Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    “วิกฤติน้ำมัน” ฉุดเชื่อมั่นภาคการเดินทางท่องเที่ยว “ททท.” แก้เกมเน้นโปรโมตคนไทย “เที่ยวใกล้บ้าน” รับมือผลกระทบ “สงครามตะวันออกกลาง” ทำน้ำมันแพงและขาดแคลน ล่าสุด 20 มี.ค. ประชุมร่วมกับภาคเอกชน 10 หน่วยงาน ย้ำสร้างสมดุลตลาดและการออกมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ด้าน “สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก” เผยยอดจองห้องพัก “พัทยา-บางแสน” ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน มี.ค.-เม.ย. ยังหนาแน่น 70-80% สวนทางตลาดหน่วยงานรัฐและเอกชน ชะลอการจัดงานประชุมสัมมนาใหม่ออกไปก่อน เพื่อลดการใช้น้ำมันและการเดินทาง

    ภาคการท่องเที่ยวไทยเผชิญความท้าทายสำคัญจากวิกฤติความเชื่อมั่นด้านพลังงาน ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น การขาดแคลนน้ำมัน เอกชนกังวลว่าหากมีน้ำมันไม่เพียงพอ คนจะตัดสินใจไม่เดินทางทันที โดยเฉพาะในช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่คนไทยนิยมเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก สะเทือนต่ออุตสาหกรรมทั้งระบบ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยปรับสูงขึ้น เกิดเหตุติดขัดในการเติมน้ำมันหน้าปั๊ม หากจะพูดว่าไม่กระทบคงเป็นไปไม่ได้ เพราะประชาชนก็ได้รับผลกระทบจากการหาปั๊มเติมน้ำมันได้แบบไม่ปกติ และน้ำมันมีราคาแพงขึ้นจริงๆ เมื่อการใช้รถเดินทางประจำวันต้องคิดมากขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวแน่นอน

    “เรื่องการเดินทางการท่องเที่ยวถือเป็นวงล้อหนึ่งที่ตอนนี้อาจไม่ใช่ช่วงเวลาในการเคลื่อนไหวมากนัก แต่ก็ต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย ททท.วางแผนรับมือสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ผ่านแคมเปญ Healing is The New Luxury มุ่งโปรโมตการท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาจิตใจ โดยเฉพาะตลาดไทยเที่ยวไทย เน้นเที่ยวระยะใกล้ ค้นหาแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gem หรือเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัว และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่พร้อมให้เดินทางไปสัมผัส”

    ส่งเสริมท่องเที่ยวเยียวยาเศรษฐกิจไทย

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในตอนนี้ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันในการพยุงเศรษฐกิจ แต่ต้องลดการใช้พลังงานลงด้วย โดย ททท.มุ่งดำเนินการ 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ 1.เที่ยวเพื่อเยียวยาตัวเอง 2.เที่ยวเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการทุกธุรกิจ เพราะเมื่อมีการท่องเที่ยว ก็จะเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งอาหารการกิน ที่พัก ของฝาก และ 3.เที่ยวเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจในประเทศ เน้นสนับสนุนให้คนไทยออกเที่ยวใกล้บ้าน หรือหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในชุมชนมากขึ้น

    “จากสถานการณ์แบบนี้ การเที่ยวใกล้บ้านถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะเยียวยาธุรกิจและสภาวะจิตใจตัวเองได้”

    การดำเนินแคมเปญใช้ประเทศไทยเป็นที่พักท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาตัวเองจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญทั้งโลกความจริงและโลกออนไลน์ โดยภาคการท่องเที่ยวยังสามารถขับเคลื่อนต่อได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนมีฐานะกำลังซื้อที่สามารถเที่ยวได้ หากหาเที่ยวบินได้ก็จะออกไปเที่ยวต่างประเทศอยู่ดี ทำให้ตอนนี้ต้องเน้นดึงดูดใจให้กลับมาเที่ยวในประเทศ เที่ยวเป็นกลุ่มเพื่อนหรือพร้อมหน้าครอบครัว ใช้เวลาอยู่กับสิ่งใหม่ แต่อยู่ในระยะใกล้ตัวเองมากขึ้น และใช้เวลานี้แชร์เรื่องราวดีๆ ออกไปให้คนอื่นเห็นด้วย

    “แคมเปญกระตุ้นนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มตลาดระดับบน จะเน้นเที่ยวแบบมีคุณค่า ทั้งการสร้างคุณค่าให้กับผู้ประกอบการทั่วไป สร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจ และชีวิตตัวเอง”

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ททท.ประชุมร่วมเอกชน เน้นออกมาตรการเหมาะสม

    และเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 นางสาวฐาปนีย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) ร่วมกับผู้แทนจาก 10 หน่วยงานภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

