Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรธน.จ่อบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน

    ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรธน.จ่อบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

    ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรัฐธรรมนูญเตรียมบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน เหน็บอยากดูงานขัดขวางประชาธิปไตยหรือไม่ เหตุถูกจัดอันดับเป็นประเทศ ไม่เสรี จี้เปิดเผยสัญญา-ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 

    เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเปิดเผยข้อมูลการศึกษาดูงานสาธารณรัฐอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เม.ย. – 2 พ.ค.2569 โดยโครงการดังกล่าว มีราคากลาง 3,234,109.33 บาท และประกาศผู้ชนะเสนอราคา 2,954,000 บาท สำหรับกรณีเรียกร้องนี้ ไม่ใช่การต่อต้านการเรียนรู้จากต่างประเทศในหลักการ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่มีการใช้เงินภาษีของประชาชน ในช่วงเวลาที่รัฐบาลเพิ่งประกาศให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจระงับการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อการดูงานและการอบรม และให้จัดในประเทศแทน เว้นแต่เป็นการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญเท่านั้น จึงขอสอบถามว่า การจ้างเหมาบริการทัวร์ในการศึกษาดูงานต่างประเทศนั้น มีสิ่งใดที่ประเทศไทยไม่มี และมีสิ่งใดที่ไม่สามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญมาไทยหรือจัดสัมมนาในประเทศได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า 

    นายภัณฑิล กล่าวว่า มีอะไรที่ต้องบินไปฟังถึงอียิปต์ จะไปดูปิรามิดกีซ่า หรือจะไปดูสฟริงซ์ หรือมีอะไรที่ไม่สามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่ประเทศไทย หรือจัดสัมมนาในประเทศไทยได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายเท่า คำถามที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้นคือเหตุใดจึงเลือกอียิปต์เป็นประเทศต้นแบบ ศาลรัฐธรรมนูญไปศึกษาดูงานที่อียิปต์ ฟังดูก็เอ๊ะหรือใช่หรือไม่ ถ้าเราจะเอาเงินภาษีประชาชนไปดูระบบศาลรัฐธรรมนูญ ประเทศที่เลือกนั้นควรเป็นประเทศที่โดดเด่นด้านนิติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเป็นอิสระของศาล การคุ้มครองประชาธิปไตย แต่ข้อมูลสากลกลับชี้ว่าอียิปต์ไม่ใช่ประเทศแบบนั้น ซึ่ง Freedom House จัดให้อีสาธารณรัฐอียิปต์เป็นประเทศ “ไม่เสรี” ได้คะแนนเพียง 18 จาก 100 คะแนน ส่วน World Justice Project จัดให้สาธารณรัฐอียิปต์อยู่อันดับ 135 จาก 142 ประเทศในดัชนีหลักนิติธรรมปี 2567

    “ดังนั้นจึงต้องถามอย่างตรงไปตรงมาว่าประเทศแบบนี้หรือจะเป็นต้นแบบ ที่เหมาะสมสำหรับการไปดูงานของศาลรัฐธรรมนูญ หรือแท้จริงแล้วเรากำลังเลือกประเทศที่มีปัญหาเรื่องการดึงศาลเข้าไปเป็นผู้เล่นหลักเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง และการใช้กฎหมายกับกระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธทางการเมือง คล้ายกับข้อถกเถียงที่สังคมไทยเองกำลังถกเถียงกันอย่างเข้มข้นในขณะนี้ จะไปดูว่าเขาขัดขวางขบวนการประชาธิปไตยสำเร็จอย่างไรหรือไม่”นายภัณฑิล กล่าว 

    นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า อีกประเด็นหนึ่งคือ ความเหมาะสมด้านความปลอดภัย  ซึ่งมีการเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดูไบ ที่ปิดไปครึ่งสนามบิน จะไปได้หรือไม่ เงื่อนไขในการคืนเงินเป็นอย่างไร หากมีการยกเลิกขึ้นมา ซึ่ง ป.ป.ช.คงต้องเข้าไปตรวจสอบสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้กรุงไคโรคือสนามรบที่มีความดึงเครียดสูง และมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยกระดับสูงขึ้น  ทั้งนี้ขอให้มีการพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการเดินทางครั้งนี้ที่ระบุว่ามีผู้ร่วมคณะ 37 คน การใช้งบประมาณเกือบ 3 ล้านบาท เดินทาง 9 วัน 8 คืน แต่เวลาที่เป็นการเรียนรู้จริงเพียง 22 ชั่วโมง หัวข้อที่ไปฟังส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องพื้นฐาน เช่น โครงสร้างศาล อำนาจหน้าที่ กระบวนการพิจารณาคดี ระบบการปกครอง และบทบาทของศาลปกครองต่อการควบคุมความเป็นอิสระของศาลและการคุ้มครองประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้สามารถจัดสัมมนาในประเทศได้ โดยเชิญวิทยากรมาบรรยาย แต่ในเอกสารมีการลงค่าวิทยากรไว้ 4 คน ซึ่งตนคิดว่าเป็นไกด์ เพราะพาไปดูมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมาก 

    นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า  ก่อนหน้านี้ กกต. ป.ป.ช. ก็โดนทัวร์ลงในเรื่องจะไปดูงานและต้องระงับกันหมด เงินจำนวนนี้ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ดังนั้น จึงขอเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้1. ขอให้เปิดเผยสัญญาและวันลงนามจริงทั้งหมด 2. ขอให้เปิดเผยค่าใช้จ่ายแยกรายการโดยละเอียด 3. ขอให้เปิดเผยเหตุผลเชิงวิชาการว่าเหตุใดจึงเลือกสาธารณรัฐอียิปต์เป็นประเทศต้นแบบ 4. ขอให้เปิดเผยผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม วัดผลได้ และประชาชนตรวจสอบได้
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954800&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23ZN5IsF13-FLSI7IXQCDm

  • อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลุยหน้างานน่าน ปั้นเยาวชนเป็นช่างฝีมือสร้างอาชีพ | TOPNEWS

    อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลุยหน้างานน่าน ปั้นเยาวชนเป็นช่างฝีมือสร้างอาชีพ | TOPNEWS

    อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน บินด่วนลงพื้นที่จังหวัดน่าน มอบนโยบายเข้มชูธงยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงโจทย์ตลาดปี 2026 พร้อมรุดเยี่ยมค่ายฝึกทักษะอาชีพ ปั้นเยาวชนที่ไม่ได้เรียนต่อให้กลายเป็นช่างฝีมือคุณภาพ

    นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการพัฒนาฝีมือแรงงานแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดน่าน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน โดยมีนางกรรณิกา ธงยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานน่าน พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ณ ห้องประชุมอาคารฝึกอบรม สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานน่าน

    ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการฝึกอบรมตามโครงการเพิ่มทักษะอาชีพสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้ศึกษาต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานน่านได้จัดหลักสูตรเพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพ อาทิ หลักสูตรช่างเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ และหลักสูตรช่างซ่อมและบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้


    นายสมาสภ์กล่าวว่า การพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อได้เข้าถึงการฝึกทักษะอาชีพที่สามารถนำไปใช้ได้จริง กรมฯ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้ผู้ผ่านการฝึกสามารถประกอบอาชีพได้ทันที สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว รวมถึงเสริมสร้างกำลังแรงงานที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

    ทั้งนี้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเป็นการติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดน่าน เพื่อสนับสนุนและผลักดันการพัฒนาทักษะแรงงานในระดับพื้นที่ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางอาชีพและการพัฒนาศักยภาพแรงงานในจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1527320&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JPFFGOAfds-RhNmnmNgUv

  • “ปชป.” แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้ปลดแอกน้ำมันแพง ทำท่องเที่ยวพังยับ

    “ปชป.” แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้ปลดแอกน้ำมันแพง ทำท่องเที่ยวพังยับ

    “ปชป.” แท็กทีมถล่มวิกฤตพลังงาน “รัดเกล้า” กาง 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกน้ำมันแพง ด้าน “ศักดิ์สิทธิ์” แฉซ้ำหาดใหญ่โคม่า ท่องเที่ยวพังยับ

    วันที่ 25 มีนาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สส. พรรคประชาธิปัตย์ประสานเสียงจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่กำลังลามหนัก โดยนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี อภิปรายเสนอ “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย ยกระดับไบโอดีเซลสู่เทคโนโลยี HVO ขั้นสูง สร้างตลาดรองรับเครื่องจักรกลเกษตรใช้พลังงานสะอาด กระจายงบสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน (2W 2S) ทั้งขยะ ลม แสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงอากาศยาน (SAF) และบูรณาการภาคเกษตรวาง Zoning พืชพลังงานและประกันราคาที่เป็นธรรม เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก

    ขณะที่ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา อภิปรายขยี้ปมความล้มเหลวในพื้นที่ภาคใต้ โดยแฉว่า กลไกตลาดบิดเบี้ยวจากการตัดโควตาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงกว่าครึ่ง จนเกิดภาวะขาดแคลนหนัก ส่งผลให้รัฐบาลมาเลเซียต้องประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังน้ำมันหมดก่อนมาไทย ทำให้เศรษฐกิจของหาดใหญ่ซบเซาในช่วงเทศกาลสำคัญ พร้อมตำหนิมาตรการห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอนที่ทำลายวิถีชีวิตชาวประมงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามได้ทิ้งท้ายเตือนสติรัฐบาลว่าอย่าพลิกโอกาสให้เป็นวิกฤต และฝากคำจากคนในพื้นที่ถึงนายกรัฐมนตรีว่า “ไม่อยากใช้ชีวิตติดหรู กลัวลุงหนูอยู่ยาว” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2922523&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UsdBn_NcL9WIFzTvMnII_

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ กาฬสินธุ์ปักหมุดจุดแรก “OTOP ภูมิภาค 2569” ขนทัพสินค้าภูมิปัญญาไทยสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองน้ำดำ

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ กาฬสินธุ์ปักหมุดจุดแรก “OTOP ภูมิภาค 2569” ขนทัพสินค้าภูมิปัญญาไทยสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองน้ำดำ

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ กาฬสินธุ์ปักหมุดจุดแรก “OTOP ภูมิภาค 2569” ขนทัพสินค้าภูมิปัญญาไทยสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองน้ำดำ


    25/03/2569 | 41 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ กาฬสินธุ์ปักหมุดจุดแรก “OTOP ภูมิภาค 2569” ขนทัพสินค้าภูมิปัญญาไทยสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองน้ำดำ

    วันนี้ (25 มีนาคม 2569) เวลา 15.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” จุดดำเนินการที่ 1 จังหวัดกาฬสินธุ์ ภายใต้แนวคิด “สีสันถิ่นเรา เรื่องเล่าแห่งภูมิปัญญา” โดยมีคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนชาวกาฬสินธุ์เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก เพื่อร่วมสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

    การจัดงานในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เลือกจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจุดเริ่มต้นในการนำเสนอเสน่ห์แห่งภูมิปัญญาจากทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่สากลและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ✨ ไฮไลต์ห้ามพลาดในงาน OTOP ภูมิภาค จ.กาฬสินธุ์:

    🛍️ ช้อปจุใจ: พบกับผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับพรีเมียมจากทั่วทุกภาคกว่า 200 บูท ทั้งผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์อันเลื่องชื่อ, อาหารรสเด็ด, ของใช้ของตกแต่งบ้าน และงานหัตถศิลป์ล้ำค่า

    📖 นิทรรศการภูมิปัญญา: สัมผัสเรื่องราว (Storytelling) เบื้องหลังชิ้นงานที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์

    🎭 ความบันเทิงจัดเต็ม: ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดังทุกคืน

    🎁 ลุ้นโชคทอง: ช้อปครบ 500 บาท รับคูปองลุ้นรางวัลใหญ่ “ทองคำ” และรางวัลอื่นๆ อีกมากมายในวันสุดท้ายของการจัดงาน!

    นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสอันดีของพี่น้องชาวกาฬสินธุ์ที่จะได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากทั่วประเทศในที่เดียว และยังเป็นการแสดงศักยภาพของจังหวัดในการเป็นเจ้าบ้านต้อนรับงานระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

    ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วม “ช้อป ชิม แชร์ และเชียร์” สินค้าไทยในบรรยากาศแอร์เย็นฉ่ำ เดินสบายตลอดทั้งงานครับ!

    📍 พิกัด: ณ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

    📅 วันที่: 25 – 31 มีนาคม 2569

    ⏰ เวลา: 10.00 – 21.00 น.

    🌐 จัดโดย: กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    #OTOPภูมิภาค


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/342706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_fsWJLgWFYtl49-5z0Aus

  • ส่องสิทธิประโยชน์ สส.มีอะไรบ้าง? | เดลินิวส์

    ส่องสิทธิประโยชน์ สส.มีอะไรบ้าง? | เดลินิวส์

    หลังจากได้รับการขานรับจากหลายฝ่ายในเรื่องการยกเลิกเลี้ยงอาหาร สส. ในวันประชุมสภา ตามต่อด้วยประเด็นการลดจำนวนผู้ช่วย สส. ลงเหลือ 3 คน จาก 8 คน ล่าสุด “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาเปิดประเด็นเพิ่มเติมในเรื่องข้อเสนอการตัดงบประมาณบำนาญ สส.-สว. โดยระบุว่าเป็น สส.เพียงสมัยเดียวก็ได้ก็ได้รับบำนาญไปตลอดชีวิตแล้ว เริ่มต้นที่  21,300 บาท และเพิ่มไปเรื่อยๆ จนถึงเพดาน 42,700 บาท หากตัดลดงบประมาณเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยเซฟเงินงบประมาณภาษีประชาชนถึงปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้รายละเอียดเกี่ยวกับสวัสดิการหรือบำนาญผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ถูกระบุใน พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา และระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

    สำหรับ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2556 มี 28 มาตรา รายละเอียดในมาตรา 5 และมาตรา 6 ระบุว่า มาตรา 5 ให้มีกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ดังต่อไปนี้ (1) การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ (2) การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล (3) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ (4) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม (5) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร (6) สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด

    มาตรา 6 กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ (2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจําปี (3) เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกําหนด (4) เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วย กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 (5) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน (6) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค (7) ดอกผลของเงินกองทุน

    สำหรับผู้ที่จะได้รับสวัสดิการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ในมาตรา 16 ระบุว่า สมาชิกรัฐสภาซึ่งได้ส่งเงินเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และจํานวนอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพอันจะพึงได้รับจากกองทุนนั้น ให้นําระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งการเป็นสมาชิกรัฐสภาของผู้นั้นมาคิดคํานวณด้วย

    สมาชิกรัฐสภาที่จะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่เป็นบุคคลที่อยู่ใน ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเป็นบุคคลที่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตําแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

    สำหรับรายละเอียดการดำเนินการ ได้มีระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ฉบับล่าสุดระบุในข้อ 29 ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามข้อ 27 มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน

    โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาสําหรับคํานวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (1) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 1 เดือน แต่ไม่ถึง 12 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลาสี่เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ

    (2) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 12 เดือน แต่ไม่ถึง 48 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (3) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 48 เดือน แต่ไม่ถึง 96 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 35 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (4) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 96 เดือน แต่ไม่ถึง 144เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ ๔๐ ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (5) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 144 เดือน แต่ไม่ถึง 192 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 45 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (6) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 192 เดือน แต่ไม่ถึง 240 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 50 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (7) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 240 เดือน แต่ไม่ถึง 288เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 55 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (8) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 288 เดือนขึ้นไป ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 60 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    ส่วนค่ารักษาพยาบาล ข้อ 32 ในการแก้ไขล่าสุดระบุว่า อนุมัติจ่ายเงินครั้งละไม่เกิน 130,000 บาท/ปี

    กรณีทุพลภาพเดิม ระบุว่ามีการจ่ายให้ 5,000 บาทต่อเดือน แต่ล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย. 2567 ได้มีการแก้ไขเป็น 15,000 บาท/เดือน

