Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เรตติ้ง นายกฯ ในดวงใจ ‘เท้ง’ มาขึ้นแท่นอันดับ 1‘อนุทิน’ บี้ตามติดๆ

    เรตติ้ง นายกฯ ในดวงใจ ‘เท้ง’ มาขึ้นแท่นอันดับ 1‘อนุทิน’ บี้ตามติดๆ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569” ระหว่างวันที่ 19-24 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0 

    โดยเมื่อถามว่า บุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 ได้แก่ ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ จากพรรคประชาชน ที่ได้ 30.60% อันดับ 2 ตามมาติดๆ คือ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จากภูมิใจไทย ที่ได้ 29.40% และอันดับ 3 ได้แก่ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 10.92% และอันดับ 4 ‘ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้’ 8.20% อันดับ 5 ได้แก่ ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ จากพรรคเพื่อไทย ได้ 8.08% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/nida-poll-march-28-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38RnBWLP5yh4jQ2X6bWxQ5

  • ศาลรัฐธรรมนูญนำสื่อส่วนกลางลุย CSR หาดนพรัตน์ธารา ชู “กระบี่โมเดล” เทียบท่องเที่ยวยั่งยืนอาเซียน

    ศาลรัฐธรรมนูญนำสื่อส่วนกลางลุย CSR หาดนพรัตน์ธารา ชู “กระบี่โมเดล” เทียบท่องเที่ยวยั่งยืนอาเซียน

    การเมือง

    ศาลรัฐธรรมนูญนำสื่อส่วนกลางลุย CSR หาดนพรัตน์ธารา ชู “กระบี่โมเดล” เทียบท่องเที่ยวยั่งยืนอาเซียน

    วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    คณะสื่อกว่า 50 คนร่วมกิจกรรมฟื้นฟูชายหาด-เรียนรู้ทรัพยากรทะเล สะท้อนทิศทางใหม่ท่องเที่ยวไทย เน้นสมดุลเศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม แข่งเวียดนามในเวทีภูมิภาค

    เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 นางสาวร่มปรางค์ สวมประคำ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นำคณะสื่อมวลชนส่วนกลางกว่า 50 คน ลงพื้นที่จังหวัด กระบี่ ภายใต้โครงการ “ศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี พ.ศ. 2569” พร้อมจัดกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ณ หาดนพรัตน์ธารา ซึ่งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี

    กิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วยการบรรยายหัวข้อ “การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล” โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ การทำกิจกรรมเก็บขยะชายหาด ฟื้นฟูระบบนิเวศ และการเรียนรู้การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ควบคู่กับกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนและหน่วยงานภาครัฐ

    จากกำหนดการ คณะได้เดินทางถึงจังหวัดกระบี่ในช่วงเช้า ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม CSR และรับฟังบรรยายเชิงวิชาการเกี่ยวกับศักยภาพทรัพยากรทางทะเลและแนวทางการอนุรักษ์ จากนั้นช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมกลุ่มเชิงปฏิบัติการ และเดินทางเข้าที่พักเพื่อสรุปกิจกรรมในช่วงเย็น

    มิติท่องเที่ยว: “กระบี่” ในเกมแข่งขันภูมิภาค
    กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จากการเน้น “ปริมาณนักท่องเที่ยว” ไปสู่ “คุณภาพและความยั่งยืน” โดยจังหวัดกระบี่ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีทรัพยากรธรรมชาติระดับโลก โดยเฉพาะภูมิประเทศแบบคาสต์ชายฝั่ง หมู่เกาะ และระบบนิเวศทะเลอันดามัน

    ในเชิงเปรียบเทียบระดับภูมิภาค แหล่งท่องเที่ยวลักษณะใกล้เคียงกันอย่าง อ่าวฮาลอง ในประเทศ เวียดนาม ได้รับการพัฒนาในรูปแบบ “เรือสำราญพักค้างคืน” อย่างเข้มข้น ขณะที่กระบี่ของ ประเทศไทย ยังคงเน้นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เช่น การเที่ยวเกาะแบบไปเช้าเย็นกลับ การปีนผา และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
    ความแตกต่างนี้สะท้อนถึง “โมเดลการพัฒนา” ที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยอ่าวฮาลองใช้กลยุทธ์รวมศูนย์และสร้างมูลค่าผ่านบริการระดับพรีเมียม ขณะที่กระบี่เน้นความหลากหลายของกิจกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น

    ความท้าทาย: สมดุล “เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม”
    ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวชี้ว่า ทั้งกระบี่และอ่าวฮาลองกำลังเผชิญความท้าทายร่วมกัน ได้แก่ ปัญหานักท่องเที่ยวล้นพื้นที่ (Overtourism) และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    การจัดกิจกรรม CSR ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “การรับรู้ใหม่” ต่อการท่องเที่ยว ที่ต้องคำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ (Ecological Carrying Capacity) และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

    แนวโน้มอนาคต: ท่องเที่ยวยั่งยืนคือคำตอบ
    แนวโน้มในอนาคตของการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังมุ่งไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยประเทศไทยตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ขณะที่เวียดนามเร่งฟื้นตัวและขยายตลาดอย่างรวดเร็ว
    สำหรับจังหวัดกระบี่ การผสานจุดแข็งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และการบริหารจัดการเชิงอนุรักษ์ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
    การลงพื้นที่ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและคณะสื่อมวลชนในครั้งนี้ จึงไม่เพียงสะท้อนบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังตอกย้ำภาพของ “กระบี่” ในฐานะต้นแบบการท่องเที่ยวยั่งยืนที่ต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/470873&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W7dfRjgOQHlQe3JauvEPA

