Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เงินเฟ้อมี.ค.หดตัวต่อเนื่องครบปี แต่ในอัตราชะลอลง พาณิชย์ปรับเป้าปี 69 เป็น 1.5-2.5% พิษราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    เงินเฟ้อมี.ค.หดตัวต่อเนื่องครบปี แต่ในอัตราชะลอลง พาณิชย์ปรับเป้าปี 69 เป็น 1.5-2.5% พิษราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนมี.ค. 69 อยู่ที่ 100.27 หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง 0.08% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และลดลงในอัตราที่ชะลอตัว จากตลาดคาดบวก 0.19% แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าสำคัญต้องหยุดชะงัก มีผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการตรึงราคาไว้ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมี.ค. รวมถึงมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ด้วยการลดค่ากระแสไฟฟ้า

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.69) เฉลี่ยอยู่ที่ -0.54%

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เดือนมี.ค.69 อยู่ที่ 101.70 หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.57% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 0.58%

    ผู้อำนวยการ สนค. ยังกล่าวถึงกรณีที่อัตราเงินเฟ้อเดือนมี.ค.69 เมื่อเทียบเป็นรายเดือน พบว่าหดตัว -0.88% จากเดือนก.พ.69 นั้น ยังไม่มองว่าเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่ถดถอยมีหลายมิติ มิติที่พูดถึงเงินเฟ้อ ก็คือราคาสินค้าแพงขึ้นจาก cost push แต่คำว่าเศรษฐกิจถดถอยนั้น ต้องมาดูว่าการจ้างงานลดลงหรือไม่ GDP ภาพใหญ่ลดลงหรือไม่ การลงทุนลดลงหรือไม่ การส่งออกยังไปได้หรือไม่

    “ยังไม่คอนเฟิร์มว่าเศรษฐกิจถดถอย…ซึ่งต้องติดตามปัจจัยต่าง ๆ ใกล้ชิด ว่าจะมีโอกาสทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหรือไม่ และจะเข้าภาวะ Stagflation หรือไม่ นั่นหมายถึงเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจถดถอย” นายนันนทพงษ์ กล่าว

    ส่วนแนวทางการบริหารจัดการเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากด้านอุปทาน (Supply Side) นั้น นายนันทพงษ์ กล่าวว่า หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ 1.การควบคุมเงินเฟ้อ ดูแลค่าครองชีพ และ 2.ผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต โดยในส่วนของการดูแลเงินเฟ้อนั้น กระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าไปควบคุมราคาสินค้าใน 2 รูปแบบ คือ 1.สินค้าต้นทาง เช่น เม็ดพลาสติก และกากถั่วเหลือง 2. ควบคุมสินค้าปลายทางให้สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ไม่ปรับขึ้นเร็วจนเกินไป

    ส่วนการดูแลค่าครองชีพ ได้ใช้แนวทางผ่านโครงการธงฟ้า เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนในระดับชุมชน และตำบล ส่วนโครงการไทยช่วยไทย ที่ออกมาล่าสุดนั้น ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดติดตามการรับรู้ของประชาชนถึงโครงการดังกล่าว และสินค้ามีการลดราคาจริง ซึ่งจะได้มีการติดตามประสิทธิผลของโครงการและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์

    คาดเงินเฟ้อ Q2/69 กลับมาเป็นบวก

    ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาส 2/69 คาดว่าจะเป็นบวก ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาตลาดโลก จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเพิ่มเติมจากราคาสินค้าเกษตรบางรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสด และไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน ทำให้ผลผลิตลดลงบางช่วง, ค่าบริการขนส่งทางอากาศปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเส้นทางบินในประเทศ และระหว่างประเทศ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น, ผู้ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่ เริ่มส่งสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบ และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

    ปรับเป้าเงินเฟ้อปี 69 เพิ่มเป็น 1.5-2.5% จากเดิม 0-1%

    ทั้งนี้ สนค. ได้ปรับประมาณการเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปี 69 ใหม่ เป็น 1.5 – 2.5% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 0 – 1%

    ผู้อำนวยการ สนค. ได้คาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 โดยจัดทำเป็น 2 ฉากทัศน์ ซึ่งการจัดทำฉากทัศน์ดังกล่าว อยู่ในช่วงเดือนมี.ค.69 จึงไม่ได้รวมการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในช่วงเดือนเม.ย.69 ที่มีการปรับเพิ่มขึ้นรวมแล้วเกือบลิตรละ 10 บาท

    กรณีที่ 1 ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีก 2 เดือน (เม.ย.-พ.ค.)

    – ราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากนั้น ลดลงเหลือราว 70 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ราคาดีเซลในประเทศ อยู่ที่ลิตรละ 44.24 บาท หลังจากนั้น ลดลงเหลือ 32.25 บาท/ลิตร

    – ค่าไฟฟ้า เดือนพ.ค.-ส.ค. หน่วยละ 3.95 บาท เดือน ก.ย.-ธ.ค. หน่วยละ 388 บาท

    – อาหารจานเดียว ราคาเพิ่มขึ้น 3%

    – อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 69 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 1.5 – 2.5% โดยไตรมาส 1 อยู่ที่ -0.54% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 3.67% ไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.24% ไตรมาส 4 อยู่ที่ 2.48%

    กรณีที่ 2 ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีก 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย.)

    – ราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากนั้น ลดลงเหลือราว 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ราคาดีเซลในประเทศ อยู่ที่ลิตรละ 44.24 บาท หลังจากนั้น ลดลงเหลือ 34 บาท/ลิตร

    – ค่าไฟฟ้า เดือนพ.ค.-ธ.ค. หน่วยละ 3.95 บาท

    – อาหารจานเดียว ราคาเพิ่มขึ้น 6%

    – อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 69 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 2.5 – 3.5% โดยไตรมาส 1 อยู่ที่ -0.54% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 5.78% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 3.85% ไตรมาส 4 อยู่ที่ 4.15%

    ทั้งนี้ หากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ประเมินว่าสินค้าที่มีแนวโน้มจะปรับราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ สินค้ากลุ่มเครื่องประกอบอาหาร, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์, สินค้ากลุ่มที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด และของใช้ส่วนบุคคล

    ขณะที่สินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่

    – วัสดุก่อสร้างที่ต้องใช้ความร้อนสูงในการผลิต เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง

    – วัสดุก่อสร้างที่ใช้ปิโตรเคมีเป็นส่วนประกอบในการผลิต เช่น ท่อ PVC, สีทาอาคาร, เคมีภัณฑ์

    – ยางมะตอย

    “คาดการณ์ความเป็นไปได้มากสุด จะอยู่ที่ฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อออกมาแตกต่างกันใน 2 scenario ขึ้นอยู่กับระดับราคาน้ำมัน และช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานเพียงใด…แต่ตอนี้เห็นชัดว่าราคาดีเซลช่วงไตรมาส 2 เริ่มต้นที่ลิตรละ 50 บาทแล้ว ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นฉากทัศน์ที่ 2 ส่วน GDP ยังต้องรอการประเมิน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ยังไม่ได้เห็นภาพตอนนี้ ซึ่งหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ดี ก็อาจจะไปตกอยู่ที่ฉากทัศน์ที่ 1 ก็ได้ ต้องรอดูสถานการณ์” นายนันทพงษ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kTY9JQAWyGRc1wRGYhGfT

  • อัปเดต ‘Green Skills’ รีเซ็ตสเปกแรงงานสายสิ่งแวดล้อม-ความยั่งยืน รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    อัปเดต ‘Green Skills’ รีเซ็ตสเปกแรงงานสายสิ่งแวดล้อม-ความยั่งยืน รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    Green Skills เมื่อ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่คือทักษะบังคับของแรงงาน

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวของไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกำหนด “ทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พ.ศ. 2569” โดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งไม่เพียงเป็นกรอบพัฒนาหลักสูตรการศึกษา แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงนโยบายว่า “ตลาดแรงงานไทยกำลังรีเซ็ต”

    ราชกิจจานุเบกษาประกาศทักษะใหม่สาย Sustainability ชี้องค์กรต้องการคนวิเคราะห์ ESG–คาร์บอนได้จริง เชื่อม SDGs และมาตรฐานโลก

    ราชกิจจานุเบกษาประกาศทักษะใหม่สาย Sustainability ชี้องค์กรต้องการคนวิเคราะห์ ESG–คาร์บอนได้จริง เชื่อม SDGs และมาตรฐานโลก

    ประกาศฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเร่งตัวของแนวทาง ESG ในภาคธุรกิจทั่วโลก ทำให้ “ทักษะด้านความยั่งยืน” กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป

    สำหรับ Skills ที่ถูกกล่าวถึงในประกาศฉบับนี้เกิดขึ้น ประกอบด้วย

    • ทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาอาหารแห่งอนาคต (Future Food)
    • กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environment and Sustainability)
    • กลุ่มสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and Artificial Intelligence)

    green-space-green-skills-thailand-royal-gazette-sustainability-workforce-update-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เปิด 2 สายงานหลัก ขุมกำลังใหม่ของเศรษฐกิจสีเขียว

