Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุสรณ์” ชี้ราคาน้ำมันกระชาก+การตอบสนองนโยบายที่อ่อนแอ ส่อพาศก.ไทยสู่ภาวะชะงักงัน : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” ชี้ราคาน้ำมันกระชาก+การตอบสนองนโยบายที่อ่อนแอ ส่อพาศก.ไทยสู่ภาวะชะงักงัน : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบ และกรรมการ บมจ.บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันทีเดียว 6 บาทต่อลิตรกลางดึก หลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ตอน 3 ทุ่ม ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะทำให้ผู้กักตุนน้ำมันและเก็งกำไรที่รู้ข้อมูลวงใน ได้ประโยชน์บนความเดือดร้อนของผู้ใช้น้ำมันหรือไม่? การค่อย ๆลอยตัวราคาน้ำมันตามราคาตลาดโลก หรือการขึ้นราคาแบบขั้นบันไดตามตลาดโลก จะเป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่า

    พร้อมมองว่า การปรับขึ้นทีเดียว 6 บาท ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการลักลอบนำน้ำมันไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้มากนัก เพราะส่วนต่างราคาน้ำมันในประเทศที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ กับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศยังสูงมาก พฤติกรรมลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังเพื่อนบ้านจะหยุดลง เมื่อราคาในประเทศบวกค่าขนส่งเท่ากับหรือมากกว่าราคาประเทศเพื่อนบ้าน การทำกำไรจากส่วนต่างราคาเชิงพื้นที่ (Spatial Arbitrage) จะยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าราคาในประเทศยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือต่ำกว่าราคาในตลาดโลกค่อนข้างมาก การปรับขึ้นราคาน้ำมันทีเดียว 6 บาท จึงยังไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะโอกาสแห่งการเก็งกำไรแบบ Spatial Arbitrage ยังเกิดขึ้นต่อไป

    “การตอบสนองทางนโยบายที่อ่อนแอ จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และอาจเกิดการขาดแคลนสินค้าในไตรมาสสองได้ โดยสินค้าขาดแคลนจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลียม เม็ดพลาสติก พลาสติกบรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง ยารักษาโรค เคมีภัณฑ์และสีทาบ้าน เป็นต้น” นายอนุสรณ์ กล่าว

    พร้อมระบุว่า ความเสี่ยง Stagflation แบบทศวรรษ 1970 อาจเกิดขึ้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูงมากจะเกิดขึ้นในประเทศไทย และหลายประเทศในเอเชีย ส่วนสถานการณ์จะรุนแรงและยาวนานเหมือนช่วงทศวรรษ 1970 หรือไม่ ต้องติดตามว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะขยายขอบเขตสงครามไปมากขนาดไหน

    นายอนุสรณ์ กล่าวถึงมาตรการลดครองชีพของกระทรวงพาณิชย์ แบบร้านธงฟ้าราคาประหยัด ที่หาสินค้าราคาถูก หรือวัตถุดิบราคาถูกมาจำหน่ายนั้น จะไม่ได้ผล และเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาค่าครองชีพ และเงินเฟ้อสูงได้เพียงบางพื้นที่และชั่วคราวเท่านั้น จะได้เพียงภาพลักษณ์และการโฆษณาเท่านั้น เพราะขนาดของโครงการเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดที่ใหญ่

    “การหาวัตถุดิบราคาถูกให้ร้านข้าวแกง หรือร้านอาหารตามสั่ง 24 แห่ง ตามนโยบายไทยช่วยไทย ไม่สามารถกดดันราคาตลาดให้ลดลงได้ จะได้เพียงภาพลักษณ์และการโฆษณา เพื่อบอกประชาชนว่ากำลังแก้ปัญหาอยู่ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาในเชิงระบบได้อย่างแท้จริง เกิดต้นทุนแฝง และการขนส่ง เพิ่มการใช้พลังงานโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ เท่ากับรัฐไปอุดหนุนค่าขนส่งให้ร้านค้าบางร้านที่อยู่ในโครงการ เป็นการเอาเงินภาษีประชาชนไปอุดหนุนชั่วคราวให้บางร้าน เป็นการบิดเบือนกลไกราคา โดยอาจถูกตั้งคำถามว่า ร้านค้า 24 แห่งที่ถูกเลือก ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการคัดเลือก” นายอนุสรณ์ กล่าว

    ทั้งนี้ เห็นว่ามาตรการแก้ปัญหาวิกฤติค่าครองชีพและเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน ต้องแก้ไปที่ต้นตอของปัญหา ต้องปฏิรูประบบพลังงาน ต้องส่งเสริมให้มีการแข่งขัน ลดอำนาจผูกขาดส่งเสริมการแข่งขัน กระจายแหล่งพลังงานไปยังพลังงานทางเลือกพลังงานหมุนเวียนที่มีราคาถูกกว่าพลังงานฟอสซิล เน้นพลังงานกระจายศูนย์ และกระจายแหล่งพลังงานสู้วิกฤติน้ำมันลากยาว

    นายอนุสรณ์ ระบุว่า ระบบพลังงานของประเทศไทยเป็นระบบรวมศูนย์ รวมศูนย์ทั้งการวางยุทธศาสตร์และแผนงาน ทั้งการตัดสินใจและการดำเนินการ รวมทั้งพึ่งพาแหล่งผลิตพลังงานขนาดใหญ่ ขณะนี้ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้เกิดการกระจายความผิดชอบในระบบพลังงานของประเทศไปยังกลุ่มต่าง ๆ ทำให้การผลิตและการจัดการพลังงานสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤติพลังงานได้ดีขึ้น มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง พึ่งพาตัวเองทางพลังงานได้มากขึ้นโดยเฉพาะจากพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานจากแสงอาทิตย์

