Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • CPN  โต “High Single Digit”  รับทราฟฟิกท่องเที่ยวพุ่ง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CPN  โต “High Single Digit”  รับทราฟฟิกท่องเที่ยวพุ่ง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น-CPN ตั้งเป้ารายได้ ปี 2569 โตระดับ High Single Digit แม้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตแต่บริษัทเน้นปรับตัวเร็ว ชูจุดแข็งทราฟฟิกกลุ่มนักท่องเที่ยว (Tourist) ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเป็นแรงหนุนสำคัญ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/25/628490/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fBr_yUzkNwKOVLlkRBMOM

  • จูรี บี้รัฐบาลตามหา โควตาน้ำมัน ที่หายไปจากปั๊ม แซะวลีนายกฯ รวยไม่ไหว คงแค่กับนายทุน

    จูรี บี้รัฐบาลตามหา โควตาน้ำมัน ที่หายไปจากปั๊ม แซะวลีนายกฯ รวยไม่ไหว คงแค่กับนายทุน

    จูรี บี้รัฐบาลตามหา โควตาน้ำมัน ที่หายไปจากปั๊ม แซะวลีนายกฯ รวยไม่ไหว คงแค่กับนายทุน

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

    นายทุนรวยหรือเปล่า?! จูรี ยกวลี ‘ประชาชน พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว’ ตอก ’อนุทิน‘ กำลังเกิดขึ้นจริง อัดสื่อสารสวนทางชาวบ้าน เหมือนอยู่กันคนละภพภูมิ บี้ตามหา ‘โควตาน้ำมัน’ ที่หายไปจากปั๊ม ฟื้นลมหายใจ ’ชาวหาดใหญ่-ภาคใต้‘ ก่อนเข้าสู่ช่วงสงกรานต์ หวั่นลามกระทบท่องเที่ยวซ้ำดาบสอง

    เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จำนวน 6 ญัตติ จาก 6 พรรคการเมือง โดยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้รัฐบาลควรจะสื่อสารอย่างจริงจังตรงไปตรง ไม่ควรปล่อยให้ชาวบ้านมีความทุกข์ และกังวล และจินตนาการในการใช้น้ำมันในวันข้างหน้าไม่ได้ ขณะที่ชาวบ้านเอารถไปตากแดดรอน้ำมัน รัฐบาล นายกรัฐมนตรี กลับสื่อสารว่าน้ำมันเราไม่ขาดแคลนเพียงพอสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ ทำให้ความของชาวบ้าน รู้สึกเหมือนการสื่อสารรัฐบาลเหมือนอยู่กันคนละโลก คนละภพภูมิกัน ทำให้เกิดถึงปัญหาในปัจจุบัน 

    “อยากให้นายกฯเดินทางไปหาดใหญ่ สักวัน เริ่มตั้งแต่นั่งเครื่องบิน จะเจอปัญหาแรก คือตั๋วเครื่องบินแพงมาก เมื่อท่านลงเครื่องบิน ท่านมุ่งหน้าไปทางไหนของสงขลาก็จะเจอปัญหาทันทีไม่ว่าปั๊มไหนจะมี 3 ลักษณะด้วยกัน 1.จะมีรถจอดเต็มเป็นกิโลเพื่อรอคิวเติมน้ำมัน 2.ไม่มีรถจอดเลยในปั๊มโล่งสบาย แต่เมื่อขับเข้าไปจะเจอป้ายติดว่าน้ำมันดีเซลหมด 3.จะเขียนว่าหยุดให้บริการชั่วคราว นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น” นายจูรี กล่าว

    นายจูรี กล่าวต่อว่า ตนถามไปทุกปั๊มปัญหาเดียวกันคือโควตาเคยได้อยู่ 10,000 ลิตรแต่คลังน้ำมันส่งให้ 5,000 ลิตร บ้าง 3,000 ลิตรบ้าง เกิดปัญหาแล้วยังไม่ได้คำตอบ น้ำมันโควตาที่เหลือหายไปไหน ใครเอาไปไหน ตอนนี้ปัญหาหนักมากกระทบทุกอาชีพ เพื่อนตนขับรถบรรทุกกุ้ง มีลูกค้ามาจ้างให้เงินหลายหมื่น หรือเงินแสน มากองอยู่ตรงหน้าก็ไม่สามารถจะทำอาชีพนี้ได้ เพราะไม่มีน้ำมัน ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้บางครอบครัวขาดรายได้

