Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กรุงศรีชูกลยุทธ์ 3GO ปั้น SME ไทยแข็งแกร่งสู้เศรษฐกิจผันผวน

    กรุงศรีชูกลยุทธ์ 3GO ปั้น SME ไทยแข็งแกร่งสู้เศรษฐกิจผันผวน

    กรุงศรีมุ่งเสริมความแข็งแกร่ง SME ไทย ย้ำชัดเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ เดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ 3GO หนุนธุรกิจสู้เศรษฐกิจผันผวน

    กรุงเทพฯ (25 มีนาคม 2569) — กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยรับมือความท้าทายของเศรษฐกิจ กำหนดให้ “การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SME” เป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนขององค์กรในปี 2569 พร้อมต่อยอดกลยุทธ์ 3GO เร่งพัฒนาโซลูชันทางการเงิน แพลตฟอร์มดิจิทัล และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และขยายโอกาสทางการค้าได้อย่างยั่งยืน

    นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธุรกิจ SME คือรากฐานของเศรษฐกิจไทย และเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานรากของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า SME เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงต่อความผันผวน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจทั้งในเรื่องต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ภายในประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น อุทกภัย แผ่นดินไหวสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการจำนวนมาก กรุงศรีจึงได้ให้ความช่วยเหลือและประคับประคองผู้ประกอบการ SME ให้สามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ ‘คุณสู้ เราช่วย’ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาธนาคารได้ช่วยเหลือลูกค้า SME ภายใต้วงเงินสินเชื่อรวมกว่า 38,500 ล้านบาท”

    “เรายังคงเชื่อมั่นว่า การเติบโตที่แข็งแกร่งของ SME ไทยคือกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย การดำเนินงานในปีนี้ กรุงศรีจึงยังคงเฝ้าติดตามและให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ ‘การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SME” เป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้าง’ ที่ธนาคารจะให้ความสำคัญและเร่งผลักดันเพื่อช่วยให้ธุรกิจ SME ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทยสามารถอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน โซลูชันทางการเงิน เทคโนโลยีดิจิทัล และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ”

    นอกจากการให้ความช่วยเหลือและการส่งทีมช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ในปี 2569 กรุงศรีจะยังคงเดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ 3GO โดยเร่งขยายผลโซลูชันและบริการต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้อย่างยั่งยืนในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่ “GO Green” สนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามกรอบของ ESG “GO Digital” มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลให้ครอบคลุมและครบวงจร และ “GO Beyond” สนับสนุนลูกค้าในการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    หนึ่งในโซลูชันสำคัญคือ สินเชื่อธุรกิจเพื่อการปรับตัว (Krungsri SME Transformation Loan) ซึ่งสนับสนุนการลงทุนเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถปรับตัวและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยครอบคลุมการลงทุนเพื่อการปรับตัวในหลายมิติ ทั้งการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green)
    การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Digital Technology) รวมถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคต (Innovation) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

    นอกจากนี้ ธนาคารยังพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านบริการ Krungsri Biz Online โดยในปีที่ผ่านมามียอดการทำธุรกรรมเติบโต 12% และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 14% อีกทั้งโซลูชันการรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจ เช่น Krungsri EDC Plus และ Krungsri Mung Mee SHOP ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ โดยในปีที่ผ่านมามียอดการทำธุรกรรมเติบโตถึง 24.9% ในด้านการสร้างโอกาสทางธุรกิจ กรุงศรีได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Krungsri Business Link ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจของกรุงศรีและ MUFG โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 9,400 บริษัท ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหาคู่ค้าทางธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน ผ่านโครงการ Krungsri ESG Awards เป็นปีที่ 4 และ Krungsri ESG Academy ปีที่ 3 ซึ่งเป็นหลักสูตรเข้มข้นระยะเวลา 5 เดือน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG และเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจอย่างยั่งยืน

    “อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าผู้ประกอบการ SME ต้องบริหารธุรกิจภายใต้ความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคย ทั้งความผันผวนของต้นทุนพลังงานและแหล่งวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ระยะเวลาการส่งมอบ อุปสงค์ที่อาจชะลอตัวลง ตลอดจนอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งล้วนส่งผลต่อกระแสเงินสดและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยกรุงศรีพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการ SME ไทยในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งด้านการสนับสนุนทางการเงินและสภาพคล่อง การให้คำปรึกษาและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างครบวงจร พร้อมมุ่งสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เอื้อต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง วางรากฐานมั่นคง และเตรียมความพร้อมรับมือทุกความท้าทาย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” นางสาวดวงกมล กล่าวปิดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/739982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L9cv3hv14509940XGOOaY

  • OECD เตือนเงินเฟ้อโลกพุ่งสูง สงครามดับฝันเศรษฐกิจฟื้น

    OECD เตือนเงินเฟ้อโลกพุ่งสูง สงครามดับฝันเศรษฐกิจฟื้น

    OECD เตือนเงินเฟ้อกลุ่มประเทศ G20 จะพุ่งแตะ 4% เฉพาะสหรัฐทะยานถึง 4.2% สงครามอิหร่านเขย่าเศรษฐกิจโลก คาดอีซีบีจะขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้ง แต่เฟดจะคงดอกเบี้ยทั้งปี

    องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) แถลงวันนี้ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้งและกดดันเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเพิ่งแสดงสัญญาณฟื้นตัวในช่วงต้นปี และยังได้ปรับประมาณการเงินเฟ้อ “เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ” 

    โออีซีดีซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงปารีส ระบุว่า ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน เศรษฐกิจโลกอยู่บนเส้นทางที่จะเติบโตดีกว่าคาด “แต่แนวโน้มดังกล่าวได้หายไปเกือบทั้งหมดแล้ว”

    โออีซีดีเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้ของกลุ่มประเทศ G20 เป็น 4% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.8% เมื่อเดือนธ.ค. ก่อนจะชะลอลงสู่ 2.7% ในปี 2027 เนื่องจากตลาดแรงงานยังตึงตัว การชะลอตัวของการย้ายถิ่น และผลกระทบจากภาษีที่เพิ่มแรงกดดันด้านราคา ส่วนเงินเฟ้อของ “สหรัฐ” นั้นคาดว่าจะพุ่งทะยานไปถึง 4.2% 

