Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เมืองแบบไหน? ทำให้เรา “อยู่ดี-แก่ดี-ตายดี”

    เมืองแบบไหน? ทำให้เรา “อยู่ดี-แก่ดี-ตายดี”

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jo-ULemVspDd2_aBSgEOW

  • ลอยตัวดีเซลเขย่าเศรษฐกิจ! ส.อ.ท.เตือนลูกโซ่สินค้าแพง จี้รัฐเร่งช่วยรายกลุ่ม

    ลอยตัวดีเซลเขย่าเศรษฐกิจ! ส.อ.ท.เตือนลูกโซ่สินค้าแพง จี้รัฐเร่งช่วยรายกลุ่ม

    วิกฤติพลังงานปะทุรอบใหม่ ภายหลังรัฐส่งสัญญาณยกเลิกเพดานดีเซล เหตุ กองทุนน้ำมันฯ แบกรับไม่ไหว “ส.อ.ท.” ชี้แรงกระแทกต้นทุนกำลังลามทั้งระบบ โลจิสติกส์พุ่ง 5-10% ดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้น 5-8% ขณะพบสัญญาณใช้น้ำมันผิดปกติ สงสัยลักลอบส่งออกนอกประเทศวันละกว่า 10 ล้านลิตร ท่ามกลางช่องว่างราคาน้ำมันไทย-เพื่อนบ้านต่างกันสูงสุดเกือบ 30 บาท จี้รัฐบาลสกัดที่ต้นตอ

    สถานการณ์พลังงานของไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังรัฐบาลส่งสัญญาณ “ปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล” จากข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถอุดหนุนต่อได้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนต้องเผชิญแรงกดดันต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    การปรับขึ้นราคาดีเซลล่าสุด 80 สตางค์ต่อลิตร ถูกมองเป็นสัญญาณตั้งต้นของรอบขาขึ้นใหม่ ซึ่งอาจต่อเนื่องหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

     น้ำมันหาย 10 ล้านลิตร ส่อรั่วไหลข้ามแดน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากความผิดปกติของยอดใช้น้ำมันดีเซลในประเทศที่พุ่งจากระดับปกติ 60-67 ล้านลิตรต่อวัน ขึ้นไปแตะ 80-100 ล้านลิตรต่อวันนั้น

    ในส่วนต่างที่หายไปกว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่ใช่เพียงการเร่งกักตุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศด้วย ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากช่องว่างราคาที่แตกต่างกันมากในภูมิภาค อาทิ ไทยราคา 32.94 บาทต่อลิตร, มาเลเซีย 39.50 บาท. เวียดนาม 42 บาท, กัมพูชา 55 บาท และ ลาว 59.81 บาท เป็นต้น

    “ส่วนต่างสูงสุดเกือบ 27 บาทต่อลิตร จึงกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการเก็งกำไรข้ามแดน ดังนั้น การที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะไม่ตรึงราคาดีเซลและทยอยปรับขึ้น ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องการแก้ปัญหาการลักลอบนำไปขายด้วยเช่นกัน”

    โลจิสติกส์-ค่าไฟ จ่อซ้ำต้นทุนธุรกิจ

    นอกจากนี้ ในด้านของโครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยปกติจะสูงอยู่แล้วในระดับอยู่ที่ 14-15% ของมูลค่าสินค้า โดยมีน้ำมันเป็นสัดส่วนต้นทุนหลักถึง 35-40% และเมื่อราคาดีเซลปรับขึ้น จะทำให้ค่าขนส่งเพิ่มทันที 5-10% และต้นทุนการผลิตเพิ่มเป็นลูกโซ่

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องรับแรงกดดันจากค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 2569) ที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ยิ่งซ้ำเติมภาคการผลิตในช่วงครึ่งปีหลังอย่างแน่นอน

    ทั้งนี้ ผลกระทบได้เริ่มลุกลามสู่ภาคการผลิตต้นน้ำ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก (PP) ที่ราคาพุ่งแล้ว 50-70% เหตุจากขาดแคลน Naphtha จากตะวันออกกลาง ส่งผลให้โรงงานบางแห่งเริ่มหยุดการผลิตชั่วคราว โดยผลที่ตามมาคือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น กระทบสินค้าอุปโภคบริโภคทุกกลุ่ม

    นอกจากนี้ ปุ๋ยในภาคเกษตรมีสต็อกเพียงถึงเดือนพ.คม 2569 ได้สร้างความเสี่ยงต่อราคาสินค้าเกษตรในระยะถัดไป โดยส.อ.ท.ประเมินว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มปรับขึ้น 5-8% ดังนั้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเพื่อพยุงราคาสินค้าจำเป็น

    ส่งออกสะเทือน ค่าระวางเรือพุ่ง 7 เท่า

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภาคส่งออกไทยต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มจากต้นทุนขนส่งระหว่างประเทศ เพราะเส้นทางไปตะวันออกกลาง ค่าระวางเรือพุ่งจาก 1,000 เป็น 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า ส่วนค่าประกันภัยสงครามเพิ่มกว่า 500% แม้อุตสาหกรรมอาหารจะได้อานิสงส์จากดีมานด์โลก แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นกำลังกัดกินความสามารถในการแข่งขันด้วยเช่นกัน

    นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาที่ระดับประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์ ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งไทยนำเข้าเฉลี่ยวันละ 1 ล้านบาร์เรล เพราะหากราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งในกรอบ 125-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทย เสี่ยงขยายตัวต่ำกว่า 1% ในกรณีเลวร้าย

    ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI และระบบบริหารจัดการพลังงานเข้ามาใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานลงได้อย่างน้อย 20% โดยท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะสั้น การปรับตัวเชิงโครงสร้างจึงถูกมองเป็นทางรอดสำคัญของภาคธุรกิจไทยในรอบนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1226667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27JrE0Lz-YihIZ7FzuRGDE

  • รวบเชฟโหด ฆ่าหั่นศพแฟนสาวลาว ยัด 7 ถุงทิ้งคลองประปา พี่ชายปล่อยโฮยันศพน้อง | เดลินิวส์

    รวบเชฟโหด ฆ่าหั่นศพแฟนสาวลาว ยัด 7 ถุงทิ้งคลองประปา พี่ชายปล่อยโฮยันศพน้อง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ร.ต.อ.นิพนธ์ พลสวัสดิ์ รอง สว.สอบสวน สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งพบถุงดำลอยอยู่ในคลองคู่ขนานกับคลองประปา บริเวณทางเข้าโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี คาดว่าจะมีชิ้นส่วนมนุษย์อยู่ในถุง และส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง จึงประสานเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รุดตรวจสอบ

    ที่เกิดเหตุพบถุงดำขนาดใหญ่ลอยอยู่ในคลอง จึงนำขึ้นมาตรวจสอบ ภายในถุงพบศีรษะมนุษย์ ยังไม่ทราบเพศ ถูกตัดคอห่อด้วยผ้าขนหนูสีเขียวอ่อน มีลายพิมพ์สีน้ำเงินและสีชมพู ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังค้นหาบริเวณข้างเคียงเพื่อหาชิ้นส่วนอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าถูกทิ้งไว้ในป่าหญ้ารกทึบ ต่อมาพบชิ้นส่วนมนุษย์เพิ่มอีกจำนวน 6 ถุง

    นายเดช ชาว สปป.ลาว เดินทางมาที่เกิดเหตุ ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตเป็นน้องสาวของตนชื่อ น.ส.แอม อายุ 20 ปี นายเดช กล่าวว่า ตนเป็นห่วงน้องสาวมาก ก่อนหน้านี้คิดว่าจะมาดูแถวคลองประปา แต่ญาติห้ามไว้ น้องเป็นคนใจดี ไม่เคยก้าวร้าวหรือพูดจาไม่ดี เป็นคนสุภาพ ดีกับครอบครัวมาก รักคนในครอบครัวอย่างที่สุด เขาไม่ห่วงชีวิตตัวเองเลย ทำไมต้องมาจบชีวิตแบบนี้

    จากนั้นนายเดชได้ยกมือไหว้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หาศพน้องสาวจนเจอ เพื่อพากลับบ้าน ขณะนี้พ่อแม่สติแตก พูดจาไม่รู้เรื่อง เพราะรักน้องสาวคนนี้มาก ซึ่งครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 2 คน ส่วนผู้เสียชีวิตเป็นลูกคนเล็ก

    นายเดช กล่าวต่อว่า ตนเอะใจนายต้อม แฟนของน้องสาว ที่มาหยิบข้าวของไปแล้วหายตัว ไม่มีการติดต่อกลับ โทรไปก็ไม่รับ ตนจึงอยากฝากบอกให้เขารักษาชีวิตตัวเองไว้ ตนจะดำเนินคดีเต็มที่ เพื่อให้น้องได้รับความยุติธรรม และให้เขารับโทษอย่างหนัก เพราะน้องไม่เคยทำอะไรให้ไม่พอใจ เงินทองเขาก็ไม่เคยให้ น้องเป็นคนหาเองและบางครั้งก็จ่ายค่าห้องและส่งเงินกลับบ้าน

    น้องทำงานขายลูกชิ้น ส่วนคนก่อเหตุทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เป็นพ่อครัว แล่เนื้อและไก่ จึงคาดว่าใช้ความรู้และประสบการณ์จากงานมาทำกับน้องสาวอย่างโหดเหี้ยม

    ล่าสุด ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ได้จับกุมนายต้อม ผู้ก่อเหตุแล้ว อยู่ระหว่างสอบสวน และจะนำตัวมาส่ง สภ.ปากเกร็ด เพื่อสอบสวนและทำแผนชี้จุดทิ้งชิ้นส่วนศพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5718110/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31YKzyatdaU1jELnL_D7OL

  • โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 1 ราย

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 1 ราย

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘พวงทอง ศรีวิลัย’ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

