Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ได้เจอแล้ว! โฉมผู้ใหญ่ใจดี ซัพพอร์ตการศึกษาน้องมะลิมาตลอด

    ได้เจอแล้ว! โฉมผู้ใหญ่ใจดี ซัพพอร์ตการศึกษาน้องมะลิมาตลอด

    ได้เจอแล้ว! โฉมผู้ใหญ่ใจดี ซัพพอร์ตการศึกษาน้องมะลิมาตลอด

    ยิ่งโตยิ่งสวยและมากความสามารถสุดๆสำหรับ น้องมะลิ ลูกสาวสุดที่รักของ พ่อปอ ทฤษฎี กับแม่โบว์ แวนดา ล่าสุดมีโมเมนต์ชวนยิ้ม เมื่อน้องมะลิได้เจอกับผู้ใหญ่ใจดี ที่มอบทุนการศึกษามาให้ตลอด

    โดยแม่โบว์ โพสต์เผยโมเมนต์ดังกล่าว พร้อมข้อความบอกว่า “วันนี้มะลิได้มีโอกาสได้พบกับคุณศุภชัยและคุณบุษดี เจียรวนนท์ หลังจากถามแม่ว่าเมื่อไหร่หนูจะได้เจอ หนูอยากขอบคุณคุณศุภชัยและคุณบุษดี ที่มอบโอกาสทางการศึกษาและเอ็นดูหนูมาตลอดนะคะ วันนี้ตื่นเต้นทั้งแม่ทั้งลูกเลยค่ะ”


    ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://entertain.teenee.com/thaistar/318766.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MlwMi2zeoviuIl4skdxMz

  • สว.อลงกต ชง กฎหมายใหม่ ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ มีความผิดอาญา

    สว.อลงกต ชง กฎหมายใหม่ ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ มีความผิดอาญา

    สว.อลงกต ชง กฎหมายใหม่ ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ มีความผิดอาญา

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

    เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวานนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดย นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญที่เกี่ยวข้อง ได้นำเสนอรายงานผลการดำเนินงาน พร้อมหยิบยกข้อเสนอสำคัญเรื่องการปรับปรุงตัวบทกฎหมายให้ครอบคลุมถึงการแสดงความเคารพต่อเพลงสำคัญของสถาบันฯ

    นายอลงกต เผยต่อที่ประชุมว่า จากการตรวจสอบพบช่องว่างทางกฎหมายในปัจจุบัน เนื่องจากประเทศไทยมีบทบัญญัติคุ้มครองและกำหนดโทษชัดเจนสำหรับการไม่ยืนเคารพเพลงชาติไทย แต่ในส่วนของเพลงสรรเสริญพระบารมีกลับยังไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ระบุให้ประชาชนต้องยืนถวายความเคารพอย่างเป็นรูปธรรม

    อลงกต วรกี

    ปมปัญหาดังกล่าวสะท้อนผ่านเหตุการณ์ในสถานที่สาธารณะ อาทิ โรงภาพยนตร์ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่มักเกิดข้อพิพาทและคำถามในสังคม เมื่อมีบุคคลบางกลุ่มเลือกที่จะไม่ยืนแสดงความเคารพขณะมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญฯ ซึ่งนายอลงกตมองว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความลักลั่นที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับโดยตรง แตกต่างจากเพลงชาติที่มีระบุโทษทั้งจำและปรับชัดเจนหากฝ่าฝืน

    ด้วยเหตุนี้ ทางสมาชิกวุฒิสภาจึงเสนอแนวคิดให้วุฒิสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพิจารณาตรากฎหมายขึ้นใหม่ หรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพื่อกำหนดให้การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีต้องมีการยืนถวายความเคารพเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเพลงชาติ โดยเสนอให้มีการกำหนดบทลงโทษทางอาญาและโทษปรับสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน เพื่อหวังให้การรณรงค์เทิดทูนสถาบันฯ เกิดผลในทางปฏิบัติและช่วยลดการเผชิญหน้าหรือข้อโต้แย้งในหมู่ประชาชน

    อย่างไรก็ดี ข้อเสนอเรื่องการกำหนดโทษอาญาในกรณีไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ นี้ ยังคงเป็นเพียงขั้นตอนการเสนอความเห็นและอยู่ในระหว่างการศึกษาของชั้นกรรมาธิการเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการวิเคราะห์รายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ทั้งในมิติด้านข้อกฎหมายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในวงกว้าง ก่อนจะพิจารณาว่าจะดำเนินการเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติเพื่อตราเป็นกฎหมายต่อไปหรือไม่

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954723&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ycT4Xcwqaoyk0EDJc_Cs0

  • อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 25/03/69 พรุ่งนี้ 26/03/69 จาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 25/03/69 พรุ่งนี้ 26/03/69 จาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ปั๊ม “ปตท.” (PTT),ปั๊ม “บางจาก” (Bangchak),ปั๊ม “เชลล์” (Shell),ปั๊ม “พีที” (PT)

    วันที่ 25 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงาน ราคาน้ํามันอัปเดตล่าสุดจากผู้ให้บริการน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท., บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุด เมื่อเวลา 20.00 น. พรุ่งนี้ 26 มี.ค.69 มีราคาดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 35.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 30.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.79 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 34.68 บาท/ลิตร

    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา ราคา : 32.94 บาท/ลิตร

    เบนซิน :ราคา 43.64 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 35.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 30.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.79 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 34.68 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม : ราคา 49.54 บาท/ลิตร

    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา ราคา : 32.94 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 48.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    ดีเซล ราคา 32.94 บาท/ ลิตร

    เบนซิน ราคา 44.14 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 35.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 34.68 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 30.05 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 30.90 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 35.88 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 35.90 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 33.44 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 24 มี.ค.2569 เวลา 05.00 น.)