    “สิ่งที่กระทบหนักในพื้นที่ของผมล่าสุด สถาน กงสุลมาเลเซียประกาศเตือนนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่หาดใหญ่ ทำยกเลิกกันเป็นขบวน ที่ผ่านมาทุกท่านทราบดี ปลายปี 68 น้ำตาชาวหาดใหญ่ยังไม่เคยเหือดแห้ง ทุกวันนี้ผู้ว่าฯสั่งขีดเส้นว่า 31 มี.ค. จะได้เงินเยียวยาค่าซ่อมแซมบ้าน แล้วนี่มาโดนวิกฤตน้ำมันซ้ำสองทำให้นักท่องเที่ยวหายไป ถ้าเรื่องนี้ไม่แก้จะบานปลายไปถึงการท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ ที่จะถึงนี้ที่กำลังจะเป็นลมหายใจที่จะต่อให้พี่น้องชาวหาดใหญ่ แต่มันกำลังจะทำให้พี่น้องชาวหาดใหญ่กำลังจะสิ้นลมอีกแล้ว ผมขอเรียกร้องไปถึงรัฐบาลให้ไปตามหาน้ำมันที่หายไปจากโควตาแต่ละปั๊ม ควรหามาตรการสำรองเพิ่มเติม ในพื้นที่การท่องเที่ยวพื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่ และพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายที่ในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงในช่วงสงกรานต์นี้ อย่าทำให้ผมและพี่น้องประชาชนรู้สึกเลยว่า สิ่งที่นายกฯเคยพูดไว้บนเวทีปราศรัยหาเสียงว่า พี่น้องประชาชนจะร้องว่าพอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้กำลังจะเกิดขึ้นจริง แต่คนที่รวยอาจจะไม่ใช่พี่น้องประชาชน แต่อาจจะเป็นนายทุนหรือไม่” นายจูรี กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954783&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07_-rSqwtaNCrM-tNx965I

  • “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย หวั่นกระทบท่องเที่ยวสงกรานต์

    “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย หวั่นกระทบท่องเที่ยวสงกรานต์

    วันนี้ (25 มี.ค.2569) นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องออกไปตามหาน้ำมัน หรือการนำรถไปรอในช่วงเย็น เพื่อรอเติมน้ำมันในช่วงเช้า และไม่มีอะไรการันตี ว่าจะได้เติมน้ำมันหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา

    นายจูรี กล่าวว่า รัฐบาลควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงจัง ไม่ควรให้ชาวบ้านต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันในวันข้างหน้า โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สื่อสารว่าน้ำมันไม่ขาดแคลนและมีเพียงพอ รวมถึงสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ ทำให้รู้สึกว่าการสื่อสารดังกล่าว กับปัญหาที่ชาวบ้านพบนั้นอยู่คนละโลกกัน

    นอกจากนี้ อยากให้นายกรัฐมนตรีเดินทางไป อ.หาดใหญ่ จะได้เห็นภาพที่ชัดเจน ตั้งแต่นั่งเครื่องบิน ราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินราคาแพง และเมื่อถึงพื้นที่แล้วจะพบว่าปั๊มน้ำมันมีรถจอดยาวเป็นกิโลเมตรหรือปั๊มโล่งไม่มีรถจอด

    ภาพประกอบข่าว

    นายจูรี กล่าวว่า วันนี้ต้องการคำตอบว่าโควตาน้ำมันหายไปไหน อีกทั้งมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้าหาดใหญ่ ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาจะบานปลายไปถึงช่วงท่องเที่ยวสงกรานต์ ที่จะเป็นลมหายใจต่อให้ชาวหาดใหญ่

