Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ททท. ชวนสุขทันทีที่เที่ยวไทยกับเซเว่น อีเลฟเว่น เที่ยวเมืองไทย ใกล้ไกล อยู่ที่ไหนก็เที่ยวได้

    ททท. ชวนสุขทันทีที่เที่ยวไทยกับเซเว่น อีเลฟเว่น เที่ยวเมืองไทย ใกล้ไกล อยู่ที่ไหนก็เที่ยวได้

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี เชิญชวนเที่ยวเมืองไทย เที่ยวใกล้ เที่ยวง่าย อยู่ที่ไหนก็เที่ยวได้ สัมผัสเสน่ห์ไทยไปด้วยกันในเทศกาลหยุดยาวนี้ เตรียมพบกับ 15 ภาพแหล่งท่องเที่ยวจาก 5 ภูมิภาคทั่วไทยบนฉลากขวดน้ำดื่ม7Select พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมโหลดภาพ E-Wallpaper แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามของประเทศไทยผ่านแอปพลิเคชัน 7-Eleven พร้อมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวจาก ททท. เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางตามรอยทั่วประเทศไทย

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ททท. กับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ เซเว่น อีเลฟเว่น ในครั้งนี้ จะช่วยทำให้เกิดการเชื่อมโยงเรื่องราวการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเสน่ห์ของไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติผ่านการนำเสนอภาพแหล่งท่องเที่ยวจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทยบนช่องทางสินค้าและบริการของเซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งขวดน้ำดื่ม 7Select และแอปพลิเคชัน 7-Eleven ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ถึงความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวไทยแก่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ กระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว และยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในมิติใหม่ ที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริงของนักท่องเที่ยว ผ่าน Touchpoint ที่สำคัญอย่างเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มีเครือข่ายร้านค้าที่แข็งแกร่ง รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้ในทุกพื้นที่

    นอกจากนี้ ด้วยจำนวนร้านค้าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย และพนักงานของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่พร้อมจะอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จึงเป็น Touchpoint สำคัญที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์การเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทยและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว สอดคล้องกับโครงการ Trusted Thailand ของ ททท. ที่มุ่งยกระดับความปลอดภัยของการเดินทางท่องเที่ยวไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ความพร้อมของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยในระดับนานาชาติ

    ด้าน นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวถึง ความพร้อมของร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ไม่ว่าจะจุดหมายปลายทางจะอยู่ใกล้ไกลแค่ไหน ก็สามารถเที่ยวไทยได้อย่างอุ่นใจ เพราะร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กว่า 15,000 สาขา ตั้งอยู่กระจายทั่วทุกพื้นที่ทุกชุมชนคอยอำนวยความสะดวกให้ทุกคน

    “ร้านเซเว่นฯ พร้อมดูแลนักท่องเที่ยวทุกคน มีสินค้าหลากหลายไม่ว่าจะเป็นอาหารพร้อมทานที่ตอบโจทย์ความชอบทุกประเภท สิ่งของจำเป็นสำหรับการเดินทางที่คัดสรรมาแล้วให้เหมาะกับการใช้งานและความต้องการของลูกค้า ที่สำคัญคือสินค้าคุณภาพ ราคามาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีพนักงานที่ถูกเทรนมาเป็นอย่างดีพร้อมให้บริการด้วยรอยยิ้ม และคอยให้ความช่วยเหลือดูแลตลอด 24 ชั่วโมง จึงอยากจะชวนคนไทยเที่ยวเมืองไทย สุขใจใกล้ๆบ้าน”

    นายยุทธศักดิ์ ยังเสริมอีกด้วยว่า ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จะเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทยในการสร้างความประทับใจให้กับแขกผู้มาเยือน สร้างประสบการณ์ที่ดีได้ง่ายๆ สัมผัสเสน่ห์ความเป็นไทยทั้งอาหารไทยหลากหลาย ได้อิ่มท้อง อิ่มใจ ได้รับบริการที่เปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่ และรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย เป็นที่พึ่งให้นักท่องเที่ยวยามฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเอาเปรียบเพราะมีมาตรฐานสินค้า บริการ ราคาเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นที่รวมของฝากของดีจากท้องถิ่นต่างๆ ของเมืองไทย ที่เซเว่น อีเลฟเว่น ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้นำสินค้า OTOP จากชุมชนเข้ามาวางจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวเลือกอุดหนุน เปิดโอกาสขยายตลาดกระจายรายได้สู่ชุมชน เป็นอีกจุดเช็คอินที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทำให้ต่างชาติกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้ง 

    สำหรับโครงการ “ททท. ชวนสุขทันทีที่เที่ยวไทยไปกับ 7-Eleven” ประกอบด้วย การนำเสนอภาพแหล่งท่องเที่ยวไทย 15 แห่ง จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทยบนฉลากขวดน้ำดื่ม 7Select ประเภท น้ำแร่ธรรมชาติและน้ำดื่ม อาทิ หมู่เกาะรัง จังหวัดตราด, ทะเลแหวก จังหวัดกระบี่, ภูทอก จังหวัดเลย, เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี และดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนเมษายน – ธันวาคม 2569 พร้อมเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจร่วมดาวน์โหลดภาพถ่ายสำหรับ E-Wallpaper และข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทยผ่านแอปพลิเคชัน 7-Eleven นอกจากนี้ พบกับจุดเช็คอินใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวจาก 7-Eleven Art Gallery ที่เปลี่ยนร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เป็น Art Gallery ด้วยสตรีทอาร์ทผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชนและจังหวัด อาทิ 7-Eleven X ขัวศิลปะ บริเวณร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาหอนาฬิกา และสาขาชุมชนห้วยปลากั้ง จังหวัดเชียงราย พร้อมกันนี้เตรียมพบกับ อนุสาร อ.ส.ท. ในช่องทางจำหน่ายของเซเว่น อีเลฟเว่นและความร่วมมือในการสร้างสรรค์สิทธิประโยชน์ร่วมกันระหว่างสมาชิก All member และ อ.ส.ท. Club