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95-91 รวมถึง E85 และ E20 ขึ้น 6 บาทต่อลิตร

    เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดีเซลขึ้น 6 บาทต่อลิตร  

    ขณะที่ ดีเซล พรีเมี่ยมขึ้น 8 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 49.64 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 52.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 57.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 41.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 40.68 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 36.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 22.79 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.64 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 38.94 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 56.84 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-FzxziIZK800gUbZcLiFI

  • เศรษฐกิจที่เปราะบาง ของ ‘ดูไบ’ และ ‘ยูเออี’ | กันต์ เอี่ยมอินทรา

    เศรษฐกิจที่เปราะบาง ของ ‘ดูไบ’ และ ‘ยูเออี’ | กันต์ เอี่ยมอินทรา

    เปรียบเทียม เศรษฐกิจที่เปราะบางของ ‘ดูไบ’ และ เศรษฐกิจภาพใหญ่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ยูเออีคือหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจที่บอบบาง และได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหนักจากสงครามในอิหร่านครั้งนี้

    ยูเออีประกอบด้วยรัฐเล็กๆ ที่มีเจ้าผู้ครองนคร 7 รัฐ โดยรัฐที่มีชื่อเสียงที่คนทั่วโลกรู้จักนั่นคือ ดูไบ ขณะที่รัฐที่ทรงอิทธิพลทั้งทางการเงินและการเมืองที่สุดนั้นคือ อาบูดาบี ยูเออีนั้นเป็นประเทศที่มีน้ำมันมาก โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพารายได้จากน้ำมันถึง 85% เงินจากน้ำมันนั้นคือกระแสหล่อเลี้ยงค่าใช้จ่ายของภาครัฐกว่า 75%

    ภาคบริการ ทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การบิน หรีอแม้กระทั่งการเงินถือคือส่วนที่เหลืออีก 15% ของเม็ดเงินเข้าประเทศ ดังนั้นทำให้โครงสร้างภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีความเสี่ยงสูงเพราะพึ่งพาน้ำมันแลภาคการบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวอย่างมาก

    สุลต่านและชนชั้นนำในรัฐทั้ง 7 ที่ประกอบกันเป็นประเทศยูเออีนั้นทราบถึงจุดอ่อนข้อนี้ดี เช่นเดียวกับที่คู่แข่งในภูมิภาคอย่างอิหร่านทราบ ดังนั้นจึงมีโปรเจกต์มากมายเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ของประเทศ และโมเดลที่ทำจนสำเร็จและเป็นต้นแบบของประเทศ คือ ดูไบ รัฐที่เลือกกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมัน เลือกการท่องเที่ยว เลือกการทำสายการบิน เลือกการใช้กลยุทธ์ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์กึ่งกลางของโลกมาเป็นโอกาส

    ดูไบ ที่ถึงแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกในแง่ของการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคตะวันออกกลาง ภาพลักษณ์ของความมั่งคั่งหรูหราอู้ฟู่ ตึกสูงตระการตา ห้างหรูขนาดมโหฬาร เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเงินของโลก เป็นสถานที่ๆ บริษัทใหญ่ๆ และเศรษฐีมากมายเลือกเป็นที่พำนักด้วยเหตุผลทางภาษี ถึงแม้จะมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่หลากหลายมากที่สุดในกลุ่มรัฐทั้ง 7 แต่ความเสี่ยงรายรับก็ยังไม่ถูกกระจายอย่างเพียงพอ

    แท้จริงแล้วดูไบมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปราะบางมาก เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของดูไบนั้นมาจากภาคบริการ อาทิ การค้าย่อยเช่นห้างสรรพสินค้า 26%, มาจากอุตสาหกรรมการบินและการขนส่ง 12% มากจากภาคการเงิน 10%, การผลิต 9%, ภาคอสังหาฯ 7%, ภาคการก่อสร้าง 6% และการท่องเที่ยว 5% ซึ่งโครงสร้างที่ดูไบมีนี้ถือว่าดีที่สุดกว่าอีก 6 รัฐในประเทศ เพราะมีการกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว

    ดูไบที่เคยพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างหนักปรับโครงสร้างให้รายได้มาจากอุตสาหกรรมการบินที่ดูไบมีสายการบินแห่งรัฐ คือ เอมิเรตส์ เป็นแม่เหล็กหลัก เช่นเดียวกับสนามบินดูไบที่รับนักท่องเที่ยวเกือบ 100 ล้านคนต่อปี ดูไบเนรมิตทะเลทรายให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้าหรู โรงแรมและรีสอร์ตริมทะเล ถมทะเลสร้างหมู่บ้านคนรวย ทั้งหมดนี้คือดอกผลที่ดูไบทำมานานหลายสิบปี

    ดูไบเคยเจอพิษเศรษฐกิจอย่างหนักมาแล้วเมื่อครั้งวิกฤติแฮมเบอเกอร์ จนกระทั่งสุลต่านแห่งรัฐข้างเคียงคืออาบูดาบี ซึ่งเป็นรัฐที่มีน้ำมันมากและรวยที่สุดในประเทศต้องเข้ามาช่วยเหลือ จนกระทั่งสุลต่านแห่งดูไบเปลี่ยนชื่อตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่างเบริกดูไบ (ชื่อเดิม) เป็นเบริกคาลิฟา (ชื่อปัจจุบัน) เพื่อถวายพระเกียรติแก่สุลต่านคาลิฟาแห่งอาบูดาบีและประธานาธิบดีของประเทศ ที่เข้ามาช่วยเหลือทางการเงิน