    วันที่ 24 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 1 ราย

    มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นางพวงทอง ศรีวิลัย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 1 ราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1226617&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OdPotU-Dt7zciCQRrDBDR

  • ค่าเทอม “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ค่าธรรมเนียมการศึกษา ประจำปี 2569

    ค่าเทอม “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ค่าธรรมเนียมการศึกษา ประจำปี 2569

    เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยของรัฐที่น้องๆ ม.6 อยากจะเลือกเข้าไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี เชื่อว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” คงเป็นอันดับต้นๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะสถาบันที่โด่งดัง ได้รับความนิยมและรางวัลระดับประเทศมาแล้วเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีคนดัง บุคคลที่สร้างชื่อเสียงเป็นศิษย์เก่าอยู่จำนวนมากเช่นกัน

    สำหรับใครที่ตั้งเป้าเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ โดยเฉพาะ Dek69 ที่กำลังวางแผนยื่นคะแนนในรอบที่ 3 แอดมิชชัน ที่กำลังจะถึงในเดือนพฤษภาคมนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปดูกันว่า แต่ละคณะที่เปิดสอน มีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาไว้ประมาณเท่าไรบ้าง

    อัตราค่าเล่าเรียน “นิสิตชาวไทย” ระดับปริญญาตรี

    คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กลุ่มที่ 1

    คณะแพทยศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    คณะทันตแพทยศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    คณะสัตวแพทยศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    สหสาขาวิชาจุลชีววิทยาทางการแพทย์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    สหสาขาวิชาชีวเวชศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    สหสาขาวิชาทันตชีววัสดุศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    สหสาขาวิชาสรีรวิทยา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    สหสาขาวิชาชีวสารสนเทศศาสตร์และชีววิทยาเชิงคอมพิวเตอร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กลุ่มที่ 2 

    คณะจิตวิทยา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    คณะพยาบาลศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    คณะเภสัชศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    คณะสหเวชศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    วิทยาลัยวิทยาศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    สาธารณสุขสหสาขาวิชาเภสัชวิทยา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์กายภาพ

    คณะวิทยาศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    คณะวิศวกรรมศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    หลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมบูรณาการ (หลักสูตรนานาชาติ)

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    สหสาขาวิชาวิทยาศาสตร์นาโนและเทคโนโลยี

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท 

    สหสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท 

    สหสาขาวิชาการจัดการสารอันตรายและสิ่งแวดล้อม

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    สหสาขาวิชาเทคโนโลยีและการจัดการพลังงาน

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    คณะกลุ่มสังคมศาสตร์

    คณะครุศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะนิติศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท 

    คณะนิเทศศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะรัฐศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะเศรษฐศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    วิทยาลัยประชากรศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาการจัดการทางวัฒนธรรม

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาการบริหารกิจการทางทะเล

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาเกาหลีศึกษา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาพัฒนามนุษย์และสังคม

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาภาษาอังกฤษเป็นภาษานานาชาติ

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชายุโรปศึกษา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาสิ่งแวดล้อมการพัฒนาและความยั่งยืน

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการทางนวัตกรรม

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะกลุ่มมนุษยศาสตร์

    คณะอักษรศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะศิลปกรรมศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูล และอ่านรายละเอียดอื่น เพิ่มเติมได้ที่นี่ (คลิกที่นี่)

    (ติดตามข่าว ในแวดวงการศึกษา ทั้งหมดที่นี่)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2922256&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U4fkJQn6wrd5j2EM-Q79P

  • เปิดเพดานค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ แรกเข้า 12.39 บาท สูงสุด 45 บาท ทบทวนทุก 5 ปี | เดลินิวส์

    เปิดเพดานค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ แรกเข้า 12.39 บาท สูงสุด 45 บาท ทบทวนทุก 5 ปี | เดลินิวส์

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง(ขร.) เปิดเผยว่า หลังจากพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง(ขร.) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.2569 ทาง ขร. จะเสนอร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณอัตราขั้นสูงของค่าโดยสาร กรณีรถขนส่งทางรางในเขตเมือง พ.ศ. …. ต่อคณะกรรมการ(บอร์)นโยบายการขนส่งทางราง ที่มี รมว.คมนาคม เป็นประธาน ในการประชุมนัดแรก เพื่อพิจารณาก่อนประกาศใช้ต่อไป ซึ่งจะทำให้มีหลักเกณฑ์ และวิธีการตามมาตรฐานกลางร่วมกัน มีความเหมาะสม และเป็นธรรม เกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการขนส่งมวลชนระบบรางได้ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

    นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของรถไฟระหว่างเมือง และเชิงพาณิชย์ จะยังไม่มีการเสนอร่างประกาศฯ ต่อบอร์ดฯขนส่งทางราง ไปในคราวเดียวกับรถขนส่งทางรางในเขตเมือง เนื่องจากปัจจุบันรถไฟระหว่างเมือง และเชิงพาณิชย์ ยังมีการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เป็นผู้ให้บริการรายเดียว และการดำเนินงานของ รฟท. ยังได้รับการอุดหนุนการดำเนินงานจากรัฐบาล เพื่อสาธารณะประโยชน์ แต่จะมีการเสนอร่างประกาศฯ การกำหนดอัตราขั้นสูงของค่าใช้ประโยชน์จากราง กรณีรถขนส่งสินค้าทางราง ทั้งนี้ยังไม่ได้กำหนดวันการประชุมนัดแรกของบอร์ดฯขนส่งทางราง

    นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า การกำหนดอัตราค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปี 2569 ใช้รูปแบบ MRT Assessment Standardization โดยใช้ดัชนีการขึ้นอัตราค่าโดยสารเป็นค่ารายปีของดัชนีราคาผู้บริโภค ในหมวดไม่รวมอาหารและเครื่องดื่ม (CPI NFB Index) ปี 2568 ซึ่ง ขร. ได้ปรับปรุงอัตราค่าแรกเข้าเป็น 12.39 บาท และปรับปรุงอัตราค่าโดยสารตามระยะทางเป็น 2.23 บาท/คน-กม. และในอนาคตอาจจะมีการพิจารณาปรับวิธีคิดอัตราค่าโดยสารเป็นแบบ Zone ซึ่ง ขร.อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด ทั้งนี้อัตราขั้นสูงจะเป็นไปตามการกำหนดระยะทางสำหรับใช้คำนวณเพดานขั้นสูง (ค่าแรกเข้า + ค่าโดยสารตามระยะทางxระยะทาง) โดยมีเพดานสูงสุดที่ 45 บาท หากผู้โดยสารเดินทางเปลี่ยนสายให้เก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว ซึ่งหลักเกณฑ์ค่าโดยสารขั้นสูงที่คณะกรรมการนโยบายฯ ประกาศ จะทบทวนหลักเกณฑ์ทุกๆ 5 ปี

    นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า ร่างประกาศดังกล่าว เมื่อมีการประกาศใช้จะมีผลเฉพาะกับการจัดทำสัญญาสัมปทานในรถไฟฟ้าสายใหม่ หรือการแก้ไขสัญญาของสายเดิม ซึ่งจะต้องมีค่าโดยสารไม่เกินเพดานที่กำหนดตามประกาศ ส่วนระบบขนส่งทางรางที่เปิดให้บริการก่อน พ.ร.บ.ขนส่งทางรางมีผลใช้บังคับ ในการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าแต่ละสาย ยังคงเป็นไปตามข้อกำหนด และเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาเดินรถเดิม ขณะที่กรณีของรถไฟ การกำหนดหรือปรับเปลี่ยนอัตราค่าโดยสาร ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท., นโยบายรัฐ และต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก่อน ซึ่งการปรับขึ้นราคาของรถไฟ อาจต้องคำนึงถึงการให้บริการสาธารณะ เพราะใช้งบประมาณอุดหนุนบริการสาธารณะของภาครัฐอยู่ ดังนั้นการจะขึ้นราคาแต่ละครั้ง จึงมักถูกคัดค้าน และให้คงอัตราเดิม เพื่อลดภาระค่าครองชีพ

    นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 9(3) ได้ให้อำนาจ รฟท. ในการกำหนดอัตราค่าภาระการใช้รถไฟ(ค่าโดยสาร) และค่าบริการต่างๆ แต่เมื่อมีการเสนอร่างประกาศฯ กรณีรถไฟ ก็ต้องไม่เกินเพดานที่ ขร. กำหนด อย่างไรก็ตามยอมรับว่าค่าโดยสารรถไฟ ไม่ได้มีการปรับขึ้นนานมากแล้ว โดยเวลานี้ถือว่ามีราคาที่ต่ำเกินจริงมาก เนื่องจากเป็นราคาที่คำนวณเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นราคาทองคำบาทละ 3,000 บาท เท่านั้น แต่หากจะปรับขึ้นค่าโดยสารในเวลานี้ที่เป็นช่วงวิกฤตพลังงาน ก็ไม่เหมาะสม

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อัตราค่าแรกเข้าของรถไฟฟ้าในปัจจุบัน เป็นไปตามตามข้อกำหนด และเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาเดินรถ อาทิ สายสีม่วง ค่าแรกเข้า 14 บาท และสายสีชมพู-เหลือง ค่าแรกเข้า 15 บาท ค่าโดยสารตามระยะทางต่อสถานีประมาณ 2-3 บาท, สายสีเขียว ค่าแรกเข้า 17 บาท ค่าโดยสารตามระยะทางต่อสถานีประมาณ 3-5 บาท และสายสีน้ำเงิน (ค่าแรกเข้า + 1 สถานี) 17 บาท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5715978/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AWCFkK44f4LrSnKbMqg5K

  • จับตากมธ.วุฒิสภา ลงมติเสนอเลิกMOU43

    จับตากมธ.วุฒิสภา ลงมติเสนอเลิกMOU43

    วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

    จับตา กมธ.วุฒิฯ ลงมติเสนอยกเลิกMOU43 วันนี้ เตรียมเสนอที่ประชุมสว.ส่งต่อ ครม.ใหม่ พร้อมมติเสนอยกเลิก MOU44