    “เรายังลงทุน และมีการใช้พลังงานหมุนเวียนน้อยมาก เมื่อเทียบกับศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย นโยบายการส่งเสริมการผลิตพลังงานแบบกระจายศูนย์ จำเป็นจะต้องลดการกีดกันทางการตลาดของระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ลง ไม่ว่าจะเป็นมิติของการลงทุน โครงสร้างราคา และโครงสร้างพื้นฐานในรองรับพลังงานแบบกระจายศูนย์ เพื่อให้การผลิตพลังงานแบบกระจายศูนย์ มีความเป็นไปได้ทางการเงิน และเศรษฐศาสตร์ ผลิตพลังงานป้อนระบบพลังงานของประเทศได้” นายอนุสรณ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/580900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tXlRP6RRwZ02MwHXfhLm3

  • ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เคลียร์ชัด! ทำไมไทยต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์?

    ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เคลียร์ชัด! ทำไมไทยต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์?

    วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.26 น.

    29 มีนาคม 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เวลาเราเห็นราคาน้ำมันขยับขึ้น คำถามคลาสสิกที่ผมได้รับเสมอคือ “เรามีโรงกลั่นในประเทศตั้งหลายแห่ง ทำไมเราไม่ตั้งราคาเอง? ทำไมต้องไปตามก้นสิงคโปร์ ?”

    ในฐานะนักยุทธศาสตร์ที่คลุกคลีกับกลไกตลาดและมองย้อนกลับไปตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ผมบอกได้เลยครับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ตัวเลข” แต่มันคือเรื่องของ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” และ “ความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลก” ครับ

    1. ทำไมต้องสิงคโปร์? [????????] (The Regional Benchmark)

    โลกการค้าน้ำมันไม่ได้ตั้งราคากันลอยๆ ครับ แต่เขาถูกแบ่งเป็น “เขตเศรษฐกิจ” โดยมีตลาดกลาง (Trading Hub) เป็นตัวกำหนดราคากลางที่สะท้อน Demand และ Supply จริงๆ:

    * อเมริกา: อ้างอิงราคาที่ Gulf Coast

    * ยุโรป: อ้างอิงราคาที่ Rotterdam

    * เอเชีย: อ้างอิงราคาที่ Singapore (MOPS: Mean of Platts Singapore)

    สิงคโปร์คือ “ตราชั่ง” ที่แม่นยำที่สุดในภูมิภาคเรา เพราะมีปริมาณการซื้อขายมหาศาล (High Liquidity) จนไม่มีใครสามารถปั่นราคาหรือ “ซ่อนตัวเลข” ได้ ราคาที่เราอ้างอิงจึงเป็นราคาที่โปร่งใสและยุติธรรมที่สุดตามมาตรฐานสากลครับ

    2. หลักการ “ราคาที่ต้องจ่ายจริง” (Import Parity)

    เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งครับว่า แม้เราจะกลั่นเอง แต่เรานำเข้าน้ำมันดิบ (Crude Oil) มาจากต่างประเทศกว่า 90%

    * หากโรงกลั่นในไทยฝืนกลไกตลาด แล้วตั้งราคาขายถูกกว่าราคาสิงคโปร์มากๆ โรงกลั่นย่อมอยากจะ “ส่งออก” ไปขายต่างประเทศเพื่อเอากำไรที่ควรจะได้ ผลที่ตามมาคือเราจะ “ขาดแคลนน้ำมัน” ในประเทศทันที

    * ในทางกลับกัน ถ้าเราตั้งราคาแพงเกินไป ผู้ค้าน้ำมันก็จะเลือก “นำเข้า” น้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์เข้ามาแข่งแทน

    นี่คือกลไก “ตลาดเสรี” ที่ช่วยรักษาสมดุลไม่ให้เราขาดแคลนพลังงานครับ

    3. “ความแน่นอน” คือรากแก้วของความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ทำไมการอ้างอิงราคาสากลถึงทำให้นักลงทุน (ทั้งไทยและต่างชาติ) กล้าลงเงินแสนล้านในอุตสาหกรรมพลังงานไทย?

    * คาดการณ์ได้ (Predictability): นักลงทุนรู้ว่ากำไรหรือขาดทุนจะวิ่งไปตามกลไกตลาดโลก ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ “การเมือง” ในแต่ละวัน

    * ความโปร่งใส (Transparency): เมื่อใช้เกณฑ์สากลอย่าง Platts นักลงทุนจึงมั่นใจว่าไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่งแบบลับๆ

    * การป้องกันความเสี่ยง (Hedging): การอ้างอิงราคาสากลช่วยให้บริษัทไทยสามารถใช้เครื่องมือการเงินระดับโลกเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนได้ ถ้าเราตั้งราคาเอง เราจะถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลกทันทีครับ

    มุมมองทางยุทธศาสตร์โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

    หลายคนอาจมองว่าการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ทำให้เราดูเหมือนเสียเปรียบ แต่ในมุมมองยุทธศาสตร์…

    “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน คือ ‘รากแก้ว’ ที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ครับ”

    หากเราประกาศเลิกอ้างอิงราคาโลกในวันนี้?

    * นักลงทุนจะหนี: เพราะความเสี่ยงทางการเมืองสูงเกินไป ใครจะกล้าสร้างโรงกลั่นถ้าวันดีคืนดีรัฐบาลสั่งลดราคาจนขาดทุน?

