Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

    รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

    วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.54 น.

    วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยถึงการมอบนโยบายแก่ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม ว่าวันนี้ตนเข้ามาที่กระทรวงยุติธรรมเป็นรอบสอง ซึ่งก็มีผู้บริหารแต่ละกรมฯ มาร่วมแสดงความยินดี ส่วนในเรื่องของนโยบาย อาจจะต้องมีการประชุมกันอีกครั้งเพื่อมอบนโยบาย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้มีการศึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะมาถ่ายทอดให้กับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่ตนคิดว่าจะต้องดำเนินการ คือ โครงการในพระราช ดำริ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องภารกิจสำคัญการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ซึ่งก็ต้องดูนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก แต่เบื้องต้น ยังไม่ได้มองถึงการแก้ไขทบทวนกฎหมายฉบับใดเป็นหลัก และนอกจากนี้ทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้มีการกำชับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะทำงานแบบ Work From Home ซึ่งเราก็มีการวางระบบไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว

    พล.ต.ท.รุทธพล เผยถึงความคืบหน้าการสืบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน ว่า สำหรับกรณีที่มีน้ำมัน 57 ล้านลิตรหายไปกลางทะเล และต้องเร่งตรวจสอบว่าปลายทางไปที่ใดนั้น  ตนขอยืนยันว่ามันเป็นการ Ship-to-ship คือเทียบจากเรือ ในการถ่ายโอนน้ำมันไปเรืออื่น ซึ่งตอนนี้เราต้องพิสูจน์ทราบว่าไปที่เรือใดบ้าง โดยวานนี้ (6 เม.ย.) ตนได้สั่งให้ดีเอสไอรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนภายในเวลา 12.00 น. วันนี้ เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีปริมาณจำนวนน้ำมันที่หายไปกลางทะเลเท่าใด มีเรือกี่เที่ยว กี่ลำที่เข้ามาเกี่ยวข้องจนถึงปลายทาง ซึ่งเบื้องต้นตั้งแต่ตรวจพบคราวก่อนยังเป็นตัวเลข 57 ล้านลิตร ทั้งนี้ นอกจากในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ยังมีพื้นที่ของจังหวัดชุมพร และจังหวัดสงขลา ที่เราต้องทำต่อเนื่องไปด้วย

    รมว.ยุติธรรม

    พล.ต.ท.รุทธพล เผยต่อว่า สำหรับกรณีน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายกลางทะเลนั้น เราก็พยายามตรวจสอบดูปลายทางว่าน้ำมันหายไปที่ไหนบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องการรวบรวมข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ได้มีการทยอยส่งข้อมูลมาบ้างแล้ว และเราก็ได้มีการส่งรายชื่อเรือที่เกี่ยวข้องไปให้เขาช่วยตรวจสอบ โดย ศรชล. จะช่วยมอนิเตอร์ให้ เพราะ ศรชล. สามารถดูข้อมูลย้อนหลังเส้นทางการเดินเรือได้ถึง 90 วัน ซึ่งสามารถรู้รายละเอียดได้ ทั้งนี้ เรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมดทราบว่าเป็นเรือที่มาจากหลากหลายบริษัท ส่วนเรืออยู่ในน่านน้ำทะเลไทยหรือไม่ ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกอีกครั้ง เพราะอาจจะมีการจอดเทียบฝั่ง หรือลอยลำอยู่กลางทะเล
     
    เมื่อถามว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับเรือเหล่านี้อย่างไร เพราะช่วงเวลาที่เกิดเหตุเรืออาจจอดเสียหรือไปชะลออยู่กลางทะเล โดยไม่ได้มีพฤติการณ์เป็นการกักตุนน้ำมันนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เราพร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายและทุกคน ซึ่งมันก็ต้องพิสูจน์ในส่วนที่ว่าการจอดเรือเสีย มีความเกี่ยวข้องกับน้ำมันที่หายไปกลางทะเลหรือไม่ เพราะน้ำมันที่หายไปมันมีปริมาณหลายแสนลิตร อย่างน้อยก็ต้องมีหลักฐานที่ใช้ยืนยันในส่วนนี้ให้ได้ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าปริมาณน้ำมันที่หายกลางทะเล อาจไม่ใช่แค่ 57 ล้านลิตรแต่สูงถึง 70 ล้านลิตรนั้น เรื่องนี้ตนต้องขอนำไปตรวจสอบก่อน

    เมื่อถามว่าบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวยืนยันว่าปริมาณน้ำมันคงคลัง 2,000,000 ลิตรดังกล่าวที่ตรวจพบ ไม่ได้เป็นการสต๊อกเพื่อเก็งกำไร แต่มีไว้เพื่อเตรียมจำหน่ายให้กับพาร์ตเนอร์ลูกค้าตนเอง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ยืนยันว่าตนให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ซึ่งเขาก็มีหน้าที่ต้องนำหลักฐานมาชี้แจง ตนเชื่อว่าดีเอสไอย่อมให้ความเป็นธรรมได้อยู่แล้ว

    พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่า สำหรับกรณีโรงกลั่นที่มีจำนวน 6 แห่งในประเทศไทย เบื้องต้นหลายหน่วยงานได้ไปตรวจสอบดูแล้วพบว่าไม่พบข้อพิรุธ เพราะว่าโรงกลั่นมีความจำเป็นต้องระบายน้ำมันออกจากโรงกลั่นอยู่แล้ว โรงกลั่นไม่สามารถที่จะกักเก็บน้ำมันไว้ได้ ส่วนกรณีเมื่อน้ำมันออกจากโรงกลั่นถูกส่งไปถึงบริษัทคลังน้ำมัน เบื้องต้นยังเจอในกรณีของบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีตามที่ปรากฏในข่าว แต่ก็คงยังมีส่วนอื่นอีก ซึ่งก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป เพราะเชื่อว่าอาจมีบริษัทคลังน้ำมันเจ้าอื่นที่มีลักษณะกักตุนน้ำมันสำหรับเก็งกำไร ทั้งนี้ การตรวจสอบย่อมเริ่มมาจากการตรวจพบความผิดปกติ แต่เมื่อเราตรวจสอบ เราก็ต้องตรวจสอบโดยให้ความเป็นธรรม เขามีพยานหลักฐานมายืนยัน เราก็ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน

    รมว.ยุติธรรม

    ต่อข้อถามว่า กรณีที่พบความผิดปกติเรื่องกักตุนน้ำมันล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ มีความเกี่ยวข้องในเรื่องการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ส่วนดังกล่าวคือการยกกรณีตัวอย่างเท่านั้น ซึ่งก็มีในภาคอื่นด้วย อย่างที่มีการจับกุมแล้วไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดอ่างทอง ในอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก หรือจังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น อีกทั้งเรื่องของระบบการขนส่ง ที่มีการลักลอบไปแถวภาคเหนือ แต่อันนี้ที่เราพูดกันคือแค่ส่วนเดียว ซึ่งมันก็มีในภาคอื่นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการขยายผลเพื่อดูรายละเอียดต่อไป

    “เร็วนี้จะมีการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันอื่น ๆ ตามที่หน่วยงานภาคีได้รายงานข้อมูลความผิดปกติมาให้รับทราบ ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป แต่เราต้องบอกก่อนว่าเขายังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ส่วนจะเป็นบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้หรือภาคตะวัน ขอไปดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้ง” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

    พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่าวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย.นี้  เราจะได้มีการประมวลรายละเอียดเรื่องการกักตุนน้ำมันทั้งหมดนำเสนอเข้าสู่บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อขอให้พิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ โดยจะเน้นในเรื่องของปัญหาการกักตุนน้ำมัน ไม่ใช่แค่เพียงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียงเท่านั้น แต่เราจะรวบรวมในทุกมิติที่ได้มีการตรวจสอบร่วมกัน โดยฐานความผิดเบื้องต้นที่จะรับไว้เป็นคดีพิเศษ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ตนมองว่าพฤติกรรมแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน จึงคาดว่าน่าจะมีกฎหมายฉบับอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย

    รมว.ยุติธรรม

    เมื่อถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตว่าการกักตุนน้ำมันในครั้งนี้มีลักษณะทั้งเป็นกองทัพมดและน้ำมันที่ถูกถ่ายโอนหายไปกลางทะเล ไม่สามารถที่จะกระทำการโดยตัวคนเดียวได้ ต้องมีลักษณะเป็นการอั้งยี่ หรือมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ย้ำว่า อย่างไรขอไปดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะข้อมูลมันถูกจัดเก็บจากหลายส่วน และหลายหน่วยงาน จึงขอตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง และอธิบดีดีเอสไอก็ทำงานโดยไม่ได้หยุดหย่อน  ทั้งนี้ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวยิ้มๆว่าตนก็ได้ให้เวลาจนถึงเที่ยงวันนี้ ไม่รีบนะ แต่บอกว่าเที่ยง  พร้อมก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง

    ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า คดีสืบสวนการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ในช่วงสถานการณ์ปรับลดอัตราชดเชยราคากองทุนน้ำมันเชื้อ จะถูกนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ ในวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย. เวลา 14.00 น. ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และนอกจากนี้ ในวันที่ 7 เม.ย. ช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00-12.00 น. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยคณะพนักงานสืบสวนคดีกักตุนน้ำมัน ได้มีการประชุมที่ห้องวอร์รูม (War Room) หารือเรื่องข้อมูลจำนวนเที่ยวเรือ และชื่อเรือที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเสนอข้อมูลทั้งหมดไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรับทราบภายในเที่ยงวันนี้
     

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957210&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QHB_NsnkezbypPyuGpPg-

  • คอลัมน์การเมือง – โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน  งบประมาณแผ่นดินต้องปรับ เข้มข้นกว่าเดิม

    คอลัมน์การเมือง – โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน งบประมาณแผ่นดินต้องปรับ เข้มข้นกว่าเดิม

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ เรียบร้อยแล้ว

    การประชุม ครม.นัดพิเศษ พิจารณาร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9–10 เมษายนนี้แล้ว

    รายงานข่าวระบุว่า คำแถลงนโยบายมีความยาว 21 หน้า ครอบคลุม 5 เสาหลัก เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นระบบ

    1. สถานการณ์และสภาวะความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

    ทุกประเทศทั่วโลก ได้รับผลกระทบวิกฤตพลังงานโลก

    ขณะนี้ สภาพความเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่พรรคการเมืองในบ้านเราออกนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง

    งบประมาณแผ่นดิน เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    จะเก็บภาษีมากน้อยจากส่วนไหน จะกู้เงินมากน้อยเพียงใด ขาดดุลมากน้อยแค่ไหน หนี้สาธารณะจะคิดเพดานแค่ไหน

    อีกทั้ง รัฐบาลจะเหยียบคันเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวไหนของประเทศ ไม่ว่าจะ การลงทุนของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน อย่างไร ทุกอย่างจะต้องสอดประสาน และสอดรับกับสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบัน

    ชัดเจนว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

    และเพิ่มความแม่นยำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะการส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว ฯลฯ เพื่อหาโอกาสจากวิกฤตโลกในปัจจุบัน

    2. ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ในเวลานี้ รัฐบาลควรต้องมีนโยบายเด็ดขาด ห้ามหน่วยงานรัฐ เดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี

    เว้นแต่การเดินทางไปเจรจาการค้า หรือการประชุมสำคัญ

    งบศึกษาดูงานต่างประเทศทุกหน่วยงาน ควรตัดให้หมด ในงบประมาณแผ่นดินปีนี้

    ถ้าไม่ได้ดูงานต่างประเทศหนึ่งปี ก็ให้มันรู้ไปว่าประเทศชาติจะล่มจม

    ข้อมูลจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) พบว่า ที่ผ่านมา งบดูงานต่างประเทศของหน่วยงานรัฐไทยในช่วง 10 ปี (2559-2568) มีมูลค่าสูงกว่า 2,500 ล้านบาท รวมกว่า 928 โครงการ

    จุดหมายปลายทางยอดนิยม ได้แก่ ยุโรป (ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ออสเตรีย) ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

    ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่า และกิจกรรมแฝงการท่องเที่ยว 

    ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ ประกอบด้วย ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าเดินทาง 

    ค่าที่พัก : มีการประมาณการค่าที่พักคู่/เดี่ยว ระหว่าง 5,000 – 8,000 บาท/คืน/ห้อง

    ค่าอาหาร: มีการจัดสรรงบประมาณเฉลี่ยประมาณ 800 บาท/มื้อ

    ค่าอื่นๆ: ค่าพาหนะในต่างประเทศ ค่าจ้างล่าม ค่าธรรมเนียมดูงาน

    ปัญหาที่พบ คือ “ท่องเที่ยวแฝง” และการไม่แสดงผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน

    3. “จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานกันไปทำไม”

    อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณสมหมาย ภาษี โพสต์แสดงความเห็นใน Sommai Phasee – – สมหมาย ภาษี

    ว่าด้วยเรื่อง “จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานกันไปทำไม”

    ระบุว่า

    “…คนไทยเราแปลกมาก

    ก่อหนี้กันมากใช้จ่ายเกินตัว จนสถานะหนี้ครัวเรือนจะสูงที่สุดในโลก คือ สูงแตะ 88% ของ GDP แล้ว

    เป็นถึงขนาดนี้ไม่กลัว แต่กลับกลัวการที่ประเทศจะมีหนี้สาธารณะสูงเกินเพดาน 70% ของ GDP

    เรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวยิ่งกลัวกว่าประชาชนทั่วไป และยิ่งแปลกมากนักการเมืองยิ่งกลัวกว่าผู้สื่อข่าว

    แถมนักการเมืองไทยยังกลัวการขึ้นภาษีของรัฐบาลยิ่งนัก แต่ทุกวันนี้นักการเมืองไทยมีการกระทำเรื่องทุจริตคอร์รัปชันจนติดอันดับสูงมาก แต่อย่างนี้กลับไม่กลัว

    ผมขอเขียนเรื่องนี้ในวันนี้ เพื่อจะบอกให้คนไทยทั้งหลายเข้าใจการเป็นหนี้สักที

    ผมเองได้ทำงานให้กระทรวงการคลัง ในด้านการจัดการและดูแลการก่อหนี้สาธารณะมาค่อนชีวิต แถมยังต้องดูแลหนี้ของรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ บางแห่งตอนไปเป็นกรรมการ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และยังเคยดูแลวิสาหกิจเอกชนที่ใหญ่ๆ มาด้วย จึงขอใช้ความรู้เรื่องนี้ มาชี้แจงให้ผู้ที่กลัวการเป็นหนี้ได้รู้ข้อเท็จจริงให้ชัดๆ ครับ

    1. ทำไมประเทศชาติต้องก่อหนี้

    เรื่องนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาล เท่าที่มีความรู้ ประเทศไทยโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ล้นเกล้าพระปิยมหาราชของปวงชนชาวไทย ได้ก่อหนี้มาตั้งแต่ท่านปกครองสยามประเทศ

    โดยท่านได้เสด็จประพาสประเทศต่างๆ ทางเรือรอบโลกถึง 2 ครั้ง 2 ครา โดยได้ทรงดูงานพร้อมๆกับการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในยุโรปรวมทั้งรัสเซีย และในโอกาสนี้ท่านได้ดำเนินการให้ประเทศไทยก่อหนี้กับตลาดทุนลอนดอน โดยการออกพันธบัตรของรัฐบาลสยามเป็นพันธบัตรระยะยาว เพื่อนำเงินมาลงทุนในการสร้างระบบรถไฟทั่วประเทศของไทย

    ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ประเทศญี่ปุ่นสมัยเมจิ สมเด็จพระจักรพรรดิก็ได้ทรงดำเนินการกู้เงินโดยการออกพันธบัตรจากตลาดทุนลอนดอน เช่นกัน

    ที่น่าเสียดายโอกาสการพัฒนาประเทศของไทย ตั้งแต่มีการปฏิวัติโดยคณะราษฎรเมื่อปี 2475 ประเทศไทยไม่สามารถกู้เงินจากต่างประเทศเลยจนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในช่วงประมาณปี 2502-2506 ท่านนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ธนาคารโลกมาทำการศึกษาภาวะเศรษฐกิจของไทย ใช้เวลาร่วมปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก็ออกมา แล้วธนาคารโลกก็จัดเงินกู้ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำพร้อมเงินช่วยเหลือให้ประเทศไทยเพื่อมาพัฒนาและบูรณาการประเทศ

    อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และองค์การความช่วยเหลือต่างประเทศของญี่ปุ่น (ODA) ได้ให้ประเทศไทยกู้เงินเป็นเรื่องเป็นราวก็เป็นสมัยท่านนายกฯจอมพล ถนอม กิตติขจร จำได้ว่าผ่านมาถึงช่วงสมัยท่านนายกพลเอกฯเปรม ติณสูลานนท์ หลังปี 2524 แล้ว ประเทศไทยโดยรัฐบาลไทยเพิ่งจะสามารถกู้เงินจากธนาคารเอกชนต่างประเทศได้ และหลังจากนั้นภาคเอกชนของไทย เช่น ธนาคารพาณิชย์จึงเริ่มกู้เงินจากธนาคารต่างประเทศเข้ามาใช้ได้ และมีการกู้มากเกินเหตุ จนกลายเป็นฟองสบู่เกิดปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งลามไปในหลายประเทศ แต่ไทยเจอหนักกว่าใครอื่น

    2. การก่อหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆ เทียบกับของไทย

    ประเทศที่พัฒนาก้าวหน้ามาก มักจะมีสัดส่วนของยอดหนี้เมื่อเทียบกับ GDP สูง ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับต่างๆ ก็มีสัดส่วนต่ำกว่า

    ที่เป็นเช่นนี้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วเข้มแข็งมีความน่าเชื่อถือต่อธนาคารระดับนานาชาติผู้ให้กู้มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา

    หนี้สาธารณะของประเทศ คือหนี้ที่หน่วยงานของรัฐกู้เป็นหนี้ระยะยาวจากสถาบันการเงินทั้งจากแหล่งในและนอกประเทศ โดยมี IMF เป็นผู้ที่คอยตรวจสอบดูแลข้อมูลและข้อปฏิบัติตลอด

    ลองมาดูประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP สิ้นปี 2568 ของบางประเทศที่น่าสนใจ จากรายงานของ World Economic Outlook (ฉบับเดือนตุลาคม 2568) ในภาพด้านล่าง

    3. จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานไปทำไม

    การก่อหนี้สาธารณะของประเทศไม่ใช่ไม่ดี ตรงกันข้ามประเทศที่มีเครดิตดีต่างก็ก่อหนี้จำนวนมากมาพัฒนาประเทศกันทั้งนั้น

    แต่จะดีมากหรือน้อย มันอยู่ที่การบริหารหนี้

    จะเห็นจากหมายเหตุข้างต้นว่า ในแต่ละประเทศการก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำเงินไปใช้ไม่เหมือนกัน เช่น

    ประเทศสิงคโปร์ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อการลงทุน เข้าใจว่าเป็นการกู้เป็นสกุลเงินสิงคโปร์ดอลลาร์ของเขาเองซึ่งเป็นเงินสกุลแข็ง

    เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เขากู้เงินสกุลของตนเอง ซึ่งเป็นสกุลสำคัญระดับนานาชาติในตลาดการเงินโลก เขาก็ไม่กลัว

    สำหรับประเทศไทย การก่อหนี้สาธารณะเป็นการกู้มาจากในประเทศมาใช้ชดเชยการคลังขาดดุลภาครัฐสูงมาก เพราะไทยมีรายได้จากภาษีต่ำมาตลอดเมื่อเทียบกับ GDP จึงต้องกู้เงินสูงมากมาใช้ในด้านค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ ค่าดอกเบี้ยเงินกู้และเงินกู้ที่ครบกำหนด และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพข้าราชการสูงวัย เป็นต้น

    ดังนั้น การที่แค่นำตัวเลขสัดส่วนหนี้สาธารณะมาเทียบกัน แล้วสรุปว่าใครสูงกว่ากันแล้วก็ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องน่ากลัวน่าเป็นห่วงนั้น มันไม่ถูกเสมอไป

    ผมจึงเห็นว่าหนี้สาธารณะไทยที่สูงจนจะชนเพดาน 70% ของ GDP มันยังไม่น่ากลัวแม้จะสูงกว่า 70-80% ก็ยังไม่น่าห่วงนัก

    แต่อย่าลืมว่า ไทยต้องใช้หนี้เงินกู้จำนวนมากในวิกฤตต่างกรรมต่างวาระ นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตการฉ้อโกงของรัฐบาลที่ทำโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554 วิกฤตโควิด-19 ปี 2563 รัฐบาลต้องกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท วิกฤตปี 2540 และปี 2554 เป็นวิกฤตที่ประจักษ์แล้วว่ามาจากการบริหารการเงินการคลังที่ผิดพลาดของรัฐบาล ซึ่งมาจากการกระทำทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองเป็นหลัก

    อย่างไรก็ตาม ที่ไทยเรายังโชคดีอยู่ คือหนี้สาธารณะคงค้างขณะนี้เป็นหนี้ในประเทศและเป็นหนี้เงินบาทแทบทั้งหมด

    เรามีภาระหนี้เงินตราต่างประเทศน้อยมากๆ

    ดังนั้น จึงขอสรุปตรงนี้ว่า รัฐบาลและนักการเมืองจะไปกลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน 70% ของ GDP ไปทำไม

    ถ้าให้ดีควรต้องกำหนดหนี้สาธารณะให้มีเพดานที่ 70 – 80% ของ GDP คล้ายของมาเลเซีย

    แล้วไทยจะมีช่องว่างที่จะก่อหนี้ ทั้งที่เป็นเงินบาทกู้ในประเทศและเงินต่างประเทศที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อเพิ่มการลงทุน เช่น จากไจก้า (JICA) ของญี่ปุ่น มาลงทุนพลิกผันประเทศแก้วิกฤตครั้งนี้ได้อีกมาก

    4. วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งนี้ จำเป็นต้องแก้ด้วยการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอย่างมีนัยสำคัญ และต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาช่วยเสริมอีกตลอด 3-4 ปีข้างหน้า

    สงครามสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ ผู้รู้บางท่านกล่าวว่ามาจากความแค้นต่อกันของแต่ละฝ่าย ผมเห็นว่ามากกว่านั้น แต่สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ความแค้น แต่ทรัมป์ได้ใช้จังหวะที่อิสราเอลต้องการแก้แค้นอิหร่านผู้สนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์ กระโดดเข้าไปก่อสงครามกับอิหร่าน โดยอ้างสาเหตุการต้องกำจัดนิวเคลียร์และการปกครองของอิหร่านที่ต่อเนื่องโดยอยาตอลเลาะห์

    แท้จริงแล้ว สหรัฐขณะนี้ได้อ่อนแอลงมาก จากค่าเงินดอลลาร์ด้อยค่าและด้อยความนิยม พันธบัตรสหรัฐก็ถูกด้อยค่าด้วย และประเทศต้องแบกหนี้สาธารณะก้อนใหญ่มากเกินไป จึงหาเรื่องทำสงครามเพื่อหวังรักษาความเป็นเจ้าโลกให้คงไว้ แล้วแถมจะได้ควบคุมแหล่งพลังงานของโลกมากขึ้น

    แต่สงครามที่ทรัมป์เล่นกับไฟอยู่ขณะนี้ ได้ทำให้น้ำมันและก๊าซทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นมาก ก่อเหตุบานปลายถึงการทำลายเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดการขาดแคลนทั้งน้ำมันและก๊าซไปทั่วโลก เงินเฟ้อที่เรียกว่าการกดดันของต้นทุน (Cost Push) จึงเกิดขึ้นทั่วโลก และจะเกิดต่อเนื่องไปอีกนาน ทำให้ราคาของสินค้าและบริการทุกอย่างถูกยกให้สูงขึ้นทั้งหมดทั่วโลก แล้วจะสูงไปอย่างน้อยอีก 2 ปี

