Central GR9 (พระราม 9): ยกระดับพื้นที่ 73 ไร่ ให้เป็น Well-Established CBD แห่งอนาคต ด้วยพื้นที่โครงการรวม 1.1 ล้าน ตร.ม. เชื่อมโยงอาคารออฟฟิศระดับ Grade A และศูนย์การค้าโฉมใหม่
The Central District (ลาดพร้าว-พหลโยธิน): ผนึกกำลัง Central Ladprao และโครงการใหม่ “The Central” บนที่ดินรวม 96 ไร่ เพื่อสร้าง Ecosystem รีเทลที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เกือบเท่าเซ็นทรัลเวิลด์
The New Central Bangna: พลิกโฉมสู่มิกซ์ยูสบนพื้นที่ 50 ไร่ เจาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง (Wealth Family) ที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยที่อยู่อาศัยติดศูนย์การค้า
นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และ CEO กล่าวถึงทิศทางธุรกิจว่า “เซ็นทรัลพัฒนา ภูมิใจที่ได้มีส่วนสร้างย่าน สร้างเมือง ภายใต้โมเดล Retail-Led Mixed-Use ที่ประสบความสำเร็จตลอด 45 ปี เราจะเดินหน้าลงทุนตามแผน 5 ปี เพื่อมุ่งสู่ Net Zero 2050 และสร้างงานกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง”
นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล President, Retail and Development ระบุว่า “เราต้องมองอนาคตให้ใกล้กว่าเดิม เพื่อพัฒนา Mega-scale Urban Transformation Projects ให้เป็นเมืองคุณภาพชีวิตที่ดี โดยครอบคลุม Strategic Ring ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่ Super Core CBD ไปจนถึงมุมเมืองต่างๆ”
ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา Chief Marketing Officer เน้นย้ำบทบาทใหม่ว่า “เรายกระดับสู่การเป็น The Masterplanner ที่พัฒนาเมืองด้วยมาตรฐานระดับโลก เช่นเดียวกับสิงคโปร์หรือโตเกียว พร้อมใช้แพลตฟอร์ม Data & AI ผ่าน The 1 ที่มีสมาชิกกว่า 23 ล้านราย ช่วยให้แบรนด์พันธมิตรกว่า 1,400 แบรนด์เติบโตไปพร้อมกัน”
นายอิศเรศ จิราธิวัฒน์ Head of Leasing เสริมถึงความสำเร็จจากการปรับโฉมว่า “เราเห็นโอกาสจากกลุ่ม Wealth Segment อย่างที่ Central Bangna และ Chaengwattana ที่หลังปรับโฉม Traffic เติบโตขึ้นถึง 40% สะท้อนถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง”
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจ Non-retail นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ CFO และ President Hotel and Office ระบุว่า “อาคารสำนักงาน Grade A ทั้ง 11 แห่งของเรายังคงได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทระดับโลก และเรามีแผนขยายธุรกิจ Office และ Hotel ไปยังหัวเมืองสำคัญอย่างเชียงใหม่และหาดใหญ่”
ขณะที่ นายกรี เดชชัย President, Residence Business กล่าวว่า “ธุรกิจที่อยู่อาศัยเติบโตต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยแบรนด์ PHYLL และ ESCENT จะเข้าไปเติมเต็มโครงการ Mega Projects ทั่วประเทศเพื่อสร้างสังคมคุณภาพ”
จากรายงาน Thailand Country Climate and Development Report (CCDR) ของ World Bank Group ชี้ให้เห็นว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัย การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในหลายภาคเศรษฐกิจหลัก พร้อมยกระดับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกตลาด เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว วันนี้ NIA ได้นำเสนอบทความ “5 เส้นทางสู่เศรษฐกิจบอนต่ำของประเทศไทย” เพื่อนำเสนอแนวทางสำคัญจากรายงานนี้และทำให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพการปรับตัวของแต่ละภาคเศรษฐกิจอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ภาคพลังงานถือเป็นหนึ่งในแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศไทย ขณะที่โครงสร้างการผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสัดส่วนสำคัญ และความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center รวมถึงการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต