Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นักท่องเที่ยวไทย-เทศเดินทางมาเกาะช้างหนาแน่น นายกฯท่องเที่ยวตราด เผยน้ำมันแพงยอดจองช่วงสงกรานต์ลด

    นักท่องเที่ยวไทย-เทศเดินทางมาเกาะช้างหนาแน่น นายกฯท่องเที่ยวตราด เผยน้ำมันแพงยอดจองช่วงสงกรานต์ลด

    ภูมิภาค

    นักท่องเที่ยวไทย-เทศเดินทางมาเกาะช้างหนาแน่น นายกฯท่องเที่ยวตราด เผยน้ำมันแพงยอดจองช่วงสงกรานต์ลด

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงขึ้นทั้งเบนซินและดีเซล ทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงนี้ เนื่องจากการเดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวมีค่าต้นทุนที่เป็นราคาน้ำมันจึงตัดสินใจเลื่อนการเดินทางหรือท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้ๆ ที่บริเวณท่าเทียบเรือเฟอร์รี่“เกาะช้างเฟอร์รี่”ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด ตั้งช่วง 10.00 น.วันที่ 27 มีนาคม 2569 ยังคงมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวยังอำเภอเกาะช้างอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มทัวร์ต่างชาติ และนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาลงเรือเฟอร์รี่จำนวนมาก และไม่ต้องต่อคิวนานเพียงต่อต้องรอลงเฟอร์รี่นานประมาณ 30 นาที เพื่อรอให้รถยนต์เต็มลำและเดินทางออก ซึ่งเที่ยวเวลา 11.00 น.ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

     นายวิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.ตราด เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันแพง มีผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยว จะเห็นได้จากยอดจองห้องพักที่ลดลงในช่วงสงกรานต์ซึ่งแตกต่างจากปี 2568 อย่างเห็นได้ชัด แม้แต่แพลตฟอร์มการจองที่พักออนไลน์ชื่อดังที่มักจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษก็ยังไม่สามารถกระตุ้นยอดจองให้ขยับตัวขึ้นได้ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่การประหยัดและเฝ้าระวังสถานการณ์ หากสงครามยังไม่มีทีท่าจะยุติภายในเร็ววัน ความวิตกกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลนจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวที่เคยเป็นความหวังของผู้ประกอบการ

     “นอกจากปัญหาราคาและการขาดแคลนน้ำมันแล้ว ภาคการขนส่งข้ามฟากอย่างเรือเฟอร์รี่ก็ได้รับผลกระทบแบบลูกโซ่ 100% ทั้งจากกระแสข่าวเชิงลบเรื่องการรอคิวนานหลายชั่วโมงที่ทำให้นักท่องเที่ยวเข็ดขยับ และปัญหาทางเทคนิคที่เรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ตามปกติ ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องการบริหารจัดการน้ำมันเพื่อสยบกระแสข่าวการกักตุนหรือการขาดแคลน เพื่อให้คนไทยคลายความกังวลและกล้าที่จะเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนช่วยประชาสัมพันธ์ในเชิงบวกว่าสถานการณ์ยังคงสามารถควบคุมได้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้“นายวิชิต กล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470743&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d3X9plJxQ-_v39DfsW_m8

  • บสย.อัดช่วย ลูกหนี้ SMEs จ่ายเครม ลดต้นสูงสุด 50% พักหนี้ 3 เดือน สู้วิกฤตพลังงาน

    บสย.อัดช่วย ลูกหนี้ SMEs จ่ายเครม ลดต้นสูงสุด 50% พักหนี้ 3 เดือน สู้วิกฤตพลังงาน

    ต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่กำลังกดทับสภาพคล่องของผู้ประกอบการรายเล็กอย่างต่อเนื่อง ในจังหวะที่หลายธุรกิจยังต้องประคองตัว บสย.จึงขยับมาตรการช่วยลูกหนี้รอบใหม่ หวังพยุง SMEs ให้อยู่รอดในช่วงต้นทุนขาขึ้น

    บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดินหน้าขยายมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ต่อเนื่อง รับแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังซ้ำเติมต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า และกลุ่มอาชีพอิสระที่เปราะบางต่อภาวะราคาน้ำมันและค่าครองชีพขาขึ้น

    ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. เปิดเผยว่า บสย.ได้ออกมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย.จ่ายเคลม ให้สามารถ ลด ปลดหนี้ และแก้หนี้ ได้ง่ายขึ้น ผ่านเงื่อนไขการชำระที่ผ่อนปรนขึ้น เพื่อลดภาระทางการเงินและประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอดในช่วงที่ต้นทุนพลังงานพุ่งต่อเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    มาตรการดังกล่าวสอดรับกับแนวทางเร่งด่วนของภาครัฐที่ทยอยออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน ครอบคลุมทั้งกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง และ SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าขนส่งที่เร่งตัวขึ้น

