Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ เปิดเวทีประชาคมระดับจังหวัด ระดมความคิดเห็นทำแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ เปิดเวทีประชาคมระดับจังหวัด ระดมความคิดเห็นทำแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี | TOPNEWS

    นครสวรรค์ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็นประกอบการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. 2571 – 2575 และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดนครสวรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ระดับจังหวัด

    วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่เจ้าพระยาคอนเวนชั่นฮอลล์ ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในการเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็นประกอบการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. 2571 – 2575 และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดนครสวรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ระดับจังหวัด โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการทั้งสังกัดส่วนภูมิภาคและสังกัดส่วนกลาง ผู้บริหารสถาบันการศึกษา นายอำเภอทุกอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว

    สืบเนื่องด้วยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 มาตรา 21 กำหนดให้การจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ต้องคำนึงถึงความต้องการและศักยภาพของประชาชนในจังหวัด ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาประเทศด้านต่างๆ รวมถึงความพร้อมของภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน โดยจะต้องดำเนินการสำรสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ก.น.บ. กำหนด เพื่อให้ทราบถึงความต้องการและศักยภาพของประชาชนในพื้นที่

    การดำเนินการที่ผ่านมาจังหวัดได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ส่วนราชการและหน่วยงานในพื้นที่ในระดับอำเภอ ครบทุก 15 อำเภอ เรียบร้อยแล้ว

    ซึ่งในวันนี้เป็นการจัดเวทีระดมความคิดเห็นในระดับจังหวัด โดยใช้กระบวนการประชาคมแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้มาซึ่งปัญหาและความต้องการจากประชาชนในพื้นที่ และร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับโอกาสและศักยภาพของจังหวัด ซึ่งจังหวัดจะนำผลการประชุม ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะของที่ประชุมไปใช้เป็นกรอบในการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ ในระยะ 5 ปี ก่อนที่จะแปลงไปสู่แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด เพื่อกำหนดโครงการหรือกิจกรรมที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเชิงพื้นที่ได้

    อัมพณ จับศรทิพย์ ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.นครสวรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1529820&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W3MMBF-_hh_J14ZGVMJR-

  • ผอ.กองการศึกษา เปิดศึกบีบคอคร่อมตบครูในศูนย์เด็กเล็ก ไม่แคร์เด็กนอนหลับ

    ผอ.กองการศึกษา เปิดศึกบีบคอคร่อมตบครูในศูนย์เด็กเล็ก ไม่แคร์เด็กนอนหลับ

    ผอ.กองการศึกษา เปิดศึกบีบคอคร่อมตบครูในศูนย์เด็กเล็ก ไม่แคร์เด็กนอนหลับ

    ฉาว! ผอ.กองการศึกษา เปิดศึกบีบคอคร่อมตบครูในศูนย์เด็กเล็ก ไม่แคร์เด็กชั้นอบุบาลกำลังนอนหลับในห้อง

    จากกรณีเพจ “กำแพงเพชร ร้องเรียนอะไร บอกไว้ที่นี่“ โพสต์คลิปเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.แห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร โดยเวลาดังกล่าวเด็กนักเรียนชั้นอบุบาลกำลังนอนหลับกลางวัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ระหว่าง ผอ.กองการศึกษา และครูศูนย์พัฒนาเด็ก พร้อมข้อความว่า ผอ.กองการศึกษา อบต.แห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร เปิดศึกกับครูผู้สอน ที่ศูนย์เด็กเล็กของ อบต. ต่อหน้าเด็กที่กำลังนอนหลับอยู่ ถูกหยุมหัว ล้มทับ บีบคอ บีบหน้าอก เบื้องต้นได้เข้าแจ้งความแล้วตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว

    สตริงเกอร์ กำแพงเพชร
    ผอ.กองการศึกษาเปิดศึกบีบคอคร่อมตบครูในศูนย์เด็กเล็ก

    สมาชิกเพจกำแพงเพชรร้องเรียนอะไรบอกไว้ที่นี่ ส่งคลิปและภาพร้องขอความเป็นธรรม จากกรณีถูกผู้บริหารกองการศึกษาอบต.แห่งหนึ่ง ในเขตอำเภอเมืองกำแพงเพชร ทำร้ายร่างกายในขณะปฏิบัติหน้าที่ ต่อหน้าลูกศิษย์เด็กเล็ก หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะผู้ก่อเหตุเป็นผู้บังคับบัญชา

    เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 69 เวลาประมาณ 13:30 น ขณะที่คุณครูผู้สอน ในศูนย์เด็กเล็กอบต.แห่งหนึ่ง กำลังปฏิบัติหน้าที่เอาเด็กหลับกลางวันอยู่นั้น ผู้อำนวยการกองการศึกษา ได้เดินเข้ามาต่อว่าพร้อมทำร้ายร่างกาย ครูผู้สอนถึง 2 คน ในห้องเรียน โดยใช้กำลังทำร้าย จิกหัว บีบคอ และบีบหน้าอก จนทำให้ได้รับบาดเจ็บ จึงนำเรื่องมาร้องเพจขอความเป็นธรรม และขอนำเรียนให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมขอความเป็นธรรมให้ตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และพิจารณาดำเนินการต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ข้อมูลเบื้องต้นว่าเหตุดังกล่าว เกิดขึ้นในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อบต.อ่างทอง อ.เมืองกำแพงเพชร โดย “นายโชคชัย ถมอินทร์“ นายก อบต.อ่างทอง ให้ข้อมูลว่าขณะนี้กำลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว โดยชนวนเหตุเกิดจากความขัดแย้งในการทำงานร่วมกันเป็นเวลานาน โดยขณะนี้ครูศูนย์เด็กเล็ก 2 คน ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/271940&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oydlzqlA8M5fJhlYq8-Kg

  • น้ำมันขาด-ราคาพุ่งฉุดมู้ดท่องเที่ยว สงกรานต์ 2569 ซึม ททท.คาดเงินสะพัด 3 หมื่นล้าน