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/pr-news/41490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pjt-YQlJ05s3a9sT0bQwu

  • ชาวเชียงใหม่หนีฝุ่นซุกห้างสรรพสินค้าตั้งแต่เริ่มเปิด ที่จอดรถแน่นทั้งวัน

    ชาวเชียงใหม่หนีฝุ่นซุกห้างสรรพสินค้าตั้งแต่เริ่มเปิด ที่จอดรถแน่นทั้งวัน

    วันที่ 29 มี.ค.2569 เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ สภาพอากาศในเมืองเชียงใหม่ทั้งร้อนอบอ้าว ท้องฟ้าขมุกขมัว ปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันเข้าสู่เป็นวันที่ 6 แล้ว ทำให้ชาวเชียงใหม่อยู่บ้านไม่ติด ใครมีลูกมีหลานก็พาไปหลบร้อนตามห้างสรรพสินค้า จะพบว่าแต่ละห้างเต็มไปด้วยผู้คนแม้กระทั่งลานจอดรถแทบไม่มีที่จอด

    ส่วนผู้ที่อาศัยตามอำเภอรอบนอกที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาพักผ่อนตามห้าง ก็จะพาก้นไปเล่นน้ำตามแหล่งท่องเที่ยวริมน้ำใกล้บ้านเป็นการผ่อนคลายความร้อนกัน

    มีรายงานข่าวจากหมู่บ้านแม่กำปอง
    สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ที่เคยมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวกันอย่างหนาแน่นเมื่อช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมา แต่เมื่อสิ้นสุดหน้าหนาว ทำให้หมู่บ้านแม่กำปองเงียบเหงามาก แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ผู้ประกอบการบ้านพัก รีสอร์ท ทะยอยกันปิดตัวลงชั่วคราวไปจนกว่าจะถึงช่วงปลายปี หรือฤดูกาลท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3907441/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3izLO2WvmBcMWTxl_6WzvD

  • เวทีนางงามยุคใหม่ : พลิกความนิยมสู่ธุรกิจพันล้าน พลังขับเคลื่อนสังคม-เศรษฐกิจ

    เวทีนางงามยุคใหม่ : พลิกความนิยมสู่ธุรกิจพันล้าน พลังขับเคลื่อนสังคม-เศรษฐกิจ

    เจาะลึกประวัติ หนิง ปัทมา: เส้นทางศิลปินสู่มงกุฎ

    ตัวตนและจุดเด่นของ หนิง ปัทมา คือเรื่องราวแห่งความพยายามที่สร้างแรงบันดาลใจ พรสวรรค์ด้านเสียงร้องของเธอถูกค้นพบในห้องคาราโอเกะเล็กๆ ที่บ้าน แม้จะมีความฝันอยากเป็นนักร้องอาชีพ แต่กลับถูกทัดทานจากครอบครัวที่มองว่าเป็นอาชีพ “เต้นกินรำกิน” และไม่มั่นคง ทว่าเธอก็ไม่ยอมแพ้

    หนิง ปัทมา เดินสายประกวดร้องเพลงตั้งแต่อายุ 18 ปี ผ่านเวทีระดับประเทศมากมาย จนได้เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่อย่างแกรมมี่โกลด์ ก่อนจะผันตัวมาเป็นศิลปินอิสระที่มีวงดนตรีเป็นของตัวเอง และกวาดผู้ติดตามบน YouTube ไปนับล้านคน เส้นทางนางงามของเธอเริ่มต้นจากการคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์สชลบุรี 2025 แต่ด้วยภาวะผู้นำ

    เธอเลือกสละสิทธิ์เพื่อไม่ให้กระทบงานของทีมงานในวงดนตรี จนกระทั่งเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับผลักดันให้เธอก้าวสู่ เวทีมิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าอดีตนักร้องลูกทุ่งก็สามารถเป็นนางงามระดับประเทศได้

    หนิง ปัทมา: นางงามซุปตาร์ผู้คว้ามงมิสแกรนด์ 2026 -  มุมมองเวทีนางงามยุคใหม่ : พลิกความนิยมสู่ธุรกิจพันล้าน พลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ

    ความกล้าหาญบนเวที: ทลายกรอบการเมืองและโปรดักชัน

    การประกวดรอบตัดสินของมิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 ภายใต้คอนเซปต์ “Grand Evolution” ถือเป็นการทลายขีดจำกัดโปรดักชันนางงามไทย ด้วยการนำเสนอผ่านธีม “ดิน น้ำ ลม ไฟ” ที่มีกิมมิคไฮไลต์อย่างม่านน้ำพุจากเพดานฮอลล์