    ปีแรก นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รัฐบาลต้องเข้าแก้ไขทันที

    ไม่ใช่มาคุมราคาสินค้า มันไม่ใช้วิธีแก้ที่ยั่งยืน

    มันไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ

    แต่ต้องเพิ่มงบประมาณให้สูงถึงประมาณ 10%

    และต้องสนใจจัดไปใช้ให้ถูกที่

    อย่าทำแบบจัดสรรให้จังหวัดของสส. อย่างสมัยเก่า

    ต้องดูแลทั้งเรื่องช่วยกลุ่มเปราะบางด้วยคนละครึ่งพลัสตามเดิม

    ต้องเพิ่มยกระดับเงินเดือนของข้าราชการ และลูกจ้างผู้ใช้แรงงาน บนฐานของค่าจ้างขั้นต่ำให้พ้นน้ำ

    ดังนั้น แนวทางหลักที่จะแก้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ของไทย คือ

    รัฐบาลต้องดันสภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งเงินเดือนค่าจ้างและอำนาจซื้อของคนไทย ให้สูงตามให้มากเท่าที่จะทำได้

    เพื่อให้เป็นไปตามแนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นของโลก

    รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณรายจ่ายตั้งแต่ปี 2570 นี้ให้สูงขึ้นอย่างเต็มที่

    และต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาเสริมด้านการลงทุนเพิ่มพลังการแก้วิกฤตให้ตรงจุด

    เพราะโอกาสจากการทำให้เกิดวิกฤตของทรัมป์ ได้เปิดทางให้ไทยใช้นโยบายที่กล่าวข้างต้นโจ๋งครึ่มอยู่แล้ว”

    4. ต้องยอมรับว่า สภาพความจริงในขณะนี้ โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน

    เพราะฉะนั้น งบประมาณแผ่นดินก็ควรจะต้องปรับ เพิ่มเข้มข้นกว่าเดิม เพิ่มความรัดกุมกว่าเดิม

    และเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารประเทศให้สอดรับกัน

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TjSCpD-mXUPLckZnhjx-A

  • ด่วน ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    ด่วน ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    ด่วน ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่ากากระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่าที่ประชุมมีมติให้อาศัยอำนาจ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกประกาศกำหนดราคาน้ำมันดีเซล B7  และ B20 หน้าโรงกลั่นลดลง 2 บาท/ลิตร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้ประชาชน เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

    โดยมอบหมายสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งร่างประกาศและลงราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 8 เม.ย.2569 ให้มีผลบังคับใช้ทันที

    หลังจากนั้นจะประชุมหารือกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อนำไปสู่การลดราคาขายปลีกดีเซล B7 และ B20 หน้าปั๊มลง อย่างน้อย 2 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ จากการคำนวณเบื้องต้น หากปรับลดค่าการกลั่นหน้าโรงกลั่นได้ 2 บาท/ลิตร ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงได้ 2.14 บาท/ลิตร แต่สุดท้ายราคาหน้าปั๊มจะลดลงได้เท่าไหร่ อย่างไร จะหารือกับกองทุนให้รอบด้านอีกครั้ง หากจำเป็นก็อาจจะลดค่าการกลั่นลงได้อีก 3, 4 และ 5 บาท หากสถานการณ์ยังวิกฤตและส่งผลกระทบรุนแรง หรือหากในอนาคตทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะสามารถกลับมาคิดค่าการกลั่นตามเดิมได้

    เฮ! ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    ”มั่นใจว่า กบง. มีอำนาจที่จะสั่งให้โรงกลั่นดำเนินการตามที่กำหนด เพราะถ้าโรงกลั่นไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.” นายเอกนัฏกล่าว

    ส่วนหากราคาขายปลีกในประเทศลดลงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้เกิดการลักลอบส่งออกน้ำมันหรือไม่ ขอย้ำว่าขณะนี้มี ทีมสุดซอยพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบและจับผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน

    นอกจากนี้ จะประสานขอข้อมูลปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นระหว่างวันที่ 1-7 เม.ย.นี้ ทั้งหมดนำมาคำนวณดูว่าจะสามารถลดค่าการกลั่นลงได้อีกเท่าไหร่ คาดว่าจะพิจารณาลดลงได้อีกครั้งในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเม.ย.นี้

    นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น เช่นเดียวกับเมื่อปี 2565 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ที่จะมารอรับเงินบริจาคโรงกลั่น ครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค

    ”ขอถามว่ามีโรงกลั่น 6 โรง แต่ยอมช่วย 3 โรง แต่อีก 3 โรงไม่ช่วย จะให้ 3 โรงนั้นรับผิดชอบเท่านั้นหรือ ตัวเลข 2 บาท โรงกลั่นไม่ได้ขาดทุน การส่งคืนส่วนเกินจากที่ควรจะได้ ก็เป็นความรับผิดชอบ โดยยืนยันไม่ส่งผลกระทบสภาพคล่องของโรงกลั่น แม้ว่ากำไรอาจจะลดลงบ้าง แต่ก็ยังขาดทุนกำไร ถ้าโรงกลั่นแห่งใดมีปัญหา ให้มาคุยกับปลัดกระทรวงพลังงาน“

    นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า จากวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น  กระทรวงพลังงานได้เร่งขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศ โดยได้ออกคำสั่งเร่งด่วนให้มีการขยายสถานีบริการน้ำมัน B20 สำหรับกลุ่มรถบรรทุกและรถขนส่งสินค้าให้ครอบคลุมทุกระยะ 100 กิโลเมตรบนเส้นทางคมนาคมสายหลักทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 เมษายนนี้ 

    นโยบายดังกล่าวยังเป็นการสนับสนุนผลผลิตจากภาคเกษตรกรไทยผ่านการใช้ B20 และ E20 เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/656000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13UX5w4jymjqD9DjiBjT48

  • กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

    กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

    กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

    วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.39 น.