    ดังนั้น เมื่อทั้งทั้งช่องแคบฮอร์มุชซึ่งเป็นทางออกของน้ำมันถูกปิด และดูไบเมื่อถูกโจมตีอย่างหนักจากอิหร่าน เศรษฐกิจของยูเออีจึงเกือบจะเป็นอัมพาต หากสงครามยังยืดเยื้อต่อไป ยูเออีจะได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่าอิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1227267&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34JkxTpLckuQSpFMmJxDqe

  • รมว.พลังงาน สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบค่าการกลั่น ชำแหละต้นทุน ย้ำต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย : อินโฟเควสท์

    รมว.พลังงาน สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบค่าการกลั่น ชำแหละต้นทุน ย้ำต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย : อินโฟเควสท์

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ระบุว่า จากวิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้น กระทรวงพลังงาน ได้ออกมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่มีการกล่าวถึงกันมากคือ เรื่อง “ค่าการกลั่น” ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเมื่อวันที่ 27 มี.ค.69 ได้มีการลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบค่าการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงานหรือผู้แทน, ผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน, ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์, ผู้แทนกระทรวงการคลัง, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนปิโตรเลียม สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นคณะทำงานและเลขานุการ

    ทั้งนี้ เนื่องจากหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พบว่าค่าการกลั่นปรับตัวสูงกว่าระดับปกติ จนกระทบต่อเสถียรภาพราคาและภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยคณะทำงานชุดนี้ จะเร่งรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลต้นทุนเชิงลึกจากหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบกิจการโรงกลั่น ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ต้นทุนส่วนเพิ่ม ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงผลกำไรและขาดทุนของโรงกลั่น เพื่อนำมาประเมินค่าการกลั่นให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด

    โดยจะพิจารณาให้เกิดความยุติธรรมกับทุกภาคส่วน ก่อนนำผลที่ได้เสนอเป็นแนวทางกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการกิจการโรงกลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสมในช่วงวิกฤตนี้ต่อไป

    “สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง และหลังเกิดสถานการณ์พบว่า ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องตั้งคณะทำงานชุดนี้ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบข้อมูลต้นทุนและกระบวนการทั้งหมด เพื่อให้ค่าการกลั่นที่โรงกลั่นได้รับเป็นไปอย่างเป็นธรรม และสอดคล้องกับความเป็นจริงที่สุด” รมว.พลังงาน กล่าว

    พร้อมระบุว่า จะพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของกลไกตลาด ผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ และให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถให้รัฐออกมาตรการบริหารจัดการกิจการโรงกลั่นน้ำมันในช่วงวิกฤตนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการกำหนดราคาค่าการกลั่นที่ยุติธรรมกับทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/580864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nRi7cEX2kZA9Nj9uSKhaI

  • ปักหมุดที่เที่ยวปี 2569 ยลวิถี “บ้านคีรีวง” สุดยอดชุมชนต้นแบบที่ไม่ได้มีดีแค่อากาศบริสุทธิ์

    ปักหมุดที่เที่ยวปี 2569 ยลวิถี “บ้านคีรีวง” สุดยอดชุมชนต้นแบบที่ไม่ได้มีดีแค่อากาศบริสุทธิ์

    วธ. เปิดตัว “ชุมชนบ้านคีรีวง” นครศรีธรรมราช คว้า 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ชูเสน่ห์อากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางขุนเขาหลวง วิถีสวนสมรม และงานหัตถกรรมสีธรรมชาติ

    นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายสมโชค เสนา นายอำเภอลานสกา ในฐานะผู้นำชุมชนบ้านคีรีวง นางสมศรี แสงแก้ว วัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช วัฒนธรรมจังหวัดภาคใต้ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้านชุมชนบ้านคีรีวง ให้การต้อนรับ ณ บริเวณสะพานคีรีวงคลองท่าดี หมู่บ้านคีรีวง ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ในโอกาสนี้ ประธานและคณะ ได้รับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม โนราศิลป์ ถิ่นใต้ และได้เยี่ยมชมกิจกรรม Workshop อาทิ การทำผ้า Eco print ผ้ามัดย้อม ผ้าบาติกจากสีธรรมชาติ การทำสบู่จากเปลือกมังคุด การถักร้อยสร้อยข้อมือจากวัสดุธรรมชาติและลูกไม้จากเขาหลวง รวมถึงเยี่ยมชมการสาธิตและชิมอาหารพื้นถิ่นของชุมชน เช่น ข้าวยำเครื่องสมุนไพร ผัดหมี่กะทิปักษ์ใต้ แกงไก่มะเดื่อ ไข่เจียวใบเล็บครุฑ น้ำส้มแขกโซดา ขนมไทยพื้นบ้าน ทุเรียนห่อกาบหมาก, ผัดหมี่กะทิปักษ์ใต้ ขนมต้มแดง ชาเลือดมังกร ทอดมันลูกเห็บ ขนมลา และขนมไทยถิ่นใต้ ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์อาหารใต้ได้อย่างโดดเด่น