    แต่จุดที่ทำให้ หนิง ปัทมา เฉือนชนะคู่แข่งตัวเต็งอย่าง แองเจ ปนัสยา (บุรีรัมย์) และ ไอลิน แนบสุข (ภูเก็ต) ไปได้อย่างขาดลอย คือรอบตอบคำถาม (Brain) ที่สะท้อนจุดยืนทางการเมืองและวิกฤตสังคม เมื่อเจอคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมทางการเมืองและราคาน้ำมัน หนิงเลือกที่จะตอบด้วยความกล้าหาญและเผ็ดร้อน ชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือ “อำนาจมืดที่ประชาชนไม่เคยได้เห็น” พร้อมประกาศกร้าวเรียกขานให้ประชาชนรวมพลังต่อสู้กับกลุ่มอำนาจที่เอารัดเอาเปรียบ คำตอบของเธอไม่เพียงแต่เรียกเสียงเชียร์สนั่นฮอลล์ แต่ยังสะท้อนเจตนารมณ์ของเวทีที่ต้องการผู้หญิงที่มีไหวพริบ ปราดเปรียว และกล้าเป็นกระบอกเสียงอย่างแท้จริง

    สรุปผลรางวัลมิสแกรนด์ 2026 และก้าวต่อไปบนเวทีสากลที่ประเทศอินเดีย

    นอกเหนือจากผู้ชนะเลิศ เวทีปีนี้ยังอัดแน่นไปด้วยสาวงามเปี่ยมศักยภาพ

    โดยสรุปผลตำแหน่งสำคัญมีดังนี้:

    • มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026: หนิง ปัทมา จิตรสวัสดิ์ (ชลบุรี)
    • รองอันดับ 1: แองเจ ปนัสยา แองเจลิกา ดีมากด์ (บุรีรัมย์)
    • รองอันดับ 2: ไอลิน แนบสุข (ภูเก็ต)
    • รองอันดับ 3: ผ้าแพร ณัฐกฤตา เกิดแก่นจิโรจ (สระบุรี)
    • รองอันดับ 4: เนย นฤมล เฉลิมฤกษ์ (สุโขทัย)
    • รองอันดับ 5 (6 ตำแหน่ง): เหมยลี่ (ฉะเชิงเทรา), ทีน่า (ตราด), เจสสิกา (แพร่), คะนิ้ง (อุดรธานี), ขนมเนย (ตรัง), ยีนส์ (กรุงเทพฯ)
    • รางวัลพิเศษ: Best National Costume ได้แก่ หมวย ธิดารัตน์ (นครพนม) และ Best in Swimsuit ได้แก่ โซเฟีย ศศิวรารินทร์ (เชียงใหม่)

    ภารกิจที่ยิ่งใหญ่และท้าทายที่สุดของ หนิง ปัทมา กำลังจะเริ่มต้นขึ้นใน ต.ค. นี้ กับการเป็นตัวแทนสายสะพายไทยแลนด์เข้าร่วมประกวด Miss Grand International 2026 ณ ประเทศอินเดีย การจะก้าวไปคว้ามงกุฎแรกให้กับประเทศไทย เธอจะต้องเผชิญกับการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อต่อกรกับนางงามสายลาตินที่มีสไตล์การเดินสับและเอเนอร์จี้ล้นเหลือ แต่ด้วยต้นทุนความเป็น “นางงามซุปตาร์” ทักษะการแสดงบนเวทีที่หาตัวจับยาก และการเป็นเจ้าของรางวัล Grand Voice Award เชื่อมั่นได้เลยว่า หนิง ปัทมา จะเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งที่ทั่วโลกต้องจับตามอง และพร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรฐานนางงามไทยยุค “Evolution” นั้นแข็งแกร่งเพียงใดบนเวทีระดับสากล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/inspiration/862720&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eWbdFSvsjJh6S3vcuvnMR

  • “อนุทิน” เผยเตรียมแถลงนโยบายรัฐบาล วันที่ 7 – 9 เม.ย.นี้

    “อนุทิน” เผยเตรียมแถลงนโยบายรัฐบาล วันที่ 7 – 9 เม.ย.นี้

    วันนี้ (29 มี.ค.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าวันที่ 30 มี.ค.2569 พร้อมกับเดินหน้าจัดทำร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ

    นายอนุทิน ยังกล่าวว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยวางไทม์ไลน์การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯไว้ ในช่วงก่อนสงกรานต์ ในช่วงวันที่ 7 – 9 เม.ย. ซึ่งคำแถลงนโยบายจะมีทั้งสิ้นประมาณ 20 – 30 หน้า

    ทั้งนี้ มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” ซึ่งมี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้

     รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ และแผนการรับมือภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้าน คือภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม

    อ่านข่าว

    นายกฯ ลงพื้นที่นครพนม เช่ารถขับสุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน ยันสถานการณ์ปกติ

    “อนุทิน” ยืนยัน “คนละครึ่งพลัส” มาแน่ ลั่นจัดเต็มกว่าเดิม

    “อนุทิน” ขอโทษประชาชน ปมบริหารราคาน้ำมันสร้างความปั่นป่วน

    อัปเดต 35 รายชื่อโผ “ครม.อนุทิน 2” ผ่านด่านอรหันต์ตรวจเข้มคุณสมบัติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_T0zcStHbEADI0jS48lDs

  • ชาวสวนน้ำตาตก ผักราคาตกต่ำ กะหล่ำปลีเหลือกิโลละ 50 สตางค์

    ชาวสวนน้ำตาตก ผักราคาตกต่ำ กะหล่ำปลีเหลือกิโลละ 50 สตางค์

    ดูทีวีกด 33 ดูออนไลน์ที่ 3Plus - ช่อง3

    ออกจากระบบ

    เสียใจจังจะหยุดพักความสนุกไว้แค่นี้…

    ยกเลิกตกลง

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    คุณต้องการล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด?

