Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอกชนเร่งครม.ใหม่ ‘สะสางงานค้างยั่งยืน’ ทางรอดพายุเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เอกชนเร่งครม.ใหม่ ‘สะสางงานค้างยั่งยืน’ ทางรอดพายุเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในปี 2569 เกิดขึ้นในจังหวะที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนกระทบความสามารถในการแข่งขัน โดย ‘เกรียงไกร เธียรนุกุล’ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินสถานการณ์ลักษณะนี้ว่าเป็น ‘พายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ’ ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

    นอกจากที่ภาคเอกชนจะจับตาทิศทางนโยบายใหม่ของรัฐบาลแล้ว ยังเรียกร้องให้เร่งสานต่องานค้างจากคณะรัฐมนตรีชุดก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป

    กดดันรัฐเร่งเครื่อง

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ภายใต้การนำของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.2%-1.6% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.0%-3.0% และการส่งออกมีแนวโน้มหดตัว -1.5% ถึง -0.5% จากแรงกดดันของมาตรการการค้าสีเขียวในเวทีโลก

    ด้าน ‘ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์’ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าความล่าช้าของการจัดทำงบประมาณและข้อจำกัดของระบบราชการยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พร้อมเสนอแนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์พลัส (Team Thailand+)’ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างยั่งยืน

    กฎหมายโลกร้อน

    กกร. และเครือข่ายภาคธุรกิจเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 โดยกฎหมายฉบับนี้จะกำหนดกลไกสำคัญต่อภาคธุรกิจ ทั้งการรายงานก๊าซเรือนกระจก ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (Emission Trading Scheme: ETS) และภาษีคาร์บอน ซึ่ง กกร. มองว่าเป็นเงื่อนไขจำเป็นในการรับมือมาตรการการค้าสีเขียวอย่างมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือซีแบม

    เร่งปลดล็อกพลังงานสะอาด

    ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ กกร. ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) โดยชี้ว่าพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน

    สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย กกร. เห็นว่าควรเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ควบคู่กับการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าร่วม (TPA) และสานต่ออัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่ตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 100%

    วางรากการเงินสีเขียว

    ในมิติของเงินทุน ‘ผยง ศรีวณิช’ ประธานสมาคมธนาคารไทย ทำหน้าที่เป็นแกนนำผลักดัน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ 32 แห่ง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์กลางในการจัดสรรเงินทุนไปสู่กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ขณะเดียวกัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ – TDRI) เสนอว่า การนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ในภาคเกษตร ควรออกแบบเพื่อช่วยให้เกษตรกรปรับตัวและพัฒนามาตรฐานการผลิต มากกว่าการไปตั้งเงื่อนไขที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงตลาดหรือแหล่งเงินทุน โดยต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานเดิม เช่น Thai GAP เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระให้เกษตรกร

    ‘บีซีจี’ ทางรอดส่งออกอาหาร

    ข้อมูลจากการประเมินของภาคเอกชนระบุว่า ปี 2569 การส่งออกอาหารของไทยมีความเสี่ยงหดตัวถึง 7.3%

    ‘ดร.ทองดี ปาโส’ จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ‘ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา’ จากหอการค้าไทย จึงเสนอว่า ไทยควรเร่งใช้โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ บีซีจี (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเสนอให้ผลักดันนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว โดยตั้งเป้าให้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30% ของงบประมาณภาครัฐ

    อุ้มเอสเอ็มอี

    ในส่วนของผู้ประกอบการผยงเสนอให้ใช้เครื่องมือการเงินสีเขียว เช่น กองทุนสนับสนุน (Fund of Funds) และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัว

    ขณะที่หอการค้าไทยเสนอให้สานต่อโครงการสนับสนุนสูงสุด 2 แสนบาท ควบคู่ไปกับการผลักดันระบบ Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอนทางกฎหมายและเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ

    ‘ทีมไทยแลนด์พลัส’

    เมื่อรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดจากภาคเอกชน กกร. มีข้อสรุปร่วมว่ารัฐบาลใหม่ต้องเร่งสานต่องานค้างสำคัญ ทั้งกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนพลังงาน และ Thailand Taxonomy รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยไม่เริ่มต้นใหม่ และเพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดร.พจน์ จึงเสนอแนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์พลัส (Team Thailand+)’ เป็นกลไกหลักในการเชื่อมการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รับมือความผันผวนและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5759485/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IYh_Cv1XjHA_AJ_k5lBSg

  • ด่วน! กบน.ตรึงราคาดีเซล อัดกองทุนน้ำมันชดเชยเพิ่ม 18.54 บาทต่อลิตร

    ด่วน! กบน.ตรึงราคาดีเซล อัดกองทุนน้ำมันชดเชยเพิ่ม 18.54 บาทต่อลิตร

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/139993&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EEq_-g2ex4BOsg6uRUIlt

  • ททท.ตราด ดันท่องเที่ยว หลัง2เดือน นทท.ทะลัก สวนกระแสราคาน้ำมันสูง

    ททท.ตราด ดันท่องเที่ยว หลัง2เดือน นทท.ทะลัก สวนกระแสราคาน้ำมันสูง

    วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวของจังหวัดตราด ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เกาะช้าง มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวน 150,701 คน ทำให้ จ.ตราด มีรายได้ 1,600.23 ล้านบาท ซึ่ง แหล่งท่องเที่ยวหลักยังเป็น 3 เกาะหลัก คือ เกาะช้าง เกาะหมาก และเกาะกูด โดยเฉพาะเกาะกูดมีการเติบโตมากขึ้น ซึ่งตัวเลขสถิติที่แข็งแกร่งและกิจกรรมที่หลากหลาย จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของจังหวัดตราดในฐานะ ‘Trat The New Experience’ ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดูแลนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ”ส่วนเดือนมีนาคม 2569 จากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านท่าเรือโดยสารจังหวัดตราดทั้ง 3 ท่า (ท่าเรือเกาะช้างอินเตอร์ไปเกาะช้าง,ท่าเรือแหลมศอก ไปเกาะกูด และเกาะหมากและท่าเรืออนุสรณ์สถาน ไปเกาะหมาก)เดือน มีนาคม 2568 มีนักท่องเที่ยว 178,344 คน เดือน มีนาคม 2569 มีนักท่องเทียว 240,531 คน เพิ่มขึ้น 62,187 คน คิดเป็น 34.87 %  