    ที่ประชุมฯ ได้ประเมินสถานการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างรอบด้าน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอและแนวทางมาตรการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และกำหนดแนวทางการบริหารจัดการภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดย ททท.ได้ชี้แจงเน้นย้ำการสร้างสมดุล และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อาทิ การเที่ยวในประเทศ ประชุมในประเทศ เที่ยวใกล้บ้าน ค้นหาแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gem มาเจียระไน และเที่ยวเป็นหมู่คณะ เพื่อลดการใช้พลังงาน เป็นต้น

    ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ เห็นพ้องกันว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยทั้งทางตรงจากค่าโดยสารเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น และทางอ้อมจากกำลังซื้อและต้นทุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลและกลุ่มรายได้สูง จึงมีความจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที ทั้งการบริหารจัดการเที่ยวบิน การส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคและในประเทศ การบริหารต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

    “บางแสน” ตลาดจัดประชุมสัมมนาชะลอตัว

    นายวัชรพงศ์ คุณปลื้ม นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำมันในประเทศล่าสุด ด้วยฐานลูกค้าโรงแรมในบางแสนส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นคนไทย ถ้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป พบว่ายังมีการเดินทาง ยอดจองห้องพักหนาแน่น เพราะคนไทยนิยมเดินทางเดือน มี.ค.-พ.ค. ช่วงปิดภาคเรียน พาลูกหลานมาเที่ยวอยู่แล้ว ประกอบกับโลเคชันของบางแสนอยู่ใกล้กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของภาคท่องเที่ยวบางแสนด้วย

    แต่สำหรับโรงแรมที่มีห้องประชุมสัมมนา เริ่มได้รับฟีดแบ็กจากฝ่ายขายแล้วว่าหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่มีคำสั่งให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน (Work From Home) ทำให้ต้องชะลอหรือยกเลิกการจัดงานประชุมสัมมนาที่ยังไม่ได้ยืนยันจัดไปก่อน เพื่อลดการใช้น้ำมันและการเดินทาง

    “ในงานไทยเที่ยวไทย เมื่อวันที่ 5-8 มี.ค.ที่ผ่านมา โรงแรมในบางแสนได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยในการซื้อวอยเชอร์ห้องพัก โดยเฉพาะที่จะมาใช้ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ถือว่าใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ตลาดที่เห็นชัดว่ามียอดจองน้อยลงคือตลาดประชุมสัมมนาจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะงานที่ยังไม่คอนเฟิร์ม ก็จะขอเวลาในการคิดก่อน ยังลังเลว่าจะจัดหรือไม่ โดยมองว่าสัปดาห์นี้น่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องสถานการณ์น้ำมันมากขึ้นว่ามีผลต่อการท่องเที่ยวของคนไทยมากน้อยแค่ไหน”

    แนวโน้ม มี.ค.-เม.ย. ยอดเข้าพัก “บางแสน” 70-80%

    นายวัชรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอัตราการเข้าพักเดือน มี.ค. ของโรงแรมในบางแสนมีแนวโน้มอยู่ที่ 70% ส่วนเดือน เม.ย. มียอดจองเข้ามาแล้ว 60% คาดว่าตลอดเดือน เม.ย. จะเพิ่มเป็น 80% เพราะมีวันหยุดยาว 2 ช่วงคือวันจักรีและวันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยววันไหลบางแสน มีกิจกรรมมากมายดึงดูดนักท่องเที่ยว ทำให้ช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ยอดจองโรงแรมล่วงหน้าในบางแสนยังดีอยู่ มีเข้ามาเรื่อยๆ โดยระดับราคาห้องพักยังใกล้เคียงกับช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว

    ด้านผลกระทบจากน้ำมันที่มีต่อต้นทุนประกอบการโรงแรม เริ่มได้รับแจ้งจากซัพพลายเออร์บางรายแล้วว่าจะยืนราคาสินค้าเดิมถึงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ และจะขอขึ้นราคาบางรายการในเดือน เม.ย. ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมได้ให้นโยบายแต่ละแผนกเพื่อรับมือกับความเสี่ยงการขึ้นราคาต้นทุนสินค้า ซึ่งไม่อยากไปผลักภาระให้ลูกค้าด้วยการปรับราคาขึ้น ถ้าบางอย่างสามารถลดการใช้ลงได้ เช่น แก้วพลาสติก ถ้าลูกค้ามีแก้วนำมาเอง ก็จะได้ส่วนลดไป

    คนไทยฮึดฝ่าน้ำมันแพง ยังจองโรงแรมเที่ยว “พัทยา”