    * อันดับความน่าเชื่อถือประเทศลดลง: กระทบต่อภาพรวมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่การ “ฝืนกลไกตลาด” แต่คือการบริหารจัดการ “โครงสร้างภาษี” และ “กองทุนน้ำมัน” ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชนโดยไม่ทำลายความเชื่อมั่นของประเทศครับ

    ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

    “คุณคิดว่าความโปร่งใสตามมาตรฐานสากล สำคัญกว่าการลดราคาชั่วคราวแต่ทำลายความมั่นใจนักลงทุนหรือไม่? หรือเราควรมีทางสายกลางแบบไหน? มาแชร์ไอเดียกันใต้คอมเมนต์นี้ครับ”

    ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
    28 มีนาคม 2569

    #ณัฏฐ์มงคลนาวิน #ราคาน้ำมัน #สิงคโปร์ #MOPS #ยุทธศาสตร์พลังงาน #ความเชื่อมั่นนักลงทุน #เศรษฐกิจไทย #DigitalStrategist #Neuroscore #ความรู้คู่จริยธรรม .# #ภูมิคุ้มกันทางความคิด #Nattmongkolnavin

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/955463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v9K2i9_10fLa7gWVkMj0I

  • อบจ.เชียงรายหนุนฟื้นฟูปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซูที่วาวี เปิดพื้นที่วัฒนธรรมบนดอยล้านเชื่อมอัตลักษณ์สู่การท่องเที่ยว

    อบจ.เชียงรายหนุนฟื้นฟูปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซูที่วาวี เปิดพื้นที่วัฒนธรรมบนดอยล้านเชื่อมอัตลักษณ์สู่การท่องเที่ยว

    อบจ.เชียงรายหนุนฟื้นฟูปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซูที่วาวี เปิดพื้นที่วัฒนธรรมบนดอยล้านเชื่อมอัตลักษณ์ชุมชนกับอนาคตการท่องเที่ยวท้องถิ่น

    เชียงราย,29 มีนาคม 2569 – เช้าวันหนึ่งบนดอยล้านที่เสียงกลองและชุดประจำเผ่ากลับมามีความหมายอีกครั้ง บนพื้นที่สูงของตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย เช้าวันที่ 27 มีนาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงอีกวันของชุมชนบนดอยที่อากาศเย็นและลมพัดผ่านลานโรงเรียน หากแต่เป็นวันที่ผู้คนหลายรุ่นในชุมชนลีซูได้กลับมาพบกันภายใต้กรอบของประเพณีปีใหม่ที่มีความหมายลึกกว่าความรื่นเริง เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายร่วมกับเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่เปิดกิจกรรมฟื้นฟู สืบสาน ประเพณีปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซอ หรือ ลีซู ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยล้าน โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมคณะผู้บริหารและผู้แทนท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    การมารวมตัวกันครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าภาพพิธีเปิดตามปฏิทินงานท้องถิ่น เพราะในพื้นที่อย่างวาวีซึ่งมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง วัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงของที่เก็บไว้ให้ชม แต่เป็นกลไกที่หล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน การแต่งกาย การแสดงพื้นบ้าน พิธีกรรมดั้งเดิม และการพบปะของผู้อาวุโสกับคนรุ่นใหม่ จึงล้วนเป็นองค์ประกอบของการยืนยันว่าอัตลักษณ์ของชุมชนยังคงมีที่ยืนอยู่ในโลกปัจจุบัน ไม่ได้ถูกผลักให้กลายเป็นเพียงของตกแต่งในงานเทศกาลเท่านั้น

    การฟื้นฟูที่หมายถึงการพาความทรงจำกลับมาอยู่ในชีวิตจริง

    คำว่า “ฟื้นฟู” ในงานนี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ได้หมายถึงการจัดงานขึ้นหนึ่งครั้งแล้วจบ หากหมายถึงความพยายามทำให้ประเพณีที่อาจค่อย ๆ ห่างจากชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ได้กลับมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอีกครั้งอย่างมีศักดิ์ศรี เพจทางการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายระบุว่ากิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูและสืบสานประเพณีปีใหม่ของชาติพันธุ์ลีซูในพื้นที่ตำบลวาวี โดยมีผู้นำชุมชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมต้อนรับอย่างพร้อมหน้า

    ในเชิงสังคม ประเพณีลักษณะนี้ทำหน้าที่มากกว่าการอนุรักษ์พิธีกรรม เพราะเป็นการสร้าง “พื้นที่ร่วม” ให้คนรุ่นเก่าได้ถ่ายทอดความทรงจำและความรู้ทางวัฒนธรรม ส่วนคนรุ่นใหม่ได้สัมผัสว่ารากของตนมีหน้าตาอย่างไรในโลกจริง ยิ่งในยุคที่ชุมชนบนพื้นที่สูงจำนวนมากต้องเผชิญแรงดึงดูดจากเศรษฐกิจสมัยใหม่ การศึกษา และการเคลื่อนย้ายแรงงาน การมีเวทีที่ทำให้คนกลับมามองเห็นคุณค่าของภาษา ชุดแต่งกาย พิธีกรรม และความเชื่อของกลุ่มตน จึงเป็นเสมือนการย้ำเตือนว่าความเปลี่ยนแปลงกับการรักษารากเดิมไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ตรงข้ามกันเสมอไป

    วาวีไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยวกาแฟ แต่เป็นภูมิทัศน์ของความหลากหลาย

    หากจะทำความเข้าใจกิจกรรมนี้ให้ลึกขึ้น จำเป็นต้องมองผ่านบริบทของตำบลวาวีเองด้วย ข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลวาวีระบุชัดว่า พื้นที่แห่งนี้วางวิสัยทัศน์ตัวเองไว้ในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่า ขณะเดียวกันข้อมูลท้องถิ่นยังบันทึกด้วยว่าในพื้นที่ดอยช้างของวาวี ชนเผ่าลีซอได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2458 ก่อนที่ต่อมาจะมีชาติพันธุ์อื่นเข้ามาอาศัยร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน

    มุมนี้ทำให้เห็นว่าการจัดงานประเพณีปีใหม่ลีซูที่วาวี ไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่า แต่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันของผู้คนหลายกลุ่ม และกำลังพยายามพัฒนาตัวเองผ่านทั้งการท่องเที่ยว เกษตร และวัฒนธรรมไปพร้อมกัน วาวีจึงเป็นมากกว่าปลายทางที่ผู้คนรู้จักจากกาแฟหรือภูเขา หากยังเป็นภูมิทัศน์ของความทรงจำ ความเปลี่ยนแปลง และการต่อรองระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับเศรษฐกิจร่วมสมัย

    ชุมชนลีซูในแม่สรวยกับรากประวัติศาสตร์ที่ยังหายใจอยู่

    ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ภาพที่ช่วยอธิบายความสำคัญของงานครั้งนี้ได้ชัดขึ้นอีกระดับ โดยระบุว่า ชุมชนลีซูในอำเภอแม่สรวย โดยเฉพาะบ้านดอยช้าง บ้านห้วยไคร้ บ้านดอยล้าน และชุมชนใกล้เคียงในตำบลวาวี เป็นหนึ่งในกลุ่มชุมชนสำคัญของลีซูในจังหวัดเชียงราย อีกทั้งยังมีการศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมของชาวลีซูในพื้นที่แม่สรวยมาอย่างต่อเนื่องด้วย

    ข้อมูลเชิงวิชาการนี้มีน้ำหนักมาก เพราะทำให้เห็นว่างานที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เชื่อมอยู่กับชุมชนจริงที่มีรากประวัติศาสตร์จริงและมีระบบความเชื่อ วัฒนธรรม และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่สืบทอดกันมา เมื่อกิจกรรมฟื้นฟูประเพณีถูกจัดขึ้นในพื้นที่ที่ยังมีชุมชนถือปฏิบัติอยู่จริง ความหมายของงานจึงต่างจากการจำลองวัฒนธรรมเพื่อการแสดงบนเวทีทั่วไป เพราะนี่คือการนำสิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่กลับมาจัดวางให้สังคมภายนอกได้เห็นในฐานะมรดกที่ยังเคลื่อนไหว ไม่ใช่ซากทางวัฒนธรรมที่หลงเหลือเพียงชื่อเรียก

    เวทีของท้องถิ่นกับบทบาทของ อบจ. ที่ขยับจากผู้สนับสนุนงบประมาณไปสู่ผู้เชื่อมเครือข่าย

    ความน่าสนใจอีกด้านของกิจกรรมนี้อยู่ที่บทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การเป็นหน่วยงานสนับสนุน แต่เข้ามาในฐานะผู้เชื่อมเครือข่ายการทำงานระหว่างชุมชน ผู้นำวัฒนธรรม ท้องถิ่น และภาคสาธารณะในระดับจังหวัด การที่นายก อบจ. และคณะผู้บริหารเดินทางขึ้นไปร่วมพิธีเปิดด้วยตนเอง สะท้อนว่างานลักษณะนี้ถูกให้ความสำคัญในฐานะวาระสาธารณะ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่มของชุมชนบนพื้นที่สูงเท่านั้น

    เมื่อมองในมุมการบริหารท้องถิ่น สิ่งนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะวัฒนธรรมชาติพันธุ์มักเผชิญโจทย์ร่วมกันเสมอ นั่นคือจะถูกวางให้เป็นเรื่องภายในชุมชน หรือจะถูกยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดโดยรวม หากหน่วยงานท้องถิ่นระดับจังหวัดขยับเข้ามารับรองและสนับสนุนอย่างจริงจัง ก็ย่อมช่วยเพิ่มพื้นที่ทางสังคมให้วัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการมองเห็นมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกทำให้เป็นเพียงกิจกรรมชายขอบ

    สีสันของพิธีกรรมพื้นบ้านกับความหมายที่มากกว่าความสวยงาม

    จากข้อมูลที่คุณแนบมา ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแต่งกายชุดประจำเผ่าลีซู การเต้นรอบต้นวอ การประกอบพิธีตามความเชื่อดั้งเดิม ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและอาหารพื้นถิ่น แม้รายละเอียดบางส่วนจะเป็นสิ่งที่ผู้เข้าร่วมงานสัมผัสผ่านบรรยากาศมากกว่าตัวอักษร แต่เมื่อเรียงเข้าด้วยกัน จะเห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นระบบความหมายของชุมชนอย่างครบถ้วน

    การแต่งกายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม แต่คือการสวมใส่รหัสทางสังคมและชาติพันธุ์ การเต้นรอบต้นวอไม่ได้เป็นเพียงการละเล่น แต่เป็นการทำให้พื้นที่กลางของชุมชนกลับมามีชีวิตและเป็นศูนย์รวมของคนทุกวัย ส่วนการนำอาหารพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ชุมชนออกมาจำหน่าย ก็ไม่ใช่เพียงเรื่องขายของในงาน แต่เป็นการทำให้วัฒนธรรมจับต้องได้ผ่านรสชาติ งานฝีมือ และรายได้ที่หมุนเวียนอยู่ในชุมชน

    เมื่อประเพณีดั้งเดิมเริ่มเชื่อมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน

    นี่คือจุดที่กิจกรรมแบบนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว เพราะการอนุรักษ์ที่แยกขาดจากรายได้มักอยู่ได้ยาก แต่การอนุรักษ์ที่เชื่อมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ย่อมมีโอกาสยั่งยืนมากกว่า หากงานประเพณีสามารถดึงคนจากภายนอกให้เข้ามาใช้จ่าย ซื้ออาหาร ซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และทำให้ชื่อของชุมชนถูกบอกต่อ ก็จะช่วยให้วัฒนธรรมไม่ใช่ภาระ แต่กลายเป็นฐานรายได้อีกชั้นหนึ่งของพื้นที่