    OECD เตือนเงินเฟ้อโลกพุ่งสูง สงครามดับฝันเศรษฐกิจฟื้น

    อย่างไรก็ตาม การปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นมีไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลกระทบจากสงครามอิหร่านถูกชดเชยด้วยแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาดในช่วงต้นปี

    โออีซีดี “คงประมาณการจีดีพีโลก” ในปีนี้เอาไว้ที่ 2.9% และปรับลดจีดีพีในปี 2027 ลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ เหลือ 3% ทั้งนี้หากไม่มีสงครามอิหร่าน โออีซีดีอาจปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีโลกปีนี้ขึ้นอีก 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ 

    OECD เตือนเงินเฟ้อโลกพุ่งสูง สงครามดับฝันเศรษฐกิจฟื้น

    โออีซีดีนับเป็นองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศ “รายแรก” ที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นทางการหลังเกิดสงครามอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ขณะที่ตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น ดัชนีสำรวจภาคธุรกิจ ได้เริ่มสะท้อนภาพ “ภาวะช็อกเศรษฐกิจโลกแบบพร้อมกัน” จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงและดัชนีราคาที่เพิ่มขึ้น

    องค์กรในปารีสแห่งนี้ยังเตือนถึง “ความเสี่ยงด้านลบอย่างมีนัยสำคัญ” ต่อประมาณการจีดีพี หากการส่งออกจากตะวันออกกลางถูกรบกวนเพิ่มเติม ซึ่งจะยิ่งเร่งเงินเฟ้อ กดการเติบโต และอาจนำไปสู่การปรับมูลค่าสินทรัพย์ในตลาดการเงิน

    “ขอบเขตและระยะเวลาของความขัดแย้ง ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่หากราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะเพิ่มต้นทุนธุรกิจอย่างมาก และดันเงินเฟ้อผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลลบต่อการเติบโต” OECD ระบุ

    การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน ยังทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องปรับทิศทาง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ห่างออกไป ขณะที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำลังพิจารณาเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยซึ่งอาจมีขึ้นเร็วที่สุดในเดือนเม.ย. ส่วนทางฝั่งนอร์เวย์เปิดเผยว่าได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยซึ่งอาจมีขึ้นในสัปดาห์นี้

    OECD เตือนเงินเฟ้อโลกพุ่งสูง สงครามดับฝันเศรษฐกิจฟื้น

    “เรามองว่ามีหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐ” มาเธียส คอร์มันน์ เลขาธิการโออีซีดีให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กทีวี

    อย่างไรก็ตาม โออีซีดีคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะ “คงที่” ตลอดปี 2026 ทั้งในสหรัฐและสหราชอาณาจักร ขณะที่อีซีบีมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในไตรมาส 2 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    โออีซีดียังเรียกร้องให้รัฐบาลที่มีภาระหนี้สูงจากมาตรการใช้จ่ายในวิกฤติก่อนหน้า “หลีกเลี่ยงการใช้นโยบายอุดหนุนหรือโอนเงินในวงกว้าง”

    “มาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ควรดำเนินการอย่างทันท่วงที มีเป้าหมายชัดเจนไปยังครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด และภาคธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ พร้อมทั้งรักษาแรงจูงใจในการลดการใช้พลังงาน และต้องมีกรอบเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน” OECD ระบุ

    ที่มา: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1226987&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sI-czQCZ62ZELkxpthKt5

  • ศุภจี ลุคใหม่ นำทัพพาณิชย์หารือทูตแอฟริกาใต้ ถกขยายส่งออกสินค้า

    ศุภจี ลุคใหม่ นำทัพพาณิชย์หารือทูตแอฟริกาใต้ ถกขยายส่งออกสินค้า

    ศุภจี ลุคใหม่ นำทัพพาณิชย์หารือทูตแอฟริกาใต้ ถกขยายส่งออกสินค้า

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

    วันนี้ (26 มีนาคม 2569) กระทรวงพาณิชย์ ได้เผยแพร่ข่าวทางสื่อโซเชียล เป็นภาพการหารือครั้งสำคัญระหว่างไทยและแอฟริกาใต้ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในลุคใหม่สุดสมาร์ท นำทีมหารือขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพ และแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ครบรอบ 34 ปี ความสัมพันธ์ไทย – แอฟริกาใต้ “พาณิชย์” หารือ “ทูตแอฟริกาใต้” ขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกัน ดันประชุม JTC ไทย – แอฟริกาใต้ เป็นระดับรัฐมนตรี

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบกับนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือแนวทางในการขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกัน การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเห็นพ้องที่จะเร่งจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย – แอฟริกาใต้ ให้เกิดขึ้นในปีนี้ โดยยกระดับการประชุมฯ ให้เป็นระดับรัฐมนตรี

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    นางศุภจี เปิดเผยว่า ไทยกับแอฟริกาใต้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานโดยในปีนี้ เป็นปีที่ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 34 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่สองฝ่ายจะหาแนวทางในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และการสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจผ่านการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงส่งเสริมจุดแข็งระหว่างกันในหลากหลายมิติ โดยในปัจจุบัน เนื่องจากระยะทางที่ไกล จึงทำให้ไทยและแอฟริกาใต้ยังมีประเด็นด้านโลจิสติกส์ และธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างกัน การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะสามารถลดทอนอุปสรรคดังกล่าวซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีกลไกการประชุม JTC เพื่อหารือประเด็นด้านการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (ทุก 2 ปี) ในโอกาสนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งจัดการประชุม JTC ครั้งต่อไปให้เร็วขึ้นจากกรอบระยะเวลาเดิมให้เกิดขึ้นในปีนี้และยกระดับการประชุม JTC เป็นระดับรัฐมนตรีนอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับภูมิภาคแอฟริกาเพื่อสนับสนุนข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย-แอฟริกา (Thailand – Africa Initiative: TAI)อย่างเต็มที่