    นางสาวมรกต กุลดิลก เลขาธิการสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก กล่าวเสริมว่า ด้านสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาพัทยา แม้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นกระทบต่อค่าครองชีพและปั๊มน้ำมันในบางพื้นที่จำกัดปริมาณการเติม แต่จากการติดตามแนวโน้มตลาดพบว่ายังไม่กระทบมากนัก เนื่องจากเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียน คนไทยวางแผนจองมาเที่ยวแล้ว ไม่พบการยกเลิกจองห้องพัก และด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาพัทยาอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลเมตรเท่านั้น สัดส่วนค่าน้ำมันไม่ได้เพิ่มสูงมากเมื่อเทียบกับเดินทางไปเชียงใหม่หรือจังหวัดอื่นๆ ที่ไกลกว่านี้ จึงยังไม่กระทบมาก

    สำหรับการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน สมาคมฯ คาดการณ์ว่าเดือน มี.ค. โรงแรมในพัทยาจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 70% ส่วนเดือน เม.ย. น่าจะประคองอัตราการเข้าพักได้ราว 60-70% เฉพาะวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์น่าจะมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 90% โดยโรงแรมบางแห่งมียอดจองเต็มแล้ว

    “แต่ถ้ามีผลกระทบจากสงครามเข้ามาเพิ่มเติม ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติก็น่าจะลดลง แต่ยังเชื่อว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทยน่าจะมาทดแทนได้ เพราะบางส่วนก็เลือกเดินทางด้วยรถสาธารณะ ขณะที่รถแท็กซี่ EV ก็มีให้บริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น สถานีชาร์จรถไฟฟ้ามีรถจองคิวชาร์จเต็มตลอด ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมในพัทยาพูดคุยกันถึงการยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวก เพิ่มจุดชาร์จรถ EV มากขึ้นอีกด้วย”

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1226560&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KtNvdBcaf_RAUoy4HeEqc

  • เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ โฉมใหม่ ยอดสมัครโต 37% สวนเศรษฐกิจซบ

    เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ โฉมใหม่ ยอดสมัครโต 37% สวนเศรษฐกิจซบ

    Date Time: 25 มี.ค. 2569 07:21 น.

    Summary

    กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์เปิดตัวบัตรกดเงินสดโฉมใหม่ พร้อมบริการแตะจ่ายผ่าน VISA และผ่อนสินค้าออนไลน์

    • บัตรใหม่มีจุดเด่นกดเงินสดผ่านแอป UCHOOSE หรือตู้ ATM โดยไม่มีค่าธรรมเนียม 3%
    • บริษัทฯ ร่วมมือกับ VISA เพิ่มบริการแตะจ่าย ณ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ VISA
    • นายอธิศ รุจิรวัฒน์ เผยว่าบัตรใหม่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคสังคมไร้เงินสด
    • บริษัทตั้งเป้าเพิ่มบัญชีลูกค้าใหม่ 200,000 บัญชี หรือเติบโต 10% ในปี 2569

    Latest


    นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้นำในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ถือเป็นธุรกิจหลักของเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ด้วยรากฐานที่ยาวนานกว่า 32 ปี จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเจ้าแรกของผู้ให้บริการสินเชื่อเงินสดผ่อนชำระ ซึ่งขณะนี้มีีฐานลูกค้ากว่า 2 ล้านบัญชี  โดยล่าสุดได้้เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ โฉมใหม่ ซึ่งนอกจากกดเงินทันใจผ่านแอป UCHOOSE หรือผ่านตู้ ATM โดยไม่มีค่าธรรมเนียม 3% และบริการผ่อนยาว 0% ที่กว่า 20,000 ร้านค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งของบัตรแล้ว บริษัทยังได้ร่วมมือกับ VISA เพิ่มบริการใหม่แตะจ่ายเงินที่ร้านค้าทุกที่ที่มีสัญลักษณ์ VISA ผ่านวงเงินสินเชื่อ และผ่อนสินค้าออนไลน์ได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ รองรับพฤติกรรมลูกค้าในยุคสังคมไร้เงินสดที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง    

    ด้านนายอธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ กล่าวว่า บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์ใหม่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตร ซึ่งพบว่ามีหลายสถานการณ์ที่ผู้คนจำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วน โดยจากการทดสอบตลาดบัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยสที่เพิ่มเติมบริการใหม่ในช่วงแรก พบว่าลูกค้าให้ความสนใจใช้บริการใหม่ โดยมีการทำรายการเพิ่มขึ้นกว่า 180,000 รายการ คิดเป็นยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้านบาท และในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ซึ่งมีสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอลง แต่มียอดสมัครบัตรกดเงินสดเพิ่มขึ้นมากถึง 37% เทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทตั้งเป้าปี 2569 เพิ่มบัญชีลูกค้าใหม่กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ 200,000 บัญชี หรือเติบโต 10%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2922249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BEgZRmrDksbN72SNtRGgk

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมาตรการเพิ่ม คุมเข้ม!! ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมาตรการเพิ่ม คุมเข้ม!! ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมาตรการเพิ่ม คุมเข้ม!! ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี

    24 มีนาคม 2569, 13:26น.

              นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มใหม่ล่าสุดของกรมฯ ที่กำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมทั้งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ซึ่งจะช่วยยกระดับการป้องกันมิให้ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) แก่คนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสาเหตุที่ต้องออกมาตรการเพิ่ม เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 กรมฯ ได้ออกคำสั่งซึ่งกำหนดให้ การขอจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี ส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ของผู้ถือหุ้นคนไทยเพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง ทำให้การขอจดทะเบียนที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในลักษณะนอมินีลดลงร้อยละ 65 แต่ได้ตรวจสอบพบว่ายังมีการหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าวจึงได้ออกคำสั่งเพิ่มเติม

                สำหรับกรณีคำสั่งใหม่ที่ให้ผู้ขอจดทะเบียนได้ยืนยันข้อมูล กรมฯ จะส่งรายชื่อบุคคลที่ยืนยันที่อาจมีพฤติกรรมเสี่ยงให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตรวจสอบต่อด้วยทุกราย ทั้งนี้ขอเตือนว่า การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้วแต่กรณี รวมถึงอาจเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรการใหม่นี้จึงมีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและลดความเสี่ยงของการใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย

                 โดยปัญหานอมินี เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานแล้ว ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีบริษัทจำกัดที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 0.01 – 49.99 ถึงจำนวน 118,016 ราย ซึ่งโครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย แม้จะมีบางส่วนที่มีการร่วมทุนกันจริงระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ แต่ก็มีจำนวนมากที่มีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินี ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทย

                   ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอย้ำเตือนว่าก่อนที่คำสั่งฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป หากตรวจพบการจดทะเบียนธุรกิจที่ผิดปกติและมีความเป็นไปได้ที่จะเร่งดำเนินการเพื่อหลบเลี่ยงผลของมาตรการตามคำสั่งใหม่ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ที่มีความสุ่มเสี่ยงและมักพบปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินีจำนวนมาก กรมฯ จะตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษเป็นรายๆ และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย

    #นอมินี

    #จดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท

    Cr:กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wko_c1VhVRrCWxEtO6Qr-

  • วิจัยกรุงศรี ชี้ ความเสี่ยงในตะวันออกกลางอาจหนุนเฟดคงดบ. จีนฝากความหวังกับมาตรการกระตุ้นศก. ไทยเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ

    วิจัยกรุงศรี ชี้ ความเสี่ยงในตะวันออกกลางอาจหนุนเฟดคงดบ. จีนฝากความหวังกับมาตรการกระตุ้นศก. ไทยเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136766&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DylE-IPSe5H3QmH_XW6Qo

  • เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

    เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

    เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

    เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

    นายเกรียงไกร เธีนรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวให้ความคิดเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 ว่า ข้อดีก็คือทีมเศรษฐกิจหลักยังเป็นชุดเดิม โดยเฉพาะหัวหน้าทีมอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพิณิชย์ก็ยังได้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กลับมารับตำแหน่งเหมือนเดิม

    ที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากเดิมที่เป็นโควต้าบุคคลภายนอก มาสู่โควต้าตามพรรคการเมือง ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ยังเป็นไปตามโควต้าพรรคการเมืองตามเดิม

    ที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากเดิมที่เป็นโควต้าบุคคลภายนอก มาสู่โควต้าตามพรรคการเมือง ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ยังเป็นไปตามโควต้าพรรคการเมืองตามเดิม

    ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมาตลอดก็คือทีม ครม.เศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ ทั้งหมดหรือ Full Team แต่ในความเป็นจริงมีข้อจำกัดจากการจัดสรรโควตาของพรรคการเมืองหลายพรรคที่มารวมตัวกัน

    เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

    “จากนี้ก็คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการทำงาน โดยทุกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเศรษฐกิจจะต้องทำงานแบบเต็มที่ เพื่อให้ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคที่เผชิญอยู่ไปให้ได้ ทั้งด้านวิกฤตการณ์พลังงาน และการที่ของขาด ของแพง”

    ทั้งนี้ ค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่หนักหน่วงกว่าไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลอนุมินเข้ามาครั้งแรก ซึ่งมาทำงานช่วยฉุดเศรษฐกิจไทยไม่ให้ติดหล่มในไตรมาสดังกล่าวได้สำเร็จ