    “ผลการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวจังหวัดตราด ประจำเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 แสดงสัญญาณการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวทางเรือที่หลั่งไหลเข้าสู่หมู่เกาะต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา”  ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราดกล่าว

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/957402&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dv-sd9kkeEmbQ7FGpevqw

  • ‘ททท.’ ดัน 7 เมืองภาคกลาง สู่ Hub ท่องเที่ยวสุขภาพ เจาะ Gen Y

    ‘ททท.’ ดัน 7 เมืองภาคกลาง สู่ Hub ท่องเที่ยวสุขภาพ เจาะ Gen Y

    ‘ททท.’ ดัน 7 เมืองภาคกลาง สู่ Hub ท่องเที่ยวสุขภาพ เจาะ Gen Y

    นางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ได้ออกเดินทางใกล้กรุง เพื่อเพิ่มพลังชีวิตและสุขภาพ

    โดยเป็นการดำเนินการผ่าน 7 เมืองน่าเที่ยวภาคกลาง ผ่านเส้นทาง Journey of Longevity สุขยั่งยืน ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์  Wellness Retreat, Local Experience ใช้ชีวิตแบบ Work-Life Balance ในพื้นที่ ชัยนาท, ลพบุรี, สิงห์บุรี, ราชบุรี, สมุทรสงคราม, สุพรรณบุรี และอ่างทอง 

    ทั้งนี้ ททท. มองว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพมากขึ้น โดยมองว่าสุขภาวะที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิต ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง 

    การเดินทางในรูปแบบ Rest & Recharge จึงสะท้อนความต้องการพักผ่อนทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ลดความเครียดจากการทำงาน ซึ่งภาคกลางมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น Hub of Wellness Travel ด้วยความพร้อมด้านอาหารสุขภาพ วิถีชุมชนที่เรียบง่าย ธรรมชาติที่สมบูรณ์ และความสะดวกในการเดินทาง เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวระยะสั้น ทั้งรูปแบบสุดสัปดาห์ (Weekend Getaway) หรือ One Day Trip ใกล้กรุงเทพมหานคร  

    ‘ททท.’ ดัน 7 เมืองภาคกลาง สู่ Hub ท่องเที่ยวสุขภาพ เจาะ Gen Y

    “ททท.จึงได้ดำเนินการร่วมกับโรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ,Ascend Travel ,บริษัทรถเช่า ทรู ลีสซิ่ง ,gettgo และ Sanook.com ผสานการพักผ่อน การดูแลสุขภาพ และการเรียนรู้วิถีท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”

    นพ.ดิตถพงษ์ บุญอำพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) กล่าวว่า ในหลายประเทศทั่วโลก มีแนวคิดที่น่าสนใจคือการจ่ายใบสั่งเที่ยวแทนใบสั่งยา เพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ เราเชื่อว่าแนวคิดนี้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยอย่างมาก เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการรักษาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวิถีชีวิตที่สมดุล 

    โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูก ข้อ และระบบการเคลื่อนไหวพบว่าโรคยอดนิยมของคนเมืองในปัจจุบัน ไม่ใช่โรคที่ซับซ้อน แต่คือความเสื่อมจากไลฟ์สไตล์—อาการปวดหลังเรื้อรัง ออฟฟิศซินโดรม ข้ออักเสบจากการใช้งานหนัก สิ่งดังกล่าวเหล่านี้สัมพันธ์กับจังหวะชีวิตที่เร่งรีบและความเครียดสะสม การดำเนินการภายใต้แคมเปญดังกล่าวจึงเป็นมากกว่าการสนับสนุนการท่องเที่ยว เพราะการแพทย์ยุคใหม่ต้องทำงานควบคู่กับการป้องกัน โดยเชื่อว่าการเดินทางใกล้กรุง การใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ เป็นเสมือน Wellness Prescription สำหรับคนทำงานยุคใหม่ ให้ได้ Rest & Recharge เพื่อการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

    นายเกริกพงศ์ งาทวีสุข General Manager and Founder of Ascend Travel กล่าวว่า ภายใต้แคมเปญดังกล่าวนั้น มองเห็นโอกาสในการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องการพักผ่อนระยะสั้น ได้ตัดสินใจออกเดินทางง่ายขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656043&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QTp_pW9ruokmhNYhKyh1E

  • “เอกนัฏ” เผยมติ กบง. ใช้อำนาจ พ.ร.ก. ลดราคาดีเซล B7-B20 หน้าโรงกลั่น 2 บาท

    “เอกนัฏ” เผยมติ กบง. ใช้อำนาจ พ.ร.ก. ลดราคาดีเซล B7-B20 หน้าโรงกลั่น 2 บาท

    “เอกนัฏ” เผยมติ กบง. ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท ดีเซล B7-B20 เป็นครั้งแรกใช้อำนาจ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น รอประกาศในราชกิจจาฯ ก่อนพิจารณาลดราคาหน้าปั๊ม