    แต่ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ประชาชนกำลังสิ้นลม ดังนั้นเรียกร้องให้รัฐบาลไปตามหาน้ำมันที่หายจากโกดัง หรือโควตาที่แต่ละปั๊มควรจะได้ และควรหามาตรการสำรองน้ำมันเพิ่มเติมในพื้นที่ท่องเที่ยว หรือพื้นที่เศรษฐกิจอย่างหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    อย่าให้ผมและประชาชนอีกหลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่นายกฯ เคยพูดบนเวทีปราศรัยหาเสียง พี่น้องประชาชนจะร้องว่าพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่คนที่รวยอาจไม่ใช่ประชาชน อาจจะเป็นนายทุนหรือไม่

    อ่านข่าว :

    “กรณ์” อภิปรายชี้ “รัฐบาล” ล้มเหลวแก้วิกฤตพลังงาน

    “เสรีพิศุทธ์” ฉะใช้ “พิพัฒน์” ทำให้แก้ปัญหาน้ำมันแพงไม่สำเร็จ

    วุฒิสภาสหรัฐฯ ยังหนุน “ทรัมป์” ในการใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503805&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VwAAjOKLf1CX8AYgSO-CZ

  • ททท. เวิร์กช็อป “ทูตถิ่นยั่งยืน จังหวัดนครพนม” ปั้นนักเล่าเรื่องชุมชนสู่การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม | เดลินิวส์

    ททท. เวิร์กช็อป “ทูตถิ่นยั่งยืน จังหวัดนครพนม” ปั้นนักเล่าเรื่องชุมชนสู่การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ห้องประชุม Mekong Conference Centre ที่โรงแรมแม่โขง เฮอริเทจ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นายอรรถพล วรรณกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว และนางสาวเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. นครพนม เข้าร่วมงานฯ   การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดพิธีเปิดโครงการพัฒนาการบริการและองค์ความรู้ด้านตลาดการท่องเที่ยวไทย “ทูตถิ่นยั่งยืน 2569” เพื่อเป็นเวทีพัฒนาศักยภาพบุคลากรท่องเที่ยว ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 25-26 มีนาคม 2569

    ​นายอรรถพล กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว (TAT Academy) เดินหน้าโครงการ “ทูตถิ่นยั่งยืน 2569” ภายใต้โครงการพัฒนาการบริการและองค์ความรู้ด้านการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวไทย โดยเริ่มจัดการอบรมพื้นที่แรก ภาคเหนือ ณ โรงแรมเวียงอินทร์ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมแม่โขง เฮอริเทจ จังหวัดนครพนม เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ ให้สามารถสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างคุณค่าให้การท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    ​โครงการ “ทูตถิ่นยั่งยืน” ประจำปี 2569 ดำเนินการในรูปแบบการอบรมสัญจร ครอบคลุม 9 พื้นที่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชน บุคลากรด้านบริการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้สามารถออกแบบสินค้าและบริการบนฐานทุนวัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ​ภายใต้การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ 2 ระดับ กับ 3 หลักสูตร โดยโครงการปีนี้ออกแบบเป็น Learning Path เพื่อให้ผู้เข้าร่วม สามารถพัฒนาองค์ความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตามบทบาทการทำงาน ในเป็น 2 ระดับ  ​ระดับ Development Stage เป็นการพัฒนาศักยภาพพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวผ่าน 2 หลักสูตร ได้แก่  ​หลักสูตร “ทูตชุมชน คนเล่าเรื่องถิ่น”  ​หลักสูตร “ผู้นำถิ่นดี สร้างวิถียั่งยืน”

    ​ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ทักษะการสื่อสารอัตลักษณ์ การบริการ และแนวคิดการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายในระยะเวลา 2 วัน โดยจะจัดอบรมใน 5 พื้นที่ ได้แก่ เชียงราย นครพนม นครศรีธรรมราช สมุทรสงคราม และจันทบุรี

    สำหรับ จังหวัดนครพนม ถือเป็นพื้นที่เริ่มต้นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของการจัดอบรมในปีนี้ โดยมีผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชน และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมพัฒนาศักยภาพ เปิดหลักสูตรต่อยอด “ภูมิปัญญาพาเที่ยว”

    ​นอกจากนี้ โครงการยังมีการพัฒนาหลักสูตรขั้นต่อยอดในระดับ Advanced Stage ภายใต้ชื่อ “ภูมิปัญญาพาเที่ยว” ซึ่งออกแบบสำหรับผู้ที่ผ่านการอบรมในระดับ Development Stage หรือผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและการทำงานร่วมกับชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5719206/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hjBqzvYGkiJ_yM9lF3Xu3