    น้ำมันขาด-ราคาพุ่งฉุดมู้ดท่องเที่ยว สงกรานต์ 2569 ซึม ททท.คาดเงินสะพัด 3 หมื่นล้าน

    วันนี้(วันที่ 28 มีนาคม 2569) การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ต้องเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ เพราะไม่เพียงต้องลุ้นว่าจะมีน้ำมันเพียงพอ หรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันว่าไม่มีปัญหาน้ำมันขาดแคลน

    ทั้งยังต้องชั่งใจกับเงินในกระเป๋า หลังราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอีก 6 บาทต่อลิตร  ทำให้การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์นี้ คนไทยส่วนใหญ่ยังคงรอดูสถานการณ์

    ประกอบกับปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินผ่านฮับตะวันออกกลางเข้าไทยหดตัว ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวสงกรานต์นี้ไม่คึกคักมากนักเหมือนทุกปี

    แอตต้า ประเมินเที่ยวสงกรานต์หด 2030%

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าปัจจุบันตัวเลขนักท่องเที่ยวหดตัว ประมาณ 30% โดยเที่ยวบินเส้นทางระหว่าง ไทย – จีน ปัจจุบันเดือนเมษายน ลดลงเหลือ ประมาณ 35%

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในประเทศชะลอตัว จากการขาดความเชื่อมั่น การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อการเดินทาง ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอีก 6 บาทต่อลิตร จะมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของชนชั้นกลางลงไป จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น

    รวมถึงภาวะกดดันจากค่าครองชีพที่ต้องสูงขึ้นตามมา และการเลิกจ้างงานในอนาคตจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่รายได้ไม่ได้มากขึ้น

    สงกรานต์ 2569

    ดังนั้นการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 การเดินทางทั้งคนไทย และต่างชาติลดลงประมาณ 20-30% จากการประเมินแบบข้อมูลทั่วไป และจะมีผลต่อเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของประเทศที่อาจหดตัว จากต้นทุนพลังงานที่ส่งผลต่อทุกภาคส่วนเป็น โดมิโน เอฟเฟก

    แนะ 3 มิติ ฟื้นความเชื่อมั่นไทยเที่ยวไทย

    ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ถ้าราคาน้ำมันยังสูงขึ้นเรื่อยๆ และยังจำกัดการขายน้ำมันอยู่ จะกระทบการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์นี้อย่างแน่นอน

    จากกระแสความกังวลเรื่องราคานํ้ามันและภาวะตึงตัวของพลังงาน ซึ่งกำลังลุกลามจนกลายเป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยลังเลที่จะเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก การดึงศักยภาพของ Domestic Tourism Buffer มาใช้ประคองอุตสาหกรรม ควรเร่งดำเนินการใน 3 มิติดังนี้

    1.ด้านนโยบาย ต้องเร่งสื่อสารข้อเท็จจริงด้านพลังงานว่าภาพรวมประเทศไม่ได้ขาดแคลนนํ้ามัน เนื่องจากโรงกลั่นยังเดินเครื่องเต็มกำลังผลิตได้ถึง 175 ล้านลิตรต่อวัน แต่ภาวะตึงตัวตามสถานีบริการเกิดจากประชาชนตื่นตระหนกและแห่กักตุน จนความต้องการใช้พุ่งจาก 67 ล้านลิตร เป็นกว่า 84 ล้านลิตรต่อวัน

    ควรพิจารณามาตรการควบคุมต้นทุนค่าการกลั่นในช่วงวิกฤต รวมถึงออกมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ต้นทุนของภาคธุรกิจท่องเที่ยวสูงขึ้นจนต้องผลักภาระไปให้นักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้เพื่อลดความกังวลในการขับรถยนต์ อาจพิจารณามาตรการสนับสนุนการเดินทางด้วยเครื่องบินในประเทศ เช่น การลดค่าธรรมเนียมสนามบิน หรือสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนการเดินทางทางรถยนต์สำหรับจุดหมายปลายทางระยะใกล้ถึงปานกลาง

    ยุทธศักดิ์ สุภสร

    2.ด้านการบริหารจัดการ โดยจัดสรรโควตานํ้ามันเพื่อการท่องเที่ยว (Tourism Oil Quota) บริหารความเสี่ยงทางโลจิสติกส์ด้วย การจัดสรรโควตานํ้ามันเฉพาะสำหรับภาคการท่องเที่ยว หรือจัดตั้งช่องทางเติมนํ้ามันฉุกเฉินเฉพาะกิจ เพื่อการันตีว่ารถโดยสารสาธารณะและนักท่องเที่ยวจะไม่ติดค้างหรือหาที่เติมนํ้ามันไม่ได้ระหว่างการเดินทาง

    การผ่อนปรนข้อจำกัดด้านเวลา โดยอนุญาตให้รถบรรทุกนํ้ามันสามารถวิ่งกระจายนํ้ามันไปยังสถานีบริการต่าง ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเติมเต็มสต็อกในพื้นที่ท่องเที่ยวให้ทันท่วงที

    3.ด้านการตลาดส่งเสริมท่องเที่ยว แคมเปญอุดหนุนแบบ Co-payment ที่มีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นการเดินทางข้ามจังหวัด โดยผูกเงื่อนไขเพื่อกระจายรายได้สู่เมืองรอง เช่น การสนับสนุนเงินจำนวน 1,000 บาท สำหรับทริป 2 วัน 1 คืน ใน 1 จังหวัด หรือ 2,000 บาท สำหรับทริป 3 วัน 2 คืน ที่เดินทางเชื่อมโยง 2 จังหวัด

    แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจกระทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำการตลาดโดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวในประเทศที่มีกำลังซื้อสูง (High-yield) ให้เดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้หรือพักผ่อนในแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพื่อเยียวยาความเครียดจากภาวะเศรษฐกิจและวิกฤตพลังงาน

