Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “การศึกษาต้องมาก่อน!” “ครูเสริฐ” งัดมาตรการด่วนช่วยผู้ปกครองสู้ค่าครองชีพ สั่งโรงเรียนผ่อนปรนกฎระเบียบ ลดค่าใช้จ่ายทันที เตรียมแถลงนโยบายใหญ่ 20 เม.ย. นี้

    “การศึกษาต้องมาก่อน!” “ครูเสริฐ” งัดมาตรการด่วนช่วยผู้ปกครองสู้ค่าครองชีพ สั่งโรงเรียนผ่อนปรนกฎระเบียบ ลดค่าใช้จ่ายทันที เตรียมแถลงนโยบายใหญ่ 20 เม.ย. นี้

    กรุงเทพฯ, วันที่ 10 เม.ย. – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)กล่าวภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า ศธ. พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อน “วาระเร่งด่วนที่สุด” เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ปกครองในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน โดยประกาศ 3 มาตรการสำคัญเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและทลายกำแพงข้อจำกัด มุ่งเป้าให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องและต้องไม่มีอุปสรรคทางการเงินมาขวางกั้น

    นายประเสริฐ กล่าวว่า กฎระเบียบเรื่องเครื่องแต่งกายหรือค่าใช้จ่ายแฝง จะต้องไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงได้ออก “ข้อสั่งการแรก” ที่มุ่งเน้นการลดภาระผู้ปกครองอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ทันที โดยแบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. ปลดล็อกระเบียบสถานศึกษาที่ไม่จำเป็น หั่นค่าใช้จ่ายทันที ขอความร่วมมือสถานศึกษาทั่วประเทศพิจารณาลดค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมอนุโลมให้ผ่อนผันการชำระเงินได้ นอกจากนี้ ยังปรับลดข้อบังคับด้านเครื่องแต่งกายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อลดการซื้อใหม่ให้มากที่สุด

    ประกอบไปด้วย ชุดนักเรียน อนุโลมให้ใส่ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันใส่ชุดพละหรือชุดไปรเวทสุภาพ, ชุดลูกเสือ-เนตรนารี อนุโลมให้ใส่เพียง “ผ้าผูกคอและหมวก” ร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้, กระเป๋าและรองเท้า ไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราโรงเรียน แต่สุภาพ สามารถใช้ของเดิมหรือแบบใดก็ได้ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน, การปักเสื้อนักเรียน ปักเพียงอักษรย่อโรงเรียน มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียน สามารถออกแบบกิจกรรมและออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อย่างอิสระ โดยยึดประโยชน์ของนักเรียนเป็นที่ตั้ง

    รมว.ศธ. กล่าวว่า 2. จัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เข้ามาดูแลการจัดหาหนังสือ แบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียน นำมาจัดจำหน่ายใน “ราคาควบคุม” โดยเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นต่อการเรียนรู้จริง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองให้ตรงจุด และ 3. บูรณาการข้ามกระทรวง แก้วิกฤตค่าครองชีพระดับมหภาค ศธ. เร่งประสานงานทำงานร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานรัฐอื่น ๆ อาทิ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันออกแบบมาตรการลดค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมด้านอื่น ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือกระจายไปถึงมือทุกครอบครัวอย่างแท้จริง

    “สำหรับผมและกระทรวงศึกษาธิการ มีจุดยืนที่ชัดเจนว่า ‘การเข้าถึงการศึกษาของเด็กไทย ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด’ กฎระเบียบต่างๆ ต้องไม่เป็นกำแพงขัดขวางการมาโรงเรียน ข้อสั่งการทั้งหมดนี้เป็นเพียงก้าวแรก ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าเราเข้าใจสถานการณ์ที่ท่านกำลังเผชิญ และจะทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นลมใต้ปีก พยุงทุกครอบครัวให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายประเสริฐ กล่าวย้ำ

    ทั้งนี้ รมว.ศธ. เตรียมกำหนดการแถลงนโยบายฉบับเต็ม เพื่อประกาศทิศทางและแนวทางการขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในวันที่ 20 เมษายน ที่จะถึงนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/289269&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xmJa5kt9ZZkqV3YHroFRf

  • ‘อัครนันท์’ แจง ปมดึง ‘ครูจวง’ ร่วมทีม ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง

    ‘อัครนันท์’ แจง ปมดึง ‘ครูจวง’ ร่วมทีม ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง

    อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวดึงปารมี ไวจงเจริญ หรือครูจวง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เข้ามาเป็นทีมงานของตัวเอง ว่า ตนเองสนิทกับปารมี มา 10 กว่าปีแล้ว ก่อนมาเล่นการเมือง ซึ่งก่อนที่จะชวนมาทำงานร่วมกันก็ทราบว่า ปารมีไม่ได้เป็น สส.แล้ว เมื่อตนเองได้พูดคุยกับปารมี ทราบว่าปารมีจะกลับไปเป็นติวเตอร์ จึงชวนมาทำงานร่วมกัน ไม่ได้มีประเด็นอะไรมาก  

    ส่วนปารมีจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือไม่ อัครนันท์ กล่าวว่า ไม่มี ด้วยความสนิทสนม เมื่อตนเองมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อยากพัฒนาการศึกษา จึงอยากได้คนแบบปารมีมาทำงาน ชวนให้มาช่วยงานไม่ได้ชวนมาสังกัดพรรคเพื่อไทย เรื่องพรรคการเมืองก็ว่ากันไป แต่ละพรรคไม่เหมือนกัน คิดว่าปารมีมีคุณค่าในการทำงานร่วมกันในด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่มีอะไรมาก  