  • โบรกแนะซื้อ MINT รับ “ตะวันออกกลาง” คลี่คลาย เคาะเป้า 22.60 บาท

    โบรกแนะซื้อ MINT รับ “ตะวันออกกลาง” คลี่คลาย เคาะเป้า 22.60 บาท

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยบทวิเคราะห์ แนะนำการลงทุนในหุ้น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT โดยประเมินว่าในระยะสั้น หุ้น MINT จะได้รับปัจจัยเชิงบวก (Sentiment) จากความคาดหวังที่ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเข้ามาช่วยกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อคืน (Short Covering) ในตลาด

    นอกจากนี้ ภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยทางฝ่ายวิจัยคาดการณ์ว่าทิศทางผลกำไรของบริษัทจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาสที่ 1/2569 และจะสามารถทำสถิติจุดสูงสุดได้ในช่วงไตรมาสที่ 2/2569

    พร้อมกันนี้ MINT ยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่น่าสนใจจากการเตรียมจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) รวมถึงการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อช่วยพยุงราคาหุ้น ทั้งนี้ได้ประเมินราคาเป้าหมายระยะสั้นของหุ้น MINT เอาไว้ที่ระดับ 22.60 บาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/stockanalysis/821571&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lXWk4RJtaVRWAZr-lITLu

  • “ปิยะศิริ” สั่งเร่งบูรณะ “ศาลเจ้าแม่กวนอิมยะลา” หลังถูกน้ำท่วมใหญ่ปี 68 ทำโทรม หวังชูเป็นแหล่งท่องเที่ยว

    “ปิยะศิริ” สั่งเร่งบูรณะ “ศาลเจ้าแม่กวนอิมยะลา” หลังถูกน้ำท่วมใหญ่ปี 68 ทำโทรม หวังชูเป็นแหล่งท่องเที่ยว

    ยะลา, วันที่ 25 มีนาคม – หลังจากได้รับการประสานงานจากชาวบ้านในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา ว่ามีศาลเจ้าที่เหมือนจะถูกลืม ไม่ได้รับการทำนุบำรุง อยู่ในสภาพทรุดโทรม ในซอยลึกลับ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จึงเดินทางไปยัง ศาลเจ้าแม่กวนอิมหรือที่ชาวบ้านในละแวกนั้นเรียกขานว่า “ศาลเจ้าหลังโรงเรียนจีน” เลขที่ 3 ถนน 5 ธันวา ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระโพธิสัตว์กวนอิมและองค์เทพทั้งหลาย ที่มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่

    ในเบื้องต้นตรวจสอบสภาพพื้นที่พบว่า หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 68 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ศาลเจ้าแม่กวนอิมแห่งนี้ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาได้รวบรวมเงินกันปรับปรุงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังพบว่าหลายจุดยังคงทรุดโทรม โดยเฉพาะบริเวณหลังคาที่ถูกปลวกกัดกิน พร้อมที่จะถล่มลงมาทุกเมื่อ

    ทั้งนี้ เลขาธิการศอ.บต. ได้สั่งบูรณะเป็นการด่วน โดยเฉพาะหลังคาที่ต้องทำการปรับปรุงเป็นอันดับแรก ซึ่งให้ช่างผู้รับเหมาทำการรื้อสร้างหลังคาใหม่ ให้แล้วเสร็จภายในเวลา 2 วัน และทยอยบูรณะศาลเจ้าแม่กวนอิมแห่งนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ในอนาคต

    ด้านนางจิรดา กิจบวรธรรม รองประธานคณะกรรมการศาลเจ้าฯ เป็นตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวขอบคุณ และทิ้งท้ายไว้ว่า วันนี้ศาลเจ้าแห่งนี้ จะไม่ใช่ศาลเจ้าที่ถูกลืมอีกแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/285903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CvP9dQG3KFwUlWDRDrMVE

  • เริ่มแล้ว!! กับงานใหญ่แห่งปี “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44” ประจำปี 2569

    เริ่มแล้ว!! กับงานใหญ่แห่งปี “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44” ประจำปี 2569

    25 มีนาคม 2569, 14:58น.

