Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘จาตุรนต์’ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน!

    ‘จาตุรนต์’ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน!

    ‘จาตุรนต์’ เสนอ 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน หวั่นวิกฤตลามทั้งเศรษฐกิจ แนะรัฐแก้ทั้งเฉพาะหน้า-วางแผนระยะยาว ลั่นอย่าปล่อยปชช.แบกภาระลำพัง

    25 มี.ค.25698 – นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า วันนี้สิ่งที่ประชาชนรับรู้คือ ปัญหาน้ำมันไม่ได้เป็นแค่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่งตนเพิ่งลงพื้นที่ไปพบพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่จ.ฉะเชิงเทรา และได้รับฟังตรงกันว่า ปั๊มน้ำมันดีเซลที่อยู่ใกล้บ่อกุ้งที่สุดไม่มีน้ำมันมาแล้ว 10 วัน นี่คือความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับคนทำมาหากินจริง ทั้งที่ในภาพรวม อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 103 วัน และโรงกลั่นยังมีกำลังผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วได้ราว 79.9 ล้านลิตรต่อวัน สะท้อนชัดว่า ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันรวมของประเทศ แต่เป็นปัญหาการกระจาย การบริหารจัดการ และความเชื่อมั่นในระบบด้วย ดังนั้น วิกฤตเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ในเวลานี้คือ เหตุใดประชาชนจึงหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้ รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่า น้ำมันจะไม่ขาดช่วง การกระจายจะไม่สะดุด และจะไม่เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไรจนคนเดือดร้อนไปมากกว่านี้ รัฐต้องแยกให้ออกระหว่างน้ำมันมีในระบบกับน้ำมันไปถึงมือประชาชนหรือไม่ เพราะถ้าสื่อสารไม่ชัด ประชาชนก็จะยิ่งเร่งซื้อ ผู้ค้าบางส่วนก็จะยิ่งชะลอขาย และปัญหาจะลุกลามจากความตื่นตระหนกมากกว่าปริมาณน้ำมันจริง นอกจากนี้ เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิต การขนส่ง การเกษตร และการค้าระหว่างประเทศจะสูงขึ้นพร้อมกัน เศรษฐกิจโลกจึงมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะที่เงินเฟ้อสูง แต่การเติบโตต่ำลงพร้อมกัน ซึ่งเป็นภาวะที่แก้ยากและกระทบทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รัฐบาลทั่วโลกพร้อมกัน การประเมินของ IMF ระบุว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนอยู่ในระดับสูงนาน 1 ปี จะดันเงินเฟ้อโลกขึ้นประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และกดผลผลิตโลกลดลงราว 0.1-0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ นี่คือสัญญาณว่าความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่กำลังลามไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

    นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า ยิ่งไปกว่านั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันและ LNG ของโลก ยังคงเป็นคอขวดของเศรษฐกิจโลก เมื่อเส้นทางนี้มีปัญหา ประเทศในเอเชียรวมถึงไทยย่อมรับแรงกระแทกมากกว่าหลายภูมิภาคของโลก ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อวิกฤตนี้มาก เพราะไทยยังเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูง และหากราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อไทยจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น (Cost-push inflation) รุนแรงขึ้นอีก เพราะต้นทุนจะไล่ขึ้นทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงาน ขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร ไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ปัญหาน้ำมันไม่ได้จบแค่ที่หน้าปั๊มหรือราคาขายปลีก แต่สามารถกดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบได้ด้วย หากวิกฤตพลังงานลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือเทศกาลสงกรานต์ ผลกระทบจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เพราะรายได้จากการเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภายในประเทศอาจหดตัวลงพร้อมกับต้นทุนการขนส่งที่พุ่งขึ้น เมื่อเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศลดลงในเวลาเดียวกับที่ต้นทุนสูงขึ้น ก็ยิ่งเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจโดยรวมทรุดหนักลงอีกชั้นหนึ่ง แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาได้บ้างในระยะสั้น แต่ก็ช่วยได้ไม่มากเมื่อเทียบกับวิกฤตใหญ่ที่กระทบทั้งระบบ อีกทั้งทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง

    นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้สาธารณะสูง โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ขณะที่กรอบหนี้สาธารณะกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP หมายความว่า หากคิดแบบตรงไปตรงมา ไทยเหลือช่องว่างใต้เพดานหนี้เพียงราว 4.04% ของ GDP หรือประมาณ 7.7 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 ที่ตั้งไว้ 8.6 แสนล้านบาท สะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือไม่มาก และยังต้องเผื่อไว้รองรับการขาดดุลงบประมาณ ภาระดอกเบี้ย และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ผันผวนด้วย ดังนั้น ยิ่งรายได้รัฐลดลง พื้นที่งบประมาณสำหรับดูแลเรื่องจำเป็นอื่น เช่น ค่าไฟ ผู้มีรายได้น้อย ภาคเกษตร และการประคองเศรษฐกิจก็ยิ่งแคบลง รัฐจึงไม่อาจพึ่งการลดภาษีหรือการอุดหนุนเฉพาะหน้าเป็นคำตอบหลักได้ตลอดไป สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรียืนยันแล้วว่าจะไม่ตรึงราคาน้ำมันและจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่รัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชนให้หมดว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาใหญ่เพียงใด และปัญหานั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจทั้งระบบ เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจึงต้องตอบให้ชัดว่าจะช่วยใครก่อน ใช้เกณฑ์อะไร ใช้งบจากไหน และมีแผนรองรับในช่วง 3 ถึง 6 เดือนอย่างไร เพราะหากไม่มีรายละเอียดเหล่านี้

    นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า คำว่าปล่อยตามกลไกตลาดอาจกลายเป็นเพียงการปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระลำพัง ในระยะสั้นรัฐต้องเร่งแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันให้ได้ก่อน โดยเปิดเผยข้อมูลสต็อกและการกระจายให้ชัด ตรวจสอบการกักตุนและการเก็งกำไรอย่างจริงจัง และช่วยเหลือแบบเจาะจงไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG เพิ่มจากหลายภูมิภาค ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป และวางแผนให้ราคาพลังงานค่อยๆ สะท้อนต้นทุนจริงอย่างมีระบบ รวมทั้งเร่งการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน อีกทั้งรัฐควรเตรียมการเพิ่มบริการขนส่งสาธารณะให้เพียงพอ เข้าถึงง่าย และมีต้นทุนที่ประชาชนรับไหว เพื่อเป็นทางเลือกในการลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน เพราะการดูแลประชาชนไม่ควรมีแต่การพยุงราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ต้องช่วยลดความจำเป็นในการแบกรับต้นทุนน้ำมันของประชาชนด้วย แต่การรับมือวิกฤตครั้งนี้จะหยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ประเทศไทยต้องวางแผนสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วยคือ 1.ต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซให้หลากหลายขึ้น ไม่พึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป 2.ต้องทบทวนระบบสำรองพลังงาน การกระจาย และโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังเก็บและขนส่ง ให้สามารถรองรับภาวะสะดุดของตลาดโลกได้จริง 3.ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และ 4.ต้องทำให้ภาคเกษตร ภาคขนส่ง และภาคการผลิตของไทยปรับตัวได้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้ทั้งระบบเปราะบางต่อราคาน้ำมันโลกเช่นเดิม เพราะความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีน้ำมันพอใช้ในวันนี้ แต่คือการทำให้ประเทศมีความสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้ในระยะยาว

