Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ธรรมศาสตร์’ เปิดนิทรรศการ ‘SDGs เพื่อประชาชน’ ดัน 31 นวัตกรรมสุขศาสตร์สู่ใช้งานจริง หนุนประเทศบรรลุ SDGs – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ‘ธรรมศาสตร์’ เปิดนิทรรศการ ‘SDGs เพื่อประชาชน’ ดัน 31 นวัตกรรมสุขศาสตร์สู่ใช้งานจริง หนุนประเทศบรรลุ SDGs – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ครั้งที่ 3 ยกทัพ 31 งานวิจัย-นวัตกรรม สายสุขศาสตร์ออกสู่สังคม หนุนเสริมการพัฒนาประเทศ

         มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดพิธีเปิด “นิทรรศการหมุนเวียนภายใต้แนวคิด SDGs เพื่อประชาชนครั้งที่ 3 สายสุขศาสตร์” ณ ห้องปฏิบัติการ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 เพื่อจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมตามแนวคิดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ทั้งหมด 31 ชิ้นงาน โดยผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ตั้งแต่วันนี้ – เดือน ก.ค. 2569

         สำหรับงานนิทรรศการดังกล่าว แบ่งออกเป็น 5 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเพื่อสุขภาพ (Herbal & Health Products) “ยกระดับสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตสมัยใหม่” โซนที่ 2 เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์อัจฉริยะ (MedTech & Smart Devices) “นวัตกรรมอุปกรณ์การแพทย์แม่นยำเพื่อการวินิจฉัย ฟื้นฟู และอำนวยความสะดวก”

         โซนที่ 3 แพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อการเรียนรู้ (Digital Health & Education Platforms) “เชื่อมต่อเทคโนโลยีดิจิทัลสู่การบริการสุขภาพและการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย” โซนที่ 4 การดูแลทางคลินิกและสุขภาวะสังคม (Clinical Care & Social Well-being) “ยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาควบคู่ความเข้าใจมิติทางสังคมและจิตใจ” และโซนที่ 5 สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environment & Sustainability) “ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะอย่างยั่งยืน”

         รศ. ดร.ธีร เจียศิริพงษ์สกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มธ. กล่าวว่า เป้าหมายของการจัดนิทรรศการ SDGs เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประชาชนตระหนักรู้เรื่อง SDGs และเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง SDGs กับสิ่งรอบตัว ทั้งการศึกษาวิจัย การคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และยังเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานเพื่อให้ผู้ที่สนใจ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชน นำสิ่งเหล่านี้ไปต่อยอดต่อไป ไม่ว่าในเชิงพาณิชย์ หรือในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาสังคม และคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ควบคู่ไปกับหนุนเสริมให้ไทยบรรลุ SDGs ให้ได้ในปี 2573 ตามกรอบเวลาที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องบรรลุ SDGs

         รศ. ดร.ธีร กล่าวต่อไปว่า นิทรรศการที่ มธ. จัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นผลงานจากหน่วยงาน คณะ สาขาในสายสุขศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี เนื่องจากเทรนด์โลกในปัจจุบันกำลังมุ่งไปสู่การมีสุขภาวะ และความเป็นอยู่ที่ดี (Well Being) ผลงานและนวัตกรรมหลายชิ้นน่าจะเป็นที่สนใจของใครหลายคน เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสุขภาพโคล่าจากอินทผลัม ซึ่งเป็นโคล่าสุขภาพจากอินทผลัมรายแรกในไทย, ยูริเซีย: โซลูชันอัจฉริยะสำหรับการวัดกรดยูริก, ระบบรายงานผลการตรวจสุขภาพออนไลน์ของศูนย์บริการสุขภาพ คณะสหเวชศาสตร์ มธ., นวัตกรรมการนวดมดลูกแบบไม่รุกล้ำโดยพยาบาลผดุงครรภ์ในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด, โอสถโดมต้นแบบร้านยาที่ครอบคลุมงานด้านเภสัชกรรมหลากหลายมิติ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน ฯลฯ

