Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดค่าเทอมมหิดล 2569 ตลอดหลักสูตร เรียนแต่ละคณะ ต้องจ่ายค่าเทอมเท่าไร

    เปิดค่าเทอมมหิดล 2569 ตลอดหลักสูตร เรียนแต่ละคณะ ต้องจ่ายค่าเทอมเท่าไร

    เปิดค่าเทอมมหิดล 2569 อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายตลอดหลักสูตร (ไทย) ระดับปริญญาตรี เรียนแต่ละคณะ ต้องจ่ายค่าเทอมเท่าไร

    “มหาวิทยาลัยมหิดล” หนึ่งในสถานศึกษาในฝันของนักเรียนชั้นมัธยมปลายหลายๆ คน ที่อยากเข้ามาศึกษาต่อ ถือเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นเรื่อง วิทยาศาสตร์ และ การแพทย์ ทั้งยังมีผลงานทางวิชาการจำนวนมาก จนกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศ

    สำหรับ Dek69 ที่กำลังวางแผนจะยื่นคะแนนแอดมิชชันในรอบ 3 “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปดูกันว่า แต่ละคณะที่เปิดสอน มีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาไว้ประมาณเท่าไรบ้าง เผื่อจะได้เตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

    ค่าเทอม “มหาวิทยาลัยมหิดล” ปีการศึกษา 2569

    เปิดค่าธรรมเนียมการศึกษาหลักสูตรปกติ (ไทย) ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับ “ค่าธรรมเนียมการศึกษา” คือค่าธรรมเนียมการศึกษาที่เรียกเก็บจากนักศึกษา ระดับปริญญาตรี หลักสูตรปกติ (ไทย) มหาวิทยาลัยมหิดล ยกเว้น วิทยาลัยนานาชาติ และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายสำหรับภาคการศึกษาปกติ นักศึกษารหัสประจําตัว 69xxxxx ให้จัดเก็บในอัตรา ดังนี้

    คณะกายภาพบำบัด

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากายภาพบำบัด : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากิจกรรมบำบัด : ภาคการศึกษาละ บาท 25,000 บาท

    คณะเทคนิคการแพทย์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารังสีเทคนิค : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะทันตแพทยศาสตร์

    • หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 50,000 บาท

    คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

    • หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรฉุกเฉินการแพทยบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมาย : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาหูหนวกศึกษา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาของคนหูหนวก : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    • หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากายอุปกรณ์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะพยาบาลศาสตร์

    • หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะเภสัชศาสตร์

    • หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    คณะวิทยาศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมี : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพฤกษศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกกำลังกายและการกีฬา วิชาเอกการออกกำลังกายและการกีฬา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกกำลังกายและการกีฬา วิชาเอกฟุตบอล : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะวิศวกรรมศาสตร์

    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    วิทยาลัยศาสนศึกษา

    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศาสนศึกษา : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท

    คณะศิลปศาสตร์

    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท

    คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาชาวิชาเวชระเบียน : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (ภาคบัณฑิต) : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    คณะสัตวแพทยศาสตร์

    • หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะสาธารณสุขศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโภชนวิทยาและการกำหนดอาหาร : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี

    • หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรบัญชีบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการอาหาร : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาธรณีศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติ : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์

    • หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรยั่งยืนเพื่อสุขภาพและการประกอบการ : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการประกอบการเชิงนิเวศวัฒนธรรม : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท

    โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการสังคมและสิ่งแวดล้อม : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (ร่วมผลิตกระทรวงสาธารณสุข) (ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาขั้นคลินิกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา)

    • หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต นักศึกษาชั้นปีที่ 1-3, นักศึกษาชั้นปีที่ 4-6 ให้ตรวจสอบอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษา และชำระค่าธรรมเนียมฯ ที่ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกฯ : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการและเทคโนโลยีดิจิทัล : ภาคการศึกษาละ 50,000 บาท

    ทั้งนี้ สำหรับค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายภาคการศึกษาฤดูร้อน ให้จัดเก็บในอัตราร้อยละ 50 ของค่าธรรมเนียมการศึกษาต่อภาคการศึกษาในแต่ละหลักสูตร

    ส่วนค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายในภาคการศึกษาปกติ สำหรับกรณีที่นักศึกษาเรียนเกินจำนวนภาคการศึกษาหรือจำนวนปีการศึกษาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร หรือลงทะเบียนเรียนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (9 หน่วยกิต) ให้จัดเก็บในอัตราร้อยละ 50 ของค่าธรรมเนียมการศึกษาต่อภาคการศึกษาในแต่ละหลักสูตร

    สำหรับค่าประกันสุขภาพนักศึกษาต่างชาติ (Health Insurance) อัตราปีละ 3,500 บาท

    อย่างไรก็ตาม นักศึกษาที่ลาพักการศึกษา หรือลาออกจากการเป็นนักศึกษา หรือพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา หลังจากลงทะเบียนเรียนและชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาไปแล้ว จะขอคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาไม่ได้

    และนักศึกษาที่มีหนี้สินกับทางมหาวิทยาลัย จะต้องชำระหนี้สินให้เสร็จสิ้นก่อนการลงทะเบียนเรียนในครั้งต่อไป และหากได้รับการผ่อนผันการลงทะเบียนเรียน และระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาจากรองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา จะต้องชำระหนี้ให้เสร็จภายในภาคการศึกษาที่ขอผ่อนผันไว้

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูล และอ่านรายละเอียดอื่น เพิ่มเติมได้ที่นี่ (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2922427&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TTSjxV6PcJduJLlRRzd7l

  • ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย “สงกรานต์หัวหิน”คึกคัก “ไมเนอร์”ส่งอนันตราโฉมใหม่-NH ยึดหัวหาดท่องเที่ยว

    ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย “สงกรานต์หัวหิน”คึกคัก “ไมเนอร์”ส่งอนันตราโฉมใหม่-NH ยึดหัวหาดท่องเที่ยว

    “ไมเนอร์”โฮเทลส์” ปักธงรบ “หัวหิน” ปรับโฉม “อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท” ยกระดับความลักซัวรี่ร่วมสมัยสไตล์ “หมู่บ้านไทยริมทะเล” ในวาระครบรอบ 25 ปี รับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมส่ง “NH Hua Hin” เจาะตลาดระดับอัพสเกล คุณภาพในราคาเข้าถึงง่าย รองรับคนไทยที่มาเดินทางพักผ่อนพร้อมสัตว์เลีี้ยง กลุ่มนักกีฬา และผู้เข้าพักระยะยาว ชี้เหตุการณ์ตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยวหัวหินไม่มาก

    “การเปิดตัว “NH Hua Hin” เข้ามาเสริมทัพ อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ซึ่งรองรับนักท่องเที่ยวในระดับลักซัวรี และอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท สำหรับนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ส่งผลให้ “ไมเนอร์”โฮเทลส์” มีทางเลือกที่หลากหลายตอบโจทย์ “คนเที่ยวหัวหิน” ได้ทุกชาติทุกภาษา ทุกกลุ่มเป้าหมายทุกราคาได้อย่างลงตัว พร้อมยืนยันประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายการขยายพอร์ตการลงทุนในอนาคต”

    นายโอมาร์ โรเมโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวหินมีจุดแข็งในฐานะเมืองพักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ ที่เหมาะทั้งการเดินทางระยะสั้นทริปสุดสัปดาห์ และยังเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่มาพักระยะยาวในฤดูหนาว สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่าในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.68 มีนักท่องเที่ยวกว่า 8.55 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 39,020 ล้านบาท อัตราเข้าพักเฉลี่ย 72.97% ส่งผลให้ติดอันดับ 5 ของประเทศด้านจำนวนผู้เยี่ยมเยือน สะท้อนศักยภาพหัวหิน และการเติบโตของธุรกิจโรงแรม

    “แบรนด์ NH Hotels & Resorts เป็นแบรนด์ในกลุ่ม Select ของเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ ที่มุ่งเน้นประสบการณ์การเข้าพักที่มีคุณภาพ สะดวกสบาย คุ้มค่า และมาตรฐานการบริการที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้เข้าพักมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรป ที่มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ NH เมื่อบวกับเครือข่ายโรงแรมและสมาชิกที่แข็งแกร่งของเรา ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพการเข้าถึงลูกค้านานาชาติ โดยปัจจุบันมีโรงแรม NH มากกว่า 200 แห่ง ใน 26 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีโรงแรม NH เปิดให้บริการแล้ว 4 แห่งในภูเก็ต กรุงเทพฯ และล่าสุดหัวหิน”

    นายโอมาร์ ยังกล่าวถึงทิศทางในระยะต่อไปด้วยว่า นอกจากในหัวหินแล้ว wมเนอร์ โฮเทลส์ยังมองหาจุดหมายจังหวัดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับแบรนด์ NH ในไทย เช่น เชียงใหม่ พัทยา ระยอง โดยเตรียมเปิดตัวในระยะต่อไป

    .ถูกใจ“นักกอล์ฟ-คนรักน้องหมาแมว”

    น.ส.นาถสุภัค ทวีวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเอ็นเอช หัวหิน กล่าวว่า เอ็นเอช หัวหิน เป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ โดยมีห้องพักและห้องสวีทรวม 152 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและทันสมัย ที่นี่จึงเหมาะสำหรับนักเดินทางหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย และนักเดินทางจากเอเชียและตลาดระยะไกลจากยุโรป โดยตลาดหลักประกอบด้วยประเทศไทย จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ตลอดจนตลาดยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์

    “กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโรงแรมครอบคลุมทั้งคู่รัก ครอบครัวพ่อแม่ลูก กลุ่มเพื่อน รวมถึงผู้เข้าพักระยะยาว ซึ่งต้องการที่พักที่มีความทันสมัย ในราคาที่จับต้องได้ ผู้เดินทางสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ต้องการให้น้องหมาน้องแมวอยู่บ้านลำพัง ซึ่งเราเข้าใจคนกลุ่มนี้ รวมทั้งยังมีนักกอล์ฟที่มาพักเป็นกลุ่ม 3-10 คน โดยส่วนใหญ่จะเข้าพักระยะสั้น 1–2 คืนในช่วงสุดสัปดาห์  ทั้งกลุ่มคนไทย  Expat และนักเดินทางต่างชาติที่เดินทางมาออกรอบ นอกจากนั้น ในช่วงที่หัวหินมีงานวิ่ง ซึ่งขณะนี้เป็นเทรนด์ใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ จะมีนักวิ่งมาพักกับเราค่อนข้างมาก นอกจากนั้น เรายังมีห้องประชุมสำหรับรองรับการเข้าพักจัดประชุม Outing นอกสถานที่ของบริษัทด้วย”

    น.ส.นาถสุภัค กล่าวต่อว่า หลังที่การรีแบรนด์ และเปิดให้บริการในวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา เรามียอดจองพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70% ของยอดห้องพัก และในเดือน มี.ค.ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 70-80% และในช่วงเดือน เม.ย.รับสงกรานต์ห้องเราอยู่ที่ 80% ใกล้เต็มแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการจองพักที่ดี ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นในหัวหินขณะนี้”