    เมื่อเวลา 15.06 น. วันที่ 7 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการหารือกับโรงกลั่น ต่อด้วยการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีสรุปสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีสั่งชัดเจนในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก (6 เมษายน) โดยได้นำผลการศึกษาของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน นำเข้าที่ประชุม ครม. และได้มีมติออกมา โดยมอบให้กระทรวงพลังงาน ซึ่งตนเป็นรัฐมนตรีเป็นคนมาดำเนินการ

    นายเอกนัฏ กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่สำคัญคือ “ราคาน้ำมัน” วันนี้ตนได้ทำตามที่ประกาศไว้เมื่อวาน โดยตั้งแต่เช้าร่วมกับปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (ผอ.สนพ.) รวมถึงตน ได้พูดคุยกับกลุ่มโรงกลั่น มีทั้งที่ให้ความร่วมมือ กับที่ไม่ได้มา แต่ยืนยันว่ามีส่วนที่ให้ความร่วมมือ ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้เราเข้าใจดีว่าราคาน้ำมันส่วนหนึ่งที่แพงขึ้นเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง เรายอมรับได้ 

    แต่ในวันนี้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อบวกภาษี บวกค่าการตลาดแล้ว ถูกทำให้ถูกลงด้วยกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรงนี้ยืนยันว่ากองทุนน้ำมันฯ เป็นการเอาเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยในปัจจุบัน สถานะของกองทุนฯ ในปัจจุบันติดลบอยู่ 50,000 ล้านบาทโดยประมาณ เราก็ยังชดเชยราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซลทุกวัน รวมกันวันละเป็นพันล้านบาท

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเวลาเราปรับขึ้นหรือปรับลงหรือจะต้องชดเชยราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ราคาน้ำมันที่พวกเราทุกคนเติม เราก็เอากองทุนฯ มาชดเชย ภาษาชาวบ้านก็คือเอากองทุนฯ มาแบก แต่ที่ผ่านมาพอเรามาดูตัวเลข เราเห็นว่ากลไกการกำหนดราคาในบ้านเราในสภาวะที่ทั่วโลกประสบกับวิกฤติ กลไกมันก็ไม่ปกติ วันนี้เองต้องบอกว่าโรงกลั่นในฐานะผู้ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยก็ต้องมาช่วยกันรับผิดชอบแบกภาระของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นผิดปกติในเวลานี้ 

    โดยมีผลการศึกษาของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของท่านเอกนิติ คือ คณะกรรมการตรวจสอบและกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) มีตัวเลขที่ทาง สนพ. ได้เก็บและยืนยันเป็นตัวเลขตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในส่วนของค่าการกลั่นที่เราพูดถึง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของราคาหน้าโรงกลั่นที่เราเอาราคาอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์มากำหนด ที่จะมีในส่วนของน้ำมันดิบและค่าการกลั่น ซึ่งค่าการกลั่นพุ่งส่งขึ้นผิดปกติในเดือนมีนาคม-เมษายน 

    “ด้วยตัวเลขนี้ เมื่อสักครู่เมื่อเวลาบ่ายโมง (13.00 น.) ก็อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516  ได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. โดยที่ผมเป็นประธาน กบง. เนี่ย ให้มีอำนาจในการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น เราก็ใช้อำนาจนี้และครับ ลดราคาหน้าปั๊ม ลดภาระประชาชน ด้วยการเอากลไกของกองทุนฯ ซึ่งเงินของประชาชนมาแบกรับ ต่อจากนี้ไปก็จะมีกลไกใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในวันที่ผมเข้ามา ก็คือเราจะมีการกำหนดเอาตัวราคาที่อ้างอิงตามสิงคโปร์มากำหนดตัวรถ หรือเรียกว่า Discount พูดง่ายๆ ก็คือลดราคาตั้งแต่หน้าโรงกลั่น ต่อไปถ้าใช้วิธีนี้ก็จะไม่เป็นภาระกับกองทุนน้ำมันฯ มาลดราคาที่โรงกลั่นขายน้ำมันให้กับผู้ค้าแทน”

    เบื้องต้น มติของที่ประชุมเมื่อเราศึกษาดูตัวเลขในช่วงเดือนมีนาคม ดูจากเหตุผลและหลักฐาน สามารถลดราคาหน้าโรงกลั่นในส่วนของดีเซลที่มีปัญหาอยู่คือ B7 กับ B20 ลง 2 บาท มาถึงเดือนเมษายน เราก็เห็นว่าตัวเลขค่าการกลั่นสูงขึ้นมากกว่ามีนาคม ดังนั้นต่อจากนี้เราก็จะนำตัวเลขในช่วงต้นเดือนเมษายนในช่วงรอบสัปดาห์แรก นำมาพิจารณาดูในรอบต่อไปว่าในส่วนลด 2 บาทนี้ เราจะกำหนดให้ลดลงมากยิ่งขึ้นหรืออย่างไร

    ขณะเดียวกัน นายเอกนัฏ ยังได้กล่าวขอบคุณล่วงหน้าสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นโรงกลั่น ตนเข้าใจว่าได้รับสัญญาณว่ามีส่วนหนึ่งที่ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับมาตรการลักษณะนี้ โดยที่ทางฝั่งของกรรมการบริหารนโยบายพลังงานเอง เรายืนยันว่าวันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือบริหารไม่ให้เกิดภาวะความขาดแคลน เพราะฉะนั้นในเรื่องการลดราคาโรงกลั่น ซึ่งต้องยอมรับว่ามีผลกระทบต่อรายได้ของโรงกลั่นแน่นอน แต่เราก็จะดูแลกำกับไม่ให้ไปกระทบกับสภาพคล่องของโรงกลั่นในการไปซื้อวัตถุดิบก็คือน้ำมันดิบเข้ามากลั่นให้คนไทยได้ใช้ เราจะพิจารณาดูตามสถานการณ์ เบื้องต้น กบง. วันนี้มีมติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะลดราคาหน้าโรงกันน้ำมันดีเซล  B7 และ B20 ลง 2 บาท