    การฟื้นฟูความเชื่อมั่น เร่งทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าปริมาณนํ้ามันสำรองของไทยมีเพียงพอสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว และธุรกิจบริการยังเปิดรับนักท่องเที่ยวตามปกติ เพื่อดึงความเชื่อมั่นในการวางแผนท่องเที่ยวกลับคืนมา และไม่ซํ้ารอยกงสุลมาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา ออกประกาศเตือนชาวมาเลเซียให้ชะลอการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ช่วงหยุดยาวรายอ เนื่องจากกังวลปัญหาวิกฤตขาดแคลนนํ้ามันในพื้นที่และการคุมเข้มจำกัดการซื้อนํ้ามันในประเทศไทย

    เตรียมน้ำมันรับเทศกาลสงกรานต์

    ต่อเรื่องนี้นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มปริมาณการสำรองน้ำมัน รวมถึงเตรียมคลังน้ำมันเคลื่อนที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงที่มีการเดินทางจำนวนมาก

    โดยข้อมูล ณ วันที่ 23 มีนาคม ระบุว่า มีการผลิตน้ำมันดีเซล (B7) อยู่ที่ 90.7 ล้านลิตร และมีปริมาณสำรองอีก 43 ล้านลิตร

    ขณะเดียวกัน กรมธุรกิจพลังงานอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบแดชบอร์ด เพื่อติดตามเส้นทางการขนส่งน้ำมันตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงสถานีบริการ เพื่อเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ โดยขอเวลาในการพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้ระบบมีความแม่นยำและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายสราวุธ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้มีการเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบมากขึ้น จากการปรับลดสัดส่วนการสำรองน้ำมัน เพื่อให้สามารถกระจายการขนส่งได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขยายระยะเวลาในการขนส่ง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศให้รวดเร็วขึ้น

    แม้บางสถานีบริการอาจยังประสบปัญหาอยู่บ้าง แต่ได้เร่งปรับแผนการขนส่งอย่างเต็มที่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรน้ำมันให้กลุ่มผู้ค้าส่ง หรือจ๊อบเบอร์ (Jobber) ไปแล้วกว่า 7 ล้านลิตร เพื่อช่วยกระจายไปยังผู้ใช้น้ำมัน และลดความแออัดในสถานีบริการ

    ททท.คาดท่องเที่ยวสงกรานต์ เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า  ททท.คาดการณ์สถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศในช่วงเทศกาล “Maha Songkran World Water Festival 2026 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2569” ก่อให้เกิดรายได้ทางการท่องเที่ยวไทยรวมประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่ผ่านมา

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ททท.คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4 % สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยประมาณ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่านทำให้มีข้อจำกัดทางการบินจากการปิดน่านฟ้าภูมิภาคตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และต้นทุนการบินสูงขึ้น

    ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเที่ยวบินเชื่อมโยงผ่านตะวันออกกลาง (Gulf Hub) โดยหากไม่มีสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยไทยช่วงสงกรานต์ 2569 เพิ่มขึ้น 7 %

    สำหรับตลาดการเดินท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ ไทยเที่ยวไทย ททท.คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7 % สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และเริ่มขาดแคลน ทำให้ผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย เน้นเดินทางท่องเที่ยวใกล้บ้านมากขึ้น หรือยกเลิกการเดินทาง โดยหากไม่มีสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ 2569 เพิ่มขึ้น 10 %

    การท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ 2569

    ททท.หนุนจัดงานสงกรานต์ ปัดหมุด Maha Songkran 2569 ทั่วไทย

    ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ททท.จัดงานสงกรานต์เองใน 2 พื้นที่หลัก ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ การจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 

    รวมถึงสนับสนุนการจัดกิจกรรม Maha Songkran World Event ในหลายพื้นที่ทั่วไทย เพื่อตอกย้ำอัตลักษณ์ประเพณีไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์และศิลปวัฒนธรรมที่ร่วมสมัย โดยมีเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางเข้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

    การจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ  ได้แก่การจัดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2026” วันที่ 11-15 เม.ย.นี้ บริเวณสวนเบญจกิติ และโรงงานยาสูบเดิม ภายในงานจะมีการผสมผสานแนวคิดย้อนยุคและร่วมสมัย มีกิจกรรมหลากหลาย

    งานสงกรานต์ 2569

    อาทิ ขบวนแห่สุดอลังการ การแสดงโดรนแปรอักษร โซนสงกรานต์ 5 ภูมิภาค การแสดงทางวัฒนธรรม และเวที EDM สำหรับสายปาร์ตี้

    งาน “Saneh Art by Songkran Festival 2026” วันที่ 10-30 เม.ย.นี้ ณ อุทยานเบญจสิริ และลานคนเมือง นำเสนอเสน่ห์ไทยผ่านงานศิลปะร่วมสมัย โดยมีการจัดแสดงประติมากรรม 3 มิติขนาดใหญ่จากศิลปินไทยชื่อดัง 6 ชิ้นงาน พร้อมกิจกรรมเสวนาศิลปะและ Workshop ต่างๆ

    ส่วนการจัดงานในพื้นที่อื่นๆในกรุงเทพที่ททท.สนับสนุน อาทิ “งานสงกรานต์ ไอคอนสยาม” แนวคิดรักษ์โลก วันที่ 10-15 เม.ย.นี้ สยามสแควร์ จัดงานสงกรานต์ปลอดภัย “สีขาว” ปราศจากแอลกอฮอล์และการแป้ง

    สงกรานต์ถนนสีลม ขบวนพาเหรด AMAZING BANGKOK SONGKRAN PARADE  14 เม.ย.นี้ นำเสนอความเป็น Thai Iconic สู่สากล สงกรานต์รางน้ำ ของคิงเพาเวอร์ คอนเสิร์ต SUPERFLUID 2026 ขนทัพศิลปิน T-Pop และญี่ปุ่นกว่า 60 ชีวิต ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน

    ส่วนภาคเหนือ อาทิ งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” จ.เชียงราย (13-18 เม.ย.) ที่มีทั้งอุโมงค์น้ำ แสง สี เสียง และงาน “เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์สุโขทัย” ซึ่งจัดกระจายใน 6 พื้นที่ตลอดวันที่ 6-19 เมษายน โดยมีงานสำคัญคือประเพณีแห่ช้างบวชนาคไทยพวน และงานย้อนอดีตมหาสงกรานต์กรุงสุโขทัย

    ในพื้นที่ภาคอีสาน อาทิ งานม่วนซื่นบนถนนข้าวเหนียว และระบบน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จังหวัดขอนแก่นยังคงเป็นจุดหมายหลักด้วยงาน ประเพณีสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูนเสียงแคนและถนนข้าวเหนียว (11-15 เม.ย.) พร้อมกิจกรรมคลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์

    ขณะที่จังหวัดอุดรธานีเตรียมจัดงาน Udon Songkran Festival (13-16 เม.ย.) โดยใช้ระบบน้ำที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสานพร้อมเอเฟกต์ตื่นตาตื่นใจ และจังหวัดอุบลราชธานีจัดงานมหาสงกรานต์แก่งสะพือตลอดทั้งเดือนเมษายน

    ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออก อาทิ วันไหลสุดมันส์และประเพณีชาวรามัญ ประเพณีสงกรานต์พระประแดง จ.สมุทรปราการ จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่วันที่ 24-26 เม.ย.นี้ โดยมีขบวนแห่นางสงกรานต์ ขบวนรถบุปผชาติ และการเล่นสะบ้ารามัญ

    ส่วนสายปาร์ตี้ต้องไม่พลาด Pattaya Songkran Summer Festival (17-19 เม.ย.) ที่มีเวทีหลักริมหาดพัทยาและระบบ Water FX เต็มรูปแบบ รวมถึงงานวันไหลเกาะช้าง จ.ตราด (19-21 เม.ย.) ที่มีการประกวด Miss Rainbow และการแสดงแสงสีเสียงตํานานเกาะช้าง

    ขณะที่ภาคใต้ อาทิ สงกรานต์กลางเล และท่องเที่ยววิถีไทย เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จัดงาน “สมุยสงกรานต์ กลางเล” (12-15 เม.ย.) เน้นการทำบุญเกาะและการแสดงฟ้อนรำร่วมกับตลาดนัดครัวชุมชน ขณะที่ จ.ภูเก็ต จัดงาน สงกรานต์โนแอล (13 เม.ย.) เพื่อรณรงค์ลดอุบัติเหตุ และงาน Phuket Water Festival (11-12 เม.ย.) เป็นต้น

    สำหรับสถานการณ์ของเที่ยวบินในช่วงสงกรานต์ปีนี้ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) ได้ประเมินสถานการณ์เที่ยวบินในช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 10–19 เมษายน 2569 (10 วัน) จะมีปริมาณเที่ยวบินในประเทศไทย รวมประมาณ 25,620 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 2,562 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.8 % จากช่วงเดียวกันของปี 2568

    ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางภายในประเทศและภูมิภาค อย่างไรก็ดียังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในช่วงที่ยังมีภาวะสงครามอยู่น้ำมันจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ชะตาการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655128&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kVmF3W7lzc1vLXx2fENFq

  • ดุสิตธานีกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ชวนพักผ่อนอย่างสมดุลกับแคมเปญพิเศษ

    ดุสิตธานีกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ชวนพักผ่อนอย่างสมดุลกับแคมเปญพิเศษ

    ตั้งแต่บรรยากาศสงกรานต์สุดคึกคักใจกลางกรุงเทพฯ ไปจนถึงการพักผ่อนสบาย ๆ ริมทะเล ขณะที่โรงแรมในเครือดุสิตธานีทั่วประเทศพร้อมตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มองหาทั้งความสนุกของเทศกาลและช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย

    โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โฉมใหม่ โรงแรมระดับ กุญแจมิชลิน 1 ดอก ขอเชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์พักผ่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยแพ็กเกจ Songkran Escape in Bangkok ข้อเสนอพิเศษช่วงเวลาจำกัด

    สำหรับการเข้าพัก 2 คืน พร้อมอาหารเช้าทุกวัน สำหรับสองท่าน และอาหารไทยชุดพิเศษ 1 มื้อ ณ ห้องอาหารพาวิลเลี่ยน  

    พร้อมกิจกรรมเฉลิมฉลองที่คัดสรรเป็นพิเศษ อาทิ สิทธิ์เข้าร่วมงาน Songkran Feast in the Park ณ สวนดุสิตอรุณ รูฟพาร์ก (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 เมษายน)

    รวมถึงสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น บริการรับ–ส่งด้วยรถปอร์เช่ ที่เป็นลีมูซีนของโรงแรม, เครื่องดื่มค็อกเทล ณ 1970 Bar และชุดของต้อนรับธีมสงกรานต์ แพ็กเกจราคาเริ่มต้น 40,060 บาท++ สำหรับการเข้าพัก 2 คืน ในห้อง Premier Room พร้อมรับสิทธิพิเศษและส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก Dusit Gold เปิดให้จองถึงวันที่ 13 เมษายน 2569 และสามารถเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 11–19 เมษายน 2569

    โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน นำเสนอการเฉลิมฉลองสงกรานต์ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ด้วยรีสอร์ทริมทะเลที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับการพักผ่อนระยะยาวและการท่องเที่ยวแบบครอบครัว ด้วยบริการอาหารไทยแบบดั้งเดิม การเฉลิมฉลองกลางแจ้ง และกิจกรรมเพื่อสุขภาพ

    ภายใต้ข้อเสนอ The Long Escape – Stay Longer, Save More ผู้เข้าพักจะได้รับส่วนลดสูงสุด 15% สำหรับการเข้าพักตั้งแต่ 4 คืนขึ้นไป และสมาชิกดุสิตโกลด์รับส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 20% ราคาเริ่มต้น 2,601 บาท++ ต่อคืน เปิดให้จองถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 และเข้าพักได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