    นางสาวรานี กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้ทุนทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านคีรีวง ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม และเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการยกย่องและประชาสัมพันธ์ชุมชน ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมทั้งกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยววิถีชุมชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ สุดยอดชุมชนต้นแบบฯ ชุมชนบ้านคีรีวง เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ใกล้เชิงเขาหลวง เดิมชื่อ “บ้านขุนน้ำ” เนื่องจากเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น “คีรีวง” ที่มีความหมายว่า หมู่บ้านที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขา มีลำธารไหลผ่านกลางหมู่บ้าน และมีภูมิทัศน์เขียวชอุ่มตลอดปี จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์และมีคุณภาพโอโซนดีของภาคใต้ เหมาะสำหรับการพักผ่อนเชิงธรรมชาติ

    จุดเด่นสำคัญของชุมชน คือ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งภูเขา ป่าไม้ และ แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น น้ำตกวังไม้ปัก และหนานหินท่าหา ที่สามารถเล่นน้ำและพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้  อีกทั้งยังมีจุดเช็กอินสำคัญอย่างสะพานคีรีวงและสะพานแขวนคีรีวง ที่เป็นแลนด์มาร์คยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

    ในมิติวิถีชีวิต ชุมชนยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะการทำ “สวนสมรม”   ซึ่งเป็นการปลูกพืชหลากหลายชนิดร่วมกันในพื้นที่เดียว เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน สะตอ และสมุนไพรพื้นบ้าน สะท้อนภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล พร้อมทั้งมีกิจกรรมตักบาตรบนสะพานคีรีวง ในเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นภาพวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและงดงาม

    ขณะเดียวกัน ชุมชนยังสามารถพลิกวิกฤตจากเหตุอุทกภัยในอดีต มาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยพัฒนา “กลุ่มอาชีพชุมชน” จากวัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่น สู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ อาทิ ผ้ามัดย้อมและผ้าบาติกจากสีธรรมชาติ งานพิมพ์ลายผ้าแบบ Eco printing งานหัตถกรรมจากเมล็ดพืช ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอางจากมังคุด รวมถึงการแปรรูปผลไม้จากสวนสมรม ซึ่งล้วนเป็นสินค้า handmade ที่มีเอกลักษณ์ และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม Workshop

    นอกจากนี้ ชุมชนยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งการเดินชมหมู่บ้าน เล่นน้ำแอ่งหิน นั่งพักผ่อนริมน้ำ ปั่นจักรยานรอบชุมชน และเดินป่าเชิงอนุรักษ์บริเวณเขาหลวง รวมถึงการชมนกและเรียนรู้ ระบบนิเวศต้นน้ำ โดยมีที่พักรองรับนักท่องเที่ยวทั้งโฮมสเตย์ รีสอร์ตขนาดเล็ก และลานกางเต็นท์ริมน้ำที่เน้นการใกล้ชิดธรรมชาติ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2923323&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22yL26NBW7-nOnVZ1ekpOi

  • กรมการท่องเที่ยว ยกย่อง 30 ต้นแบบ ท่องเที่ยวยั่งยืน

    กรมการท่องเที่ยว ยกย่อง 30 ต้นแบบ ท่องเที่ยวยั่งยืน

    กรมการท่องเที่ยว ขับเคลื่อนภารกิจแห่งความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 พร้อมยกย่องความสำเร็จของผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ 30 ราย ในฐานะต้นแบบของการเป็นกลไกสำคัญเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน และพร้อมก้าวสู่เวทีประกวดระดับนานาชาติอย่าง Top 100 Stories Competition 2026 สำหรับแหล่งท่องเที่ยว และ Good Travel Stories Competition 2026 สำหรับภาคธุรกิจสายท่องเที่ยวที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ

    ในหมวดชุมชนท่องเที่ยว (CBT) แต่ละแห่งได้สะท้อนแนวทางการส่งต่อประสบการณ์ที่มีคุณค่าแก่นักท่องเที่ยวในการพัฒนาสู่ความยั่งยืนที่แตกต่างกัน โดยชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ (สมุทรสงคราม) พัฒนาพิพิธภัณฑ์มะพร้าวและฐานการเรียนรู้ ชูการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน ท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลเกาะหมาก (พัทลุง) เสนอกินร้อยปล่อยล้าน ชวนปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามคืนสู่ทะเลสาบสงขลา ชุมชนท่องเที่ยวบ้านไหนหนัง (กระบี่) นำวิถีการเลี้ยงผึ้งโพรงมาทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจว่าถ้าป่าอยู่ได้ ผึ้งอยู่ได้ ชุมชนก็มีรายได้ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านทุ่งหยีเพ็ง (กระบี่) มีกิจกรรมเรือแจวชมอุโมงค์โกงกางยามเช้า ไร้เสียงเครื่องยนต์มลพิษทางน้ำ

    ขึ้นไปทางเหนืออย่างวิสาหกิจชุมชนบ่อแก้ว ลัวฉือนี (เชียงใหม่) สร้างการท่องเที่ยวจากต้นทุนความหลากหลายของ 4 ชนชาติพันธุ์ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนไตลื้อเมืองลวงเหนือ (เชียงใหม่) สร้างฐานเรียนรู้วัฒนธรรมที่เชื่อมต่อกับรากเหง้าของตนสู่คนรุ่นใหม่ที่มาถ่ายทอดร่วมกัน โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น (สุโขทัย) ชูความแข็งแกร่งของการพึ่งพาตนเองพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้ความเป็นท้องถิ่น โป่งแยงฟาร์ม บ้านม่วงคำ (เชียงใหม่) เสิร์ฟสำรับม่วงคำที่ใช้วัตถุดิบจากแปลงเกษตรอินทรีย์ของชุมชน และวิสาหกิจชุมชนเซฟติสท์ฟาร์ม (กรุงเทพมหานคร) สร้างคลังอาหารชุมชน และปั้นนวัตกรรมเรือหางยาวไฟฟ้า (E-Boat)