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 มีนาคม) คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาการศึกษาข้อดี ข้อเสียการยกเลิก MOU43-MOU44 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา ซึ่งมีนายนพดล อินนา เป็นประธาน จะประชุมสรุปและลงมติว่าเห็นควรให้มีการยกเลิก MOU2543 หรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ช่วงเดือน ธันวาคม2568 ทาง กมธ.มีมติเสนอให้ยกเลิก MOU2544 ไปแล้ว

    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม นายนพดล ให้สัมภาษณ์ว่า ทาง กมธ.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกองทัพภาคที่1 กองทัพภาคที่ 2 เข้าให้ข้อมูลหลังจากการสู้รบ ได้ผลสรุปว่าพื้นที่ 15 จุดที่กัมพูชาเคยยึดไปนั้น เราได้กลับคืนมาเกือบทั้งหมด ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาที่จะยกเลิก MOU2543 เป็นอย่างยิ่ง

    “จากการประชุมเห็นพ้องกันว่าเราจะไม่ยอมคืนพื้นที่ ที่มีข้อตกลงในคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ให้กัมพูชาอีกแล้ว เนื่องจากพื้นที่เหล่านั้นทางกัมพูชาได้รุกล้ำไทยมาไม่ต่ำกว่า30ปี อาทิหนองจาน หนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว หลังจากกมธ.ได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนประกอบกับการลงพื้นที่ทั้ง 7 จังหวัด หวังว่าการการลงมติในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด”นายนพดล กล่าว

    นายนพดล กล่าวอีกว่า หลังจากกมธ.มีมติแล้วจะส่งเรื่องไปยังที่ประชุมใหญ่ของวุฒิสภา ซึ่งอาจจะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม จากนั้นวุฒิสภาจะส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้นำไปพิจารณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ในครั้งที่แล้วทางกมธ.เสนอให้ยกเลิก MOU2544 แต่บังเอิญอยู่ในช่วงยุบสภาพอดีจึงไม่สามารถเสนอไปยังที่ประชุมวุฒิสภาได้ ส่วนตัวมองเป็นเรื่องดีที่เราจะได้เสนอไปพร้อมกัน

    “ทาง กมธ.ดีใจที่รัฐบาลใหม่ มีการตอบสนองผลการศึกษาตั้งแต่ตอนหาเสียงที่ระบุว่าจะยกเลิก MOU2544 ทำให้การศึกษาของ กมธ.ไม่สูญเปล่า” นายนพดลกล่าว

    ส่วนที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าการยกเลิก MOU2543 จะทำให้การเจรจาเสียเปรียบกัมพูชา นายนพดล กล่าวว่า ก่อนที่ MOU2543 จะเกิดก็มีคณะกรรมการเขตแดนร่วม หรือเจบีซี (Joint Boundary Commission: JBC) ,คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี (General Border Committee: GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) อยู่แล้ว หากเรายกเลิก MOU ทั้ง 43 และ 44 การเจรจาก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ จะเห็นได้ว่าบทบาทของ MOUทั้ง2ฉบับระบุชัดเจนว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการอยู่กันอย่างสันติ มีมิตรไมตรีต่อกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางตรงข้ามทั้งหมด แสดงว่าการมีอยู่ของ MOU ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งลดลง
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954396&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jdsdkwvkZ8TQqE1F_Rd0Q

  • วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    “วิกฤติน้ำมัน” ฉุดเชื่อมั่นภาคการเดินทางท่องเที่ยว “ททท.” แก้เกมเน้นโปรโมตคนไทย “เที่ยวใกล้บ้าน” รับมือผลกระทบ “สงครามตะวันออกกลาง” ทำน้ำมันแพงและขาดแคลน ล่าสุด 20 มี.ค. ประชุมร่วมกับภาคเอกชน 10 หน่วยงาน ย้ำสร้างสมดุลตลาดและการออกมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ด้าน “สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก” เผยยอดจองห้องพัก “พัทยา-บางแสน” ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน มี.ค.-เม.ย. ยังหนาแน่น 70-80% สวนทางตลาดหน่วยงานรัฐและเอกชน ชะลอการจัดงานประชุมสัมมนาใหม่ออกไปก่อน เพื่อลดการใช้น้ำมันและการเดินทาง

    ภาคการท่องเที่ยวไทยเผชิญความท้าทายสำคัญจากวิกฤติความเชื่อมั่นด้านพลังงาน ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น การขาดแคลนน้ำมัน เอกชนกังวลว่าหากมีน้ำมันไม่เพียงพอ คนจะตัดสินใจไม่เดินทางทันที โดยเฉพาะในช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่คนไทยนิยมเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก สะเทือนต่ออุตสาหกรรมทั้งระบบ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยปรับสูงขึ้น เกิดเหตุติดขัดในการเติมน้ำมันหน้าปั๊ม หากจะพูดว่าไม่กระทบคงเป็นไปไม่ได้ เพราะประชาชนก็ได้รับผลกระทบจากการหาปั๊มเติมน้ำมันได้แบบไม่ปกติ และน้ำมันมีราคาแพงขึ้นจริงๆ เมื่อการใช้รถเดินทางประจำวันต้องคิดมากขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวแน่นอน