    ส่วนคำถามว่าหน้าปั๊มจะลดลงเมื่อไหร่ นายเอกนัฏ ระบุว่า วันนี้มีมติ กบง. ไปแล้ว แต่ตาม พ.ร.ก. จะมีกระบวนการในการที่จะต้องร่างประกาศและลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจจะใช้เวลาถึงวันพรุ่งนี้ (8 เมษายน 2569) จะพยายามทำให้เร็วที่สุด ในระหว่างร่างประกาศถ้ามีผลในวันพรุ่งนี้ก็จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในวันพรุ่งนี้ เพื่อที่จะพิจารณาว่าส่วนลดราคาหน้าโครงการ 2 บาท จะนำไปลดราคาหน้าปั๊มต่อไปอย่างไร

    “วันนี้เราต้องลดการพึ่งพาอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นน้ำมันดิบ และวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ เราเห็นแล้วว่าพอเกิดวิกฤติขึ้นแล้ว เมื่อเราไม่สามารถยืนได้ด้วยของตัวเอง เราต้องไปพึ่งพาการนำเข้า ก็จะเกิดในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาลสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่คนไทยสามารถผลิตได้เอง ตอนนี้ประสานไปที่สถานีบริการให้เร่งติดตั้งหัวจ่ายสำหรับไบโอดีเซล B20 ให้กับกลุ่มรถบรรทุก และจะชดเชย B20 เป็นกรณีพิเศษ เพื่อลดภาระต้นทุนที่จะส่งต่อไปให้กับสินค้าอุปโภค-บริโภค”

    อย่างไรก็ตาม ภายในวันที่ 20 เมษายน 2569 เท่าที่คุยกับสถานีบริการ จะเร่งเปิดหัวจ่ายสำหรับ B20 ให้มีเพียงพอบนถนนสายหลัก ถนนเมน 1 หลักทุก 100 กิโลเมตร ไปคำนวณมาประมาณ 100 ปั๊ม และจากนั้นเปิดหัวจ่าย B20 สำหรับบนถนนเส้นหลักที่มีตัวเลข 2 หลัก ให้มีปริมาณเพียงพอทุก 100 กิโลเมตรให้เร็วที่สุด ในส่วนนี้จะได้รับส่วนลด 2 เด้ง ตอนนี้จะพิจารณาลดค่าการกลั่นสำหรับไบโอดีเซล และส่วนที่เป็นไบโอดีเซล B20 กองทุนน้ำมันฯ จะชดเชยมากกว่า B7 เพื่อลดภาระให้กลุ่มขนส่ง รถบรรทุก ซึ่งต้องเร่งเปิดหัวจ่ายให้สถานีบริการมีมากเพียงพอสำหรับการเติม B20 ให้กับกลุ่มรถบรรทุก รถขนส่ง

    จึงเป็นที่มาว่าในวันพรุ่งนี้ในการประชุม กบน. จะไปพิจารณาว่าส่วนลดที่เราได้จากการลดราคาหน้าโรงกลั่น จะนำไปลดราคาหน้าปั๊ม B7 และ B20 เท่าไหร่ และในอนาคตอีก 1-2 สัปดาห์ หากเรามีการทบทวนตัวเลขส่วนลดหน้าโรงกลั่นจาก 2 บาท เกิดเพิ่มมากขึ้นเป็น 4-6 บาท เราก็สามารถนำเงินส่วนหนึ่งไปลดราคาหน้าปั๊มโดยที่ไม่เป็นภาระกับกองทุนฯ มากขึ้นก็ได้ หรือจะนำไปลดภาระเพื่อรักษาสถานะของกองทุนน้ำมันฯ ก็ได้ 

    “ในส่วนของ กบง. วันนี้เองจะมีอีกหนึ่งกลไกเพิ่มขึ้นมา ผมก็ทำตามที่พูด พูดแล้วว่าจะทำตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อเช้าก็ได้พูดคุยเจรจากับโรงกลั่นแล้ว และในช่วงบ่ายวันนี้ประชุม กบง. ก็มีมติได้ใช้อำนาจ กบง. ตาม พ.ร.ก. มีมติให้ลดราคาที่หน้าโรงกลั่นลง 2 บาท ในส่วนของ B7 กับ B20 เรียบร้อยแล้ว รอประกาศลงในราชกิจจาฯ ในวันพรุ่งนี้ มีผลบังคับใช้ ก็จะมีการประชุม กบน. ต่อไป ว่าจะนำส่วนลดตรงนี้ไปลดราคาหน้าปั๊มสำหรับน้ำมันรายการไหนบ้าง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925232&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31Xfc68C6KOLwtQMBNRCIu

  • ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในจังหวะที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนกระทบความสามารถในการแข่งขันนั้น ว่า เป็นพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ นอกจากภาคเอกชนจะจับตาทิศทางนโยบายใหม่ของรัฐบาลแล้ว ยังเรียกร้องให้เร่งสานต่องานค้างจากคณะรัฐมนตรีชุดก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000033256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FldgjVTw9zJG6n_ZfhRss

  • คุก ‘สนธิ’ 4 เดือนไม่รอลงอาญา-ชดใช้ 2 ล้าน คดีหมิ่น ‘ธนกร’ ทุจริตปลูกปาล์มน้ำมันอินโด | เดลินิวส์

    คุก ‘สนธิ’ 4 เดือนไม่รอลงอาญา-ชดใช้ 2 ล้าน คดีหมิ่น ‘ธนกร’ ทุจริตปลูกปาล์มน้ำมันอินโด | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.2851/2566 ที่ นายธนกร นันที อดีต สส.พรรคไทยรักไทย อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อผู้จัดการ และผู้จัดรายการสนธิทอล์ค ในข้อหาหมิ่นประมาทกล่าวหาว่านายธนกรเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการ 5 โครงการ ที่ดินปลูกปาล์มของ ปตท.