    นางศุภจี เสริมว่า ไทยและแอฟริกาใต้ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกันเพื่อสร้างสมดุลทางการค้าของสองประเทศ โดยไทยแสดงความพร้อมในการสนับสนุนสินค้าศักยภาพ อาทิ ข้าว อาหารและเกษตรแปรรูป และยานยนต์ โดยเฉพาะข้าวของไทยที่มีคุณภาพและความหลากหลายกว่า 5,000 ชนิด ที่สามารถทานคู่กับอาหารหลากหลายประเภท ในขณะที่แอฟริกาใต้ต้องการส่งออกสินค้า เช่น แอปเปิล แพร์ และไวน์ เพิ่มเติม ไทยเห็นว่าแอฟริกาใต้มีศักยภาพในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่นเดียวกับที่ไทยสามารถกระจายสินค้าจากแอฟริกาไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าระหว่างกัน ตนได้เชิญชวนผู้ประกอบการแอฟริกาใต้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย อาทิ งาน Bangkok Gems & Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-AnugaAsia และงานแสดงสินค้าและบริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยี การขนส่ง TILOG – LogistiX 2026และในปลายปีนี้กระทรวงพาณิชย์จะส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาการค้าเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    พร้อมกันนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับ หน่วยงาน Invest SA ของแอฟริกาใต้เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น

    ทั้งนี้ ในปี 2568 แอฟริกาใต้ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในภูมิภาคแอฟริกา การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 4,010.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ 3,227.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากแอฟริกาใต้ 782.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์ สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และ ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ยานยนต์ #กระทรวงพาณิชย์ #ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ #ครบรอบ34ปีไทยแอฟริกาใต้ #เศรษฐกิจไทย”

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กระทรวงพาณิชย์ 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xAz0jJbL0cmXTs4gIfjIS

  • วิกฤตน้ำมันลามเศรษฐกิจน่าน! หอการค้าฯ เตือนต้นทุนพุ่ง ขนส่งสะดุด ยอดขายดิ่งกว่า 50% เสี่ยงทรุดยาวทั้งปี

    วิกฤตน้ำมันลามเศรษฐกิจน่าน! หอการค้าฯ เตือนต้นทุนพุ่ง ขนส่งสะดุด ยอดขายดิ่งกว่า 50% เสี่ยงทรุดยาวทั้งปี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A_7Bc-i88BoIpVyTNxIHL

  • หอการค้าน่านเตือนวิกฤตน้ำมันทำพิษ! ยอดขายวูบ 50% หวั่นเศรษฐกิจทรุดยาว | TOPNEWS

    หอการค้าน่านเตือนวิกฤตน้ำมันทำพิษ! ยอดขายวูบ 50% หวั่นเศรษฐกิจทรุดยาว | TOPNEWS

    ประธานหอการค้าจังหวัดน่าน ออกโรงเตือนสถานการณ์น้ำมันตึงตัวทำพิษหนัก ฉุดยอดขายร้านค้า-บริการวูบกว่า 50% หลังประชาชนลดการเดินทางสู้ค่าครองชีพ ขณะที่ภาคขนส่งอ่วม ต้นทุนพุ่ง 30% ทำของส่งช้าลง 4-5 เท่า

    วันนี้ (26 มี.ค.69) ประธานหอการค้าจังหวัดน่าน เผยวิกฤตราคาน้ำมันและภาวะขาดแคลนในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กำลังกลายเป็น “โดมิโนพิฆาต” ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างรุนแรง หลังปั๊มน้ำมันหลายแห่งจำกัดการเติมเพียง 500 บาทต่อครั้ง ทำผู้ประกอบการเสียต้นทุนแฝงทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการตระเวนหาเชื้อเพลิง

    นางสาววัชรี พรมทอง ระบุว่าระบบโลจิสติกส์น่าน-กรุงเทพฯ เริ่มเป็นอัมพาต จากเดิมใช้เวลาส่งของ 1 วัน พุ่งเป็น 4-5 วัน เพราะต้องรอรวบรวมสินค้าให้เต็มคันเพื่อความอยู่รอด ส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลนและต้นทุนขนส่งดีดตัวสูงขึ้นกว่า 30% บีบให้ราคาสินค้าปลายทางเตรียมปรับขึ้นอีก 10-20% ในเร็วๆ นี้

    ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่การขนส่ง แต่ลามไปถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หยุดการเดินทาง ทำให้ร้านกาแฟ ร้านของฝาก และธุรกิจริมทางยอดขายดิ่งเหวเกินครึ่ง ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเริ่มส่งสัญญาณอันตราย หลังพ่อค้าคนกลางไม่สู้ค่าขนส่งจนผลผลิตเสี่ยงล้นตลาด หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหาการจัดสรรน้ำมันให้เพียงพอภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าเศรษฐกิจน่านปี 2569 จะโตไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้แน่นอน

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1528618&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lThbfZuDcQi0FmyMcMhUj

  • HYROX: จากสนามของคนธรรมดาสู่เศรษฐกิจประสบการณ์ โอกาสใหม่ของกีฬาและธุรกิจการเงิน

    HYROX: จากสนามของคนธรรมดาสู่เศรษฐกิจประสบการณ์ โอกาสใหม่ของกีฬาและธุรกิจการเงิน

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันกีฬาเพื่อมวลชน กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่เติบโตรวดเร็วในระดับโลก หนึ่งในนั้นคือ HYROX ฟิตเนสเรซจากยุโรปที่เริ่มต้นจากงานเล็กๆ และกำลังจะทะลุ 1 ล้านคนในอีกไม่นาน การเติบโตดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของกีฬาเท่านั้น แต่ยังบ่งชี้ถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ (Experience Economy) ด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่ผู้บริโภคยอมใช้จ่ายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    s__13041771_0

    HYROX คือ การแข่งแบบไฮบริดที่ผสานการวิ่ง 8 กิโลเมตร เข้ากับการออกกำลังกายแบบ Functional Training 8 สถานี เปิดโอกาสให้ทั้งนักกีฬาและคนทั่วไปสามารถเข้าร่วมแข่งขัน วัดผลและเปรียบเทียบผลงานบนมาตรฐานเดียวกัน ในช่วงปี 2024–2025 มีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากกว่า 550,000–650,000 คนต่อปี บางอีเวนต์มีผู้เข้าแข่งขันในระดับหลักหมื่นคนต่อรายการ (ข้อมูลจากเว็บไซต์ Hyrox.com และ Hybrid Fitness Media) สำหรับประเทศไทยการแข่งขัน HYROX จัดขึ้นเป็นปีที่ 2  มีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากถึง 17,500 คน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)  เป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในไทย และยังเป็นสนามเก็บคะแนนที่มีความสำคัญในระดับเอเชีย มีผลต่อการจัดอันดับและสะสมคะแนนเพื่อไปสู่ HYROX World Championships 2026 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