    .รีโนเวท“อนันตรา หัวหิน”รับไทยเที่ยวไทย

    นอกจากนั้น ในช่วงปลายปี 68 ที่ผ่านมา ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังได้ทุ่มเงิน 400 ล้านบาท รีโนเวท “อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท” ซึ่งเป็นรีสอร์ทแห่งแรกของแบรนด์อนันตราในประเทศไทย ในโอกาสจะครบรอบ 25 ปีของการก่อตั้งในปีนี้ โดยยังคงแนวคิดหลักเป็นการผสานเอกลักษณ์หมู่บ้านไทยซึ่งเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของรีสอร์ทเข้ากับความหรูหราร่วมสมัย

    นายเจมส์ ซัตคลิฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท กล่าวว่า การท่องเที่ยวระดับลักชัวรีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่นักเดินทางมองหาประสบการณ์ที่เฉพาะตัวมากขึ้น เลือกสถานที่พักที่สามารถสะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความหมายของการเดินทางได้อย่างแท้จริง ทำให้รีสอร์ทระดับลักชัวรีทั่วโลกต้องปรับตัว ซึ่งอนันตรา หัวหิน มีจุดแข็งในการเป็นประตูสู่ประสบการณ์ที่เชื่อมผู้เข้าพักเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นและผู้คน ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่

    การปรับปรุงครั้งนี้เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ นอกเหนือจากห้องพักทุกห้องที่ได้รับการปรับดีไซน์ และสิ่งอำนวยความสะดวก ยังได้เปิดตัวห้องพักรูปแบบใหม่ Pool Access Room Two-Bedroom Family Suites และ Two-Bedroom Family Pool Suite รองรับคู่รัก ครอบครัว และนักเดินทางที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและพื้นที่พักผ่อนที่กว้างขวางขึ้น รวมทั้ง เพิิ่มพื้นรับกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น ห้องอาหารริมทะเล Sea.Fire.Salt, Kids’ Club, Mini Farm พื้นที่ทำกิจกรรมและกีฬา และก้าวต่อไปจะเดินหน้าสู่ Wellness Travel และการพักระยะยาวที่เป็นเทรนด์ท่องเที่ยวโลก

    “เทรนด์ของการท่องเที่ยวแบบครอบครัว ปู่ย่า พ่อแม่ ลูกหลาน และการเที่ยวแบบกลุ่มเพื่อนที่มาแรงในขณะนี้ ทำให้ห้องพักประเภท 2 ห้องนอน กลายเป็นห้องที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และในหัวหินเองไม่มีห้องพัก 2 ห้องนอนมากนัก ส่วนใหญ่เป็น 2 ห้องนอนแต่ห้องน้ำเดียว หรือเป็นวิลล่า แต่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบที่รีสอร์ทมี แต่ของเราเป็นห้อง 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ที่มีพื้นส่วนกลางให้ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้ได้รับความนิยมมาก”

    .ตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยวไม่มาก

    นายเจมส์ กล่าวต่อว่า อัตราการเข้าพักของอนันตรา หัวหิน อยู่ที่ 70% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า แต่หลังรีโนเวทแล้วนักท่องเที่ยวชาวไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จาก 35% เป็น 45%  และเราอยากเพิ่มขึ้นเป็น 50% เพราะนอกจากช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ยังสามารถทดแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

    สำหรับสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด แต่เบื้องต้น อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ยังไม่ได้รับกระทบมากนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวในเดือนมี.ค. มีการเลื่อนเวลา หรือยกเลิกการมาบ้าง โดยเฉพาะที่ต้องมาต่อเครื่องที่ตะวันออกกลาง แต่ในเดือนเม.ย.และช่วงสงกรานต์ยังไม่มีการยกเลิกการจองเข้ามา เนื่องนักท่องเที่ยวของเราส่วนใหญ่มาจากยุโรปและสหราชอาณาจักร ขณะที่มีแขกบางส่วนที่เดินทางกลับไม่ได้เพราะเที่ยวบินยกเลิก ทำให้ตัดสินใจอยู่ต่อแต่ไม่มากนัก

    “ส่วนผลกระทบจากเหตุการณ์อุบัติเหตุบนถนนพระราม 2 มีผลกระทบบ้างในช่วงสัปดาห์ที่มีเหตุเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นสัปดาห์ถัดไปก็กลับมาเป็นปกติ แต่ในทางตรงกันข้ามเชื่อว่าหากถนนพระราม 2 ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ จะเปิดการเปิดโลกใหม่ของการท่องเที่ยวในหัวหิน มีคนมาท่องเที่ยวมากขึ้นเหมือนทุกวันเป็นวันหยุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2922556&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37mZ5t_6lfmh6aWcGqmwL1

  • พิธีมอบวุฒิบัตรบัณฑิตน้อยบ้านพรุตะเคียน ปี 2568 | TOPNEWS

    พิธีมอบวุฒิบัตรบัณฑิตน้อยบ้านพรุตะเคียน ปี 2568 | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/03/2026 21:34

    วันที่ 25 มี.ค. 2569 นายปัญญา มณีวิหค ประธานคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาโรงเรียนบ้านพรุตะเคียน เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรบัณฑิตน้อยประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีนางสาวจอมขวัญ ศักดิ์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพรุตะเคียน ร่วมกับคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง ร่วมกันจัดขึ้น ณ อาคารหลวงพ่อโปร่งโชติโก มีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจำนวน 54 คน แบ่งเป็น บัณฑิตน้อยจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 23 คน บัณฑิตน้อยจากระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 16 คน และนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 15 คน โดยผู้ปกครองจำนวนมากร่วมแสดงความยินดีกับบุตรหลานที่กำลังจะก้าวไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น

    น.ส.จอมขวัญ ศักดิ์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพรุตะเคียน กล่าวว่า โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ทักษะชีวิต และคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมก้าวสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นและสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