    โดยในวันนี้เป็นการเลื่อนฟังคำพิพากษามาจากวันที่ 24 ก.พ. เนื่องจากในครั้งนั้น นายสนธิ ประสบอุบัติเหตุ ลื่นล้มหัวแตกทำให้ต้องพักรักษาตัว 2-3 สัปดาห์ ซึ่งการฟังคำพิพากษาในวันนี้ นายสนธิ ได้เดินทางเข้ามาพร้อมกับทนายความส่วนตัว เพื่อฟังคำพิพากษา

    พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 66 วันที่ 2 ก.ค. 66 วันที่ 1 ก.ย. 66 และ 3 ก.ย. 66 จำเลยกล่าวหาผ่านรายการ สนธิทอล์ค และสื่อในเครือผู้จัดการ กล่าวหาว่าโจทก์ทุจริต 5 โครงการ 1 ซื้อที่ดินปลูกปาล์มของ ปตท. ที่อินโดนีเซีย 2.ที่กล่าวหาว่าโจทก์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กับหุ้น EARTH ทำให้ธนาคารกรุงไทยเสียหาย 3.สต็อคลมที่กล่าวหาว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับทุจริตสต็อคน้ำมัน 4.ฮั้วเรื่องการซื้อขายน้ำมัน และ เกี่ยวข้องกับการเสนอให้ ปตท. เข้าซื้อหุ้นสตาร์ค การกระทำของจำเลยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่ามีการทุจริตโครงการต่างๆ ข้อความที่กล่าวหาโจทก์เมื่อบุคคลที่ 3 หรือบุคคลอื่นได้ฟังจะเข้าใจตามที่จำเลยใส่ความโจทก์ จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ แม้จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงแต่เป็นการปะติดปะต่อเรื่องราวให้ประชาชนเข้าใจ ฟังไม่ขึ้น การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และหากเป็นตามที่จำเลยอ้าง เมื่อรัฐเข้าไปมีหุ้นอยู่ใน ปตท. และบริษัทในเครือ ย่อมส่งผลเสียต่อประเทศชาติ การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และการเผยแพร่ข้อความผ่านทางสื่อเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 เป็นการกระทำความผิดกล่าวหาโจทก์ต่อเนื่องกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียวเท่านั้น ไม่ใช่การติชมโดยสุจริต จึงไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 326

    ส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จากการไม่ได้รับการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศ โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าผลประกอบการจะได้รับผลอย่างไร แต่การลงทุนอาจจะกำไรหรือขาดทุนก็ได้ ศาลกำหนดให้จำเลยชดใช้ 1 ล้านบาท และส่วนที่จำเลยเรียกร้องค่าเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง ศาลกำหนดให้ชดใช้ 1 ล้านบาท รวม 2 ล้านบาท

    พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ลงโทษจำคุก 6 เดือน แต่การให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ให้จำเลยลงคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ 7 ฉบับ โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2 ล้านบาท และค่าทนายความโจทก์ 2 หมื่นบาท คำขออื่นนอกจากนี้ขอให้ยก

    ภายหลังจากฟังคำพิพากษาทนายความของนายสนธิ ได้ยื่นหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5758832/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iCnQdDqUzM9s0Y7u9uX03

  • GREENGREEN อัลบั้มใหม่ของ CORTIS มียอดสั่งจองล่วงหน้าเกิน 1.2 ล้านชุด

    GREENGREEN อัลบั้มใหม่ของ CORTIS มียอดสั่งจองล่วงหน้าเกิน 1.2 ล้านชุด

    YG Plus และ Universal Records ผู้จัดจำหน่ายอัลบั้มใหม่ของ CORTIS ประกาศเมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมาว่ามินิอัลบั้ม GREENGREEN ของวงบอยกรุ๊ปสุดฮอตนี้มียอดสั่งจองล่วงหน้าสูงถึง 1,227,986 ชุด (นับถึงวันที่ 2 เมษายน)

    จำนวนยอดพรีออร์เดอร์ (Stock Pre-orders) นี้คือจำนวนสต็อกอัลบั้มที่ผลิตขึ้นก่อนการวางจำหน่ายจริง โดยประเมินมาจากความต้องการจริงและจำนวนอัลบั้มที่แฟนคลับสั่งจองล่วงหน้าอีกด้วย

    เป็นที่น่าจับตามองว่ายอดจองอัลบั้มนี้จะพุ่งขึ้นอีกหรือไม่ เพราะยังคงเหลือเวลาอีกหลายสัปดาห์ก่อนที่มินิอัลบั้มนี้จะปล่อยออกมาในวันที่ 4 พฤษภาคม อย่างไรก็ดี ยอดจับจองอัลบั้มนี้ก็นับว่าทำสถิติสูงกว่าเดิม 3 เท่า เมื่อเทียบกับยอดขายอัลบั้มเดบิวต์ COLOR OUTSIDE THE LINES ที่เคยทำไว้ 436,367 ชุด ในช่วงสัปดาห์แรกที่ปล่อยออกมา

    ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการปล่อยอัลบั้ม GREENGREEN ในเดือนพฤษภาคม วง CORTIS ก็เตรียมจะปล่อยผลงานใหม่ประเดิมมินิอัลบั้มนี้ด้วยซิงเกิล REDRED ซึ่งเพลงจะปล่อยออกมาในวันที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย แฟนๆ ชาว COER รอติดตามกันได้เลย

    ภาพ: Big Hit Music

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cortis-greengreen-album-preorders/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_iY4pgOVVpryBDFEPywef

  • นันทวัน ผู้จัดการกยศ. ไขก็อกลาออก ตั้งรองรักษาการ เร่งสรรหาคนใหม่

    นันทวัน ผู้จัดการกยศ. ไขก็อกลาออก ตั้งรองรักษาการ เร่งสรรหาคนใหม่

    นันทวัน ผู้จัดการกยศ. ไขก็อกลาออก ตั้งรองรักษาการ เร่งสรรหาคนใหม่

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะประธานกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กยศ. (บอร์ด) มีมติเห็นชอบการลาออกของ นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการ กยศ. หลังจากได้ยื่นหนังสือลาออกก่อนหน้านี้

    พร้อมกันนี้ บอร์ด กยศ. ได้เห็นชอบแต่งตั้ง นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการ กยศ. ขึ้นทำหน้าที่รักษาการผู้จัดการ กยศ. เป็นการชั่วคราว จนกว่ากระบวนการสรรหาผู้จัดการ กยศ. คนใหม่จะแล้วเสร็จ

    “หลังจากนี้บอร์ด กยศ. จะเร่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้จัดการ กยศ. เพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารองค์กรให้เดินหน้าต่อไป โดยขณะนี้การดำเนินงานของ กยศ. ยังเป็นไปตามปกติ และกรณีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นักศึกษาแต่อย่างใด” นายวินิจ กล่าว

    นายวินิจ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการฟ้องร้องนักเรียน นักศึกษาที่ค้างชำระหนี้นั้น เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการดำเนินคดีแล้ว กยศ. ยังคงพยายามเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ โดยตามกระบวนการของศาลก็จะมีขั้นตอนไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว

    ส่วนประเด็นการติดตามและเรียกเก็บหนี้ของ กยศ. นั้น ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังเร่งแก้ไขปัญหาในระบบจัดเก็บหนี้และการแจ้งยอดหนี้มาโดยตลอด เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740536&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yWFyfScS1R7X-_hGP9DS7

  • CIMBT ออกแบบแผนเรียนฟรี ด้วยตราสารหนี้ ลดภาระค่าใชจ่ายหลักล้าน สร้างอนาคตลูกอย่างมั่นใจ ผู้เชี่ยวชาญชี้จุดเด่นเรียนต่อสหรัฐฯ และสวิตฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CIMBT ออกแบบแผนเรียนฟรี ด้วยตราสารหนี้ ลดภาระค่าใชจ่ายหลักล้าน สร้างอนาคตลูกอย่างมั่นใจ ผู้เชี่ยวชาญชี้จุดเด่นเรียนต่อสหรัฐฯ และสวิตฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ในวันที่ ค่าเล่าเรียนต่างประเทศ พุ่งต่อเนื่องแตะหลักหลายสิบล้านบาทต่อครอบครัว ธนาคาร CIMB THAI เดินหน้าสร้างทางเลือกใหม่ให้ผู้ปกครอง ด้วยแนวคิด “วางแผนการศึกษาด้วยการลงทุนผ่านตราสารหนี้” ที่ช่วยเปลี่ยนภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้กลายเป็น “กระแสเงินสดที่วางแผนได้”

    ล่าสุด ธนาคารจัดสัมมนา Overseas Education x Financial Solution เปิดเส้นทางสู่การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมั่นใจ” เจาะลึกทั้ง ปลายทางการศึกษา และ วิธีวางแผนทางการเงิน ลดภาระค่าใช้จ่ายหลักล้าน พร้อมปูทางสู่อนาคตที่มั่นคงให้บุตรหลาน

    ‘การศึกษา – การลงทุน’ ต้องเดินไปด้วยกัน

    ภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การศึกษาและการลงทุน สองสิ่งนี้ต้องเดินไปด้วยกัน การบริหารเงินอย่างชาญฉลาด จะตอบโจทย์การศึกษาลูกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทีม Wealth CIMB THAI ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมเดินทางไปกับลูกค้าเริ่มต้นด้วยการจัดงานสัมมนาให้ความรู้ Overseas Education x Financial Solution เปิดเส้นทางสู่การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมั่นใจ’ เพราะคำถามที่ผู้ปกครองหลายคนมีตรงกันคือ ส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศที่ไหนดี เช่น สหรัฐหรือสวิตเซอร์แลนด์ และต้องเตรียมเงินอย่างไรให้เพียงพอ ธนาคารจึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามาให้ความรู้ ผสานกับผู้เชี่ยวชาญ CIMB THAI แนะเตรียมความพร้อมต้นทุนค่าการศึกษาด้วยการวางเงินลงทุนให้ตรงจุด ผลตอบแทนที่งอกเงยสามารถครอบคลุมค่าเล่าเรียนตลอดเส้นทาง และเมื่อลูกหลานเรียบจบ เงินต้นอยู่ครบ เรียกได้ว่า ออกแบบแผนเรียนฟรีได้ ถ้าใช้ตราสารหนี้