    แกนสำคัญของประกาศ คือการกำหนด 2 บทบาทหลักในตลาดแรงงานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนความต้องการจริงของภาคธุรกิจ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainability Development Specialist)

    ทำหน้าที่วางกลยุทธ์ ESG เชื่อมโยงการดำเนินงานขององค์กรกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และผลกระทบทางสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า

    บทบาทนี้สะท้อนชัดว่า องค์กรไม่ได้ต้องการเพียง “คนทำรายงาน” แต่ต้องการ “นักวิเคราะห์ความยั่งยืน” ที่สามารถแปลงข้อมูลเป็นกลยุทธ์และการตัดสินใจเชิงธุรกิจ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Specialist)

    อีกหนึ่งตำแหน่งที่กำลังเป็นหัวใจขององค์กรยุค Net Zero ทำหน้าที่จัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วิเคราะห์ข้อมูล และเสนอแนวทางลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ

    ความรู้ด้านมาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol และกรอบความร่วมมือระดับโลกอย่าง Paris Agreement กลายเป็น “ภาษากลาง” ที่คนทำงานสายนี้ต้องเข้าใจ เพื่อเชื่อมองค์กรไทยเข้าสู่เวทีโลก

    จาก ESG สู่ “ทักษะทำงานจริง” โลกธุรกิจกำลังต้องการคนแบบใหม่

    สิ่งที่ประกาศนี้ทำให้เห็นชัด คือ ESG กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “แนวคิดเชิงนโยบาย” ไปสู่ “ทักษะเชิงปฏิบัติ” ที่ต้องใช้ในทุกวันของการทำงาน

    องค์กรในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงการรายงานผล แต่ต้องการคนที่สามารถ
วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ประเมินผลกระทบเชิงระบบ และออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างสมดุลระหว่างผลกำไรกับความยั่งยืน

    นั่นทำให้ทักษะอย่าง System Thinking, Critical Thinking และ Data Visualization ถูกยกระดับเป็น “ทักษะแกน” ของคนทำงานสายนี้

    green-space-green-skills-thailand-royal-gazette-sustainability-workforce-update-SPACEBAR-Photo02.jpg

    การศึกษาไทยกำลังถูก “รีดีไซน์” รับเศรษฐกิจสีเขียว

    ในเชิงโครงสร้าง ประกาศนี้มีนัยสำคัญต่อระบบการศึกษาไทยโดยตรง เพราะเป็นกรอบให้มหาวิทยาลัยปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกการทำงานจริง

    จากเดิมที่การเรียนด้านสิ่งแวดล้อมอาจเน้นเชิงทฤษฎี กำลังถูกปรับให้ตอบโจทย์ภาคธุรกิจมากขึ้น ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลคาร์บอน การใช้เครื่องมือดิจิทัล และการเข้าใจกลไกเศรษฐศาสตร์สีเขียว นี่คือการเชื่อม “ห้องเรียน” เข้ากับ “ตลาดแรงงาน” อย่างเป็นรูปธรรม

    บทวิเคราะห์: สัญญาณชัด ใครไม่มี Green Skills อาจหลุดจากเกม!

    เมื่อพิจารณาในภาพใหญ่ ประกาศฉบับนี้สะท้อนว่าทิศทางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนไปสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น และในบริบทของ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะด้าน Climate Action และ Sustainable Consumption การมี “ทักษะสีเขียว” ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการทำงานในอนาคต

    ท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าองค์กรจะปรับตัวอย่างไร แต่ทั้งรัฐและเราต้องกลับมามองว่า ...แรงงานไทยจะปรับตัวทันหรือไม่? ในโลกที่ความยั่งยืนกลายเป็นกติกาใหม่ของเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/green-space-green-skills-thailand-royal-gazette-sustainability-workforce-update&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13wHbPwTR1qOmHeV3aSZ-1