    สำหรับไฮไลต์ของมาตรการรอบนี้ บสย.เปิดทางให้ลูกหนี้ที่ต้องการ ปลดหนี้และปิดบัญชี ได้รับส่วนลดเงินต้นมากขึ้นกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดย กลุ่มเปราะบาง ที่มีหนี้คงเหลือไม่เกิน 200,000 บาท จะได้รับ ส่วนลดเงินต้นสูงสุด 50% จากเดิมปีก่อนที่ลดได้ 30% ขณะที่ ลูกหนี้ SMEs ทั่วไป ที่มีหนี้คงเหลือมากกว่า 200,000 บาท จะได้รับ ส่วนลดเงินต้นสูงสุด 40% จากเดิมที่ลดได้ 15%

    การเพิ่มเพดานลดเงินต้นครั้งนี้สะท้อนว่า บสย.กำลังเร่งใช้มาตรการเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้ลูกหนี้สามารถปิดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น และลดความเสี่ยงที่ปัญหาสภาพคล่องจะลุกลามกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเดินหน้าธุรกิจในระยะยาว โดยในปีนี้ บสย.ตั้งเป้า ปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้มากกว่า 6,000 ราย และช่วยให้ลูกหนี้สามารถ ปลดหนี้ได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ราย

    นอกจากการลดภาระเงินต้นแล้ว บสย.ยังออกมาตรการเสริมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาคธุรกิจที่เชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการค้าโลก โดยเฉพาะ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และ ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันทั้งจากต้นทุนการเดินทาง ค่าขนส่ง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในหลายตลาด

    ลูกหนี้ในกลุ่มดังกล่าวที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และ ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ สามารถขอรับสิทธิ พักชำระค่างวดนาน 3 เดือน ได้ ทั้งในส่วนของ เงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาภาระระยะสั้นและเพิ่มพื้นที่ให้ธุรกิจสามารถจัดการสภาพคล่องได้ดีขึ้นในช่วงต้นทุนผันผวน โดยเปิดให้ ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569
     

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกหนี้ บสย. และต้องการเข้าร่วมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ หรือผู้ประกอบการในกลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง สามารถติดต่อ บสย.เพื่อขอรับรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ โดยสาระสำคัญของมาตรการรอบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการ “ยืดหนี้” แต่เป็นการเพิ่มเครื่องมือให้ผู้ประกอบการรายเล็กมีโอกาสตั้งหลักใหม่ได้เร็วขึ้น ในจังหวะที่ต้นทุนพลังงานยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/740059&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AvTS-5VQrtLZ9y5QEnOmh

  • สงครามฉุดจีดีพีโตแค่1.4% SCB EIC คาดเงินเฟ้อพุ่งสูง3.2%

    สงครามฉุดจีดีพีโตแค่1.4% SCB EIC คาดเงินเฟ้อพุ่งสูง3.2%

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% จากเดิม 1.8% จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.2% โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ คือ 1.กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 2.กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน มีการทำลายแหล่งผลิต ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 3.กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง แหล่งผลิตถูกทำลายหนัก ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    สงครามนี้ยังจะทำให้ต้นทุนขนส่งเร่งตัว วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลังมากขึ้น

    ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้ 1.ภาคการค้าระหว่างประเทศ 2.ภาคการท่องเที่ยว 3.การบริโภคภาคเอกชน 4.ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ และ 5.ตลาดการเงินผันผวนสูง

    สำหรับทางออก ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว คือ 1.Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง 2.Temporary การบริหารราคาพลังงานในลักษณะ Managed Float คือ ทยอยปรับขึ้น และ 3.Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/955026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nE0LaEpzgL_bSHxy6LIYA

  • ไมเนอร์ รีโนเวตใหญ่ อนันตรา หัวหิน ชี้ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย

    ไมเนอร์ รีโนเวตใหญ่ อนันตรา หัวหิน ชี้ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย

    หากพูดถึง ‘หัวหิน’ นับเป็นเมืองยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ที่ครองใจทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาต่อเนื่อง แต่ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ที่ล่าช้า กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบต่อการเดินทาง ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปหัวหิน ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวซบเซาลงในบางช่วง

    โอมาร์ โรเมโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการก่อสร้างถนนพระราม 2 กระทบท่องเที่ยวหัวหินระยะสั้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากผู้ใช้รถสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เส้นทางเลี่ยงหรือวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ส่งผลให้การเข้าถึงหัวหินสะดวกขึ้นตามลำดับ ประเมินว่าหากการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของหัวหินให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน

    อีกทั้งหัวหินยังมีความได้เปรียบในฐานะที่เป็นเมืองใกล้กรุงเทพและไม่ได้มีแค่ทะเล แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญโรงแรมในหัวหินที่มีตัวเลือกหลากหลาย มีทุกเซกเมนต์ราคาให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะนักการเดินทางระยะสั้นจากกรุงเทพฯ