         “นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้ใช้เพียงแค่ในประเทศ แต่บางชิ้นมีศักยภาพไปถึงระดับโลกได้ อย่างยูริเซีย โซลูชันอัจฉริยะสำหรับการวัดกรดยูริก ก็ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการคิดค้นนวัตกรรมการตรวจวัดกรดยูริกในลักษณะนี้ และจะช่วยยกระดับวิธีการดูแลรักษาได้อย่างมาก ซึ่งหากผลักดันไปสู่จุดนั้นได้ก็จะช่วยสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศอีกจำนวนมาก เพราะตลาดนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ของโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2570 จะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 25-26 ล้านล้านบาท” รศ. ดร.ธีร ระบุ

         ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลังจากจบนิทรรศการ SDGs ครั้งที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นช่วง ก.ค. 2569 จะมีการพิจารณาจัดนิทรรศการนี้ต่อไปแต่อาจจะปรับรูปแบบโดยให้ธีมหลักสอดรับกับสถานการณ์ด้านนวัตกรรม หรือวิกฤตโลกด้วย เช่น สถานการณ์ด้านวิกฤตพลังงานที่อาจจะมีนำนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนมาโชว์ ฯลฯ เพื่อผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ให้ถูกนำไปใช้จริงได้ตั้งแต่ในระดับบุคคลไปจนถึงระดับนโยบาย เพราะนอกจากจะทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง รวมถึงขับเคลื่อน SDGs ไปในตัวแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ในประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงในด้านต่าง ๆ และลดพึ่งพาจากต่างประเทศ

         ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนให้ประเทศบรรลุ SDGs ให้ได้ภายในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2573 นั้นไม่ใช่เรื่องที่ใครคนใดคนหนึ่งจะทำอยู่ฝ่ายเดียวได้ แต่ทุกคนต้องมาช่วยกัน ซึ่งธรรมศาสตร์ในฐานะสถาบันการศึกษาที่บทบาทในการผลิตองค์ความรู้และวิชาการก็จะร่วมสนับสนุนในด้านองค์ความรู้เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้กับทุกภาคส่วนได้รับรู้ เข้าใจความสำคัญ และนำเรื่อง SDGs ไปใช้ต่อให้มากขึ้น เพื่อให้ทุกองคาพยพขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu02260369/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3580aS-ZgofI_-P2UIXHal

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯเปิดให้ทุนการศึกษาส่งเสริมการศึกษาบุตร-ธิดา สมาชิก และทุนการศึกษาต่อเนื่อง ประจำปี 2569 – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯเปิดให้ทุนการศึกษาส่งเสริมการศึกษาบุตร-ธิดา สมาชิก และทุนการศึกษาต่อเนื่อง ประจำปี 2569 – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    นางสาวณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า อุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ได้ประกาศให้ทุนการศึกษาส่งเสริมการศึกษาบุตร – ธิดา สมาชิก และทุนการศึกษาต่อเนื่อง ประจำปี 2569 โดยมีกำหนดเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้- วันที่ 19 เมษายน 2569 และจะมีพิธีมอบในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569

    ลิงค์ประกาศการให้ทุนการศึกษาต่อเนื่องและทุนส่งเสริมการศึกษา

    โดยในปีนี้แบ่งทุนการศึกษาออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

    1.ทุนส่งเสริมการศึกษา ซึ่งเป็นทุนที่ให้สำหรับสมาชิกที่มีบุตร-ธิดาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลถึงปริญญาตรี ปีละ 1 ครั้ง ใช้ดอกเบี้ยจากบัญชีกองทุนการศึกษาบุตร-ธิดาสมาชิก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    ลิงค์ลงทะเบียนสำหรับทุนส่งเสริมการศึกษา กรอกข้อมูลในลิงค์ได้เลย

    2.ทุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นทุนที่สมาคมฯได้รับความสนับสนุนจากมูลนิธิเอสซีจีให้สำหรับสมาชิกที่มีบุตร-ธิดากำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-ระดับปริญญาตรี โดยผู้รับทุนต้องมีความประพฤติดี มีผลการเรียนเฉลี่ย 2.7 ขึ้นไป และมีความมุ่งมั่นในการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งลสมาชิกที่ได้รับทุนต่อเนื่องจะได้รับทุนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี

    ลิงค์ใบสมัครสำหรับทุนต่อเนื่อง ต้องดาวน์โหลดใบสมัครแล้วสแกนใบสมัครส่งมาทางอีเมล์ tjareporter@gmail.com