  • ครูเกษียณภาคอีสาน บุกจี้ สพป.ยโสธร เร่งแก้ปัญหาหนี้บำเหน็จ-ค้ำประกัน

    ครูเกษียณภาคอีสาน บุกจี้ สพป.ยโสธร เร่งแก้ปัญหาหนี้บำเหน็จ-ค้ำประกัน

    ภูมิภาค

    ครูเกษียณภาคอีสาน บุกจี้ สพป.ยโสธร เร่งแก้ปัญหาหนี้บำเหน็จ-ค้ำประกัน

    วันอังคาร ที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.40 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 7 เมษายน ที่ห้องประชุมโรงเรียนบ้านสำราญ ต.สำราญ อ.เมือง จ.ยโสธร นายสวัสดิ์ พรมโสภณ ประธานสมาพันธ์ข้าราชการบำนาญภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) พร้อมด้วยนายคำพันธ์ บุญยืด ประธานที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯประกอบด้วยข้าราชการครูบำนาญในจังหวัดยโสธรและจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก 20 จังหวัด กว่า 200 คน รวมตัวกันเข้าพบผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้บำเหน็จค้ำประกันเงินกู้  โดยมีนายชุมพล  ฝูงใหญ่ และนายยงยุทธ  สายสุด รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 (สพป.ยโสธร เขต 1) เจ้าหน้าที่การเงิน และคณะกรรมการสถานีแก้หนี้ เข้าร่วม

    การหารือครั้งนี้เพื่อเจรจาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการหักเงินบำเหน็จตกทอดเพื่อค้ำประกันหนี้ และขอให้เขตพื้นที่การศึกษาใช้บทบาทหน้าที่ในการพิจารณาช่วยเหลือครูบำนาญในกระบวนการปลดหนี้ โดยข้อเรียกร้องสำคัญของสมาพันธ์ฯ ได้แก่ การกำหนดลำดับการหักเงินชำระหนี้ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย เช่น ภาษี สวัสดิการภาครัฐ หนี้สหกรณ์ หนี้บำเหน็จค้ำประกัน และหนี้สถาบันการเงินอื่น ๆ พร้อมทั้งต้องคงเหลือรายได้สุทธิของผู้รับบำนาญไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 สำหรับข้าราชการคนใดมีเงินเดือนสุทธิเหลือน้อยกว่า 30 % เขตฯไม่ต้องหักเงินส่งให้บำเหน็จค้ำประกัน และสถาบันการเงินอื่น ๆ  ส่วนคนใดต้องการให้เขตฯหักให้สถาบันการเงินอื่นให้ไปบันทึกคำยินยอมที่เขตฯ เพื่อให้เขตดำเนินการให้ และขอให้เขตฯปฏิบัติหน้าที่ในการเป็นศูนย์แก้หนี้ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง ต้องดำเนินการช่วยเหลือข้าราชการโดยเร็วทุกรายที่มาขอความช่วยเหลือ และต้องอำนวยความสะดวกช่วยเหลือทุกเรื่องที่สามารถทำได้และถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งหรือนัดไปเรื่อย ๆ  หากไม่ช่วยเหลือโดยเร็ว ถือว่าละเวันการปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดทั้งทางวินัยและอาญา ทางสมาพันธ์ ฯ มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายกับเขตฯทันที เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อไป 

    ซึ่งผลการหารือสรุปได้ว่าทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ยินดีที่จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือและทำตามข้อเรียกร้องของทางสมาพันธ์ฯทั้ง 2 ข้อเรียกร้อง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/471988&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v8q4OaWjKjFXK5hZbNoQC

  • เปิดนโยบาย รัฐบาลอนุทิน2 โยกงบรับสถานการณ์ฉุกเฉิน วิกฤตพลังงาน

    เปิดนโยบาย รัฐบาลอนุทิน2 โยกงบรับสถานการณ์ฉุกเฉิน วิกฤตพลังงาน

    Loading…

    เปิดนโยบาย รัฐบาลอนุทิน2 โยกงบรับสถานการณ์ฉุกเฉิน วิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/education-46&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fVcWe_WzWMhr0syS-iIsy

  • “อนุทิน” แบ่งงาน 7 รองนายกฯ “พิพัฒน์” คุมคมนาคม- ดีอี – “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

    “อนุทิน” แบ่งงาน 7 รองนายกฯ “พิพัฒน์” คุมคมนาคม- ดีอี – “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

    เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 มอบหมายอำนาจหน้าที่ในการกำกับบริหารราชการ และปฏิบัติราชการแทนในหน่วยงานต่าง ๆ ให้แก่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดการแบ่งงานที่สำคัญดังนี้

    1.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม กำกับดูแล กระทรวงคมนาคม, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    2.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ดูแล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา), กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงสาธารณสุข, รวมถึงสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สทช.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

    3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงพลังงาน, สำนักงบประมาณ (บางส่วน), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

    4.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สนช.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

    5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ดูแลด้านเศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกรรม ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการท่องเที่ยว), กระทรวงวัฒนธรรม, กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

    6.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านกฎหมายและระบบราชการ เช่น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.), สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา, กำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ และการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

    7.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำกับดูแลด้านสังคมและทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง, สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

    ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 4 รายชื่อ ประกอบด้วย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี สั่งและปฏิบัติราชการแทนในกรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ดูแลองค์การมหาชน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) , สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รับผิดชอบสำนักงบประมาณ (บางส่วน), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และหน่วยงานด้านดิจิทัล/ไซเบอร์ ได้แก่ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สกมช.)

