Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ก้อง ปิยะ บ่นอุบเศรษฐกิจแย่ ตอบปม สว. แนะเลี้ยงไก่ ถามกลับอยู่ทาวน์เฮ้าส์จะทำยังไง

    ก้อง ปิยะ บ่นอุบเศรษฐกิจแย่ ตอบปม สว. แนะเลี้ยงไก่ ถามกลับอยู่ทาวน์เฮ้าส์จะทำยังไง

    เดือดร้อนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า เมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ล่าสุด แจ็คเกอรีน ไทยรัฐบันเทิง ชวนผู้จัดละคร ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล มาพูดคุยถึงเรื่องนี้ว่าได้รับผลกระทบยังไงบ้าง พร้อมทั้งถามความคิดเห็นกรณีที่ นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แนะประชาชนปลูกผัก เลี้ยงไก่ ท่ามกลางวิกฤติพลังงานในเวลานี้ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก

    ไหวไหมกับเศรษฐกิจช่วงนี้?

    “แย่มาก (ลากเสียง) น้ำมันนะ เฮ้อ (ถอนหายใจ) แย่มากเพราะว่าอย่างเวลาพี่จัดงานแฟร์ต่างจังหวัด ร้านค้าก็จะมีไปเติมน้ำมัน พี่ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับน้ำมัน คือไม่ทราบ รู้แต่ว่าคนบอกมีน้ำมันๆ แต่เอาจริงๆ ไม่มีน้ำมัน หายไปแป๊บนึงคืออะไร ไม่เข้าใจไง ตอนนั้นข่าวสับสน รัฐบาลบอกมีน้ำมัน แต่ทางปั๊มบอกหมด มันก็เลยเกิดการสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

    แต่ตอนนี้น้ำมันขึ้นมา 6 บาทแล้ว?

    “6 บาทนี่ขึ้นแล้วมีให้เติมมั้ยคะ ไม่ทราบค่ะ คืออยากรู้ว่ามีขึ้นได้แล้วมีให้เติมมั้ยก็ไม่รู้เหมือนกัน เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกัน พี่ก้องว่านะมันเป็นวิกฤติของโลก อย่ามัวแต่ด่ากันเลยค่ะ ด่าไปด่ามาไม่มีผลค่ะ เราต้องช่วยตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ ช่วยประเทศชาติเราก่อน ช่วยกันก่อน ให้ประเทศชาติเราอยู่ได้ ให้เศรษฐกิจเราดีขึ้น จบ”

    จะไหวมั้ยเพราะประคองมาตั้งแต่โควิด?

    “เราก็ต้องสู้ต่อนะคะ เมื่อมีลมหายใจก็ต้องสู้กันต่อไป จะไม่ไหวก็ไม่ได้ เรามีลูกน้องก็ต้องสู้ต่อ ต้องช่วยกันดูแลตัวเอง ดูแลทุกคน ไม่ใช่แค่พี่ก้อง คนอื่นที่เปิดบริษัท เขาก็ต้องช่วยกันเหมือนกัน พี่ว่าก็ลำบาก เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่ด่ากัน ช่วยเหลือกัน หาวิธีการเซฟ ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นให้ได้”

    รัฐบาลบอกให้ประหยัด?

    “ประหยัดอยู่แล้วค่ะตอนนี้ ไม่ประหยัดก็ไม่มีอะไรกินค่ะ”

    เลี้ยงไก่ไหม ตามที่ท่าน สว.บอก?

    “อ๋อ ไก่คงไม่ได้เลี้ยงค่ะ เพราะว่าอยู่บ้านทาวน์เฮาส์ เลี้ยงไปข้างบ้านคงเขียนมาด่าว่าเสียงดัง เลี้ยงไม่ได้หรอกค่ะไก่ เลี้ยงได้แต่ปลาทองค่ะ ปลาทองออกไข่กินได้มั้ยคะ (หัวเราะ) ให้ไปเลี้ยงไก่ แต่อยู่ทาวน์เฮ้าส์จะเลี้ยงไก่ยังไงละคะคุณ คุณเลี้ยงไก่ปุ๊บ ข้างบ้านก็บอกว่านอนไม่ได้ ต้องตื่นแต่เช้า ไก่มันขัน ไม่ได้อีก จะเลี้ยงอะไรคะงั้นน่ะ ทาวน์เฮ้าส์ก็กระจึ๋งนึง เลี้ยงได้แต่ปลาทองปลากัดค่ะ หรือจะเพาะพันธุ์ปลากัดขายดีคะ (ยิ้ม)”

    อยากให้รัฐบาลช่วยอะไรมั้ย?

    “ตอนนี้ก็พยายามหาวิธีการให้เศรษฐกิจมันหมุนเวียน น้ำมันไม่ขาดแคลน หาวิธีการช่วยหน่อย สำคัญที่สุดเลย ไม่ใช่แค่ดิฉันนะคะ คนอื่นด้วยในประเทศไทย ก็หวังว่ารัฐบาลยังช่วยเหลืออยู่ แต่ตอนนี้ข่าวสารอาจจะงงนิดนึง แต่ก็สู้ค่ะ รุ่นเราสู้ค่ะ เวลาไปหาผู้ชายก็ลดเวลาลงหน่อย จากไปหาอาทิตย์ละหนสองหน ก็ลดเหลือแค่เดือนนึงหนนึง เอาเงินที่หาผู้ชายไปทำอย่างอื่นแทน (หัวเราะ)”

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2922955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DT88Gp4AT_12gOqOujbuk

  • สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    เงินอ่าวมหาศาลที่เคยไหลหล่อเลี้ยงโลก กำลังเริ่ม ‘ไหลย้อนกลับ’ ความบอบช้ำจากสงครามอิหร่าน กำลังกดดันให้ประเทศอ่าว ‘ดึงเงินที่ลงทุนอยู่ทั่วโลกกลับ’ หันมาฟื้นฟู และเสริมความมั่นคงทางกลาโหมของตัวเองแทน

    เมื่อเอ่ยถึง “ตะวันออกกลาง” หลายคนอาจนึกถึง “น้ำมัน” เป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่า กลับเป็น “เงินลงทุนมหาศาล” ซึ่งประเทศอ่าวอาหรับเหล่านี้โปรยลงทุนทั่วโลก