    สำหรับวาวีซึ่งมีภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอยู่แล้ว การต่อยอดประเพณีชาติพันธุ์เข้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง หากทำอย่างระมัดระวังและให้เกียรติบริบทของชุมชน มันอาจช่วยกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่คนในพื้นที่ได้จริง ทั้งในระดับครัวเรือน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน หรือผู้ผลิตสินค้าชุมชนรายย่อย โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนประเพณีให้กลายเป็นสินค้าอย่างหยาบ ๆ แต่อาศัยการออกแบบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจคุณค่าของวัฒนธรรมมากขึ้น

    การสืบสานสู่คนรุ่นใหม่คือโจทย์ที่สำคัญที่สุดของงานลักษณะนี้

    อย่างไรก็ดี แกนที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมฟื้นฟูวัฒนธรรม ไม่ใช่จำนวนแขกผู้ร่วมงานหรือความคึกคักในวันจัดงานเพียงอย่างเดียว แต่คือคำถามว่า เด็กและเยาวชนในชุมชนจะรับช่วงต่อสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรในอนาคต เพราะวัฒนธรรมจะอยู่รอดไม่ได้ด้วยเวทีเปิดงานปีละครั้ง หากคนรุ่นใหม่รู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเองอีกแล้ว

    การที่งานนี้จัดขึ้นในพื้นที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยล้านจึงมีนัยที่ลึกกว่าพื้นที่จัดงานทั่วไป เพราะโรงเรียนคือจุดเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต เป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่จะได้เห็นว่าประเพณีของบรรพชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว การให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงพิธี การแสดง และการพบปะผู้อาวุโส จึงเป็นเสมือนการส่งต่อความทรงจำจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรม

    เชียงรายกำลังเรียนรู้ว่าความหลากหลายไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทุนของจังหวัด

    ในระดับใหญ่กว่าชุมชน งานนี้ยังสะท้อนบทเรียนสำคัญของเชียงรายทั้งจังหวัดว่า ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องชายขอบ แต่เป็นหนึ่งในทุนสำคัญของพื้นที่ ยิ่งในยุคที่หลายจังหวัดพยายามหาจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จังหวัดที่มีชุมชนชาติพันธุ์เข้มแข็ง มีพิธีกรรมจริง มีภาษาแต่งกาย และอาหารเฉพาะถิ่น ย่อมมีศักยภาพสูงในการสร้างความแตกต่างจากตลาดท่องเที่ยวแบบเดียวกันทั่วประเทศ

    แต่ทุนแบบนี้จะมีคุณค่าได้ ก็ต่อเมื่อรัฐและสังคมปฏิบัติต่อชุมชนเจ้าของวัฒนธรรมอย่างให้เกียรติ ไม่ทำให้วัฒนธรรมถูกลดทอนเป็นเพียงของแสดง หรือหยิบบางชิ้นบางตอนมาขายโดยไม่สนใจความหมายเดิมของมัน การที่ อบจ.เชียงรายร่วมสนับสนุนกิจกรรมฟื้นฟูประเพณีในพื้นที่จริง จึงอาจถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ดีว่าท้องถิ่นกำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การส่งเสริมเศรษฐกิจ และการให้พื้นที่เจ้าของวัฒนธรรมได้เป็นผู้กำหนดเรื่องราวของตนเอง

    จากดอยล้านไปสู่ภาพใหญ่ของการพัฒนาที่ไม่ทิ้งรากเดิม

    เมื่อมองให้ไกลกว่าภาพพิธีเปิด งานนี้จึงเป็นเหมือนภาพจำลองขนาดย่อมของโจทย์การพัฒนาท้องถิ่นไทยทั้งระบบ นั่นคือจะทำอย่างไรให้พื้นที่เดินหน้าทางเศรษฐกิจได้ โดยไม่ทิ้งรากทางวัฒนธรรมและความหลากหลายของผู้คนที่อยู่มาก่อน หากตอบโจทย์นี้ไม่ได้ การพัฒนาอาจทำให้พื้นที่มีรายได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับสูญเสียสิ่งที่ทำให้พื้นที่นั้นมีความหมายต่างจากที่อื่น

    ตรงกันข้าม หากชุมชนสามารถใช้ประเพณี ภาษา อาหาร ดนตรี และภูมิปัญญาของตนเป็นฐานสร้างคุณค่ารูปแบบใหม่ได้ วัฒนธรรมก็จะไม่ใช่สิ่งที่ต้องคอยปกป้องจากความเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว แต่จะกลายเป็นพลังที่ช่วยให้การพัฒนาเดินหน้าอย่างมีราก มีเรื่องเล่า และมีเจ้าของร่วมอย่างแท้จริง

    สำหรับบ้านดอยล้านและตำบลวาวี งานฟื้นฟูประเพณีปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซูในครั้งนี้จึงอาจเป็นมากกว่ากิจกรรมหนึ่งวัน หากแต่อาจเป็นอีกหมุดหมายเล็ก ๆ ที่ช่วยยืนยันว่า บนภูเขาแห่งนี้ ผู้คนยังไม่ยอมปล่อยให้ความทรงจำทางวัฒนธรรมเลือนหายไปพร้อมกาลเวลา และกำลังพยายามแปรมันให้เป็นทั้งพลังของชุมชนและโอกาสของอนาคตไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-lisu-new-year-vawi-restoration/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dziyJ6MBIcVjStOTd12Ik

  • โพล ชี้ คะแนนนิยมไตรมาสแรก คนสนับสนุนพรรคประชาชน และ “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นนายกฯ