    ทางด้านหมวดที่พักขนาดเล็ก (Small Good Stay) พัฒนาความยั่งยืนจากบริบทที่ต่างกัน อาทิ โรงแรมเดอะโมทีฟส์ อีโค่ โฮเทล (จันทบุรี) รีโนเวทบ้านไม้ 60 ปี เป็นที่พักซึ่งคงคุณค่าเดิมของพื้นที่ และชวนแขกมีส่วนร่วมจัดการขยะ โรงแรม ศิริ เฮอริทิจ แบงค็อค (กรุงเทพฯ) เปลี่ยนการท่องเที่ยวเป็นการอยู่ร่วมกับชุมชน สนับสนุนการเที่ยวรอบ ๆ ด้วยจักรยานและตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า กะช่องฮิลส์ เต็นท์ รีสอร์ท (ตรัง) มากับคอนเซปต์ Regenerative Luxury Resort พัฒนาแพลตฟอร์ม Forest Bathing เพื่อบำบัดสุขภาพ โรงแรม เดอะ ซิลเวอร์ ปาล์ม เวลเนส รีสอร์ท (กรุงเทพฯ) เสนอ Green Lifestyle ใช้หลอดตะไคร้จากสวนโรงแรม และวัตถุดิบอาหารจากเพื่อนบ้านรอบย่าน บ้านทะเลดาว (ประจวบคีรีขันธ์) อนุรักษ์สถาปัตยกรรมบ้านไม้สักทอง สวนป่าริมทะเล และมีแนวทางชดเชยคาร์บอนอย่างจริงจัง

    โรงแรม ตั๊ก หลัก เกี้ย (กรุงเทพฯ) ชูการออกแบบอาคารลดพลังงาน และจัดทำ Walking Maps & Tours ชวนแขกเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ ไฮด์ปาร์ค เชียงใหม่ (เชียงใหม่) สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน พนักงานกว่า 80% เป็นคนพื้นที่ และสร้างเสริม Eco-Wellness โรงแรมอทิตา เดอะฮิดเด้น คอร์ท เชียงแสน บูทีค โฮเทล (เชียงราย) นิยามความหรูหราผ่านความเรียบง่าย เชื่อมโยงแขกกับช่างฝีมือและวัตถุดิบอาหารจากคนในพื้นที่ ผาปก อีโค่ รีสอร์ท (ราชบุรี) เน้นการออกแบบที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ และดำเนินการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า 30% ของการใช้งานทั้งหมด

    หมวดผู้ประกอบการนำเที่ยว (Tour Operator) มี บริษัท ออคโต้ ครีเอทีฟ แพลนเนอร์ จำกัด ใช้จักรยานขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ทัวร์ อินเด็พธ์ บาย ปารี ทราเวล นำเสนอวัดโพธิ์ในมิติเชิงลึกของพื้นที่เพื่อพลิกฟื้นคุณค่าทางวัฒนธรรม และ บริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด มุ่งสร้างประสบการณ์การเยียวยาของวัฒนธรรมและธรรมชาติร่วมกับชุมชน ใช้เทคโนโลยีและการออกแบบเส้นทางที่ยั่งยืน

    และสุดท้ายกับหมวดแหล่งท่องเที่ยว ที่แต่ละแห่งสะท้อนการจัดการทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์ อย่างบางโรง-ป่าคลอก (ภูเก็ต) กู้ระบบนิเวศป่าชายเลนให้กลับมาเป็นที่ทำกิน พร้อมทำธนาคารปูม้าเพื่อระบบนิเวศทะเล เมืองเก่าตะกั่วป่า (พังงา) เสนอเรื่องราวเหมืองสร้างเมือง และทำแผนที่มรดกเมืองให้นักท่องเที่ยวสำรวจได้ เมืองแม่ฮ่องสอน (แม่ฮ่องสอน) ใช้คอนเซปต์ Living Museum ทุกตรอกซอยเป็นห้องเรียน ชาวบ้านทุกคนคือ Storytellers แหล่งมรดกโลกบ้านเชียง (อุดรธานี) รวมพลังสร้างสรรค์ตีความเสนอมรดกโลก 5,000 ปีในรูปแบบ Street Art พร้อมแสง สี และบรรยากาศ

    ทางด้านของเกาะเต่า (สุราษฎร์ธานี) นำเรือรบปลดประจำการมาเป็นบ้านหลังใหม่ของปะการัง ดึงดูดนักดำน้ำและสร้างรายได้สู่ชุมชน เมืองเก่าเพชรบุรึ เทศบาลเมืองเพชรบุรี (เพชรบุรี) ปลุกถนนประวัติศาสตร์ 300 ปีให้กลับมาคึกคักด้วยกิจกรรมเปิดหมวก ละครชาตรี หุ่นกระบอก อุทยานแห่งชาติแม่วาง (เชียงใหม่) ปิดวงจรเศษอาหารด้วยระบบถังแยกอัจฉริยะและถังหมักรักษ์โลกได้ปุ๋ยอินทรีย์คืนสู่ดินในอุทยานฯ อุทยานแห่งชาติขุนขาน (เชียงใหม่) ชูพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ 6 มิติ ไม่รบกวนสิ่งมีชีวิตภายในถ้ำ และให้ชาวบ้านเป็นผู้ปกป้อง และอุทยานแห่งชาติดอยภูคา (น่าน) เปลี่ยนนักท่องเที่ยวให้เป็นผู้พิทักษ์ป่า และใช้หลักการนำขยะเข้าเท่าไหร่นำออกเท่านั้น

