Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ศาล รธน.รับมติ ครม.ยุติดูงานอียิปต์-จอร์เจีย-อาเซอร์ไบจาน

    ศาล รธน.รับมติ ครม.ยุติดูงานอียิปต์-จอร์เจีย-อาเซอร์ไบจาน

    ศาล รธน.รับมติ ครม.ยุติดูงานอียิปต์-จอร์เจีย-อาเซอร์ไบจาน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารข่าว ชี้แจงรายละเอียดการศึกษาดูงานต่างประเทศ ระบุว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน/ โครงการที่กำหนด โดยได้ดำเนินการจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย

    ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

    ต่อมา มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตร นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐ ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน/โครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปได้

    อีกทั้งกระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จึงได้ยกเลิกการเดินทาง ไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน -2 พฤษภาคม 2569 และประเทศจอร์เจีย และสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14 – 24 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000029111&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oDOl5wHic_Mc9TX2mxiEH

  • เมื่อเวิร์คไลฟ์ไม่บาลานซ์ ความตายของชายวัย 41 ที่ทำให้คนจีนช็อคกันทั้งประเทศ

    เมื่อเวิร์คไลฟ์ไม่บาลานซ์ ความตายของชายวัย 41 ที่ทำให้คนจีนช็อคกันทั้งประเทศ

    ประเด็นเทรนดิ้งในจีนตอนนี้ไม่ใช่เรื่องน้ำมันแพงเหมือนประเทศอื่นๆ แต่เป็นข่าวการเสียชีวิตของชายที่ชื่อ จางเสวี่ยเฟิง (张雪峰) ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนในวัยเดียวกับเขา 

    เพราะการเสียชีวิตของเขาเกิดขึ้นในช่วงที่ชีวิตของเขาพีคสุดๆ ดูเหมือนจะเพอร์เฟกต์สุดๆ แต่กลับจบลงอย่างกระทันหัน

    จางเสวี่ยเฟิง คือใคร?

    เขาเป็นบล็อกเกอร์ด้านการศึกษา และอาจารย์ด้านวิชาการและการวางแผนอาชีพ ถือเป็นนักแนะแนวทางการศึกษาที่เป็นที่นิยมที่สุดคนหนึ่งของจีน

    แต่กว่าที่เขาจะมีวันนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

    เขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยเจิ้งโจว แต่ในปี 2007 จางเสวี่ยเฟิงเริ่มต้นชีวิตในฐานะแรงงานอพยพในปักกิ่ง เงินเดือนขั้นพื้นฐานของเขาคือ 2,500 หยวน และห้องพักของเขามีขนาดพอสำหรับเตียงเดี่ยวเท่านั้น มีเพียงหลอดไฟและพัดลมไฟฟ้า เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านลิ่วหลางจวง เขตไห่เตียน ปักกิ่ง ในเวลานั้น หมู่บ้านมีประชากรมากกว่า 50,000 คน เกือบ 40,000 คนเป็นแรงงานอพยพ ส่วนใหญ่ทำงานในเขตใจกลางเมืองจงกวนชุนที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อหาเลี้ยงชีพ ดังนั้น ชีวิตของเขาจึงคุกคลีอยู่กับบรรดาแรงงานข้ามถิ่น หรือที่เรียกว่า ‘กองทัพมดงาน’ นี่คือการเริ่มต้นเส้นทางการทำมาหากินของเขา

    เส้นทางของเขาเปลี่ยนไปในปี 2008 จางเสวี่ยเฟิงเริ่มสอนอย่างเป็นทางการ แต่ในหลายโอกาส นักเรียนชี้ไปที่เขาแล้วพูดว่า “อาจารย์ สิ่งที่อาจารย์สอนนั้นไร้ประโยชน์และไม่มีความหมายสำหรับพวกเรา” หลังจากความล้มเหลวนี้ เขาจึงลงจากตำแหน่งและปรับปรุงแผนการสอนของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยรวบรวมข้อมูลจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยกว่า 400 แห่งทั่วประเทศด้วยตนเอง ซึ่งรวมถึงข้อมูลโรงเรียนและสาขาวิชา โบรชัวร์การรับสมัคร สถิติการลงทะเบียน และข้อมูลการจ้างงานบัณฑิต เพื่อปรับปรุงหลักสูตรของเขา ผ่านการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งในปี 2010 จางเสวี่ยเฟิงเริ่มเข้าใจเนื้อหาที่นักเรียนสนใจ และการตอบสนองในห้องเรียนก็ดีขึ้น

    เในปี 2016 เขาโด่งดังในโลกออนไลน์จาก “คำอธิบายมหาวิทยาลัยในโครงการ 985 จำนวน 34 แห่งใน 7 นาที” 《七分钟解读34所985高校》

    โครงการ 985 (985工程) เป็นโครงการพัฒนาและสนับสนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐบาลกลางจีนเพื่อสร้างสถาบันอุดมศึกษาระดับโลก โดยมีมหาวิทยาลัย 39 แห่งที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็นสถาบันชั้นนำในจีนและใครๆ ก็อยากจะเข้าเรียนที่นี่  ดังนั้น แนวทางการแนะแนวการศึกษาของจางจึงเข้าเป้าอย่างง่ายดาย

    จากนั้นเขาก่อตั้งบริษัทของตัวเองซึ่งธุรกิจครอบคลุมเกือบทั้งห่วงโซ่ของการแนะแนวการสอบเข้ามหาวิทยาลัย นับตั้งแต่นั้นมา อาณาจักรธุรกิจของเขาก็ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในเดือนมีนาคม 2024 ธุรกิจของเขาเข้าสู่อุตสาหกรรมทัศนศึกษาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทัศนศึกษา ในปีเดียวกันนั้นเอง เขาได้สร้างตำนานขายบริการสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หมด 20,000 ที่นั่งภายใน 3 ชั่วโมง และทำเงินได้ 200 ล้านหยวน ในขณะเดียวกัน เขาก็มีผู้ติดตามมากกว่า 40 ล้านคนบนแพลตฟอร์มโซเชียล โดยมีราคาโฆษณาวิดีโอแต่ละรายการเริ่มต้นที่ 250,000 หยวน และราคาการถ่ายทอดสดแบบออฟไลน์อยู่ที่ 400,000 หยวนต่อชั่วโมง 

    ตามข้อมูลจากแอป Qichacha บริษัทของ จางเสวี่ยเฟิง ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2021 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านหยวน ขอบเขตธุรกิจประกอบด้วย การค้าปลีกสิ่งพิมพ์ การค้าส่งสิ่งพิมพ์ การผลิตสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ และการจัดจำหน่ายตำราเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยจางเสวี่ยเฟิงถือหุ้นโดยตรง 75% และดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนทางกฎหมายและกรรมการบริหาร รายงานประจำปี 2024 แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีพนักงาน 273 คนที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคม 