    ตัวอย่างเช่นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ของซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต และประเทศอ่าวอื่นๆ ถือครองสินทรัพย์รวมกัน “5 ล้านล้านดอลลาร์” (ประมาณ 160 ล้านล้านบาท) และกระจายลงทุนไปทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐ แอฟริกา เอเชีย ไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ และความบันเทิง

    ตัวอย่างล่าสุดคือ กองทุนความมั่งคั่งของประเทศอ่าวเข้าไปสนับสนุนความพยายามของบริษัทบันเทิงสหรัฐอย่าง Paramount ในการเข้าซื้อกิจการคู่แข่งอย่าง Warner Brothers

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังอยู่เบื้องหลังดีลซื้อกิจการขนาดใหญ่อย่างการเข้าซื้อบริษัทเกม Electronic Arts มูลค่า 55,000 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับการหนุนจากซาอุดีอาระเบีย และดีลของกองทุนจากอาบูดาบีที่เข้าซื้อบริษัทโฆษณา Clear Channel Outdoor Holdings และเข้าลงทุนซื้อกิจการ TikTok ด้วย

    เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเยือนตะวันออกกลาง เขากลับมาพร้อม “คำมั่นลงทุนสหรัฐมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์” จากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์

    ทว่าในวันนี้ เส้นเลือดการเงินสายสำคัญนี้กำลังสั่นคลอน จากแรงกระแทกของ “สงครามอิหร่าน”

    เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น เงินที่เคยไหลออกสู่โลก กำลังเริ่ม “ไหลกลับเข้าบ้าน” และนั่นหมายความว่า ดีลขนาดใหญ่ที่เคยค้ำเศรษฐกิจโลกไว้ อาจสะดุด เงินสะพัดที่เคยหล่อเลี้ยงตลาดอาจหดตัว

    “อิทธิพลของประเทศอ่าวต่อเศรษฐกิจโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมัน” มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวทีเสวนาออนไลน์ของสถาบันคลังสมอง Middle East Council on Global Affairs

    “ภูมิภาคนี้คือ ศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก และหากเกิดความปั่นป่วน จนต้องหันกลับไปโฟกัสด้านความมั่นคง ถอนการลงทุน และลดบทบาททางเศรษฐกิจกับนานาชาติ ผลกระทบจะลามไปถึงทุกครัวเรือน ในทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแทบจะหมายถึงเกือบทุกประเทศบนโลกในวันนี้”

    ล่าสุด หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ของอังกฤษรายงาน โดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า ประเทศอ่าวขนาดใหญ่ 3 แห่ง กำลัง “ทบทวน” แผนการลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐใหม่เนื่องจากแรงกดดันทางการเงินจากสงคราม

    “ใครให้อำนาจคุณลากภูมิภาคของเราเข้าสู่สงคราม?” คาลาฟ อัล ฮับทูร์ นักธุรกิจชื่อดังจากดูไบ โพสต์ถามทรัมป์บน X เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 โดยระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐได้พาประเทศอ่าวอาหรับ “ไปอยู่กลางอันตรายที่พวกเขาไม่ได้เลือก”

    สงครามปะทุ ทำอสังหาฯ–ท่องเที่ยว–ตลาดทุนทรุด

    เมื่อสงครามปะทุขึ้น หลังสหรัฐ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ยังลามไปถึง “รายได้หลัก” ของประเทศอ่าว

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สนามบิน รวมถึงฐานทัพสหรัฐในประเทศอ่าว และความไม่มั่นคง ทำให้การผลิตและส่งออก “พลังงาน” สะดุด ส่งผลให้รายได้รัฐลดลงทันที

    ผลที่ตามมา บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ Oxford Economics ประเมินว่า เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอ่าวในปีนี้ มีแนวโน้มโตเพียง 2.6% ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม 1.8% สะท้อนว่ากำลังซื้อระดับรัฐกำลังอ่อนแรงลง

    ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบยังลุกลามไปยังหลายภาคส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในภูมิภาคก็ปรับตัวร่วง

    ในขณะนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลดลงถึง 37% เมื่อเทียบรายปีในช่วง 12 วันแรกของเดือนมีนาคม และลดลง 49% เมื่อเทียบรายเดือน ตามการประเมินของนักวิเคราะห์จากรายงาน Goldman Sachs

    อสังหาริมทรัพย์บางแห่ง “ยอมเฉือนราคา” อย่างหนัก ลดกระหน่ำลงถึง 12–15% สะท้อนแรงกดดันที่ถาโถมเข้าสู่ตลาด ตามข้อมูลจากเอเจนต์อสังหาฯ และข้อความบนโซเชียลมีเดียที่สำนักข่าวรอยเตอร์สตรวจสอบ

    ตัวอย่างเช่น ผู้ขายรายหนึ่งต้องการ “ขายด่วน” สำหรับทรัพย์สินใกล้กับ Burj Khalifa ตึกที่สูงที่สุดในโลก โดยข้อความจากเอเจนต์ระบุว่า ผู้ขายตั้งราคาที่ 650,000 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 12% จากราคาก่อนหน้าที่ 735,000 ดอลลาร์ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน

    เฟรเดอริก ชไนเดอร์ นักวิจัยอาวุโสจาก Middle East Council เขียนไว้ว่า “ภาพวิดีโอการระเบิดในดูไบ โดฮา และมานามา ได้ทำลายภาพลักษณ์ ‘ความปลอดภัย’ ที่ประเทศอ่าวพยายามสร้างมาอย่างยาวนาน”

    สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    – ภาพ: Reuters –

    สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    – ควันพวยพุ่งขึ้นจากโรงกลั่นน้ำมันราสทานูราในซาอุดีอาระเบีย หลังถูกโดรนโจมตี (ภาพ: Vantor/ Reuters) –

    ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเตือนว่า การปิดน่านฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลรอมฎอน อาจทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวหายไปสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์

    ทิศทางทุนเปลี่ยนทิศ จาก ‘ขยายอิทธิพล’ สู่ ‘เอาตัวรอด’ ก่อน

    ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เงินจากประเทศอ่าวมหาศาลเหล่านี้ได้ไหลออกไปใน 3 บทบาทหลัก