    ทั้งนี้ สมาชิกที่ตัดสินใจยื่นความประสงค์ขอรับทุนส่งเสริมการศึกษาแล้วจะไม่สามารถขอรับทุนต่อเนื่องที่สนับสนุนโดยมูลนิธิเอสซีจีได้อีก

    สมาคมฯจะประกาศผลการพิจารณาทุนทั้ง 2 ประเภทในวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 และจะมีพิธีมอบทุนในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/members/1457078&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a0sl4IBHeEO8FRArFoY-T

  • รวมรูปภาพของ เปิดการ์ด “น้องมะลิ” เขียนให้คุณลุงคุณป้าใจดีมอบทุนการศึกษา เผยแล้วคือใคร รูปที่ 2 จาก 6

    รวมรูปภาพของ เปิดการ์ด “น้องมะลิ” เขียนให้คุณลุงคุณป้าใจดีมอบทุนการศึกษา เผยแล้วคือใคร รูปที่ 2 จาก 6

    6

    ภาพ

    คัดลอกลิงก์

    เปิดการ์ด “น้องมะลิ” เขียนให้คุณลุงคุณป้าใจดีมอบทุนการศึกษา เผยแล้วคือใคร

    อัลบั้มภาพที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880362/gallery/6231582/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kz2y63F7rMuKEmgA4kAYs

  • ศาล รธน. สั่งเบรก! ยกเลิกดูงานอียิปต์-จอร์เจีย ขานรับมติ ครม. รัดเข็มขัดประหยัดงบ

    ศาล รธน. สั่งเบรก! ยกเลิกดูงานอียิปต์-จอร์เจีย ขานรับมติ ครม. รัดเข็มขัดประหยัดงบ

    26 มีนาคม 2569 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกแถลงการณ์ชี้แจงรายละเอียดการศึกษาดูงานต่างประเทศว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานโครงการที่กำหนด โดยได้ดำเนินการจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักสูตรการศึกษา อบรมให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย

    ศาล รธน. สั่งเบรก! ยกเลิกดูงานอียิปต์-จอร์เจีย ขานรับมติ ครม. รัดเข็มขัดประหยัดงบ

    ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทาง ไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตร นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงานโครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปได้

    อีกทั้งกระทรวงการคลังได้มีหนังสือด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้

    “สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จึงได้ยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 และประเทศจอร์เจีย และสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14 – 24 พฤษภาคม 2569”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378975293&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sJifrvTpPk30SF3pTVN_b

  • ‘ผู้การโปรด’ นรต.51 มุ่งมั่นเป็นตำรวจนำทัพ ตม.3 สานฝันเดินตามรอย ‘คุณปู่’ | เดลินิวส์

    ‘ผู้การโปรด’ นรต.51 มุ่งมั่นเป็นตำรวจนำทัพ ตม.3 สานฝันเดินตามรอย ‘คุณปู่’ | เดลินิวส์

    “อเมซิ่งไทยแลนด์” แหล่งรวมนักท่องเที่ยวทุกชาติ ต่างเข้ามาพักผ่อน โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ชลบุรี ถือเป็นแหล่งที่ต้องเฝ้าระวัง บางกลุ่มนักท่องเที่ยวฉวยโอกาสเข้ามาก่ออาชญากรรมในพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ที่มาดีแต่กลับรับผลกระทบจากอาชญากรเหล่านี้ โดยที่ผ่านมาตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี โดย พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 สั่งการให้จัดประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี สรุปผลการระดมกวาดล้างคนต่างด้าวการกระทำความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าวฯ และการประกอบอาชีพของคนต่างด้าวโดยผิดกฎหมายโดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ในสังกัด บก.ตม.3 และตัวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชน บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพลส จำกัด ร่วมหารือแนวทางการป้องกันคนต่างด้าวการกระทำความผิดในอาชีพต้องห้าม ผ่านช่องทางออนไลน์ (ZOOM MEETING) พร้อมกำชับสั่งการเน้นย้ำ เฝ้าระวังคนต่างด้าวประกอบอาชีพต้องห้าม และอาชญากรรมต่างๆอยู่ตลอด เพื่อให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น