    โดยสรุปก็คือ จางเสวี่ยเฟิง คือไอค่อนของวงการธุรกิจการศึกษา โดยเฉพาะการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของชีวิตคนหนุ่มสาวจีน ดังนั้นจึงมีผู้คนมากมายยอมที่จะใช้บริหารของเขา และทำให้เขากลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จคนสำคัญของวงการธุรกิจแนวนี้

    อย่างไรก็ตาม มีเสียงตำหนิว่าสไตล์การสอนของจางเสวี่ยเฟิงนั้นหยาบคาย และเขามักวิพากษ์วิจารณ์สาขาวิชาและมหาวิทยาลัยบางแห่งทำให้เกิดการตอบโต้จากเป้าหมายที่เขาโจมตี เช่น ในปี 2018 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเมื่อเขาขอให้นักเรียนอย่าสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยซีหนาน เมื่อเกิดกระแสตำหนิขึ้นมา เขาจึงขอโทษต่อสาธารณชนและครูและนักเรียนทุกคนที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยกล่าวว่าได้รับคำขอโทษแล้ว แต่ไม่ให้อภัยเขาและขอให้จางไตร่ตรองคำพูดและการกระทำของเขา  

    นอกจากนี้ ประมาณปี 2020 จางเสวี่ยเฟิงได้แนะนำวิศวกรรมโยธาและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้กับผู้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยในวิดีโอสาธารณะและการถ่ายทอดสดของเขา และเชื่อว่ามีโอกาสในการทำงานมากขึ้นในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องโดยอาศัยกระบวนการพัฒนาเมืองของจีนและการพัฒนาอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม เมื่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของจีนเข้าสู่ช่วงการปรับตัวหลังปี 2021 ความต้องการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมโยธาก็ลดลง รายงานข่าวบางฉบับชี้ให้เห็นว่านักศึกษาที่สมัครเรียนวิศวกรรมโยธาตามคำแนะนำของเขาในช่วงประมาณปี 2020 ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านการจ้างงานหลังจบการศึกษา ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายเรื่อง “สาขาวิชาที่ไม่มีอนาคต” 

    แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จสูง ขยันทำงานไม่หยุดหย่อน และเป็นที่ต้องการของคนที่ต้องการคำแนะแนวทางการศึกษา แต่ก็เป็นคนที่สร้างกระแสถกเถียงในสังคมมาโดยตลอด ดังนั้นไม่เคยหายไปจากแสงสป็อตไลท์ของสังคม

    นอกจากจะทำงานจนเหมือนจะไม่ได้หยุดพักแล้ว จางเสวี่ยเฟิงยังมีงานอดิเรกคือการวิ่ง โดยเขาเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2018 เหตุมันเกิดขึ้นจากในเวลานั้น เขาไม่สามารถวิ่งแซงจางเส้ากัง (张绍刚) พิธีกรชื่อดังซึ่งอายุมากกว่าเขา 12 ปีได้ ในระหว่างการบันทึกรายการ เขาไม่ยอมแพ้และตั้งเป้าหมายว่า “วิ่ง 5 กิโลเมตรทุกวัน” เขาเริ่มต้นการเดินทางการวิ่งด้วยการวิ่ง 5 กิโลเมตรแรกโดยผสมผสาน “การเดินและการวิ่ง” ในปี 2020 เขาวิ่งได้มากกว่า 3,000 กิโลเมตรตลอดทั้งปี ในปีเดียวกันนั้น เขายังได้วิ่งมาราธอนครั้งแรกในรายการวิ่งออนไลน์บอสตันมาราธอน โดยทำเวลาได้ 4 ชั่วโมง 9 นาที 57 วินาที ต่อมา ในการแข่งขันวิ่งมาราธอนหางโจว เขาทำสถิติส่วนตัวที่ดีที่สุดด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 13 วินาที ซึ่งห่างจาก “การทำเวลาต่ำกว่า 4 ชั่วโมง” เพียง 13 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ เขายังเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งมาราธอนหลายรายการและได้รับการยอมรับในวงการวิ่งว่าเป็น “นักวิ่งชื่อดังที่มีฝีมือ” 

    กลายเป็นว่าการวิ่งไม่ใช่การสร้างสมดุลให้กับชีวิต แต่เป็นการงานให้กับชีวิตของเขามากขึ้นไปอีก 

    เรื่องนี้เริ่มแสดงผลในเย็นวันที่ 24 ปี 2023 เมื่อจางเสวี่ยเฟิงระบุในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนตัวของเขาว่าเขาถูกบังคับให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากทำงานหนักเกินไป มีอาการแน่นหน้าอก และใจสั่น

    เขายังมีชีวิตต่อมาได้ แต่ไม่ยอมเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

    และสุดท้าย ‘การวิ่ง’ และ ‘งานหนัก’ กลายเป็นกิจกรรมสุดท้ายของเขาในที่สุด

    เมื่อเวลา 12:26 น. ของวันที่ 24 มีนาคม 2026 จางเสวี่ยเฟิงรู้สึกไม่สบายหลังจากวิ่งออกกำลังกายที่บริษัทและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล  WeChat Moments ของจางเสวี่ยเฟิงแสดงให้เห็นว่าโพสต์ล่าสุดของเขาคือวันที่ 22 มีนาคม เมื่อเขาเช็คอินว่าวิ่งได้ 7 กิโลเมตร เขาวิ่งทั้งหมด 72 กิโลเมตรในเดือนมีนาคม และในเย็นวันที่ 24 มีนาคม ได้มีการออกประกาศไว้อาลัยว่า จางเสวี่ยเฟิงเสียชีวิตในซูโจว เวลา 15:50 น. ของวันที่ 24 มีนาคม 2026 เนื่องจากหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน แม้จะพยายามช่วยชีวิตเขาอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม 

    ในวันที่ 24 มีนาคม 2026 การถ่ายทอดสดตอนเช้าของจางเสวี่ยเฟิงกลายเป็นภาพสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้สาธารณชนได้เห็น ในวิดีโอ เขายังคงมุ่งเน้นไปที่การตอบคำถาม แต่ชาวเน็ตจำนวนมากรู้สึกว่าอาการของจางเสวี่ยเฟิงในการถ่ายทอดสดครั้งสุดท้ายของเขานั้นไม่ค่อยดีนัก 

    หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว มีชาวเน็ตจีนพากันตกใจและวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่เพราะจางเสวี่ยเฟิงเป็นคนดังเท่านั้น แต่การเสียชีวิตของเขาเป็นสิ่งที่ตอกย้ำวง่า “การทำงานหนักไม่เคยฆ่าคน” เป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้องแล้ว