    และโรงแรมดุสิตธานี พัทยา มอบประสบการณ์การพักผ่อนริมทะเลที่ผสานการเข้าถึงชายหาดโดยตรงเข้ากับความสะดวกสบายใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับการจองล่วงหน้าและการจองตรงกับโรงแรม อาทิ Breakfast On Us สำหรับระยะเวลาจำกัด มอบอาหารเช้าฟรีทุกวัน เมื่อจองภายในวันที่ 19 เมษายน 2569 สำหรับการเข้าพักจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

    นอกจากนี้ยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก ดุสิตโกลด์ รับสิทธิ์ส่วนลดสูงสุด 25% สำหรับการจองภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 19 เมษายน ถึง 30 กันยายน 2569 พร้อมรับเครดิตโรงแรมมูลค่า 500 บาทต่อการเข้าพัก สำหรับการจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ dusit.com อีกด้วย

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอและประสบการณ์พิเศษตามฤดูกาลอีกมากมาย ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือดุสิตทั่วประเทศไทยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ dusit.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/dusit-thani-promotes-tourism-during-the-songkran-festival/pr-news/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r5B0rPQ8Bi66z1fGV-OHy

  • “อ.มาโนชญ์” อ่านเกม “ทรัมป์” แค่ยื้อเวลาดึงพันธมิตรช่วยรบ เตือนหายนะใหญ่ อิหร่านขู่ปิด “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” เสี่ยงเศรษฐกิจโลกพังทั้งระบบ | TOPNEWS

    “อ.มาโนชญ์” อ่านเกม “ทรัมป์” แค่ยื้อเวลาดึงพันธมิตรช่วยรบ เตือนหายนะใหญ่ อิหร่านขู่ปิด “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” เสี่ยงเศรษฐกิจโลกพังทั้งระบบ | TOPNEWS

    สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนเส้นตายการโจมตีออกไปอีก 10 วัน จนถึงวันที่ 6 เมษายน โดยให้เหตุผลว่าต้องรอดูท่าทีของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐนั้น

    ล่าสุดทางด้าน ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง คณะสังคมศาสตร์ มศว. ได้วิเคราะห์ถึงประเด็นดังกล่าว ผ่านทางรายการจับตาประเทศไทย ช่องท็อปนิวส์ ระบุว่า ท่าทีของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นการใช้แรงกดดันเชิงจิตวิทยามากกว่าความตั้งใจจะเปิดฉากสงครามทันที “ผมคิดว่าทรัมป์ครับ ก็จะเน้นขู่ แล้วก็รอดูผลว่าสิ่งที่ตัวเองขู่มันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ว่ามันก็เป็นสัญญาณที่อันตราย มีความเคลื่อนไหวที่น่ากังวล คือการขยับกำลังทหารของสหรัฐ… แล้วก็มีสัญญาณใน UAE ที่อาจจะเตรียมเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน”

    ซึ่งก่อนหน้านี้มีสัญญาณที่น่ากังวลจากการเคลื่อนกำลังทหารของสหรัฐในตะวันออกกลาง รวมถึงความเป็นไปได้ที่บางประเทศในอ่าวอาหรับ เช่น UAE อาจถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง ทำให้การเลื่อนเส้นตายหลายครั้ง สะท้อนว่าสหรัฐกำลัง “ซื้อเวลา” เพื่อพยายามดึงพันธมิตรอาหรับเข้าร่วม ก็เห็นถึงสัญญาณไม่ดีหลายครั้ง แล้วทรัมป์ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ไปเรื่อย ๆ

    “มันคือการเลื่อนเวลา เพื่อรอและโน้มน้าวอาหรับให้เข้ามา ซึ่งเกือบสำเร็จแล้ว แต่ถูกปากีสถานกับตุรกีขวางไว้”

    ทั้งนี้ ผศ.ดร.มาโนชญ์ ยังมองว่า ในด้านการเจรจา สหรัฐได้เสนอเงื่อนไข 15 ข้อ โดยมีสาระสำคัญ เช่น การยกเลิกคว่ำบาตร แลกกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน แต่อิหร่านปฏิเสธ เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในข้อตกลงลักษณะนี้

    “อิหร่านไม่เอาด้วย เพราะมีบทเรียนจากลิเบียหรืออิรัก ที่ยอมจำกัดกำลังตัวเองแล้วสุดท้ายก็ถูกโค่นล้ม การยื่นข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายเป็นเพียง เกมการเมืองเพื่อสร้างความได้เปรียบ เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่รับ แต่มันเป็นสิ่งที่ใช้พูดคุยกันก่อนสงคราม ขณะเดียวกัน วาทกรรมตอบโต้ระหว่างสองฝ่ายยังดำเนินต่อเนื่อง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่ง มันเป็นการแสดงว่าใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ แล้วก็มีการเยาะเย้ยกัน”

    สำหรับท่าทีของสหรัฐ ผศ.ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่าแม้จะมีการข่มขู่ทางทหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าวอชิงตันต้องการทำสงครามจริง เพราะถูกอิสราเอลกดดันอย่างหนัก ในขณะที่อิหร่านเองก็เริ่มส่งสัญญาณตอบโต้ โดยอาจเปิดแนวรบใหม่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อาจเปิดแนวรบใหม่ เช่น การปิดช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกมาก ๆ

    “ผมคิดว่าอิหร่านเองเค้าก็เข้าใจนะครับ ว่าวันนี้มันอันตราย เค้าจึงส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการเปิดแนวรบใหม่ครับ ที่นั่นก็คือตรงทะเลแดง ก็คือการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเราก็เคยคุยกันมาก่อนนะ ถ้ามีการปิดตรงนี้เนี่ย นั่นจะเป็นหายนะ ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกเลย คือช่องแคบตรงนี้เนี่ย มันเป็นเส้นทางขนส่ง สินค้าและพลังงานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก

    ซึ่งมันเชื่อมทะเลแดงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านคลองสุเอซ เพราะฉะนั้นสินค้า ทั้งจากยุโรปมาเอเชีย เอเชียไปยุโรปมันจะต้องผ่านเส้นทางตรงนี้ ดังนั้นถ้ามันถูกปิด การขนส่งสินค้าเนี่ยมันจะทำไม่ได้ มันจะต้องไปอ้อมแอฟริกา ซึ่งมันจะเพิ่มต้นทุนการขนส่งอย่างสูง แล้วก็ปัญหาเงินเฟ้ออะไรต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น และเป็นวิกฤตที่สำคัญ มันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ท้ายที่สุดแล้วเนี่ย

    มันจะนำไปสู่การที่ผมเคยเรียนไปว่า มันจะเป็นการใช้จุดยุทธศาสตร์และพลังงานเนี่ย เป็นเครื่องมือในการบีบให้แต่ละประเทศต้องเลือก ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน คุณจะเจรจากับฝั่งนึงเพื่อการเดินเรือที่สะดวก เพื่อซื้อพลังงาน หรือคุณจะไปเข้าร่วมกับอีกฝั่งหนึ่ง
    เพื่อทำสงครามเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก”

    ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าวอีกว่า “การตัดสินใจนี้ มันจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแบ่งข้างกัน ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างวันนี้เราเห็นแล้วว่า ถ้าใครที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน หรือไม่ใช่พวกของสหรัฐอเมริกาก็สามารถที่จะเดินเรือได้ แต่ถ้าใครเป็นเรือของอเมริกา หรือเรือของอิสราเอล เค้าก็ไม่ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าเค้าใช้วิธีการแบบนี้กับช่องแคบบับอัลมันเดบด้วย มันก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์หนักขึ้น ดังนั้นเส้นทางตรงนี้เป็นอีกจุดนึงที่ผมคิดว่า สำคัญมากๆ แล้วก็เป็นอีกไพ่ใบสำคัญของฝั่งอิหร่าน ที่ตอนนี้หยิบยกขึ้นมาขู่แล้ว”

    นอกจากนี้ กลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ยังถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในพื้นที่ทะเลแดง กลุ่มฮูตีมีศักยภาพปิดทะเลแดงได้ และสหรัฐก็ยังจัดการไม่ได้ มองว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังอยู่ในลักษณะ “เกมยื้อเวลา” แต่มีความเสี่ยงจะยกระดับเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ หากเงื่อนไขทางการเมืองและพันธมิตรเปลี่ยนแปลง และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ยิ่งมีโอกาสรุนแรงขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1529597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mF9F0rtt61LeEMbsGQci2

  • ผลการศึกษาชี้ การมองเห็น ‘หยากไย่ลอยไปมา’ ในตา อาจบอกปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้  | เดลินิวส์

    ผลการศึกษาชี้ การมองเห็น ‘หยากไย่ลอยไปมา’ ในตา อาจบอกปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้  | เดลินิวส์

    กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย Radboud ในเนเธอร์แลนด์เพิ่งเผยผลการศึกษาใหม่เมื่อไม่นานมานี้ว่า อาการที่มองเห็นจุดดำหรือหยากไย่ลอยไปมา (Floaters) นั้นอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาวุ้นในตาเสื่อมและถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่อันตราย

    ข้อมูลจากศูนย์สุขภาพแห่งสหราชอาณาจักรระบุว่า สิ่งนี้เกิดจากภาวะที่เรียกว่า วุ้นตาแยกตัวออกจากจอประสาทตา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่อันตราย แต่แล้ว ผลการศึกษาที่เผยแพร่ออกมาในเดือนมีนาคมนี้กลับชี้ว่า ภาวะดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของปัญหาใหญ่กว่านั้น เช่น ภาวะจอประสาทตาหลุดลอก หรือในกรณีที่รุนแรงอาจส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้ 

    อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณี อาการมองเห็นจุดดำลอยไปมาและ “แสงวาบ” (Flashes) ก็เกิดขึ้นได้โดยไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดเช่นกัน

    ทีมวิจัยได้วิเคราะห์บันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุมผู้ป่วยประมาณ 42,000 ราย พบว่ามีผู้ป่วย 1,089 ราย (อายุ 18 ปีขึ้นไป) ที่เข้ารับการตรวจรวม 1,181 ครั้ง ระบุว่าพบจุดดำลอยไปมาจุดใหม่, เห็นแสงวาบ หรือมีทั้งสองอาการ

    ผู้ป่วยเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีจุดดำลอยไปมาอย่างเดียว, กลุ่มที่มีแสงวาบอย่างเดียว หรือกลุ่มที่มีทั้งสองอาการพร้อมกัน ผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 61 เป็นผู้หญิง ขณะที่ร้อยละ 57 มีอายุระหว่าง 50 – 70 ปี ในวัยนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าวุ้นตาจะหดตัวตามธรรมชาติและดึงตัวออกจากจอประสาทตา ทำให้เกิดจุดดำลอยไปมาหรือแม้แต่เกิดการฉีกขาดของจอประสาทตาได้

    จากการเข้ารับการตรวจ 1,181 ครั้ง พบว่ามี 77 รายที่ประสบสภาวะจอประสาทตาหลุดลอกหรือจอประสาทตาฉีกขาด โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจคือ ผู้ที่มีอาการเห็นแสงวาบเพียงอย่างเดียว พบภาวะจอประสาทตาหลุดลอกหรือฉีกขาดเพียงร้อยละ 4.7 ขณะที่ผู้ที่มีอาการมองเห็นจุดดำหรือหยากไย่ลอยไปมา พบสภาวะเดียวกันถึงร้อยละ 6.1