    วัตถุประสงค์ของพิธีในวันนี้ เพื่อมอบประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรให้แก่นักเรียนผู้สำเร็จการศึกษา เป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจ แสดงความชื่นชมความวิริยะอุตสาหะของนักเรียน ความทุ่มเทของคณะครู และความเอาใจใส่ของผู้ปกครองที่สนับสนุนการศึกษา เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาและมุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าต่อไป

    เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชุมพร

    11SOCAIL 16-9 copy

    5444

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” สวมชุดไทยเรือนต้น ผ้าจกไหมดอกดาว “ลายมัทนา” แรงบันดาลใจ จากดอกไม้ธรรมชาติ

    “กรมศิลปากร” ชวนร่วมงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช 2569

    “รองโจ”เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมชุมชนซอยโรงน้ำแข็ง เรื้อรังกว่า 30 ปี

    อั้นไม่ไหว เปิดมติ “กบน.” ลดเงินอุดหนุน ราคาดีเซล-เบนซิน ปรับขึ้นพรวด 6 บาท มีผลพรุ่งนี้

    ผนึกกำลังฝ่ายปกครอง–ตำรวจ ปิดล้อมจับเครือข่ายสิ่งเสพติดกลางชุมชนบางสะพาน

    คิวน้ำมันยาวล้นถนนหาดใหญ่ กระทบจราจรหนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1527797&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bDDkOXTqgU6oOsiykHYyD

  • 10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ มีการแข่งขัน เข้า ม.1-4 สูงที่สุด รร. ไหนติดโผบ้าง

    10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ มีการแข่งขัน เข้า ม.1-4 สูงที่สุด รร. ไหนติดโผบ้าง

              สพม.กท 1 เปิดข้อมูล 10 อันดับโรงเรียนดังในกรุงเทพฯ ที่มีอัตราการแข่งขันเข้าเรียนสูงสุด ปีการศึกษา 2569 ทั้งระดับ ม.1 และ ม.4  

    10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ

              วันที่ 24 มีนาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพมหานคร (กท.1) โพสต์ภาพและข้อความผ่านเพจ สพม.กท 1  เปิดเผยข้อมูลโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงสุด 10 อันดับ ปีการศึกษา 2569 ทั้งในระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 1 และ มัธยมศึกษาปีที่ 4 ประกอบด้วย

    ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ห้องเรียนปกติ)

              อันดับ 1 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย : รับ 320 คน สมัคร 1,862 คน อัตราแข่งขัน 1:5.82

              อันดับ 2 โรงเรียนเทพศิรินทร์ : รับ 280 คน สมัคร 1,197 คน อัตราแข่งขัน 1:4.28

              อันดับ 3 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย : รับ 240 คน สมัคร 954 คน อัตราแข่งขัน 1:3.98

              อันดับ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา : รับ 360 คน สมัคร 1,094 คน อัตราแข่งขัน 1:3.04

              อันดับ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา : รับ 360 คน สมัคร 1,004 คน อัตราแข่งขัน 1:2.79

              อันดับ 6 โรงเรียนโยธินบรูณะ : รับ 320 คน สมัคร 844 คน อัตราแข่งขัน 1:2.64

              อันดับ 7 โรงเรียนโพธิสารพิทยากร : รับ 400 คน สมัคร 1,034 คน อัตราแข่งขัน 1:2.59

              อันดับ 8 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน : รับ 400 คน สมัคร 977 คน อัตราแข่งขัน 1:2.44

              อันดับ 9 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี : รับ 400 คน สมัคร 825 คน อัตราแข่งขัน 1:2.06

              อันดับ 10 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม : รับ 280 คน สมัคร 539 คน อัตราแข่งขัน 1:1.93

    10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก สพม.กท 1

    ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ห้องเรียนปกติ)

              อันดับ 1 โรงเรียนสตรีวิทยา : รับ 30 คน สมัคร 416 คน อัตราแข่งขัน 1:13.87

              อันดับ 2 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย : รับ 97 คน สมัคร 983 คน อัตราแข่งขัน 1:10.13

              อันดับ 3 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย : รับ 90 คน สมัคร 907 คน อัตราการแข่งขัน 1:10.08

              อันดับ 4 โรงเรียนวัดราชบพิธ : รับ 16 คน สมัคร 140 คน อัตราการแข่งขัน 1:8.75

              อันดับ 5 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล : รับ 80 คน สมัคร 661 คน อัตราการแข่งขัน 1:8.26

              อันดับ 6 โรงเรียนเทพศิรินทร์ : รับ 80 คน สมัคร 660 คน อัตราการแข่งขัน 1:8.25

              อันดับ 7 โรงเรียนโพธิสารพิทยากร : รับ 35 คน สมัคร 272 คน อัตราการแข่งขัน 1:7.77

              อันดับ 8 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน : รับ 25 คน สมัคร 188 คน อัตราการแข่งขัน 1:7.52

              อันดับ 9 โรงเรียนศึกษานารี : รับ 60 คน สมัคร 414 คน อัตราการแข่งขัน 1:6.90

              อันดับ 10 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม : รับ 44 คน สมัคร 253 คน อัตราการแข่งขัน 1:5.75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://education.kapook.com/view299811.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BJyvPVURpL6gvdZik1-F9

  • หญิงกินไข่ต้มทุกเช้า ผ่านมา 1 ปีไปตรวจสุขภาพ เผยผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ!

    หญิงกินไข่ต้มทุกเช้า ผ่านมา 1 ปีไปตรวจสุขภาพ เผยผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ!