    “เมื่อเราวางแผนความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนได้แล้ว ประเทศไทยก็ต้องคิดเรื่องการสร้างรายได้และเสริมความแข็งแรงของเศรษฐกิจไปพร้อมกันด้วย ต้องใช้แรงกดดันครั้งนี้เป็นตัวเร่งให้ไทยก้าวจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การเป็นการสร้างฐานเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น (Resilient Base) ของภูมิภาค คือเป็นฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม มีความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และการผลิตมากขึ้น ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เร่งพลังงานสะอาด ปรับระบบขนส่งและการผลิตให้มีประสิทธิภาพขึ้น และต่อยอดจุดแข็งของประเทศในด้านอาหาร เกษตร เทคโนโลยี บริการสุขภาพ และการลงทุนใหม่ เพื่อให้ไทยมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม และมีความพร้อมรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในระยะยาวได้มากขึ้น ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดนี้สูญเปล่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอที่ได้อภิปรายมา ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่หน้าปั๊ม การจัดการสต็อกและการกระจายอย่างมีประสิทธิภาพ การบอกความจริงกับประชาชน การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า และการยกระดับประเทศจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่การเป็นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น จะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากสภาแห่งนี้และจากรัฐบาล ญัตติด่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงการขอให้รัฐบาลชี้แจงปัญหาน้ำมันเฉพาะหน้า แต่คือการขอให้รัฐบาลตอบคำถามสำคัญให้ประชาชนทั้งประเทศว่า ปัญหานี้ใหญ่เพียงใด รัฐจะจัดการอย่างไร จะใช้งบประมาณอย่างไรให้คุ้มค่าและเป็นธรรม และจะพาประเทศเดินผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปอย่างมีทิศทาง พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยให้แข็งแรงกว่าเดิมได้อย่างไร” นายจาตุรนต์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/969061/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xs2iiRm4PsxqL1okbmQqJ

  • “จาตุรนต์” เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน

    “จาตุรนต์” เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน

    “จาตุรนต์” เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน

    “จาตุรนต์” เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน

    ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยมีการเสนอญัตติด่วน เพื่ออภิปรายเรื่องราคาพลังงาน ที่เพิ่มสูงขึ้นจากเหตุการณ์สู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

    โดย นายจตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า จากที่ตนได้สำรวจพบว่า บางปั๊มไม่มีน้ำมัน และหลายพื้นที่สะท้อนปัญหาเรื่องเดียวกันทั้งหมด 

    TPTV
    “จาตุรนต์” เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชนให้หมด

    รัฐบาลบอกมีน้ำมันแต่ปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติม เป็นเพราะอะไรฉะนั้นรัฐบาลต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการกระจายน้ำมัน การบริหารจัดการ และการตรวจสอบดูแล ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงไปถึงการทุจริต การแสวงหาผลประโยชน์ การได้ประโยชน์ของใครก็ตาม เกิดจากข้อเท็จจริงที่กองทุนน้ำมันใช้เงินอุดหนุนอยู่ และบอกว่าส่วนต่างราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 20 บาท ส่วนต่างตรงนี้จะเป็นประเด็นหากมีน้ำมันอยู่กับตัว และคิดว่าน้ำมันข้างหน้าจะราคาขึ้น ถ้าเขายังไม่ขายเก็บไว้ถึงวันข้างหน้า ราคาแพงขึ้นรายได้ก็มากขึ้นเป็นลิตรละ 20 บาท

    ฉะนั้นการควบคุมดูแลเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าน้ำมันสำรองในระบบ กับไม่มีน้ำมันในมือประชาชนเป็นปัญหาที่ควบคู่กันอยู่ตอนนี้ ปัญหานี้สะท้อนถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ หากดูแลให้ดีไม่ได้ด้วยการบริหารจัดการ เราจะรับมือกับปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ไม่ได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะลุกลามจากแค่เรื่องน้ำมันกลายเป็นเศรษฐกิจโลก และเป็นปัญหาการกระจาย การบริหารจัดการ และความเชื่อมั่นในระบบ

    ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า เหตุใดประชาชนจึงหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้ ทั้งที่รัฐบาลยังยืนยันว่า มีน้ำมันอยู่ในระบบ พร้อมทั้งต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่า น้ำมันจะไม่ขาดช่วง การกระจายจะไม่สะดุด และจะไม่เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไร จนทำให้สถานการณ์ลุกลามจากความตื่นตระหนกมากกว่าปริมาณน้ำมันจริง ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาน้ำมันแพงหรือเติมน้ำมันยาก แต่เป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน การขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน โดยอ้างข้อมูลจาก IMF ว่า ราคาน้ำมัน และก๊าซเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และราคาน้ำมันปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งกำลังกดดันเศรษฐกิจโลกให้เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ stagflation หรือ ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ

    ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อ ไทยจะเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านต้นทุน หรือ cost-push inflation มากขึ้น โดยต้นทุนจะส่งผ่านจากพลังงานไปยังภาคขนส่ง การผลิต การเกษตร และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน พร้อมอ้างการประเมินของสภาพัฒน์ว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% และหากวิกฤตลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยว หรือเทศกาลสงกรานต์ ก็จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในประเทศ

    นายจาตุรนต์ ยังกล่าวว่า แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาภาระได้บ้างในระยะสั้น แต่เป็นมาตรการที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับวิกฤตที่กระทบทั้งระบบ และยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง ในเวลาที่ไทยมีข้อจำกัดทางการคลัง และภาระหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ใกล้กรอบเพดานหนี้ที่ 70% ของ GDP อย่างมาก จึงไม่สามารถพึ่งมาตรการอุดหนุน หรือการลดภาษีเป็นคำตอบหลักได้ตลอดไป

    เมื่อรัฐบาลยืนยันแล้วว่า จะไม่ตรึงราคาน้ำมันและจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ “พูดความจริงกับประชาชนให้หมดว่าปัญหาใหญ่เพียงใด จะช่วยใครก่อน ใช้เกณฑ์อะไร ใช้งบจากไหน และมีแผนรองรับในช่วง 3 – 6 เดือนอย่างไร เพราะหากไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ คำว่า “ปล่อยตามกลไกตลาด” ก็อาจกลายเป็นเพียงการปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระลำพัง

    นายจาตุรนต์ จึงเสนอให้รัฐแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันก่อนเป็นลำดับแรก เปิดเผยข้อมูลสต๊อก และการกระจายให้ชัด  ตรวจสอบการกักตุน และการเก็งกำไรอย่างจริงจัง และช่วยเหลือแบบเจาะจงไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG จากหลายภูมิภาค ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป และเร่งขยายบริการขนส่งสาธารณะ เพื่อลดภาระค่าเดินทางของประชาชน

    ในระยะยาว ให้รัฐบาลใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงผลักดัน ในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “resilient base” ของภูมิภาค หรือฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม โดยต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้า ปรับปรุงระบบสำรองและโครงสร้างพื้นฐาน ลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิต และเสริมความแข็งแรงของภาคเกษตร อาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรม เพื่อให้ไทยรับมือกับความผันผวนของโลกได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/271708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GmPVO0ZG6Qlck1Fka2k3A

  • ศ.วิจัยกสิกรฯ หั่นเป้าส่งออกไทยปี69 โตต่ำกว่า1% จากสงครามตะวันออกกลาง

    ศ.วิจัยกสิกรฯ หั่นเป้าส่งออกไทยปี69 โตต่ำกว่า1% จากสงครามตะวันออกกลาง

    วันนี้, 17:34น.

              ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การส่งออกไทยในปี 2569 มีความเสี่ยงจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% ขึ้นอยู่กับความรุนแรง และความยืดเยื้อของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจากเดิมที่ยังไม่เกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยประมาณการภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้ว่าจะขยายตัวได้ 1.6%  โดย 5 ปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกของไทย ได้แก่

              1. การส่งออกไปตะวันออกกลางเสี่ยงชะงักรุนแรง การส่งออกไปตะวันออกกลางมีสัดส่วน 3-4% ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดยกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพึ่งพาตลาดนี้สูงกว่า 10% ท่ามกลางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และคลองสุเอซ ที่ชะงักงันจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

              2. ภาพรวมค่าขนส่งสินค้าปรับสูงขึ้น  ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงก่อนเกิดการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 69 โดยเฉพาะค่าระวางเรือจากไทยไปยุโรป ปรับเพิ่มขึ้นราว 14-17% โดยการส่งออกไปยุโรป อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกา ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน

              3. แนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอลง  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และส่งผลให้ราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ อยู่ระดับเหนือกว่า 100 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลต่อเนื่อง จะกระทบอัตราเงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

              4. รัฐบาลออกมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม การระงับส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศ ยกเว้นการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา โดยมูลค่าการส่งออกเชื้อเพลิงที่ถูกระงับคิดเป็นเกือบ 80% ของการส่งออกเชื้อเพลิงทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน จากการชะงักของอุปทานจากตะวันออกกลาง ขณะที่ระดับราคาที่สูงขึ้น อาจทำให้มูลค่าการค้าปรับเพิ่มขึ้น

               5. การขาดแคลนวัตถุดิบ กระทบการผลิตและการส่งออก ตะวันออกกลาง เป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรียราว 1 ใน 3 ของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบการขนส่งสินค้า โดยราคาปุ๋ย ณ วันที่ 20 มี.ค. 69 ปรับเพิ่มขึ้นราว 23% จากช่วงก่อนที่อิหร่านจะถูกโจมตี ขณะเดียวกัน วัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้า และมีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปยังภาคการผลิต และภาคการเกษตร ตลอดจนการส่งออกของไทย

               ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า การส่งออกไทยเดือนก.พ.69 ขยายตัวที่ 9.9% ชะลอลงจากเดือนม.ค.69 ที่ขยายตัวสูงถึง 24.4% โดยเป็นผลจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แม้จะขยายตัวสูง แต่เป็นอัตราที่ชะลอลง นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าที่เคยถูกสหรัฐฯ จัดเก็บภาษี Reciprocal Tariffs เติบโตชะลอลง เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ รวมทั้งการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลง 30%

    บทวิเคราะห์ฉบับเต็ม https://kresearch.co/4v5hiP8

    #ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    #การส่งออก 

    #ตะวันออกกลาง

    Cr:KResearch 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pTN0XZcEgWeDqidOmVHD_

  • วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    “วิกฤติน้ำมัน” ฉุดเชื่อมั่นภาคการเดินทางท่องเที่ยว “ททท.” แก้เกมเน้นโปรโมตคนไทย “เที่ยวใกล้บ้าน” รับมือผลกระทบ “สงครามตะวันออกกลาง” ทำน้ำมันแพง และขาดแคลน ล่าสุด 20 มี.ค.69 ประชุมร่วมกับภาคเอกชน 10 หน่วยงาน ย้ำสร้างสมดุลตลาด และการออกมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ด้าน “สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก” เผยยอดจองห้องพัก “พัทยา-บางแสน” ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน มี.ค.-เม.ย. ยังหนาแน่น 70-80% สวนทางตลาดหน่วยงานรัฐ และเอกชน ชะลอการจัดงานประชุมสัมมนาใหม่ออกไปก่อน เพื่อลดการใช้น้ำมัน และการเดินทาง

    ภาคการท่องเที่ยวไทยเผชิญความท้าทายสำคัญจากวิกฤติความเชื่อมั่นด้านพลังงาน ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น การขาดแคลนน้ำมัน เอกชนกังวลว่าหากมีน้ำมันไม่เพียงพอ คนจะตัดสินใจไม่เดินทางทันที โดยเฉพาะในช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่คนไทยนิยมเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก สะเทือนต่ออุตสาหกรรมทั้งระบบ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยปรับสูงขึ้น เกิดเหตุติดขัดในการเติมน้ำมันหน้าปั๊ม หากจะพูดว่าไม่กระทบคงเป็นไปไม่ได้ เพราะประชาชนก็ได้รับผลกระทบจากการหาปั๊มเติมน้ำมันได้แบบไม่ปกติ และน้ำมันมีราคาแพงขึ้นจริงๆ เมื่อการใช้รถเดินทางประจำวันต้องคิดมากขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวแน่นอน

    “เรื่องการเดินทางการท่องเที่ยวถือเป็นวงล้อหนึ่งที่ตอนนี้อาจไม่ใช่ช่วงเวลาในการเคลื่อนไหวมากนัก แต่ก็ต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดย ททท.วางแผนรับมือสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ผ่านแคมเปญ Healing is The New Luxury มุ่งโปรโมตการท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาจิตใจ โดยเฉพาะตลาดไทยเที่ยวไทย เน้นเที่ยวระยะใกล้ ค้นหาแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gem หรือเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัว และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่พร้อมให้เดินทางไปสัมผัส”