    ยกเลิกล้างทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    เศรษฐกิจ

    5 ชั่วโมงที่แล้ว

    32 views

    ชาวสวนน้ำตาตก ผักราคาตกต่ำ กะหล่ำปลีเหลือกิโลละ 50 สตางค์

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/ZGymyJrZcwA

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  ผักราคาตก ,ราคากะหล่ำปลี

    คุณอาจสนใจ

    Related News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/weekend/460021&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yWsMrbAA84P0OmYW5pwMi

  • ผู้ว่าฯ สงขลา ประธานเปิดงานศรัทธาวิถี รักษา สืบศิลป์ ถิ่นใต้ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ สงขลา ประธานเปิดงานศรัทธาวิถี รักษา สืบศิลป์ ถิ่นใต้ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ สงขลา ประธานเปิดงานศรัทธาวิถี รักษา สืบศิลป์ ถิ่นใต้

    • เผยแพร่ : 29/03/2026 17:50

    วันที่ 29 มี.ค. 2569 ณ หลาดดงตาล สวนเทพหยา ต.ป่าขาด อ.สิงหนคร จ.สงขลา บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้ประกอบการ ร้านค้า ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจกับตลาดหลาดดงตาล ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาตลาดวัฒนธรรม เท่สิงหนคร” โดยมี นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานพิธีเปิด พร้อมด้วย นางสาวณัฐกานต์ สายน้อย นายอำเภอสิงหนคร อ.ดร.นิวัตน์ สวัสดิ์แก้ว รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและชุมชนสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และผู้แทนประชาคมวัฒนธรรม ร่วมพิธีเปิดโครงการ

    ตลาดหลาดดงตาลเปิดทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00-15.00 น. ตลอดปี 2569 โดยรวบรวมและยกระดับ “ทุนวัฒนธรรม” ของอำเภอสิงหนคร ทั้งที่จับต้องได้ เช่น อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด งานหัตถกรรม และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และทุนวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น วิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน และภูมิปัญญา การแสดงเพลงบอกจากนายสมพงศ์ อินทสระและคณะเพลงบอกเทอสิงหนคร รวมถึงการแสดงรำมะนา เปิดโอกาสให้เยาวชนและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม

    นายมงคล รอดบุญธรรม ผู้แทนประชาคมวัฒนธรรม กล่าวว่า การพัฒนาตลาดวัฒนธรรมเริ่มจากงานวิจัยเชิงพื้นที่ของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อรวบรวมและยกระดับทุนวัฒนธรรมโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เกิด “หลาดดงตาล” ตลาดวัฒนธรรมที่เป็นทั้งแหล่งเศรษฐกิจและการเรียนรู้ของชุมชน ปัจจุบันจัดต่อเนื่องถึงครั้งที่ 7 และต่อยอดสู่การจัดงาน “ศรัทธาวิถี รักษา สืบศิลป์ ถิ่นใต้” เป็นปีที่ 3 นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าฯ สงขลา กล่าวว่า ตลาดแห่งนี้สะท้อนถึงการนำทุนวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจและอาชีพ สร้างความภาคภูมิใจท้องถิ่น พร้อมเดินชมผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา และพบปะให้กำลังใจผู้ประกอบการอย่างเป็นกันเอง

    อนุกูล บุญมี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    11SOCAIL 16-9 copy

    9-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered

    ม.บูรพา เจ้าภาพฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 25 เปิดเวทีพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่สู่เวทีโลก

    เปิดข้อมูล “E-3 Sentry AWACS” เครื่องบินสอดแนมสหรัฐฯ ประจำการในซาอุฯ โดนอิหร่านยิงขีปนาวุธ ยิงถล่มพังเสียหายทั้งลำ

    “เชียงใหม่” วิกฤต “ฝุ่น PM 2.5” พุ่ง อากาศแย่สุดในโลก พบจุดความร้อนกว่า 651 จุด จนท.ระดม “รถน้ำ” ฉีดพ่นทั่วเมือง หวังช่วยลดปริมาณฝุ่น

    ผู้ว่าฯ สงขลา ประธานเปิดงานศรัทธาวิถี รักษา สืบศิลป์ ถิ่นใต้

    ดิ้นไปได้เรื่อยๆ “อดีตผู้สมัครสส.” พรรคส้ม โพสต์จับผิดสน.สุทธิสาร สร้างใหม่ไม่ปกติ โดนแจงสวนปั่นไม่ตรงจริง รีบพลิ้วไปหาเรื่องผู้รับเหมา!

    ทหารพัฒนามอบลูกโค หนุนอาชีพยั่งยืนชายแดนใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1531437&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cz7KJvErTNu6O5HF9uw1s

  • อนุทิน เตรียมแผนรับมือภัย 4 ด้านแถลงนโยบายต่อสภา

    อนุทิน เตรียมแผนรับมือภัย 4 ด้านแถลงนโยบายต่อสภา

    วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

    อนุทิน เตรียมแผนรับมือภัย 4 ด้านแถลงนโยบายต่อสภา

    เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่โดยจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าวันที่ 30 มี.ค. พร้อมกับเดินหน้าทำร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ

    ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยวางไทม์ไลน์การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯไว้ก่อนสงกรานต์ช่วงประมาณวันที่ 7-9 เม.ย. ซึ่งคำแถลงนโยบายจะมีทั้งสิ้นประมาณ 20-30 หน้า มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” ซึ่งมี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ และแผนการรับมือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้าน คือภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/955508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lropFjSmSsq_cowUhxo_X