    กินไข่ต้มทุกเช้า! หญิงวัย 63 ทำต่อเนื่อง 1 ปี ไปตรวจร่างกายล่าสุด ผลลัพธ์ทำเอาอึ้งทั้งบ้าน

    เปิดงานวิจัย ม.ปักกิ่ง! กินไข่ต้มช่วยลดไขมันเลว-บำรุงตับ หลังหญิงวัย 63 พิสูจน์แล้วเห็นผลจริงใน 1 ปี

    เว็บไซต์ข่าว SOHA รายงานเรื่องราวของ นางลี่มิน (นามสมมติ) หญิงชาวจีนวัย 63 ปี ตัดสินใจกินไข่ต้มวันละฟองในตอนเช้าติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อหวังจะปรับปรุงปัญหาสุขภาพของตนเอง

    เมื่อหนึ่งปีก่อน ในการตรวจร่างกายประจำปี นางลี่มิน ถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะ ไขมันในเลือดสูง และ ไขมันพอกตับระยะเริ่มต้น ซึ่งแพทย์ระบุว่าอาการของเธอยังไม่รุนแรงมากนัก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและหันมาดูแลสุขภาพก็สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้

    หลังจากนั้น นางลี่จึงเริ่มศึกษาข้อมูลเรื่องการกินอาหารเพื่อสุขภาพ เธอเริ่มจำกัดการทานของทอดที่ใช้น้ำมันท่วมๆ แล้วเปลี่ยนมาเน้นเมนูประเภทต้มและนึ่งแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอเลือกทาน ไข่ต้ม 1 ฟอง เป็นอาหารเช้าทุกวัน และทำติดต่อกันมานานถึงหนึ่งปีเต็ม

    ล่าสุด เมื่อนางลี่ไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามอาการ ผลปรากฏว่าค่าไขมันในเลือดของเธอกลับมาอยู่ในระดับปกติ และภาวะไขมันพอกตับก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเธอกล่าวด้วยความดีใจว่า การหันมาเน้นอาหารนึ่งต้มและกินไข่ต้มทุกเช้า คือกุญแจสำคัญที่ช่วยกู้สุขภาพของเธอคืนมา

    เปิดข้อมูลงานวิจัยและคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ

    แพทย์ได้อธิบายว่า ไข่คือหนึ่งในสุดยอดอาหารที่ให้สารอาหารครบถ้วน ทั้งวิตามิน A, B, D, E, K รวมถึงโอเมก้า-3, สังกะสี และโคลีน ซึ่งส่งผลดีต่อหัวใจและตับ

    • งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University): ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ทานไข่ 4-7 ฟองต่อสัปดาห์จะมีระดับ ApoA1 (ส่วนประกอบของไขมันดี หรือ HDL) สูงกว่าปกติ

    • ลดไขมันเลว: ผู้ที่ทานไข่เป็นประจำจะมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    • บำรุงตับด้วยโคลีน: ในไข่มีสารโคลีน (Choline) สูง ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการช่วยขนส่งไขมันออกจากตับ ลดการสะสมของไขมันพอกตับ

    • สารเลซิติน (Lecithin): ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันการตกค้างในหลอดเลือดและตับ พร้อมช่วยเร่งกระบวนการขับของเสียออกจากร่างกาย

    คำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์

    อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ย้ำเตือนว่าเราไม่ควรพึ่งพาการกินอาหารเพียงชนิดเดียวเพื่อรักษาโรค ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขภาพของนางลี่ดีขึ้นอย่างชัดเจน คือการที่เธอ ลดการทานไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เช่น เนื้อสัตว์ติดมันและของทอด ควบคู่ไปกับการทานไข่ต้ม แพทย์จึงแนะนำให้เธอรักษาพฤติกรรมการกินที่สมดุลแบบนี้ต่อไป เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานและโรคหัวใจในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880274/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t_Ob34Q8QsHRC_zx6ZUMq

  • เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    กรมทางหลวง ประกาศความพร้อมเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์สาย 6 (M6) บางปะอิน–นครราชสีมา ตลอดสาย ระยะทางรวมกว่า 196 กิโลเมตร ระหว่างวันที่ 10-19 เมษายน 2569 เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยลดความแออัด ลดเวลาเดินทาง และกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค
     

    เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เผยว่า การบูรณาการในครั้งนี้มุ่งเน้นที่ความสะดวกและปลอดภัยเป็นหลัก โดยการคมนาคมที่รวดเร็วขึ้นจะไม่เพียงส่งผลดีต่อเมืองหน้าด่านอย่างโคราช 

    แต่ยังเป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม ทำให้นักเดินทางสามารถออกแบบเส้นทางได้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น การวางแผนทริปท่องเที่ยวระยะสั้นแบบวันเดย์ทริป (One-day Trip) เพื่อไปสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดอุดรธานี ก็สามารถเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างประหยัดเวลาและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    เปิดโมเดลบริหารจราจร M6 รับคลื่นนักเดินทาง

    เพื่อให้การระบายรถเป็นไปอย่างคล่องตัว กรมทางหลวงได้แบ่งรูปแบบการให้บริการ ดังนี้:

    ช่วงปากช่อง–นครราชสีมา: เปิดสัญจร 2 ทิศทางตามปกติ ตลอด 24 ชั่วโมง

    ช่วงบางปะอิน–ปากช่อง: จัดการจราจรแบบเดินรถทิศทางเดียว (One-way) แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่

    ขาออกกรุงเทพฯ (10 เม.ย. เวลา 00.01 น. – 13 เม.ย. เวลา 24.00 น.): เข้าใช้บริการได้ที่ด่านบางปะอิน, หินกอง, สระบุรี และแก่งคอย หากปริมาณรถสะสมมาก จะเปิดใช้ “ด่านมวกเหล็ก” เพื่อเร่งระบายรถ

    ขาเข้ากรุงเทพฯ (14 เม.ย. เวลา 06.00 น. – 19 เม.ย. เวลา 24.00 น.): เข้า-ออกได้ที่ด่านแก่งคอย, สระบุรี, หินกอง หรือออกที่ด่านบางปะอิน เพื่อเชื่อมโยงสู่ถนนพหลโยธินและวงแหวนกาญจนาภิเษก