    ดังนั้น ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ไมเนอร์ โฮเทลส์ ได้ทุ่มเงิน 400 ล้านบาท รีโนเวตโรงแรม ‘อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท’ นอกจากการดีไซน์บรรยากาศผสานเอกลักษณ์หมู่บ้านไทยซึ่งเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของรีสอร์ตเข้ากับความหรูหราร่วมสมัยแล้ว ยังได้เปิดตัวห้องพักรูปแบบใหม่ Pool Access Room Two-Bedroom Family Suites และ Two-Bedroom Family Pool Suite รองรับคู่รัก ครอบครัว และนักเดินทางที่ต้องการความเป็นส่วนตัว นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 25 ปีของอนันตรา

    ในช่วงเวลาเดียวกัน เจมส์ ซัตคลิฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท กล่าวต่อว่า ห้องพักแบบ 2 ห้องนอน ถือเป็นไฮไลต์ของโรงแรม หลังจากได้ทุบรวมห้องพักปกติ 3 ห้องให้กลายเป็นห้องสวีตแบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ทำให้จำนวนห้องพักทั้งหมดของรีสอร์ตลดลงจาก 196 ห้อง เหลือ 171 ห้อง ซึ่งจำเป็นต้องทำเพราะห้องประเภทนี้ได้รับความนิยมสูงมากและในตลาดไม่ค่อยมีใครทำ

    ส่วนโครงสร้างราคาหลังจากรีโนเวต ราคาห้องพักเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 40% โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ราว 7,000 บาทต่อคืน ส่วนห้องแบบ 2 ห้องนอนมีราคาเริ่มต้นประมาณ 18,000 บาท ขณะที่อัตราการเข้าพักของอนันตรา หัวหิน อยู่ที่ 70% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า แต่หลังจากมีการรีโนเวตแล้วนักท่องเที่ยวชาวไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเข้าพักระยะสั้นในช่วงสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดยาว แต่ก็ยังถือว่าน้อยเพราะตั้งเป้าให้มีคนไทยเข้ามาพักถึง 50% ถือเป็นการบาลานซ์ความเสี่ยง เพราะหากเกิดวิกฤตนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ ก็จะมีนักท่องเที่ยวไทยทดแทนได้

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวระยะไกลจากตลาดยุโรปและอังกฤษยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 4 ซึ่งมีพฤติกรรมการจองและระยะเวลาเข้าพักเฉลี่ยค่อนข้างนาน อยู่ที่ประมาณ 6.5 คืนต่อครั้ง ขณะเดียวกันยังพบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวมีแนวโน้มเข้าพักระยะยาวเพิ่มขึ้น เนื่องจากรีสอร์ตมีกิจกรรมหลากหลายรองรับทุกช่วงวัย และอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือพฤติกรรมการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวยุโรปที่สั้นลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่นิยมจองล่วงหน้านาน 12-18 เดือน ปัจจุบันลดลงเหลือเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวโรงแรมภายใต้แบรนด์ NH Hotels & Resorts ในหัวหิน มีห้องพักและห้องสวีตรวม 152 ห้อง ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย, จีน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, สิงคโปร์ ตลอดจนตลาดยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ และในอนาคตอันใกล้มีแผนจะขยายไปในหัวเมืองหลักในไทย เช่น เชียงใหม่ พัทยา ระยอง เพราะเชื่อว่านักท่องเที่ยวยุโรปมั่นใจในแบรนด์ NH หลังจากที่มีการทำตลาดอย่างแข็งแกร่งจากโรงแรม NH ที่มีมากกว่า 200 แห่งใน 26 ประเทศ

    โอมาร์ กล่าวต่อว่า ไมเนอร์ โฮเทลส์ มีแบรนด์โรงแรมในเครือทั้งหมด 12 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Luxury ไปจนถึง Select ที่เน้นความคุ้มค่า ปัจจุบันแบ่งโรงแรมออกเป็น 3 เซกเมนต์หลัก ได้แก่

    1.กลุ่ม Luxury (ระดับหรูหรา) ได้แก่ อนันตรา ซึ่งแบรนด์หลักที่ผู้คนในตลาดรู้จักอย่างกว้างขวางและเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์โรงแรมของไมเนอร์ รวมไปถึง The Wolseley Hotels แบรนด์หรูที่ต่อยอดมาจากร้านอาหารไอคอนิกในลอนดอน โดยจะเปิดโรงแรมแห่งแรกที่นิวยอร์กปลายปีนี้ และมีแผนจะเปิดในกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน

    2.กลุ่มพรีเมียม ได้แก่ อวานี นับเป็นแบรนด์ที่มีการขยายตัวอย่างมากในไทย รวมถึง NH Collection แบรนด์ระดับ Upper-upscale และ 3. กลุ่มระดับอัปสเกลที่เน้นความคุ้มค่า ได้แก่ NH Hotels และ Oaks แบรนด์ที่เน้นกลุ่มลูกค้าพักอาศัยระยะยาว

    พร้อมประเมินถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบันผลกระทบยังถือว่าไม่มากนัก แม้จะมีแขกบางส่วนขอเลื่อนการเดินทาง เพื่อรอดูสถานการณ์เที่ยวบิน แต่ก็ถูกชดเชยจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หนีจากความขัดแย้งเข้ามาพักในไทยแทน

    ส่วน อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท แม้จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเลื่อนหรือยกเลิกการเข้าพักมาบ้าง แต่ยังถือว่าน้อย เพราะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ทั้งยุโรปและสหราชอาณาจักร เดินทางเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ แต่บริษัทยังไม่นิ่งนอนใจและมีการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

    ภาพ: ต่างชาติยังไป ‘หัวหิน’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anantara-hua-hin-minor-renovation/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qYlwlsVeV4JixcVr2ZgZ-

  • เปิดไฮไลต์ “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44” ยกของดีทั่วไทยไว้กลางกรุง พร้อมจุดแชะภาพตามรอยลิซ่า

    เปิดไฮไลต์ “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44” ยกของดีทั่วไทยไว้กลางกรุง พร้อมจุดแชะภาพตามรอยลิซ่า

    สุดสัปดาห์นี้ห้ามพลาด งานเริ่มแล้วสำหรับ “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44” ยกของดีทั่วไทยมาไว้ใจกลางกรุง พร้อมจุดแชะภาพตามรอยลิซ่า

    เปิดฉากสาดความสนุกกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่มีแพลนไปไหนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ขอชวนมาเดินตากแอร์ฉ่ำๆ ใจกลางกรุงเทพฯ กับมหกรรมท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44” ประจำปี 2569 

    งานนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดใหญ่จัดเต็ม ขนทั้งความสนุก ความอร่อย และศิลปวัฒนธรรมจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศมาย่อไว้ในงานเดียว ภายใต้คอนเซปต์ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” เรียกว่ามาเดินงานเดียวก็เหมือนได้จัดทริปเที่ยวคุ้มทั่วไทย

    ภายในงานอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมที่พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ผ่านแนวคิด 5 Must Do in Thailand ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมการสาธิตภูมิปัญญาและงานคราฟต์ที่หาดูได้ยาก ตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรม และสนุกสุดเหวี่ยงกับคอนเสิร์ตจากศิลปินไทยที่มาร่วมสร้างสีสันตลอด 5 วันเต็ม นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สายคอนเทนต์ต้องรีบพุ่งตัวไป คือโซน Amazing Thailand ที่จัดเตรียมฉากจำลองสถานที่ท่องเที่ยวตามรอย “ลิซ่า” จากแคมเปญ feel all the feelings เอาไว้ให้ทุกคนได้แต่งตัวจัดเต็มมาแชะภาพสวยๆ กลับไปอวดเพื่อนลงโซเชียลแบบปังๆ

    นอกจากมุมถ่ายรูปสวยๆ แล้ว ไฮไลต์ที่สายกินต้องร้องว้าว คือ การรวบรวมของอร่อยจาก 5 ภูมิภาค ที่ ททท. ยกทัพร้านดังทั่วไทยมาเสิร์ฟถึงกลางกรุง ให้อร่อยฟินแบบไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ว่าจะเดินเลี้ยวไปโซนไหนก็มีเมนูเด็ดรออยู่แบบจัดเต็ม ได้แก่

    • โซน 1 สุขทันทีที่เที่ยวภาคตะวันออก: สัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์จาก ร้านสวนแก้วคูณ, ร้านสาริกาฟาร์ม และ ร้านสวนเคพี การ์เด้น
    • โซน 2 สุขทันทีที่เที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: แซ่บถึงใจไปกับ ร้านเสือใหญ่ ไก่ย่างมะดัน, ร้านแม่เสงี่ยมแจ่วฮ้อน, ร้านฟาร์มฮัก และ ร้านข้าวเม่าแม่น้อย
    • โซน 3 สุขทันทีที่เที่ยวภาคใต้: หรอยแรงทะลุพิกัดกับ ร้านกุเลาแม่แป้นตากใบ, ร้านดรีม ผลไม้แปรรูป, ร้านสำรับโนราห์, ร้านอาหารลานข้าว และ ร้านเจริญข้าวมันไก่เบตงพันธ์แท้
    • โซน 4 สุขทันทีที่เที่ยวภาคกลาง: ชิมของอร่อยฟินๆ จาก ร้านแมวเป็นของเหลว และ ร้านข้าวนม
    • โซน 5 สุขทันทีที่เที่ยวภาคเหนือ: ลำแต๊ๆ กับเมนูชื่อดังจาก ร้านข้าวซอยลำดวนฟ้าฮ่าม เชียงใหม่, ร้านภูวนาถ กะหรี่ 2 ปั๊ป, ร้านโกโก้ วัลเลย์ และ ร้านซันนี่ แอนด์ เฟรนด์