    หนึ่ง เป็นการลงทุนเชิงรุกทั่วโลก ตั้งแต่หุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐ เมืองอัจฉริยะในยุโรป ไปจนถึงโครงการพลังงาน และเหมืองแร่ในแอฟริกา ประเทศอ่าวไม่ได้เป็นเพียง “นักลงทุน” แต่กำลังซื้ออนาคตของโลกไว้ล่วงหน้า

    สอง การอุ้มเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพภูมิภาค เช่น อียิปต์ เลบานอน ซีเรีย

    ในหลายกรณี เงินจากอ่าวทำหน้าที่เหมือน “ผู้ช่วยชีวิต” ให้ประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นการพยุงค่าเงิน อัดฉีดสภาพคล่อง หรือสนับสนุนการฟื้นฟูหลังสงคราม

    สาม การซื้ออิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์

    เงินไม่ได้แค่สร้างกำไร แต่สร้าง “อำนาจต่อรอง” ยิ่งลงทุนมาก ยิ่งมีเสียงในเวทีโลกมาก นี่คือ ยุคที่เงินอ่าว “เดินเกมรุก” บนกระดานโลก

    แต่เมื่อสงครามอิหร่านปะทุขึ้น บทบาทเหล่านี้กำลังเริ่มเปลี่ยนไป ความเสี่ยงด้านความมั่นคงพุ่งสูง รายได้จากพลังงานเริ่มไม่แน่นอน และความเชื่อมั่นในภูมิภาคถูกสั่นคลอน
    ผลลัพธ์คือ “ลำดับความสำคัญ” ถูกเขียนใหม่ทั้งหมด

    ประเทศอ่าวเริ่มต้องหันกลับมามอง “ภายใน” มากกว่า “ภายนอก” ตั้งแต่งบประมาณถูกโยกเข้าสู่  “กลาโหมและความมั่นคง” เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

    เงินลงทุนอาจถูกเปลี่ยนไปสู่ระบบที่ทำให้ประเทศอยู่รอดได้ เช่น พลังงานสำรอง อาหาร และเส้นทางขนส่งทางเลือก รวมถึงกองทุนความมั่งคั่ง อาจถูกใช้เพื่อพยุงเศรษฐกิจในประเทศ แทนการลงทุนในต่างประเทศ

    นี่ดูเหมือนไม่ใช่แค่การชะลอการลงทุน แต่อาจเป็นการเปลี่ยนทิศทางเงินครั้งใหญ่ จาก “ลงทุนสู่ภายนอก” เพื่อขยายอิทธิพล อาจเปลี่ยนเป็น “ดึงเงินกลับเข้าบ้าน” เพื่อฟื้นฟูประเทศแทน

    “ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญจากสงคราม และความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของภูมิภาคที่ลดลง เราจะต้องทุ่มเวลาไปกับการฟื้นฟูประเทศ เสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกัน และรับมือกับวิกฤติในภูมิภาคโดยตรง” อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์กล่าวยอมรับ

    ขณะเดียวกัน เรเชล เซียมบา นักวิจัยจาก Gulf International Forum ยังชี้ว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ อาจถูกเรียกใช้เพื่อ “พยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ” มากขึ้นแทน เช่น การอัดฉีดเงินเพื่อช่วยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อย่างโรงแรมที่ต้องเผชิญภาวะห้องพักว่างจำนวนมาก

    ด้านทิม คัลเลน นักวิจัยรับเชิญจากสถาบัน Arab Gulf States Institute (AGSI) ในวอชิงตัน และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอ่าวมองว่า ผลกระทบระยะสั้นนั้น “ชัดเจนอยู่แล้ว” และในระยะกลาง การเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็มีแนวโน้มจะต่ำกว่าที่คาด เนื่องจากภูมิภาคนี้จะถูกมองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบระยะยาวยังคงไม่แน่นอน

    “การลงทุนทุกภาคส่วนจะได้รับผลกระทบ”

    “คำถามคือ จะมากแค่ไหน และยาวนานเพียงใด ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าสงครามจะจบลงอย่างไร หากความเสี่ยงของความขัดแย้ง และการหยุดชะงักยังคงอยู่ ก็อาจกลายเป็นผลกระทบถาวรได้” คัลเลน กล่าวทิ้งท้าย

    อ้างอิง: dwreuterswsj

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1226960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u2vtglk-VFAQVVc3VuW5n

  • รอเลย! ‘คนละครึ่ง เฟส 2’ รัฐบาลใหม่ลุยทันที หลังแถลงนโยบาย

    รอเลย! ‘คนละครึ่ง เฟส 2’ รัฐบาลใหม่ลุยทันที หลังแถลงนโยบาย

    ‘สภาพัฒน์’ จ่อชงรัฐบาลใหม่ เร่งคลอด ‘คนละครึ่งพลัส เฟสใหม่’ หลังแถลงนโยบาย ก่อนวางงบปี 70 ทำเฟสต่อไป เร่งช่วยประชาชนท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

    27 มี.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เตรียมจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงาน โดยนอกเหนือจาก 7 มาตรการ ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่เป็นการพุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่งและผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งไม่ให้กระทบกับราคาสินค้ามากและไม่ทำให้เงินเฟ้อขึ้นเยอะนั้น

    ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มคนชั้นกลาง ที่กำลังมีการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ ได้มีการเตรียมไว้หมดแล้ว ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สิ่งที่ควรจะเริ่มดำเนินการทันที อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งต้องเร่งออกมาอย่างน้อย 1 เฟส หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มีอำนาจเต็ม แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของงบประมาณประกอบด้วย จากนั้นจะต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และจึงค่อยดำเนินการโครงการคนละครึ่ง เฟสถัดไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/970480/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WULpVuJ_8n5Y-9RgX_hXd

  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทางออก ทางรอด ในทุกวิกฤติ ของคนไทย | เดลินิวส์

    ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทางออก ทางรอด ในทุกวิกฤติ ของคนไทย | เดลินิวส์

    นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยในระหว่างนำสื่อมวลชนในโครงการสื่อมวลชนสัญจร สืบสานพระราชดำริ ปี 2568 เยี่ยมชมความคืบหน้าในการดำเนินงานและการขยายผลสู่ราษฎร ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถช่วยให้ประชาชนสามารถผ่านวิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากปัญหาด้านพลังงาน หนึ่งในปัจจัยการผลิตและการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมได้เป็นอย่างดี