    “เรื่องการเดินทางการท่องเที่ยวถือเป็นวงล้อหนึ่งที่ตอนนี้อาจไม่ใช่ช่วงเวลาในการเคลื่อนไหวมากนัก แต่ก็ต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย ททท.วางแผนรับมือสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ผ่านแคมเปญ Healing is The New Luxury มุ่งโปรโมตการท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาจิตใจ โดยเฉพาะตลาดไทยเที่ยวไทย เน้นเที่ยวระยะใกล้ ค้นหาแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gem หรือเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัว และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่พร้อมให้เดินทางไปสัมผัส”

    ส่งเสริมท่องเที่ยวเยียวยาเศรษฐกิจไทย

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในตอนนี้ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันในการพยุงเศรษฐกิจ แต่ต้องลดการใช้พลังงานลงด้วย โดย ททท.มุ่งดำเนินการ 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ 1.เที่ยวเพื่อเยียวยาตัวเอง 2.เที่ยวเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการทุกธุรกิจ เพราะเมื่อมีการท่องเที่ยว ก็จะเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งอาหารการกิน ที่พัก ของฝาก และ 3.เที่ยวเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจในประเทศ เน้นสนับสนุนให้คนไทยออกเที่ยวใกล้บ้าน หรือหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในชุมชนมากขึ้น

    “จากสถานการณ์แบบนี้ การเที่ยวใกล้บ้านถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะเยียวยาธุรกิจและสภาวะจิตใจตัวเองได้”

    การดำเนินแคมเปญใช้ประเทศไทยเป็นที่พักท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาตัวเองจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญทั้งโลกความจริงและโลกออนไลน์ โดยภาคการท่องเที่ยวยังสามารถขับเคลื่อนต่อได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนมีฐานะกำลังซื้อที่สามารถเที่ยวได้ หากหาเที่ยวบินได้ก็จะออกไปเที่ยวต่างประเทศอยู่ดี ทำให้ตอนนี้ต้องเน้นดึงดูดใจให้กลับมาเที่ยวในประเทศ เที่ยวเป็นกลุ่มเพื่อนหรือพร้อมหน้าครอบครัว ใช้เวลาอยู่กับสิ่งใหม่ แต่อยู่ในระยะใกล้ตัวเองมากขึ้น และใช้เวลานี้แชร์เรื่องราวดีๆ ออกไปให้คนอื่นเห็นด้วย

    “แคมเปญกระตุ้นนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มตลาดระดับบน จะเน้นเที่ยวแบบมีคุณค่า ทั้งการสร้างคุณค่าให้กับผู้ประกอบการทั่วไป สร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจ และชีวิตตัวเอง”

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ททท.ประชุมร่วมเอกชน เน้นออกมาตรการเหมาะสม

    และเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 นางสาวฐาปนีย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) ร่วมกับผู้แทนจาก 10 หน่วยงานภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

    ที่ประชุมฯ ได้ประเมินสถานการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างรอบด้าน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอและแนวทางมาตรการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และกำหนดแนวทางการบริหารจัดการภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดย ททท.ได้ชี้แจงเน้นย้ำการสร้างสมดุล และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อาทิ การเที่ยวในประเทศ ประชุมในประเทศ เที่ยวใกล้บ้าน ค้นหาแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gem มาเจียระไน และเที่ยวเป็นหมู่คณะ เพื่อลดการใช้พลังงาน เป็นต้น

    ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ เห็นพ้องกันว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยทั้งทางตรงจากค่าโดยสารเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น และทางอ้อมจากกำลังซื้อและต้นทุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลและกลุ่มรายได้สูง จึงมีความจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที ทั้งการบริหารจัดการเที่ยวบิน การส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคและในประเทศ การบริหารต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

    “บางแสน” ตลาดจัดประชุมสัมมนาชะลอตัว

    นายวัชรพงศ์ คุณปลื้ม นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำมันในประเทศล่าสุด ด้วยฐานลูกค้าโรงแรมในบางแสนส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นคนไทย ถ้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป พบว่ายังมีการเดินทาง ยอดจองห้องพักหนาแน่น เพราะคนไทยนิยมเดินทางเดือน มี.ค.-พ.ค. ช่วงปิดภาคเรียน พาลูกหลานมาเที่ยวอยู่แล้ว ประกอบกับโลเคชันของบางแสนอยู่ใกล้กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของภาคท่องเที่ยวบางแสนด้วย

    แต่สำหรับโรงแรมที่มีห้องประชุมสัมมนา เริ่มได้รับฟีดแบ็กจากฝ่ายขายแล้วว่าหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่มีคำสั่งให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน (Work From Home) ทำให้ต้องชะลอหรือยกเลิกการจัดงานประชุมสัมมนาที่ยังไม่ได้ยืนยันจัดไปก่อน เพื่อลดการใช้น้ำมันและการเดินทาง