    วิธีเดินทางไป เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44

    วิธีที่แนะนำที่สุดคือการใช้รถไฟฟ้า MRT มาลงที่สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยใช้ทางออก 3 แล้วเดินทะลุทางเชื่อมเข้างานได้ทันที หรือถ้าใครสะดวกนั่งรถไฟฟ้า BTS ก็สามารถนั่งมาลงที่สถานีอโศก

    สำหรับคนที่ชอบนั่งรถประจำทางชิลๆ สามารถใช้บริการสาย 71, 136, 185, 3-54 และ 3-55 มาลงหน้าศูนย์ฯ ได้เลย 

    ส่วนใครที่ซื้อของเยอะและจำเป็นต้องขับรถยนต์ส่วนตัวมาเอง ทางสถานที่ก็มีจุดจอดรถชั้นใต้ดินรองรับอย่างกว้างขวางได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง

    สำหรับใครที่เตรียมตัวลุย งานนี้เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 ไปจนถึง 21.00 น. ณ ชั้น G ฮอลล์ 1 – 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โค้งสุดท้ายช่วงสุดสัปดาห์แบบนี้บอกเลยว่าเตรียมชุดให้พร้อม เคลียร์ท้องให้ว่าง แล้วรีบมาเช็กอินด่วน

    ข้อมูล และภาพ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2922751&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Lgr-8T-fOqObgM54L7Nce

  • เอกชนท่องเที่ยวภาคตะวันออก แนะรัฐปล่อย ‘น้ำมันสำรอง’ พยุงราคาช่วงเทศกาลสงกรานต์

    เอกชนท่องเที่ยวภาคตะวันออก แนะรัฐปล่อย ‘น้ำมันสำรอง’ พยุงราคาช่วงเทศกาลสงกรานต์

    เอกชนท่องเที่ยวภาคตะวันออกชี้ “น้ำมันแพง” ทุบกลุ่มทัวร์สัมมนาวูบ แต่เชื่อมั่นสงกรานต์ยังคึกคัก จี้รัฐงัด “น้ำมันสำรอง” ปล่อยก๊อกลดราคาเป็นของขวัญประชาชน

    27 มีนาคม 2569 – นายอนุชา เทียนชัย ผู้แทนประธานสภาอุสาหกรรมท่องเที่ยว เขต9 (จันทบุรี,ตราด,ระยอง) ผู้แทนประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มภาคตะวันออก เปิดเผยว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวในในภาคตะวันออก โดยเริ่มจากพื้นที่จังหวัดตราดและจันทบุรี ที่กำลังประสบวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าขณะนี้ผลกระทบได้เริ่มส่งผลชัดเจนในกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ (Group) โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบริษัทเอกชน ที่ต้องปฏิบัติไปตามนโยบายภาครัฐให้ชะลอการเดินทางหรือหยุดกิจกรรมสัมมนา ทำให้มีการยกเลิกและเลื่อนการจองห้องพักโดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างเกาะช้าง จังหวัดตราด รวมถึงหาดเจ้าหลาวและแหลมเสด็จ ในจังหวัดจันทบุรีไปเป็นจำนวนมาก

    อย่างไรก็ตามก็ยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระหรือกลุ่มครอบครัว (FIT) ที่นิยมเดินทางไปยังเกาะกูดและเกาะหมาก เดินทางมาชดเชย ซึ่งพบว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีการวางแผนการเดินทางในช่วงปิดเทอมไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้ต้นทุนค่าน้ำมันจะเพิ่มขึ้นแต่กลุ่มนี้ยังคงตัดสินใจเดินทางตามเดิม

    “ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงนี้ ภาคเอกชนประเมินว่านักท่องเที่ยวจะยังคงเดินทางเข้าสู่ภาคตะวันออกอย่างหนาตา เนื่องจากเป็นเทศกาลสำคัญที่คนไทยยอมจ่ายเพื่อการพักผ่อน แม้จะมีปัจจัยเรื่องน้ำมันแพงมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจว่สจะเดินทางมาหรือไม่โดยคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มชนชั้นกลางและแรงงานจะยังคงเดินทางมาเล่นน้ำสงกรานต์และวันไหลตามประเพณีของภาคตะวันออก แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปท่องเที่ยวในจุดที่ใกล้กรุงเทพฯ มากขึ้น เช่น บางแสน หรือพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ในขณะที่พื้นที่จังหวัดตราดและจันทบุรีจะยังคงรักษาฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวที่เน้นความเป็นส่วนตัวและมีกำลังซื้อได้อยู่“นายอนุชากล่าว