    กีฬา = ประสบการณ์ = การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

    สิ่งที่ทำให้ HYROX เติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นการแข่งขันที่ผสาน functional training เข้ากับ endurance หรือความสามารถในการออกแรงได้นาน ทนล้าและคงประสิทธิภาพไว้ได้ตลอดกิจกรรม แต่เพราะกีฬาเริ่มถูก “รีแพคเกจ” ให้มีลักษณะคล้ายอีเวนต์ประสบการณ์มากขึ้น ผู้บริโภคกำลังซื้อความรู้สึกมากกว่าแค่ซื้อการออกกำลังกาย HYROX จึงทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มที่ให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสความมีเป้าหมาย  ความท้าทาย  บรรยากาศการแข่งขันและคอมมูนิตี้ที่เข้มแข็ง ลักษณะเหล่านี้ผลักดันให้กิจกรรมกีฬาเข้าสู่หมวดประสบการณ์ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพิ่ม ทั้งค่าฝึกซ้อม อุปกรณ์ การเดินทาง และบริการเสริมอื่นๆ ในอีโคซิสเต็มส์ที่เกี่ยวข้อง

    s__13041772_0

    กีฬาเพื่อมวลชน คือตลาดใหม่ที่คนเมืองพร้อมจ่าย

    ในเชิงเศรษฐกิจ การเติบโตของ HYROX สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มคนเมืองและคนทำงานรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับ “ตัวตน” และ “ประสบการณ์ที่วัดผลได้” มากกว่าการออกกำลังกายแบบทั่วไป แนวโน้มสำคัญที่เห็นได้ชัด คือผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาอาชีพ มีการแบ่งระดับการแข่งขันชัดเจน ทำให้คนธรรมดาสามารถลงสนามเข้าร่วมได้ โมเดลนี้สร้างฐานผู้เล่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราเข้าร่วมซ้ำสูง ทำให้กิจกรรมกีฬาเพื่อมวลชน กลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

    Fitness Experience Economy: ตลาดที่ขยายตัวแบบ Multi-Sector

    เมื่อกีฬาไม่ได้จบที่ยิม แต่ขยายออกไปเป็นการบริโภคหลายชั้น (multi-layer consumption) ครอบคลุมทั้งสินค้า บริการ และประสบการณ์ นักเศรษฐศาสตร์เริ่มเห็นโครงสร้างการใช้จ่ายที่โตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ค่าสมาชิก ฟิตเนสและโปรแกรมฝึกเฉพาะทาง อุปกรณ์กีฬาและสปอร์ตแวร์เพื่อตอบโจทย์กิจกรรมที่ต้องใช้พลังและความทนทานสูง เช่น เวิร์กเอาต์ ฟิตเนส วิ่ง ไตรกีฬา เป็นต้น ค่าเดินทางและที่พักเพื่อร่วมการแข่งขัน ค่าเทรนเนอร์ โปรแกรมโภชนาการ และบริการสุขภาพเสริม โครงสร้างการใช้จ่ายที่กว้างขึ้นนี้ ทำให้กีฬาเข้าสู่สถานะของเศรษฐกิจประสบการณ์ที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง (higher spending per participant) และมีความถี่ซ้ำ (repeat spending) มากขึ้นอย่างชัดเจน

    s__13041773_0

    เคทีซี คือผู้เล่นใน ecosystem ที่เร่งการเติบโตของไลฟ์สไตล์กีฬายุคใหม่

    เมื่อสมการ กีฬา = ประสบการณ์ = การใช้จ่าย ชัดเจนขึ้น บทบาทของธุรกิจการเงินจึงสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ไลฟ์สไตล์รูปแบบนี้เกิดขึ้นได้จริง “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสนี้ และเดินหน้าขยายสิทธิพิเศษในหมวดกีฬาและสุขภาพอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างกลุ่มคอมมูนิตี้   ต่อยอดสู่ระบบนิเวศสุขภาพแบบองค์รวม (Health & Wellness) ที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพกายและใจ เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยอมลงทุนกับสุขภาพมากขึ้นในทุกช่วงวัย ตั้งแต่คนทำงาน ครอบครัวและผู้สูงวัย

    โดยในปี 2568 ยอดใช้จ่ายหมวดกีฬาเติบโต 10% (YoY) และยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามความนิยมของกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น HYROX มาราธอน ไตรกีฬา และคลาสเวิร์กเอาต์เฉพาะทาง สิทธิพิเศษของเคทีซีครอบคลุมตั้งแต่ฟิตเนส สตูดิโอเฉพาะทาง ร้านอุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงค่าเดินทางและโรงแรมที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬา ทำให้เคทีซีกลายเป็น “เครื่องมือใช้จ่าย” ที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงประสบการณ์สุขภาพได้ง่ายขึ้นและคุ้มค่ามากขึ้นในอีโคซิสเต็มส์เดียวกัน

    HYROX และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

    การเติบโตของ HYROX คือสัญญาณชัดเจนว่า ตลาดกีฬาเชิงประสบการณ์กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ที่มีมูลค่ามหาศาล ทั้งด้านการท่องเที่ยว กีฬา อีเวนต์ และค้าปลีกสินค้า Performance หากประเทศไทยสามารถดึงการแข่งขันระดับสากลเข้ามาจัดได้อย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ขยายวงกว้าง ตั้งแต่โรงแรม ร้านค้า ธุรกิจกีฬา ไปจนถึงสถาบันการเงินที่รองรับระบบนิเวศน์ด้านการใช้จ่ายนี้

    s__13041774_0

    ชนะในสนามใหม่ ไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด แต่คือคนที่ “เริ่มก่อน”

    HYROX อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากการออกกำลังกาย สู่เศรษฐกิจประสบการณ์ ที่จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจเมือง และพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนรุ่นใหม่ และในสนามใหม่นี้ เคทีซียังคงตอกย้ำบทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค พร้อมสนับสนุนให้คนไทยเริ่มก้าวแรกในเส้นทางสุขภาพที่สร้างคุณค่าทั้งต่อชีวิตและต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948840/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xj092Ghb_2iX1MHsr67ms