    “ดาวประดับฟ้า” สัปดาห์นี้จึงอยากพาไปทำความรู้จักกับ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 ชื่อเล่นว่า “โปรด” เกิดเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2519 ภูมิลำเนาชาว จ.น่าน จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รุ่น 22 ก่อนสอบเข้า โรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่นที่ 35 และ จบปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ.(นรต.) รุ่นที่ 51

    เริ่มรับราชการ เริ่มจาก พงส.(สบ.1 ) สภ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง , นว.(สบ.1) ผบก.ภ.จว.อ่างทอง, รอง.สว. ผ.1 กก.2 ป. , รอง สว.กก.1 บก.ป. สว.ส.ทท.1 กก.5 บก.ทท., สว.กก.2 บก.ป., สว.ส.ทล.2 (ชลบุรี) กก.3 บก.ทล., นว.(สบ3) ผู้ช่วย ผบ.ตร., ขยับขึ้นนั่ง ผกก.1 บก.ปปป., ผกก.4 บก.ปคบ., ผกก.ตม.จว.ชลบุรี บก.ตม.3, รอง ผบก.ตม.3, ผบก.ตม.6 และ ผบก.ตม.3 ในปัจจุบัน

    ผู้การโปรด เล่าว่า เหตุผลที่อยากเป็นตำรวจ เนื่องจากคุณปู่และคุณพ่อรับราชการ จึงปลูกฝังให้มีใจรักในการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นทุนเดิม เมื่อเรียนจบจาก โรงเรียน นรต. ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ชัยวัตน์ เกตุวรชัย อดีต รอง ผบ.ตร. ตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.ป. และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เมื่อครั้ง เป็น ผกก.8 บก.ทล. เป็นแบบอย่างในการครองตน ครองคนครองงาน ส่วนการทำงานในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองถือว่าเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันมาตั้งเเต่เด็กเพราะเห็นคุณปู่ พ.ต.อ.วีระ สิริสุขะ อดีตเคยดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.ตม. สมัยที่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นระดับกองบังคับการ เป็นบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้มาทำงานในหน่วยนี้

    เพื่อนร่วมรุ่น อาทิ พล.ต.ต.อภิสัณห์ หว้าจีน ผบก.วน., พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6, พล.ต.ต.ปฏิยุทธ สิงห์สมโรจน์ ผบก.จว.อุบลราชธานี

    ทัศนคติหรือวิสัยทัศน์ในการทำงาน 1.ทันโลก : ทำงานเชิงรุก เดินไปกับข้อมูลและเทคโนโลยี ปรับตัวไว ทำงานเป็นทีม พัฒนาคน-งาน-ระบบให้โตพร้อมกัน ยึดธรรมาภิบาล บริการประชาชนให้สะดวก โปร่งใส” และ 2.ร่วมมือ : “พลังทีมคือหัวใจ เชื่อมหน่วยงาน-ชุมชน-ภาคธุรกิจ ขยับเร็ว คิดนอกกรอบ ใช้นวัตกรรม พัฒนาคนและระบบเคียงคู่กัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน”’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5721431/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G-Ycrkp859tuzGf1jPVlO

  • ศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกดูทริปงาน สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ จอร์เจีย สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ลดภาระงบประมาณรัฐ

    ศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกดูทริปงาน สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ จอร์เจีย สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ลดภาระงบประมาณรัฐ

    26 มีนาคม 2569 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงกรณีเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ระบุว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน/โครงการที่กำหนด โดยได้ดำเนินการจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ 

    ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตร นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐ ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ที่ราคาพลังงานและเชื่อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน/โครงการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปได้ อีกทั้งกระทรวงการคลังได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่ายกรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้
    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จึงได้ยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เม.ย. – 2 พ.ค.2569 และประเทศจอร์เจียและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14 – 24 พ.ค.2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69004&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q-GDOG-GtEDqyAD3oUnpS

  • ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยกเลิกบินดูงานต่างประเทศ!

    ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยกเลิกบินดูงานต่างประเทศ!