    ส่งเสริมท่องเที่ยวเยียวยาเศรษฐกิจไทย

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในตอนนี้ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันในการพยุงเศรษฐกิจ แต่ต้องลดการใช้พลังงานลงด้วย โดย ททท.มุ่งดำเนินการ 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ 1.เที่ยวเพื่อเยียวยาตัวเอง 2.เที่ยวเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการทุกธุรกิจ เพราะเมื่อมีการท่องเที่ยว ก็จะเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งอาหารการกิน ที่พัก ของฝาก และ 3.เที่ยวเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจในประเทศ เน้นสนับสนุนให้คนไทยออกเที่ยวใกล้บ้าน หรือหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในชุมชนมากขึ้น

    “จากสถานการณ์แบบนี้ การเที่ยวใกล้บ้านถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะเยียวยาธุรกิจ และสภาวะจิตใจตัวเองได้”

    การดำเนินแคมเปญใช้ประเทศไทยเป็นที่พัก ท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาตัวเองจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญทั้งโลกความจริง และโลกออนไลน์ โดยภาคการท่องเที่ยวยังสามารถขับเคลื่อนต่อได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนมีฐานะกำลังซื้อที่สามารถเที่ยวได้ หากหาเที่ยวบินได้ก็จะออกไปเที่ยวต่างประเทศอยู่ดี ทำให้ตอนนี้ต้องเน้นดึงดูดใจให้กลับมาเที่ยวในประเทศ เที่ยวเป็นกลุ่มเพื่อนหรือพร้อมหน้าครอบครัว ใช้เวลาอยู่กับสิ่งใหม่ แต่อยู่ในระยะใกล้ตัวเองมากขึ้น และใช้เวลานี้แชร์เรื่องราวดีๆ ออกไปให้คนอื่นเห็นด้วย

    “แคมเปญกระตุ้นนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มตลาดระดับบน จะเน้นเที่ยวแบบมีคุณค่า ทั้งการสร้างคุณค่าให้กับผู้ประกอบการทั่วไป สร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจ และชีวิตตัวเอง”

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ททท.ประชุมร่วมเอกชน เน้นออกมาตรการเหมาะสม

    และเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 นางสาวฐาปนีย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤติ (ศตท.) ร่วมกับผู้แทนจาก 10 หน่วยงานภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

    ที่ประชุม ได้ประเมินสถานการณ์ และวิเคราะห์ผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างรอบด้าน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอ และแนวทางมาตรการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และกำหนดแนวทางการบริหารจัดการภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดย ททท.ได้ชี้แจงเน้นย้ำการสร้างสมดุล และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อาทิ การเที่ยวในประเทศ ประชุมในประเทศ เที่ยวใกล้บ้าน ค้นหาแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gem มาเจียระไน และเที่ยวเป็นหมู่คณะ เพื่อลดการใช้พลังงาน เป็นต้น

    ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยทั้งทางตรงจากค่าโดยสารเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น และทางอ้อมจากกำลังซื้อ และต้นทุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล และกลุ่มรายได้สูง จึงมีความจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ และเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที ทั้งการบริหารจัดการเที่ยวบิน การส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคและในประเทศ การบริหารต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

    “บางแสน” ตลาดจัดประชุมสัมมนาชะลอตัว

    นายวัชรพงศ์ คุณปลื้ม นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำมันในประเทศล่าสุด ด้วยฐานลูกค้าโรงแรมในบางแสนส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นคนไทย ถ้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป พบว่ายังมีการเดินทาง ยอดจองห้องพักหนาแน่น เพราะคนไทยนิยมเดินทางเดือนมี.ค.- พ.ค. ช่วงปิดภาคเรียน พาลูกหลานมาเที่ยวอยู่แล้ว ประกอบ กับโลเคชันของบางแสนอยู่ใกล้กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของภาคท่องเที่ยวบางแสนด้วย

    แต่สำหรับโรงแรมที่มีห้องประชุมสัมมนา เริ่มได้รับฟีดแบ็กจากฝ่ายขายแล้วว่าหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่มีคำสั่งให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน (Work From Home) ทำให้ต้องชะลอหรือยกเลิกการจัดงานประชุมสัมมนาที่ยังไม่ได้ยืนยันจัดไปก่อน เพื่อลดการใช้น้ำมัน และการเดินทาง

    “ในงานไทยเที่ยวไทย เมื่อวันที่ 5-8 มี.ค.69 ที่ผ่านมา โรงแรมในบางแสนได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยในการซื้อเวาเชอร์ห้องพัก โดยเฉพาะที่จะมาใช้ในช่วงเดือนมี.ค.- พ.ค. ถือว่าใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ตลาดที่เห็นชัดว่ามียอดจองน้อยลงคือ ตลาดประชุมสัมมนาจากทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะงานที่ยังไม่คอนเฟิร์ม ก็จะขอเวลาในการคิดก่อน ยังลังเลว่าจะจัดหรือไม่ โดยมองว่าสัปดาห์นี้น่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องสถานการณ์น้ำมันมากขึ้นว่ามีผลต่อการท่องเที่ยวของคนไทยมากน้อยแค่ไหน”

    แนวโน้ม มี.ค.-เม.ย. ยอดเข้าพัก “บางแสน” 70-80%

    นายวัชรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอัตราการเข้าพักเดือนมี.ค. ของโรงแรมในบางแสนมีแนวโน้มอยู่ที่ 70% ส่วนเดือนเม.ย. มียอดจองเข้ามาแล้ว 60% คาดว่าตลอดเดือนเม.ย. จะเพิ่มเป็น 80% เพราะมีวันหยุดยาว 2 ช่วงคือ วันจักรี และวันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยววันไหลบางแสน มีกิจกรรมมากมายดึงดูดนักท่องเที่ยว ทำให้ช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ยอดจองโรงแรมล่วงหน้าในบางแสนยังดีอยู่ มีเข้ามาเรื่อยๆ โดยระดับราคาห้องพักยังใกล้เคียงกับช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว

    ด้านผลกระทบจากน้ำมันที่มีต่อต้นทุนประกอบการโรงแรม เริ่มได้รับแจ้งจากซัพพลายเออร์บางรายแล้วว่าจะยืนราคาสินค้าเดิมถึงสิ้นเดือนมี.ค.นี้ และจะขอขึ้นราคาบางรายการในเดือนเม.ย. ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมได้ให้นโยบายแต่ละแผนกเพื่อรับมือกับความเสี่ยงการขึ้นราคาต้นทุนสินค้า ซึ่งไม่อยากไปผลักภาระให้ลูกค้าด้วยการปรับราคาขึ้น ถ้าบางอย่างสามารถลดการใช้ลงได้ เช่น แก้วพลาสติก ถ้าลูกค้ามีแก้วนำมาเอง ก็จะได้ส่วนลดไป