    สำหรับการช่วยเหลือทุนการศึกษาบุตร ข้อ 45 ระบุไว้ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาภายหลังวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุน

    ในกรณีการให้การศึกษาบุตรสําหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงคนที่หนึ่งและคนที่สอง ทั้งนี้ ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

    โดยสำหรับกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภานั้น ในปีงบประมาณล่าสุด มีเงินอุดหนุนกองทุน ราวๆ 420 ล้านบาท ซึ่งจะจัดเป็นสิทธิประโยชน์ให้สมาชิก เช่น เงินทุนเลี้ยงชีพ ค่าช่วยเหลือพยาบาล 1.3 แสนบาทต่อปี เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ 15,000 บาทต่อเดือน เงินช่วยเหลือกรณีถึงแก่กรรม 2 แสนบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5721190/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hRJaTXbnDr2jFRqNeVwQ-

  • ‘พท.’ ยื่นร่างกฎหมายต่อสภาฯ หวังแก้ปัญหาปากท้องประชาชน

    ‘พท.’ ยื่นร่างกฎหมายต่อสภาฯ หวังแก้ปัญหาปากท้องประชาชน

    “ยศชนัน” นำสส.พท. ยื่น10ร่างกฎหมายชุดแรกเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง-เศรษฐกิจ จ่อยื่นเพิ่มอีกสัปดาห์หน้า ชุดกฎหมายการศึกษา-แรงงาน รับผลักดันอาจทำได้ไม่เร็ว

    ที่รัฐสภา สส.พรรคเพื่อไทย นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ แถลงถึงการยื่นร่างกฎหมายชุดแรกจำนวน 10 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นผู้รับยื่นหนังสือ

    โดย นายยศชนัน กล่าวว่า ตามที่เคยสัญญากับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยื่นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนทั้งในด้านความปลอดภัย การดูแลในเชิงสังคมเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงยื่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จำนวน 10 ฉบับ  อาทิ  ร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม ร่าง พ.ร.บ.โรงแรมและสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ และในสัปดาห์หน้าจะเสนออีก 6 ฉบับ เป็นชุดเกี่ยวกับการศึกษา และแรงงาน อาทิ  ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ร่างพ.ร.บ. การเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม  ทั้งนี้ยอมรับว่าการพิจารณาร่างงกฎหมายอาจไม่เร็ว แต่พรรคเพื่อไทยพร้อมดำเนินการเสนอไปพร้อมกับการแก้ปัญหาให้ประชาชนทันที 

    เมื่อถามว่า มองว่ากฎหมายของพรรคเพื่อไทยที่เสนอไป จะเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไรบ้าง นายยศชนัน กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้เป็นการร่างเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในบริบทที่เปลี่ยนไป และขณะนี้เรามีปัญหาเยอะ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ประชาธิปไตย ความเท่าเทียม สังคม ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นหลักสำคัญ รวมถึงรายได้ที่เกิดขึ้นจากธุรกิจต่างๆ ใหม่ๆ ซึ่งมีหลาย พ.ร.บ.ที่ปัจจุบัน ยังไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ จำเป็นต้องแก้ไข รวมถึงปัญหาทางสังคมด้วยการเข้ามาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลง ก็มีความจำเป็นที่ต้องดูแลอย่างทั่วถึง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1226766&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RS7rmer0FQaM_MSBzTak8

  • เจาะอินไซด์ ท่องเที่ยว สงกรานต์ 69 ‘พัทยา’ ครองแชมป์คนไทยแห่เที่ยว

    เจาะอินไซด์ ท่องเที่ยว สงกรานต์ 69 ‘พัทยา’ ครองแชมป์คนไทยแห่เที่ยว

    เจาะลึกอินไซต์ท่องเที่ยวสงกรานต์ 2569 เมื่อ ‘พัทยา’ ขึ้นแท่นแชมป์จุดหมายยอดฮิตคนไทย

    เทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทยระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน ยังคงเป็นไฮซีซั่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

    ล่าสุด อโกด้า (Agoda) แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ได้เผยอินไซต์ข้อมูลการค้นหาที่พักช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของนักเดินทางที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการผงาดขึ้นมาครองแชมป์ของเมืองท่องเที่ยวระยะใกล้อย่าง “พัทยา”
     

    เจาะอินไซด์ ท่องเที่ยว สงกรานต์ 69 ‘พัทยา’ ครองแชมป์คนไทยแห่เที่ยว

    ‘พัทยา’ แชมป์ท่องเที่ยวไทย อานิสงส์เทศกาลวันไหล

    จากข้อมูลการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มอโกด้า พบว่า พัทยา สามารถคว้าอันดับ 1 จุดหมายปลายทางภายในประเทศที่ชาวไทยนิยมไปเยือนมากที่สุดในช่วงสงกรานต์ปีนี้ ตามมาด้วย หัวหิน/ชะอำ, กรุงเทพฯ, ภูเก็ต และเชียงใหม่ ตามลำดับ

    ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้พัทยายังคงได้รับความนิยมอย่างแข็งแกร่ง คือจุดเด่นด้านทำเลที่เดินทางสะดวก ตอบโจทย์ความต้องการสัมผัสทะเลในช่วงฤดูร้อน และไฮไลต์สำคัญอย่าง “เทศกาลวันไหล” ซึ่งจัดต่อเนื่องยาวไปจนถึงวันที่ 20 เมษายนของทุกปี บรรยากาศชายหาดที่คึกคักและการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้พัทยาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มหาศาลแม้ช่วงวันหยุดหลักจะสิ้นสุดลงไปแล้ว นอกจากนี้ยังสะท้อนเทรนด์ใหม่ของนักเดินทางชาวไทยที่ นิยมขยายวันหยุดพักผ่อนให้ยาวขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดในช่วงพีก

    กรุงเทพฯ ยืนหนึ่งในใจต่างชาติ ดันเอเชียขับเคลื่อนการเดินทาง

    ในมิติของการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ สงกรานต์ไทยยังคงเป็นบิ๊กอีเวนต์ที่ดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก ข้อมูลระบุว่า นักเดินทางจาก มาเลเซีย เป็นกลุ่มที่ค้นหาที่พักในไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ อินเดีย, เกาหลีใต้, จีน และสิงคโปร์ ตอกย้ำความนิยมของประเทศไทยในระดับภูมิภาคเอเชีย

    สำหรับจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจมากที่สุด กรุงเทพมหานคร ครองอันดับ 1 ด้วยความโดดเด่นในการผสานประเพณีดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างลงตัว ตั้งแต่กิจกรรมทางวัฒนธรรมไปจนถึงเทศกาลดนตรีระดับโลก เช่น SIAM Songkran Music Festival ส่วนจุดหมายปลายทางยอดฮิตอันดับ 2-5 ของชาวต่างชาติ ได้แก่ พัทยา, ภูเก็ต, หาดใหญ่ และเชียงใหม่ เจาะอินไซด์ ท่องเที่ยว สงกรานต์ 69 ‘พัทยา’ ครองแชมป์คนไทยแห่เที่ยว

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า ให้มุมมองว่า “การที่พัทยากลับมาครองอันดับหนึ่งอีกครั้ง สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางยังคงมองหาจุดหมายที่มีทั้งความคึกคักและความคุ้นเคย ขณะที่ความสนใจจากต่างชาติก็ตอกย้ำว่าเทศกาลของไทยยังคงดึงดูดผู้คนทั่วโลก อโกด้าภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับประสบการณ์เหล่านี้”

    เพื่อตอบรับกับดีมานด์การเดินทางที่พุ่งสูง อโกด้าซึ่งมีเครือข่ายที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางบิน 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมกว่า 300,000 รายการ ได้เตรียมกระตุ้นตลาดด้วยการมอบส่วนลด 10% 

    สำหรับช่วงเทศกาล สามารถจองได้ระหว่างวันที่ 1-18 เมษายน 2569 (สำหรับการเข้าพัก 1 เมษายน – 28 มิถุนายน 2569) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายและสร้างความคึกคักให้กับภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aHNpV6fwySi3fDcHX2Ikh

  • แก้เกมน้ำมันแพง ททท. ชู “เที่ยวใกล้บ้าน” เยียวยาใจ พยุงเศรษฐกิจไทย

    แก้เกมน้ำมันแพง ททท. ชู “เที่ยวใกล้บ้าน” เยียวยาใจ พยุงเศรษฐกิจไทย

    แก้เกมน้ำมันแพง ททท. ชู “เที่ยวใกล้บ้าน” เยียวยาใจ พยุงเศรษฐกิจไทย

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดความเชื่อมั่นในภาคการเดินทางท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในบางพื้นที่

     ปัญหานี้สร้างความกังวลอย่างมากต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ที่คนไทยนิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก
     

    แก้เกมน้ำมันแพง ททท. ชู

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยอมรับถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า

    “สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยปรับสูงขึ้น เกิดเหตุติดขัดในการเติมน้ำมันหน้าปั๊ม หากจะพูดว่าไม่กระทบคงเป็นไปไม่ได้ เพราะประชาชนก็ได้รับผลกระทบจากการหาปั๊มเติมน้ำมันได้แบบไม่ปกติ และน้ำมันมีราคาแพงขึ้นจริงๆ เมื่อการใช้รถเดินทางประจำวันต้องคิดมากขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวแน่นอน”

    กลยุทธ์ “Healing is The New Luxury”: เที่ยวใกล้เพื่อเยียวยา เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ ททท. ได้เร่งปรับแผนการตลาดภายใต้แคมเปญ “Healing is The New Luxury” โดยมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาจิตใจและสนับสนุนตลาด “ไทยเที่ยวไทย” ในระยะใกล้

     โดยเน้นการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็น “Hidden Gem” หรือเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่โดยไม่ต้องเดินทางไกล
    นางสาวฐาปนีย์ ได้ระบุถึงเป้าหมาย 3 ประการในการขับเคลื่อนครั้งนี้ว่า

     “ในตอนนี้ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันในการพยุงเศรษฐกิจ แต่ต้องลดการใช้พลังงานลงด้วย โดย ททท. มุ่งดำเนินการ 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ 

    1.เที่ยวเพื่อเยียวยาตัวเอง 

    2.เที่ยวเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการทุกธุรกิจ เพราะเมื่อมีการท่องเที่ยว ก็จะเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งอาหารการกิน ที่พัก ของฝาก 

     3.เที่ยวเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจในประเทศ เน้นสนับสนุนให้คนไทยออกเที่ยวใกล้บ้าน หรือหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในชุมชนมากขึ้น”
     