    “เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่หมายถึงการใช้ชีวิตที่หันมาทำการเพาะปลูกพืชผักเพื่อการบริโภคเท่านั้น หากแต่เป็นการใช้ชีวิตที่มีภูมิคุ้มกัน ไม่ใช้จ่ายเกินกำลังของรายรับ ไม่ลงทุนเกินตัว พึ่งพาตนเองเป็นเบื้องต้น เหลือแจกจ่ายแบ่งปันและขายเป็นรายได้สำหรับเก็บออม อย่างศูนย์ศึกษาการพัมนาเขาหินซ้อนฯ ทุกกิจกรรมที่ขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของราษฎรจะอยู่ภายใต้กรอบการนน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน” นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. กล่าว

    เลขาธิการ กปร. กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในทุกมิติ เช่น ตอนนี้ราคาน้ำมันแพง แทนที่จะใช้รถหลายคันของบ้านหลังหนึ่งก็เดินทางด้วยกันใช้รถเพียงคันเดียว หรือใช้รถโดยสารสาธารณะเช่นรถเมล์ รถไฟฟ้า ก็จะช่วยประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและงบประมาณได้ นี่ก็คือหลักอย่างหนึ่งของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องภาคการเกษตรเพียงอย่างเดียวหากแต่เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิตในสายกลาง ที่จะช่วยให้รอดพ้นวิกฤติ มีภูมิคุ้มกันในเรื่องต่างๆ ได้ เป็นอย่างดี

    “ประเทศไทยเราโชคดีที่ สามารถผ่านพ้นวิกฤติทั้งจากภัยธรรมชาติ ภัยสังคม โรคภัย และภัยจากการเมืองโลกได้ด้วยดีตลอดมา ทุกวิกฤติจะไม่ปรากฎว่ามีคนไทยต้องอดตาย ตรงกันข้ามกลับมีกินมีใช้ทั้งประทังชีวิตและฟื้นฟูการพัฒนาประเทศชาติได้อย่างรวดเร็วภายหลักจากผ่านพ้นวิกฤติ ด้วยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง ศูนย์สาขา 19 แห่ง ศูนย์เรียนรู้ที่เกิดจากการขยายผลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอีก 221 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ ทำหน้าที่เป็นต้นแบบให้ประชาชนเข้าไปศึกษาดูงาน แล้วนำความสำเร็จเหล่านั้นมาปฏิบัติใช้ในครอบครัว ชุมชน ของตนเองภายใต้แนวทางการปฏิบัติตามหลักปรัขญาของเศรษฐกิจพอเพียง พื้นฐานสำคัญที่ทำให้คนไทยสามารถผ่านวิกฤติได้ตลอดมา “ เลขาธิการ กปร. กล่าว

    การนี้คณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ที่ได้สืบสานแนวพระราชดำริ
    ในการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย และจัดทำแปลงสาธิตการพัฒนาด้านเกษตรกรรม เพื่อหารูปแบบในการพัฒนาพื้นที่ดิน
    เสื่อมโทรมให้สามารถนำกลับมาทำการเพาะปลูกได้อีกครั้งหนึ่ง และนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคู่มือ ตำรา หลักสูตรอบรม ตลอดถึงจัดทำแปลงสาธิตเพื่อให้ราษฎรเข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำกลับไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง เป็นแหล่งให้บริการองค์ความรู้แบบ “ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service)”

    พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมและแปลงสาธิต ภายในศูนย์ศึกษาฯ อาทิ ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ฐานเรียนรู้การปลูกและแปรรูปสมุนไพร ฐานเรียนรู้การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมชมผลิตภัณฑ์และผลผลิตของเกษตรกรเครือข่าย ณ ร้านพวงคราม บริเวณด้านหน้าศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ

    สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี 2522 จนปัจจุบันเป็นระยะเวลา 43 ปี ได้ดำเนินการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดิน แหล่งน้ำ และป่าไม้ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับภูมิสังคม ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่ายประหยัด เกษตรกรสามารถนำไปดำเนินการด้วยตนเองได้ และปัจจุบันมีผู้คนที่สนใจ เข้ามาศึกษาเรียนรู้ดูงานเพื่อนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง และท่องเที่ยวชมการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    จากนั้นสื่อมวชนและคณะได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมิตรสัมพันธ์ (นางสาวเครือวรรณ จันทศรี) ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เยี่ยมชมแปลงเกษตรผสมผสาน ประกอบด้วย มะดัน ตะลิงปลิง มะม่วงหาวมะนาวโห่ ฯลฯ ชมผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน อย. และผลการดำเนินงานของเกษตรกรขยายผลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ

    จุดเด่นของศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ คือการนำผลผลิตที่เหลือจากการเกษตรมาแปรรูปเป็นผลไม้แช่อิ่มชนิดต่างๆ รวมถึงผลไม้กวน และการแปรรูปสมุนไพรต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องสำอาง มีการดำเนินชีวิตตามวิถีความพอเพียง ด้วยการนำผลผลิตทางการเกษตรที่เหลือจากบริโภคและขาย มาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ มีการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทั้งจากการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง พร้อมประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าจากแหล่งความรู้ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ มีการวางแผนการปลูก การผลิต การจัดการผลผลิต การแปรรูป การตลาด และการจัดการทางธุรกิจที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ โดยใช้ความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มาสนับสนุน อาทิการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด การทำการเกษตรแบบผสมผสาน การทำบัญชีฟาร์ม การผลิตน้ำหมักชีวภาพ สารไล่แมลง และการผลิตปุ๋ยหมัก การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการพัฒนาช่องทางการตลาดในการจัดจำหน่ายสินค้า เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726324/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AkBMnel42EfpSdG7xbR34

  • 🔴 LIVE ไทยระทม! พิษของแพง วัดฝีมือกู้เศรษฐกิจรัฐบาล | ห้องข่าวไทยโพสต์

    🔴 LIVE ไทยระทม! พิษของแพง วัดฝีมือกู้เศรษฐกิจรัฐบาล | ห้องข่าวไทยโพสต์

    ช็อกต่อเนื่อง กบน. ลดเงินอุดหนุนระลอก เหลืออุ้มดีเซล 16.02 จับตาราคาน้ำมันขยับขึ้นอีก ด้านพิพัฒน์ ออกมาแย้ม อาจเห็นดีเซลราคา 50 บาทต่อลิตร ด้านนายก ฯออกคำสั่งตรวจเข้าคนกักตุน ขณะที่สถานการณ์ราคาสินค้า ก.พาณิชย์ เล็งคุม เม็ดพลาสติก , ซอสปรุงรส ด้านชาวนาโอด สินค้าแพง แต่ราคาข้าวถูก

    สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ : รศ. ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    พบกันเป็นประจำทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 14.00 น.โดยประมาณ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของไทยโพสต์ได้ทุกช่องทางที่
    Website : https://www.thaipost.net/
    Youtube : https://www.youtube.com/c/ThaipostTV
    TikTok : https://www.tiktok.com/@thaiposttk
    Facebook : https://www.facebook.com/thaipost
    Twitter : https://twitter.com/thaipost
    Instagram : https://www.instagram.com/thaipost_ig/
    Line : https://lin.ee/ukteb32

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/tv-online/970522/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Krhuz-i4ekkQnxPHF6rB

  • คอลัมน์การเมือง – โลกน้ำมันแพง ราคาในประเทศยังไงก็ต้องขึ้นตาม  พืชพลังงาน คือ ทางรอดที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายใน

    คอลัมน์การเมือง – โลกน้ำมันแพง ราคาในประเทศยังไงก็ต้องขึ้นตาม พืชพลังงาน คือ ทางรอดที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายใน

    เมื่อวานนี้ มีการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดในประเทศไทย 6 บาทต่อลิตร

    ในมาเลเซีย ก็มีการปรับขึ้นดีเซล 7 บาทต่อลิตร ในวันเดียวกัน

    ความจริงที่หลายคนแกล้งไม่รู้ คือ ราคาน้ำมันในโลกตอนนี้พุ่งทะยานไปมากกว่านั้น ขึ้นตั้งนานแล้วด้วย

    ราคาขายปลีกในเกือบทุกประเทศบนโลกใบนี้ ทั้งประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่งออก และประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นอย่างไทย ต่างปรับราคาขายปลีกในประเทศไปแล้วเกือบหมด ตั้งแต่เริ่มปิดช่องแคบฮอร์มุซกันโน่นเลย

    ยังมีประเทศไทยที่ตรึงราคา พยายามอั้นมาเรื่อย เพราะต้องการพยุงให้คนไทยได้ใช้น้ำมันราคาถูก บิดเบือนสภาพความเป็นจริง

    ที่สำคัญ ขนาดปรับราคาล่าสุดแล้ว ราคาขายปลีกดีเซลในไทยยังถูกกว่าอีกหลายๆ ประเทศ รวมทั้งถูกกว่ามาเลเซีย

    นั่นเพราะกองทุนน้ำมันฯ ยังอุ้มดีเซลอยู่อีกลิตรละ 19 บาท

    แต่แรงปั่นกระแสด่า สนองอารมณ์โกรธของผู้คน ผสมการหวังผลทางการเมืองของฝ่ายที่พ่ายแพ้เลือกตั้งมาหมาดๆ เสียงดังกว่าเหตุผลเสมอ

    1. ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกช่วงวันที่ 17 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 198 เหรียญ แต่เมื่อ 23 มีนาคมที่ผ่านมาสูงขึ้นถึง 242 เหรียญ ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปทั่วโลกขยับขึ้นหมด

    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขาดสภาพคล่อง ติดลบมากขึ้น

    ปัจจุบัน ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท และกองทุนน้ำมันเริ่มขาดสภาพคล่อง เนื่องจากมีเงินไหลออกประมาณวันละกว่า 2,500 ล้านบาท

    การปรับลดการชดเชยเงินกองทุนน้ำมันในครั้งนี้ ทำให้กองทุนน้ำมันจะยังมีการช่วยเหลือน้ำมันเฉพาะกลุ่ม เช่น น้ำมันดีเซล ซึ่งมีผลทางเศรษฐกิจ ยังมีการช่วยเหลืออยู่ได้ (ตอนนี้ช่วยลิตรละ 19 บาท)

    ส่วนในกลุ่มของแก๊สโซฮอล์ทั้ง E10 และ E20 กองทุนน้ำมันยังคงสนับสนุนให้กับประชาชนได้ใช้ในราคาที่ถูกอยู่

    2. ทำไมการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลไทยถึงล้มเหลว

    อาจารย์ณัฐวุฒิ เผ่าทวี Nattavudh Powdthavee ให้มุมมองความเห็นที่น่าสนใจ ว่าด้วยเรื่อง ทำไมการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลไทยถึงล้มเหลว และเราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

    ระบุว่า

    “เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรหลังราคาน้ำมันดิบโลกได้พุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามในตะวันออกกลาง

    หลายคนอาจรู้สึกโล่งใจว่ารัฐบาลได้ช่วยแบกรับภาระ oil shock ในครั้งนี้แทนประชาชน

    แต่เมื่อคืนที่ผ่านมา (25 มีนาคม) ซึ่งผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือน นโยบายนี้ก็พังทลายลง

    เพราะว่ากองทุนน้ำมันฯต้องอุดหนุนราคาวันละเกือบ 2,500 ล้านบาทในช่วงที่พีคจริงๆ รวมแล้วกว่า 20,000 ล้านบาทในเวลาสามสัปดาห์ ซึ่งก็ทำให้รัฐบาลต้องยอมปล่อยให้ราคาลอยตัวตามกลไกตลาด ราคาที่ปั๊มพุ่งขึ้นทันที

    รัฐบาลดำเนินขั้นตอนผิดตรงไหน?

    ถ้าเราพูดกันในเชิงทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ล่ะก็ การตรึงราคาสินค้าให้ต่ำกว่าราคาตลาดมักนำไปสู่ปัญหาที่คาดเดาได้ล่วงหน้าเสมอ

    ประการแรก คือ การกักตุน เมื่อราคาที่ปั๊มต่ำกว่าราคาส่ง คนที่มีเงินและมีรถก็จะเติมน้ำมันเต็มถังอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการอุดหนุนไม่ใช่คนจน แต่คือคนที่ขับรถหลายคัน

    ประการที่สอง คือ ความไม่ยั่งยืนทางการคลัง เงินในกองทุนน้ำมันฯมีจำกัด การอุดหนุนวันละ 2,500 ล้านบาทไม่สามารถทำได้นาน และเมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องถอนการอุดหนุน ราคาก็ขึ้นรวดเดียวแบบช็อก แทนที่จะค่อยๆ ปรับขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

    ประการที่สาม คือ สัญญาณราคาที่บิดเบือน ราคาที่แท้จริงบอกให้เราประหยัดพลังงาน หาทางเลือกอื่น หรือปรับพฤติกรรม แต่เมื่อราคาถูกตรึงเทียมๆ ทุกคนก็ใช้เหมือนเดิม ทั้งที่ทรัพยากรกำลังหายากขึ้นกว่าแต่ก่อน

    และถ้าเรามองย้อนกลับไป รัฐบาลควรทำอะไรแทน?

    คำตอบที่นักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมส่วนใหญ่เห็นตรงกัน คือ อย่าอุดหนุนราคาสินค้า แต่จ่ายตรงไปยังคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

    แทนที่จะใช้เงิน 2,500 ล้านบาทต่อวันเพื่ออุดหนุนน้ำมันให้ทุกคนรวม ซึ่งก็รวมไปถึงคนรวยที่มีเงินพอซื้อน้ำมันที่มีราคาสูงด้วยตัวเอง ให้โอนเงินตรงไปยังครัวเรือนรายได้น้อย คนขับรถสาธารณะ เกษตรกร และชาวประมง

    (ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็ได้ออกมาประกาศว่ากำลังจะเริ่มทำ แต่ก็หลังจากการเสียเงินไปมหาศาลเรียบร้อยแล้ว)

    นโยบายแบบนี้ ถูกกว่า ตรงเป้ากว่า และไม่บิดเบือนตลาด

    นโยบายที่ดูเหมือน “ช่วยทุกคน” มักไม่ได้ช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆมากที่สุด และบางครั้งกลับทำให้สถานการณ์แย่ลงในระยะยาว

    การตรึงราคาน้ำมันครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยประหยัดเงินประชาชน มันแค่เลื่อนความเจ็บปวดออกไป แล้วยังเพิ่มต้นทุนให้ประเทศชาติอีกด้วย

    ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลไม่ควรช่วยประชาชนในยามวิกฤตแต่บอกว่า “วิธีที่ช่วย” สำคัญพอๆ กับ “เจตนาที่จะช่วย”

    และนี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลอนาคตก็ตาม..”

    3. ไบโอดีเซล ไฟท์บังคับที่ต้องเลือก คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายใน

    คุณ Johnny Pereira ให้ความข้อมูลและความเห็นที่น่าสนใจว่าด้วยเรื่อง“ไบโอดีเซล ไฟท์บังคับที่อาจต้องเลือก”

    ระบุว่า การผสม B100 (น้ำมันปาล์ม) ลงไปในน้ำมันดีเซล ไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันดีเซล “ ถูกลง” สำหรับผู้บริโภค

    ตรงกันข้าม มันทำให้น้ำมัน แพงขึ้นเสียด้วยซ้ำ แต่มันคือการ “ยอมจ่ายแพงกว่า” เพื่อซื้อความมั่นคงทางพลังงาน ลดภาวะความขาดแคลน (ไม่ต้องพึ่งพานำเข้า 100%) และเป็นการกระจายรายได้สู่เกษตรกรในประเทศ

    …หากสมมุติสถานการณ์ว่า “รัฐบาลยกเลิกการใช้กองทุนน้ำมันเพื่ออุดหนุน (กองทุน = 0 บาท)” ไม่ลดภาษีสรรพสามิต และปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามกลไกตลาดโลก 100%

    ผมได้นำโครงสร้างราคาวิกฤต (จากช่วงปี 2565) มาใช้เป็นฐานในการคำนวณเพื่อให้เห็นภาพผลกระทบต่อราคาหน้าปั๊มแบบตรงไปตรงมาครับ

    ตัวอย่างจำลอง: แก้น้ำมันดีเซลขาดแคลน ด้วยการเพิ่มสัดส่วน B100

    รัฐบังคับเพิ่มสัดส่วน B100 เพื่อสู้กับน้ำมันดิบขาดแคลน

    สมมุติว่า เกิดวิกฤตน้ำมันดิบขาดแคลนรัฐบาลไทยจึงประกาศเพิ่มการผสม B100จากเดิม 7% (B7) ขึ้นเป็น 20% (B20) เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับราคาแบบโดมิโนครับ :

    สถานการณ์ตั้งต้น (ก่อนวิกฤต – B7):

    ราคาเนื้อดีเซลล้วน (นำเข้า) = 30 บาท/ลิตร

    ราคา B100 = 40 บาท/ลิตร

    ต้นทุนผสม B7: (30×0.93) + (40×0.07) = 30.70 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปาล์มขวด = 45 บาท/ขวด

    เมื่อเกิดวิกฤต และประกาศใช้ B20 : เมื่อโรงกลั่นน้ำมันทั่วประเทศต้องซื้อ B100 เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศจะขาดตลาดทันที ส่งผลให้ราคา CPO พุ่งทะยานทะลุเพดาน:

    ผลกระทบต่อน้ำมันปาล์มบริโภค (ราคาพุ่งแรง): เมื่อ CPO ถูกดึงไปทำน้ำมันรถยนต์หมด โรงงานทำน้ำมันขวดต้องแย่งประมูลซื้อ CPO ในราคาที่แพงขึ้นมาก

    ผลลัพธ์: ต้นทุนน้ำมันปาล์มขวดอาจจะกระโดดจาก 45 บาท ขึ้นไปแตะ 60 – 70บาท/ขวด ทันที (นี่คือสาเหตุที่กระทรวงพาณิชย์มักจะค้านกระทรวงพลังงานเวลาจะเพิ่มสัดส่วน B100 ในช่วงที่ปาล์มขาดตลาด)

    ผลกระทบต่อราคาดีเซล (อาจแพงขึ้นเล็กน้อย แต่เงินไม่รั่วไหล):

    สมมุติราคา B100 พุ่งไปเป็น 50 บาท/ลิตร (เพราะ CPO แพงขึ้น) และดีเซลนำเข้าพุ่งไป 40 บาท/ลิตร