    เริ่มแล้ว!! กับงานใหญ่แห่งปี “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44” ประจำปี 2569

    รวมเสน่ห์ไทยจาก 5 ภูมิภาค มาไว้ในงานเดียว ภายใต้แนวคิด “สุขทันทีที่เที่ยวไทย”

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนทุกคนมา ชิม ช้อป ชม ครบทุกมิติ พร้อมแลนด์มาร์ก จุดถ่ายรูป วัฒนธรรม อาหาร และดีลท่องเที่ยวสุดคุ้มแบบจัดเต็ม!

    พบกับไฮไลต์ 9 โซนห้ามพลาด:

    โซนภาคตะวันออก – สีสันบูรพา คาเฟ่ลับ อาหารทะเลจัดเต็ม

    โซนอีสาน – ม่วนซื่นวิถีศรัทธา 5 Senses + ของแซ่บห้ามพลาด

    โซนภาคใต้ – GO SOUTH เสน่ห์ทะเลใต้ Immersive + สายกินต้องโดน

    โซนภาคกลาง – อู่ข้าวอู่น้ำ วัฒนธรรม + เมืองสร้างสรรค์ UNESCO

    โซนภาคเหนือ – Season of North แอ่วล้านนา มูเตลู กาดนวด

    โซนAmazing Thailand – นิทรรศการ แคมเปญดัง AI Photo Booth & Fan Meet

    โซน Sustainability – เที่ยวอย่างใส่ใจ โลกยั่งยืน Zero Waste

    โซนพันธมิตร & ห้าง ททท. – ดีลท่องเที่ยว แพ็กเกจสุดคุ้ม

    โซนเวทีกลาง – คอนเสิร์ต ศิลปินดัง การแสดงวัฒนธรรมจัดเต็ม

    เข้าชมงานฟรี

    วันที่ 25 – 29 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 – 21.00 น.

    ชั้น G ฮอลล์ 1 – 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    #AmazingThailand #สุขทันทีที่เที่ยวไทย #เทศกาลเที่ยวเมืองไทยครั้งที่44 #เทศกาลเที่ยวเมืองไทย2569 #TTF2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/160250&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ndI0fDrl4pBJgZv-QBphG

  • จุฬาฯ ตอกย้ำความเป็นเลิศระดับโลก! คว้าอันดับ 1 ของไทย 46 สาขาวิชา

    จุฬาฯ ตอกย้ำความเป็นเลิศระดับโลก! คว้าอันดับ 1 ของไทย 46 สาขาวิชา

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ ตอกย้ำความเป็นเลิศระดับโลก คว้าอันดับ 1 ของไทย 46 สาขาวิชา Top 100 ของโลก 8 สาขาวิชา และทะยานสู่ Top 200 ของโลกถึง 37 สาขาวิชา จาก QS World University Rankings by Subject 2026

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศและระดับสากลอีกครั้ง กับผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกตามสาขาวิชา “QS World University Rankings by Subject ประจำปี 2026” ซึ่งในปีนี้จุฬาฯ ได้รับการประเมินและจัดอันดับรวมทั้งสิ้นถึง 60 สาขาวิชา
    ผลลัพธ์ในปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพทางวิชาการและการวิจัยที่แข็งแกร่ง โดยมีสถิติที่น่าภาคภูมิใจ ดังนี้

    • ครองอันดับ 1 ของประเทศไทย มากถึง 46 สาขาวิชา
    • ติดอันดับชั้นนำระดับโลก (Top 200 ของโลก) ถึง 37 สาขาวิชา

    สาขาวิชาที่โดดเด่นระดับโลก (Top 100 ของโลก)
    ในปีนี้ จุฬาฯ มีสาขาวิชาที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนก้าวเข้าสู่ 100 อันดับแรกของโลกหลายสาขา ได้แก่

    • Dentistry (อันดับ 32 ของโลก)
    • Engineering – Petroleum (อันดับ 65 ของโลก)
    • Engineering – Mineral & Mining (อันดับ 71 ของโลก)
    • Veterinary Science (อันดับ 71 ของโลก)
    • Performing Arts (อันดับ 75 ของโลก)
    • Development Studies (อันดับ 89 ของโลก)
    • Hospitality & Leisure Management (อันดับ 91 ของโลก)
    • English Language & Literature (อันดับ 98 ของโลก)