    ผู้แทนประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภาคตะวันออก เขต 9 กล่าวอีก ภาคเอกชนเตรียมยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อขอความช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเน้นการลดต้นทุนการเดินทางให้กับประชาชน เช่น การขยายเวลาเปิดใช้มอเตอร์เวย์ฟรีจากเดิม 3 วัน เป็น 5 วัน เพื่อช่วยย่นระยะเวลาเดินทางและลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงขอให้รัฐบาลพิจารณาบริหารจัดการ “น้ำมันสำรอง” ที่มีอยู่ในสต็อกออกมาใช้พยุงราคาในช่วงเทศกาลเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ประชาชน

    นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้ามาช่วยพยุงราคาค่าไฟเพื่อลดภาระซ้ำเติมแก่ผู้ประกอบการ เนื่องจากไฟฟ้าเป็นต้นทุนที่รัฐบริหารจัดการได้ง่ายกว่าน้ำมันที่ต้องอิงราคาตลาดโลก พร้อมกันนี้ยังฝากถึงสื่อมวลชนให้ช่วยนำเสนอข้อมูลข่าวสารตามความเป็นจริงและเน้นเชิงบวก เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกในประเด็นน้ำมันขาดแคลนจนนักท่องเที่ยวไม่กล้าออกจากบ้าน“

    สำหรับสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่เกาะช้างขณะนี้ พบว่ายังมีจำนวนหนาตาเนื่องจากปัญหาตั๋วเครื่องบินขากลับมีราคาแพงและเที่ยวบินเต็ม ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกที่จะพำนักต่อ (Stay over) อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้เริ่มมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ประหยัดขึ้น โดยหันไปเลือกใช้บริการร้านอาหารริมทางแทนร้านอาหารขนาดใหญ่ เนื่องจากไม่ได้เตรียมงบประมาณสำหรับการพำนักระยะยาวไว้ ซึ่งภาคเอกชนมองว่าวิกฤตน้ำมันครั้งนี้แม้จะเป็นความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมองเห็นทางออกที่ชัดเจนกว่ายุคโควิด-19 และเชื่อว่าหากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศคลี่คลาย ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/970695/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aXEWWxjcUTa_Y5oiUFxpM

  • สนามบินหัวหินปลุกท่องเที่ยว! จัด “สนามบินมีชีวิต” รับสงกรานต์

    สนามบินหัวหินปลุกท่องเที่ยว! จัด “สนามบินมีชีวิต” รับสงกรานต์

    ภูมิภาค

    สนามบินหัวหินปลุกท่องเที่ยว! จัด “สนามบินมีชีวิต” รับสงกรานต์

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 27 มีนาคม 2569 น.ส.ชนัตถา ศรีเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานหัวหิน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการให้บริการท่าอากาศยานหัวหิน ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับการให้บริการและเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว

    การประชุมครั้งนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ เทศบาลนครหัวหิน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ และภาคเอกชนในพื้นที่ โดยร่วมกันเสนอแนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

    ที่ประชุมได้หารือการจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “สนามบินมีชีวิต” โดยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นและผลิตภัณฑ์ OTOP ภายในสนามบิน รวมถึงการผลักดันเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ เสนอเที่ยวบินตรงจากสิงคโปร์สู่หัวหิน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักกอล์ฟ

    นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางจัดระเบียบรถรับส่งผู้โดยสารทั้งระบบสาธารณะและรถรับจ้าง รวมถึงขอความร่วมมือในการควบคุมการจุดพลุและการใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ภายในรัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบิน เพื่อความปลอดภัยด้านการบิน

    ผู้อำนวยการท่าอากาศยานหัวหิน กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการขยายรันเวย์และปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตรวจรับงาน ขณะที่จำนวนผู้โดยสารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเที่ยวบินเส้นทางเชียงใหม่–หัวหิน มีผู้โดยสารกว่า 5,800 คนในเดือนมกราคม และ 5,210 คนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ท่าอากาศยานหัวหินเตรียมจัดกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยวัฒนธรรมไทยในวันที่ 10 เมษายน 2569 เพื่อสร้างภาพลักษณ์ “สนามบินมีชีวิต” และสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนตั้งแต่ก้าวแรก

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470714&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tSjW0iu8qLgDljg8BOmBs

  • ท่องโลกดึกดำบรรพ์ “พิพิธภัณฑ์กำเนิดชีวิต” สนามบินสุโขทัย

    ท่องโลกดึกดำบรรพ์ “พิพิธภัณฑ์กำเนิดชีวิต” สนามบินสุโขทัย

    เที่ยว “พิพิธภัณฑ์กำเนิดชีวิต” สนามบินสุโขทัย กับซากดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์ที่สุด 1 เดียวในไทย