    ทั้งนี้การแสดงราคาน้ำมันข้างต้นนี้ได้อ้างอิงมาจากรายงานโดยสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. โดยมีอัปเดทราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันตอนตี 5 (5.00 น.) ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

    ราคาที่แสดงนี้เป็นราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม. โปรดสำรวจราคาจากหน้าปั๊มอีกครั้ง

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137172&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32liS1Zj3EL6jWiRHynf9c

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/03/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/03/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ปั๊ม “ปตท.” (PTT),ปั๊ม “บางจาก” (Bangchak),ปั๊ม “เชลล์” (Shell),ปั๊ม “พีที” (PT)

    วันที่ 26 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงาน ราคาน้ํามันอัปเดตล่าสุดจากผู้ให้บริการน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท., บางจาก, PT และเชลล์ (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 26 มี.ค.2569 เวลา 05.00 น.) มีราคาดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 41.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 36.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 : ราคา 32.79 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 40.68 บาท/ลิตร

    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา: ราคา 38.94 บาท/ลิตร

    เบนซิน95 :ราคา 49.64 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 41.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 : ราคา 36.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85: ราคา 32.79 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 40.68 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม : ราคา 57.54 บาท/ลิตร

    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา ราคา :38.94 บาท/ลิตร

    ดีเซลพรีเมียม ราคา :56.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    ดีเซล: ราคา 38.94 บาท/ ลิตร

    เบนซิน: ราคา 50.14 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 41.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 40.68 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 36.05 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 36.55 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 40.93 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 41.55 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 38.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 57.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้การแสดงราคาน้ำมันข้างต้นนี้ได้อ้างอิงมาจากรายงานโดยสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. โดยมีอัปเดทราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันตอนตี 5 (5.00 น.) ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

    ราคาที่แสดงนี้เป็นราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม. โปรดสำรวจราคาจากหน้าปั๊มอีกครั้ง

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hsRbFNoVsVZvQxCZu7T9F

  • การศึกษาใหม่เผยสหรัฐฯ เป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่สุดของโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมหาศาล

    การศึกษาใหม่เผยสหรัฐฯ เป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่สุดของโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมหาศาล

    การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เผยว่าต้นทุนเศรษฐกิจจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงกว่าที่ประเมินไว้เดิมอย่างมาก โดยผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่ก่อความเสียหายหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ต่อเศรษฐกิจโลก

    การวิจัยครั้งนี้วัดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำหนดส่วนแบ่งความเสียหายไปยังผู้ปล่อยมลพิษรายใดรายหนึ่ง ตั้งแต่ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ไปจนถึงบริษัทน้ำมันข้ามชาติ

    สหรัฐฯ แชมป์โลกการปล่อยมลพิษ

    การประเมินแสดงให้เห็นว่าการปล่อยมลพิษของสหรัฐฯ ระหว่างปี 1990-2020 เป็นแหล่งที่ก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 10.2 ล้านล้านดอลลาร์ ตามด้วยจีนที่ 8.7 ล้านล้านดอลลาร์ และสหภาพยุโรปที่ 6.4 ล้านล้านดอลลาร์

    สำหรับบริษัทเอกชน การศึกษาพบว่าการปล่อยมลพิษที่เชื่อมโยงกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย อย่างซาอุดี อารัมโก้ ระหว่างปี 1988-2015 ส่งผลให้เกิดความเสียหายเศรษฐกิจโลกสะสมมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2020

    ความเสียหายในอนาคตมากกว่าที่ผ่านมา

    ศาสตราจารย์มาร์แชล เบิร์ก จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้นำการศึกษา กล่าวว่าพวกเขารู้สึกประหลาดใจไม่เพียงแต่ขนาดโดยรวมของความเสียหายที่ประเมินได้ซึ่งอยู่ในระดับหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ แต่ยังประหลาดใจที่ความเสียหายในอนาคตจากการปล่อยมลพิษ ที่จะมากกว่าความเสียหายในอดีตจากการปล่อยมลพิษ

    การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ในปี 1990 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกประมาณ 180 ดอลลาร์ ภายในปี 2020 แต่คาดว่าจะก่อความเสียหายเพิ่มเติมอีก 1,840 ดอลลาร์ ไปจนถึงปี 2100 ซึ่งมากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วประมาณ 10 เท่า!!

    — ศาสตราจารย์มาร์แชล เบิร์ก ระบุ

    กิจกรรมปล่อยมลพิษสูงสร้างความเสียหายมหาศาล

    การวิจัยยังเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมของกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง เช่น การเดินทางทางอากาศ ต่อความเสียหายในอนาคต การเดินทางในเส้นทางไกลด้วยเครื่องบินปีละครั้งเป็นเวลา 10 ปี อาจก่อให้เกิดความสูญเสียประมาณ 25,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2100

    การเรียกร้องความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น

    เมื่อการปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นและประเทศยากจนต้องรับภาระหลัก ประเทศที่มั่งคั่งและธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเผชิญกับการตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับบทบาทที่ไม่สมส่วนในการขับเคลื่อนความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ การศึกษาแยกต่างหากในวารสาร Nature ปีที่แล้ว พบว่าความร้อนจัดที่เชื่อมโยงกับการปล่อยมลพิษจากบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล 111 บริษัท ก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจโลก 28 ล้านล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 1991-2020