    ความเป็นเลิศในระดับกลุ่มสาขาวิชา (Broad Subject)
    ไม่เพียงแต่สาขาวิชาเฉพาะทางเท่านั้น แต่ในระดับกลุ่มสาขาวิชา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 200 ของโลกถึง 4 กลุ่มสาขาหลัก ได้แก่

    • Arts & Humanities (อันดับ 118 ของโลก)
    • Social Sciences & Management (อันดับ 141 ของโลก)
    • Life Sciences & Medicine (อันดับ 157 ของโลก)
    • Engineering & Technology (อันดับ 194 ของโลก)

    ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การสร้างสรรค์งานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงระดับสากล ตลอดจนการได้รับการยอมรับจากทั้งแวดวงวิชาการระดับโลกและจากผู้จ้างงานอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS World University Rankings by Subject 2026 เพิ่มเติมได้ที่
    https://www.topuniversities.com/world-university-rankings

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/295057/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RGaWwUQjE0nucVhSk0m7F

  • งานวิจัยเตือน!  อาหาร 1 ประเภท ผู้หญิงกินบ่อยๆ เสี่ยงกระทบโอกาสมีลูก

    งานวิจัยเตือน! อาหาร 1 ประเภท ผู้หญิงกินบ่อยๆ เสี่ยงกระทบโอกาสมีลูก

    งานวิจัยเตือน ผู้หญิงกินอาหารกลุ่มนี้บ่อย อาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะมีบุตรยาก

    ผลการศึกษาที่วิเคราะห์ข้อมูลผู้หญิงในสหรัฐฯ เกือบ 2,600 คน พบว่า ความเสี่ยงภาวะมีบุตรยากอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินอาหารในชีวิตประจำวัน

    งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nutrition and Health โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย McMaster ประเทศแคนาดา ระบุว่า การบริโภค “อาหารแปรรูปสูง” (Ultra-Processed Foods: UPF) ในปริมาณมาก อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะมีบุตรยาก

    อาหารแปรรูปสูงคืออะไร

    อาหารกลุ่ม UPF คืออาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน มักมีส่วนผสมของเกลือ น้ำตาล ไขมันไม่ดี รวมถึงสารปรุงแต่ง สี และวัตถุกันเสีย ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่ เครื่องดื่มบรรจุขวด อาหารจานด่วน อาหารสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยวอุตสาหกรรม

    กินมากขึ้น ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้น

    จากข้อมูลการสำรวจ พบว่า อาหารแปรรูปสูงคิดเป็นประมาณ 27% ของปริมาณอาหารที่ผู้หญิงกลุ่มตัวอย่างบริโภคในแต่ละวัน และในกลุ่มที่มีภาวะมีบุตรยาก ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 31%

    การวิเคราะห์เพิ่มเติมยังพบว่า ทุกๆ การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนอาหารแปรรูปสูง 10% อาจสัมพันธ์กับการลดลงของความสามารถในการมีบุตร

    อาหารเมดิเตอร์เรเนียนอาจช่วยได้

    ในทางกลับกัน การรับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และปลา มีแนวโน้มช่วยสนับสนุนความสามารถในการมีบุตรในผู้หญิงส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์นี้ไม่พบในกลุ่มผู้หญิงที่มีภาวะอ้วน

    สาเหตุที่เป็นไปได้

    นักวิจัยระบุว่า อาหารแปรรูปสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ การบริโภคอาหารกลุ่มนี้มากเกินไป อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารสำคัญ เช่น ใยอาหาร โฟเลต และธาตุเหล็ก

    อีกทั้งยังอาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และการได้รับสารเคมีที่อาจรบกวนระบบฮอร์โมนจากกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์

    ข้อแนะนำจากนักวิจัย

    ผู้วิจัยแนะนำว่า การส่งเสริมการบริโภคอาหารสดและอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย ควรเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่วางแผนมีบุตร

     