  • สินค้า GI ไทยโต 1.15 แสนล้าน ลุยขึ้นทะเบียนเพิ่มเป็น 272 รายการ ภายในปี 69

    สินค้า GI ไทยโต 1.15 แสนล้าน ลุยขึ้นทะเบียนเพิ่มเป็น 272 รายการ ภายในปี 69

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่บ้านบางเสด็จ จังหวัดอ่างทอง โดยกล่าวว่าตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI)ประเภทหัตถกรรม ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับทรัพยากรในพื้นที่ โดยใช้ดินเหนียวคุณภาพดีจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเนื้อละเอียด นุ่ม และเหนียวเป็นพิเศษ เหมาะต่อการขึ้นรูป ทำให้ผลงานมีความประณีต สวยงาม และสะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีไทย อาทิ การละเล่น เครื่องดนตรี และพิธีแต่งงาน

    ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในพื้นที่ประมาณ 20 ราย มีกำลังการผลิตรวม 1,200 ชิ้นต่อปี สร้างมูลค่าทางการตลาดประมาณ 360,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยรายได้ระดับหลักแสนบาทต่อรายต่อปี โดยขนาดผลิตภัณฑ์มีตั้งแต่ไม่เกิน 3 เซนติเมตร ไปจนถึง 10–25 เซนติเมตร สามารถถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตไทยผ่านงานหัตถศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย โดยคณะทำงานระดับจังหวัดจะตรวจสอบกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการจดเครื่องหมายการค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายช่องทางจำหน่าย ทั้งในห้างสรรพสินค้า สนามบิน และตลาดต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมส่งเสริม อาทิ งาน GI Market ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงการนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ

    “การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า GI ให้เป็นไปตามข้อกำหนด พร้อมผลักดันระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่าสินค้ามีแหล่งที่มาแท้จริง ผลิตตามมาตรฐาน และคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งจะช่วยยกระดับมูลค่าสินค้า เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และเปิดโอกาสขยายสู่ช่องทางตลาดใหม่อย่างยั่งยืน”

    นอกจากนี้ ยังมีแผนต่อยอดพัฒนาตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จในหลายมิติ ทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย การสร้างเรื่องราวสินค้า การขยายตลาดออนไลน์ ตลอดจนการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเวิร์กชอป เพื่อสร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยว และเพิ่มรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนในระยะยาว

    จากนั้น นางอรมน ได้ลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าซุง ซึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังไปจำหน่ายที่ตลาดมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท และเห็นว่ายังมีโอกาสขยายช่องทางจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้าเพิ่มเติม เช่น ท็อปส์ แม็คโคร และโลตัส โดยอาจต้องประสานความร่วมมือกับกรมประมง เพื่อพัฒนามาตรฐานขนาดและน้ำหนักปลาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากปัจจุบันการเลี้ยงปลาในกระชังยังมีขนาดคละกัน

    ในด้านปริมาณผลผลิต ผู้ประกอบการต้องการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่ออาชีพเลี้ยงปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรัง ซึ่งเป็นสินค้า GI รายแรกและปัจจุบันเป็นรายการเดียวของจังหวัดอุทัยธานี มีจุดเด่นด้านรสชาติและการเลี้ยงแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นในระบบธรรมชาติแบบออร์แกนิก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการประมาณ 115 ราย ที่ผ่านมาตรฐานตามคู่มือควบคุมกระบวนการผลิตตามเงื่อนไข GI และสามารถใช้ตราสัญลักษณ์ GI ได้ หากเพิ่มจำนวนผู้เลี้ยง จะช่วยให้ปริมาณผลผลิตเพียงพอและมีความเสถียรต่อการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า

    สำหรับสินค้าแปรรูป กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้า GI โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาแรด เช่น แหนมปลาแรด ข้าวเกรียบ และลูกชิ้น ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานก่อนวางจำหน่าย พร้อมพัฒนาตราสัญลักษณ์ GI สำหรับสินค้าแปรรูปเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความน่าเชื่อถือในตลาด

    ปัจจุบันมีผู้ผลิตปลาแรดในพื้นที่กว่า 119 ราย สามารถสร้างปริมาณการผลิตรวมกว่า 940,000 กิโลกรัมต่อปี และหลังได้รับ GI ทำให้ราคาปลาหน้ากระชังเพิ่มจากกิโลกรัมละ 70 บาท เป็น 100–120 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากคุณภาพสินค้าได้รับการยอมรับและมีตรารับรอง GI สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค โดยลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว ผู้ค้าจากต่างจังหวัด ร้านอาหาร และโรงพยาบาล

    “ปัจจุบันจังหวัดอุทัยธานีมีสินค้า GI 1 รายการ คือ ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรัง และอยู่ระหว่างผลักดันสินค้าเพิ่มเติม ได้แก่ ส้มซ่า ทุเรียนห้วยขาแข้ง มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองอุทัยธานี และผ้าลายไก่บ้านไร่ ซึ่งบางรายการอยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน”

    ทั้งนี้ แผนการส่งเสริมสินค้า GI ในปี 2569 จะเดินหน้าผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี (ม.ค.–มี.ค.2569) มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 8 รายการ ได้แก่ ชมพู่คลองหาดสระแก้ว ส้มโอเวียงแก่นเชียงราย ปลานิลสายน้ำไหลเบตงยะลา กุ้งมังกรเจ็ดสีภูเก็ต ครกดินเผาบ้านกลางนครพนม ผ้าย้อมครั่งลำปาง ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ และแตงโมหวานยโสธร

    ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ขึ้นทะเบียนแล้ว 254 รายการ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 115,000 ล้านบาท และในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีมีแผนผลักดันเพิ่มอีก 18 รายการ คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมเร่งจัดทำระบบควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้ โดยขณะนี้มีสินค้า GI ที่จัดทำระบบควบคุมคุณภาพแล้ว 210 รายการ หรือคิดเป็น 83% ของ GI ไทยทั้งหมด และมีผู้ประกอบการได้รับตราสัญลักษณ์ GI แล้วกว่า 17,000 ราย

    นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับแล้ว 3 รายการ ได้แก่ ทุเรียนนนท์ ปลากุเลาเค็มตากใบ และมังคุดคีรีวงศ์นครศรีธรรมราช รวมถึงการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยในต่างประเทศ จากปัจจุบันขึ้นทะเบียนแล้ว 11 รายการใน 33 ประเทศ และอยู่ระหว่างยื่นขออีก 8 รายการใน 3 ประเทศ

    คาดว่า ภายในปี 2569 ประเทศไทยจะมีสินค้า GI ขึ้นทะเบียนรวม 272 รายการ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 117,000 ล้านบาท เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนและผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272028&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fz5j2-qHCLTPn4F-rdEsk

  • ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย  เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

    ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

    ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เศรษฐกิจไทย ก็เจอเข้ากับกำลังบททดสอบครั้งสำคัญที่เปรียบเสมือน “พายุซ้อนพายุ” ที่กำลังตั้งเค้า

    เมื่อวิกฤติพลังงานโลกจากการปิดเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าในตะวันออกกลาง วิ่งเข้าชนกับข้อจำกัดทางการคลังของประเทศที่กำลังเข้าสู่สภาวะตึงตัวที่เรียกว่าหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน 70% สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

    โลกเผชิญ Supply Shock

    ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่บานปลายจนนำไปสู่การปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งคิดเป็น 20% ของอุปทานทั่วโลก ด้านองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้นิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” 

    KKP Reserch ประเมินว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศเอเชียที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการขาดดุลพลังงาน หรือพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงที่สุดในภูมิภาค ประมาณ 6.5% – 7.8% ของ GDP และผลกระทบนี้ส่งผ่านไปยังต้นทุนขนส่งที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15-20% และกดดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นทันที 

    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เลือดไหลไม่หยุด

    ในสถานการณ์นี้ รัฐบาลไทยใช้ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นเครื่องมือหลักในการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรเพื่อดูแลค่าครองชีพ แต่ในภาวะที่ราคาตลาดโลกพุ่งสูง แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเผยว่ากองทุนต้องแบกรับภาระชดเชยสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 26 บาทต่อลิตร 

    ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย  เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

    หากดูสถานะกองทุนล่าสุด ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 ฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันฯ ติดลบรวมถึง 28,109 ล้านบาท โดยแยกเป็น

    • บัญชีน้ำมัน มีสถานะยังเป็นบวก 9,302 ล้านบาท 
    • บัญชีก๊าซ LPG ติดลบหนักถึง 37,411 ล้านบาท

    ที่น่ากังวลคือ “ภาวะเลือดไหล” ที่กองทุนต้องควักเงินชดเชยสูงถึง 2,400 ล้านบาทต่อวัน หรือราว 70,000 ล้านบาทต่อเดือน หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย หนี้ก้อนนี้จะพุ่งแตะหลักแสนล้านได้ในเวลาไม่นานคล้ายกับวิกฤติพลังงานในปี 2565 ของช่วงสงครามยูเครน-รัสเซีย

    กู้เงินเพิ่ม vs ลดภาษีสรรพสามิต

    เมื่อกองทุนน้ำมันเริ่มเข้าสู่ขีดจำกัด รัฐบาลจึงต้องพิจารณาทางเลือกที่ล้วนมีราคาต้องจ่ายทั้ง 2 ทาง

    1. การกู้เงินเข้ากองทุนเพิ่ม 

    นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า การกู้เงินเพิ่มเพื่อพยุงราคาเป็นการนำเงินในอนาคตมาจ่ายค่าน้ำมันในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดานเร็วขึ้น 

    ตามพ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 26 กองทุนกู้เงินเองได้ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท หากจำเป็นต้องใช้มากกว่านั้น ต้องออกกฎหมายเพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งภาระหนี้นี้จะถูกนับรวมเป็น “หนี้สาธารณะ” ทันที

    2. การลดภาษีสรรพสามิต

    กรมสรรพสามิตเปิดเผยแบบจำลองว่า ทุกการลดภาษี 1 บาทต่อลิตร รัฐจะสูญรายได้เดือนละ 2,800 ล้านบาท หากลด 5 บาทสำหรับน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิล ซึ่งเท่ากับช่วงปี 2565 รายได้รัฐจะหายไปถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นภาพสะท้อนบทเรียนจากอดีตว่ารัฐเคยสูญเสียรายได้รวมสูงถึง 1.6 แสนล้านบาทต่อปีจากการใช้มาตรการนี้ 

    ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย  เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

    การลดภาษีในขณะที่รายจ่ายคงที่ ภาวะ “รายได้ลด หนี้เพิ่ม” จะนำไปสู่การขาดดุลงบประมาณที่รุนแรงขึ้น จากที่ตอนนี้ก็ขาดดุลอยู่แล้วถึง 3.56% ต่อ GDP หรือ 7 แสนกว่าล้านบาท

    เมื่อรายได้ของรัฐหายไป เมื่อรายได้ไม่เข้าตามเป้า สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอยู่ดี ซึ่งก็นำไปสู่การขยับเพดานหนี้ในที่สุด 

    สำหรับทางเลือกแรก “เงินอุดหนุนในวันนี้ คือภาษีแฝงในวันหน้า” เมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง ประชาชนยังต้องใช้น้ำมันราคาแพงต่อไปเพื่อนำเงินส่วนต่างไปชดเชยหนี้กองทุนที่กู้มา 