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/major-polluters-climate-damages-economic-cost-study&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EJBvmJIBtWAz-HnDqO8_j

  • นายกฯ “โป่ง” จัดใหญ่ปัจฉิมรวม 6 โรงเรียน นราธิวาส 600 กว่าชีวิต ปลื้มทั้งเด็ก-ผู้ปกครอง

    นายกฯ “โป่ง” จัดใหญ่ปัจฉิมรวม 6 โรงเรียน นราธิวาส 600 กว่าชีวิต ปลื้มทั้งเด็ก-ผู้ปกครอง

          
    นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรจบการศึกษา ปฐมวัย ระดับประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายของนักเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองนราธิวาส พร้อมคณะสมาชิกเทศบาลเมืองนราธิวาส  ณ อาคารประวิช-สุคนธา เลาหกุล โดยมี นางปารวี สำเร ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาเทศบาลเมืองนราธิวาสกล่าวเปิดงาน พร้อมผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ทั้ง6 โรงเรียน และผู้ปกครอง มาร่วมในพิธี โอกาสนี้ นายกเทศมนตรีได้ชมการแสดงของนักเรียน และมอบประกาศนียบัตรให้กับนักเรียนที่จบการศึกษา พร้อมกล่าวปัจฉิมโอวาทแก่นักเรียนที่เข้ารับให้ตระหนักถึงบุญคุณของคุณครู ที่สั่งสอนให้เป็นคนดี จากนั้นได้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการ “ตลาดนัดวิชาการ” แต่ละซุ้มที่มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฝีมือเด็กๆในโรงเรียน เช่น กระเป๋าที่ทำจากฝาขวดน้ำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้ว มาสร้างเป็นกระเป๋าที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ การทำผ้าลายบาติก เป็นต้น กิจกรรมการจัดตลาดนัดครั้งนี้เป็นการสอนให้กับเด็กได้แสดงฝีมือและรู้ถึงคุณค่าของสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วมารีไซเคิ้ลใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์ กิจกรรมนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสอนในโรงเรียนสังกัดเทศบาลเพื่อเป็นการส่งเสริมนักเรียนในด้านอาชีพ ไปพร้อมๆกับการสร้างวินัย  ด้านคุณธรรมจริยธรรม และสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ปกครองในวันที่นักเรียนเรียนจบประสบความสำเร็จด้านการศึกษาในอนาคต สำหรับนักเรียนที่เข้าร่วมพิธีรับประกาศนียบัตรปีนี้ จำนวน ทั้งสิ้น 624 คน

           
    วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม 1. เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา และภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง 2.เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูกับนักเรียน 3. เพื่อ สร้างแรงใจให้นักเรียนรุ่นน้อง ใฝ่เรียนรู้ และรักสถาบันการศึกษาอย่างยั่งยืน
           
    นายธนาวิทย์ นายกเทศมนตรี กล่าวว่า วันนี้ก็เป็นการจัดงานปัจฉิมให้กับนักเรียนที่จบ การศึกษา ระดับปฐมวัย  ประถม และมัธยมศึกษาในสังกัดโรงเรียนเทศบาลฯ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้เป็นการจัดรูปแบบใหม่ โรงเรียนทั้ง 6 เทศบาลมาจัดรวมที่โรงเรียนเทศบาล1ไม่เหมือนที่ผ่านมาคือ แยกจัดตามละโรงเรียนเทศบาล แต่คราวนี้มารวมกัน คึกคักมากมีพ่อแม่ผู้ปกครองมาร่วมกัน ทั้งจัดนิทรรศการ ออกร้านขายของข้างหน้า

    จาการสอบถามผู้ปกครองก็ได้ให้การตอบรับ อยากจัดลักษณะแบบรวมมากกว่า ทางเทศบาลเลยจัดให้อย่างยิ่งใหญ่ และอยากจะจัดให้มันยิ่งใหญ่มากกว่านี้ในอนาคต ในช่วงนี้ก็เป็นช่วงเทศกาลวันฮารีรายอด้วยเทศบาลก็มาจัดเป็นการเฉลิมฉลองให้กับพ่อแม่พี่น้องลูกๆหลานๆในวันฮารีรายอด้วยทางเทศบาลเมืองก็ได้จัดร้านจุดเช็คอิน ในกับผู้ปกครองได้ พาลูกๆมาเก็บภาพ เป็นที่ระลึกวันที่ลูกๆหลานๆ ประสบความสำเร็จการศึกษา  

            
    นอกจากนี้ท่านนายกโป่งได้ให้โอวาท กับเด็กนักเรียนในงานปัจฉิมปีนี้ให้สำนึกถึงบุญคุณ ของแม่พิมพ์ของชาติว่า “คุณครู” พวกเด็กๆประสบความสำเร็จได้ก็เพราะคุณครู เบื้องหลังก็เป็นคุณครูนี้แหละที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติที่สอนให้กับเด็กๆให้เป็นคนดีเพราะสมัยนี้วิวัฒนาการไปไกล ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองนี้น่าจะใกล้ชิดกับเด็กๆมากกว่าคนทั่วไป คุณครูเป็นลักษณะเป็นโค้ช คือสอนให้เด็กๆเป็นคนดี ถึงแม้ว่าการหาความรู้อยู่ในโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องสื่อสารต่างๆสามารถเพิ่มความรู้รายละเอียดได้ แต่การเป็นคนดี “คุณครู”นี้แหละที่สั่งสอนให้เป็นคนดี ประสบความสำเร็จและเป็นกำลังของชาติต่อไปในอนาคต
                    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137196&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21BpC7lDe_5MbVDMyOq1oA