    1. Nutrition and Health
    2. SOHA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880250/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qiRKTx744S_rYtEVwrR4K

  • รู้จัก ‘เอกนิติ’ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่ 4 ปี พาไทยฝ่าวิกฤต

    รู้จัก ‘เอกนิติ’ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่ 4 ปี พาไทยฝ่าวิกฤต

    รู้จัก ‘เอกนิติ’ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่ 4 ปี พาไทยฝ่าวิกฤต

    การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี คนที่ 32  มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยตำแหน่งหัวใจเศรษฐกิจของประเทศอย่างรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถูกวางตัวให้ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รับหน้าที่ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 ท่ามกลางโจทย์ท้าทายทั้งในและต่างประเทศ

    การกลับมารับตำแหน่งครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสานต่อนโยบายเดิม แต่เป็น “ภารกิจ 4 ปี” ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ภายใต้แรงกดดันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน

    เส้นทาง ‘นักเศรษฐศาสตร์ตัวจริง’ สู่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

    ในแง่ประวัติและเส้นทางอาชีพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายตรงที่เติบโตจากระบบราชการกระทรวงการคลังอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่ง เริ่มจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ก่อนคว้าทุนรัฐบาลศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of Illinois at Urbana-Champaign และปริญญาเอกจาก Claremont Graduate University ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเน้นด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและการเงินระหว่างประเทศ อันเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระดับประเทศ

    หลังสำเร็จการศึกษา เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในภาคเอกชน ก่อนเข้าสู่ราชการในกระทรวงการคลัง และค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์ในสายงานเศรษฐกิจการคลัง ทั้งในเชิงนโยบายและการบริหารองค์กร โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ โฆษกกระทรวงการคลัง รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งอธิบดีของหน่วยงานหลักระบบการคลังไทย ได้แก่

    • กรมสรรพากร
    • กรมสรรพสามิต
    • กรมธนารักษ์ 

    นอกจากประสบการณ์ภายในประเทศแล้ว ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ยังมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการดำรงตำแหน่งด้านเศรษฐกิจการคลังในต่างประเทศ และการทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก และโครงการความร่วมมือด้านภาษีระหว่าง OECD และ UNDP

    ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้มีมุมมองเชิงเปรียบเทียบและเข้าใจบริบทเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบายในยุคที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

    ทิ้งชีวิตราชการ รับโจทย์กู้เศรษฐกิจ

    จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตราชการเกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจลาออก ทั้งที่เหลือเวลากว่า 6 ปีในเส้นทางราชการ และมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ “Technocrat” ที่ก้าวเข้าสู่การกำหนดนโยบายในระดับสูง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ต้องการการตัดสินใจเชิงรุก และการบริหารเชิงบูรณาการ

    ‘Quick Big Win’ จุดสตาร์ทฟื้นเศรษฐกิจ

    ผลงานในช่วงสั้นของรัฐบาลก่อนหน้า กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพของเขาในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยได้ผลักดันมาตรการ “5 เสาหลัก 1 ฐานราก” หรือ “Quick Big Win” ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ซึ่งครอบคลุมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การเร่งรัดการลงทุน และการรักษาวินัยการคลังผ่านการปรับแผนการคลังระยะปานกลาง

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวได้กว่า 2.5% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวในระดับที่สร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน

    โจทย์ใหญ่ 4 ปี ฟื้นเศรษฐกิจท่ามกลาง ‘โลกผันผวน’

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะ 4 ปีข้างหน้ามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งจากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดด้านวินัยการคลังของประเทศ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจจึงต้องอาศัยความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาการเติบโต และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    ภายใต้กรอบนโยบาย “10 Plus” ที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเตรียมผลักดัน จะมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ตั้งแต่การดูแลผู้มีรายได้น้อย การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs การเร่งรัดการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ตลอดจนการยกระดับทักษะแรงงานและระบบการศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ในบริบทดังกล่าว บทบาทของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่เพียงในมิติของการออกแบบนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ภายใต้ความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

    ภารกิจ 4 ปีจากนี้ จึงเปรียบเสมือนบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาว่า ไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่เปราะบาง ไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654857&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F1BJzW9uUfn1l5lgFo3xJ