผลเสียเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการกดราคาเชื้อเพลิงให้ต่ำกว่าความเป็นจริงจะทำให้สัญญาณราคาในตลาดถูกบิดเบือน ส่งผลให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจขาดแรงจูงใจในการลดการใช้พลังงานอย่างเป็นธรรมชาติ

    ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออุปสงค์พลังงานโดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกยิ่งสูงขึ้นไปอีก และยืดระยะเวลาของวิกฤตพลังงานให้นานออกไปโดยไม่จำเป็น

    แนะปล่อยให้ตลาดปรับราคาตามกลไก

    IMF แนะนำว่าแนวทางที่ดีกว่าคือการปล่อยให้กลไกราคาทำงานตามปกติ โดยให้อุปสงค์ปรับตัวตอบสนองต่อราคาที่แท้จริง เพื่อให้การใช้พลังงานส่วนเพิ่มเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ หากรัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชน ควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางโดยตรงมากกว่าการอุดหนุนราคาในวงกว้าง

    ทั้งนี้ Katz ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่ภาคเอกชนสามารถปรับตัวและสร้างนวัตกรรมรับมือกับวิกฤตได้อย่างอิสระ โดยระบุว่าประสบการณ์จากวิกฤตต่างๆ ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนปรับตัวเองจะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจในภาพรวมได้ดีกว่าการแทรกแซงของรัฐในระยะสั้น

    ธนาคารกลางชี้ “รอดูก่อน” ดีกว่าเร่งตัดสินใจ

    ในส่วนของนโยบายการเงิน IMF แนะนำว่าธนาคารกลางส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนปรับนโยบายในทันที โดยเฉพาะธนาคารกลางในประเทศที่มีเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่จัดการได้ ควรรอรับข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจว่าจะปรับท่าทีนโยบายการเงินไปในทิศทางใด

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางในประเทศที่เงินเฟ้อยังสูงและความคาดหวังด้านราคายึดโยงไม่แน่น อาจต้องตอบสนองต่อสถานการณ์เร็วกว่า

    IMF ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่ธนาคารกลางทุกแห่งต้องทำในขณะนี้คือการสื่อสารแนวทางนโยบายที่ชัดเจนต่อตลาด รวมถึงการวิเคราะห์เชิงสถานการณ์ เพื่อให้ตลาดรับรู้ถึงทิศทางที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    ที่มา: IMF

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/654854&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fcMdmr9mN-5Av1jIlcU0M

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 24/03/69 ปิดลบ  84.41 จุด กังวลสงครามตะวันออกกลาง

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 24/03/69 ปิดลบ 84.41 จุด กังวลสงครามตะวันออกกลาง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136986&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw278Du-BUH5PNn51nvWlbq2

  • ​47 ปี สศก. เดินหน้า 9 ภารกิจแห่งการเปลี่ยนผ่าน มอบคุณค่าไปยัง 4 กลุ่มเป้าหมาย  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเกษตรไทย สู่การตัดสินใจที่แม่นยำ รวดเร็ว เป็นธรรม

    ​47 ปี สศก. เดินหน้า 9 ภารกิจแห่งการเปลี่ยนผ่าน มอบคุณค่าไปยัง 4 กลุ่มเป้าหมาย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเกษตรไทย สู่การตัดสินใจที่แม่นยำ รวดเร็ว เป็นธรรม

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

    Tag :

              นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยในวาระโอกาสพิเศษ วันที่ 24 มีนาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนา สศก. ครบรอบ 47 ปี นับแต่ได้รับการสถาปนาและยกฐานะขึ้นเป็นส่วนราชการระดับกรม เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2522 เป็นต้นมา โดยในปีนี้ สศก. มุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาด้านเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศ พร้อมชูเป้าหมายสำคัญในการ ทำให้ระบบเกษตรไทยตัดสินใจได้แม่นขึ้น เร็วขึ้น และเป็นธรรมขึ้น ด้วยข้อมูล แบบจำลอง และสัญญาณเตือนที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้ทันสถานการณ์ เกษตรกรปรับตัวทัน และประชาชนมั่นใจ