    นอกจากนี้เธอยังย้ำว่า “จากสถานการณ์แบบนี้ การเที่ยวใกล้บ้านถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะเยียวยาธุรกิจ และสภาวะจิตใจตัวเองได้” โดยเป้าหมายคือการดึงกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อให้กลับมาเที่ยวในประเทศ แทนการเดินทางไปต่างประเทศที่อาจประสบปัญหาเรื่องเที่ยวบินและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ผนึกกำลังภาคเอกชน รับมือน้ำมันพุ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ททท. ได้ประชุมร่วมกับศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤติ (ศตท.) และภาคเอกชน 10 หน่วยงาน เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบและกำหนดแนวทางรับมือ

     โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบทั้งทางตรง เช่น ค่าโดยสารเครื่องบิน และทางอ้อมคือลดกำลังซื้อของผู้บริโภค

     จึงต้องเน้นการสร้างสมดุลด้วยการส่งเสริมการประชุมในประเทศและการท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะเพื่อลดการใช้พลังงาน

    สะท้อนภาพจริงจากพื้นที่: บางแสน-พัทยา ในภาคตะวันออก แหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงอย่างบางแสนและพัทยายังคงได้รับความนิยม นายวัชรพงศ์ คุณปลื้ม นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก เผยว่ายอดจองห้องพักช่วงปิดเทอม (มี.ค.-เม.ย.) ยังคงหนาแน่นอยู่ที่ 70-80%

     อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือกลุ่มประชุมสัมมนา

    นายวัชรพงศ์ ระบุว่า “ตลาดที่เห็นชัดว่ามียอดจองน้อยลงคือ ตลาดประชุมสัมมนาจากทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะงานที่ยังไม่คอนเฟิร์ม ก็จะขอเวลาในการคิดก่อน ยังลังเลว่าจะจัดหรือไม่”

     เนื่องจากหลายหน่วยงานมีนโยบายให้ทำงานที่บ้าน (Work From Home) เพื่อลดการเดินทางและประหยัดน้ำมัน

    ขณะเดียวกัน นางสาวมรกต กุลดิลก เลขาธิการสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก ให้ความเห็นว่าระยะทางที่ใกล้เป็นจุดแข็งสำคัญในวิกฤตนี้ 

    “ด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาพัทยาอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลเมตรเท่านั้น สัดส่วนค่าน้ำมันไม่ได้เพิ่มสูงมากเมื่อเทียบกับเดินทางไปเชียงใหม่หรือจังหวัดอื่นๆ ที่ไกลกว่านี้ จึงยังไม่กระทบมาก” 

    พร้อมทั้งยังมองเห็นโอกาสในการปรับตัวของผู้ประกอบการ เช่น การเพิ่มจุดชาร์จรถ EV เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือก

    แม้ในยามวิกฤตน้ำมันแพง ททท. และภาคเอกชนยังคงเชื่อมั่นว่า “การท่องเที่ยว” จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเยียวยาทั้งสภาพจิตใจของประชาชนและพยุงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ ผ่านการปรับตัวและเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C3lf-w-PnagcvjPBj4knD

  • ‘พัทยา’ ติดอันดับ 1 เมืองยอดฮิต คนไทยเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569

    ‘พัทยา’ ติดอันดับ 1 เมืองยอดฮิต คนไทยเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569

    ‘พัทยา’ ติดอันดับ 1 เมืองยอดฮิต คนไทยเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569

    วันนี้ (วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569) อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยว่า พัทยา ขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางภายในประเทศอันดับ 1 ของนักเดินทางคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยอ้างอิงจากข้อมูลการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มอโกด้า ได้แก่ หัวหิน ชะอำ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งติดอันดับ 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศช่วงปีใหม่ไทย

    สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของนักเดินทางชาวไทยที่มองหาจุดหมายปลายทางระยะใกล้ เดินทางสะดวก โดยเฉพาะหาดทราย ทะเลในช่วงวันหยุดยาว

    ความนิยมอย่างต่อเนื่องของพัทยามาจากการจัดงานเฉลิมฉลองสงกรานต์ที่ยาวนานกว่าที่อื่น โดยมีไฮไลต์อย่างเทศกาลวันไหล ซึ่งจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 20 เมษายนของทุกปี พัทยาเป็นที่รู้จักจากบรรยากาศชายหาดที่คึกคัก มีการเล่นน้ำสงกรานต์ขนาดใหญ่ และยังมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่โดดเด่นอีกด้วย

    ทำให้เทศกาลวันไหลสามารถดึงดูดนักเดินทางจำนวนมากแม้หลังช่วงสงกรานต์สิ้นสุดลง ทั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของนักเดินทางชาวไทยที่นิยมขยายช่วงวันหยุดให้ยาวนานกว่ากำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดในช่วงพีคของการเดินทาง

    สงกรานต์ 2569

    เทศกาลสงกรานต์ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีระหว่างวันที่ 13 ถึง 15 เมษายน ซึ่งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย และยังคงเป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญและได้รับความนิยมมากที่สุดของประเทศ โดยเทศกาลนี้ผสมผสานความสนุกสนานของการเล่นน้ำเข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณีอันทรงคุณค่า เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวได้กลับมาพบปะกัน ผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนา และร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไปพร้อมกับการรักษามรดกทางวัฒนธรรม

    ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียขับเคลื่อนการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในช่วงสงกรานต์