    ส่วนกลุ่มที่มีทั้งสองอาการพร้อมกัน มีอัตราการเกิดจอประสาทตาหลุดลอกหรือฉีกขาดสูงที่สุด คือร้อยละ 8.4 ซึ่งหมายความว่า ผู้ป่วยที่มีทั้งสองอาการมีความเสี่ยงที่จะเกิดจอประสาทตาหลุดลอกหรือฉีกขาด มากกว่าผู้ที่เห็นเพียงแสงวาบอย่างเดียวถึงร้อยละ 56

    ดังนั้น โดยสรุปแล้ว ผู้ป่วยที่มีจุดดำลอยไปมาหลายจุด มีโอกาสร้อยละ 19.8 ที่จะเกิดจอประสาทตาหลุดลอก และความเสี่ยงนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 29.4 เมื่อมีทั้งอาการจุดดำลอยไปมาและแสงวาบร่วมกัน

    กระนั้น คณะวิจัยเน้นย้ำว่า อาการมองเห็นจุดดำลอยไปมาส่วนใหญ่ ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โดยจำนวนผู้ป่วยที่มีมองเห็นจุดดำลอยไปมาเพียงอย่างเดียว คิดเป็นร้อยละ 36.7 ของผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมด ขณะที่ร้อยละ 32.3 ของจำนวนนี้เป็นกรณีของวุ้นในตาแยกตัวออกจากจอประสาทตาซึ่งเป็นไปตามวัยและไม่อันตราย

    สำหรับภาวะจอประสาทตาหลุดลอกสามารถวินิจฉัยได้ผ่านการตรวจตาแบบขยายม่านตาโดยจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนมาตรศาสตร์ และสามารถรักษาได้อย่างรวดเร็วด้วยการผ่าตัดภายใน 24 – 48 ชั่วโมง

    ที่มา : ladbible.com

    เครดิตภาพ : Generated by Gemini

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726664/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xAH788MEorhwUmRlVSWyr

  • ชู “กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่” ท่องเที่ยววิถีใหม่ | เดลินิวส์

    ชู “กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่” ท่องเที่ยววิถีใหม่ | เดลินิวส์

    นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้ยกระดับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยชู “กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่” ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าหายากและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดกระบี่ เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่าหายากให้คงอยู่ในระบบนิเวศของประเทศไทย พร้อมทั้งผสานองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยและการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว รวมทั้งเผยแพร่งานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    โดยในปี 2568 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ มีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 8,000 คน สะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726101/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZhxayeKzCp9XyvzjvkFil

  • เช็กเลย ! ทางด่วน-มอเตอร์เวย์ช่วงสงกรานต์ 2569 เส้นไหนฟรี

    เช็กเลย ! ทางด่วน-มอเตอร์เวย์ช่วงสงกรานต์ 2569 เส้นไหนฟรี

    รวมทางด่วนฟรี-มอเตอร์เวย์ฟรี สงกรานต์ 2569 เปิดให้รถยนต์ใช้งานเพื่อเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา มีเส้นไหนบ้างพร้อมวางแผนก่อนออกเดินทางได้เลย

    ทางด่วนฟรี สงกรานต์ 2569

    ภาพจาก : shutterstock.com / SARIN KUNTHONG

    เทศกาลสงกรานต์ 2569 ใครกำลังวางแผนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว ผู้ใช้รถยนต์สามารถใช้บริการทางด่วนฟรี มอเตอร์เวย์ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าผ่านทางในช่วงเทศกาลทั้งขาออกและขาเข้าได้ตามเส้นทางต่าง ๆ ดังนี้

    ทางด่วนฟรี สงกรานต์ 2569

    วันที่ 13 เม.ย. 69 ถึง 15 เม.ย. 69

    • ทางด่วนเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) จำนวน 21 ด่าน
    • ทางด่วนศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) จำนวน 32 ด่าน
    • ทางด่วนอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด) จำนวน 10 ด่าน

    วันที่ 10 เม.ย. 69 ถึง 16 เม.ย. 69

    • ทางพิเศษบูรพาวิถี (สายบางนา-ชลบุรี) จำนวน 20 ด่าน 

    • ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (สายบางพลี-สุขสวัสดิ์) จำนวน 30 ด่าน

    มอเตอร์เวย์ฟรี สงกรานต์ 2569

    วันที่ 10 ถึง 16 เม.ย. 69

    • มอเตอร์เวย์ M7 กรุงเทพฯ-พัทยา
    • มอเตอร์เวย์ M9 ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก ตอนบางปะอิน – บางพลี และตอนพระประแดง – บางแค ช่วงพระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน)
    • มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี
    • มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย (เฟสแรก 10 กิโลเมตร)

    วันที่ 10 ถึง 19 เม.ย. 69 (แบ่งช่วงขาเข้า-ขาออก)

    • มอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา

      • 10-13 เม.ย. 69 เปิดเฉพาะขาออก บางปะอิน-ปากช่อง (110 กิโลเมตร)

      • 14-19 เม.ย. 69 ช่วง “ปากช่อง-นครราชสีมา” เปิดทั้งขาออก-ขาเข้า (86 กม.) 

      • 14-19 เม.ย. 69 เปิดเฉพาะขาเข้า ปากช่อง-บางปะอิน (110 กิโลเมตร)

    บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน่ารู้รถยนต์

    ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://car.kapook.com/view299860.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nzhGDffonvQFbNYx-7ibv

  • “บ้านม่วง” ปล่อยรุ่น 80 ชีวิต! โชว์ผลงาน O-NET ทะลุระดับประเทศ

    “บ้านม่วง” ปล่อยรุ่น 80 ชีวิต! โชว์ผลงาน O-NET ทะลุระดับประเทศ

    ภูมิภาค

    “บ้านม่วง” ปล่อยรุ่น 80 ชีวิต! โชว์ผลงาน O-NET ทะลุระดับประเทศ

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ขอนแก่น วันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่หอประชุมอเนกประสงค์โรงเรียนบ้านม่วง ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ดร.กมลวรรณ ทิพยเนตร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา พร้อมเปิดงาน “ตลาดนัดวิชาการและทักษะอาชีพ” ภายใต้กิจกรรม “200 วันมหัศจรรย์ม่วง-ขาว” ประจำปีการศึกษา 2568
    ภายในงานมีการจัดกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญ และกิจกรรมสร้างความผูกพันระหว่างนักเรียนและผู้ปกครอง โดยมีผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    ดร.ศิริวัฒนา ต่อนี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านม่วง เปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2568 มีผู้สำเร็จการศึกษารวม 80 คน แบ่งเป็นระดับอนุบาล 22 คน ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 33 คน และระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3

    ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนมีผลงานโดดเด่น โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนน O-NET สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศทุกกลุ่มสาระ ขณะที่ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่าระดับประเทศ และมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 ขึ้นไปในวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์

    นอกจากนี้ ผลการทดสอบ RT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 80 สะท้อนถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม

    โรงเรียนยังได้นำนวัตกรรม “Innovative Teacher Skill” มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นต้นแบบด้านการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1

    ด้านรองผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 1 กล่าวว่า หน่วยงานมีบทบาทในการกำกับดูแลและสนับสนุนโรงเรียนในสังกัด ผ่านการบริหารจัดการแบบพื้นที่ (Area-Based) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สะท้อนความรู้สึกผูกพันต่อโรงเรียน โดยระบุว่า โรงเรียนบ้านม่วงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง และเป็นสถานที่ที่หล่อหลอมทั้งความรู้และความสัมพันธ์ที่ดี พร้อมฝากถึงรุ่นน้องให้ตั้งใจเรียนและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ งาน “200 วันมหัศจรรย์ม่วง-ขาว” ถือเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของผู้เรียน และความสำเร็จของการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม และทักษะชีวิตอย่างรอบด้าน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470766&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20EmPEUoxMp2xElTs0hk0C

  • คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จัดงาน “40 ปี โอสถศาลา”

    คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จัดงาน “40 ปี โอสถศาลา”

    คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงาน“40 ปี โอสถศาลา…จากร้านยาคุณภาพสู่ศูนย์กลางแห่งความห่วงใยสุขภาพของคนไทย” เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 – 21.00 น. ณ โอสถศาลา และบริเวณ Block I และ Walking Street at Siam Square เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีของโอสถศาลา โดยมี ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน รศ. ภก. ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน

    งานในครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่กิจกรรมเพิ่มโอกาสการเข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง และลดช่องว่างด้านความรอบรู้สุขภาพของสังคมไทย โดยมีคณาจารย์ บุคลากร นิสิต ผู้แทนหน่วยงาน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานจำนวนมาก ในงานมีผ่านฐานการเรียนรู้และการให้คำปรึกษาโดยเภสัชกรและบุคลากรทางการแพทย์ ครอบคลุมการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล การป้องกันโรค และการส่งเสริมการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง เวทีเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา อาทิ ประเด็นสุขภาพสมอง การใช้ยาอย่างเหมาะสม การดูแลผิวพรรณ สุขภาพดวงตา ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า การครบรอบ 40 ปีของโอสถศาลาเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โอสถศาลาได้ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางด้านสุขภาพของประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง โดยสะท้อนบทบาทของจุฬาฯ ที่ไม่ใช่เพียงการทำวิจัย แต่สามารถนำผลผลิตออกมาให้เกิดผลได้จริง ในการดูแลสุขภาพของประชาชน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของคณะเภสัชศาสตร์จุฬาฯ ในด้านงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน อีกทั้งยังเน้นย้ำการใช้พื้นที่สยามสแควร์ให้เป็นมากกว่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เป็นพื้นที่ในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยมีโอสถศาลาเป็นต้นแบบ และมองว่า “40 ปี โอสถศาลา” เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่จะขยายบทบาทในอนาคตต่อไป

    รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ในอนาคตโอสถศาลาจะยังคง สานต่อบทบาทการเป็นแหล่งฝึกฝนให้กับนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ทั่วประเทศ ควบคู่กับการให้บริการสุขภาพแก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการและกิจกรรมที่มุ่งสร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง รวมถึงการนำผลงานวิจัยของคณาจารย์มาพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมและนำมาแสดงจริงที่โอสถศาลา พร้อมทั้งมีแผนขยายการดำเนินงานเพื่อเพิ่มการเข้าถึงและสร้างผลกระทบด้านสุขภาพให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในระดับประเทศ

    ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีผลงานวิจัยและสิทธิบัตรด้านสุขภาพจำนวนมาก ซึ่งความท้าทายสำคัญคือการนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์จริงในสังคม โดยโอสถศาลาถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถนำสิทธิบัตรและนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสุขภาพ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

    งาน 40 ปี โอสถศาสลามุ่งยกระดับ “โอสถศาลา” จากร้านยาคุณภาพ สู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสุขภาพของชุมชน โดยเน้นการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของเภสัชกรในฐานะบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชน

    ทั้งนี้งาน “40 ปี โอสถศาลา…จากร้านยาคุณภาพสู่ศูนย์กลางแห่งความห่วงใยสุขภาพของคนไทย” ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้แก่ การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3) การศึกษาที่มีคุณภาพ (SDG 4) และการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน (SDG 11) นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเป็นสังคมแห่งสุขภาวะ ที่ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างยั่งยืน

    โอสถศาลา หรือ สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชนคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติงานของนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ทั่วประเทศ รวมถึงนักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวต่างชาติ เป็นร้านยาขนาดใหญ่ที่ให้บริการประชาชนในการดูแลสุขภาพ มีการนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและผลงานวิจัยที่ผ่านการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง มาวางจำหน่ายและให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคโดยเภสัชกร ปัจจุบันมีสินค้าให้บริการกว่า 10,000 รายการ 80% เป็นกลุ่มยารักษาโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง ที่รองรับใบสั่งแพทย์ได้อย่างครบถ้วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/295684/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dp1e4AtbIPTKmKS_30ouX