              เลขาธิการ สศก. กล่าวถึงบทบาทของ สศก. ว่า ตลอดระยะเวลา 47 ปี ในฐานะหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจการเกษตร ได้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจเคียงคู่กับพี่น้องเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบเกษตรไทยก้าวสู่อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน มีขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากล และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สศก. ได้วางยุทธศาสตร์การดำเนินงานปี 2569 ส่งมอบคุณค่าไปยัง 4 กลุ่มเป้าหมาย ผ่านภารกิจและเครื่องมือสำคัญ ดังนี้ 1.เกษตรกร มุ่งการตัดสินใจที่แม่นยำและความเสี่ยงลดลง 2.ประชาชน สร้างความมั่นใจด้านความมั่นคงอาหารและความโปร่งใส 3.ผู้บริหาร สนับสนุนการตัดสินใจเชิงรุกด้วยข้อมูลหนึ่งเดียว (Single Source of Truth) 4.ภาคีเครือข่าย บูรณาการการทำงานบนมาตรฐานข้อมูลเดียวกัน 

              สำหรับการขับเคลื่อนในปี 2569 สศก. ได้กำหนด “9 ภารกิจ ใน 365 วัน ภายใต้แนวคิด  “9 แห่งการเปลี่ยนผ่าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกษตรไทยสู่สากล เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี ประกอบด้วย 1.พัฒนารายงานคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจรายปี 2.เสริมความเข้มแข็งทีมเศรษฐกิจและทีมข้อมูล 3.พัฒนาประเด็นเขตเศรษฐกิจการเกษตร 4.ยกระดับมาตรฐานงานวิจัยและบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจ 5.เชื่อมเครือข่ายนักเศรษฐศาสตร์และหน่วยงานวิชาการ 6.พัฒนากรอบพิจารณาโครงการและมาตรการด้านเกษตร 7.พัฒนาระบบติดตามสถานการณ์ราคาและตลาดสินค้าเกษตร 8.เสริมระบบบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลภายใน 9. ทบทวนและพัฒนาแผนปฏิบัติการดิจิทัล 5 ปี 

              ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาปีนี้ สศก. ได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากร โดยมีพิธีการทางศาสนา (พิธีสงฆ์) พิธีบวงสรวงองค์ท้าวมหาพรหมประจำ สศก. พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำ สศก. เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งพิธีกล่าวสดุดีและประกาศเกียรติคุณ ดร.สมนึก ศรีปลั่ง เลขาธิการ สศก. ท่านแรก นอกจากนี้ ยังได้มีพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติ ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการดีเด่น สศก. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมถึงพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ดีเด่น เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ที่ทุ่มเททำงานเพื่อภาคเกษตรไทยมาอย่างต่อเนื่อง

              “สศก. ขอย้ำความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาภาคเกษตรไทยให้มั่นคง ในโอกาสนี้ ผมขอขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เศรษฐกิจการเกษตรอาสา และบุคลากรของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรทุกท่าน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนภารกิจขององค์กรด้วยดีเสมอมา ซึ่งความร่วมมือจากทุกท่านคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเกษตร และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ สศก. กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/954656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3trJqiYKJwEycOOLDcgEhz

  • บ้านของเคียรอสตามีเองก็ไม่รอดพ้นจากระเบิดของผู้รุกราน…

    บ้านของเคียรอสตามีเองก็ไม่รอดพ้นจากระเบิดของผู้รุกราน…

    ▪️ อิสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความบนเครือข่าย X โดยอ้างถึงการโจมตีของสหรัฐฯ และระบอบไซออนิสต์ต่อบ้านของ อับบาส เคียรอสตามี ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิหร่านชื่อดัง เจ้าของผลงานอย่าง «บ้านเพื่อนอยู่ที่ไหน» และ «รสชาติของเชอร์รี» โดยเขาเขียนว่า:

    🔻 คุณยังจำ อับบาส เคียรอสตามี ผู้กำกับชาวอิหร่านผู้มีชื่อเสียง และผู้ชนะรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 1997 จากภาพยนตร์เรื่อง «รสชาติของเชอร์รี» ได้หรือไม่?

    🔸 แม้แต่บ้านของเขาก็ยังไม่รอดพ้นจากการถูกโจมตีด้วยระเบิดของผู้รุกรานอเมริกัน-อิสราเอล แล้วบ้านของเคียรอสตามีเป็นส่วนหนึ่งของ “ภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้น” ต่อสหรัฐฯ ด้วยหรือ?!

    🔻 ความจริงก็คือ การรุกรานทางทหารของสหรัฐฯ/อิสราเอลต่ออิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงสงครามต่อประเทศและแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังเป็นสงครามต่อวัฒนธรรม อารยธรรม และอัตลักษณ์ที่หยั่งรากลึก อย่างไรก็ตาม อิหร่านจะอาศัยรากเหง้าเหล่านี้ในการทำให้ศัตรูพ่ายแพ้