    อย่างไรก็ตาม กับสถานการณ์วิกฤตเวลานี้ถือว่ามีความท้าทายเพิ่มมากขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน ทำให้ขาดทั้งน้ำมันที่ไม่เพียงพอในสถานีบริการน้ำมัน อีกทั้งราคาน้ำมันก็แพงขึ้น สร้างภาระให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการที่มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น 

    นอกจากนี้ ผลกระทบจากสงครามยังส่งผลต่อราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และปัญหาด้านโลจิสติกส์ การขาดแคลนเรือ ซึ่งทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการพุ่งสูงขึ้น

    “เอกชนเคยให้ความเห็นไปตั้งแต่ช่วงที่ผ่านมาแล้วเกี่ยวกับ ครม. ว่าต้องการผู้ที่ตรงปกเข้ามาทำงาน แต่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็เข้าใจได้ว่ามีข้อจำกัดจากการรวมพรรคการเมืองเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล และต้องมีการจัดสรรโควต้าให้ลงตัว แต่ข้อดีก็คือยังได้หัวหน้าทีมเดิม ซึ่งเคยมีประสบการณ์ และเข้าใจปัญหาได้ทำงานต่อเนื่อง”

    อย่างไรก็ดี ข้อสำคัญก็คือ ต้องให้ทุกกระทรวงที่อยู่ในทีมเศรษฐกิจทำงานร่วมกันแบบสอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงาน เพราะมีนโยบายที่เป็นลักษณะต่างพรรคกัน ซึ่งจะทำให้การฟันฝ่าอุปสรรคครั้งนี้เป็นไปได้ลำบากมากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31T6qyFuDH3bUxi2wQQGhG

  • DE Fund เปิด 5 พื้นที่ปั้นนวัตกรรมดิจิทัล สู่ผลลัพธ์เศรษฐกิจ-สังคม

    DE Fund เปิด 5 พื้นที่ปั้นนวัตกรรมดิจิทัล สู่ผลลัพธ์เศรษฐกิจ-สังคม

    DE Fund เปิด 5 พื้นที่ปั้นนวัตกรรมดิจิทัล สู่ผลลัพธ์เศรษฐกิจ-สังคม

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการต่อยอดเงินทุนสู่ผลงานจริง เพื่อขยายโอกาสการสนับสนุนเงินทุนสู่ภูมิภาค 

    โดยจะครอบคลุม 5 พื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล บุรีรัมย์ เชียงราย สุราษฎร์ธานี และอุดรธานี

    ทั้งนี้ เพื่อผลักดันนวัตกรรมไทยให้เกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านคลินิกกองทุนให้แนวทางการเสนอไอเดียดิจิทัล

    ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมผู้พัฒนาโครงการดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้วยกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) 

    โดยเป็นการเปิดพื้นที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่หน่วยงาน และประชาชนในทุกภาคส่วน ที่มีความคิดริเริ่มโครงการด้านดิจิทัลที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต 

    อีกทั้งยังมีการปรับแนวคิดให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการพิจารณาและต่อยอดสู่การดำเนินงานจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gF20jLRWbrow-KalwdtXJ

  • แค่เปลี่ยน 5 นิสัย วิจัยชี้เปลี่ยนชีวิต อายุยืนขึ้น 8 ปี!! สุขทั้งกายใจ ไม่เป็นภาระลูกหลาน

    แค่เปลี่ยน 5 นิสัย วิจัยชี้เปลี่ยนชีวิต อายุยืนขึ้น 8 ปี!! สุขทั้งกายใจ ไม่เป็นภาระลูกหลาน

    งานวิจัยเผย 5 นิสัยสำคัญ เปลี่ยนได้ ลดเสี่ยงโรคเบาหวาน-หัวใจ อายุยืนขึ้น 8 ปี

    หลายคนอาจมองว่า “ความดันโลหิตสูง” คือจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพระยะยาว แต่ผลการวิจัยใหม่กลับให้ความหวังว่า ผู้ป่วยสามารถลดความเสี่ยงโรคร้ายแรงและมีอายุยืนขึ้นได้ หากเริ่มต้นปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง

    ข้อมูลจากการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร JAMA Network Open ระบุว่า การใช้ชีวิตแบบสุขภาพดีสามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ในผู้ที่กำลังรับประทานยาควบคุมความดันอยู่แล้วก็ตาม

    ตัวเลขชัด ลดเสี่ยงโรคได้จริง

    การศึกษานี้ติดตามผู้ใหญ่ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงกว่า 25,000 คน เป็นระยะเวลานานถึง 24 ปี โดยพบผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดกว่า 3,300 ราย และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อีกกว่า 2,500 ราย

    นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง ระบุว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมสุขภาพดีที่สุด มีความเสี่ยงโรคหัวใจลดลงถึง 51% และความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลงถึง 79% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีพฤติกรรมแย่ที่สุด

    แค่ปรับพฤติกรรม ก็เพิ่มอายุได้หลายปี

    ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ ผู้ที่ดูแลสุขภาพดีต่อเนื่องตั้งแต่อายุ 40 ปี มีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้นได้ถึงประมาณ 8 ปี เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดูแลสุขภาพ

    แม้แต่ผู้ที่เพิ่งเริ่มปรับพฤติกรรมหลังรู้ตัวว่าป่วย ก็ยังได้รับประโยชน์ โดยช่วยลดความเสี่ยงโรคและเพิ่มอายุขัยได้เกือบ 1 ปี

    ในทางกลับกัน หากละเลยสุขภาพหลังได้รับการวินิจฉัย ความเสี่ยงโรคร้ายจะเพิ่มขึ้น และอายุขัยอาจลดลงเช่นกัน

    5 พฤติกรรมสำคัญ ลดเสี่ยงโรคได้จริง

    นักวิจัยสรุปว่า ผู้ที่ทำตามพฤติกรรมสุขภาพดี 5 ข้อนี้อย่างสม่ำเสมอ จะมีโอกาสลดความเสี่ยงโรคและมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น

    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
    • ออกกำลังกายเป็นประจำ
    • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
    • ดื่มแอลกอฮอล์ในระดับพอเหมาะ
    • ไม่สูบบุหรี่

    ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้ตัว

    ข้อมูลด้านสาธารณสุขระบุว่า ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง จนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือไตเสื่อม

    ภาวะนี้ทำให้หลอดเลือดและอวัยวะสำคัญต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาว

    ค่าความดันเท่าไหร่ถึงเสี่ยง

    โดยทั่วไป ค่าความดันโลหิตปกติจะอยู่ที่ประมาณ 120/80 มิลลิเมตรปรอท หากวัดได้มากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทอย่างต่อเนื่อง ถือว่าอยู่ในภาวะความดันโลหิตสูง และควรเริ่มดูแลตัวเองอย่างจริงจัง

    เริ่มต้นดูแลง่าย ๆ ได้ด้วยตัวเอง

    ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การปรับพฤติกรรมเป็นแนวทางแรกในการป้องกันและควบคุมโรค โดยสามารถเริ่มได้จาก

    • ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
    • ลดการบริโภคเกลือและอาหารแปรรูป
    • ควบคุมน้ำหนัก
    • เลิกสูบบุหรี่
    • จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์

    สรุป

    แม้ความดันโลหิตสูงจะเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมไม่ได้ งานวิจัยยืนยันว่า “การปรับพฤติกรรม” คือกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคร้าย เพิ่มคุณภาพชีวิต และยืดอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ

    การเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ อาจเปลี่ยนผลลัพธ์สุขภาพในระยะยาวได้มากกว่าที่คิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880094/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lJdQyYd7aDCpv0IaYZR2U

  • วิกฤตน้ำมันทำพิษ ท่าเรือข้ามฟากไทยลาวซบเซา หวั่นสงกรานต์ไม่คึกคัก

    วิกฤตน้ำมันทำพิษ ท่าเรือข้ามฟากไทยลาวซบเซา หวั่นสงกรานต์ไม่คึกคัก

    วิกฤตน้ำมันทำพิษ ท่าเรือข้ามฟากไทยลาวซบเซา ผู้โดยสารน้อยลง หวั่นกระทบหนักไปถึงช่วงสงกรานต์

    วันที่ 24 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิง ขาดแคลนน้ำมัน นอกจากจะเกิดปัญหาแย่งกันเติมน้ำมัน ยังพบว่าประชาชน นักท่องเที่ยวเบาบางลง

    โดยเฉพาะตัวเลขประชาชน นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย ชาวลาว ที่เดินทางผ่านเรือโดยสาร ด่านเข้าออก เทศบาลเมืองนครพนม ช่วงนี้มียอดลดลงเกินครึ่ง คาดว่าเกิดจากวิกฤตน้ำมัน ทำให้ประชาชน นักท่องเที่ยว เกิดความกังวลในการเดินทางบวกกับสินค้าหลายชนิด รวมถึงค่าครองชีพปรับตัวขึ้น ทำให้เกิดการรัดเข็มขัดประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่เดินทางไปท่องเที่ยว จับจ่ายซื้อของ