    สำนักข่าว Sina รายงานว่า “การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นเวลานานและการออกกำลังกายอย่างหนักหลังจากการทำงานที่มีความกดดันสูงนั้น มีความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของจางเสวี่ยเฟิง” และชี้ว่า “โพสต์ในเวยป๋อของเขาพูดถึงการตื่นเช้าอย่างน้อย 20 ครั้ง และรู้สึกเหนื่อยล้า 100 ครั้ง การนอนหลับกลายเป็นสิ่งที่เขาต้องบังคับตัวเองให้หยุด เขาเริ่มทานเมลาโทนินอย่างน้อยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2019 โดยกล่าวว่า “กินยา นอน แล้วพรุ่งนี้ผมจะเป็นฮีโร่อีกครั้ง” เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาโพสต์ในเวยป๋ออย่างน้อยสี่ครั้งในเวลาตี 4 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ในการสัมภาษณ์ เขาบอกว่าในช่วงเดือนนั้นของทุกปี เขาจะนอนหลับได้เพียง 2-4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น”

    นี่คงเป็น ‘ฆาตกร’ ที่ค่อยพรากชีวิตของเขาไปทีละน้อย

    ชาวเน็ตคนหนึ่งจึงกล่าว่า “เงินเพียงเล็กน้อยนี้ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการเสียสละสุขภาพและการนอนหลับของคุณเลยด้วยซ้ำ”

    อีกคนบอกว่า “ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาทั้งหมดก็มาจากการนอนหลับไม่เพียงพอ และความเหนื่อยล้า รวมถึงการถูกปลูกฝังความคิดเรื่อง “การออกกำลังกายและสุขภาพที่ดี” สมการที่ว่าการออกกำลังกายเท่ากับสุขภาพที่ดีนั้น จำเป็นต้องพิจารณาในบริบทที่เฉพาะเจาะจง สำหรับหลายๆ คนในปัจจุบัน แม้แต่การพักผ่อนขั้นพื้นฐานก็ทำได้ยาก การออกกำลังกายจึงกลายเป็นอันตรายและเป็นการรับภาระมากเกินไป แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ”

    ที่สำคัญก็คือ เกิดกระแสความสนใจเรื่อง “ความตายของคนวัย 40” กันมากขึ้นจากโรคหัวใจและการทำงานหนัก

    ชาวเน็ตจีนยังพบว่าเขาเคยกล่าวว่า “ผมหาเงินให้ลูกสาวได้มากพอแล้ว เธอจะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินไปตลอดชีวิต”  

    นี่ไม่เกินเลยไปจากความจริง เพราะนอกจากบริษัทและทรัพย์สินที่สร้างไว้มากมาย เขายังลงทุนทางอ้อมในบริษัทต่างๆ มากกว่า 140 แห่ง และบริษัทของเขามีเงินฝากระยะยาวมากกว่า 100 ล้านหยวน

    บางคนจึงกล่าวว่า เงินเท่านี้เกินเป้าหมายที่จางเสวี่ยเฟิงตั้วไว้แล้ว และคงหมายถึงการสิ้นสุดภารกิจอันหนักหน่วงของเขาด้วย

    คำจารึกบนหลุมศพของจางเสวี่ยเฟิงเขียนว่า “ชีวิตช่างสนุกเหลือเกิน ฉันจะกลับมาเกิดใหม่ในชาติหน้า” 

    แต่ชาวจีนกลับเห็นว่า ชีวิตที่ประสบความสำเร็จในทุกด้านของจางเสวี่ยเฟิง มันดูจะไม่คุ้มค่าเอาเลย เพราะต้องแลกมาด้วยการจากโลกนี้ไปด้วยวัย 41 ปีซึ่งควรจะเป็นวัยที่เพิ่งจะไต่ถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้ไม่นานเท่านั้น 

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41439&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FsBcbZ9q1vpWBSCdRcCPD

  • อบอุ่นหัวใจ! น้องมะลิ เจอผู้มีพระคุณที่มอบทุนศึกษาครั้งแรก

    อบอุ่นหัวใจ! น้องมะลิ เจอผู้มีพระคุณที่มอบทุนศึกษาครั้งแรก

    v.prd:0.0.152

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nineentertain.mcot.net/nineentertain/th/news/link/150095&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bhl-NfGcQUtXmk1yzmNVW

  • อรรถกร อำลาตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ชื่นชมทุกฝ่ายร่วมขับเคลื่อนภารกิจ

    อรรถกร อำลาตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ชื่นชมทุกฝ่ายร่วมขับเคลื่อนภารกิจ

    อรรถกร อำลาตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ชื่นชมทุกฝ่ายร่วมขับเคลื่อนภารกิจ

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวอำลาตำแหน่ง ขอบคุณ กกท. และ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่ร่วมผลักดันภารกิจจนสำเร็จเป็นรูปธรรม

    เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องโถงชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร C ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดโอกาสให้คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าพบเพื่อแสดงความอำลาในโอกาสพ้นจากตำแหน่ง

    ในการนี้ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และ นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) ได้เข้าร่วมแสดงความอำลาและขอบคุณในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันในช่วงที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร กล่าวเปิดใจถึงความรู้สึกในโอกาสนี้ว่า “ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วนของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตนรู้สึกประทับใจและมีความสุขที่ได้ร่วมงานกับบุคลากรทุกคน พร้อมขอขอบคุณในความทุ่มเทที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านการท่องเที่ยวและกีฬา จนประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/101587/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cch_mUcFSOtcLU8FRkEbP

  • ประจวบฯ ปั้นแลนด์มาร์คใหม่! “ถ้ำหัวใจตาม่องล่าย” เส้นทางสายลุยแอดเวนเจอร์-อนุรักษ์ธรรมชาติ

    ประจวบฯ ปั้นแลนด์มาร์คใหม่! “ถ้ำหัวใจตาม่องล่าย” เส้นทางสายลุยแอดเวนเจอร์-อนุรักษ์ธรรมชาติ

    วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายกมลแก้ว แก้วเทศ นายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ เดินหน้านโยบายเชิงรุก พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ลงพื้นที่ร่วมกับนายณภัทร อุบลน้อย ผู้อำนวยการกองการท่องเที่ยวและกีฬา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือกับวนอุทยานเขาตาม่องล่าย นำโดยนายสุกฤษ์ฏ แจ้งท้วม หัวหน้าวนอุทยานฯ เพื่อสำรวจและพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแห่งใหม่ของพื้นที่

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ มุ่งเตรียมความพร้อม “เส้นทางศึกษาธรรมชาติถ้ำหัวใจตาม่องล่าย” ระยะทางประมาณ 600 เมตร ใช้เวลาเดินราว 1 ชั่วโมง โดยมีจุดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะต่อการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงผจญภัย (Adventure Tourism) ควบคู่การเรียนรู้ระบบนิเวศ

    ทั้งนี้ วนอุทยานเขาตาม่องล่ายได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด จำกัดจำนวนผู้เข้าศึกษาเส้นทางไม่เกินครั้งละ 6 คน เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อธรรมชาติ พร้อมเตรียมเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน เวลา 09.00 – 16.00 น.