    ศาล รธน. แจงยกเลิกบินดูงานนอก หลังมติ ครม.ของดบินดูงานนอก เหตุน้ำมันแพง

    26 มี.ค.2569 – สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญออกเอกสารชี้แจง หลัง สส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเตรียมเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ ว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 ที่ขอให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตรนับตั้งแต่วันที่ ครม.มีมติ เพื่อเป็นการลดงบประมาณภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน/โครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อีกทั้งกระทรวงการคลังได้มีหนังสือด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2559 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายกรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้ ศาลฯ จึงได้ยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายในและหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายนอก ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายนถึง 2 พฤษภาคม 2569 และประเทศจอร์เจียและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14 -24 พ.ค. 2569

    ทั้งนี้ในเอกสารข่าวยังระบุว่าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน/โครงการที่กำหนดโดยได้จัดทำหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายในเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายนอกเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าวจึงได้กำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในและต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/969796/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QieRWdTTqrtm8JqqTVF5y

  • เปิดเสรี ‘แพทย์ต่างชาติ’ ยังไม่จำเป็น  วางเป้าไทย ‘ฮับการศึกษาการแพทย์’  

    เปิดเสรี ‘แพทย์ต่างชาติ’ ยังไม่จำเป็น  วางเป้าไทย ‘ฮับการศึกษาการแพทย์’  

    ความเคลื่อนไหวของแวดวงการศึกษา “แพทยศาสตร์” ในประเทศไทย ด้วยการขยับเปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติ หรือ “แพทย์อินเตอร์”ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 7 แห่ง  ถูกมองเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ ที่จะเข้ามาช่วยให้ประเทศไทย ขยับสู่เป้าหมายการเป็น “Medical Education Hub หรือศูนย์กลางทางการศึกษาแพทย์” สร้างเครือข่ายสถาบันการศึกษาแพทย์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียวทั่วโลก
    ศ. เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี  กรรมการแพทยสภา และประธานวิชาการ ฝ่ายฝึกอบรมและสอบแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า  ปัจจุบันจะเห็นสถาบันผลิตแพทย์ที่มีศักยภาพทยอยเปิดหลักสูตรเหล่านี้มากขึ้น  ส่วนใหญ่จะเป็นสถาบันเก่าแก่ที่มีฐานการทำงานมานาน มีความพร้อมที่ค่อนข้างแน่น ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีนักเรียนไทยจำนวนไม่น้อย ที่ต้องเดินทางไปเรียนแพทย์ที่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนหรือฟิลิปปินส์  

    เมื่อประเทศไทยมีความสามารถในการเปิดหลักสูตรนานาชาติเองได้ ก็เป็นโอกาสที่ดีในการดึงศักยภาพตรงนี้กลับมา แต่ย้ำว่าคำว่าหลักสูตรนานาชาติ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนหรือเป็นแค่ English Program เท่านั้น

    หัวใจสำคัญ คือ การแลกเปลี่ยนบุคลากร ทั้งอาจารย์แพทย์และนักศึกษา  ต้องมีการแลกเปลี่ยนสตาฟฟ์หรืออาจารย์แพทย์ซึ่งกันและกัน หมายความว่าต้องมีการสอนร่วมกันและอาจมีการทำวิจัยร่วมกันด้วย ซึ่งการมีสถาบันคู่สัญญาที่เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกเข้ามาทำงานร่วมกัน จะช่วยยกระดับทั้งเรื่องการเรียนการสอนและงานวิจัยไปพร้อมกัน เปิดเสรี ‘แพทย์ต่างชาติ’ ยังไม่จำเป็น  วางเป้าไทย ‘ฮับการศึกษาการแพทย์’  

    หลักสูตรแพทย์ในไทยมาตรฐานสากล

    เรื่องคุณภาพมาตรฐาน ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ให้ความมั่นใจว่า หลักสูตรแพทย์ไทยของสถาบันต่างๆ ขณะนี้ได้รับการรับรองคุณภาพในระดับนานาชาติอยู่แล้ว โดยเฉพาะเกณฑ์มาตรฐานของ WFME (World Federation of Medical Education) ซึ่งหมายความว่านักเรียนแพทย์ที่จบจากสถาบันในประเทศไทยสามารถไปศึกษาต่อเป็นแพทย์ประจำบ้านที่อเมริกาหรือยุโรปได้  ดังนั้น การเปิดหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ จึงเป็นการยกระดับชื่อเสียงของประเทศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ สถาบันที่จะเปิดหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ ต้องสำรวจตัวเองว่ามีศักยภาพดีพอหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเปิดไปแล้ว แต่ไม่สามารถผลิตแพทย์ที่เก่งและดีออกมาได้  ในส่วนของแพทยสภา ส่งเสริมเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เห็นแนวโน้มที่ดีสำหรับสถาบันที่มีฐานแข็งแรง มีอาจารย์และอุปกรณ์ครบถ้วน