    วันที่ 7 เมษายน 2569 นายกิตติกร โล่ห์สุนทร อดีตประธานคณะกรรมาธิการ การพลังงาน และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตพลังงาน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่พลุกพล่านที่สุดของโลก ประมาณ 20% ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลกจะผ่านช่องแคบนี้ และสงครามได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ดังนั้นหากสงครามยืดเยื้อยิ่งส่งผลกระทบกับพลังงานทั้งโลกในระยะยาว ซึ่ง สถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าสงครามจบทันที ยังต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยหกเดือนถึงหนึ่งปี สถานการณ์ด้านพลังงานถึงจะกลับมาสู่ภาวะปกติ

    นายกิตติกร กล่าวด้วยว่า การปรับราคาที่ผ่านมา มีความจำเป็นที่ต้องปรับราคาขึ้นไปเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเพื่อให้เกิดการประหยัดโดยอาศัยกลไกตลาด ด้านราคาเข้ามาช่วย แต่ควรจะปรับขึ้นที่ละเล็กน้อย และบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเก็งกำไร และการกักตุน โดยใช้กองทุนน้ำมัน เป็นเครื่องมือในการปรับราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ใช้กองทุนเป็นตัวอุดหนุนราคาทั่วไป เพราะจะใช้เงินจำนวนมากเกินกว่าที่กองทุนจะรับได้ และออก พรก.เงินกู้เท่าไหร่ก็คงไม่เพียงพอ ถ้าจะมีการอุดหนุนราคา ควรเลือกอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่อุดหนุนทั่วไป ซึ่งจะป้องกันการเก็งกำไร และการกักตุนได้ดีกว่า และเป็นการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เข้าถึงกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ กลุ่มที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจ และกลุ่มเปราะบาง และยังได้ติดตาม การใช้น้ำมันของประเทศแบบมีประสิทธิภาพ สกัดการเก็งกำไร และการใช้แบบฟุ่มเฟือยก็จะลดน้อยลง

    กิตติกร

    “รัฐบาลกำลังเผชิญ วิกฤตที่ใหญ่มากในอนาคต ตอนนี้เริ่มที่พลังงาน เป็นด่านแรก ซึ่งเสียดายที่เปลี่ยนผู้มีความเชี่ยวชาญออกไป ต่อไปจะเป็นหน้าที่ของ พาณิชย์ ที่ต้องคุมราคาสินค้าที่จะขึ้นไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม และจะไปจบที่คลังเมื่ออัตราเงินเฟ้อขึ้น วิกฤตครั้งนี้มีโอกาสขยายเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ เพราะทั่วโลกจะมีผลกระทบพร้อมกัน ถ้ารัฐบาลบริหารงานไม่ทันกับสถานการณ์ และไม่ใช้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ มาบริหาร วิกฤตครั้งนี้อาจจะจบลงที่ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และเงินเฟ้อ (Stagflation) ซึ่งเป็นวิกฤตที่น่ากลัวมาก ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทยคงย้อนกลับไป ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเลย ผู้ที่เข้ามา บริหารงาน พลังงาน พาณิชย์ และ คลัง ควรเป็นมืออาชีพจริงๆ ที่ต้องเข้ามาช่วยกันแก้บัญหาให้กับประเทศไทย” นายกิตติกร กล่าว

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-XemjUIm-uTpQsqCcGBOM

  • เจ้านาย-จินเจษฎ์ คว้ารางวัลนักแสดงนำชายแห่งปี ในงานประกาศรางวัลสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ครั้งที่ 15

    เจ้านาย-จินเจษฎ์ คว้ารางวัลนักแสดงนำชายแห่งปี ในงานประกาศรางวัลสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ครั้งที่ 15

    สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิต,จัดจำหน่าย และดูแลลิขสิทธิ์ของ ภาพยนตร์ไทยทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ เริ่มต้นก่อตั้งในปี พ.ศ. 2513 ใน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/957272&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ERHTQLAaIMJi66CFxA26c

  • ฟูจิฟิล์ม มอบเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล 3 สถาบันการศึกษา ยกระดับการแพทย์ไทย – สยามรัฐ

    ฟูจิฟิล์ม มอบเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล 3 สถาบันการศึกษา ยกระดับการแพทย์ไทย – สยามรัฐ

    69 บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศด้วยการมอบเครื่องอ่านและแปลงสัญญาณข้อมูลภาพเอกซเรย์เป็นระบบดิจิทัล (Computed …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/139988&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qapDxu8kcL-5uV1_MfkGj

  • พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ถอดรหัสอนาคตโทรคมนาคม สื่อ และเศรษฐกิจอวกาศของไทย

    พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ถอดรหัสอนาคตโทรคมนาคม สื่อ และเศรษฐกิจอวกาศของไทย

    นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรการกำกับดูแลและพัฒนากฎหมายกิจการกระจาย เสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมระดับสูง รุ่นที่ 2 หรือ ปกส.2 จัดเวทีวิชาการสาธารณะ ในหัวข้อพลิกโฉมประเทศไทยสู่อนาคตบริการดิจิทัลเพื่อสังคมไทย

    ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันพระปกเกล้า กับกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์ สาธารณะ (กทปส.) และสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดขึ้น 

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้นําจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน ให้มีวิสัยทัศน์เชิงระบบต่อการกํากับดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อบริบทด้านการบริการจัดการและกํากับดูแล กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนากลไก บริการจัดการและกำกับดูแลผ่านการศึกษาวิเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผ่านการผลิตผล งานวิชาการของผู้เข้าศึกษาตามหลักสูตร

    ตลอดระยะเวลาการศึกษา นักศึกษาได้จัดทําผลงานวิชาการเชิงลึกจํานวน 120 เรื่องในระดับ บุคคล และ 8 เรื่องในระดับกลุ่ม ซึ่งครอบคลุมประเด็น 8 เรื่องสําคัญ ได้แก่