    คนไทยฮึดฝ่าน้ำมันแพง ยังจองโรงแรมเที่ยว “พัทยา”

    นางสาวมรกต กุลดิลก เลขาธิการสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก กล่าวเสริมว่า ด้านสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาพัทยา แม้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นกระทบต่อค่าครองชีพ และปั๊มน้ำมันในบางพื้นที่จำกัดปริมาณการเติม แต่จากการติดตามแนวโน้มตลาดพบว่ายังไม่กระทบมากนัก เนื่องจากเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียน คนไทยวางแผนจองมาเที่ยวแล้ว ไม่พบการยกเลิกจองห้องพัก และด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาพัทยาอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลเมตรเท่านั้น สัดส่วนค่าน้ำมันไม่ได้เพิ่มสูงมากเมื่อเทียบกับเดินทางไปเชียงใหม่หรือจังหวัดอื่นๆ ที่ไกลกว่านี้ จึงยังไม่กระทบมาก

    สำหรับการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน สมาคมคาดการณ์ว่าเดือนมี.ค. โรงแรมในพัทยาจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 70% ส่วนเดือนเม.ย. น่าจะประคองอัตราการเข้าพักได้ราว 60-70% เฉพาะวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์น่าจะมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 90% โดยโรงแรมบางแห่งมียอดจองเต็มแล้ว

    “แต่ถ้ามีผลกระทบจากสงครามเข้ามาเพิ่มเติม ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติก็น่าจะลดลง แต่ยังเชื่อว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทยน่าจะมาทดแทนได้ เพราะบางส่วนก็เลือกเดินทางด้วยรถสาธารณะ ขณะที่รถแท็กซี่ EV ก็มีให้บริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น สถานีชาร์จรถไฟฟ้ามีรถจองคิวชาร์จเต็มตลอด ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมในพัทยาพูดคุยกันถึงการยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวก เพิ่มจุดชาร์จรถ EV มากขึ้นอีกด้วย”

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1226560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KtNvdBcaf_RAUoy4HeEqc

  • จาตุรนต์ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน หวั่น ลามกระทบ เศรษฐกิจ

    จาตุรนต์ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน หวั่น ลามกระทบ เศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

    ‘จาตุรนต์’ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน หวั่น ลามกระทบ ‘เศรษฐกิจ’ แนะรัฐแก้ทั้งเฉพาะหน้า-วางแผนระยะยาว อย่าปล่อยปชช.แบกภาระลำพัง

    วันที่ 25 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จำนวน6ญัตติ จาก6พรรคการเมือง  โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า วันนี้สิ่งที่ประชาชนรับรู้คือ ปัญหาน้ำมันไม่ได้เป็นแค่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่งตนเพิ่งลงพื้นที่ไปพบพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่จ.ฉะเชิงเทรา และได้รับฟังตรงกันว่า ปั๊มน้ำมันดีเซลที่อยู่ใกล้บ่อกุ้งที่สุดไม่มีน้ำมันมาแล้ว 10 วัน นี่คือความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับคนทำมาหากินจริง ทั้งที่ในภาพรวม อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 103 วัน และโรงกลั่นยังมีกำลังผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วได้ราว 79.9 ล้านลิตรต่อวัน สะท้อนชัดว่า ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันรวมของประเทศ แต่เป็นปัญหาการกระจาย การบริหารจัดการ และความเชื่อมั่นในระบบด้วย ดังนั้น วิกฤตเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ในเวลานี้คือ เหตุใดประชาชนจึงหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้ รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่า น้ำมันจะไม่ขาดช่วง การกระจายจะไม่สะดุด และจะไม่เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไรจนคนเดือดร้อนไปมากกว่านี้ รัฐต้องแยกให้ออกระหว่างน้ำมันมีในระบบกับน้ำมันไปถึงมือประชาชนหรือไม่ เพราะถ้าสื่อสารไม่ชัด ประชาชนก็จะยิ่งเร่งซื้อ ผู้ค้าบางส่วนก็จะยิ่งชะลอขาย และปัญหาจะลุกลามจากความตื่นตระหนกมากกว่าปริมาณน้ำมันจริง นอกจากนี้ เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิต การขนส่ง การเกษตร และการค้าระหว่างประเทศจะสูงขึ้นพร้อมกัน เศรษฐกิจโลกจึงมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะที่เงินเฟ้อสูง แต่การเติบโตต่ำลงพร้อมกัน ซึ่งเป็นภาวะที่แก้ยากและกระทบทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รัฐบาลทั่วโลกพร้อมกัน การประเมินของ IMF ระบุว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนอยู่ในระดับสูงนาน 1 ปี จะดันเงินเฟ้อโลกขึ้นประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และกดผลผลิตโลกลดลงราว 0.1-0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ นี่คือสัญญาณว่าความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่กำลังลามไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

    นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันและ LNG ของโลก ยังคงเป็นคอขวดของเศรษฐกิจโลก เมื่อเส้นทางนี้มีปัญหา ประเทศในเอเชียรวมถึงไทยย่อมรับแรงกระแทกมากกว่าหลายภูมิภาคของโลก ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อวิกฤตนี้มาก เพราะไทยยังเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูง และหากราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อไทยจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น (Cost-push inflation) รุนแรงขึ้นอีก เพราะต้นทุนจะไล่ขึ้นทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงาน ขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร ไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ปัญหาน้ำมันไม่ได้จบแค่ที่หน้าปั๊มหรือราคาขายปลีก แต่สามารถกดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบได้ด้วย หากวิกฤตพลังงานลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือเทศกาลสงกรานต์ ผลกระทบจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เพราะรายได้จากการเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภายในประเทศอาจหดตัวลงพร้อมกับต้นทุนการขนส่งที่พุ่งขึ้น เมื่อเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศลดลงในเวลาเดียวกับที่ต้นทุนสูงขึ้น ก็ยิ่งเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจโดยรวมทรุดหนักลงอีกชั้นหนึ่ง แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาได้บ้างในระยะสั้น แต่ก็ช่วยได้ไม่มากเมื่อเทียบกับวิกฤตใหญ่ที่กระทบทั้งระบบ อีกทั้งทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง 

    นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้สาธารณะสูง โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ขณะที่กรอบหนี้สาธารณะกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP หมายความว่า หากคิดแบบตรงไปตรงมา ไทยเหลือช่องว่างใต้เพดานหนี้เพียงราว 4.04% ของ GDP หรือประมาณ 7.7 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 ที่ตั้งไว้ 8.6 แสนล้านบาท สะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือไม่มาก และยังต้องเผื่อไว้รองรับการขาดดุลงบประมาณ ภาระดอกเบี้ย และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ผันผวนด้วย ดังนั้น ยิ่งรายได้รัฐลดลง พื้นที่งบประมาณสำหรับดูแลเรื่องจำเป็นอื่น เช่น ค่าไฟ ผู้มีรายได้น้อย ภาคเกษตร และการประคองเศรษฐกิจก็ยิ่งแคบลง รัฐจึงไม่อาจพึ่งการลดภาษีหรือการอุดหนุนเฉพาะหน้าเป็นคำตอบหลักได้ตลอดไป สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรียืนยันแล้วว่าจะไม่ตรึงราคาน้ำมันและจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่รัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชนให้หมดว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาใหญ่เพียงใด และปัญหานั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจทั้งระบบ เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจึงต้องตอบให้ชัดว่าจะช่วยใครก่อน ใช้เกณฑ์อะไร ใช้งบจากไหน และมีแผนรองรับในช่วง 3 ถึง 6 เดือนอย่างไร เพราะหากไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ 

    นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า คำว่าปล่อยตามกลไกตลาดอาจกลายเป็นเพียงการปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระลำพัง ในระยะสั้นรัฐต้องเร่งแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันให้ได้ก่อน โดยเปิดเผยข้อมูลสต็อกและการกระจายให้ชัด ตรวจสอบการกักตุนและการเก็งกำไรอย่างจริงจัง และช่วยเหลือแบบเจาะจงไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG เพิ่มจากหลายภูมิภาค ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป และวางแผนให้ราคาพลังงานค่อยๆ สะท้อนต้นทุนจริงอย่างมีระบบ รวมทั้งเร่งการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน อีกทั้งรัฐควรเตรียมการเพิ่มบริการขนส่งสาธารณะให้เพียงพอ เข้าถึงง่าย และมีต้นทุนที่ประชาชนรับไหว เพื่อเป็นทางเลือกในการลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน เพราะการดูแลประชาชนไม่ควรมีแต่การพยุงราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ต้องช่วยลดความจำเป็นในการแบกรับต้นทุนน้ำมันของประชาชนด้วย แต่การรับมือวิกฤตครั้งนี้จะหยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ประเทศไทยต้องวางแผนสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วยคือ 1.ต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซให้หลากหลายขึ้น ไม่พึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป 2.ต้องทบทวนระบบสำรองพลังงาน การกระจาย และโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังเก็บและขนส่ง ให้สามารถรองรับภาวะสะดุดของตลาดโลกได้จริง 3.ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และ 4.ต้องทำให้ภาคเกษตร ภาคขนส่ง และภาคการผลิตของไทยปรับตัวได้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้ทั้งระบบเปราะบางต่อราคาน้ำมันโลกเช่นเดิม เพราะความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีน้ำมันพอใช้ในวันนี้ แต่คือการทำให้ประเทศมีความสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้ในระยะยาว

    “เมื่อเราวางแผนความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนได้แล้ว ประเทศไทยก็ต้องคิดเรื่องการสร้างรายได้และเสริมความแข็งแรงของเศรษฐกิจไปพร้อมกันด้วย  ต้องใช้แรงกดดันครั้งนี้เป็นตัวเร่งให้ไทยก้าวจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การเป็นการสร้างฐานเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น (Resilient Base) ของภูมิภาค คือเป็นฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม มีความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และการผลิตมากขึ้น ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เร่งพลังงานสะอาด ปรับระบบขนส่งและการผลิตให้มีประสิทธิภาพขึ้น และต่อยอดจุดแข็งของประเทศในด้านอาหาร เกษตร เทคโนโลยี บริการสุขภาพ และการลงทุนใหม่ เพื่อให้ไทยมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม และมีความพร้อมรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในระยะยาวได้มากขึ้น ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดนี้สูญเปล่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอที่ได้อภิปรายมา ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่หน้าปั๊ม การจัดการสต็อกและการกระจายอย่างมีประสิทธิภาพ การบอกความจริงกับประชาชน การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า และการยกระดับประเทศจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่การเป็นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น จะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากสภาแห่งนี้และจากรัฐบาล ญัตติด่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงการขอให้รัฐบาลชี้แจงปัญหาน้ำมันเฉพาะหน้า แต่คือการขอให้รัฐบาลตอบคำถามสำคัญให้ประชาชนทั้งประเทศว่า ปัญหานี้ใหญ่เพียงใด รัฐจะจัดการอย่างไร จะใช้งบประมาณอย่างไรให้คุ้มค่าและเป็นธรรม และจะพาประเทศเดินผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปอย่างมีทิศทาง พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยให้แข็งแรงกว่าเดิมได้อย่างไร” นายจาตุรนต์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954731&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sbCCRpjbuwFy5v3Y4XDKx

  • นักคิดชั้นนำเตือน “Perfect Storm ถล่มไทย” จี้รัฐเร่งปฏิรูปโครงสร้างก่อนเศรษฐกิจถดถอย | TOPNEWS

    นักคิดชั้นนำเตือน “Perfect Storm ถล่มไทย” จี้รัฐเร่งปฏิรูปโครงสร้างก่อนเศรษฐกิจถดถอย | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/03/2026 18:01

    วันที่ 25 มี.ค. 2569 ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก “พายุสมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตโลกที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานผันผวน การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นอย่างเข้มข้นในเวทีเสวนา “The Decoding of World Economic Forum 2026” จัดโดย FKII Thailand ซึ่งรวบรวมผู้นำทางความคิดของไทยร่วมวิเคราะห์สถานการณ์และเสนอทางออกเชิงโครงสร้าง โดยอ้างอิงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจาก World Economic Forum

    อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand ระบุว่า สถานการณ์โลกในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจลุกลามเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของไทยเพิ่มสูงขึ้นจากการพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก กระทบต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากการแข่งขันเชิงอำนาจของรัฐชาติ การปฏิวัติเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจนกฎหมายตามไม่ทัน ส่งผลให้แรงงานในหลายภาคส่วนมีความเสี่ยงถูกแทนที่ จึงเสนอให้ประเทศไทยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันเชิงระบบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

    ด้าน จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา สะท้อนว่า การแข่งขันด้านเทคโนโลยีจะเป็นตัวกำหนดอำนาจทางเศรษฐกิจในอนาคต พร้อมเสนอแนวคิดการจัดเก็บภาษีหุ่นยนต์เพื่อนำรายได้มาสร้างระบบสวัสดิการรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ ชยดิฐ หุตานุวัชร์ เสนอโมเดล “Por-dee Business” หรือเศรษฐกิจพอดี มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการมีอายุยืนในระดับนานาชาติ ภาพรวมจากเวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า หากรัฐไม่เร่งยกเครื่องโครงสร้างประเทศในหลายมิติ ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และ “Perfect Storm” ที่กำลังก่อตัวอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศในทศวรรษข้างหน้า.