    เปิดตัวเลขจริง: เรียนอินเตอร์แตะ 20 ล้านบาท

    สูตรคิดใหม่ : เปลี่ยนเงินก้อน สร้างกระแสเงินสด – เรียนฟรีได้ ถ้าวางเงินถูกจุด

    เอกวิทย์ เมธีเจริญวงศ์ Coverage & Channel, Treasury & Markets ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การลงทุนด้านการศึกษาให้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาว ทว่า ค่าเทอม High School (อินเตอร์ในไทย) เฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี โดยมีระยะเวลาการเรียน 6 ปี ส่วนการศึกษาต่อปริญญาตรีในต่างประเทศ เฉลี่ยค่าเทอมประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อปี โดยมีระยะเวลาการเรียน 4 ปี รวมทั้งเส้นทางตลอด 10 ปี ประมาณ 20 ล้านบาทและมีแนวโน้ม ‘เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง’

    CIMB THAI เสนอสูตรคิดใหม่ เปลี่ยนจากเก็บเงินก้อนเพื่อจ่ายค่าเรียน เป็นการวางเงินให้ถูกจุดเพื่อสร้างรายได้แทน ซึ่งทางเลือกที่น่าสนใจคือพันธบัตรและหุ้นกู้ เพราะความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดได้ชัดเจน เหมาะวางแผนค่าใช้จ่ายที่ต้องการเงินสดที่แน่นอน

    ตัวอย่างจริง ของการแผนการศึกษา 10 ปี ที่ต้องใช้เงิน 20 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2 ล้านบาท หากวางแผนการใช้เงินจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้หลักสิบล้านบาท และรักษาเงินเงินต้น หรือเทียบเท่ากับการเรียนฟรี กรณี ฝากเงิน ได้ดอกเบี้ย 1%  ต้องใช้เงินต้น 200 ล้านบาท เพื่อสร้าง 2 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าหากลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 2.6% จะใช้เงินต้นลดลงมาที่ 77 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3–4% จะใช้เงินต้นลดลงมาเหลือ 50–67 ล้านบาท โดยได้รับผลตอบแทนในระดับเดียวกัน และยังคงได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ลูกหลานเรียนจบเรามีเงินต้นอยู่ครบ สะท้อนให้เห็นว่าแค่เปลี่ยนที่วางเงิน ก็ช่วยลดเงินต้นลงอย่างมีนัยสำคัญ”

    โดยสรุป CIMB THAI แนะนำใช้ ‘ดอกเบี้ย’ เป็นตัวจ่ายค่าเรียน และยัง ‘รักษาเงินต้นครบ’ เมื่อลูกจบการศึกษา ครอบครัวยังมี wealth ต่อเนื่อง นี่คือการเปลี่ยน ‘ค่าใช้จ่าย’ เป็น ‘กลยุทธ์การเงินระยะยาว’

    นอกจากตราสารหนี้ในประเทศ การลงทุนหุ้นกู้ต่างประเทศ (Offshore Bonds) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ในประเทศ CIMB THAI เชื่อมต่อโอกาสการลงทุน ด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่าย CIMB Group ในระดับภูมิภาค เพื่อเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Offshore ทั้ง หุ้นกู้ต่างประเทศ และ หุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ ครอบคลุมสินทรัพย์และตลาดชั้นนำทั่วโลก มาพร้อมกับ Ecosystem ครบวงจร อาทิ บริการแลกเปลี่ยนตราเงินต่างประเทศ (FX Services) อัตราพิเศษ, Investment Advisory เฉพาะบุคคล รวมถึง ‘CIMBweBOND Club’ สำหรับนักลงทุนหุ้นกู้ โดย 1 ในกิจกรรมที่สนับสนุนการเตรียมความพร้อมของเยาวชนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น CIMBweBOND Concert ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและสร้างผลงานเพื่อใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ลูกค้าสนใจใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ ธุรกิจบริหาร Treasury & Markets ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ติดต่อได้ที่ 02 670 4649

    สวิตเซอร์แลนด์ ระบบนิเวศของความสำเร็จ

    อภิชาติ อัสสกุล ผู้ก่อตั้งและกรรมการด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ Swiss School Consultants เปิดเผยว่า โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก อยากให้มองการศึกษาในมุมใหม่ โดยไม่ยึดติดกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เส้นทางการศึกษาเดิมที่เราคุ้นเคยมี 2 ระบบ ระบบสหรัฐ ระบบอังกฤษ อยากให้มองยุทธศาสตร์การศึกษาที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงระดับโลก อาทิ ศึกษาต่อในสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีระบบนิเวศของความสำเร็จ ไม่เคยมีสงคราม-รัฐประหาร ที่ตั้งองค์กรระดับโลก ผลิตผู้นำต่อเนื่องมานานถึง 150 ปี รถไม่ติด มีเวลาโฟกัสการเรียนเต็มที่ กิจกรรมนอกห้องเรียนดีกว่าอ่านจากตำราหลายเท่า โรงเรียนในสวิตเซอร์แลนด์ออกแบบมาให้มีความหลากหลายอย่างตั้งใจ จำกัดจำนวนนักเรียนแต่ละสัญชาติไม่ให้เกิน 10% นักเรียน 100 สัญชาติใช้ชีวิตร่วมกันเป็นพลเมืองโลกอย่างแท้จริง เมื่อประกอบเข้ากับทักษะ 3-4 ภาษา และมิติทางความคิดจะยิ่งเพิ่มศักยภาพนักเรียนขึ้นอีก 20% ดังนั้น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นมากกว่าการเรียนแต่เป็นโรดแมป 10 ปี กลยุทธ์ของชีวิต เริ่มตั้งแต่อายุ 13-14 ปีสมองเปิดรับภาษาใหม่ๆ อายุ 15-16 ปี พัฒนาความรู้ และ 17-18 ปี เตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในสหรัฐ และอังกฤษ