    คณะทำงานยังได้สำรวจเส้นทาง จุดเสี่ยง จุดพัก และพื้นที่ภายในถ้ำ เพื่อประเมินศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ป้ายสื่อความหมาย มาตรการความปลอดภัย และการออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ย้ำเป้าหมายยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้มีความหลากหลาย รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะสายธรรมชาติและผจญภัย ควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

    การพัฒนา “ถ้ำหัวใจตาม่องล่าย” ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดขายใหม่ของเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่จะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และเสริมภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวธรรมชาติคุณภาพในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137445&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JwQVO4aTZ3hz3c5wQ_8gj

  • กรมการท่องเที่ยว ลุยตรวจ “ทัวร์นอมินี” รับไฮซีซั่น-สงกรานต์ เสริมแกร่งภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    กรมการท่องเที่ยว ลุยตรวจ “ทัวร์นอมินี” รับไฮซีซั่น-สงกรานต์ เสริมแกร่งภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    กรมการท่องเที่ยว เดินหน้ามาตรการกำกับดูแลบริษัทนำเที่ยวอย่างเข้มงวด บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) ลงพื้นที่ตรวจสอบและปราบปราม “ทัวร์นอมินี” ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “ตั้งแต่ต้นปี 2569 กรมการท่องเที่ยวยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุกในการกำกับดูแลบริษัทนำเที่ยวให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ

    ซึ่งดำเนินการแล้วใน 3 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และล่าสุดชลบุรี ตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวทั้งสิ้น 22 ราย พบการกระทำผิด 8 ราย โดยบางรายมีลักษณะเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทและมีจำนวนโครงสร้างกรรมการบริษัทไม่เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงพฤติการณ์แอบอ้างใช้ข้อมูลบุคคลภายในบริษัท ซึ่งเข้าข่ายลักษณะนอมินี มีบทลงโทษตามกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สูงสุด ตั้งแต่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตและแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป”

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมการท่องเที่ยวจะดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการของบริษัทนำเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และสนับสนุนให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โอกาสนี้ ขอให้บริษัทนำเที่ยวปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ได้รับบริการที่เป็นธรรม อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยโดยรวม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68991&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CAIdxo9k1kVMxJADv6fB1

  • นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ควรต้องทำ

    นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ควรต้องทำ

    ในเมื่อสงครามระดับภูมิภาคของโลกได้เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ผมบอกได้เลยว่าเราอย่าไปคิดว่าสงครามจะสงบโดยเร็ว

    อย่าไปคิดว่าประเทศมหาอำนาจในโลกใบนี้จะมีการประคบประหงมกันแบบเดิม แต่จะเปลี่ยนไปเป็นการละทิ้งกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO) และขององค์การสหประชาชาติ (UN) จนไม่เหลือกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลกนี้อีกต่อไป

    1.การที่ชาติมหาอำนาจนำกำลังเข้ามาระรานชาติที่ด้อยกว่าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

    รัสเซียเป็นประเทศแรกที่เริ่มก่อสงครามและรุกรานประเทศที่เล็กกว่าอย่างยูเครนไม่หยุดมากว่า 4 ปีแล้ว ทำให้ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ และราคาพลังงานของโลกเพิ่มขึ้นมาพอสมควร แล้วรัสเซียก็กอบโกยผลประโยชน์ร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลายกันอย่างสบายใจ

    สหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นประเทศผู้ดูแลกำกับประเทศสมาชิกของ UN ก็นำมาตรการมาบอยคอตรัสเซีย โดยห้ามไม่ให้ประเทศอื่นซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

    เมื่อนานเข้านานเข้า ค่าเงินดอลลาร์ก็ตกต่ำลงเรื่อย พันธบัตรของรัฐบาลอเมริกันที่ประเทศต่างๆ ซื้อเก็บเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงก็หมดความน่าเชื่อถือลงอย่างมาก ก็ได้หันมาใช้นโยบายปรับภาษีนำเข้า (Tariff) ให้สูงขึ้นตามอำเภอใจมาร่วมปีแล้ว

    และเมื่อเห็นท่าจะไม่ได้ผล แถมศาลสูงสุดของประเทศตนเองก็ไม่เอาด้วย ประธานาธิบดีทรัมป์ก็เลยเปลี่ยนมาใช้นโยบายรุนแรง โดยการใช้อำนาจทางทหารที่ตนเองยิ่งใหญ่ เข้าไปจัดการเปลี่ยนผู้นำอย่างกระหายเลือดกับประเทศที่เขาจ้องอยู่ 

    ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เริ่มเล่นงานประเทศเวเนซุเอลาก่อน​ ซึ่งได้ผลสมใจอย่างง่ายดาย เพราะเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่อ่อนแอ ทำงานสบายๆเหมือนฟิลิปปินส์และชุกชุมด้วยคอร์รัปชันไม่แพ้ไทย

    จากนั้นไม่ถึง 3 เดือน ก็หันมาเล่นงานประเทศอิหร่านอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้  ร่วมมือกับประเทศอิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างหนัก พร้อมบอกชาวโลกว่าก่อสงคราม Just for fun

    พร้อมๆ กันนี้เพื่อไม่ให้ประเทศรัสเซียและประเทศอื่นว่าได้ ก็ยกเลิกการบอยคอตรัสเซียที่มีมายาวนาน ปล่อยให้รัสเซียขายน้ำมันให้ประเทศต่างๆ ได้

    ตอนนี้ใครๆ ก็จะถามว่าเมื่อไหร่สงครามจะจบ อยากบอกว่ามันจบยาก อย่างดีก็แค่ตกลงหยุดรบแล้วก็ต้องมาเจรจาใช้เวลาอีกนาน แต่สิ่งที่เลวร้ายได้เกิดขึ้นกับชาวโลกแล้ว คือการขึ้นสูงของราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจทุกประเทศไปอีกเป็นปี

    2.การเตรียมรับสถานการณ์สงครามของรัฐบาลไทย

    ที่พูดมาทั้งหมดนี้ผู้รู้ทั้งหลายก็รู้กันดีอยู่แล้ว อยากจะถามว่ารัฐบาลกำลังคิดอะไรกันอยู่ ยังยึดติดความคิดเดิมๆอยู่ใช่ไหม เช่น การประกาศนโยบายซื่อๆของรัฐบาลว่าจะคงราคาน้ำมันไว้ 15 วัน ให้รถราเติมน้ำมันได้ครั้งละไม่ถึงพันบาท แทนที่จะเกิดผลดี ไม่เลย ผู้คนตระหนกกันทั้งประเทศ