    พิสิษฐ์  รื่นเกษม ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ประจวบคีรีขันธ์

    9-Recovered-Recovered-Recovered

    9-Recovered-Recovered-Recovered

    เปิด “ลานจอดรถร่วมใจ แฟลตเพชรจริก” แก้ปัญหาที่จอดรถ ยกระดับบริการประชาชน

    ราชบุรี///เปิดเวทีโลกเทศกาลหนังใหญ่วัดขนอน

    เรือรบจีน ‘อันชิ่ง-ตงก่วน’ ซ้อมยิงกระสุนจริงในทะเลจีนตะวันออก

    เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันดีเซลกว่า 100%

    10 ปี ความร่วมมือล้านช้าง-แม่น้ำโขง หนุนอุตสาหกรรม

    อิหร่านย้ำไม่เจรจา-ย้อนถามทรัมป์”เจรจากับตัวเอง”หรือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1527442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QsZPRf_mBwBZU8qLR44jV

  • “อนุทิน” ถกทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน | เข้มข่าวเย็น | 25 มี.ค. 69

    “อนุทิน” ถกทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน | เข้มข่าวเย็น | 25 มี.ค. 69

    “อนุทิน” รับ ยกเลิกตรึงราคาน้ำมันมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ จ่อใช้กลไก ก.พาณิชย์ รองรับ ปัดตอบแนวทางรับอารมณ์ประชาชน ยืนยัน ทุกคนทำงาน

    #สงครามอิหร่าน #น้ำมัน #วิกฤตพลังงาน #เข้มข่าวเย็น #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/214819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lcx63-JRZ_30NL-rGvQdx

  • ดีเดย์! สิ้นสุดมาตรการผ่อนปรน ‘เตือนก่อนปรับ’ เริ่มจับปรับจริง 1 เม.ย.69 ทั่วไทย | เดลินิวส์

    ดีเดย์! สิ้นสุดมาตรการผ่อนปรน ‘เตือนก่อนปรับ’ เริ่มจับปรับจริง 1 เม.ย.69 ทั่วไทย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    โดยด้านการจราจร ให้มุ่งเน้นการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน บังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างวินัยจราจรให้กับประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบัน ศจร.ตร. ได้ขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 1 “เตือนก่อนปรับ” ที่กำลังใช้ปฏิบัติจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ช่วงนี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการดังกล่าว หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่ 2 มีการบังคับใช้กฎหมายจราจรเข้มงวดขึ้น

    ซึ่งมาตรการ “เตือนก่อนปรับ” มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์และตักเตือนเพื่อสร้างการรับรู้เรื่องกฎหมายและวินัยจราจร โดยพบว่าตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการว่ากล่าวตักเตือนผ่านระบบ PTM จำนวน 196,028 ครั้ง ซึ่งหลังพ้นระยะตักเตือนในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ตำรวจจราจรจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดใน 10 ข้อหาหลัก ที่เป็นสาเหตุที่มาของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

    พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ขอเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5720011/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L97AsswOadXvA2wAVrWUF

  • ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    เงินเข้าวันไหน? คืบหน้า คนละครึ่ง เฟส 2 – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 โครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจ จ่ายเงินเยียวยา มาวันไหน ใครได้สิทธิ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รอแจกเงินช่วยเหลือ

    คนละครึ่ง เฟส 2 และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 รอบใหม่ เงินเข้าวันไหน? โครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจ จ่ายเงินเยียวยา มาวันไหน ใครได้สิทธิบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย รอแจกเงินช่วยเหลือ ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โลกเดือดสงครามตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุดลง เช็กไทม์ไลน์ด่วน “ครม.อนุทิน 2” แนวโน้มทิศทางจะเป็นอย่างไรต่อไป

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    “กรุงเทพธุรกิจ” อัปเดตความคืบหน้า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ประชาชนทั้งประเทศเฝ้ารอ ท่ามกลางวิกฤติค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนว่าไม่สามารถฝืนกลไกตลาด เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 33 บาทได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 

    แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมส่งไม้ต่อให้ ครม.ชุดใหม่ เร่งคลอดโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” รอบใหม่ เพื่อเยียวยากลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ

    เปิดไทม์ไลน์ “รัฐบาลอนุทิน 2” กางโรดแมปสู้ศึกเศรษฐกิจ Thailand 10 Plus

    สถานการณ์การเมืองขณะนี้มีความชัดเจนอย่างยิ่ง หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมีกำหนดการสำคัญดังนี้

    • 23 มีนาคม 2569: รายชื่อ ครม. 35 ตำแหน่งนิ่งแล้ว อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติโดย สลค.
    • 27 มีนาคม 2569: เตรียมทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม. ชุดใหม่
    • ต้นเดือนเมษายน 2569: ประชุม ครม. นัดแรก เพื่อปรับปรุงงบประมาณปี 70 และร่างนโยบาย
    • 7 – 9 เมษายน 2569: แถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand 10 Plus” ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่

    อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม อัปเดต 35 รัฐมนตรี “ครม.อนุทิน 2” (คลิก)

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    เจาะลึก “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ปี 2569 ใครมีสิทธิรับเงินสูงสุด 2,400 บาท?

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าแม้จะเป็นช่วงรอยต่อรัฐบาล แต่ได้สั่งการให้สภาพัฒน์ฯ เตรียมความพร้อมโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ไว้แล้ว โดยมีรายละเอียดเบื้องต้นที่คาดการณ์ไว้ดังนี้

    ตารางคาดการณ์วงเงินช่วยเหลือ คนละครึ่ง เฟส 2

    • ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี รัฐช่วยจ่าย 50% คาดการณ์วงเงินที่ได้รับ 2,400 บาท
    • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐช่วยจ่าย 50% คาดวงเงินได้รับ 2,000 บาท
    • ประชาชนทั่วไป / นอกระบบภาษี รัฐช่วยจ่าย 50% คาดได้รับ 2,000 บาท

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    เงื่อนไข และคุณสมบัติเบื้องต้น

    • สัญชาติไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป
    • มีบัตรประชาชนสมาร์ตการ์ด
    • ลงทะเบียน และยืนยันตัวตนผ่านแอป “เป๋าตัง” (G-Wallet)
    • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรืออาจมีการปรับเกณฑ์สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น