    ใครที่ชื่นชอบไดโนเสาร์ ขอแนะนำ “พิพิธภัณฑ์กำเนิดชีวิต” ที่รวบรวมเหล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์มาจัดแสดงให้ได้ตื่นตาตื่นใจ และเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์ที่สุด 1 เดียวในประเทศไทย เดินทางก็ง่าย และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วย

    เมื่อมาที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ สิ่งแรกที่จะได้เห็นตั้งอยู่ข้างหน้าพิพิธภัณฑ์คือเหล่าไดโนเสาร์ที่ถูกขุดค้นพบในไทย มีประติมากรรมโอลิมปิกกอริลลา ประติมากรรมที่เคยตั้งอยู่ในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งที่ 30 ที่กรุงลอนดอนเมื่อปี พ.ศ. 2555

    เข้ามาข้างในจะมีการแสดงฟอสซิลสิ่งมีชีวิตตั้งแต่การเกิดขึ้นของโลก ในช่วงเวลานั้นมีสิ่งมีชีวิตอะไรเกิดขึ้นบ้างและมีวิวัฒนาการอย่างไรจนถึงช่วงปัจจุบัน เริ่มจากเหล่าหินดึกดำบรรพ์ที่เป็นจุดกำเนิดสัตว์เซลเดียว สัตว์เลื้อยคลานดึกดำบรรพ์ที่วิวัฒนาการเป็นไดโนเสาร์ กลุ่มโครงกระดูกฟอสซิลไดโนเสาร์บนบกและฟอสซิลไดโนเสาร์โลกใต้น้ำ ฟอสซิลเปลือกหอยดึกดำบรรพ์ เศษลูกอุกกาบาตของจริง ต้นเหตุของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ฟอสซิลเต่าล้านปีหาดูยาก โครงกระดูกงูโบราณ นกโบราณ และสัตว์ตระกูลลิงที่วิวัฒนาการเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ นอกจากนี้ยังมีฟอสซิลช้างแมมมอธแบบไซส์จริงและใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้ชมกันอีกด้วย

    ใครที่สนใจอยากมาเที่ยวมาได้ที่ “พิพิธภัณฑ์กำเนิดชีวิต” ตั้งอยู่ภายในบริเวณสนามบินสุโขทัย จ.สุโขทัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/thailand/271896&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09wqWpSAwYBENCwx-Iinbx

  • ตราดเปิด ฮ.รับผู้ป่วยฉุกเฉิน เกาะช้างยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวสุขภาพ

    ตราดเปิด ฮ.รับผู้ป่วยฉุกเฉิน เกาะช้างยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวสุขภาพ

    ภูมิภาค

    ตราดเปิด ฮ.รับผู้ป่วยฉุกเฉิน เกาะช้างยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวสุขภาพ

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.26 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ตราด วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ที่สนามยิงปืนเกาะช้าง (บ้านลูกช้าง) ตำบลเกาะช้างใต้ อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด นายสาคร นิลรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานเปิดลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เพื่อรองรับการรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน ตามโครงการ “The Essence of TRAT Wellness : ตราดมหานครแห่งความสุขและสุขภาพ”

    ภายในพิธีมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม อาทิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตราด อำเภอเกาะช้าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ผู้นำท้องถิ่น สมาคมเวลเนสตราด และหอการค้าจังหวัดตราด

    นายสาคร เปิดเผยว่า จังหวัดตราดมุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวควบคู่กับความปลอดภัย ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดี วิถีตราด” โดยใช้จุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทะเล เกาะ ป่าไม้ และวิถีชีวิตชุมชน มาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)

    การเปิดลานจอดเฮลิคอปเตอร์ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ทำให้การช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ จังหวัดยังส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น การท่องเที่ยวธรรมชาติ การออกกำลังกายกลางแจ้ง การท่องเที่ยวชุมชน และการบริโภคอาหารพื้นถิ่นที่ปลอดภัย เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ดีทั้งกายและใจ

    ด้าน นพ.ภัทรพล บุญคู่ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตราด กล่าวว่า ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าว จะช่วยเพิ่มความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับเกาะช้างสู่แหล่งท่องเที่ยวมาตรฐานสากล

    ทั้งนี้ จังหวัดตราดตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน รองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eku31JvUOd6FIIutngrPu

  • บุกกรุงสะเทือน! ‘ททท.เหนือ’ยกไฮไลต์‘ปู่ม่าน-ย่าม่าน’ ดัน 5 โซนเที่ยวในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย

    บุกกรุงสะเทือน! ‘ททท.เหนือ’ยกไฮไลต์‘ปู่ม่าน-ย่าม่าน’ ดัน 5 โซนเที่ยวในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

    บุกกรุงสะเทือน! ‘ททท.เหนือ’ยกไฮไลต์‘ปู่ม่าน-ย่าม่าน’ ดัน 5 โซนเที่ยวในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย

    เปิดมิติใหม่การท่องเที่ยวล้านนาร่วมสมัย ชวนสัมผัส “Season of North 2026” เที่ยวเหนือได้ตลอดทั้งปี พร้อมดัน “น่าน” เมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก สู่แลนด์มาร์กกลางกรุง กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนผ่าน 5 โซน “อิ่มใจ–ชื่นใจ–ซื้อใจ–สุขใจ–เพลินใจ” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคเหนือ ชวนเที่ยวงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44  สัมผัสกลิ่นอายความคึกคักของ “หมู่บ้านภาคเหนือ” ภายใต้แนวคิด “Season of North 2026 : สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ถ่ายทอดเสน่ห์ล้านนาในรูปแบบร่วมสมัย ผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เข้าถึงง่ายและเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี

    นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. เปิดเผยว่า ปีนี้ ททท.ภูมิภาคภาคเหนือ มุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวผ่านการตีความอัตลักษณ์ล้านนาในมุมใหม่ โดยคัดสรรเรื่องราวที่สะท้อน “ชีวิตจริง” ของภาคเหนือ ที่ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิม แต่ถูกนำเสนออย่างร่วมสมัยและเข้าถึงได้สำหรับนักท่องเที่ยวยุคปัจจุบัน โดยชู “น่าน” เมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก สู่ไฮไลต์สำคัญ ในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านจาก UNESCO (Crafts and Folk Art) มาถ่ายทอดผ่านรูปแบบ Immersive Experience ภายในงาน

    สำหรับแลนด์มาร์กสำคัญในโซนหมู่บ้านภาคเหนือ ได้แก่

    • “ปู่ม่าน–ย่าม่าน” รูปจำลองขนาดใหญ่ จากจิตรกรรมฝาผนังชื่อดัง ณ วัดภูมินทร์ ถ่ายทอดเรื่องราว “กระซิบรักเมืองน่าน” เปิดมุมมองใหม่ให้ผู้เข้าชมได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

    • “หัวเรือไม้แกะสลัก” ศิลปะพื้นบ้านจากประเพณีแข่งเรือ สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ชุมชน พร้อมด้วยการนำเสนอศิลปหัตถกรรมล้านนาจากหลากหลายจังหวัด ที่สะท้อนความงดงามของภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เวทีระดับประเทศ

    นอกจากนี้ ภายในหมู่บ้านภาคเหนือยังออกแบบ 5 โซนประสบการณ์ มอบประสบการณ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยว ได้อย่าง“ครบทุกมิติของการเที่ยวเหนือ” ไม่ว่าจะเป็น

    + โซน “อิ่มใจ” (Must Taste)

    นำเสนออาหารพื้นถิ่นระดับกูร์เมต์และร้านดังระดับตำนาน อาทิ ข้าวซอยลำดวน ฟ้าฮ่าม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับรางวัล Michelin Guide รวมถึงเมนูพื้นบ้านสูตรดั้งเดิมกว่า 100 ปี

    + โซน “ชื่นใจ” (Café & Craft Drink)

    รวบรวมเครื่องดื่มคุณภาพจากแหล่งผลิตในภาคเหนือ ทั้งชา กาแฟ และเครื่องดื่มฟิวชันที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    + โซน “ซื้อใจ” (Must Buy)

    ช้อปสินค้า OTOP และงานคราฟต์ดีไซน์ร่วมสมัย อาทิ เครื่องทองสุโขทัย เครื่องเงินจากน่าน และงานหัตถกรรมจากกลุ่มชาติพันธุ์

    + โซน “สุขใจ” (Spiritual & Belief)

    พื้นที่แห่งความศรัทธา รวบรวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกิจกรรมเสริมสิริมงคล พร้อมศาสตร์การดูดวงหลากหลายแขนง

    + โซน “เพลินใจ” (Workshop & Experience)

    เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรม D.I.Y. งานหัตถศิลป์ล้านนา สวมชุดพื้นเมือง และสัมผัสวิถีชีวิตแบบเหนืออย่างใกล้ชิด

    ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทุกท่าน ร่วมสัมผัสเสน่ห์ล้านนาในมิติใหม่ ภายใน “หมู่บ้านภาคเหนือ” ที่ยกประสบการณ์กิน–ช้อป–เที่ยว–มู–เวิร์กช้อป มาไว้ครบจบในที่เดียว ในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ตั้งแต่วันนี้ – 29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฮอลล์ 1–4 กรุงเทพมหานคร เวลา 10.00 – 21.00 น. แล้วมาค้นพบความสุขแบบ “Season of North” ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักภาคเหนือ…ได้ในทุกฤดู ณ ใจกลางกรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/955221&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ItB5ejPdrtFCdXzKv5nhL