    อีกตัวอย่าง คือการได้ประกาศนโยบายการคลังแบบอนุรักษ์เดิมในเรื่องการจัดงบประมาณประจำปี ก็จะลดการคลังขาดดุลที่จะทะลุเพดานเงินกู้ให้ไม่เกิน 3 % ของ GDP ภายในปี 2572 หรือ 6 ปีข้างหน้า เป็นต้น นโยบายเหล่านี้นักเศรษฐกิจรุ่นใหม่เขาส่ายหัวกันทั้งนั้น 

    ผมอยากเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลใหม่จะต้องใช้เวลาที่เกิดวิกฤติของโลกตอนนี้มาเป็นการสร้างโอกาสของประเทศไทย โดยเลิกนโยบายด้านเศรษฐกิจแบบเก่าที่บรรจงวางไว้ทั้งหมด มาเป็นแบบใหม่

    ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น “นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ” ตั้งแต่บัดนี้ได้แล้ว เพราะใครๆก็แหกกฎของประชาคมโลกกันมากแล้ว ไทยเรายังจะทนบริหารบ้านเมืองแบบเดิมอยู่อีกหรือ

    ยังจำได้ไหมว่า ทุกชาติเขารู้ว่าไทยเราเป็นผู้ป่วยหนักในเอเชีย ยังจำได้ไหมว่าเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 นายกรัฐมนตรีหญิงคนล่าสุดได้สร้างเรื่องงามหน้ากับ Uncle ฮุนเซ็น ซึ่งเป็นผู้นำตัวจริงของกัมพูชา

    ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน ปีที่แล้ว สำนักงานจัดอันดับเครดิตชื่อ Fitch Rating ได้ปรับภาวะเศรษฐกิจไทยให้มีแนวโน้มแย่ลง (Negative Outlook)

    แล้วจำได้ไหมว่าในช่วงปี 2568 ได้มีภาพเลวร้ายของการฉ้อฉลทางการเงินที่เรียกว่า Scammer ปรากฏออกมาให้เห็นในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมานาน และได้ส่งผลทำให้แปดเปื้อนภาวะการเงินของไทยอย่างมากมายจนสุดจะพรรณนา 

    แม้ได้มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลโดยการนำของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันได้

    การพลิกฟื้นประเทศที่มีอาการทางเศรษฐกิจสาหัสสากรรจ์มานานให้ได้ผลก็ยังไม่ปรากฏ ณ วันนี้ได้เป็นนายกตัวจริง มีคณะรัฐบาลใหม่ ผมเป็นคนหนึ่งที่จะคอยติดตามดูท่านว่าจะสลัดทิ้งแนวการทำงานแบบเก่าได้ไหม

    ผมเห็นว่าโอกาสที่จะเกิดวิกฤติด้านเศรษฐกิจในช่วงนี้ ซึ่งแม้จะตกลงหยุดสงครามได้ในอนาคตที่ไม่นาน แต่ผลของสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้จะทำให้เกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ลากยาวไปเป็นปี

    ไทยเราจึงต้องใช้นโยบายเตะผ่าหมาก เข้ามาแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยต้องมุ่งเน้นไปจัดการกับเรื่องการคลังเป็นเรื่องแรก ซึ่งมีข้อเสนอแนะพอสังเขปดังต่อไปนี้

    3.นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ

    นโยบายนี้ที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนต้องดำเนินการมี 2 ประการ ดังนี้

    ประการแรก คือ นโยบายการปรับโครงสร้างของงบประมาณปีหน้า คือ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้เพิ่มงบประมาณรายจ่ายขึ้นจากปี 2569 ที่ไม่ได้งบเพิ่มเลย

    ปีหน้านี้ต้องเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 12 เป็นอย่างน้อย และต้องยอมให้งบขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับร้อยละ 4.5 และ 4.3 ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาสูงได้ถึงร้อยละ 5.4 ของ GDP

    ซึ่งแน่นอนต้องยอมให้วงเงินกู้สูงกว่าอัตราที่เคยเจอ สูงจนทะลุเพดานหนี้ร้อยละ 70 แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะนโยบายเดิมไม่ได้ช่วยให้ไทยรอดและโตได้ แต่นโยบายใหม่นี้จะทำให้ไทยเข้าสู่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจรายได้ระดับกลางได้ และยังสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจน้ำมันแพงในยุคสงครามได้

    นี่คือนโยบายเตะผ่าหมาก ถ้าถามว่าจะมีความเสี่ยงไหม คำตอบคือทุกนโยบายมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น มากหรือน้อย แต่ถ้าไทยจัดการได้ดี โอกาสเป็นบวกมีมากกว่า เพราะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของเรามีอยู่ค่อนข้างสูง

    ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องประกาศวางเป้าด้านการคลังตามมาให้เห็นชัดว่ายอดการคลังขาดดุลที่สูงนั้น ร้อยละ 70 จะต้องนำไปลงเพิ่มในฐานงบลงทุนปีที่แล้วที่จัดไว้แค่ 860,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้งบลงทุนจากงบประมาณในปีหน้ามีจำนวนอย่างน้อย 1,700,000 ล้านบาท

    นอกเหนือจากนี้รัฐบาลต้องประกาศเพิ่มแวต (VAT) จาก 7 % เป็น 8 % ในปี 2570 และในปี 2571 จะเพิ่มอีก 2 % เป็น 10 % ประเทศที่เป็นเมืองท่องเที่ยว รัฐบาลจะได้ภาษี VAT จากนักท่องเที่ยวเต็มๆ

    นอกจากนี้รัฐบาลใหม่จะต้องปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้ส่วนบุคคลให้ก้าวหน้าและใกล้เคียงความจริงยิ่งขึ้น

    ทางด้านรายจ่ายของงบประมาณ จำเป็นต้องทำการรื้อแพลตฟอร์มของการจัดงบประมาณที่สำนักงบประมาณทำอยู่ในทุกวันนี้ใหม่หมด ต้องรื้อฟื้นการจัดสรรงบประมาณแบบขี้เกียจ คือ จัดสรรงบให้แต่ละหน่วยงานตามแนวโน้มในอดีต อย่างนี้ต้องยกเลิกแล้วต้องจัดสรรตามเนื้องานจริงๆ ถึงต้องมีการรื้อระบบ

    ปีงบประมาณ 2570 นี้ รัฐบาลต้องประกาศนโยบายลดข้าราชการที่ล้นงานออกไปด้วยวิธีไหนก็ตามให้ได้ 5 % และทำดังนี้ไป 3 ปีติด แล้วนำงบที่ได้ไปโปะเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการที่คงอยู่ ซึ่งต้องมีการจัดให้ทำงานอย่างเข้มแข็งและเข้มข้นอย่างมาก เหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่ก้าวหน้า