    นางสุขสมรวย วันทนียกุล ดูแลสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.), สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

    อ่านข่าว :

    “อิหร่าน” ตอบรับข้อตกลงหยุดยิง พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ 2 สัปดาห์

    “ทรัมป์” ตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ตั้งเงื่อนไข “อิหร่าน” ต้องเปิดฮอร์มุซ ทันที

    ยิงใกล้สถานกงสุลอิสราเอลในนครอิสตันบูล เสียชีวิต 1 เจ็บ 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504390&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fgTFJB1nIvYmfdDkW9xiD

  • การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญจักรพรรดิมาลา ประจำปี 2569 (เพิ่มเติม)

    การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญจักรพรรดิมาลา ประจำปี 2569 (เพิ่มเติม)

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93266&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hsI-xkFvjQB1sax8lZ8Us

  • สวนแก้วอ่วม! แบกค่าใช้จ่ายเดือนละ 8 ล้าน ‘พระพยอม’ ประกาศเบรกรับคนเพิ่ม พม. รุดช่วยพยุง” | เดลินิวส์

    สวนแก้วอ่วม! แบกค่าใช้จ่ายเดือนละ 8 ล้าน ‘พระพยอม’ ประกาศเบรกรับคนเพิ่ม พม. รุดช่วยพยุง” | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่วัดสวนแก้ว อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กรมกิจการเด็กและเยาวชน และทีมงาน ลงพื้นที่เข้าพบพระพยอม กัลยาโณ ภายหลังมีกระแสข่าวว่าวัดสวนแก้วประสบปัญหาด้านค่าใช้จ่าย จนอาจต้องยุติหรือชะลอบทบาทการช่วยเหลือผู้ตกงาน คนชรา คนพิการ รวมถึงเด็กที่ประสบปัญหาทางสังคม

    นางวาริน เปิดเผยว่า ภายหลังหน่วยงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทราบข่าวจากสื่อมวลชน จึงลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกับพระพยอม โดยพบว่าปัจจุบันวัดสวนแก้วยังสามารถดูแลผู้ที่พักอาศัยภายในวัดได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากยังมีผู้ประสบปัญหาทางสังคมเข้ามาขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมในลักษณะ Walk-in ทางหลวงพ่ออาจจำเป็นต้องชะลอการรับไว้ก่อน เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น

    ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น อดีตผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วแต่ไม่มีที่พักอาศัย หากทางวัดประสงค์จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ทาง พม. พร้อมให้การสนับสนุนด้านที่พักชั่วคราวแก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคม ขณะเดียวกัน ในส่วนของเด็กที่มีปัญหาครอบครัวหรือผู้ปกครองไม่สามารถดูแลได้ หน่วยงานก็สามารถเข้ามาดูแลและให้ความช่วยเหลือได้เช่นกัน

    สำหรับเด็กที่อยู่ในความดูแลของวัดสวนแก้ว ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนจากต่างจังหวัดที่เข้ามาขอทุนการศึกษา พร้อมทั้งทำงานภายในวัดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว โดยรายได้ที่ได้รับจะนำไปเป็นทุนการศึกษาและใช้จ่ายในการเรียนต่อ ซึ่งพระพยอมได้ให้การสนับสนุนเด็กกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปิดภาคเรียน

    นางวาริน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ค่าครองชีพสูงขึ้น และมีผู้ตกงานเพิ่มมากขึ้น จึงอยากฝากถึงทุกครอบครัวให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้ประชาชนสามารถประหยัดและอดออมได้จริง โดยใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ บริโภคเท่าที่มี และปลูกพืชผักไว้รับประทานภายในครัวเรือน

    ด้านพระพยอม กัลยาโณ กล่าวว่า ในช่วงนี้ทางวัดอาจจำเป็นต้องงดรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราว เนื่องจากค่าใช้จ่ายของวัดสูงถึงเดือนละประมาณ 7–8 ล้านบาท หากยังรับเพิ่มโดยที่รายได้ไม่เพิ่มตาม อาจส่งผลกระทบต่อการดูแลผู้ที่อยู่ภายในวัดในปัจจุบัน และหากรับมาแล้วไม่สามารถดูแลได้อย่างเหมาะสมก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น