    ในส่วนของนักศึกษา แม้ตอนนี้ส่วนใหญ่จะยังเป็นคนไทย แต่ในอนาคตไม่ปฏิเสธแน่นอนหากจะมีนักศึกษาต่างชาติสนใจเข้ามาเรียนกับในไทย  เหมือนกับสิงคโปร์ที่ทำสำเร็จในการรับนักศึกษาจากทั่วโลก

    ไม่ปิดกั้นเปิดสอนแพทย์อินเตอร์

    ส่วนข้อกังวลที่ว่าการเปิดรับนักศึกษาต่างชาติจะมาแย่งที่เรียนของเด็กไทย ศ.เกียรติคุณนพ.อมร กล่าวว่า   แพทยสภาจึงมีนโยบายส่งเสริมให้สถาบันที่มีความพร้อม ทั้งด้านคณาจารย์และอุปกรณ์ครบถ้วน สามารถเปิดหลักสูตรแพทย์นานาชาติได้ ที่จริงแพทยสภาไม่ได้จำกัดตัวเลขตายตัวว่าแต่ละคณะแพทย์ต้องมีนักศึกษาต่างชาติไม่เกิน 10%  ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะเกรงว่าโรงเรียนแพทย์มีไม่มาก

    แต่ ณ วันนี้ที่เรียนให้เด็กไทยมีเหลือเฟือ ไม่ได้เป็นปัญหาตรงนั้นเท่าไหร่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปปลดล็อกอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับนักศึกษาต่างชาติ หากสถาบันนั้นๆ มีความพร้อม เพียงแต่สัดส่วนก็ไม่น่าจะสูงเกินไปจนถึงครึ่งหนึ่งของนักศึกษาทั้งหมด   

    “การขยับตัวในการเปิดหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ จึงเป็นการยกระดับและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ยิ่งถ้ามีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนมากขึ้น เป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยในอนาคตอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ Medical Hub หรือศูนย์กลางการรักษาเท่านั้น แต่กำลังจะก้าวไปสู่การเป็น Medical Education Hub หรือศูนย์กลางทางการศึกษาแพทย์”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว 

    วางเป้า Medical Education Hub

    ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ฉายภาพเป้าหมายของการเป็น Medical Education Hubว่า คือ การสร้างเครือข่ายสถาบันการศึกษาแพทย์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียวทั่วโลก มองถึงการเป็นโรงเรียนแพทย์เครือข่าย

    เช่น สถาบันหนึ่งในไทยมีเครือข่ายกับสถาบันดังในอเมริกา 2 แห่ง ยุโรป 1 แห่ง รวมกันเป็น 3-4 แห่งเสมือนเป็นสถาบันเดียวกัน  ส่วนนักศึกษาแพทย์อาจมีการเวียนไปเรียนในแต่ละประเทศ เช่น นักศึกษาจากยุโรปมาเรียนที่ไทย 3 เดือน และนักศึกษาไทยไปเรียนที่อเมริกา

    เปิดเสรี ‘แพทย์ต่างชาติ’ ยังไม่จำเป็น  วางเป้าไทย ‘ฮับการศึกษาการแพทย์’  

    เชื่อว่าด้วยศักยภาพของคณะแพทยศาสตร์ชั้นนำของไทยที่มี MOU กับสถาบันระดับโลกอยู่แล้ว เช่น ศิริราชกับ จะสามารถเห็นภาพเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้นได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า หากมีการสนับสนุนเรื่องงบประมาณและการเชื่อมโยงความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

    “สิ่งที่จะได้ประโยชน์มหาศาล คือ งานวิจัยที่จะเกิดความรู้ใหม่ๆ ในการรักษาคนไข้ ซึ่งจะเกิดจากการมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง การสอนอย่างเดียวเป็นเรื่องเล็ก แต่งานวิจัยและการเชื่อมโยงบริการด้วยเทคโนโลยีอย่าง AI หรือหุ่นยนต์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว 