  • “พิพัฒน์” ย้ำ ไม่ต้องกังวล สงกรานต์ปีนี้ ท่องเที่ยว-กลับภูมิลำเนา น้ำมันไม่ขาดมือ

    “พิพัฒน์” ย้ำ ไม่ต้องกังวล สงกรานต์ปีนี้ ท่องเที่ยว-กลับภูมิลำเนา น้ำมันไม่ขาดมือ

    “พิพัฒน์” ย้ำ ไม่ต้องกังวล สงกรานต์ปีนี้ ท่องเที่ยว-กลับภูมิลำเนา น้ำมันไม่ขาดมือ

    25 มี.ค. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม แถลงภายหลังหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตราคาน้ำมัน และสถานการณ์พลังงานที่ตึงเครียด จากปัญหาในตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งตรวจสอบการกักตุน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการขนส่งน้ำมันเพื่อป้องกันการลักลอบหรือกักตุน

    “พวกเราไม่ได้นั่งเฉย ไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลกำลังหาทางออกทุกวิถีทาง และกำลังลงในรายละเอียดทุกไอเทม น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่น เราจะใช้ระบบ GPS ติดตามรถน้ำมันทุกคันเพื่อดูว่ามีการวิ่งออกนอกเส้นทางหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ว่าที่บอกว่ามีการลักลอบหรือกักตุนนั้น จริงหรือไม่” 

     

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับในหลายมิติ ทั้งเรื่องโครงสร้างภาษีสรรพสามิต และการขอความร่วมมือจากภาคประชาชน เมื่อเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริงๆ คนไทยช่วยกันประหยัดพลังงานได้ไหม อะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องช่วยกัน เช่น การปรับอุณหภูมิแอร์เพิ่มขึ้นสัก 1-2 องศา หรือการใช้ระบบขนส่งมวลชนแทนรถส่วนตัว เพราะหากถึงจุดที่น้ำมันดิบขาดแคลนจริงๆ เราอาจต้องมีมาตรการจำกัดการใช้ ซึ่งเราต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

    ส่วนที่ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนั้น 
     

    “ที่บอกว่าไม่เห็นรัฐบาลทำอะไร ถามว่าวันนี้พวกเราพยายามแก้ทุกวิถีทางภายใต้อำนาจที่จำกัด ที่ท่านวิจารณ์พวกเรามากมาย พวกท่านทำอะไรบ้าง เสนอแนะพวกเราได้ไหม ไม่ใช่สักแต่จะวิจารณ์อย่างเดียว ถ้าท่านมีความรู้ความเข้าใจ ฝากเสนอแนะมาที่ผมได้เลย ผมพร้อมรับเสมอ” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ ยังบอกข่าวดีเรื่องการเจรจานำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน ที่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ พร้อมยืนยันความพร้อมช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่า น้ำมันจะไม่ขาดมือ เราได้ประสาน ปตท. เตรียมน้ำมันสำรองไว้ให้รถโดยสารและรถร่วม บขส. เติมให้เต็มถังทั้งไปและกลับ ส่วนสถานีบริการน้ำมันทั่วไป สภาพคล่องจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนนี้แน่นอน ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันเติมระหว่างเดินทางท่องเที่ยว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/615031&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JhWz4cmT0o08F9iuw0cH_

  • เสียงสะท้อน ‘ชาวตรัง’ วิกฤตน้ำมัน! ตั๋วเครื่องบินราคาแพง กระทบเดินทาง-ท่องเที่ยว

    เสียงสะท้อน ‘ชาวตรัง’ วิกฤตน้ำมัน! ตั๋วเครื่องบินราคาแพง กระทบเดินทาง-ท่องเที่ยว

    สถานการณ์ราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทาง ดอนเมือง-ตรัง-ดอนเมือง ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แตะระดับ 5,000–7,000 บาทต่อเที่ยวในบางช่วง) กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวตรังและนักท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ปัจจุบันมีเพียง 3 สายการบิน คือ นกแอร์, ไทยไลออนแอร์, และไทยแอร์เอเชีย ให้บริการรวมเพียง วันละ 5 เที่ยวบิน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งราคาตั๋วเครื่องบินแพงกว่าจังหวัดอื่นๆ ทำให้ ผู้โดยสารจำนวนมากเลือกไปใช้บริการที่ สนามบินกระบี่ หรือ สนามบินนครศรีธรรมราช แทน เนื่องจากมีเที่ยวบินมากกว่าและราคาถูกกว่าเกือบเท่าตัว

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ชาอิศม์ฉัตร สมหวังณชพล ผู้จัดการสถานีตรัง สายการบินไทยไลออนแอร์ เปิดเผยถึงสาเหตุของราคาตั๋วเครื่องบินแพง “มหาโหด” ว่า เนื่องมาจากไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยว จ.ตรัง โดยเฉพาะพื้นที่เกาะต่างๆ เป็นจำนวนมาก และนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเกาะหลีเป๊ะ สตูล ก็เดินทางมาขึ้นลงเครื่องบินสนามบินตรัง ทั้ง 3 สายการบินมีนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยสารถึง 50% ในแต่ละเที่ยวบิน ราคาตั๋วก็ขยับสูงขึ้น 

    “หากนักท่องเที่ยวหรือผู้โดยสารวางแผนการเดินทางล่วงหน้าราคาตั๋วเครื่องบินก็ไม่น่าตกใจ ถ้าจะเดินทางในระยะไม่ถึงสัปดาห์แล้วซื้อตั๋ว ผู้โดยสารจะตกใจ เพราะหากตั๋วเหลือจำนวนน้อยราคาก็จะขยับขึ้นแบบขั้นบันไดราคาขยับสูงขึ้น”

    “ส่วนที่ช่วงนี้น้ำมันเชื้อเพลิงขาดตลาด ราคาน้ำมันโดยทั่วไปขยับขึ้น แต่ในส่วนสายการบินจะยังไม่ขยับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน เพราะรัฐบาลจะดูในเรื่องนี้อยู่แล้ว กรณีสนามบินตรังมี 2 แผน แผนแรก คือ มีน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองในการใช้งานอยู่แล้วสำหรับใช้รถลากเครื่องบิน รถขนส่งสัมภาระผู้โดยสาร  หากไม่มีน้ำมันดีเซล แผนที่ 2 จะให้เครื่องบินจอดห่างตัวอาคารสนามบิน ให้เครื่องบินสามารถขับออกไปได้เอง โดยไม่ใช้รถลากเรื่องบิน สะพานเทียบเครื่องบินก็เช่นกัน ใช้คนลากเข้ามาเทียบซึ่งไม่ต้องใช้รถ”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ชาอิศม์ฉัตร กล่าวว่า ราคาตั๋วเครื่องบินสนามบินตรัง ที่แพงกว่านครศรีธรรมราช และกระบี่ เนื่องจากสนามบินตรังมีเที่ยวบินวันละ 5 ไฟล์  กระบี่ 10 กว่าไฟล์ ราคาย่อมไม่เท่ากัน เพราะการบริหารจัดการ ค่าการตลาด จังหวัดที่มีเที่ยวบินมากย่อมราคาถูกกว่า หากตรังมีเที่ยวบินวันละ 10 เที่ยว ราคาก็จะไม่สูง แต่ตรังมีเที่ยวบินไม่มากทำให้ราคาตั๋วอาจจะดูน่าตกใจไปบ้าง ในช่วงไฮซีซั่น

    ชาอิศม์ฉัตร กล่าวด้วยว่า สายการบินไทยไลออนแอร์ มีตั๋วโปรโมชั่นทุกวันศุกร์แรกของเดือน ราคาตั๋วลด 25% จะช่วยประหยัดได้มาก ช่วงปลายมีนาคมและเมษายนทั้งเดือน ราคาประมาณ 3,000 บาทเท่านั้น ช่วงเดือนเมษายนนี้ ไทยแอร์เอเชียเปิดเที่ยวบินเพิ่มอีก 1 เที่ยวบิน สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มาก เพราะช่วงดังกล่าวคนกลับมาเชงเม้ง ช่วงวันหยุดกลับเยี่ยมบ้านสงกรานต์

    “ยอมรับบางวันราคาตั๋วเครื่องบินสูง 4,000-4,500บาท กระบี่ 2,000กว่าบาท ทางเราก็แนะนำให้ผู้โดยสารเดินทางขึ้นเครื่องกระบี่ สำหรับผู้โดยสารที่มีความพร้อม บางท่านก็ไปขึ้นเครื่องที่กระบี่ และช่วงเมษายน นี้ ราคาตั๋วโยสารดอนเมือง-ตรัง 1-6 เมษายน ราคา 3,500-4,000 บาท วันที่ 10-13 เมษายน ราคา 3,500-4,500 จากตรัง-ดอนเมือง ส่วนวันที่ 14-19 เมษายน เป็นต้นไป ราคาเฉลี่ยน 3,000-4,000 บาท”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo09.jpg

    ด้าน จงกลณี อุสาหะ หุ้นส่วนผู้จัดการเจ้าไหมทัวร์ และอดีตนายกสมาคมท่องเที่ยวและโรงแรม จ.ตรัง กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และมีการเดินทางเมษายน เป็นช่วงไฮซีซั่นของ จ.ตรัง  นักท่องเที่ยว ผู้คนที่มาเยี่ยมบ้าน ปิดภาคเรียน ช่วงเทศกาลเชงเม้ง คนไทยเชื้อสายจีนกลับมาไหว้บรรพบุรุษ แล้วก็สงกรานต์วันหยุดยาว ช่วงนี้จึงทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินขยับราคาขึ้นเป็นขั้นบันไดอยู่แล้ว

    แต่ละสายการบินวางแผนราคาตั๋วห่างกันแต่ละขั้นกี่ร้อยบาท บางสายการบินก็จะตั้งราขั้นละ 200 – 500 บาท สำนักงานการบินพลเรือนสามารถให้สายการบินโลว์คอสแอร์ หรือสายการบินต้นทุนต่ำขายสูงสุดเส้นทางตรัง 7,500 บาท เช่น ตรัง กระบี่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ สงขลา   

    “สำหรับเส้นทางบินในประเทศไทย ส่วนตัวได้เข้าไปประชุมกับสายการบิน เรื่องของสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งบางสายการบินยังไม่ขึ้นราคาตั๋วโดยสาร เพราะยังมีน้ำมันในสต๊อก หลังจากสงกรานต์ หรือว่าพ้นจากเดือนเมษายนไปแล้วอาจจะมีการขึ้นราคาหรือไม่ ต้องคอยติดตาม”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo07.jpg

    จงกลณี กล่าวต่อว่า ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน นี้ ตั๋วเครื่องบินราคาแพงตามเรทที่เขาตั้งไว้เป็นธรรมชาติของราคาตั๋วเครื่องบินช่วงนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าช่วงนี้เกิดจากราคาของน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนหรือราคาแพง ทำราคาตั๋วเครื่องบินแพงตาม