    อย่างไรก็ดี ยังไม่มีนักวิเคราะห์ออกมาคาดการณ์ถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ว่าหากกู้ยืมเพิ่มจะทำให้หนี้สาธารณะไทยขึ้นไปอยู่ที่ระดับใด เพราะสถานการณ์ฝั่งตะวันออกกลางนั้นยากจะคาดเดา

    สำหรับทางเลือกที่ 2 กระทรวงการคลังกังวลเรื่องรายได้ลดลง เพราะไทยมี “รายจ่ายประจำ” เช่น เงินเดือนข้าราชการและสวัสดิการ สูงถึง 23% ของงบประมาณ ซึ่งยากที่จะลดทอน

    ทำไมหนี้สาธารณะ 70% น่ากังวล

    ความน่ากังวลของหนี้สาธารณะไทยในครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวเลขที่สูงขึ้น แต่มีปัจจัยลบแฝงที่ทำให้สถานการณ์อันตรายกว่าในอดีต

    ก่อนโควิด-19 ไทยเคยภูมิใจกับหนี้สาธารณะที่ต่ำกว่า 40% ของ GDP แต่ปัจจุบันหนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66% ของ GDP หรือกว่า 12.66 ล้านล้านบาท  ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลัง หรือ Fiscal Space อีกเพียง 4% ก่อนจะชนเพดาน 70% 

    เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เหล่าสถาบันระดับโลกอย่าง S&P, Fitch และ Moody’s ได้ปรับแนวโน้ม (Outlook) ของไทยเป็น “เชิงลบ” (Negative) หากก่อหนี้เพิ่มโดยไม่สร้างรายได้ เราเสี่ยงจะถูกลดอันดับเครดิต ทำให้ต้นทุนการกู้เงินทั้งประเทศแพงขึ้นทันที 

    รวมทั้ง ช่องว่างทางการคลังที่ 4% หมายถึงว่า เราเหลือเงินที่จะกู้เพื่อรับมือวิกฤติในอนาคตได้อีกเพียงประมาณ 1 ล้านล้านบาทเท่านั้น หากใช้ไปกับน้ำมันหมด เราจะไม่มีงบประมาณเหลือสำหรับการทำนโยบายต่างๆ หรือเพื่อรับมือกับวิกฤติที่ไม่อาจคาดคิดในอนาคต

    จากมุมมองของคุณถิตย์ แถลงสัตย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์มองว่าภาวะ “เงินเฟ้อต่ำเกินไป” ซึ่งดูเหมือนจะดีต่อผู้บริโภค ทว่าในเชิงเศรษฐกิจมหภาคกลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการแก้ปัญหา “หนี้” เพราะเมื่อราคาสินค้าและบริการไม่เติบโต มูลค่าเศรษฐกิจรวมหรือ GDP ที่เป็น “ตัวหาร” ในการคำนวณสัดส่วนหนี้ก็จะไม่ขยายตัวตามไปด้วย

    ในขณะที่ตัวเลขหนี้สินยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลที่ตามมาคือสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและดูแย่ลงทันทีแม้เราจะไม่ได้ก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากมายก็ตาม

    ภาวะดังกล่าวนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “วงจรงูกินหาง”  ที่น่ากลัว เพราะเมื่อเงินเฟ้อไม่มา ราคาสินค้าหยุดนิ่ง ผู้ประกอบการก็ไม่มีกำไรเพิ่มจนไม่สามารถปรับขึ้นค่าจ้างให้พนักงานได้ เมื่อประชาชนไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น กำลังซื้อก็หดหาย กลายเป็นแรงกดดันให้เศรษฐกิจขาดพลังในการขับเคลื่อน จนไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะก้าวเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจซบเซาเรื้อรัง หรือ “ทศวรรษที่สูญหาย” เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นเคยเผชิญมาแล้วในอดีต แต่ต่างกันตรงที่ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา

    ท้ายที่สุด ความเสี่ยงเหล่านี้จะวิ่งไปชนกับ “อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ” แม้รัฐบาลจะพยายามยืนยันว่ายังมีศักยภาพในการชำระหนี้คืนได้ตามกำหนด

    แต่หากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอ่อนแอจนเกินไปและตัดสินใจลดอันดับความน่าเชื่อถือลง จะเกิดผลกระทบเป็นโดมิโนทันที ตั้งแต่ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลที่แพงขึ้น ไปจนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่อาจไหลออก ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยทำได้ยากขึ้นไปอีก

    ขยับเพดานหนี้ 80%

    นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI เตือนว่าการขยายเพดานหนี้เพื่ออุ้มราคาเพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยง เราต้องมีแผนรับมือระยะยาวมากกว่าการแจกเงิน เลิกกระตุ้นระยะสั้นแบบ “ไม่ลืมหูลืมตา”

    หนึ่งในแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลายคือ “การขยับเพดานหนี้” ขึ้นไปเป็น 80%

    สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเลือกทางไหน ประชาชนคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระ ไม่ว่าจะผ่านภาษีในอนาคตเพื่อใช้คืนเงินกู้ หรือการยอมรับราคาน้ำมันตามตลาดโลก

    เมื่อพายุ 2 ลูกใหญ่กำลังหมุนวนเข้ามาปะทะกัน ทำให้เกิดคำถามว่าเศรษฐกิจไทยในวันนี้มีความพร้อมที่จะรับมือกับพายุอีกลูกหรือไม่ ดังนั้น การบริหารจัดการ Fiscal Space ที่เหลืออยู่  หรือการตัดสินใจขยายเพดานหนี้ จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบที่สุดท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1227282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw334_Wa2pkLXbOq8HfD4EbS