    จากปกติยอดผู้โดยสารวันละ 300-500 คน ช่วงนี้บางวันมีไม่ถึง 100 คน ส่วนปัญหาน้ำมันเรือโดยสารข้ามฟากไทยลาวไม่ขาด ยังมีเพียงพอ รวมถึงบรรดาสามล้อรับจ้าง ยังมีน้ำมันเพียงพอ แต่ประสบปัญหาลูกค้าลดลง ขาดรายได้ กังวลหากวิกฤตไปถึงสงกรานต์จะกระทบหนัก ทำให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ไม่ออกมาท่องเที่ยว จับจ่ายซื้อของ

    สอบถาม นายปกาศิต น้อยสา อายุ 56 ปี ตัวแทนผู้ประกอบการเดินเรือข้ามฟากไทยลาว เปิดเผยว่า สำหรับปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ไม่กระทบการเดินเรือ ยังเดินเรือปกติ ยังพอหาซื้อน้ำมันได้ แต่พบว่าบรรดาประชาชน นักท่องเที่ยว ลดลงประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าเกิดจากความกังวลเรื่องน้ำมัน ทำให้ลดการเดินทางมาจับจ่ายซื้อของ ไม่มาท่องเที่ยว ยอมรับว่ากังวลในช่วงสงกรานต์ อาจจะได้รับผลกระทบหนัก หากปัญหาน้ำมันยังวิกฤต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2922275&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3drdCE4hhaRs5TOthU9BdH

  • รฟม.เปิดรับฟังความเห็นรอบ 2 ดัน ‘รถไฟแทรมเชียงใหม่’ แม่เหียะ-ราชพฤกษ์

    รฟม.เปิดรับฟังความเห็นรอบ 2 ดัน ‘รถไฟแทรมเชียงใหม่’ แม่เหียะ-ราชพฤกษ์

    รฟม.เปิดรับฟังความเห็นรอบ 2 ดัน ‘รถไฟแทรมเชียงใหม่’ แม่เหียะ-ราชพฤกษ์

    นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า รฟม.ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (สรุปผลการศึกษาโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ รวมระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร 

    ทั้งนี้เพื่อนำเสนอผลการศึกษา การออกแบบรายละเอียดโครงการ แนวเส้นทาง รูปแบบและองค์ประกอบของโครงการ ผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการในการจัดการกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบข้อมูลพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการต่อไป 

    นายสาโรจน์  กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารฟม. ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ให้เป็นผู้ดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) การศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) 
     

    ขณะเดียวกันตามแผนจะเริ่มดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนในปี 2570 เริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2571 – 2574 และจะเปิดให้บริการในปี 2575

    ด้านผลการศึกษาโครงการฯ ได้ออกแบบระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เป็นระบบรถรางไฟฟ้า (Tramway) ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบรถไฟฟ้าที่วิ่งไปตามทางวิ่งหรือรางบนถนน 

    รฟม.เปิดรับฟังความเห็นรอบ 2 ดัน ‘รถไฟแทรมเชียงใหม่’ แม่เหียะ-ราชพฤกษ์

    ส่วนจุดเริ่มต้นของโครงการฯอยู่ที่บริเวณช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี โดยวิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 108 เป็นระยะทางประมาณ 2.3 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก วิ่งไปตามทางหลวงชนบทหมายเลข ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 121 ที่แยกราชพฤกษ์ ไปสิ้นสุดที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ บริเวณวงเวียนช้าง 

    สำหรับสถานีรับ-ส่ง ผู้โดยสารจำนวน 5 สถานี ได้แก่ สถานีบ้านดอนปิน บริเวณซอยดอนปิน ซอย 3 สถานีแยกพืชสวนโลก บนทางหลวงชนบทหมายเลข ชม.3028 ใกล้แยกพืชสวนโลก สถานีบ้านเอื้ออาทร บริเวณโครงการบ้านเอื้ออาทร จ.เชียงใหม่ 

    รฟม.เปิดรับฟังความเห็นรอบ 2 ดัน ‘รถไฟแทรมเชียงใหม่’ แม่เหียะ-ราชพฤกษ์

    นอกจากนี้ยังมีสถานีแยกราชพฤกษ์ บนทางหลวงชนบทหมายเลข ชม.3028 ใกล้แยกราชพฤกษ์ และสถานีอุทยานหลวงราชพฤกษ์ บริเวณวงเวียนช้าง บนถนนราชพฤกษ์ มีพื้นที่จอดแล้วจร 2 แห่ง บริเวณแยกพืชสวนโลก (ฝั่งขาเข้า) และบริเวณแยกราชพฤกษ์

    รฟม.เปิดรับฟังความเห็นรอบ 2 ดัน ‘รถไฟแทรมเชียงใหม่’ แม่เหียะ-ราชพฤกษ์

    อย่างไรก็ดีเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ 

    นอกจากนี้สามารถลดการใช้รถยนต์โดยรวมบนท้องถนน จึงช่วยลดปริมาณมลพิษในอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ได้อีกด้วย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/654762&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xuv0Cql_KPOa6-Z0oprHj