    ต้นทุนผสม B20 แบบใหม่: (40×0.80) + (50×0.20) = 42.00 บาท/ลิตร

    แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่รัฐยอมแลก เพราะดีกว่าปล่อยให้ประเทศไม่มีน้ำมันใช้ และยังเป็นการหมุนเวียนเงินหมื่นล้านบาทให้อยู่ภายในประเทศแทนการจ่ายให้ตะวันออกกลาง

    ผลดีต่อเกษตรกรและธุรกิจน้ำมันปาล์ม

    หากรัฐใช้นโยบายเพิ่มสัดส่วน B100 นี่คือ “ยุคทอง” ของวงการปาล์มน้ำมันไทยครับ:

    ฝั่งเกษตรกรชาวสวนปาล์ม: เมื่อตลาดมีความต้องการ CPO สูงมาก ลานเทและโรงสกัดจะแย่งกันรับซื้อ “ผลปาล์มสด” จากเกษตรกร ราคาผลปาล์มหน้าสวนอาจขยับจาก 4-5 บาท/กก. ขึ้นไปแตะ 8-10 บาท/กก. ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    ฝั่งธุรกิจโรงสกัดและโรงกลั่น (B100): เครื่องจักรเดินเต็มกำลัง (Economy of Scale): โรงงานได้ผลิตเต็มกำลังการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อลิตรลดลง

    กำไรจากสต๊อก (Stock Gain): โรงงานที่ตุนน้ำมันปาล์มดิบไว้ในแท็งก์ตอนราคาถูก จะได้กำไรมหาศาลเมื่อราคาตลาดพุ่งสูงขึ้น

    ตลาดในประเทศมั่นคง: ไม่ต้องไปแข่งขันเรื่องราคาส่งออกกับอินโดนีเซียหรือมาเลเซียในตลาดโลก เพราะแค่ขายให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศก็ผลิตแทบไม่ทันแล้ว…”

    สรุป โลกน้ำมันแพง ในประเทศยังไงก็ต้องขึ้นตาม (จะช้าหรือเร็ว และจะใช้เงินอุ้มได้นานแค่ไหนเท่านั้นเอง)

    ที่รัฐบาลมีแนวทางเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซล เอทานอล ที่ผลิตจากพืชในประเทศมากขึ้น คือแนวทางที่ถูกต้อง ควรสนับสนุน

    การใช้น้ำมันที่เป็นพืชพลังงานในประเทศ คือ ทางรอดที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายในของเราเอง

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A436fLGMgRjgf28ksutwC

  • ย้อนรอย 5 วิกฤตพลังงานโลก สะเทือนเศรษฐกิจแบบโดมิโน

    ย้อนรอย 5 วิกฤตพลังงานโลก สะเทือนเศรษฐกิจแบบโดมิโน

    ย้อนรอย 5 วิกฤตพลังงานโลก สะเทือนเศรษฐกิจแบบโดมิโน

    วิกฤตพลังงานโลกเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างผลกระทบระลอกใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลกในหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะการปรับตัวของราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงขึ้นอย่างกระทันหัน ซึ่งทำให้เกิดความไม่สมดุลในเศรษฐกิจระดับประเทศ และนำไปสู่ผลกระทบในหลากหลายด้านที่กระทบต่อทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ เรามาย้อนรอย 5 วิกฤตพลังงานที่ส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกในอดีต ซึ่งมีผลเชื่อมโยงกันอย่างโดมิโนในระยะยาว

    1.วิกฤตปี 1973 (Oil Crisis 1973)
    วิกฤตน้ำมันปี 1973 เกิดจากการคว่ำบาตรของกลุ่ม OPEC ที่จำกัดการผลิตน้ำมันและลดปริมาณการส่งออก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน โดยมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการผลิตและราคาสินค้าทั่วโลก จนเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) ที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    2. วิกฤตปี 1979 (Oil Crisis 1979)
    หลังจากวิกฤตในปี 1973 ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและอิรักนำไปสู่การลดการผลิตน้ำมันอีกครั้งจากประเทศใน OPEC ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ ที่มีการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง

    3.วิกฤตวิกฤตพลังงานปี 1990 (Gulf War)
    การรุกรานคูเวตโดยอิรักในปี 1990 ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในระยะสั้น ขณะที่ความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานและการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    4.วิกฤตปี 2008 (Financial Crisis)
    แม้จะไม่ใช่วิกฤตพลังงานโดยตรง แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเกิน 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2008 เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงินโลกในช่วงเดียวกัน ทำให้การลงทุนภาคธุรกิจลดลงและภาคการขนส่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูง

    5.วิกฤตน้ำมันในปี 2020 (COVID-19 and Oil Price Crash)
    ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 ราคาน้ำมันทั่วโลกตกลงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นลบในเดือนเมษายน 2020 จากการลดลงของความต้องการใช้พลังงานทั่วโลก รวมถึงการขัดขวางในห่วงโซ่อุปทานต่างๆ โดยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากวิกฤตโรคระบาด

    การย้อนรอยวิกฤตพลังงานโลกทำให้เห็นชัดเจนว่า การขึ้นลงของราคาพลังงานไม่ได้มีผลเพียงแค่ในภาคพลังงานเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบข้ามภาคส่วนไปสู่ภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นมีลักษณะเหมือนโดมิโน ซึ่งสามารถขยายผลกระทบไปได้หลายด้าน ทั้งในภาคธุรกิจและระดับประเทศ

    #วิกฤตพลังงาน #เศรษฐกิจโลก #ราคาน้ำมัน #OilCrisis #วิกฤตการเงิน #เศรษฐกิจ #DominoEffect #พลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/137574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EhWV6iJlU32YEqaLNwjEB

  • “เยอรมนี” ซัดเดือด “ทรัมป์” น่ารังเกียจ เตรียมแผนตอบโต้เศรษฐกิจสหรัฐ หากบีบร่วมสงคราม | TOPNEWS

    “เยอรมนี” ซัดเดือด “ทรัมป์” น่ารังเกียจ เตรียมแผนตอบโต้เศรษฐกิจสหรัฐ หากบีบร่วมสงคราม | TOPNEWS

    “เยอรมนี” ซัดเดือด “ทรัมป์” น่ารังเกียจ เตรียมแผนตอบโต้เศรษฐกิจสหรัฐ หากบีบร่วมสงคราม