    “ซึ่งในช่วงนี้จะได้รับคำถามจากลูกค้าตลอดว่าทำไมตั๋วเครื่องบินตรังแพง อันนี้มันเป็นกลไกอัตโนมัติของสายการบินที่เค้ากำหนดขึ้นมาขายในช่วงนี้เป็นวัฏจักร”

    “ราคาตั๋วช่วงนี้ ประมาณ 5,300 บาท จากดอนเมืองมาตรัง และจากตรังไปดอนเมือง ราคาประมาณ 4,000 ถึง 5,000 บาทเช่นกัน ดังนั้นหากทราบวันเดินทางที่แน่นอน ก็แนะนำให้จงอตั๋วล่วงหน้า 2-3 เดือนจะได้ตั๋วราคาถูก หากมีซื้อตั๋ววันศุกร์, เสาร์ล อาทิตย์หรือวันหยุดยาว เช่นนี้ราคาตั๋วก็จะแพงแน่นอน กรณีตั๋วข้าราชการจะต้องเดินทางวันจันทร์-ศุกร์ หากมาซื้อตั๋วในหยุด นักขัตฤกษ์ ราคาก็จะแพงกว่าตั๋ววันปกติ” 

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo08.jpg

    จงกลณี  กล่าวอีกว่า ส่วนนักท่องเที่ยวจะเดินทางมากับรถไฟ เป็นเรื่องค่อนข้างยากเพราะตั๋วโดยสารจะเต็มตลอด การรถไฟเปิดให้จองตั๋วล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ใช้เวลา 2 วันตั๋วก็จะถูกจองเต็มแล้ว เพราะการเดินทางกับรถไฟ คือ ปลอดภัย ประหยัด ที่นั่งทุกชั้น ชั้น 1, 2 และ 3 เต็มหมด

    “ตั๋วเครื่องบินราคาแพง นักท่องเที่ยวอาจจะขับรถยนต์มากันเองดีกว่า ดังนั้นน้ำมันก็เป็นตัวแปลอีกตัวนึงที่ทำให้เขาตัดสินใจไม่เดินทางมาเที่ยว เพราะน้ำมัน ขาดแคลนและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น น้ำมันจะหมดหรือไม่ จะเติมน้ำมันได้ที่ปั๊มไหน  ปัจจุบันนี้เราแล้วไม่สามารถที่จาดเดาได้ว่า เมื่อไหร่รัฐบาลให้คำตอบได้ว่ามีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน”

    จงกลณี ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงนี้ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวหรือเรือทัวร์หาดปากเมง แบบเช้าไปเย็นกลับหรือ “วันเดย์ทริป” ผู้ประกอบการเดินเรือนำเที่ยวบางรายประกาศในกลุ่มไลน์เอเยนต์จำหน่ายตั๋วเรือนำเที่ยวทะเลตรัง จะปรับขึ้นราคาช่วงระหว่างวันที่ 13, 14, 15 เมษายนนี้ จากราคาปกติ 950 บาท ขึ้นอีก 100 บาท รวม 1,050 บาทต่อคน อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันดีเซลขึ้นราคา และขาดแคลน

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ขณะที่ ศุภชัย ชูเชิดรัตน์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวหาดปากเมง เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวส่วนมากยังตรึงราคาตั๋วโดยสารท่องเที่ยวทะเลตรัง วันเดย์ทริป เที่ยว 4 เกาะ พร้อมอาหาร ไว้ที่ 950 บาทต่อหัว โดยจะตรึงราคาไว้จนจบฤดูการท่องเที่ยว สิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวทะเลตรังกับเรือทัวร์ก็สามารถจองตั๋วมาได้ ถึงแม้นราคาน้ำมันดีเซลจะปรับขึ้นมาบ้าง ก็สามารถดำเนินธุรกิจไปได้ ขอให้รัฐบาลดูแลให้มีน้ำมันขายทุกปั๊มก็เพียงพอ

    “ถึงแม้ตั๋วเครื่องบินจะมีราคาแพงมากในช่วงนี้ แต่นักท่องเที่ยวก็จะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟ และรถประจำทาง มาท่องเที่ยวทะเลตรังในช่วงเมษายนนี้ เชื่อว่าช่วงเมษายนตลอดจนถึงพฤษภาคม นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลมาเที่ยวทะเลตรัง และเชื่อว่าอีกไม่นานสถานการณ์น้ำมันจะเข้าสู่สภาวะปกติ ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ให้ทุกปั๊มมีน้ำมันจำหน่าย”

    “สำหรับโรงแรม รีสอร์ท ที่หาดปากเมงมีด้วยกันประมาณ 400 ห้อง ก็สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง  ดังนั้นผู้ประกอบการ เรือนำเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องทะเลตรัง และหาดปากเมง”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/reflections-from-trang-province-the-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gd52PJKqmixv_arhJMa_g

  • โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’ ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    นับถอยหลังไม่ถึง 8 เดือน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี  พ.ศ. 2569″ (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) เตรียมเปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี  ท่ามกลางความสนใจถึงความพร้อมในการจัดงานและไฮไลท์สำคัญภายในงาน

    “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร หลังการเดินทางไปรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ณ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมเต็มที่ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก และรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาชมงานมากกว่า 3 ล้านคน สร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้กับประเทศอย่างตื่นตาตื่นใจ

    ย้อนอารยธรรมสู่โลกล้านปี

    นายรพีภัทร์ เปิดเผยว่า งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จัดภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งชีวิต: เชื่อมโยงผู้คน สายน้ำ และพรรณไม้ สู่ความยั่งยืน” นำเสนออัตลักษณ์พื้นที่ ความหลากหลายทางชีวภาพ และนวัตกรรมเพื่ออนาคต โดยชู “มรดกอารยธรรม” ผ่านการจัดแสดงไดโนเสาร์ 13 สายพันธุ์ที่ค้นพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สะท้อนวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตบนโลก

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    ภาคอีสานถือเป็นแหล่งฟอสซิลสำคัญของโลก เผยความหลากหลายเมื่อกว่า 100 ล้านปีก่อน เช่น ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวขนาดใหญ่ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส ไดโนเสาร์กินเนื้อที่เป็นญาติยุคแรกของทีแร็กซ์ และกินรีไมมัส ไดโนเสาร์ขนาดเล็กเคลื่อนไหวรวดเร็ว

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    องค์ประกอบเหล่านี้ถูกบูรณาการสู่การออกแบบพื้นที่และสถาปัตยกรรม อาทิ อาคารศูนย์ข้อมูลรูปทรง “ไห” แรงบันดาลใจจากบ้านเชียง ศาลา “ไซ” สะท้อนภูมิปัญญาจัดการน้ำ รวมถึงแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง “คุณทองโบราณ” อายุ 2,000 ปี และ “เป็ดเหลือง” หนองประจักษ์ ที่เชื่อมโยงมรดกวัฒนธรรมกับวิถีชีวิตร่วมสมัย

    “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยว “ทะเลบัวแดง”

    ส่วนจุดเช็คอินสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ”ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับโลก ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador โปรโมตการท่องเที่ยว “ทะเลบัวแดง” จ.อุดรธานี  เป็นสวนบัวและพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้รับแรงบันดาลใจจากทะเลบัวแดง แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก โดยรวบรวมบัวและพืชน้ำหลากหลายชนิดมาจัดแสดงในพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด น้ำตกถ้ำนาคา ประติมากรรมน้ำตกที่จำลองภูมิประเทศทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    นายรพีภัทร์ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงสวนสวยงามเท่านั้น แต่จะเป็นการสร้าง New S-Curve ในมิติใหม่ของภาคเกษตรไทย โดยการนำเทคโนโลยี “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) โมเดล Agriculture Service Provider (ASP) หรือการให้บริการด้านการเกษตรแบบมืออาชีพ เช่น การใช้โดรนและเครื่องจักรกลเกษตรมาบริหารจัดการพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    ในส่วนของพืชพันธุ์ไทย กรมวิชาการเกษตรตั้งเป้าโชว์ศักยภาพการเป็นศูนย์กลางผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเมืองร้อน  เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก รวมถึงการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub ผ่านพืชสมุนไพรที่เป็น “แชมป์เปี้ยน” ของไทย โดยจะมีการนำเสนอนวัตกรรมการผลิตพืชที่ทนต่อโรคและแมลง เพื่อแสดงความเข้มแข็งของภาคเกษตรไทยให้ชาวโลกเห็นนวัตกรรมเกษตรและอาหารแห่งอนาคต

    14 ชาติยกขบวนร่วม โชว์

    นอกจากนี้มีการตอบรับเข้าร่วมจัดสวนนานาชาติ จำนวน 14 ประเทศ/องค์กรได้แก่ สาธารณรัฐเยเมน,มอนเตเนโกร, สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน (HSP), สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน. สาธารณรัฐโคลอมเบีย ,เนปาล , ราชอาณาจักรภูฏาน ,สหพันธ์สาธารณรัฐโซมาเลีย ,สาธารณรัฐมาดากัสการ์, สาธารณรัฐตุรกี ,สาธารณรัฐจิบูตี, สหรัฐอเมริกา. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH)

    สำหรับไฮไลต์เด่นๆ ของการจัดสวนจากนานาชาติ อาทิ  สาธารณรัฐมาดากัสการ์ มาในแนวคิด “Amazing Tropical Garden” นำเสนอภูมิทัศน์และบ้านเรือนของมาดากัสการ์ รวมถึงพืชและสัตว์ประจำถิ่น ส่วนประเทศเนปาล  ภายใต้แนวคิด “LUMBINI GARDEN OF NEPAL” สะท้อนการผสานนิเวศวิทยาและวัฒนธรรมอันศักดิ์สิทธิ์  และคำสอนทางพุทธศาสนา

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    ขณะที่ สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน นำเสนอ ในธีม “เชื่อมโยงผู้คน น้ำ และพืชเพื่อการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน”นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งธรรมชาติ วัฒนธรรม และนวัตกรรมมาบรรจบกันเพื่อกำหนดอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีสุขภาพดีขึ้น ผ่าน ศาลา Pakistan Garden ตั้งอยู่ใจกลางาน Expo โดยทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของไฮไลต์ที่น่าสนใจเท่านั้น

    อุดรฯ ผุดสถานีรถไฟพิเศษรับมหาชน

     อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการจัดงาน ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของภาคอีสานคาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 3.6 ล้านคน ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นและมีกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าสู่ประเทศกว่า 32,000 ล้านบาท จากการขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมงาน โดยเฉพาะในช่วงพีคอาจมีผู้เข้าชมสูงถึงวันละ 20,000-30,000 คน

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

     ทั้งนี้ จังหวัดอุดรธานีได้เตรียมแผนรองรับไว้อย่างครบด้าน ทั้งการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศและการจัดตั้ง “สถานีรถไฟพิเศษ” บริเวณหน้าพื้นที่จัดงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเที่ยวสามารถเดินทางเข้าสู่งานได้ทันที เมื่อเดินทางมาถึง พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกและร่วมกันนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่เวทีนานาชาติ

    หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,186 วันที่ 26 – 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/654897&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hyjocwa_uHu-wkua2Bonk