    สหรัฐอเมริกา หลากหลาย ยืดหยุ่น เน้นเรียนในห้องและนอกห้อง

    นภกานต์ วรรธนะกุล ที่ปรึกษาด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ Athena Consulting เปิดเผยว่า  นักเรียนไทยยังมีแนวโน้มเลือกศึกษาต่อในสหรัฐ จุดเด่นสำคัญของระบบการคือความหลากหลายของหลักสูตร และความยืดหยุ่นที่เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นหาความสนใจของตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกสาขา อีกทั้งมหาวิทยาลัยในสหรัฐแข็งแกร่งในหลายสาขา เช่น Engineering, Business, Humanities, Science, Design และ Music พร้อมรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อทดลอง ค้นหา ต่อยอดความสนใจทางวิชาการที่หลากหลายในช่วงแรก ก่อนกำหนดสาขาที่ต้องการศึกษาอย่างจริงจัง อีกทั้งมีโอกาสเข้าร่วม study abroad programs ไปเรียนต่างประเทศ เพื่อเปิดมุมมองและค้นหาความสนใจของตนเองในบริบทที่หลากหลาย

    การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในสหรัฐ ซับซ้อนและแข่งขันสูง พิจารณาผลการเรียนควบคู่ประเมินผู้สมัครแบบรอบด้าน กิจกรรมนอกห้องเรียน ความแตกต่าง การมีส่วนร่วม สำคัญคือการมี passion และความคิดริเริ่ม ความเป็นผู้นำ และความต่อเนื่องของบทบาทที่ทำ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและพัฒนาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงต้นของมัธยมศึกษา ดังนั้นผู้สมัครจำเป็นต้องเตรียม Portfolio ที่สะท้อนตัวตนและพัฒนาการอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

    กระบวนการสมัคร Essays ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ใช้ถ่ายทอดตัวตนของผู้สมัคร โดยเฉพาะคุณค่าที่ผู้สมัครยึดถือ และ วิธีคิด (mindset) ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องการเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มากกว่าข้อมูลเชิงผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว โดยแต่ละมหาวิทยาลัยมักมีโจทย์และความคาดหวังที่แตกต่างกัน ผู้สมัครจึงต้องเตรียมงานเขียนให้สอดคล้องกับแต่ละแห่งอย่างเฉพาะเจาะจง จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายและควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ

    ชญานิษฐ์ เศรษฐบุตร ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ยกตัวอย่าง Stanford ผู้สมัครกว่า 50,000 คนต่อปี แต่รับเพียง 3,000 คน เริ่มจากดู GPA และ SAT ว่าผ่านเกณฑ์ไหม ก่อนจะดูตัวตนของผู้สมัคร ว่าใช้เวลาไปกับอะไร มี นักเรียนไทยคนนหนึ่งสนใจด้านการเงิน เห็นปัญหาคนไทยขาดความรู้เรื่องการลงทุน จึงจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้ และต่อยอดทำคอนเทนต์ YouTube ร่วมกับสถาบันการเงิน รวมถึงขยายไปยังโรงเรียนต่างจังหวัด ต่อยอดด้วยการเขียนหนังสือสอนการออมเงินสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัย Stanford ชอบมากเพราะเห็นทั้ง passion และความตั้งใจช่วยสังคม

    แต่ละมหาวิทยาลัยมีเกณฑ์และ “คาแรกเตอร์” ของนักเรียนที่มองหาแตกต่างกัน

    • Princeton เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
    • MIT มองหานักเรียนที่โดดเด่นด้านวิทย์-คณิตในระดับสูง เช่น ผู้แข่งขันระดับ International Olympiad
    • Harvard ให้ความสำคัญกับผู้นำในอนาคต (future leaders) เช่น นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้นำระดับประเทศ
    • Stanford มองหานักคิดเชิงนวัตกรรมและผู้ประกอบการ (startup mindset)
    • Yale ให้ความสำคัญกับชุมชน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และการมีส่วนร่วมในสังคม
    • University of Chicago เด่นด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และธุรกิจ มีนักวิชาการระดับรางวัลโนเบลจำนวนมาก
    • Northwestern และ Duke มีชื่อเสียงด้านชีวิตในมหาวิทยาลัยและบรรยากาศแคมปัส รวมถึงกีฬา เช่น บาสเกตบอล
    • Johns Hopkins มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการแพทย์
    • Columbia (Journalism) โดดเด่นด้านวารสารศาสตร์
    • UPenn (Wharton) เป็นที่รู้จักอย่างมากด้านธุรกิจและการเงิน

    คำเตือน : ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (พันธบัตร, หุ้นกู้, หุ้นกู้ต่างประเทศ,หุ้นกู้อนุพันธ์แฝง) เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุน

    *หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง/หุ้นกู้ต่างประเทศ เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูงและมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกสินทรัพย์อ้างอิง ผู้ลงทุนอาจเผชิญกับข้อจำกัดด้านการโอนจากตลาดหลักทรัพย์นอกประเทศ  ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความเสี่ยงที่หุ้นกู้อาจถูกไถ่ถอนก่อนกำหนด ตลอดจน ความเสี่ยงที่หุ้นกู้จะถูกแปลงสภาพ ถูกบังคับตัดมูลค่าหนี้ ตัดหนี้สูญ  ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนที่เกี่ยวข้อง ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนหรือใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนมีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนทั่วไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/07/631623/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tzYfXqXXxHzYcT1aJK41k