    “ในงานไทยเที่ยวไทย เมื่อวันที่ 5-8 มี.ค.ที่ผ่านมา โรงแรมในบางแสนได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยในการซื้อวอยเชอร์ห้องพัก โดยเฉพาะที่จะมาใช้ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ถือว่าใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ตลาดที่เห็นชัดว่ามียอดจองน้อยลงคือตลาดประชุมสัมมนาจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะงานที่ยังไม่คอนเฟิร์ม ก็จะขอเวลาในการคิดก่อน ยังลังเลว่าจะจัดหรือไม่ โดยมองว่าสัปดาห์นี้น่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องสถานการณ์น้ำมันมากขึ้นว่ามีผลต่อการท่องเที่ยวของคนไทยมากน้อยแค่ไหน”

    แนวโน้ม มี.ค.-เม.ย. ยอดเข้าพัก “บางแสน” 70-80%

    นายวัชรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอัตราการเข้าพักเดือน มี.ค. ของโรงแรมในบางแสนมีแนวโน้มอยู่ที่ 70% ส่วนเดือน เม.ย. มียอดจองเข้ามาแล้ว 60% คาดว่าตลอดเดือน เม.ย. จะเพิ่มเป็น 80% เพราะมีวันหยุดยาว 2 ช่วงคือวันจักรีและวันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยววันไหลบางแสน มีกิจกรรมมากมายดึงดูดนักท่องเที่ยว ทำให้ช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ยอดจองโรงแรมล่วงหน้าในบางแสนยังดีอยู่ มีเข้ามาเรื่อยๆ โดยระดับราคาห้องพักยังใกล้เคียงกับช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว

    ด้านผลกระทบจากน้ำมันที่มีต่อต้นทุนประกอบการโรงแรม เริ่มได้รับแจ้งจากซัพพลายเออร์บางรายแล้วว่าจะยืนราคาสินค้าเดิมถึงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ และจะขอขึ้นราคาบางรายการในเดือน เม.ย. ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมได้ให้นโยบายแต่ละแผนกเพื่อรับมือกับความเสี่ยงการขึ้นราคาต้นทุนสินค้า ซึ่งไม่อยากไปผลักภาระให้ลูกค้าด้วยการปรับราคาขึ้น ถ้าบางอย่างสามารถลดการใช้ลงได้ เช่น แก้วพลาสติก ถ้าลูกค้ามีแก้วนำมาเอง ก็จะได้ส่วนลดไป

    คนไทยฮึดฝ่าน้ำมันแพง ยังจองโรงแรมเที่ยว “พัทยา”

    นางสาวมรกต กุลดิลก เลขาธิการสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก กล่าวเสริมว่า ด้านสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาพัทยา แม้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นกระทบต่อค่าครองชีพและปั๊มน้ำมันในบางพื้นที่จำกัดปริมาณการเติม แต่จากการติดตามแนวโน้มตลาดพบว่ายังไม่กระทบมากนัก เนื่องจากเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียน คนไทยวางแผนจองมาเที่ยวแล้ว ไม่พบการยกเลิกจองห้องพัก และด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาพัทยาอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลเมตรเท่านั้น สัดส่วนค่าน้ำมันไม่ได้เพิ่มสูงมากเมื่อเทียบกับเดินทางไปเชียงใหม่หรือจังหวัดอื่นๆ ที่ไกลกว่านี้ จึงยังไม่กระทบมาก

    สำหรับการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน สมาคมฯ คาดการณ์ว่าเดือน มี.ค. โรงแรมในพัทยาจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 70% ส่วนเดือน เม.ย. น่าจะประคองอัตราการเข้าพักได้ราว 60-70% เฉพาะวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์น่าจะมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 90% โดยโรงแรมบางแห่งมียอดจองเต็มแล้ว

    “แต่ถ้ามีผลกระทบจากสงครามเข้ามาเพิ่มเติม ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติก็น่าจะลดลง แต่ยังเชื่อว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทยน่าจะมาทดแทนได้ เพราะบางส่วนก็เลือกเดินทางด้วยรถสาธารณะ ขณะที่รถแท็กซี่ EV ก็มีให้บริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น สถานีชาร์จรถไฟฟ้ามีรถจองคิวชาร์จเต็มตลอด ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมในพัทยาพูดคุยกันถึงการยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวก เพิ่มจุดชาร์จรถ EV มากขึ้นอีกด้วย”

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1226560&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KtNvdBcaf_RAUoy4HeEqc

  • เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ โฉมใหม่ ยอดสมัครโต 37% สวนเศรษฐกิจซบ

    เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ โฉมใหม่ ยอดสมัครโต 37% สวนเศรษฐกิจซบ

    Date Time: 25 มี.ค. 2569 07:21 น.