    เทศกาลสงกรานต์ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลสำคัญของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกให้เดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองในทุก ๆ ปีอีกด้วย

    โดยข้อมูลจากอโกด้าพบว่า นักเดินทางจากมาเลเซียเป็นกลุ่มที่ค้นหาที่พักในประเทศไทยมากที่สุดในช่วงเทศกาล รองลงมาคือนักเดินทางจาก อินเดีย เกาหลีใต้ จีน และสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงความนิยมของทั้งเทศกาลสงกรานต์และประเทศไทยในระดับภูมิภาค

    พัทยา

    เมืองหลักของไทยครองอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางชาวต่างชาติช่วงสงกรานต์

    สำหรับนักเดินทางชาวต่างชาติ กรุงเทพฯ ครองอันดับหนึ่งของจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงสงกรานต์ ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งผสมผสานประเพณีสงกรานต์เข้ากับความทันสมัยไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ เช่น SIAM Songkran Music Festival ไปจนถึงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมต่าง ๆ

    ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้สามารถตอบโจทย์นักเดินทางได้ทุกไลฟ์สไตล์ รองลงมาคือ พัทยา ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงใหม่ เป็นอันดับจุดหมายปลายทาง 5 อันดับแรกที่ถูกค้นหามากที่สุดในช่วงสงกรานต์ โดยนักเดินทางชาวต่างชาติบนแพลตฟอร์มอโกด้า

    เทศกาลสงกรานต์

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า กล่าวว่า สงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่การเดินทางมีความหมายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการได้กลับไปใช้เวลากับครอบครัว หรือการออกไปค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ การที่พัทยากลับมาครองอันดับหนึ่งอีกครั้ง สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางยังคงมองหาจุดหมายปลายทางที่มีทั้งความคึกคักและความคุ้นเคย

    ขณะเดียวกัน ความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากนักเดินทางต่างชาติยังแสดงให้เห็นว่าเทศกาลที่เต็มไปด้วยความสุขของไทยยังคงดึงดูดความสนใจจากผู้คนทั่วโลก อโกด้าภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้นักเดินทางเข้าถึงประสบการณ์เหล่านี้ได้อย่างคุ้มค่าและสะดวกสบาย

    ในขณะที่นักเดินทางเตรียมตัวสำหรับเทศกาลสงกรานต์ ข้อมูลจาก อโกด้าชี้ให้เห็นว่าเทศกาลนี้ยังคงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่จุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศอย่างพัทยา ไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวที่เปี่ยมด้วยวัฒนธรรมทั่วประเทศไทย โดยความสนใจจากทั้งนักเดินทางชาวไทยและชาวต่างชาติ ตอกย้ำให้สงกรานต์ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างประสบการณ์และการเดินทางที่น่าจดจำ

    สำหรับนักเดินทางที่กำลังวางแผนสำหรับทริปถัดไป อโกด้ามีตัวเลือกรายการที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางบินมากกว่า 130,000 เส้นทางและกิจกรรมมากกว่า 300,000 รายการ โดยอโกด้ามอบส่วนลด 10% สำหรับช่วงสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 1 ถึง 18 เมษายน พ.ศ. 2569 สำหรับการจองที่พักที่เข้าพักระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 28 มิถุนายน 2569 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/654870&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kLF5nLnJ2nfG9MBQwOSZM

  • ททท.เปิด “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569” ยกเสน่ห์ 5 ภูมิภาคไว้ในงานเดียว

    ททท.เปิด “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569” ยกเสน่ห์ 5 ภูมิภาคไว้ในงานเดียว

    ททท.เปิด “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569” ครั้งที่ 44 ยกเสน่ห์ 5 ภูมิภาคไว้ในงานเดียว จัดเต็ม 9 โซน ปลุกกระแสท่องเที่ยวไทย ผ่านแนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” เข้าร่วมงานฟรี 25-29 มี.ค.นี้

    วันที่ 25 มีนาคม 2569 น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยระบุว่า งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนก้าวสู่การจัดงานครั้งที่ 44 และเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่า การเพิ่มมูลค่าจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น และการกระจายรายได้สู่ชุมชนในทุกภูมิภาค

    ด้าน น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.มุ่งผลักดันรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวให้เติบโตตามเป้าหมาย โดยงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยเป็นกิจกรรมการตลาดสำคัญที่รวบรวมความมหัศจรรย์ของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว ผ่านการนำเสนอภาพลักษณ์ท่องเที่ยวที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวไทยได้ตลอดทั้งปี จากการสร้างการรับรู้เอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    สำหรับปีนี้ ททท.จัดเต็มกิจกรรม 9 โซนหลัก ครบทั้งเสน่ห์ 5 ภูมิภาค และประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เริ่มจาก โซนที่ 1 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิด “สีสันตะวันออก” นำเสนอความสดใสของ 9 จังหวัดภาคตะวันออก ผ่านธีม “สีสันสวรรค์นักกิน” “สีสันสวรรค์ทะเลตะวันออก” “สีสันสวรรค์นักช้อป” และ “สีสันสวรรค์นักผจญภัย” พร้อมแลนด์มาร์กเด่นอย่าง อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จ.จันทบุรี และขนทัพอาหารทะเล-อาหารถิ่นกว่า 50 ร้าน มาให้เลือกชิม