    จากหลากหลายของแนวทางสู่ความยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่าตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ไม่ได้เป็นเพียงการเชิดชูเท่านั้น แต่คือการพัฒนาที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และพร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวยั่งยืนในเวทีโลกอย่างมั่นคง

    รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook Page: Thailand Green Tourism Plan 2030 หรือ https://thailandgreenplan2030.com/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1566694&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0su5x9M761eAChgrT2QRvX

  • กรมหม่อนไหม เปิดอบรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร 2569 หนุนแหล่งไหมไทยสู่ความยั่งยืน

    กรมหม่อนไหม เปิดอบรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร 2569 หนุนแหล่งไหมไทยสู่ความยั่งยืน

    รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดอบรมโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม 2569 เสริมความรู้บริหารแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สร้างมูลค่าเพิ่มภูมิปัญญาไทย หนุนรายได้เกษตรกรทั่วประเทศ

    นางสาวชนชนก จันทร์เพ็ง รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นประธานพิธีเปิดการอบรม โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หลักสูตร “การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” โดยมี นางพรพิณี บุญบันดาล ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กล่าวรายงานพร้อมด้วยวิทยากร สมาชิกแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาหม่อนไหมไทย

    การจัดโครงการฝึกอบรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การวิเคราะห์ทรัพยากรและศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนการออกแบบ สร้างและนำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมครั้งนี้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของตนเองได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

    ทั้งนี้ กรมหม่อนไหม โดยสำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหมดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม และการทอผ้าไหม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการเผยแพร่ภูมิปัญญาหม่อนไหมไทย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าและเพิ่มรายได้ที่มั่นคงให้แก่กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมทั่วประเทศสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/agriculture/137949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cDOO_4AuJmkSkKPLWt8Lt

  • พาณิชย์ ลุยเกาะลันตา จ.กระบี่ เช็คบิลนอมินี ลั่นฟันไม่เลี้ยง! ธุรกิจต่างชาติแฝงตัว : อินโฟเควสท์

    พาณิชย์ ลุยเกาะลันตา จ.กระบี่ เช็คบิลนอมินี ลั่นฟันไม่เลี้ยง! ธุรกิจต่างชาติแฝงตัว : อินโฟเควสท์

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการเชิงรุกปราบ “นอมินี” ธุรกิจท่องเที่ยว ลงพื้นที่เกาะลันตา จ.กระบี่ ตรวจเข้มกลุ่มเป้าหมายที่เสี่ยงสูงกลุ่มธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และธุรกิจร้านอาหาร พบ 5 ราย เข้าข่ายผิดกฎหมาย อำพรางบัญชี โยกทรัพย์สินกลับประเทศ และเลี่ยงภาษี เร่งส่งไม้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาผิดทางกฎหมายให้ถึงที่สุด สกัดทุนต่างชาติแฝง สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการดี

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 26-27 มี.ค.69 กรมฯ ได้ส่งทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ ณ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจสอบนอมินีและผู้ประกอบการต่างด้าว ที่ฝ่าฝืนพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยลงพื้นที่เป้าหมายที่เป็นสถานประกอบการในกลุ่มธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งธุรกิจดังกล่าว ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงจากข้อมูลเชิงลึกด้านทะเบียนนิติบุคคล และธุรกรรมทางการเงิน

    โดยผลการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจในจังหวัดกระบี่ พบว่า มี 5 ธุรกิจที่เข้าข่ายกระทำความผิด สำหรับพฤติการณ์ของธุรกิจนอมินีที่ตรวจพบ ส่วนใหญ่จะเป็นการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ หรือบริหารกิจการแทนโดยไม่มีอำนาจที่แท้จริง ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจโรงแรม และ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

    ประกอบกับจากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่า บางรายมีการจัดทำเอกสารทางบัญชีและโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่ออำพรางแหล่งที่มาของเงินลงทุน และมีการโยกย้ายผลประโยชน์กลับไปยังต่างประเทศอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายการดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะซับซ้อน และอาจเชื่อมโยงกับการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งกรมฯ จะส่งข้อมูลที่ตรวจพบในครั้งนี้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสรรพากร เพื่อดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดต่อไป”

    “การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวไทย และต่างชาติ โดยการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวไทยเดินหน้าเข้าสู่เฟสเข้มข้น เร่งตรวจสอบการดำเนินธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง” นายพูนพงษ์ ระบุ

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวด้วยว่า ปัญหาเหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมายเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนโครงสร้างธุรกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของธุรกิจไทย โดยธุรกิจที่มีทุนต่างชาติแฝงมักมีความได้เปรียบด้านเงินทุน ทำให้สามารถตัดราคา หรือขยายกิจการได้รวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในระยะยาว การปล่อยให้ธุรกิจนอมินีขยายตัว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในด้านการแข่งขันด้านราคา การเข้าถึงทรัพยากร และการผูกขาดตลาดในบางพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมาก และบั่นทอนภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ

    “การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิดทั้งทางอาญา และทางปกครอง โดยผู้กระทำความผิดมีโทษตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่ยังฝ่าฝืนต่อเนื่อง มีโทษปรับรายวันเพิ่มเติม นอกจากนี้ ผู้ที่ให้การสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ เช่น ผู้ถือหุ้นนอมินี นักบัญชี หรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิด” นายพูนพงษ์ กล่าว

    พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการถือหุ้น และการบริหารกิจการที่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง พร้อมเตือนว่าการรับจ้างเป็นนอมินี แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย แต่ไม่คุ้มค้ากับความเสี่ยงสูงต่อการถูกดำเนินคดีและผลกระทบในอนาคตตามมา

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/580916&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yrCpf5z4KGbKvS8DpRonL

  • ทำไม ‘Sleep Tourism’ ถึงกลายเทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด

    ทำไม ‘Sleep Tourism’ ถึงกลายเทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด

    ใครจะเชื่อว่าในยุคที่เราสามารถครอบครองความสะดวกสบายได้เพียงปลายนิ้ว สิ่งที่คนเมืองโหยหามากที่สุดกลับเป็น ‘การนอน’ นอนแบบครบชั่วโมง แบบมีคุณภาพ ตื่นมารู้สึกสดชื่น หัวไม่หนืด สมองเฟรช มีเรี่ยวแรงออกไปทำกิจกรรมแบบเต็มเปี่ยม ค่านิยมแบบ Hustle Culture และกงล้อของระบบทุนนิยมบีบคั้นให้คนเมืองวิ่งวุ่นทำงานหนักจนละเลยการพักผ่อน รู้ตัวอีกทีก็มีสารพัดโรคที่เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอมารุมเร้า

    คำว่า ‘ความหรูหรา’ จึงถูกนิยามใหม่ ไม่ใช่แค่การสวมใส่นาฬิกาเรือนแพงหรือการพักในวิลล่าหรูเพื่อถ่ายรูปอวดใคร แต่คือการได้ครอบครอง ‘เวลาว่าง’ ที่บริสุทธิ์และการได้นอนหลับลึกอย่างมีคุณภาพ (Quality Sleep) ท่ามกลางกระแส Longevity ที่ผู้คนหันมาลงทุนกับอายุขัยที่ยืนยาว เทรนด์ Sleep Tourism จึงไม่ใช่แค่แฟชั่นชั่วคราวของนักเดินทาง แต่เป็นวิถีแห่งการเอาตัวรอดที่คนยุคนี้ยอมจ่ายเพื่อแลกกับความสดชื่นที่เงินเคยซื้อไม่ได้

    ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด 1

    ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด 2

    เหตุใดการนอนจึงกลายเป็นวาระระดับโลกที่เราต้องดิ้นรนออกไปไขว่คว้าถึงต่างถิ่น?

    ข้อมูลจากวารสาร Sleep Epidemiology เผยสถิติที่น่าตกใจว่า ประชากรผู้ใหญ่เกือบ 1 ใน 3 ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นชนวนเหตุบ่อนทำลายระบบภูมิคุ้มกันไปจนถึงสภาวะทางอารมณ์ เมื่อ ‘บ้าน’ ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพักผ่อนอีกต่อไป เพราะถูกรบกวนด้วยแสงสีฟ้าจากหน้าจอและความเครียดที่ตามติดมาในสมาร์ทโฟน นักพักผ่อนยุคใหม่จึงต้องออกแสวงหา ‘Safe Zone’ แห่งใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพื่อรีเซ็ตนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) และพวกเขาเลือกเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เป็นการฟื้นฟูจิตวิญญาณผ่านการหลับใหลอย่างแท้จริง

    แต่เดิมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มักเน้นไปที่การทำสปา การเล่นโยคะ หรือการกินอาหารออร์แกนิก แต่ Sleep Tourism ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการใช้ ‘วิทยาศาสตร์การนอน’ เข้ามาเกี่ยวข้อง โรงแรมระดับโลกไม่ได้ทำแค่เลือกที่นอนนุ่มๆ แต่มีการลงทุนในเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิห้องที่เหมาะสม เช่น ปรับอุณภูมิให้ห้องให้เย็นประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส, จัดแสงไฟอย่างไรให้ไร้คลื่นแสงรบกวนเมลาโทนิน หรือแม้แต่การการใช้กลิ่นบำบัดที่ผ่านการทดลองทางคลินิกว่าช่วยให้คลื่นสมองสงบลง

    การเปลี่ยนสถานที่ส่งผลต่อสมองอย่างไร?

    นักจิตวิทยาชี้ให้เห็นว่าการเดินทางเพื่อไปนอนมีผลเชิงบวกต่อ ‘Neuroplasticity’ หรือความยืดหยุ่นของสมอง การนำตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมที่สมองจดจำว่าเป็นพื้นที่แห่งความเครียด เช่น ห้องนอนที่มีโต๊ะทำงานตั้งอยู่ข้างๆ ไปสู่สถานที่ใหม่ที่นิยามว่าเป็น ‘พื้นที่แห่งการพักผ่อน’ จะช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ งานวิจัยจาก Stanford University ยังระบุว่าการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปยังที่ที่มีธรรมชาติรายล้อม ช่วยให้การนอนหลับลึก (Deep Sleep) ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดีที่สุด

    ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด 3

    ภาพ:The Cadogan, A Belmond Hotel

    ตัวอย่างรีสอร์ตและโรงแรมที่ทำให้เราหลับสบาย

    เดิมทีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มักเน้นไปที่การทำสปา การเล่นโยคะ หรือการกินอาหารออร์แกนิก แต่ Sleep Tourism ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการใช้ ‘วิทยาศาสตร์การนอน’ เข้ามาเกี่ยวข้อง โรงแรมระดับโลกไม่ได้ทำแค่เลือกที่นอนนุ่มๆ แต่มีการลงทุนในเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิห้องที่เหมาะสม เช่น ปรับอุณภูมิให้ห้องให้เย็นประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส, จัดแสงไฟอย่างไรให้ไร้คลื่นแสงรบกวนเมลาโทนิน หรือแม้แต่การการใช้กลิ่นบำบัดที่ผ่านการทดลองทางคลินิกว่าช่วยให้คลื่นสมองสงบลง และนี่ตัวอย่างโรงแรมที่จริงจังเรื่องการนอนเป็นที่สุด

    1. The Cadogan, A Belmond Hotel

    ลอนดอน, อังกฤษ

    มีบริการ ‘Sleep Concierge’ อย่างเต็มรูปแบบ โดยร่วมมือกับนักสะกดจิตบำบัดชื่อดัง เพื่อสร้างไฟล์เสียงนำสมาธิก่อนนอน มีบริการเมนูหมอนที่มีความสูงและวัสดุต่างกันตามสรีระ รวมถึง ‘Bedtime Tea’ สูตรเฉพาะที่ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขก่อนเข้าสู่ภวังค์

    2. Six Senses

    ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

    ถือเป็นผู้นำด้านนี้ด้วยโปรแกรม ‘Sleep With Six Senses’ ซึ่งก่อนที่แขกจะเข้าพัก จะมีการส่งแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการนอน จากนั้นโรงแรมจะเตรียมชุดเครื่องนอนผ้าฝ้ายออร์แกนิก เครื่องวัดคุณภาพการนอน (Sleep Tracker) และหากเลือกโปรแกรมระยะยาว จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยวิเคราะห์ข้อมูลการนอนรายวันเพื่อปรับโปรแกรมอาหารและการออกกำลังกายให้ส่งเสริมการนอนในคืนถัดไป

    3. Hästens Sleep Spa

    โกอิมบรา, โปรตุเกส

    แบรนด์เตียงนอนที่แพงที่สุดในโลกจากสวีเดนเปิดโรงแรมของตัวเอง เพื่อให้แขกได้สัมผัสประสบการณ์การนอนบนเตียงราคาหลักล้านบาท ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและการออกแบบห้องพักที่เน้นเรื่องเสียงสะท้อน (Acoustics) เพื่อความเงียบสงัดระดับสูงสุด แม้ตอนนี้อยู่ภายใต้การบริหาร CBR Boutique Hotel โดยตรงแต่ที่นอนและบรรยากาศยังเหมือนเดิมเป๊ะ

    4. Kamalaya Koh Samui

    สมุย, ไทย

    ที่นี่เชื่อว่าการนอนไม่หลับเป็นเพียงปลายเหตุของความไม่สมดุลในร่างกาย โปรแกรม Sleep Enhancement จึงเน้นวิถีองค์รวม (Holistic) โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างที่ปรึกษาด้านธรรมชาติบำบัด (Naturopath) และแพทย์แผนจีน เพื่อวิเคราะห์ว่าอะไรคือตัวขัดขวางการนอนที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดสะสม ฮอร์โมนที่ผิดเพี้ยน หรือระบบประสาทที่ตื่นตัวตลอดเวลา ผ่านการทำสมาธิ (Meditation), การฝึกลมหายใจ (Breathwork) ไปจนถึงโภชนาการบำบัดและสมุนไพร

    5. Chiva-Som Hua Hin

    หัวหิน, ไทย

    นำเสนอทางออกในเชิงการแพทย์ที่เข้มข้นสำหรับผู้ที่มีปัญหาการนอนเรื้อรังกับโปรแกรม Sleep Enhancement ที่ตรวจไปถึงการตรวจวัดสัญญาณชีพและการหายใจขณะหลับ รวมถึงการตรวจระดับฮอร์โมนเมลาโทนินและคอร์ติซอลในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน เพื่อหาจุดที่นาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยนไป ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจะนำผลตรวจมาสร้างโรดแมปใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมก่อนนอน (Sleep Hygiene) ไปจนถึงการปรับไลฟ์สไตล์ในระยะยาว

    ในอนาคตอันใกล้ Sleep Tourism จะไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น แต่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมโรงแรม ตั้งแต่ระดับบูทีคโฮเทลไปจนถึงโฮสเทล ที่ต้องเริ่มพิจารณาเรื่องการป้องกันเสียงรบกวน (Soundproofing) และคุณภาพของแสงไฟ เพราะนักเดินทางยุค 2026 ไม่ได้มองหาแค่ ‘ที่ซุกหัวนอน’ แต่พวกเขามองหา ‘การฟื้นคืนชีพ’ (Restoration) เพื่อให้พร้อมกลับไปเผชิญหน้ากับโลกที่วุ่นวายอีกครั้ง การลงทุนกับทริปนอนหลับจึงไม่ใช่การเสียเวลาเปล่า แต่มันคือการลงทุนกับทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ ‘พลังงานและสุขภาพจิต’ ของเรานั่นเอง

    ภาพ: Shutterstock, The Cadogan, A Belmond Hotel, พลอยจันทร์ สุขคง

    ABOUT THE AUTHOR

    พลอยจันทร์ สุขคง

    Senior Content Creator ประจำกองไลฟ์สไตล์ สำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/life/sleep-tourism-new-travel-trend/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eaPMNUCT9hRMwOZsFllbV