    ไม่เปิดเสรีแพทย์ต่างชาติมาทำงาน  

    อย่างไรก็ตาม ต้องแยกประเด็นระหว่างการเรียนการสอนกับการประกอบวิชาชีพของแพทย์ต่างชาติในไทยออกจากกัน โดยแม้จะส่งเสริมการเรียนการสอนนานาชาติ แต่การที่จะให้แพทย์ต่างชาติเข้ามาเปิดคลินิกหรือทำงานในไทยอย่างเสรีหลังเรียนจบนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

    “เรื่องที่จะให้แพทย์ต่างชาติเข้ามาประกอบวิชาชีพเวชกรรมในไทย อาจจะเป็นคนละเรื่องกับการให้ต่างชาติเข้ามาเรียนแพทย์ในไทย การเข้าเรียนเราส่งเสริมแน่นอน แต่การจะยอมรับให้แพทย์ต่างชาติมาสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อเปิดคลินิกในไทยนั้น ยังต้องดูว่าความต้องการแพทย์ในบ้านเรา แม้ว่าจะขาดแคลนแพทย์ในบางพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้ขาดมากจนต้องนำเข้าแพทย์ต่างชาติมาทำงานแทนแพทย์ไทย”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว 

    ใบอนุญาตชั่วคราว “แพทย์ต่างชาติ”

    ในประเด็นการนำเข้าแพทย์ต่างชาติเพื่อรองรับ Medical Hub นั้น ศ.นพ.อมร  กล่าวว่า  เรื่องนี้จุดยืนชัดเจน หากเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสูงมาก มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่แพทย์ไทยยังเข้าไม่ถึง  ยินดีต้อนรับเพื่อให้เข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับแพทย์ไทยหรือสถาบันผลิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันมีการออกใบอนุญาตชั่วคราวเป็นรายปีอยู่แล้ว สำหรับอาจารย์แพทย์ระดับโลกที่เข้ามาช่วยทำวิจัยหรือสอนวิชาเฉพาะทาง

    หรือแพทย์ที่จำเป็นต้องเข้ามาดูแลคนของชาตินั้นๆ เช่น พื้นที่อีอีซี  เป็นต้น ที่สำคัญแพทย์ต่างชาติต้องทำงานภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ไทยที่เป็นผู้รับผิดชอบร่วมด้วย เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายหรือการฟ้องร้องที่อาจเกิดขึ้นแล้วเขาเดินทางกลับประเทศไปก่อน

    “ต้องพิจารณาก่อนว่า สิ่งที่แพทย์ต่างชาติเข้าทำนั้นแพทย์ไทยทำได้หรือไม่ หากแพทย์ไทยทำได้ดีอยู่แล้วและมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่า ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องนำเข้ามา” ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1226938&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07z9Dbjwx2eVci9-VFQOK0

  • ศาล รธน. ยกเลิกทริปดูงานอียิปต์-จอร์เจีย สนองมติ ครม. ประหยัดงบภาครัฐวิกฤตพลังงาน

    ศาล รธน. ยกเลิกทริปดูงานอียิปต์-จอร์เจีย สนองมติ ครม. ประหยัดงบภาครัฐวิกฤตพลังงาน

    ศาล รธน. ยกเลิกทริปดูงานอียิปต์-จอร์เจีย สนองมติ ครม. ประหยัดงบภาครัฐวิกฤตพลังงาน

    ศาล รธน. ยกเลิกทริปดูงานอียิปต์-จอร์เจีย สนองมติ ครม. ประหยัดงบภาครัฐวิกฤตพลังงาน

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน โครงการที่กำหนด โดยได้ดำเนินการจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักสูตรการศึกษา อบรมให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย 

    ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์จามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

    ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตรนับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน/โครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปได้ 

    อีกทั้งกระทรวงการคลังได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จึงได้ยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระห่างวันที่ 24 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 และประเทศจอร์เจียและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14 – 24 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/615047&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TTNnp77LufMN-i2r8n5K9

  • วิกฤติน้ำมันจุดเสี่ยงวิกฤติยา | เดลินิวส์

    วิกฤติน้ำมันจุดเสี่ยงวิกฤติยา | เดลินิวส์

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าต่างๆ แต่ยังลุกลามไปถึงการดูแลรักษาชีวิตของประชาชนและระบบสาธารณสุขของไทย