    (หมายเหตุ: จะมีการปิดพื้นที่ชั่วคราวช่วงต่างระดับบางปะอินถึงด่านปากช่อง ในวันที่ 14 เม.ย. 2569 เวลา 00.00–06.00 น. เพื่อสลับทิศทางการจราจร) เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    ข้อควรรู้ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์

    เนื่องจากเป็นช่วงเปิดทดลอง กรมทางหลวงจึงอนุญาตให้ใช้งานได้เฉพาะ รถยนต์ 4 ล้อ และจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. พร้อมจัดเตรียมจุดบริการห้องน้ำชั่วคราว 17 จุด (บริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง 14 จุด และจุดพักรถทับกวาง-สีคิ้ว)

    อย่างไรก็ตาม บนเส้นทางนี้ยังไม่มีสถานีบริการน้ำมัน จุดชาร์จ EV หรือร้านค้าให้บริการ นักเดินทางจึงควรเช็กสภาพรถ เติมน้ำมัน และเตรียมเสบียงให้พร้อมก่อนเข้าสู่มอเตอร์เวย์ โดยตลอดเส้นทางจะมีเจ้าหน้าที่และหน่วยเคลื่อนที่เร็วคอยอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง (สายด่วน 1586)

    การเปิดเส้นทาง M6 ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้สอดรับกับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นในภาคอีสานได้อย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739945&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iRbpSgbEWEZJb1n2bNxSb

  • ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

    ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

    ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

    เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “ความหวัง” และ “ความเปราะบาง” ในจังหวะที่การเมืองเริ่มคลี่คลาย หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความชัดเจนมากขึ้น โผคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ ไม่เพียงปลดล็อกสุญญากาศทางอำนาจ แต่ยังถูกจับตาในฐานะ “จุดเริ่มต้น” ของการเร่งเครื่องนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Win) เพื่อประคองการเติบโตของประเทศ

    ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันจากอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก ความหวังจึงถูกฝากไว้กับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ลดค่าครองชีพ และการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีนัยต่อทิศทางตลาดทุนและกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรง

    นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ในระยะถัดไปเศรษฐกิจไทยน่าจะทยอยดีขึ้น หลังรัฐบาลสามารถจัดตั้งได้อย่างราบรื่น โดย ล่าสุดจากการรายงานข่าวของหลายสำนัก โผ ครม. อนุทิน 2 ได้ข้อสรุปรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งแล้วจำนวน 35 คน

    โดยยังเหลืออีก 1 ตำแหน่งที่รอความชัดเจน ซึ่งหากการตรวจสอบประวัติผ่านพ้นไปด้วยดี กระบวนการถัดไป คือการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ , การเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน , การแถลงนโยบายต่อ รัฐสภา (ครม. จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เข้ารับหน้าที่)

    และการประชุม ครม. นัดแรก ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนเม.ย.69 โดยนโยบายที่จะถูกเข็นออกมาเป็นลำดับแรกๆ เน้นไปที่ความรวดเร็วและเห็นผลทันตา (QUICK WIN) เพื่อกู้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ที่คาดว่าจะโต ต่ำเพียง 1.8% เท่านั้น

    โดยโครงการที่จะทำได้เร็วและเห็นผลกับเศรษฐกิจไทยทันตา อาทิ คนละครึ่ง พลัส (PHASE 2), คุมราคาพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาท, นโยบาย ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ PLUS, บัญชีออมส่วนบุคคล (TISA) และ BOI FAST PASS (THAILAND PLUS)

    ทั้งนี้ สถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำ ทั้งกระทรวงการคลัง, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, SCB-EIC, KKP RESEARCH และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจ ไทยในปี 2569 จะอยู่ในภาวะชะลอตัว

    โดยคาดตัวเลข GDP ว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6% ถึง 2.0% (โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8%) แม้เศรษฐกิจไทยจะยังได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในปัจจุบัน

    แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยเองก็ยังคงต้องเผชิญแรงกดดันหนักจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก ทั้งในเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากปัญหาสินค้าอุปทานส่วนเกินจากต่างประเทศ

    หุ้นรับอานิสงส์

    นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่าการจัดโผ ครม. อนุทิน 2 เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วและเตรียมนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้

    ประเด็นที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายและการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว (ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม อาทิ CPALL, CPAXT, AMATA, WHA)

    ปลดล็อกสูญญากาศการเมือง

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศ ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 293 เสียงเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี

    ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกสูญญากาศทางการบริหาร และกำลังเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เสร็จสิ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์

    “แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความกังวลแฝงอยู่จากประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยกรณีรูปแบบบัตรเลือกตั้ง ที่อาจต้องใช้เวลาติดตามความชัดเจนอีกราวหนึ่งเดือน”

    อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลและการเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นและการประคองการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ซึ่งถูกประเมินว่าจะขยายตัวในระดับจำกัด มาตรการที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อมีแนวโน้มส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบางกลุ่มอุตสาหกรรมในระยะถัดไป

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศและความไม่แน่นอนในประเด็นกฎหมายภายในประเทศยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลทั้งด้านนโยบายเศรษฐกิจ ทิศทางการเติบโต และปัจจัยเสี่ยงควบคู่กัน เพื่อประเมินภาพรวมและแนวโน้มตลาดในระยะต่อไปอย่างรอบด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/654882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14Tdh9AnJEDNshNvHTFE-b

  • ‘จูรี’ อัดรัฐบาลสื่อสารข้อมูล ‘วิกฤตน้ำมัน’ ไม่ตรงไปตรงมา เหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน

    ‘จูรี’ อัดรัฐบาลสื่อสารข้อมูล ‘วิกฤตน้ำมัน’ ไม่ตรงไปตรงมา เหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน

    “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย เร่งแก้ไข-หามาตรการ หวั่น กระทบท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ ซัด สื่อสารข้อมูล เหมือนอยู่คนละภพกับประชาชน

    25 มีนาคม 2569 – เวลา 14.23 น. นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องออกไปตามหาน้ำมัน หรือการนำรถไปรอในช่วงเย็นเพื่อรอเติมน้ำมันในช่วงเช้า ซึ่งไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้เติมน้ำมันหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา ดังนั้น รัฐบาลควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงจัง ไม่ควรให้ชาวบ้านต้องกังวล แล้วจินตนาการถึงการใช้น้ำมันในวันข้างหน้าไม่ได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน และมีเพียงพอ รวมถึงสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ ทำให้รู้สึกว่าการสื่อสารกับปัญหาที่ชาวบ้านเจออยู่คนละโลก คนละภพภูมิ ซึ่งตนอยากให้นายกฯ เดินทางไปหาดใหญ่จะได้เห็นภาพที่ชัดเจน ตั้งแต่นั่งเครื่องบิน เรื่องตั๋วเครื่องบินที่มีราคาแพง และเมื่อถึงหากนั่งรถเข้าไปในพื้นที่ไหนของสงขลา จะพบปั๊มน้ำมัน คือมีรถจอดเต็มยาวเป็นกิโลเมตร หรือปั๊มโล่งไม่มีรถจอด

    นายจูรี กล่าวว่า วันนี้ที่ต้องการคำตอบคือโควตาน้ำมันหายไปไหน นอกจากนี้ยังมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวมาเลย์เดินทางเข้าหาดใหญ่ ซึ่งหากไม่แก้ไขจะบานปลายไปถึง ช่วงท่องเที่ยวสงกรานต์ ที่จะเป็นลมหายใจต่อให้ชาวหาดใหญ่ แต่เรื่องปัญหาดังกล่าวจะทำให้ประชาชนกำลังสิ้นลม ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไปตามหาน้ำมันที่หายจากโกดัง หรือโควตาที่แต่ละปั๊มควรจะได้ และควรหามาตรการสำรองน้ำมันเพิ่มเติมในพื้นที่ท่องเที่ยว หรือพื้นที่เศรษฐกิจ อย่างหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “อย่าให้ผมและประชาชนอีกหลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่นายกได้เคยพูดบนเวทีปราศรัยหาเสียง พี่น้องประชาชนจะร้องว่าพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่คนที่รวยอาจไม่ใช่ประชาชน อาจจะเป็นนายทุนหรือไม่” นายจูรี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/969152/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n3f7ZHTOSrxCZv9jJYFuZ

  • สงครามยืดเยื้อ ดันพลังงานพุ่ง: ความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจและพอร์ตลงทุน

    สงครามยืดเยื้อ ดันพลังงานพุ่ง: ความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจและพอร์ตลงทุน

    สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียดในปัจจุบัน ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แม้ผลกระทบทางการทหารอาจยังจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจกลับขยายวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผ่าน “ราคาพลังงาน” ซึ่งถือเป็นต้นทุนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจโลก

    หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกจับตามองคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย การตอบโต้ของอิหร่านผ่านการโจมตีเรือขนส่งและสร้างความเสี่ยงต่อการเดินเรือในบริเวณดังกล่าว เทียบได้กับการ “ปิดช่องแคบโดยพฤตินัย” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศผู้ผลิตหลัก เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ก็กลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี เพิ่มความเปราะบางให้กับระบบพลังงานโลก ผลที่ตามมาคือ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่เหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

    ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การขนส่ง หรือการบริโภคในครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีผลต่อสินค้าที่จัดเป็นต้นทุนการผลิตเช่น ปิโตรเคมีภัณฑ์ ซึ่งในปัจจุบันเริ่มขาดแคลนและมีราคาปรับตัวสูงขึ้น เมื่อผู้ประกอบการเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ย่อมมีแนวโน้มส่งผ่านภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภค ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้างเป็นลูกโซ่

    ในบริบทนี้ ความท้าทายสำคัญคือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งก่อนหน้านี้หลายประเทศอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังผ่านช่วงชะลอตัว อย่างไรก็ตาม หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรือแม้แต่กลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ “Stagflation” หรือสถานการณ์ที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ แต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

    ในมุมของตลาดการลงทุน ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย แม้บางประเทศจะไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางโดยตรง แต่ด้วยกลไกของตลาดโลกที่เชื่อมโยงกัน อุปทานที่ลดลงและอุปสงค์ที่ยังคงสูง ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวขึ้นในแทบทุกภูมิภาค ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น และกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในทางกลับกัน สินทรัพย์บางประเภทกลับได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มพลังงานต้นน้ำและสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่ดีจากราคาขายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ทองคำยังคงได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ในบางช่วงราคาจะมีการปรับฐานบ้างตามแรงขายทำกำไร

    สำหรับภาคธุรกิจ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างชัดเจน ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น สายการบิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมการผลิตบางประเภท ซึ่งต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น หากไม่สามารถปรับราคาสินค้าและบริการได้ทัน อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไป

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การบริหารพอร์ตการลงทุนจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “การกระจายความเสี่ยง” มากยิ่งขึ้น นักลงทุนควรพิจารณาสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการปรับตัวได้ดีในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และสามารถช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตได้