    โซนที่ 2 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชูแนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวอีสาน” ถ่ายทอดเสน่ห์อีสานผ่านประสบการณ์ 5 Senses ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ตั้งแต่การชมวิวท้องถิ่น ลิ้มรสเมนูเด็ด ดื่มด่ำกลิ่นอายพื้นถิ่น ฟังดนตรีอีสาน และร่วมกิจกรรมประเพณี โดยยก “เทียนพรรษา” สัญลักษณ์ของประเพณีแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี มาเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ พร้อมโซน “หม่องแซ่บหลาย” รวมร้านเด็ดกว่า 36 ร้าน และการแสดงดนตรีพื้นบ้าน-หมอลำแบบจัดเต็ม

    โซนที่ 3 สุขทันที ที่เที่ยวภาคใต้ มาในแนวคิด “GO SOUTH แลต่ะเสน่ห์ใต้” ถ่ายทอดความงดงามของท้องทะเลภาคใต้ ผสานอัตลักษณ์วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อของชาวปักษ์ใต้ทั้ง 14 จังหวัด พร้อมแลนด์มาร์กสุดตื่นตาในรูปแบบ Immersive Experience และมุม Film Location จากสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น ถ้ำโต๊ะหลวง จ.กระบี่ และ ตึก Standard Chartered จ.ภูเก็ต

    โซนที่ 4 สุขทันที ที่เที่ยวภาคกลาง เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนภายใต้คอนเซปต์ “อู่ข้าว อู่น้ำ…ผ้าทอราชธานี วิถีภาคกลาง : Harmony of Heritage and Charm” ถ่ายทอดเรื่องราวของศูนย์กลางอารยธรรมไทย ผ่านแลนด์มาร์กบ้านทรงไทยร่วมสมัย ลานโอ่งราชบุรี ซุ้มทางเข้าลานบุปผาราชินี และลานภูษาพัสตรา พร้อมนำเสนอความโดดเด่นของ 3 เมืองสร้างสรรค์ที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (Creative City of Design), เพชรบุรี (City of Gastronomy) และ สุพรรณบุรี (Creative City of Music)

    โซนที่ 5 สุขทันที ที่เที่ยวภาคเหนือ จัดภายใต้แนวคิด “SEASON OF NORTH 2026 สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ชูการท่องเที่ยวภาคเหนือในแต่ละฤดูกาล เพื่อผลักดันสู่การเป็น Year Round Destination ในรูปแบบ Contemporary Lanna โดยยกแลนด์มาร์กจาก เมืองน่าน เมืองสร้างสรรค์ด้านงานหัตถศิลป์ของยูเนสโก พร้อมอัตลักษณ์เด่นอย่าง ภาพจิตรกรรมปู่ม่านย่าม่าน ผ้าทอลายน้ำไหล และหัวโอ้เรือ สัญลักษณ์ประเพณีแข่งเรือของเมืองน่าน

    ต่อด้วย โซนที่ 6 Amazing Thailand ที่ชวนผู้เข้าร่วมงาน Feel all the Feelings ผ่านนิทรรศการจุดถ่ายภาพ กิจกรรมเวิร์กช็อป และ Fan Meet กับศิลปิน-อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ PERSES, จุ๊มเหม่ง (Japan and Friends), DICE, มาย–อาโป และ POLCASAN (โพก้าซัง) รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยวสมัยใหม่ เพื่อยกระดับประสบการณ์เที่ยวไทยให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

    โซนที่ 7 Road to Sustainability : Travel With Care เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน โดยเปิดประสบการณ์โลกเสมือนจริงของแหล่งท่องเที่ยวและเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย ภายใน Immersive Room พร้อมนำเสนอผลงานเด่น “เต่าตนุ” ประติมากรรมจากสิ่งของเหลือใช้ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านโครงการในพระราชดำริ “ป่ารักน้ำ” และ “อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล (เกาะมันใน)”

    โซนที่ 8 โซนหน่วยงานพันธมิตรและโซนผู้ประกอบการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวบรวมเครือข่ายพันธมิตรและผู้ประกอบการท่องเที่ยวชั้นนำจากทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้พบกับข้อเสนอและบริการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตอบโจทย์การวางแผนเดินทางครั้งต่อไปให้พิเศษยิ่งขึ้น 

    ขณะที่ โซนที่ 9 เวทีกลาง เต็มไปด้วยสีสันความบันเทิงตลอด 5 วัน ทั้งการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง เช่น KT Kratae, ลำไย ไหทองคำ, ไรอัล กาจบัณฑิต, ATLAS, กลัฟ คณาวุฒิ, Fellow Fellow, Paradox, Nuvo, No One Else และอะตอม ชนกันต์ รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย การแสดงร่วมสมัย แฟชั่นโชว์ และกิจกรรมเล่นเกมแจกของรางวัลตลอดงาน

    นอกจากนี้ ททท.ยังสานต่อแนวคิดการจัดงานอย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมาย “Zero Waste to Landfills” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยจัดบริการจุดคัดแยกขยะ 14 จุด ทั่วพื้นที่งาน พร้อมขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร เพื่อมุ่งลดปริมาณขยะให้ต่ำกว่าปีก่อนหน้า สะท้อนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ระหว่างวันที่ 25-29 มีนาคม 2569 โดยสามารถเดินทางด้วย MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รถแท็กซี่ ณ จุดรับ-ส่ง ชั้น G ฝั่งทะเลสาบ หรือรถประจำทางสาย 136 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center 1672 Travel Buddy.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2922530&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27T7oLmA1_UhbNINu0U3hK