    พระพยอม กล่าวเพิ่มเติมว่า หากสถานการณ์ดีขึ้นในอนาคต วัดก็พร้อมกลับมารับผู้เดือดร้อนเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยย้ำว่าไม่ใช่การเห็นแก่ตัวหรือขาดเมตตา แต่การช่วยเหลือต้องมีทั้งเมตตาและปัญญาควบคู่กัน จึงจำเป็นต้องประคับประคองผู้ที่อยู่ในความดูแลในปัจจุบันให้สามารถอยู่รอดได้ก่อน

    นอกจากนี้ พระพยอมยังกล่าวด้วยว่า หลังจากข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป เมื่อวานนี้มีผู้มีจิตศรัทธานำน้ำมันจำนวน 200 ลิตร มาถวายให้กับทางวัด เนื่องจากก่อนหน้านี้วัดประสบปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ไม่สามารถออกบิณฑบาตในระยะไกลได้เหมือนเดิม จึงขอขอบคุณญาติโยมและสื่อมวลชนที่ช่วยนำเสนอข่าว รวมทั้งหน่วยงาน พม.จังหวัดนนทบุรี ที่เข้ามารับฟังปัญหาและให้กำลังใจ

    ทั้งนี้ พระพยอมยังได้ให้เด็ก ๆ ที่อยู่ในความดูแลของวัดเข้าพบเจ้าหน้าที่ พม.จังหวัดนนทบุรี เพื่อพูดคุยและประเมินแนวทางการช่วยเหลือ โดยระบุว่า หากวัดยังเปิดรับผู้เดือดร้อนต่อไป จำนวนเด็กอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3 เท่า หรือราว 500 คน ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านทุนการศึกษาของเด็กอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาทต่อปี และค่าใช้จ่ายเฉพาะเด็กในความดูแลอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายของเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

    อย่างไรก็ตาม พระพยอมยืนยันว่า แม้จะต้องชะลอการรับผู้เดือดร้อนเพิ่มเติม แต่ทางวัดยังคงมีเมตตาและไม่ทอดทิ้งญาติโยม พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานและผู้มีจิตศรัทธาที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือวัดสวนแก้วในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5760702/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bVCnM4Lyua2VbEcYw7nTe

  • อนุทิน แบ่งงานรองนายกฯ พิพัฒน์ คุมดีอี เอกนิติ ดูพลังงาน ศุภจี ลุยท่องเที่ยว

    อนุทิน แบ่งงานรองนายกฯ พิพัฒน์ คุมดีอี เอกนิติ ดูพลังงาน ศุภจี ลุยท่องเที่ยว

    วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.35 น.

    เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่องมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีประจำสำนักปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

    1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกฯ ดังนี้ กระทรวงคมนาคม,กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ ดังนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

    พิพัฒน์ รัชกิจประการ

    2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา) ,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข และมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการ ดังนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ,สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ,สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(องค์การมหาชน)

    ทรงศักดิ์ ทองศรี

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการคลังกระทรวงพลังงาน, สำนักงบประมาม (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมตรี
    ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) นอกจากนี้มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสังและปฏิบัติราชการ ดังนี้  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ,สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    แฟ้มภาพ

    4. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการต่างประเทศ และมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการ ดังนี้สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ,ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

    สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

    แฟ้มภาพ

    5. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี  มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารบริหาชการแทนนายกรัฐมมครี ดังนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการที่ยว) ,กระทรวงพาณิชย์,กระทรวงวัฒนธรรม ,กระทรวงอุตสาหกรรม,กรมประชาสัมพันธ์ ,สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    แฟ้มภาพ

    6. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ ,สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี,สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา,สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน,สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ,สำนักงามราชบัณฑิตยสภา (รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา) รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการ
    ปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ รวมถึงการกำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ การขอพระราชทานอภัยโทษ ,การขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

    ปกรณ์ นิลประพันธ์

    แฟ้มภาพ

    7. นายยศชนั้น วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ,กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,กระทรวงแรงงาน,กระทรวงศึกษาธิการ  รวมถึงมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสังและปฏิบัติราชการ ดังนี้  สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง และกำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน),สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

    ยศชนั้น วงศ์สวัสดิ์

    แฟ้มภาพ

    8. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้กรมประชาสัมพันธ์ ,สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

    ศุภมาส อิศรภักดี

    9. นายนกินทร ศรีสรรพางค์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน),สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชบ),องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ,สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแทนนายกรัฐมนตรี

    นกินทร ศรีสรรพางค์

    10. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนทนายกรัฐมนตรี ดังนี้สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ),สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ  รวมถึงมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน),สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

    ภราดร ปริศนานันทกุล

    11. นางสุขสมรวย วันหนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน),สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ  ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 7 เม.ย.2569

    สุขสมรวย วันหนียกุล

    อนุทิน

    อนุทิน

    อนุทิน

    อนุทิน

    อนุทิน

    อนุทิน

    อนุทิน

    ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก พิพัฒน์ รัชกิจประการ Phiphat Ratchakitprakarn, เฟซบุ๊กทรงศักดิ์ ทองศรี fanpage, เฟซบุ๊ก ศุภมาส อิศรภักดี, เฟซบุ๊ก นภินทร ศรีสรรพางค์ Napintorn Srisunpang, เฟซบุ๊ก ภราดร ปริศนานันทกุล, เฟซบุ๊ก รวย สุขสมรวย วันทนียกุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957442&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2frSBHWF8cykeTybXK5zbu

  • สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันร่วงหลังข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน

    สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันร่วงหลังข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน

    ตลาดการเงินโลกเผชินความผันผวนอย่างรุนแรงจากสงครามตะวันออกกลาง โดยตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ขณะราคาน้ำมันดิ่งลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์กับอิหร่าน โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางในการเจรจา

    ตลาดหุ้นเอเชียพุ่งขึ้น น้ำมันร่วงหนัก

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันพุธ ภายหลังการประกาศข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent ร่วงลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    อิหร่านรับประกันความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ

    รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านระบุว่าภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับการรับรอง Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า การขนส่งจะเป็นไปได้ผ่านการประสานงานกับกองทัพอิหร่านและคำนึงถึงข้อจำกัดทางเทคนิค

    มาดากัสการ์ประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน

    มาดากัสการ์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติเป็นเวลา 2 สัปดาห์ อ้างว่าการหยุดชะงักของการจัดหาเนื่องจากสงครามตะวันออกกลางก่อให้เกิดวิกฤต เกาะในมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้เป็นผู้นำเข้าเชื้อเพลิงสุทธิ โดยส่วนใหญ่มาจากโอมาน ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ

    การโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญ

    การโจมตีในช่วงกลางคืนที่ซาอุดีอาระเบียส่งผลกระทบต่อโรงงานปิโตรเคมีในเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในเมืองจูเบลทางตะวันออก ตามที่พยานที่ขอไม่เปิดเผยชื่อเล่าให้ AFP ฟัง จูเบลเป็นที่ตั้งของหนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งผลิตเหล็กกล้า น้ำมันเบนซิน ปิโตรเคมี น้ำมันหล่อลื่น และปุ๋ยเคมี

    ท่าเรือหลักของบาห์เรนจะระงับการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงเช้าวันพุธ ซึ่งตรงกับกำหนดเวลาของสหรัฐที่ให้อิหร่านตกลงข้อตกลงหรือเผชิญการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน APM Terminals Bahrain ผู้ดำเนินการท่าเรือแจ้ง AFP ว่าการดำเนินงานในท่าเรือคาลิฟา บิน ซัลมานจะถูกระงับชั่วคราวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/middle-east-war-global-economic-impact-oil-price-drop-us-iran-ceasefire&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17Ly97yqaAM8wFxDFvrF7v

  • เป็นข่าวดีสุดๆ ‘กอบศักดิ์’ ชี้ สหรัฐหยุดยิง 2 สัปดาห์ ช่วยลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกได้มาก

    เป็นข่าวดีสุดๆ ‘กอบศักดิ์’ ชี้ สหรัฐหยุดยิง 2 สัปดาห์ ช่วยลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกได้มาก

    8 เม.ย. 2569 – ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเลื่อนการโจมตีอิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

    หยุดยิง 2 สัปดาห์ !!!

    เปิดช่องแคบ Hormuz ทันที

    ให้ทุกอย่างออกมาได้

    ตามข้อเสนอของนายกฯ ปากีสถาน

    ที่เสนอ 2 ชั่วโมงก่อนเส้นตาย

    นับเป็นเรื่องที่น่าดีใจ … อย่างน้อยในช่วงสั้นๆ

    ที่ทุกประเทศจะได้เอาเรือต่างๆ ที่ติดอยู่

    พร้อมสินค้าต่างๆ

    ออกมาทันทีเช่นกัน

    นับเป็นการปล่อยตัวประกัน ที่ถูกขังไว้กว่า 1 เดือน

    ต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจของตนเอง

    เป็นข่าวดีสุดๆ อย่างยิ่งเช้านี้

    ที่ท่าน President Trump และอิหร่านยอมรั้งม้าที่ริมผา

    ช่วยตนเอง

    ช่วยชีวิตทุกคนไว้

    ช่วยเรือเหล่านี้ให้หลุดรอด

    ไม่ต้องเป็นเหยื่อของสงคราม

    ช่วยลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกไปได้มาก !!!