    คลังการันตี งบบัตรคนจนไม่สะดุด จ่ายต่อเนื่องถึง เม.ย. 69 พร้อมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาย้ำให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า วงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจะไม่มีการหยุดชะงัก แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล โดยงบประมาณถูกจัดสรรไว้รองรับจนถึงเดือนเมษายน 2569 แน่นอน ส่วนการ “ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 รอบใหม่” คาดว่าจะเริ่มชัดเจนหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย

    เช็กคุณสมบัติก่อนลงทะเบียนรอบใหม่

    • รายได้บุคคล/รายได้เฉลี่ยครอบครัว ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
    • ทรัพย์สินทางการเงิน (เงินฝาก/พันธบัตร) รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
    • ต้องไม่มีบัตรเครดิต
    • วงเงินกู้บ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท / วงเงินกู้รถไม่เกิน 1 ล้านบาท

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    วิธีเตรียมตัวลงทะเบียนผ่านแอป “ทางรัฐ” และ “เป๋าตัง”

    ในรอบปี 2569 นี้ คาดว่ารัฐบาลจะใช้แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เป็นซูเปอร์แอปหลักในการลงทะเบียน และตรวจสอบสิทธิ ร่วมกับแอป “เป๋าตัง” ที่ใช้สำหรับใช้จ่ายจริง ประชาชนควรเตรียมตัวดังนี้

    • ดาวน์โหลดแอป ทางรัฐ และยืนยันตัวตนผ่านระบบ ThaiD
    • อัปเดตแอป เป๋าตัง ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
    • ตรวจสอบสถานะการยืนยันตัวตน (สแกนใบหน้า) ให้เรียบร้อยเพื่อความรวดเร็วเมื่อเปิดระบบ

    ความหวังใหม่บนปากท้องคนไทย “รัฐบาลอนุทิน 2” กับภารกิจกู้เศรษฐกิจ

    ท่ามกลางมรสุมค่าครองชีพที่ซัดกระหน่ำ ทั้งราคาน้ำมันดีเซลที่ขยับตัวตามกลไกตลาดโลก และผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังไร้ทางออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับ “Thailand 10 Plus” จึงเปรียบเสมือนโอเอซิสที่ประชาชนเฝ้ารอคอย

    อย่างไรก็ตาม บทสรุปในขณะนี้คือ “ความชัดเจนที่ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทย” โดยรูปแบบการแจกเงินช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่มุ่งเน้นกลุ่มเปราะบาง, การเปิดลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 รอบใหม่

    รวมถึงมาตรการเยียวยาเสริมอื่นๆ ที่อาจจะถูกบรรจุเข้าสู่วาระเร่งด่วน ทั้งหมดนี้ยังคงต้องรอให้การฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีเสร็จสมบูรณ์ และรอฟังคำแถลงนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ในช่วงต้นเดือนเมษายน นี้

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง เฟส 2 - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เงินเข้าวันไหน

    “กรุงเทพธุรกิจ” ยังคงเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อนำเสนอความคืบหน้าเรื่อง “เงินเยียวยา” และ “สิทธิประโยชน์ของประชาชน” มานำเสนอให้ทราบทันทีที่รัฐบาลเริ่มเคาะระฆังเริ่มโครงการ เพราะทุกบาททุกสตางค์ในเวลานี้ คือ ลมหายใจสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไทย

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1226708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S3phJ_IEfOLZgItRpHGcD

  • ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

    ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

    ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

    ปลัดมหาดไทย เรียกประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าเสริมสร้างประสิทธิภาพงานมหาดไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

    25 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายสมภพ สมิตะสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายศักระ กปิลกาญจน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย น.ส.กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.รัตนา สรภูมิ ผู้อํานวยการสํานักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลสืบเนื่องต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น และภาพรวมทางเศรษฐกิจในทั่วทุกพื้นที่ ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน จึงต้องมีมาตรการ รวมถึงกำหนดแผนและแนวทางการปฏิบัติราชการให้สอดรับกับสถานการณ์ เพื่อให้ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เกิดผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    “การประชุมในวันนี้ เพื่อติดตามแนวทางการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจราชการกรม ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สป.มท.) กรม และจังหวัด ให้เป็นไปตามมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งในด้านการเบิกจ่ายงบประมาณ งบจังหวัด กลุ่มจังหวัด การลงนามทำสัญญาในโครงการต่างๆ ตลอดจนการบริหารจัดการให้เป็นไปตามแผนงานและเป้าหมายของกระทรวง” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจราชการกรมฯ ให้ความสำคัญเรื่องการตรวจประเด็นการตรวจราชการที่เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้ข้อแนะนำต่อผลการดำเนินการ รวมถึงให้ความสำคัญกับการบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการตรวจติดตามการปฏิบัติงาน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อาทิ ให้กรมการปกครอง เข้มงวดกวดขันควบคุมราคาเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบสถานบริการน้ำมัน ร่วมกับนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการ ให้กรมการพัฒนาชุมชนส่งเสริมการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยน้อมนำแนวพระราชดำริฯ โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม และสร้างการพึ่งพาตนเองในยามวิกฤต ส่งเสริมการปลูกผักและเลี้ยงไก่ไข่ โดยให้ขยายผลการปฏิบัติตั้งแต่จวนผู้ว่าราชการจังหวัด ไปสู่อำเภอ และชุมชน

    ในส่วนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 รวมถึงมาตรการช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้ความสำคัญกับการตั้งด่านชุมชนและมาตรการลดอุบัติเหตุ “ดื่มไม่ขับ” ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ติดตามและรณรงค์การขับเคลื่อนโครงการป้องกันและลดภาวะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น รวมถึงการส่งเสริมด้านพัฒนาการกีฬาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เข้มงวดกวดขันการควบคุมดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารและป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และให้สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด (สบจ.) ปรับแนวทางการเร่งรัดและติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยให้มีการแจ้งเตือนความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” สนับสนุนให้จังหวัดสามารถดำเนินการได้สอดคล้องตามแผนงานที่วางไว้

    “กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงใหญ่ และมีภารกิจที่ครอบคลุมงานในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภารกิจของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ซึ่งมีเนื้องานที่ต้องรับผิดชอบ ล้วนส่งผลต่อส่วนรวม จึงเป็นที่จับตามองของสังคม ดังนั้น หากบุคลากรปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งเป็นผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ ในการตรวจราชการนั้น หากพบข้อบกพร่องหรือมีข้อสังเกตในการทำงาน ขอให้เร่งรายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการแก้ไขและพัฒนาในทันที สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ฝ่ายเลขานุการ” ที่จะต้องมีความเข้มแข็ง รวดเร็ว และแม่นยำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันให้งานของผู้บังคับบัญชาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี” นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้าย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hlFqwcI_ZejtrOH-p6gOh