  • น้ำมันราคาพุ่ง 6 บาท ฉุดเศรษฐกิจไทย เช็คผลกระทบทุกแง่มุม ทุบค่าครองชีพ

    น้ำมันราคาพุ่ง 6 บาท ฉุดเศรษฐกิจไทย เช็คผลกระทบทุกแง่มุม ทุบค่าครองชีพ

    เช้าวันที่ 26 มีนาคม 2569 ประชาชนทั่วประเทศได้เผชิญกับความจริงอันเจ็บปวดอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันขายปลีกกลุ่มดีเซล เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ ปรับพุ่งทะยานขึ้นครั้งเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ มีราคาแตะระดับ 38.94 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนวิกฤตเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เฉียด 10 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

    ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นผลพวงโดยตรงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบสำคัญของโลก เมื่อสงครามยังไม่มีท่าทีจะดับ ตลาดพลังงานโลกก็ตอบสนองด้วยความผันผวนอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงตามแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านอุปทาน และแรงกระแทกนั้นก็ส่งแรงมาถึงปั๊มน้ำมันทุกแห่งในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    สิ่งที่ทำให้การปรับขึ้นครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาคือ ราคาและความเร็ว ในภาวะปกติราคาน้ำมันมักปรับขึ้นทีละ 50 สตางค์ถึง 1 บาท ช้าพอที่ผู้ประกอบการและประชาชนจะปรับตัวรับมือได้ แต่การกระโดดขึ้นถึง 6 บาทในคราวเดียว นั่นไม่ใช่การปรับตัว นั่นคือการสั่นสะเทือน ที่ทะลุทะลวงทุกระดับของห่วงโซ่เศรษฐกิจไทย 

    ตั้งแต่ไร่นาในชนบทจนถึงท้องถนนในเมืองหลวง ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภคปลายทาง และตั้งแต่รถบรรทุกสินค้าจนถึงเรือโดยสารในแม่น้ำลำคลอง ทุกคนต่างรับภาระนี้ร่วมกัน

    ชาวนาเดือดร้อนหนัก ต้นทุนพุ่ง รัฐยังนิ่ง

    กลุ่มแรกที่รับแรงกระแทกหนักที่สุดคือ เกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่า การปรับขึ้นน้ำมันในครั้งนี้ถือเป็นการปรับขึ้นในระดับที่ผิดปกติอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับภาวะปกติที่มักปรับขึ้นเพียง 50 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตรเท่านั้น และผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นโถมทับเกษตรกรโดยตรงทั้งในแง่ค่าน้ำมันที่ใช้ในเครื่องจักร การสูบน้ำ และการขนส่งผลผลิต

    สัญญาณความทุกข์จากพื้นที่เริ่มหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเกษตรกรจากจังหวัดเชียงรายและอีกหลายจังหวัดโทรศัพท์สะท้อนความเดือดร้อน บางรายถึงขั้นแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหวแล้ว ความเจ็บปวดยิ่งทวีขึ้นไปอีก เมื่อพบว่าปั๊มน้ำมันบางแห่งไม่มีน้ำมันจำหน่ายตั้งแต่ช่วงเช้า ราวหกถึงเจ็ดโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่เกษตรกรต้องออกไปทำงาน ความขาดแคลนที่ซ้ำเติมความแพงยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเป็นทวีคูณ

    ภาพประกอบข่าว

    นายกสมาคมชาวนาฯ ยืนยันว่าได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีแนวทางหรือมาตรการที่ชัดเจนออกมาแต่อย่างใด สมาคมชาวนาฯ ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรได้โดยตรง หากปราศจากนโยบายหรือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่พุ่งสูงอยู่อย่างโดดเดี่ยว

    ไข่ไก่สั่นคลอน วางแผนธุรกิจไม่ได้

    เช่นเดียวกับ นายสุธาศิน อมฤก เลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย บรรยายภาพที่เกิดขึ้นว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่อธุรกิจขนส่งไข่ทั่วประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผู้ประกอบการทุกระดับต่างได้รับผลกระทบถ้วนหน้า

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าตัวเลขต้นทุนที่เพิ่มขึ้น คือ ความไม่แน่นอน ที่ทำให้การวางแผนธุรกิจในระยะยาวแทบเป็นไปไม่ได้ เมื่อไม่มีใครคาดเดาได้ว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นอีกเมื่อใดและมากน้อยเพียงใด แม้ที่ผ่านมาการปรับขึ้นราคาสินค้าอาจยังไม่กระทบการบริโภคอย่างชัดเจน แต่ต้นทุนน้ำมันที่พุ่งขึ้นในครั้งนี้กลับทำให้การค้าขายยากลำบากมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ฝั่งผู้ประกอบการเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะการอุดหนุนต้นทุนน้ำมัน แม้จะมีแนวคิดเรื่องการใช้คูปองช่วยเหลือ แต่ยังมีความกังวลเรื่องความซับซ้อนในการดำเนินการ เนื่องจากธุรกิจขนส่งไข่ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งแบบส่วนตัว ไม่ได้อยู่ในระบบขนส่งเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ จึงทำให้การเข้าถึงมาตรการของรัฐเป็นไปได้ยาก

    ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการรวมรอบการจัดส่งสินค้าในเส้นทางเดียวกันเพื่อลดจำนวนเที่ยววิ่ง อย่างไรก็ตาม การรวมสินค้ามากกว่า 20,000 ฟองต่อเที่ยวอาจติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบการเคลื่อนย้ายของกรมปศุสัตว์ที่ต้องมีการนัดหมายล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่ ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้าและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะในสถานการณ์เร่งด่วน 

    บางรายจึงหันมาปรับกลยุทธ์ด้านราคา อาทิ การให้ส่วนลดกรณีลูกค้ามารับสินค้าเอง หรือการเรียกเก็บค่าขนส่งเพิ่มตามระยะทาง เพื่อชดเชยต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยผู้ประกอบการยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณาผ่อนปรนขั้นตอนการเคลื่อนย้ายสินค้าในช่วงที่ต้นทุนน้ำมันอยู่ในระดับสูง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการกระจายสินค้า

    ภาพประกอบข่าว

    เรือด่วนเจ้าพระยา–เรือคลองแสนแสบ ขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท

    ผลกระทบมิได้หยุดอยู่แค่ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม แต่ยังลามมาถึงการเดินทางของประชาชนในกรุงเทพมหานครโดยตรง เมื่อทั้งเรือด่วนเจ้าพระยาและเรือคลองแสนแสบ ต่างประกาศปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท มีผลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

    นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ชี้แจงว่าราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 38.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการให้บริการ และแม้ที่ผ่านมาบริษัทได้ชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร เพราะคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการเป็นหลัก แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบังคับให้ต้องตัดสินใจในครั้งนี้

    “จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ทางบริษัทจำต้องปรับค่าโดยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับลดลง บริษัทฯ จะปรับลดอัตราค่าโดยสารต่อไป” นาวาตรีเจริญพรกล่าว

    สำหรับอัตราค่าโดยสารใหม่ของเรือด่วนเจ้าพระยา เส้นทางนนทบุรี–วัดราชสิงขร (เรือธงส้ม) ปรับจาก 16 บาทเป็น 18 บาท ตลอดสาย, เส้นทางนนทบุรี–สาทร (เรือธงเหลือง และเรือธงเขียว-เหลือง) ปรับจาก 21 บาทเป็น 23 บาท, เส้นทางปากเกร็ด–นนทบุรี (เรือธงเขียว-เหลือง) ปรับจาก 14 บาทเป็น 16 บาท, เส้นทางปากเกร็ด–สาทร ปรับจาก 33 บาทเป็น 35 บาท และเรือธงแดงปรับอากาศ เส้นทางนนทบุรี–สาทร ปรับจาก 30 บาทเป็น 32 บาท

    ด้านเรือคลองแสนแสบ นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด กล่าวว่าได้ออกประกาศปรับอัตราค่าโดยสารใหม่จาก 11–21 บาท เป็น 13–23 บาท ตามระยะทาง เพื่อให้ธุรกิจสามารถประคองตัวอยู่ได้ในสภาวะต้นทุนพลังงานวิกฤต

    “น้ำมันขึ้น ต้นทุนค่าโดยสารต้องขึ้นด้วย เราให้บริการเดินเรือมา 40 ปีแล้ว ไม่เคยเจอน้ำมันกระโดดขึ้นขนาดนี้ ยอมรับว่าน่าจะเป็นระยะหนึ่งเท่านั้น” 

    อย่างไรก็ดี นายเชาวลิตยังเปิดเผยว่าการปรับขึ้น 2 บาทในครั้งนี้อาจยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย เนื่องจากราคาดีเซล ณ วันที่ 26 มีนาคม อยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ใช้คำนวณปรับราคารอบนี้ บริษัทจะทำการพิจารณาสถานการณ์และต้นทุนที่แท้จริงอีกครั้งภายในวันที่ 6 เมษายน 2569 ว่าจะต้องมีการปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ 

    โดยหากราคาน้ำมันขยับไปอยู่ในช่วง 35.01–37.00 บาท หรือสูงกว่านั้น ค่าโดยสารจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกระยะละ 1 บาทตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าผู้โดยสารประจำอาจต้องเตรียมรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้

    ภาพประกอบข่าว

    จ่อขึ้นค่าขนส่ง แบกต้นทุนทะลัก 20%

    นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภายหลังภาครัฐปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลถึง 6 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ภาคขนส่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สหพันธ์ฯ จึงเตรียมจัดประชุมสมาชิกในวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อพิจารณาการปรับขึ้นค่าขนส่งให้สะท้อนต้นทุนจริงเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป

    ปัจจุบันต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วน 45-50% ของต้นทุนขนส่งทั้งหมด ซึ่งตามหลักเกณฑ์หากราคาน้ำมันปรับขึ้นทุก 1 บาท จะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ดังนั้นการปรับขึ้นราคา 6 บาทในครั้งนี้ จึงทำให้ต้นทุนภาคขนส่งพุ่งสูงขึ้นทันทีประมาณ 18-20% ทั้งนี้หากพิจารณาจากเงินที่กองทุนน้ำมันช่วยอุดหนุน จะพบว่าราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงพุ่งสูงถึงกว่า 66 บาทต่อลิตรแล้ว

    สำหรับมาตรการช่วยเหลือ สหพันธ์ฯ เห็นด้วยกับแนวทางโอนเงินชดเชยเข้าบัญชีพร้อมเพย์ให้ผู้ประกอบการโดยตรงเพราะมีความโปร่งใส ส่วนประเด็นการส่งเสริมให้ใช้ต้นทุนน้ำมัน B20 มองว่าไม่จูงใจและไม่สามารถช่วยลดต้นทุนได้จริง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเทคนิคของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะรถบรรทุกรุ่นใหม่มาตรฐานยูโร 5 ไม่สามารถใช้งานได้เพราะส่งผลกระทบต่อระบบสันดาปภายใน จึงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานครั้งนี้

    หอการค้าไทยชง 3 มาตรการเร่งด่วน ดูแลพลังงาน 

    ด้านหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกมาแสดงความกังวลอย่างเป็นทางการต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานทั้งในตลาดโลกและภายในประเทศ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุอย่างชัดเจนว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมัน โดยเฉพาะการปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในภาคการผลิต ภาคท่องเที่ยว และภาคการส่งออก 

    หอการค้าไทยได้เรียกร้องให้กระทรวงพลังงานประสานความร่วมมือกับโรงกลั่นน้ำมัน อาทิ ปตท. และบางจาก ในการบริหารจัดการจัดซื้อน้ำมันดิบให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยต้องไม่ปล่อยให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างเด็ดขาด แม้อาจจำเป็นต้องจัดซื้อในราคาพรีเมียมที่สูงกว่าราคาตลาดโลกก็ตาม

    สำหรับแนวทางแก้ไขระยะสั้นและระยะต่อไป หอการค้าไทยได้เสนอ 3 มาตรการสำคัญต่อภาครัฐ ได้แก่

    มาตรการแรก ด้านภาษีและค่าการกลั่น หอการค้าไทยสนับสนุนให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมันแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมเรียกร้องให้มีการสื่อสารต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนว่า ค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาทเป็น 6 บาทนั้น เป็นเพียงกำไรขั้นต้น ยังมีภาระต้นทุนส่วนเพิ่มอีกหลายด้าน ทั้งราคาพรีเมียม ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย และขอความร่วมมือจากโรงกลั่นไม่ให้ปรับค่าการกลั่นสูงขึ้นไปมากกว่านี้ หากสถานการณ์ไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น