  • “องค์กรต้านโกง” เปิดข้อมูล ดูงานเมืองนอก 10 ปี ใช้งบกว่า 2.5พ้นล้าน ชี้ทริปแฝงท่องเที่ยวคือ “คอร์รัปชั่น” เงินแผ่นดิน

    “องค์กรต้านโกง” เปิดข้อมูล ดูงานเมืองนอก 10 ปี ใช้งบกว่า 2.5พ้นล้าน ชี้ทริปแฝงท่องเที่ยวคือ “คอร์รัปชั่น” เงินแผ่นดิน

    วันที่ 25 มี.ค.2569 ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุก ในหัวข้อ

    ” หยุดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศที่แฝงท่องเที่ยว

    ทราบหรือไม่!! เมื่อค้นข้อมูลใน ACT Ai โดยพิมพ์คำว่า “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” จะพบว่าตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 หน่วยงานของรัฐจัดทริปดูงานต่างประเทศมากถึง 928 โครงการ หมดเงินไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 250 ล้านบาท (ช่วงปี 2563 – 2565 ไม่มีการเดินทางเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด) โดยพบว่าเคยมีโครงการที่ใช้งบสูงสุดถึง 20.8 ล้านบาทในการไปดูงานคณะเดียว

    จุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ญี่ปุ่น (ฮอกไกโด) เกาหลี ฯลฯ

    จากการสืบค้นยังพบว่า กิจกรรมประเภทนี้ถูกจัดโดยหน่วยงานของรัฐทุกประเภททั้งรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรม หน่วยราชการ ทหารตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ แต่ละแห่งใช้งบมากน้อยต่างกัน

    และอาจเป็นเพราะมีการ “ใช้ชื่อโครงการแตกต่างกัน” จึงทำให้ระบบตรวจไม่เจอโครงการทั้งหมด เช่น ศึกษาดูงาน การฝึกอบรมและดูงานนอกสถานที่ การพัฒนาศักยภาพ การเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ โครงการแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    ขอชื่นชมในความกล้าหาญ ยึดมั่นธรรมาภิบาลและแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ที่ประกาศยกเลิกทริปเดินทางไปดูงานแถบประเทศยุโรปของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ขณะนี้

    ขอสนับสนุนให้ศาลยุติธรรมได้ต่อยอดการตัดสินใจเฉพาะกิจครั้งนี้ ด้วยการทบทวนนโยบาย แนวปฏิบัติเรื่องการเดินทางดูงานหรือการประชุมให้เกิดความรัดกุม เคร่งครัด คำนึงถึงความคุ้มค่าเงินของประชาชน ยึดหลักธรรมมาภิบาลที่เข้มแข็ง อันจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ นำไปเป็นแนวปฏิบัติต่อไปได้

    ถือว่าเป็นการแสดงความเป็นผู้นำและแสดงบทบาทของศาลที่เป็นสถาบันที่พึ่งของประชาชนได้ในอีกมิติหนึ่ง

    ขอตั้งข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้

    1. ประเด็นสำคัญที่ประชาชนคัดค้านไม่ได้อยู่ที่ “การเดินทางในช่วงนี้” แต่เป็นเรื่องความไม่เหมาะของ “เนื้อหาในการไปดูงานแบบนี้” ต่างหาก เพราะหัวข้อหลักของการไปดูงานตลอดโปรแกรมนี้คือไป “ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” ของเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนจนคนธรรมดาก็พิพากษาได้ว่าไปทำไม

    ดังนั้นในการศึกษาดูงานต่างประเทศของหน่วยงานใดก็ตาม หากตลอดการเดินทางมีการไปดูงานแบบมีเนื้อหาสาระที่จะเป็นประโยชน์จริงๆ เป็นหลักก่อน แล้ววันหยุดจะไปท่องเที่ยวบ้าง เช่นนี้ก็คงยอมรับกันได้

    2. เสียงทักท้วงเรื่องการจัดทริปดูงานต่างประเทศ “มีมาหลายปีแล้ว” ทำอย่างไรว่าจะมั่นใจได้ว่า เหตุการณ์เยี่ยงนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป…ใครคือผู้รับผิดชอบ

    3. การเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศคือเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาดูงานที่แฝงการท่องเที่ยว คือ “คอร์รัปชัน” จากการใช้เงินและเวลาของหลวงไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น ทั้งเป็นการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมที่ว่า

    “ต้องถือประโยชน์ของบ้านเมืองเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน” การจัดทริปอย่างต่อเนื่องของทุกหน่วยงาน กำลังสะท้อนสำนึกเก่าที่มองว่าเป็น “สวัสดิการ” หรือ “รางวัล” อย่างเห็นแก่ตัว รังแต่จะถูกต่อต้านจากสังคม

    4. มีวิธีที่ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าได้ด้วยทางเลือกอื่น เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญให้เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดประชุมออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในระยะยาว ส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจำนวนหนึ่งเดินทางไปศึกษางานแล้วกลับมาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน เป็นต้น

    บทสรุป

    ข้อมูลทริปของศาลฎีกาที่เป็นข่าวออกมาสู่สาธารณะครั้งนี้ คงไม่ใช่เอกสารที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมาเอง แต่เป็นผลงานของ Active Citizen ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เขาเห็นเหตุการณ์แล้วทนไม่ได้ ดังนั้นเสาหลักของประเทศทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ควรจะทำอะไรโดยคำนึงถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ดีที่เหมาะให้กับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการใช้ “เงินของแผ่นดิน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/137135&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35aLlavQIu5mRObxa3DNMx