    โดยประเทศไทยพึ่งพิงการนำเข้ายาจากต่างประเทศกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาต้นแบบและวัคซีนจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป แม้ยาบางชนิดที่ไทยผลิตเองได้ แต่ก็ต้องนำเข้าสารตั้งต้น (APIs) จากต่างประเทศ ส่วนยาที่ไทยผลิตเองได้มี 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยาพื้นฐานทั่วไป ขณะที่การผลิตยาบางชนิด อาทิ ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ ใช้สารตั้งต้นที่มาจากอนุพันธ์ปิโตรเคมี รวมถึงบรรดาเวชภัณฑ์ อาทิ น้ำเกลือ น้ำยาล้างไต ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจาก “เม็ดพลาสติก” ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ย่อมทำให้ราคาของสารตั้งต้นปรับขึ้นด้วย

    นอกจากนี้ ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ในการนำเข้าวัตถุดิบ (APIs) จากแหล่งสำคัญๆ ทั้งประเทศจีนและอินเดีย รวมถึงการกระจายยาไปยังคลินิกและโรงพยาบาลทั่วประเทศมีต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

    จากปัจจัยด้านการขนส่งและราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนของยาและเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้น 10-20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อยาและเวชภัณฑ์ต้องปรับราคา หรือเกิดข้อจำกัดในเรื่องสต๊อก ย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่อสถานพยาบาลระดับต่างๆ และประชาชน

    โดยโรงพยาบาลและคลินิกทั้งหลายต่างเร่งปรับระบบบริหารจัดการสต็อกยา ซึ่งบางแห่งมีการสั่งซื้อจำนวนมากในคราวเดียว เพื่อช่วยลดต้นทุน ขณะที่ รพ.ขนาดใหญ่บางแห่งออกประกาศจำกัดการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยนอกไม่เกิน 1-2 เดือน ควบคู่กับการผลักดันระบบการแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดิซีน อย่างเต็มรูปแบบด้วย นอกจากนี้ยังมีการปรับการจัดลำดับความสำคัญในการรักษา โดยจัดสรรยาและทรัพยากรแก่ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงก่อน รวมถึงจะส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลัก 32 รายการ มาทดแทนยาแผนปัจจุบันในกลุ่มอาการไม่รุนแรง เพื่อลดการนำเข้ายา

    ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าสต็อกยาจำเป็น 63 รายการ อาทิ ยาช่วยชีวิต ยารักษาโรคมะเร็ง น้ำยาล้างไต ยังมีใช้ได้ขั้นต่ำ 3-12 เดือน แต่สั่งการให้ทุกรพ.เตรียมแผนรับมือวิกฤติพลังงาน ด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาตรการ “ฟาสต์แทร็ก” อนุญาตให้บริษัทยาเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบได้เร็วขึ้น ถ้าแหล่งเดิมในภูมิภาคตะวันออกกลางมีปัญหา และผ่อนปรนเรื่องบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่อาจขาดแคลน

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสำรองยาให้เพียงพอในช่วงที่ราคามีความผันผวน และเพื่อหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลที่จะยิ่งซ้ำเติมภาระความทุกข์ยากของประชาชน หรือแม้แต่คนที่มีเบี้ยประกันสุขภาพ ก็อาจต้องจ่ายเบี้ยแพงขึ้น

    แต่เป็นที่สังเกตว่า ขณะที่หลายฝ่ายออกมาขยับตัว แต่ผู้นำประเทศ อย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ที่เคยนั่งเก้าอี้กระทรวงหมอ กลับยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยใดๆในเรื่องนี้ โดยยังโฟกัสแค่เรื่องการอัดฉีดน้ำมันสำรอง

    วิกฤติพลังงานกำลังส่งผลต่อระบบสาธารณสุขและการดูแลรักษาชีวิตของประชาชน ผู้นำประเทศควรต้องใส่ใจเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้เกิดวิกฤติและความโกลาหลซ้ำรอยบทเรียนราคาแพงในวิกฤติโควิด-19 ยุคที่ “นายกฯอนุทิน” ดำรงตำแหน่งรมว.สาธารณสุขนั่นเอง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5721053/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EFxkuXrpvwH0GIQefQ_2T