    โพล ชี้ คะแนนนิยมไตรมาสแรก คนสนับสนุนพรรคประชาชน และ “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นนายกฯ

    นิด้าโพล เผย คะแนนนิยมทางการเมืองไตรมาสแรก คนสนับสนุนให้ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมยกให้พรรคประชาชน เป็นพรรคที่จะสนับสนุนในวันนี้

    วันที่ 29 มีนาคม 2569 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ

    30.60 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 29.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน

    ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 8.08 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)

    อันดับ 6 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 1.56 ระบุว่าเป็น นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม

    (พรรคไทยภักดิ์) อันดับ 9 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 10

    ร้อยละ 1.16 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 4.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

    (พรรคเสรีรวมไทย) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นางศุภจี สุธรรมพันธ์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่)

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

    (พรรคไทยก้าวใหม่) นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน)

    นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทยรวมพลัง) ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) นางสาวรักชนก ศรีนอก

    (พรรคประชาชน) นายกุลิศ สมบัติศิริ นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายพริษฐ์

    วัชรสินธุ (พรรคประชาชน) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายวิกรม กรมดิษฐ์ นายศุภณัฐ

    มื่นชัยนันท์ (พรรคประชาชน) และพลเอกบุญสิน พาดกลาง และร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 26.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 12.04 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 11.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 4.60 ระบุว่ายังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมได้ อันดับ 6 ร้อยละ 2.44 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

    อันดับ 8 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดิ์ อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 2.32

    ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ พรรคไทยก้าวใหม่

    พรรคโอกาสใหม่ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2923312&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rt7vEAbimImH9JK6jFr_D

  • วิทยาลัยการอาชีพบางปะกง จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568 | TOPNEWS

    วิทยาลัยการอาชีพบางปะกง จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 29 มีนาคม 2569 ว่าที่พันตรี ดร.วัชรพล ลักษณลม้าย ผู้อำนวยการ (เชี่ยวชาญ) วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 ของวิทยาลัยการอาชีพบางปะกง

    ในการนี้ นางปนัดดา กิตติวงศ์ธรรม กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน โดยมีคณะครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

    บรรยากาศภายในพิธีเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความปลาบปลื้มยินดี เสียงปรบมือแสดงความชื่นชมดังกึกก้องทั่วหอประชุม สะท้อนถึงความสำเร็จของผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้ทุ่มเทความมานะพยายามตลอดระยะเวลาการศึกษา อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการก้าวสู่เส้นทางวิชาชีพและการศึกษาต่อในอนาคต สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานทุกคนอย่างยิ่ง

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1531631&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HrWUCktSL4XOsmFMyTlvw

  • สธ.ซาวเสียงปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ 11 โมง-เที่ยงคืน หลังชิมลาง 180 วัน

    สธ.ซาวเสียงปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ 11 โมง-เที่ยงคืน หลังชิมลาง 180 วัน

    สธ.ซาวเสียงปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ 11 โมง-เที่ยงคืน หลังชิมลาง 180 วัน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมควบคุมโรค ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นมาตรการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งการกำหนดให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตั้งแต่เวลา 11.00 – 24.00 น. การกำหนดข้อยกเว้นให้กับการขายภายในสนามบินที่มีเที่ยวบินระหว่างประเทศ สถานบริการ และโรงแรม รวมถึงพื้นที่ในเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออกสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    กรมควบคุมโรค ระบุเหตุผลของการดำเนินการครั้งนี้ว่า เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าธรรมดา รัฐจึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดขนาดของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพด้านอุบัติเหตุ หรือด้านอาชญากรรม ซึ่งมาตรการควบคุมเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในมาตรการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางกายภาพที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าจะเกิดประสิทธิผลในการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค จึงออกประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ตั้งแต่เวลา 11.00 – 14.00 น. และตั้งแต่เวลา 17.00 – 24.00 น.

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดังกล่าวสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนกฎหมายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ไห้กับผู้ประกอบการและภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    จึงกำหนดให้ภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วงเวลา 11.00 – 24.00 น.

    โดยกำหนดให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานครและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด ดำเนินการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขยายช่วงเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อพิจารณาก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

    ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ยังมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 23 มกราคม 2569 ขอความอนุเคราะห์เร่งรัดให้มีการออกกฎหมายเพื่อผ่อนคลายให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563 สกพอ. ได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกกับบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด เพื่อพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาสู่การเป็นท่าอากาศยานระดับโลก (World Class Airport) และเป็นศูนย์กลางการบินและโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาค

    คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2565 รับทราบและเห็นชอบผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 2/2565 เรื่อง สิทธิประโยชน์ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : เมืองการบินภาคตะวันออก เห็นชอบกับการกำหนดสิทธิประโยชน์และมาตรการด้านต่าง ๆ

    ทั้งนี้เพื่อให้พื้นที่เมืองการบินภาคตะวันออกมีศักยภาพ สามารถรองรับและดึงดูดนักธุรกิจ ผู้เดินทาง นักท่องเที่ยว และผู้ใช้สนามบินได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และในการประชุม กพอ. ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568

    กพอ. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการการผลักดันมาตรการสนับสนุนดังกล่าวเป็นมาตรการที่ต้องเร่งรัดดำเนินการให้มีผลในทางปฏิบัติภายในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 แต่ปัจจุบันยังไม่มีการออกกฎหมายรองรับมาตรการสนับสนุนให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่เมืองการบินภาคตะวันออกได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทำให้การเริ่มต้นพัฒนาโครงการฯ มีความล่าช้า ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สกพอ. จึงขอความอนุเคราะห์จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พิจารณาเร่งรัดให้มีการออกกฎหมายเพื่อผ่อนคลายให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่เมืองการบินภาคตะวันออกได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655223&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oLXLlXJMFbmY_67uCrI7d