    1. ด้านกิจการอวกาศ 

    2. ด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียม 

    3. ด้านการแจ้งเตือนภัยพิบัติ 

    4. ด้านกิจการวิทยุและโทรทัศน์ในอนาคต 

    5. ด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

    6. ด้านการพัฒนาเมืองสู่ Smart City และยานยนต์อัตโนมัติ 

    7. ด้านปัญญาประดิษฐ์และการประยุกต์ใช้งาน 

    8. ด้านการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางไซเบอร์

    เทคโนโลยีเพื่อสังคมไทย ความมั่นคง ความปลอดภัย และอนาคตของสื่อและเมือง

    ในด้านการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางไซเบอร์ มีการนำเสนอถึงการจัดทำ Trust List ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบย้อนกลับ และเกิดความโปร่งใส เพื่อป้องกันการหลอกลวงทางไซเบอร์ ด้วยมาตรฐาน C2PA เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์ในปัจจุบัน ไม่สามารถควบคุมผู้ใช้งานได้ทั้งหมด หวังให้ กสทช.นำมาบูรณาการกับผู้ผลิตสื่อในประเทศไทย เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง นอกจากนี้ ผลลัพธ์ทางอ้อม ยังสามารถสร้าง Digital Trust และดึงนักลงทุนเข้ามาได้อีกด้วย

    ด้านการแจ้งเตือนภัยพิบัติ  ด้วยปัญหาใหญ่ในไทยปีที่ผ่านมา ทั้งแผ่นดินไหว และน้ำท่วมหาดใหญ่ พบช่องโหว่ในระดับชาติและท้องถิ่น โดยมีมากถึง 48 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง จึงก่อให้เกิดความผิดพลาดเรื่องข้อมูลได้ จึงเสนอให้นำ AI เข้ามาใช้ ประกอบกับการวิเคราะห์ Big Data บริหารสถานการณ์ ลดความผิดพลาด รวมถึงแก้ไขกฎหมายในระยะยาว ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ที่ทำได้ดีในเรื่องเหล่านี้

    สำหรับด้านกิจการวิทยุและโทรทัศน์ในอนาคต    ยังมีกว่า 10 ล้านครอบครัวที่ใช้ดาวเทียมอยู่ ในตอนประมูลคลื่นความถี่ เทคโนโลยี 5G ที่จะมาทดแทน C-Band ยังเข้าไม่ถึงทุกครอบครัว โดยมองว่า ปี 2572 จะเป็นจุดตัดสำคัญของสื่อโทรทัศน์ เพราะเป็นการสิ้นสุดของสัมปทาน จึงภาวนาให้เกิดการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพราะ Road Map ของสื่อต้องวางแผนมากกว่า 3-5 ปี รวมถึงประเด็นสำคัญเรื่องยอดเงินที่ไม่ไหลกลับสู่ประเทศมากพอ เพราะเจ้าของแพลตฟอร์มเป็นต่างชาติทั้งหมด เงินจึงวิ่งออกไป แต่กลับถึงมือผู้ประกอบกิจการสื่อน้อยมาก

    ส่วนด้านการพัฒนาเมืองสู่ Smart City และยานยนต์อัตโนมัติ มีการพูดถึง “เมืองอัจฉริยะ” มาตั้งแต่ปี 2546 แม้ในกรุงเทพฯ จะมีเทคโนโลยีอยู่มากมาย แต่ยังขาดความเป็นสมาร์ท มีอุปสรรคที่ฉุดรั้งการพัฒนามากมาย อาทิ การบริหารงานแบบแยกส่วน ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ข้อจำกัดด้านความสามารถท้องถิ่น จึงเสนอให้ กสทช. เข้ามาเป็นเหมือนคอนดักเตอร์ในวงออเครสตา และทำให้การพัฒนาเมืองไม่ใช่ตอบโจทย์เทคโนโลยี แต่ต้องตอบโจทย์คนในเมือง

    โครงสร้างพื้นฐานสื่อสารไทยในยุคใหม่ AI ดาวเทียม อวกาศและโครงข่ายแห่งอนาคต

    ด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม มีตัวเลขการแข่งขันด้านโทรคมนาคมของไทยในเวทีโลกที่ตกลง มองว่าไทยมีสปีดช้ากว่าประเทศอื่น เนื่องจากยังให้ความสำคัญกับปริมาณมากกว่าคุณภาพ อีกทั้งยังมีการลงทุนที่ซ้ำซ้อนกันมากถึง 10% ต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท ราว 3% ของ GDP ประเทศ หากมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมีกลยุทธ์ พร้อมข้อเสนอ 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ปลดล็อกกฎหมาย ระยะกลาง ปรับโครงสร้างทั้งคนและทรัพยากร และระยะยาว บูรณาการแพลตฟอร์มระดับชาติ

    ในด้านปัญญาประดิษฐ์และการประยุกต์ใช้งาน ปัจจุบันเป็นยุคของ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนผ่านในระดับมหภาค เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยทำงานหลายมิติ แทรกซึมอยู่ทุกๆ ส่วนของชีวิต แต่โจทย์คือ จะทำอย่างไรไม่ให้ AI กลายเป็นโทษ อาทิ ข่าวปลอม การทำลายความน่าเชื่อถือ เป็นดาบสองคมในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งต่างประเทศก็เริ่มขับเคลื่อนการกำกับ AI แล้ว พร้อมข้อเสนอ 4 เสาหลัก ได้แก่ การดูแลให้ยืดหยุ่น การสร้างพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม การมีธรรมาภิบาลและคุ้มครองสาธารณะ และอธิปไตยดิจิทัล เชื่อมั่นว่า ปัญญาประดิษฐ์ จะไม่เหนือไปกว่าปัญญามนุษย์

    สำหรับด้านกิจการอวกาศ ที่ผ่านมาไทยเป็นผู้บริโภคทางเทคโนโลยีมาโดยตลอด คำถามคือ จะทำอย่างไรถึงสามารถเปลี่ยนบทบาทสู่ New Space Economy ได้ โดยต้องมองอวกาศในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไปได้อีกไกล เป็นการหารายได้จากอากาศเหมือนยุคคลื่นวิทยุ AM เชื่อว่า จะสามารถปฏิวัติโลกนี้ได้อีกครั้ง