  • น้ำมันพุ่ง-ขาดแคลนทะเลตรังยังสู้ ตรึงราคาไม่ทิ้งนักท่องเที่ยว

    น้ำมันพุ่ง-ขาดแคลนทะเลตรังยังสู้ ตรึงราคาไม่ทิ้งนักท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    น้ำมันพุ่ง-ขาดแคลนทะเลตรังยังสู้ ตรึงราคาไม่ทิ้งนักท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    น้ำมันพุ่ง-ขาดแคลนทะเลตรังยังสู้ ตรึงราคาไม่ทิ้งนักท่องเที่ยว ประธานหอภาคใต้เผยท่องเที่ยวชะลอตัวเศรษฐกิจใต้เริ่มสะเทือน
     
    เมื่อวันที่ 24 มี.ค.69 บรรยากาศที่เกาะเหลาเหลียง จ.ตรัง หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของทะเลอันดามัน ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ยังคงสวยงาม เงียบสงบ น้ำทะเลสีเขียวใส และธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวจำนวนมากแม้ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นลิตรละ 2 บาท และเกิดภาวะขาดแคลน แต่ผู้ประกอบการยังคงให้บริการตามปกติ โดยนักท่องเที่ยวที่จองแพ็กเกจล่วงหน้าในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ยังคงเดินทางตามแผน ไม่มีการยกเลิก

     อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการยกเลิกการเดินทางเล็กน้อย จากสถานการณ์สงคราม ขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วไปลดลง เนื่องจากกังวลเรื่องการเดินทาง การหาปั๊มน้ำมัน และจุดชาร์จพลังงานที่ยังมีจำกัด ผู้ประกอบการยอมรับว่าต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น และยังประสบปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอ แต่ยังคงพยายามจัดหาน้ำมันเพื่อให้สามารถนำเรือออกให้บริการนักท่องเที่ยวได้ทุกวัน เส้นทางท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งเกาะลิบง เกาะเหลาเหลียง เกาะสุกร เกาะกระดาน และเกาะตะเกียง ยังคงให้บริการครบตามโปรแกรม โดยไม่มีการปรับขึ้นราคา หรือยกเลิกรายการท่องเที่ยว

     
    นายอานนท์ กิ่งเกาะยาว หรือ “บังดาษ” ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทะเลตรัง ยืนยันว่า แม้น้ำมันจะมีราคาสูงและขาดแคลน ผู้ประกอบการยังคงตรึงราคาทัวร์ ใน 1 ทริป เรือหางยาวที่ใช้นำเที่ยวจะใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 30-40 ลิตร ตอนนี้การหาน้ำมันตามปั๊มต่างๆ ที่จะมาเติมเรือก็ได้มาทีละเล็กละน้อย แต่สบายใจได้เลยว่าแม้นำมันจะสูงขึ้นแต่ไม่เพิ่มค่าทัวร์ และพร้อมดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นทั้งที่เกาะลิบง เกาะสุกร เกาะเหลาเหลียง ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาค่าทัวร์เช่นกัน ยังพร้อมรับนักท่องเที่ยวทุกท่านให้มาเที่ยวทะเลตรังกันเยอะ พร้อมแนะนำให้จองล่วงหน้า เพื่อให้สามารถวางแผนการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     
    ขณะที่ภาพรวมในระดับภูมิภาค นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ ระบุว่า สถานการณ์น้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งและการเกษตร ขณะนี้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ประชาชนต้องต่อคิวเติมน้ำมัน และเกิดความไม่มั่นใจในการเดินทาง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังทำให้ประชาชนจำนวนมากชะลอการเดินทาง และอาจกระทบต่อการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งโดยปกติจะมีการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวจำนวนมาก

     
    นอกจากนี้ ราคาตั๋วเครื่องบิน โดยเฉพาะเส้นทางสู่ภาคใต้ ยังปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวชะลอตัวปัญหาน้ำมันยังส่งผลกระทบต่อภาคขนส่ง ทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น และเริ่มมีการปรับราคาสินค้าบางประเภทแล้ว ส่งผลให้ประชาชนมีภาระค่าครองชีพสูงขึ้นรวมถึงยังฉุดเศรษฐกิจภาคใต้ให้เติบโตต่ำกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่หากไม่มีปัญหาด้านพลังงาน เศรษฐกิจในพื้นที่มีโอกาสขยายตัวได้มากกว่านี้
     
    ทั้งนี้ ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน พร้อมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูกำลังซื้อในช่วงที่ประชาชนมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ และต้นทุนสินค้า วัสดุ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470280&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OGz-wpJKbW025rfzcwzPn