    Summary

    กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์เปิดตัวบัตรกดเงินสดโฉมใหม่ พร้อมบริการแตะจ่ายผ่าน VISA และผ่อนสินค้าออนไลน์

    • บัตรใหม่มีจุดเด่นกดเงินสดผ่านแอป UCHOOSE หรือตู้ ATM โดยไม่มีค่าธรรมเนียม 3%
    • บริษัทฯ ร่วมมือกับ VISA เพิ่มบริการแตะจ่าย ณ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ VISA
    • นายอธิศ รุจิรวัฒน์ เผยว่าบัตรใหม่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคสังคมไร้เงินสด
    • บริษัทตั้งเป้าเพิ่มบัญชีลูกค้าใหม่ 200,000 บัญชี หรือเติบโต 10% ในปี 2569

    Latest


    นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้นำในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ถือเป็นธุรกิจหลักของเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ด้วยรากฐานที่ยาวนานกว่า 32 ปี จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเจ้าแรกของผู้ให้บริการสินเชื่อเงินสดผ่อนชำระ ซึ่งขณะนี้มีีฐานลูกค้ากว่า 2 ล้านบัญชี  โดยล่าสุดได้้เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ โฉมใหม่ ซึ่งนอกจากกดเงินทันใจผ่านแอป UCHOOSE หรือผ่านตู้ ATM โดยไม่มีค่าธรรมเนียม 3% และบริการผ่อนยาว 0% ที่กว่า 20,000 ร้านค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งของบัตรแล้ว บริษัทยังได้ร่วมมือกับ VISA เพิ่มบริการใหม่แตะจ่ายเงินที่ร้านค้าทุกที่ที่มีสัญลักษณ์ VISA ผ่านวงเงินสินเชื่อ และผ่อนสินค้าออนไลน์ได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ รองรับพฤติกรรมลูกค้าในยุคสังคมไร้เงินสดที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง    

    ด้านนายอธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ กล่าวว่า บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์ใหม่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตร ซึ่งพบว่ามีหลายสถานการณ์ที่ผู้คนจำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วน โดยจากการทดสอบตลาดบัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยสที่เพิ่มเติมบริการใหม่ในช่วงแรก พบว่าลูกค้าให้ความสนใจใช้บริการใหม่ โดยมีการทำรายการเพิ่มขึ้นกว่า 180,000 รายการ คิดเป็นยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้านบาท และในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ซึ่งมีสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอลง แต่มียอดสมัครบัตรกดเงินสดเพิ่มขึ้นมากถึง 37% เทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทตั้งเป้าปี 2569 เพิ่มบัญชีลูกค้าใหม่กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ 200,000 บัญชี หรือเติบโต 10%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2922249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BEgZRmrDksbN72SNtRGgk

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมาตรการเพิ่ม คุมเข้ม!! ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมาตรการเพิ่ม คุมเข้ม!! ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมาตรการเพิ่ม คุมเข้ม!! ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี

    24 มีนาคม 2569, 13:26น.

              นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มใหม่ล่าสุดของกรมฯ ที่กำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมทั้งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ซึ่งจะช่วยยกระดับการป้องกันมิให้ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) แก่คนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสาเหตุที่ต้องออกมาตรการเพิ่ม เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 กรมฯ ได้ออกคำสั่งซึ่งกำหนดให้ การขอจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี ส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ของผู้ถือหุ้นคนไทยเพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง ทำให้การขอจดทะเบียนที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในลักษณะนอมินีลดลงร้อยละ 65 แต่ได้ตรวจสอบพบว่ายังมีการหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าวจึงได้ออกคำสั่งเพิ่มเติม

                สำหรับกรณีคำสั่งใหม่ที่ให้ผู้ขอจดทะเบียนได้ยืนยันข้อมูล กรมฯ จะส่งรายชื่อบุคคลที่ยืนยันที่อาจมีพฤติกรรมเสี่ยงให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตรวจสอบต่อด้วยทุกราย ทั้งนี้ขอเตือนว่า การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้วแต่กรณี รวมถึงอาจเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรการใหม่นี้จึงมีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและลดความเสี่ยงของการใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย

                 โดยปัญหานอมินี เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานแล้ว ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีบริษัทจำกัดที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 0.01 – 49.99 ถึงจำนวน 118,016 ราย ซึ่งโครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย แม้จะมีบางส่วนที่มีการร่วมทุนกันจริงระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ แต่ก็มีจำนวนมากที่มีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินี ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทย

                   ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอย้ำเตือนว่าก่อนที่คำสั่งฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป หากตรวจพบการจดทะเบียนธุรกิจที่ผิดปกติและมีความเป็นไปได้ที่จะเร่งดำเนินการเพื่อหลบเลี่ยงผลของมาตรการตามคำสั่งใหม่ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ที่มีความสุ่มเสี่ยงและมักพบปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินีจำนวนมาก กรมฯ จะตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษเป็นรายๆ และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย

    #นอมินี

    #จดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท

    Cr:กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wko_c1VhVRrCWxEtO6Qr-