    ในบริบทดังกล่าว บลจ.ทาลิสเสนอทางเลือกการลงทุนผ่านกองทุน TLDEFENSE ซึ่งมีนโยบายเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ โดยมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการที่หลายประเทศทั่วโลกเร่งเพิ่มงบประมาณและยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคง ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม กองทุนมีนโยบายการลงทุนที่เฉพาะเจาะจงและมีความผันผวนสูงกว่าสินทรัพย์ทั่วไป จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับสูง และมีมุมมองการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดของกองทุนอย่างรอบคอบ และพิจารณากำหนดสัดส่วนการลงทุนในระดับประมาณ 10-15% ของพอร์ตโดยรวม เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1226777&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12gP0c78n7KbVwDeJ3-e3P

  • ‘ศลิลนา-ไทยโพสต์’ รับพระราชทานรางวัล ‘เทพทอง’ ประเภทบุคคลดีเด่นด้านโทรทัศน์และสื่อออนไลน์

    ‘ศลิลนา-ไทยโพสต์’ รับพระราชทานรางวัล ‘เทพทอง’ ประเภทบุคคลดีเด่นด้านโทรทัศน์และสื่อออนไลน์

    เนื่องด้วยในปัจจุบันสื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานหลายด้าน ทั้งงานด้านข่าวสาร การศึกษา การบันเทิง การเมือง การปกครอง ศิลปะ วัฒนธรรม ประกอบกับเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าทางด้านการสื่อสาร โทรคมนาคมและการสื่อสารดาวเทียม ทำให้วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ กลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง รวดเร็ว ไร้ขอบเขต บุคลากรที่เกี่ยวข้องในวงการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ มีอยู่กว้างขวางและมากมายในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียต่อสังคมได้ หากบุคลากรดังกล่าวประกอบอาชีพ โดยปราศจากความรับผิดชอบโดยมิได้คำนึงถึงจรรยาบรรณวิชาชีพ

    บุคลากรทั้งหลายที่อยู่ในแวดวงวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์เป็นแบบอย่างความประพฤติ และวัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องและชัดเจน ซึ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเยาวชน  ทั้งนี้ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นผู้ส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุนให้บุคลากรในวงการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ ผลิตรายการเพื่อประโยชน์ของงานด้านการศึกษา การบันเทิง การกีฬา สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเมืองการปกครอง จึงนับได้ว่ามีบทบาทสำคัญต่อวงการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ สื่อออนไลน์ด้วย

    เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับองค์กรและบุคคลต่างๆ ที่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม รวมทั้ง บุคลากรด้านสื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เกิดประโยชน์ เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เล็งเห็น ถึงคุณค่าของผลงานที่เกิดจากความตั้งใจขององค์กรและบุคลากรในวงการสื่อมวลชนดังกล่าว

    ในการนี้ สมาคมฯ ได้จัด “รางวัลเทพทอง” ขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ – ๒๕๖๖ รวมทั้งสิ้น ๒๓ ครั้ง เพื่อการจัดงานอย่างต่อเนื่อง ทางสมาคมฯ จึงได้จัด “รางวัลเทพทอง” ครั้งที่ ๒๕ ประจำปี ๒๕๖๘ ขึ้น

    สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมตรี เป็นผู้แทนพระองค์มอบรางวัลเทพทอง ครั้งที่ ๒๔ ในวันอังคารที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๙ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและสร้างความภาคภูมิใจแก่องค์กรดีเด่น ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เป็นผู้มีส่วนสนับสนุนให้บุคลากรในวงการวิทยโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียงและสื่อออนไลน์ผลิตผลงานที่ดีมีคุณภาพ ให้ประโยชน์ทั้งด้านการศึกษา การปกครอง สิ่งแวดล้อม และความบันเทิง ตลอดจนบุคคลดีเด่นด้านวิทยุโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง ที่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเยาวชนของชาติ และส่งเสริมการใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องชัดเจน

    รายนามผู้เข้ารับพระราชทานรางวัล “เทพทอง”ครั้งที่ ๒๔ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘

    ประเภทบุคคลดีเด่นด้านโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ จำนวน ๑๐  ราย

    ๑. พระโสภณธรรมวงศ์ (วศก ปญฺญาอกฺโข) เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหารและเจ้าคณะแขวงวัดสามพระยา

    ๒. พลเรือตรี สุรสันต์ โฆษกกระทรวงกลาโหม

    ๓. นายประสาน อิงคนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญมีฤทธิ์ มีเดีย จำกัด รายการมนุษย์ต่างวัย ทางออนไลน์ ในช่องยูทูป

    ๔. นางศลิลนา (ภู่เอี่ยม) นิธิปภานันท์ ผู้ดำเนินรายการข่าว รายการ ห้องข่าวไทยโพสต์ ทางสถานีไทยโพสต์ ทีวีออนไลน์

    ๕. นายวุฒินันท์ นาฮิม ผู้ดำเนินรายการจากรายการรายการ เรื่องลับมาก ทางสถานีโทรทัศน์ ท็อปนิวส์

    ๖. นายสารวัตร กิจพานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการข่าว และผู้ดำเนินรายการ รายการ “พุทธทอล์ค” ทางออนไลน์ ในช่องยูทูป

    ๗. นายพิพัฒน์ อัฒพุธ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการสื่อใหม่ สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ ๔ กรมประชาสัมพันธ์

    ๘. นางสาวนิตยา กีรติเสริมสิน ผู้ประกาศข่าว และ ผู้สื่อข่าว รายการข่าว ทางสถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส

    ๙. นางรัตน์ติกรณ์ จารุเกษตรวิทย์ หัวหน้าผู้ประกาศข่าว รายการรอบวันทันเหตุการณ์ ทางสถานีโทรทัศน์นิวส์วัน

    ๑๐. นายเกษม ศรีสมบูรณ์ นักร้องลูกทุ่งหมอลำ และนักแสดง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/969393/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qo8TxQJHEo620iLG2Gn82