    นอกจากนี้ เมื่อจะเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการและลูกจ้างของรัฐแล้ว ก็ต้องรีบปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้บรรดาลูกจ้างในภาคเอกชนด้วย

    ประการที่สอง คือ นโยบายการรื้อระเบียบและขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดให้ทันสมัย เทียบเท่ากับที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาใช้กัน ของไทยเราที่ใช้อยู่เป็นระเบียบที่เก่าเอื้อผู้รับเหมาก่อสร้างมากเกินไป เอื้อแบบปล่อยให้เป็นไปตามระเบียบที่ไม่ดี แล้วหัวหน้าส่วนราชการก็ใช้วิธีเดินตามน้ำไปเรื่อยๆ

    โครงการแต่ละชิ้นจึงเสร็จช้า อืดอาด ช้ากว่าใครเพื่อนในรอบบ้าน ดังนั้น ถ้าเราเอาแต่เพิ่มงบลงทุน แต่ไม่รื้อขั้นตอนการทำโครงการให้กระชับ คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ ก็จะเสียของไปทั้งยวง

    นโยบายใหม่ที่ขอนำเสนอหลักๆก็มีแค่นี้ ขอให้รัฐบาลใหม่และเสนาบดีใหม่ทั้งหลายลองพิจารณาดูก็แล้วกัน แม้ไม่เกิดสงครามก็ควรทำเพื่อให้หายป่วย แต่เมื่อเกิดสงครามอย่างนี้ ยิ่งต้องเอาไปเป็นโอกาสให้ทำได้เต็มที่

    ทุกวันนี้ประชาชนคนไทยก็น่าสมเพชอยู่แล้ว แต่คนไทยจะยอมให้ชาติอื่นทั่วโลกมาเรียกเราว่าเป็นคนไข้เรื้อรังแห่งเอเชียไม่ได้นะครับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1226993&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P5gWTRZpsTY-wXnFfUzNK

  • ‘ชัยวัฒน์’เคาะระฆังเตือนรัฐบาลไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อพุ่งเศรษฐกิจซึมยาว | เดลินิวส์

    ‘ชัยวัฒน์’เคาะระฆังเตือนรัฐบาลไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อพุ่งเศรษฐกิจซึมยาว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 26 มี.ค. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน  เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ร่วมอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องปัญหาวิกฤติน้ำมันเคาะระฆังเตือนรัฐบาลถึงปัญหาใหญ่ด้านเศรษฐกิจที่กำลังคืบคลานเข้ามา เพราะภาวะน้ำมันแพงต่อเนื่อง ในขณะนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Stagflation คือ เงินเฟ้อพุ่งสูงในขณะที่เศรษฐกิจชะลอ คือ “ข้าวของแพง ค่าแรงถูก เศรษฐกิจซึม” เพราะต้นเหตุจากการสู้รบในตะวันออกกลางทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดนทำลาย การผลิตทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหดหาย ต่ำลงกว่าระดับปกติ ราคาก๊าซ น้ำมัน อาหาร ค่าไฟ ค่าขนส่ง ดันต้นทุนการผลิตและราคาขึ้น ทำให้เงินเฟ้อสูง ในขณะเดียวกันร้านค้าต่างๆ ขายของได้น้อยลง การจ้างงานลดลง รายได้หดหาย การลงทุนหยุดชะงัก นำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และด้วยปัจจัยเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง ซ้ำเติมด้วยการบริหารจัดการวิกฤติค่าน้ำมันที่ล้มเหลวของรัฐบาลในตอนนี้ อาจถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจหดตัวได้  เงินเฟ้อ รายได้ลด เศรษฐกิจถดถอย ปัญหาสามอย่างนี้เมื่อเกิดพร้อมกัน จะทำให้คนไทยเป็นทุกข์หนักมาก เพราะปกติเวลาของแพงขึ้นคือเงินเฟ้อ มักจะเกิดตอนเศรษฐกิจดี คนมีรายได้และใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ที่กำลังจะเกิดขึ้นตอนนี้คือของแพงขึ้นในขณะที่คนไทยจนลงพร้อมกัน

    “ภาวะ Stagflation นี้ จะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจที่หลุดพ้นได้ยากมาก เพราะเมื่อน้ำมันแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตแพงขึ้น ทำให้สินค้าทุกอย่างแพง แต่ประชาชนไม่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นตาม  ธุรกิจต่างๆ รายเล็กรายน้อยสายป่านหมด นำไปสู่การลดการจ้างงาน เศรษฐกิจยิ่งแย่ รายได้ครัวเรือนยิ่งลดลง วนเป็นวงจรอุบาทว์ ตอนนี้ตลาดทุนไทยซึ่งสะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนก็ได้สะท้อนภาพนี้ออกมาให้เห็นแล้ว ในเดือน มี.ค.ยังไม่ถึงเดือน เงินทุนไหลออกสุทธิจากตลาดทุนไทยไปแล้ว 72,000 ล้านบาท ออกจากตลาดหุ้นไปราว 38,000 ล้านบาท และออกจากตลาดพันธบัตรไปราว 34,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่เพิ่งจะมีการกลับทิศเงินทุนไหลเข้าเป็นบวกสุทธิเมื่อเดือน ก.พ.นี้เอง” นายชัยวัฒน์ กล่าว 

    นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยก่อนวิกฤติน้ำมันนี้ก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่นัก เพราะหนี้ครัวเรือนสูงมาตั้งแต่ช่วงโควิด รายได้โตต่ำ การบริโภคอ่อนแอ และถ้าภาวะ Stagflation ข้าวของแพง เศรษฐกิจซึม เกิดขึ้นแล้วจะแก้ยากมาก ถ้าเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นไม่นานนี้ ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เริ่มในปี 2022 ยุโรป ได้รับผลกระทบที่ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติราคาแพงมาตลอด เงินเฟ้อพุ่งจาก 2.6% ไปสูงถึง 10.6%  และเศรษฐกิจชะลอตัว GDP ดิ่งจาก 3.5% ไปที่ 0.8% แต่ในขณะนั้น EU มีกระสุนทางการคลังเพียงพอ สามารถใช้เงินงบประมาณ 2-3% ของ GDP มาอุดหนุนพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบ และธนาคารกลางยุโรป ECB ก็มีไพ่บนหน้าตักเพียงพอ สามารถขึ้นดอกเบี้ยจาก 0% ไปถึง 4% ได้ เพราะในขณะนั้น อัตราว่างงานต่ำ การจ้างงานแข็งแกร่ง สามารถตอบสนองได้ทันท่วงทีทำให้กดเงินเฟ้อลงจาก 10% กลับมาที่ 2.4% ได้ โดยเศรษฐกิจไม่พัง สุดท้ายยุโรปสามารถหลุดพ้นจากการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ เพราะภาคการจ้างงานแข็งแกร่ง และมีกระสุนนโยบายทั้งด้านการเงินและการคลัง

    นายชัยวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า กลับมาดูที่ประเทศไทย ทั้งรัฐบาลและแบงก์ชาติ จะอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถ้าจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อลง ก็จะมีผลข้างเคียงตามมาหลายอย่าง ด้วยระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและสินเชื่อหดตัวต่อเนื่องแบบที่เป็นอยู่ เศรษฐกิจอาจยิ่งชะลอ แต่ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็จะยิ่งพุ่งจนควบคุมไม่อยู่ แต่ถ้าลดดอกเบี้ยเพื่อหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายไทยเราอยู่ที่ 1.0% ถือว่าต่ำสุดในประวัติศาสตร์แล้วลดลงไปอีกก็อาจจะไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก  และสาเหตุของปัญหาครั้งนี้เกิดจากน้ำมัน และวัตถุดิบอื่นๆ แพง (supply shock) ไม่ใช่เพราะคนไทยใช้จ่ายร้อนแรงมากเกินไป ดังนั้นการลดดอกเบี้ยนโยบายก็อาจจะไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมนักเพราะกลไกจากการลดดอกเบี้ยจะไปกระตุ้นอุปสงค์รวมมากกว่า และอาจซ้ำเติมให้ราคาสินค้าพุ่ง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุด (มี.ค. 2569) ที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักออกมาเตือนไว้ เงินเฟ้อทั่วไป อาจพุ่งเพิ่มถึง 4.5%   GDP อาจลดลงถึง 1% นี่คือฝันร้ายที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยในอีกไม่นานนี้ และถ้ารัฐบาลไม่มีการบริหารจัดการที่รวดเร็ว ถ้ารัฐบาลไม่มีมาตรการรับมือที่ดีพอ ฝันร้ายจะมาถึงท่านแน่นอน

    นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวต่อว่า มาตรการที่รัฐบาลควรทำเพิ่มเติมได้แบ่งเป็น ระยะสั้น และ ระยะยาว ระยะสั้นใช้การทูตเชิงรุก ประเทศไทยเป็นสมาชิกสมทบ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งสมาชิกถาวร 31 ประเทศ มีน้ำมันสำรองรวมกันมหาศาล IEA เพิ่งประกาศปล่อยน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉิน โดยระบุว่าจะมีน้ำมันสำรองพร้อมใช้ในภูมิภาคเอเชียก่อนภูมิภาคอื่น รัฐบาลจึงควรมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศให้ทูตไทยในประเทศสมาชิก IEA เร่งเจรจาแสวงหาช่องทางเข้าถึงน้ำมันสำรองฉุกเฉินสำหรับประเทศไทย อินโดนีเซียซึ่งเป็นสมาชิกสมทบเหมือนเรา ก็เป็นอีกหนึ่งมิตรประเทศที่ควรเจรจา นอกจากนั้นการเจรจากับอิหร่านและมิตรประเทศของไทยในตะวันออกกลาง ให้เรือขนส่งน้ำมันหรือเรือสินค้าที่จะมาไทย ให้สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เพิ่มมากกว่าหนึ่งลำที่ผ่านไปแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ควรเร่งเจรจา

    การแก้ปัญหาระยะยาว ควรต้องแก้กฎระเบียบเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนเพิ่มเติม และสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในขณะนี้แม้รัฐบาลได้ออกมาตรการภาษีมาแล้ว แต่เงื่อนไขที่มีข้อจำกัดมากเกินไปควรทบทวน ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะพัฒนานโยบายพลังงานระยะยาวที่กระจายความเสี่ยงการพึ่งพาแหล่งนำเข้าพลังงาน (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) ให้เหมาะสม และนโยบายโครงสร้างราคาที่บิดเบือนกลไกตลาดให้น้อยที่สุด คือทิศทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5723443/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16jToOxbVzvHBtDRb4dKe-

  • ดีเซลพุ่ง 6 บาท สะเทือนอุตสาหกรรมทั้งระบบ ‘ส.อ.ท.’ ชี้ต้นทุนขนส่งทะลัก 25%

    ดีเซลพุ่ง 6 บาท สะเทือนอุตสาหกรรมทั้งระบบ ‘ส.อ.ท.’ ชี้ต้นทุนขนส่งทะลัก 25%

    แรงกระแทกราคาพลังงานรอบใหม่เริ่มส่งผ่านถึงภาคเศรษฐกิจจริง โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกโรงเตือนผลกระทบเชิงลูกโซ่ จากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล “พรวดเดียว” 6 บาทต่อลิตร สู่ระดับ 38.94 บาทต่อลิตร สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเดียว และเพิ่มขึ้นรวมกว่า 25% ภายในสัปดาห์เดียว

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาดังกล่าวเป็นผลจากมติ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่ลดการอุดหนุนราคาพลังงาน และเปลี่ยนแนวนโยบายสู่การช่วยเหลือแบบ “พุ่งเป้า” (Targeted Subsidy) เพื่อลดภาระกองทุนที่ติดลบกว่า 28,000 ล้านบาท โดยปรับราคาน้ำมันทุกชนิด 

    ปรับโครงสร้างราคาสะท้อนต้นทุน สกัดลักลอบข้ามแดน

    การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ยังมีเป้าหมายให้ราคาน้ำมันไทยสอดคล้องกับภูมิภาค หลังที่ผ่านมา “ดีเซลไทย” ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะมาเลเซีย ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจลักลอบขนส่งน้ำมันข้ามพรมแดน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท.มองว่า การขยับราคาจะช่วยลดแรงจูงใจดังกล่าว แต่แลกกับต้นทุนเศรษฐกิจในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ต้นทุนขนส่งพุ่ง 25% ดันราคาสินค้าขึ้นทั้งระบบ

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรม ประเมินว่า การปรับขึ้นดีเซลในระดับนี้ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของระบบเศรษฐกิจ โดยต้นทุนโลจิสติกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 20-25% จากเดิมที่เคยประเมินไว้เพียง 15-20%

    ผลกระทบจะลุกลามไปยังต้นทุนวัตถุดิบ และราคาสินค้า ทำให้ราคาสินค้าโดยรวมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น 8-10% โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน หลังสต๊อกสินค้าเดิมทยอยหมดลง และผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนใหม่เต็มรูปแบบ

    ในกลุ่มสินค้าควบคุม 59 รายการ ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแล เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันต่อผู้บริโภค และผู้ประกอบการจนเกินไป