    • เผยแพร่ : 27/03/2026 12:04

    ข่าวเด่น เช้าข่าวเข้ม | 27 มี.ค. 69 | ช่วง 1

    – ทรัมป์ประกาศ เลื่อนโจมตีพลังงานอิหร่าน ออกไปอีก 10 วัน
    – “ทรัมป์” ยืดเส้นตายโจมตีพลังงานอิหร่าน 10 วัน อ้างเจรจา “ไปได้ดี”
    – รูบิโอเผย เจรจากับอิหร่านคืบหน้า ปากีสถานเป็นตัวกลาง
    – ปากีสถานยันมุ่งมั่นทำหน้าที่คนกลางเจรจาสันติภาพสหรัฐ VS อิหร่าน
    – ส่องราคาน้ำมันอาเซียน 10 ชาติ ไทย อยู่ตรงไหนในสมรภูมิ
    – ส่องราคาน้ำมันอาเซียน สิงคโปร์พุ่งทะลุ 100 บาท/ลิตร ขณะที่ลาว-เมียนมาดีดตัวกว่า 100% ด้านไทยแม้น้ำมันขึ้น 6 บาท แต่ยังติดอันดับราคากลางๆ
    – “นายกฯสเปน” เดือด ซัดทรัมป์ จุดไฟเผาโลก คนอื่นต้องมาแบกรับขี้เถ้า
    – อิหร่านจะปล่อยให้เรือน้ำมันของ “มาเลเซีย” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
    – สเปนซัดสหรัฐ-อิสราเอล “ทำสงครามผิดกฎหมาย” ทำชาวโลกต้องรับภาระเศรษฐกิจ
    – เยอรมนีเดินหน้ามาตรการคุมราคาน้ำมัน หลังสงครามทำต้นทุนพุ่งสูง ให้ปรับได้เพียงวันละ 1 ครั้ง
    – พอกันที “เยอรมนี” ไม่เกรงใจ ซัดเดือดก้าวพลาดของ “ทรัมป์” ซ้ำเติมวิกฤต เตรียมแผนตอบโต้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หากทรัมป์บีบยุโรปให้ร่วมสงครามอิหร่าน
    – “พาณิชย์” เร่งคุมค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำมันพุ่ง ดันสินค้าควบคุม 66 รายการ – อัดมาตรการ – เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพ

    #topnewstv #เยอรมนี #สหรัฐอเมริกา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1529314&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Blg0lZojJWikCPZx5fqOe

  • ‘สุดาวรรณ’ ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรีไม่ผ่าน ‘นิกร โสมกลาง’ นั่งแทน | เดลินิวส์

    ‘สุดาวรรณ’ ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรีไม่ผ่าน ‘นิกร โสมกลาง’ นั่งแทน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ภายหลังการยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบประวัติ และคุณสมบัติผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ปรากฏว่า น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อนั่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่าน โดยตำแหน่งดังกล่าวยังเป็นโควตาของ น.ส.สุดาวรรณ 

    ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครั้งนี้จะมีการส่งนายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา ในฐานะคนใกล้ชิด เข้ารับตำแหน่งแทน โดยจะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาลในวันเดียวกันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5725442/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qu8j2UGjmwxXSSKXX834E

  • ตอกย้ำความเป็นเลิศ! จุฬาฯ คว้าอันดับ1ของไทย 46สาขาวิชา Top100 ของโลก 8สาขาวิชา

    ตอกย้ำความเป็นเลิศ! จุฬาฯ คว้าอันดับ1ของไทย 46สาขาวิชา Top100 ของโลก 8สาขาวิชา

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

    จุฬาฯ ตอกย้ำความเป็นเลิศระดับโลก คว้าอันดับ 1 ของไทย 46 สาขาวิชา Top 100 ของโลก 8 สาขาวิชา และทะยานสู่ Top 200 ของโลกถึง 37 สาขาวิชา จาก QS World University Rankings by Subject 2026

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศและระดับสากลอีกครั้ง กับผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกตามสาขาวิชา “QS World University Rankings by Subject ประจำปี 2026” ซึ่งในปีนี้ จุฬาฯ ได้รับการประเมินและจัดอันดับรวมทั้งสิ้น ถึง 60 สาขาวิชา ผลลัพธ์ในปี 2026  สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพทางวิชาการและการวิจัยที่แข็งแกร่ง โดยมีสถิติที่น่าภาคภูมิใจ ดังนี้

    – ครองอันดับ 1 ของประเทศไทย มากถึง 46 สาขาวิชา
    – ติดอันดับชั้นนำระดับโลก (Top 200 ของโลก) ถึง 37 สาขาวิชา
    – สาขาวิชาที่โดดเด่นระดับโลก (Top 100 ของโลก)

    ในปีนี้ จุฬาฯ มีสาขาวิชาที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนก้าวเข้าสู่ 100 อันดับแรกของโลกหลายสาขา ได้แก่

    • Dentistry (อันดับ 32 ของโลก)
    • Engineering – Petroleum (อันดับ 65 ของโลก)
    • Engineering – Mineral & Mining (อันดับ 71 ของโลก)
    • Veterinary Science (อันดับ 71 ของโลก)
    • Performing Arts (อันดับ 75 ของโลก)
    • Development Studies (อันดับ 89 ของโลก)
    • Hospitality & Leisure Management (อันดับ 91 ของโลก)
    • English Language & Literature (อันดับ 98 ของโลก)

     ความเป็นเลิศในระดับกลุ่มสาขาวิชา (Broad Subject)  ไม่เพียงแต่สาขาวิชาเฉพาะทางเท่านั้น แต่ในระดับกลุ่มสาขาวิชา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 200 ของโลก ถึง 4 กลุ่มสาขาหลัก ได้แก่

    • Arts & Humanities (อันดับ 118 ของโลก)
    • Social Sciences & Management (อันดับ 141 ของโลก)
    • Life Sciences & Medicine (อันดับ 157 ของโลก)
    • Engineering & Technology (อันดับ 194 ของโลก)

    ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การสร้างสรรค์งานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงระดับสากล ตลอดจนการได้รับการยอมรับจากทั้งแวดวงวิชาการระดับโลก และจากผู้จ้างงานอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS World University Rankings by Subject 2026 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.topuniversities.com/world-university-rankings

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/955053&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q0TsrKyyaehGmnIK72tAV