    ท่าน President Trump บอกว่า

    Based on conversations with Prime Minister Shehbaz Sharif and Field Marshal Asim Munir, of Pakistan, and wherein they requested that I hold off the destructive force being sent tonight to Iran, and subject to the Islamic Republic of Iran agreeing to the COMPLETE, IMMEDIATE, and SAFE OPENING of the Strait of Hormuz, I agree to suspend the bombing and attack of Iran for a period of two weeks. This will be a double sided CEASEFIRE! The reason for doing so is that we have already met and exceeded all Military objectives, and are very far along with a definitive Agreement concerning Longterm PEACE with Iran, and PEACE in the Middle East. We received a 10 point proposal from Iran, and believe it is a workable basis on which to negotiate. Almost all of the various points of past contention have been agreed to between the United States and Iran, but a two week period will allow the Agreement to be finalized and consummated. On behalf of the United States of America, as President, and also representing the Countries of the Middle East, it is an Honor to have this Longterm problem close to resolution. Thank you for your attention to this matter!

    จากการหารือโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif และจอมพล Asim Munir แห่งปากีสถาน ซึ่งทั้งสองได้ร้องขอให้ “ชะลอ” การทำลายล้างอิหร่านในคืนนี้ โดยตกลงในเงื่อนไขว่า Iran จะต้องเปิดช่องแคบ Strait of Hormuz อย่าง “สมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย”

    สหรัฐตกลงที่จะ “ระงับ” การทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่าน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์

    นี่คือ “CEASEFIRE แบบสองฝ่าย” — ดีลใหญ่!

    เหตุผลง่ายมาก: เราได้ “บรรลุ” และ “เกินกว่า” เป้าหมายทางทหารทั้งหมดไปแล้ว อย่างขาดลอย

    และตอนนี้ มีความก้าวหน้าอย่างมาก ในข้อตกลงสันติภาพระยะยาวกับอิหร่าน — และสันติภาพของตะวันออกกลางโดยรวม

    ทั้งนี้ เราได้รับ “ข้อเสนอ 10 ข้อ” จากอิหร่าน — และเชื่อว่าเป็นพื้นฐานที่ “ใช้ได้จริง” สำหรับการเจรจา

    แทบทุกประเด็นขัดแย้งหลักในอดีต ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน — ได้ “ตกลงกันได้แล้ว” เกือบทั้งหมด โดยช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้ จะทำให้เราสามารถ “ปิดดีล” ที่เหลือให้เสร็จสมบูรณ์ได้

    ในนามของประธานาธิบดีสหรัฐ และในนามของประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง — ถือเป็น “เกียรติอย่างยิ่ง” ที่กำลังจะทำให้ปัญหาระยะยาวนี้ “จบลง”

    ขอบคุณสำหรับความสนใจของท่านในเรื่องนี้!

    ถอนใจ (ด้วยความดีใจ)

    ขอให้สำเร็จ

    ขอให้อิหร่านและอิสราเอลยืนยันเช่นกัน

    เพราะเส้นทางที่ตั้งใจกันไว้

    มันเป็นเส้นทางอันตราย ที่ล่อแหลมกับทุกๆ คน

    จะนำไปสู่หลายๆ อย่างที่ทุกคนไม่ได้คาดไว้

    การจะยุติความขัดแย้ง

    ปกติเริ่มจาก “การยอมถอยคนละก้าว”

    ซึ่งวันนี้ นับเป็นก้าวแรก

    หวังว่า จะมีอีกหลายก้าว

    ที่จะช่วยโลกให้ถอยออกมาจากริมหน้าผา

    หวังว่า … จะไปได้ตลอดรอดฝั่ง

    ไม่มีอุบัติเหตุใดๆ ในช่วงนี้

    ขอเป็นกำลังใจให้ครับ 

    #Trump #IranWar

    ปล. สำหรับไทย บริษัทไทย

    นี่คือโอกาสเก็บวัตถุดิบทุกอย่างตุนไว้

    เผื่อว่าสถานการณ์จะลุกลามพลิกผันอีกรอบ

    ท่องเอาไว้ …

    Hope for the Best and Prepare for the Worst !!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/976887/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G6nHNXaWMiOQkAHTB84Oa