    ค่าไฟจ่อซ้ำเติมอุตฯ หนัก เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง

    นอกจากน้ำมันแล้ว ต้นทุนพลังงานยังมีแรงกดดันจากค่าไฟฟ้า โดยคาดว่า ค่า Ft งวด พ.ค.– ส.ค. อาจปรับสูงเกิน 4 บาทต่อหน่วย

    อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก ซีเมนต์ เซรามิก เยื่อกระดาษ และเคมีภัณฑ์ จะได้รับผลกระทบโดยตรง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีโอกาสส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในวงกว้าง

    เงินเฟ้อเร่งตัว 5-6% เศรษฐกิจเสี่ยงโตต่ำ

    ทั้งนี้ ส.อ.ท.ประเมินว่า หากราคาดีเซลอยู่ระดับ 38.94 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงวิกฤติพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 5-6%

    ขณะที่การเติบโตเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงชะลอตัว โดย GDP อาจขยายตัวไม่เกิน 1% หากสถานการณ์ยืดเยื้อ และไม่มีมาตรการพยุงเพิ่มเติม

    ด้าน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ “สศช.”  ระบุว่า ทุกการปรับขึ้นราคาดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ลดลงราว 0.02% สะท้อนความอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทยต่อพลังงาน

    นายเกรียงไกร เสนอว่า ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเชิงโครงสร้าง โดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลงทุนพลังงานสะอาด และนำเทคโนโลยี AI มาบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ

    พร้อมตั้งเป้าลดการใช้พลังงานอย่างน้อย 20% ควบคู่กับการพัฒนาโลจิสติกส์ เช่น การรวมกลุ่มขนส่ง (Pool Logistics) และระบบ Backhauling เพื่อลดเที่ยวรถเปล่า ลดต้นทุน และการใช้น้ำมัน

    จี้รัฐอัด Soft Loan-ดันประหยัดพลังงานวาระแห่งชาติ

    ภาคอุตสาหกรรมยังเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับ SMEs เพื่อบรรเทาผลกระทบต้นทุนที่พุ่งขึ้น

    ขณะเดียวกันควรผลักดันการประหยัดพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ และส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ

    ท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส.อ.ท. ชี้ว่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อประคองเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพต้นทุน และเดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1226861&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q5jgkUUGoEmGhIipH2feY

  • กรุงศรีชูกลยุทธ์ 3GO ปั้น SME ไทยแข็งแกร่งสู้เศรษฐกิจผันผวน

    กรุงศรีชูกลยุทธ์ 3GO ปั้น SME ไทยแข็งแกร่งสู้เศรษฐกิจผันผวน

    กรุงศรีมุ่งเสริมความแข็งแกร่ง SME ไทย ย้ำชัดเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ เดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ 3GO หนุนธุรกิจสู้เศรษฐกิจผันผวน

    กรุงเทพฯ (25 มีนาคม 2569) — กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยรับมือความท้าทายของเศรษฐกิจ กำหนดให้ “การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SME” เป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนขององค์กรในปี 2569 พร้อมต่อยอดกลยุทธ์ 3GO เร่งพัฒนาโซลูชันทางการเงิน แพลตฟอร์มดิจิทัล และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และขยายโอกาสทางการค้าได้อย่างยั่งยืน

    นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธุรกิจ SME คือรากฐานของเศรษฐกิจไทย และเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานรากของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า SME เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงต่อความผันผวน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจทั้งในเรื่องต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ภายในประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น อุทกภัย แผ่นดินไหวสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการจำนวนมาก กรุงศรีจึงได้ให้ความช่วยเหลือและประคับประคองผู้ประกอบการ SME ให้สามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ ‘คุณสู้ เราช่วย’ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาธนาคารได้ช่วยเหลือลูกค้า SME ภายใต้วงเงินสินเชื่อรวมกว่า 38,500 ล้านบาท”

    “เรายังคงเชื่อมั่นว่า การเติบโตที่แข็งแกร่งของ SME ไทยคือกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย การดำเนินงานในปีนี้ กรุงศรีจึงยังคงเฝ้าติดตามและให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ ‘การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SME” เป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้าง’ ที่ธนาคารจะให้ความสำคัญและเร่งผลักดันเพื่อช่วยให้ธุรกิจ SME ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทยสามารถอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน โซลูชันทางการเงิน เทคโนโลยีดิจิทัล และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ”

    นอกจากการให้ความช่วยเหลือและการส่งทีมช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ในปี 2569 กรุงศรีจะยังคงเดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ 3GO โดยเร่งขยายผลโซลูชันและบริการต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้อย่างยั่งยืนในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่ “GO Green” สนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามกรอบของ ESG “GO Digital” มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลให้ครอบคลุมและครบวงจร และ “GO Beyond” สนับสนุนลูกค้าในการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    หนึ่งในโซลูชันสำคัญคือ สินเชื่อธุรกิจเพื่อการปรับตัว (Krungsri SME Transformation Loan) ซึ่งสนับสนุนการลงทุนเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถปรับตัวและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยครอบคลุมการลงทุนเพื่อการปรับตัวในหลายมิติ ทั้งการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green)
    การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Digital Technology) รวมถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคต (Innovation) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

    นอกจากนี้ ธนาคารยังพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านบริการ Krungsri Biz Online โดยในปีที่ผ่านมามียอดการทำธุรกรรมเติบโต 12% และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 14% อีกทั้งโซลูชันการรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจ เช่น Krungsri EDC Plus และ Krungsri Mung Mee SHOP ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ โดยในปีที่ผ่านมามียอดการทำธุรกรรมเติบโตถึง 24.9% ในด้านการสร้างโอกาสทางธุรกิจ กรุงศรีได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Krungsri Business Link ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจของกรุงศรีและ MUFG โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 9,400 บริษัท ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหาคู่ค้าทางธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน ผ่านโครงการ Krungsri ESG Awards เป็นปีที่ 4 และ Krungsri ESG Academy ปีที่ 3 ซึ่งเป็นหลักสูตรเข้มข้นระยะเวลา 5 เดือน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG และเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจอย่างยั่งยืน

    “อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าผู้ประกอบการ SME ต้องบริหารธุรกิจภายใต้ความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคย ทั้งความผันผวนของต้นทุนพลังงานและแหล่งวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ระยะเวลาการส่งมอบ อุปสงค์ที่อาจชะลอตัวลง ตลอดจนอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งล้วนส่งผลต่อกระแสเงินสดและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยกรุงศรีพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการ SME ไทยในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งด้านการสนับสนุนทางการเงินและสภาพคล่อง การให้คำปรึกษาและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างครบวงจร พร้อมมุ่งสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เอื้อต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง วางรากฐานมั่นคง และเตรียมความพร้อมรับมือทุกความท้าทาย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” นางสาวดวงกมล กล่าวปิดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/739982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L9cv3hv14509940XGOOaY