  • พิษน้ำมันแพงกระทบหนัก “ทะเลสาบเซราะกราว” เงียบเหงา ผู้ประกอบการ โอด รายได้ลดฮวบ

    พิษน้ำมันแพงกระทบหนัก “ทะเลสาบเซราะกราว” เงียบเหงา ผู้ประกอบการ โอด รายได้ลดฮวบ

    สุรินทร์-พิษน้ำมันแพง ทำแหล่งท่องเที่ยวซบเซา ทะเลสาบเซราะกราว ห้วยระไซร์ แพลอยน้ำรายได้ลดฮวบเกินครึ่ง คนเที่ยวน้อยลง เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา จากหน้ามือเป็นหลังมือ วอนรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพง ทำเศรษฐกิจย่ำแย่ประชาชนเดือดร้อนถ้วนหน้า

    เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ค่าครองชีพพุ่งสูงตาม ทำให้ผู้คนไม่กล้าออกจากบ้านไปไหน ส่งผลให้ร้านค้า ร้านอาหารต่างๆทั่วไปได้รับผลกระทบเป็นห่วงโซ่ไปตามๆกัน

    โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำหรับคลายร้อน อย่างเช่น ทะเลสาบเซราะกราว ห้วยระไซร์ ตำบลสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งปกติช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปีจะมีประชาชนพาบุตรหลานมาท่องเที่ยวเล่นน้ำเพื่อคลายร้อนกันแน่นสถานที่ เนื่องจากเป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอมด้วย แต่ละแพไม่มีว่าง ทำให้ร้านค้ามีรายได้ตามไปด้วย แต่มาปีนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน ถึงแม้จะเป็นช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ กลับพบว่ามีผู้คนมาเที่ยวคลายร้อนกันบางตามาก แพของแต่ละร้านค้าโล่งโจ้งมีลูกค้าน้อยมาก บางร้านทั้งวันไม่ได้ลูกค้าเลยก็มี ต้องแบกรับภาระลูกจ้าง ค่าวัตถุดิบในการนำมาประกอบอาหาร รวมถึงค่าสถานที่ด้วย

    น.ส.พรชนก พูนมั่น อายุ 36 ปี เจ้าของแพอินดี้ บอกว่า ปกติแพบริเวณนี้จะเต็มหมดแล้ว แต่มาปีนี้โล่งเลย บางเจ้าได้บ้างไม่ได้บ้าง แตกต่างจากปีที่แล้ว หน้ามือเป็นหลังมือ ลูกค้าน้อยลงกว่าทุกปี ปีนี้คือฝืดเคืองมาก ช่วงเดือนมีนาคม ปกติคนจะแน่นมากแตกต่างจากปีที่แล้ว สาเหตุหลักๆ มาจากน้ำมันแพง รายได้ลดลงเกินครึ่ง จากปีที่แล้วเคยได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ได้มาก็ซื้อของไม่เหลือเก็บ ซึ่งทุกๆปีจะมีเก็บบ้าง ร้านค้าบริเวณนี้ลำบากเหมือนกันทุกร้าน

    อยากให้รัฐบาลแก้เรื่องน้ำมันและเศรษฐกิจ ที่ข้าวของสินค้าราคาแพงขึ้น ต้นทุนสูงเราก็อยู่ไม่ได้ ต้องเพิ่มราคาอาหารตามจานละ 5-10 บาท กระทบไปทุกอย่างเป็นห่วงโซ่ จะลงทุนอะไรมากก็ไม่ลงทุนตอนนี้แย่มาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2923274&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uHVMTqPuRFqM5jT1A_yLe

  • ค่าครองชีพพุ่ง! อาหารสด กทม. ขึ้นสูงสุด 12% แซงค่าแรง ผู้บริโภคแบกรับหนัก

    ค่าครองชีพพุ่ง! อาหารสด กทม. ขึ้นสูงสุด 12% แซงค่าแรง ผู้บริโภคแบกรับหนัก

    ค่าครองชีพพุ่ง! อาหารสด กทม. ขึ้นสูงสุด 12% แซงค่าแรง ผู้บริโภคแบกรับหนัก

    สภาองค์กรของผู้บริโภคเผย ราคาอาหารสดใน กทม. พุ่ง 3–12% ภายใน 1 เดือน หมู-ไก่-ไข่ปรับขึ้นต่อเนื่อง สวนทางค่าแรงเพิ่มเพียง 2.9%

    เมื่อวันที่ 29 มี.ค.69 สภาองค์กรของผู้บริโภค โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า  

    ในช่วงเวลาเกือบ 1 เดือน ราคาอาหารสดในพื้นที่ กทม.

    ปรับขึ้นเฉลี่ยประมาณ 3–12% ผู้บริโภคเผชิญค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

    ผลสะท้อนรอบเกือบ 1 เดือนสินค้ากลุ่มอาหารสดโดยรวมมีการปรับขึ้นเฉลี่ยดังนี้

    – ขึ้นมากสุด หมูสะโพกประมาณ +11.86%

    – รองลงมา ไก่น่อง/สะโพกประมาณ +8.82%

    – ไข่ไก่ ขึ้นประมาณ 4.5–6.5% 

    – น้ำมันปาล์ม ประมาณ +2.15%

    เปรียบเทียบกับค่าแรงไทยที่ประกาศในปี 2568 ที่ผ่านมา

    – ค่าแรงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.9% เพิ่มขึ้นในอัตรา 7-55 บาท