    มาตรการที่สอง ด้านการประหยัดพลังงานระดับชาติ หอการค้าไทยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรณรงค์และกระตุ้นการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งในภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างวินัยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และช่วยยืดระยะเวลาการมีพลังงานสำรองของประเทศท่ามกลางความผันผวนที่ยังไม่แน่นอน

    มาตรการที่สาม ด้านการกำกับดูแลการกระจายน้ำมัน หอการค้าไทยเรียกร้องให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขนส่งและการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบติดตามตำแหน่ง GPS ของรถบรรทุกน้ำมัน เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบหรือส่งออกไปยังพื้นที่ชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะพลังงานตึงตัว

    ภาพประกอบข่าว

    ‘ตลาดสีทาบ้าน’ขยับยกแผง 10-30%

    นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสงนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ยอมรับว่า ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์กระทบหนัก โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมัน ค่าขนส่ง มีผลต่อการปรับขึ้นของวัสดุก่อสร้างทุกประเภท โดยเฉพาะสี ที่ใช้น้ำมันในการผลิต จึงไม่แปลกใจที่ตลาดสีจะปรับค่อนข้างมากถึง 30 %

    อย่างไรก็ตาม ซึ่งทำให้ต้นทุนการก่อสร้างเพิ่ม ซึ่งจะต้องบวกเข้าไปในโครงการและผู้ประกอบการจะผลักภาระให้กับผู้บริโภคอีกทีกรณีโครงการใหม่ แต่ปัจจุบัน ผู้รับเหมาก็ได้รับผลกระทบ จากปริมาณงานค่อนข้างน้อย เพราะผู้ประกอบการชะลอโครงการออกไป เช่นเดียวกับผู้รับเหมาหากต้องแบกต้นทุนที่สูง ต่างก็เลือกที่จะไม่เซ็นสัญญาภาครัฐ รอให้สถานการณ์นิ่งก่อนเพราะได้ไม่คุ้มเสียที่รับเหมาจะแบกต้นทุนฝ่าวิกฤตพลังงาน

    รายงานข่าวจากแวดวงตลาดสีทาโครงการระบุว่า แม้ที่ผ่านมาหลายค่ายจะตรึงราคาสีสำหรับโครงการก่อสร้าง เพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนให้กับภาคเอกชน โดยยืนยันว่าจะพยายามรักษาระดับราคาให้นานที่สุดแต่เมื่อราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักปรับขึ้นสินค้าย่อมปรับขึ้นเป็นเงาตามตัว

    คอเบียร์ซึมจ่อขึ้นราคา เริ่มขาดตลาด

    แหล่งข่าวจากร้านค้าปลีกรายใหญ่ย่านมีนบุรีเปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากตัวแทนจำหน่ายและยี่ปั๊วถึงการปรับขึ้นราคาสินค้าหลายประเภท โดยกำชับให้ร้านค้าตรวจสอบราคาก่อนสั่งซื้อล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันพบว่าถุงพลาสติกได้ปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 18 บาทต่อกิโลกรัม และอาจขาดแคลนจนราคาสูงขึ้นอีกในเดือนเมษายนเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต 

    เช่นเดียวกับกลุ่มน้ำดื่มขนาด 1,500 มล. ที่ปรับราคาขายส่งจากเดิมแพ็คละ 22.50 บาท ขึ้นเป็น 25 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกขยับตัวขึ้นเป็นแพ็คละ 30 บาท

    สำหรับตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตัวแทนจำหน่ายแจ้งว่าเบียร์ช้างทุกขนาดจะปรับขึ้นราคาตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยขอให้ร้านค้าเร่งสั่งซื้อก่อนวันที่ 25 มีนาคมเนื่องจากสินค้าอาจไม่เพียงพอ ซึ่งคาดการณ์ว่าหากราคาขายส่งเบียร์ช้างขวดใหญ่ปรับจากลังละ 633 บาท ขึ้นไปแตะระดับ 650-660 บาท จะทำให้ราคาขายปลีกหน้าร้านขยับจากขวดละ 55 บาท ขึ้นไปอยู่ที่ 58-60 บาททันที 

    ขณะที่เบียร์สิงห์และเบียร์ลีโอนั้นแม้จะยังไม่มีการประกาศปรับราคาอย่างเป็นทางการ แต่เริ่มพบสัญญาณความผิดปกติจากการที่เอเยนต์จำกัดปริมาณการซื้อเหลือเพียงครึ่งเดียวของยอดสั่งซื้อเดิมเพื่อให้กระจายสินค้าได้ทั่วถึง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่บ่งชี้ว่าการสั่งซื้อในรอบถัดไปอาจมีการปรับขึ้นราคาตามมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654943&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20akWiV26thO6TmlPCfUnR

  • นายกฯ ประชุมครม.นัดพิเศษ หารือ วิกฤตพลังงาน หลังน้ำมันขึ้นรวดเดียว 6 บาท

    นายกฯ ประชุมครม.นัดพิเศษ หารือ วิกฤตพลังงาน หลังน้ำมันขึ้นรวดเดียว 6 บาท

    วันนี้, 10:46น.

              นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ เวลา 11.00 น. วันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือประเด็นวิกฤติพลังงานหลังจากล่าสุด คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ในวันนี้ (26 มี.ค.) ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร

              ทั้งนี้มีรายงานว่า การปรับอัตราน้ำมันขึ้นครั้งเดียว 6 บาทต่อลิตร เนื่องจากต้องการแก้ไขปัญหา การกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบกับราคาน้ำมันในประเทศไทยก่อนที่จะมีการปรับขึ้นราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้น้ำมันในประเทศถูกลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้ประชาชนรับทราบกลไกตลาดอย่างแท้จริง ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า หลังจากนี้จะมีการออกมาตรการมาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางออกมา

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 10.10 น. นายอนุทินได้ขับรถยนต์ รุ่น​ BYD Sealion 7​ สี​ Shark Grey​ ทะเบียน ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร ด้วยตัวเองมาทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือเป็นวันที่ 2 ซึ่งทันทีที่นายกรัฐมนตรีลงจากรถผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนถามถึงกรณีที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตร แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถาม ได้แต่ยกมือไหว้ทักทายสื่อมวลชนก่อนเข้าตึกไทยคู่ฟ้าไปทำงาน

           หลังจากนั้นไม่นานมีรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายคน ขึ้นไปประชุมด้วย อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายไชยชนก ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขากฤษฎีกา

    #วิกฤตพลังงาน

    #ประชุมคณะรัฐมนตรี 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Nk7laN74dyKS8xNqw5dX7

  • เอกชน ห่วง สำรองพลังงานให้เพียงพอ ไม่ให้กระทบต่อระบขนส่ง เศรษฐกิจประเทศ

    เอกชน ห่วง สำรองพลังงานให้เพียงพอ ไม่ให้กระทบต่อระบขนส่ง เศรษฐกิจประเทศ

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในตลาดโลก รวมถึงต้นทุนน้ำมันภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก โดยล่าสุด ราคาน้ำมันได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร หากนับตั้งแต่สงครามปลายเดือนกุมภาพันธ์ น้ำมันดีเซลขึ้นจาก 28.94 บาท มาเป็น 37.94 บาทต่อลิตร

    ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นในระดับที่ส่งผลกระทบต่อทั้งค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และภาระของผู้ประกอบการในหลายภาคส่วนทั้ง ภาคการผลิต ท่องเที่ยว และส่งออก อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นของภาครัฐในการบริหารราคาพลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะในภาวะที่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีข้อจำกัดในการพยุงราคา อย่างไรก็ตาม ขอให้ภาครัฐพิจารณาอย่างรอบด้านและใช้ความระมัดระวังในการปรับขึ้นราคาน้ำมันในระยะต่อไป เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

    โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันในครั้งนี้ โดยเฉพาะการปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หอการค้าไทยจึงขอให้กระทรวงพลังงานประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมัน อาทิ ปตท. และบางจาก ในการบริหารจัดการจัดซื้อน้ำมันดิบให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยต้องไม่ปล่อยให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างเด็ดขาด ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องจัดซื้อในราคาพรีเมี่ยมที่สูงกว่าราคาตลาดโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของระบบโลจิสติกส์และการผลิตของประเทศ

    พร้อมกันนี้ หอการค้าไทยได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานในระยะสั้น และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะต่อไป ดังนี้

    ประการแรก มาตรการด้านภาษีและค่าการกลั่น หอการค้าไทยสนับสนุนให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมันแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน ในส่วนของค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โลกนั้น ภาคเอกชนเห็นว่าควรสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาท เป็น 6 บาท นั้น เป็นเพียงกำไรขั้นต้น ยังมีภาระต้นทุนส่วนเพิ่มหรือ overhead อีกหลายด้าน ทั้งราคาพรีเมี่ยม ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ด้วย หอการค้าไทยยังคงขอความร่วมมือจากโรงกลั่นและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดูแลไม่ให้ค่าการกลั่นปรับเพิ่มสูงไปมากกว่านี้หากสถานการณ์ไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มจริง และเห็นควรให้มีการชี้แจงรายละเอียดต้นทุน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อภาระของประเทศ ภาคธุรกิจ และประชาชนโดยรวม

    ประการที่สอง มาตรการด้านการประหยัดพลังงานระดับชาติ หอการค้าไทยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรณรงค์และกระตุ้นการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งในภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างวินัยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และช่วยยืดระยะเวลาการมีพลังงานสำรองของประเทศท่ามกลางความผันผวนที่ยังไม่แน่นอน

    ประการที่สาม มาตรการกำกับดูแลการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ หอการค้าไทยเห็นว่าภาครัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขนส่งและการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) ของรถบรรทุกน้ำมัน เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบหรือส่งออกไปยังพื้นที่ชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะพลังงานตึงตัว

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นกลไกกลางประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางรับมือสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างเหมาะสม และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวให้ได้มากที่สุด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TyvLgkGVHnZSa7bas8a16

  • ประกาศใช้ทันที! พาณิชย์ คุมราคาสินค้า รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    ประกาศใช้ทันที! พาณิชย์ คุมราคาสินค้า รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    ประกาศใช้ทันที! พาณิชย์ คุมราคาสินค้า รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    วันนี้, 10:15น.

              นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผย สถานการณ์สินค้าในประเทศขณะนี้หลายรายการได้รับผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์จึงจำเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการทั้งปริมาณสต็อกสินค้า และราคาจำหน่าย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการยกระดับมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมในหลายรายการ และจะเร่งออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด

               ส่วนของรายการสินค้าควบคุม และมาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติม ที่ประชุมได้พิจารณาตามข้อเสนอของฝ่ายเลขานุการแล้ว จะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการในภาพรวม และดำเนินการออกมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนต่อไป เพื่อให้การกำกับดูแลสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวน

              ทั้งนี้ หากเกิดสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน หรือพบสัญญาณความเสี่ยงด้านราคาที่อาจกระทบต่อประชาชน ประธาน กกร.สามารถออกประกาศกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาได้ทันที 

              ปัจจุบันมีสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภค และมีมาตรการที่เข้มข้น อาทิ การขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย การแจ้งสต็อกปริมาณ นายวิทยากร กล่าวว่า การพิจารณาทบทวนยกระดับมาตรการในวันนี้ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีความยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานในตลาดโลกที่มีความผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า สารเคมีพื้นฐาน และค่าขนส่งระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

              อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายทันที หากพบ พฤติกรรมที่เค้าข่ายการผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าตามมาตรา 28 การจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินสมควรตามมาตรา 29 หรือการกักตุนสินค้าควบคุมตามมาตรา 30 ของกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ย่อมเป็นความผิดทางอาญา ที่มีโทษทางกฎหมาย โดยประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ทันที

             ก่อนหน้านี้ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงมาตรการดูแลประชาชนในเรื่องค่าครองชีพ ว่า ที่ประชุม กกร.วันนี้ จะมีการพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมอีก 12 รายการ ตั้งแต่สินค้าที่เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต ซึ่งจากเดิมมีสินค้าควบคุม 59 รายการ จะรวมเป็นทั้งหมด 71 รายการ

            โดยสินค้าที่ต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ก่อนที่จะปรับขึ้นราคา ซึ่งแต่เดิมมี 8 รายการ จะเพิ่มอีก 13 รายการ รวมเป็น 21 รายการ ซึ่งหากได้รับการอนุมัติภายใต้ กกร. ก็จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาในวันที่ 31 มี.ค.นี้

    #ควบคุมสินค้า 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qoj2cyyAN3q4v2GTw_vvA