    สุดท้ายในด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียม ย้อนถึงปัญหาสัญญาณในช่วงวิกฤติต่างๆ เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานกลับล่มไปพร้อมกับภัยพิบัติ เป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถทำให้ครอบคลุมได้จริง เปิดตัวเลข Space Economy ที่ตั้งเป้าว่าในปี 2040 จะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาท โดย 70-80% อยู่ที่ดาวเทียมจากการให้บริการสื่อสาร ซึ่ง AI จะต้องเข้ามาดูแล Network และบริหารจัดการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมั่นในเอกชนไทย พร้อมแนะให้ภาครัฐสนับสนุนและไม่ขัดขวางการเดินหน้าด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2925293&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LEFx8qgBUoWDpMrZTrub7

  • ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตปูพรมยกระดับความปลอดภัย รับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

    ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตปูพรมยกระดับความปลอดภัย รับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

    ตำรวจท่องเที่ยวลงพื้นที่ภูเก็ต ตรวจมาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ พร้อมตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถและเรือนำเที่ยว ภายใต้โครงการชุมชนท่องเที่ยวสีขาว เน้นสร้างมาตรฐานความปลอดภัยทั้งทางบกและทางน้ำ

    วันที่ 7 เม.ย.69 ตามนโยบายของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เน้นย้ำให้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น

    ล่าสุด พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วยนายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ร่วมลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

    เวลา 17.00 น. ได้เดินทางไปยัง ท่าเรือรอยัล ภูเก็ต มารีน่า เพื่อดำเนินมาตรการเชิงรุกภายใต้โครงการชุมชนท่องเที่ยวสีขาว โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถรับจ้างและพนักงานประจำเรือนำเที่ยว เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการให้บริการ กำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด มุ่งเน้นการดูแลความปลอดภัยทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเชื่อมั่นในสวัสดิภาพตลอดการเดินทางการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวคือหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวไทย เรามุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการดูแลและคัดกรองบุคลากรผู้ให้บริการ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและสร้างความอุ่นใจให้กับทุกคน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/140066&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HXYLZLJx9JEKo52KGb2vF

  • “สุรศักดิ์” นำทีมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ฯ ก่อนเริ่มทำงานวันแรก ขับเคลื่อนภารกิจท่องเที่ยว

    “สุรศักดิ์” นำทีมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ฯ ก่อนเริ่มทำงานวันแรก ขับเคลื่อนภารกิจท่องเที่ยว

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือฤกษ์ดีนำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

    พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ศูนย์ราชการ อาคาร C ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารระดับสูงและบุคลากรของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและความเป็นสิริมงคล

    โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ร่วมประกอบพิธีสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งสร้างขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรในสังกัด ให้พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นภารกิจด้วยพิธีอันเป็นมงคลในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ พร้อมนำพานโยบายด้านการท่องเที่ยวและกีฬาไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่น และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและกีฬาระดับโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272713&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UqAuhOWasXqPKiNTwPph6

  • เกษตรระยอง เปิดเวทีเสวนาดึงเครือข่ายสวนผลไม้สร้างเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร ปี 2569

    เกษตรระยอง เปิดเวทีเสวนาดึงเครือข่ายสวนผลไม้สร้างเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร ปี 2569

    ภูมิภาค

    เกษตรระยอง เปิดเวทีเสวนาดึงเครือข่ายสวนผลไม้สร้างเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร ปี 2569

    วันอังคาร ที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 เม.ย.69 ที่สวนยายดา-เจ๊บุญชื่น ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง น.ส.สมหมาย พลมณี เกษตรจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิดเวทีสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับจังหวัด ปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง มีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนผลไม้ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่เข้าร่วมเวทีเสวนา รวม 76 ราย โดยมีประเด็นในการเสวนาประกอบด้วย การรายงานสถานการณ์ไม้ผล และสถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบัน, แผนการประชาสัมพันธ์ และการส่งเสริมการตลาดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร, ทบทวนสถานะและการดำเนินกิจการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร, สอบถามความต้องการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อจัดทำแผนการพัฒนา และยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตลอดจนการสรุปผลเวทีเสวนาดังกล่าวด้วย มี น.ส.พิมจันทร์ นาคฤทธิ์ รอง ผอ.ททท.สำนักงานระยอง ร่วมเวทีเสวนา 

    น.ส.สมหมาย พลมณี เกษตรจังหวัดระยอง เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดได้มีการเชิญชวนสวนท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเครือข่ายสวนผลไม้ท่องเที่ยวที่ได้มีการขึ้นทะเบียน และร่วมมือกันกับสำนักงานเกษตร จำนวน 76 ราย ซึ่งมาร่วมเวทีแลกเปลี่ยนถึงแนวทางที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในปีนี้ ซึ่งเป็นการตั้งรับช่วงน้ำมันขาดแคลน และแพง ซึ่งเป็นปัญหากระทบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกปัญหา ซึ่งจะมีการทำแผนพัฒนา และแผนรองรับ ทั้งการตลาดภายในจังหวัด มุ่งยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมตลาดออนไลน์ หรือการทำโปรโมชั่นดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมสวนผลไม้ในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้มีรายได้ และช่องทางการผลผลิตออกสู่ตลาดให้ได้มากที่สุด ซึ่งเวทีดังกล่าว เป็นความร่วมมือของสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง ททท.สำนักงานระยอง และท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง ที่มาจัดทำแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะสามารถแผนได้ทันผลไม้ที่จะออกสู่ตลาดแล้วในช่วงเดือนนี้เป็นต้นไป

    น.ส.พิมจันทร์ นาคฤทธิ์ รอง ผอ.ททท.สำนักงานระยอง เปิดเผยว่า ททท.ระยอง มีแผนที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ รับมือวิกฤตน้ำมันแพง จะมีโครงการเที่ยวระยะใกล้ “ระยองเที่ยวระยอง” ส่งเสริมให้คนระยองเที่ยวสวนผลไม้ เที่ยวกันเอง โดยจัดโปรโมชั่นคูปองส่วนลดหน้าสวนผลไม้, โปรโมชั่นพักค้างคืนเที่ยวสวนผลไม้ ส่วนลดบุฟเฟ่ต์ เป็นต้น….000

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/471939&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KdxpgQZwaW_ILh3ABgssS