     อัตราต่ำสุดวันละ 337 บาท อัตราสูงสุด 400 บาท

    – ราคาอาหารส่วนใหญ่ +3% ถึง +12% มากกว่าค่าแรงที่ปรับขึ้นไปแล้ว

    #ค่าครองชีพ #ของแพง #อาหารแพง #หมูแพง #ไข่ไก่ #ค่าแรงขั้นต่ำ #เศรษฐกิจไทย #ผู้บริโภค #สภาองค์กรของผู้บริโภค #เงินเฟ้อ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jQhDp-9HmRv51AwWeyKvA

  • อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดันคาร์บอนเครดิตเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดันคาร์บอนเครดิตเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดันคาร์บอนเครดิตเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

    นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 ในหัวข้อ “การสร้างโอกาสจาก Carbon Credit ในตลาดโลก” เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมอบรมจำนวน 85 คน

    หลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของมูลนิธิเกษตราธิการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำภาคการเกษตรให้สามารถขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ในการบรรยาย อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้สะท้อนภาพรวมทิศทางของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยระบุว่า ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 3.0 สู่ระดับร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 ซึ่งภาคเกษตรถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในภาคการเกษตร

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า “Carbon Credit” คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้จากการดำเนินโครงการที่ผ่านการรับรอง ซึ่งสามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอน โดยมีหน่วยเป็น “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” และได้เน้นย้ำว่า ปัจจุบันภาคเกษตรเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณร้อยละ 19 ของประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของคาร์บอนเครดิตในหลายมิติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน ด้านเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร และด้านสังคมที่ช่วยยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของภาคการผลิต พร้อมระบุว่า คาร์บอนเครดิตกำลังกลายเป็น “สินทรัพย์ดิจิทัล” ที่สามารถซื้อขายในตลาดได้จริง

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดันคาร์บอนเครดิตเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวย้ำว่า การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตรควรส่งเสริมการรวมแปลง หรือ รวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อเพิ่มขนาดพื้นที่และลดต้นทุนต่อหน่วย ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินโครงการมีความคุ้มค่าและยั่งยืนมากขึ้น 

    ในส่วนของการดำเนินงาน กรมวิชาการเกษตรได้ขับเคลื่อนภารกิจภายใต้แนวคิด DOA TOGETHER โดยพัฒนาต้นแบบการลดก๊าซเรือนกระจกในพืชเศรษฐกิจสำคัญ 6 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน และมะม่วง และมีโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนภายใต้มาตรฐาน T-VER แล้วในหลายพื้นที่ และยังได้พัฒนาศักยภาพหน่วยงานสู่การเป็นผู้ตรวจประเมิน (VVB) ในสาขาเกษตร ตามมาตรฐานสากล ISO และถือเป็นหน่วยงานภาครัฐรายแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในระบบดังกล่าว ซึ่งจะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรไทย

    ในมิติระดับนานาชาติ กรมวิชาการเกษตรได้ขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ในการขับเคลื่อนการใช้ไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อกักเก็บคาร์บอนและแก้ปัญหา PM 2.5 รวมถึงการผลักดันมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยสู่ระดับ “Premium T-VER” เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยมีเป้าหมายส่งออกคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก ซึ่งราคาคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงมีแนวโน้มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และจะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของเกษตรกรไทย หากสามารถพัฒนาระบบให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ช่วงท้ายการบรรยาย อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้เน้นย้ำว่า “กรมวิชาการเกษตรพร้อมทำหน้าที่ทั้งในฐานะผู้พัฒนาโครงการ ที่ปรึกษา และผู้ตรวจประเมิน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบข้อมูล มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตร ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นของกรมวิชาการเกษตร ที่จะพลิกโฉมภาคการเกษตรไทย สร้างโอกาสจาก Carbon Credit และนำพาเกษตรกรไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน”

    นอกจากนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยังได้กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ปุ๋ยเคมี” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคเกษตรไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยมีการนำเข้าเฉลี่ยประมาณ 5–6 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มผันผวนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งในด้านแหล่งผลิต การขนส่ง และข้อจำกัดด้านการส่งออกของบางประเทศ 

    ทั้งนี้ โครงสร้างการใช้ปุ๋ยของไทยยังพึ่งพาปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรีย (46-0-0) ในสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 40 ของการใช้ทั้งหมด ขณะที่ปุ๋ยสูตรสำคัญ เช่น 16-20-0 และ 15-15-15 ยังคงเป็นกลุ่มหลักของตลาด อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปริมาณปุ๋ยคงคลังทั้งแม่ปุ๋ยและปุ๋ยผสมยังอยู่ในระดับเพียงพอ สามารถรองรับความต้องการของภาคการผลิตได้ในระยะสั้น พร้อมเน้นย้ำว่าการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามหลัก “ถูกต้อง ถูกสูตร ถูกที่ และถูกเวลา” จะช่วยลดต้นทุนและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rokVKOFlDCA4b3bILcMok

  • เช็กราคาทองล่าสุด วันนี้ 29/03/69  ปิดตลาด 28 มี.ค. พุ่งขึ้น 1,000 บาท รูปพรรณ ขายออก  70,900 บาท

    เช็กราคาทองล่าสุด วันนี้ 29/03/69 ปิดตลาด 28 มี.ค. พุ่งขึ้น 1,000 บาท รูปพรรณ ขายออก 70,900 บาท

    วันที่ 29 มี.ค.69 ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ(ปิดทำการ) ซึ่งปิดตลาดทองคำ เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ประกาศครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09:00น. ปรับขึ้นแรง 1,000 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ประกาศครั้งที่ 1

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 69,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 70,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 68,508.04 บาท

    • ขายออก บาทละ 70,900 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137866&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14qmgGdJWannIy4MLrAk8K