  • แห่งแรกในไทยม.ศิลปากร เปิดป.เอก CEMIS ซอฟต์เพาเวอร์สร้างเศรษฐกิจชาติ

    แห่งแรกในไทยม.ศิลปากร เปิดป.เอก CEMIS ซอฟต์เพาเวอร์สร้างเศรษฐกิจชาติ

    ดร. ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ

    ในยุคที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังกลายเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์อย่างมหาศาล แต่การขับเคลื่อนศักยภาพเหล่านี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้เชิงลึก การบูรณาการข้ามศาสตร์ และผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงโลกของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    ล่าสุดมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยคณะดุริยางคศาสตร์ เปิดตัว หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดนตรี นวัตกรรม และซอฟต์พาวเวอร์ (Creative Economy, Music, Innovation and Soft Power: CEMIS) ซึ่งนับเป็นหลักสูตรระดับปริญญาเอกแห่งแรกของประเทศไทยที่บูรณาการองค์ความรู้ระหว่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดนตรี นวัตกรรม และซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อสร้างผู้นำทางความคิดและนักปฏิบัติที่สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยสู่เวทีโลก

    หลักสูตร CEMIS มีเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายของนักคิด นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ให้สามารถร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ใหม่และต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้เชิงวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ โดยหลักสูตรดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาในการศึกษา 3 ปี โดยผู้เรียนจะศึกษารายวิชาหลักในรูปแบบ Coursework ในปีแรก รวมจำนวน 5 รายวิชา และจะดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในระดับดุษฎีบัณฑิต รวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 51 หน่วยกิต โดยเน้นการพัฒนางานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในเชิงนโยบาย เชิงวิชาชีพ และเชิงพาณิชย์ รวมถึงการต่อยอดสู่การพัฒนาองค์กรและธุรกิจอย่างยั่งยืน

    ดร. ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ผู้อำนวยการหลักสูตร CEMIS มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ที่ศึกษาระดับปริญญาเอกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริหาร ผู้ประกอบการ และมืออาชีพในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจอันทรงคุณค่า ซึ่งสามารถนำประสบการณ์จริงจากการทำงานมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ และพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีใหม่ในเชิงวิชาการ พร้อมทั้งต่อยอดสู่การสร้างงานวิจัยเชิงลึกที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับสังคมได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน  โดยที่หลักสูตรได้เชิญ ทั้งผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่ล้วนแต่เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เป็นผู้บริหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ไม่ว่าจะมาจากองค์กรด้านเทคโนโลยี, คณะกรรมการ Soft Power, หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว, วัฒนธรรม และ Policy Maker ในหน่วยงานของรัฐต่างๆ

    “เมื่อประสบการณ์จากโลกธุรกิจถูกนำมาผสานกับกรอบแนวคิดทางวิชาการ จะทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ที่ไม่เพียงมีคุณค่าในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศได้อย่างแท้จริง” ดร. ณัฐพล กล่าว

    หลักสูตร CEMIS ออกแบบการเรียนรู้ในลักษณะ การบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ โดยผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ธุรกิจ นวัตกรรม เทคโนโลยี และวัฒนธรรมร่วมสมัย พร้อมทั้งมีการศึกษาดูงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และรูปแบบธุรกิจในโลกยุคใหม่
    นอกจากนี้ หลักสูตรยังมุ่งสร้าง สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนจากหลากหลายสาขาอาชีพได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด และมุมมองทางธุรกิจร่วมกัน เกิดเป็นเครือข่ายของผู้นำ นักคิด และผู้ประกอบการที่สามารถต่อยอดความร่วมมือทางวิชาการและธุรกิจได้ในระยะยาว

    “เราต้องการให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนานโยบาย การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ หรือการสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล” ดร. ณัฐพล กล่าว

     ดร. ณัฐพลย้ำอีกว่าหลักสูตร CEMIS จะช่วยเติมเต็มศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่เป็นมิติของการสร้างสิ่งใหม่ๆ แต่ปัจจุบันประสบปัญหาการกระจุกตัว การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น และยังเป็นที่นิยมแค่ช่วงเวลาสั้นๆ โดยทั้งองค์กรภาคธุรกิจและรัฐบาลไม่สามารถรักษาความนิยมและความเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ รวมถึงไม่สามารถสร้างให้เป็นธุรกิจที่มีความยั่งยืนได้  เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะยืนยาวได้จึงต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญได้แก่ บุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง และการสนับสนุนของระบบนิเวศน์ หรือ Eco System ไม่ว่าจะเป็นนโยบายภาครัฐและสภาพตลาดที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต ภาคการศึกษาจึงยังจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ให้เจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพที่ควรจะเป็นผ่านการผลิตบุคลากรและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ทันสมัยและตรงตามที่ตลาดในยุคปัจจุบันต้องการ
    สำหรับ กลุ่มเป้าหมายของหลักสูตรจึงประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจ เช่น CEO และ COO ผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ ข้าราชการระดับผู้อำนวยการ นักธุรกิจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนศิลปิน นักแสดง และผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้านความคิดเชิงกลยุทธ์และภาวะผู้นำ เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับองค์กร อุตสาหกรรม และสังคม

    โดยหลักสูตร CEMIS กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษา รุ่นที่ 2  จำนวนจำกัด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึกและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างใกล้ชิดระหว่างผู้เรียนและคณาจารย์ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าศึกษาใน หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดนตรี นวัตกรรม และซอฟต์พาวเวอร์ (CEMIS) ได้ตั้งแต่ วันนี้ – 8 พฤษภาคม 2569

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/971381/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M22V76-OIdHNnsi3g3Siw