    สำหรับกรณีที่ปารมี ยังเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนอยู่นั้น เรื่องนี้ตนเองไม่ได้พูดคุย เพราะชวนกันแบบพี่น้องให้มาทำงานร่วมกัน แต่ในเรื่องพรรคการเมืองต้องให้ปารมีไปเคลียร์ในส่วนนั้น  

    ส่วนได้มีการพูดคุยหรือไม่ว่าในอนาคตข้างหน้าปารมีจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย อัครนันท์ กล่าวว่า ไม่เคยพูดเรื่องการเมืองใดๆ ไม่เคยพูดว่าจะต้องมาอยู่พรรคเพื่อไทยเพราะอย่างที่บอกพวกเราเป็นนักการเมืองมีหัวโขนของทุกคน ไม่รู้ว่าเราจะอยู่กี่เดือนกี่ปี พอเรามาทำงานตรงนี้เราอยากทำให้มันดี และอยากได้คนเก่งมาร่วมงานกัน สักพักจะมีคนเก่งๆ ที่ไม่ใช่นักการเมือง  

    ผมมองว่า หากมองแต่เรื่องพรรคการเมือง ประเทศไทยก็ไม่ก้าวหน้า สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้คนเก่งๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าพรรคการเมือง หากมองแต่พรรคการเมืองก็จะไม่ได้คนเก่งๆ มีความคิดเหมือนเรามาทำงานด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดถึงพรรคการเมือง

    — อัครนันท์ กล่าว  

    เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะไม่เกิดดราม่าจากพรรคประชาชนอีกใช่หรือไม่ อัครนันท์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าตนเองและเพื่อนๆ พี่ๆ ในพรรคประชาชนก็สนิทกันหลายคน วันนี้ก็จะไปทานข้าวกับกรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ถ้าวันนี้มองแต่ว่า มีเเนวคิดที่ไม่เหมือนกัน แล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/education-people-party-11apr26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xkkpp3qh4cqVGEV5vMrUP

  • ส่องโปรไฟล์ ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้นำกัมพูชา “ฮุน จันปัญญาบุต” ฉลองจบโรงเรียนทหารชั้นนำอังกฤษ

    ส่องโปรไฟล์ ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้นำกัมพูชา “ฮุน จันปัญญาบุต” ฉลองจบโรงเรียนทหารชั้นนำอังกฤษ

    ส่องโปรไฟล์ ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้นำกัมพูชา “ฮุน จันปัญญาบุต” ฉลองจบโรงเรียนทหารชั้นนำอังกฤษ ถือเป็นชาวกัมพูชา คนที่ 2 แสดงถึงความแน่นแฟ้น

    วันนี้ 10 เม.ย.69 ฮุน มานี ทายาทของอดีตผู้นำกัมพูชา โพสต์ไว้ในเพจส่วนตัวว่า “พ่อภูมิใจในตัวลูกมาก… หลังจากที่ลูกผ่านอะไรมามากมาย ความสำเร็จในวันนี้จะเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า และพ่อก็ไม่สงสัยเลยว่าลูกจะประสบความสำเร็จ พ่อผู้ภาคภูมิใจและรักลูกมาก” นักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ (Royal Military Academy Sandhurst – RMAS) ประเทศอังกฤษ

    โดยในภาพได้โพสต์กับลูกชายที่สำเร็จการศึกษา มีคนเข้ามาถูกใจกว่า 6.3 พันคน ขณะเดียวกันเพจสถานทูตกัมพูชา ในประเทศอังกฤษ ก็ได้โพสต์แสดงความยินดีเช่นกัน

    พิธีสำเร็จการศึกษาหลักสูตรนายร้อยทหาร ของ โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ (Royal Military Academy Sandhurst – RMAS) ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสถาบันฝึกสอนทหารบกที่มีชื่อเสียงระดับโลก

    ฮุน จันปัญญาบุต (Hun Chan Panhaboth) สำเร็จการศึกษา ณ สถาบันนายร้อยแซนด์เฮิสต์ ท่ามกลางบรรยากาศอันทรงเกียรติ ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของทายาทผู้นำกัมพูชาได้ถูกจารึกขึ้น

    เมื่อ ฮุน จันปัญญาบุต (Hun Chan Panhaboth) บุตรชายของนายฮุน มานี รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และหลานปู่ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้เข้าพิธีสวนสนามสำเร็จการศึกษา อย่างเป็นทางการ

    เส้นทางผู้นำในสถาบันระดับโลก

    การสำเร็จการศึกษาจากแซนด์เฮิสต์ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเป็นที่บ่มเพาะผู้นำระดับโลกมามากมาย เป็นก้าวย่างสำคัญที่สะท้อนถึงระเบียบวินัย และความมุ่งมั่นตามแบบฉบับทายาทตระกูลฮุน

    ในวันแห่งความสำเร็จนี้ ทูตทหารสหราชอาณาจักรประจำกัมพูชา ได้เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีในพิธีสวนสนาม พร้อมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในขณะที่นักเรียนนายร้อยฮุนเข้ารับมอบ “เหรียญแซนด์เฮิสต์” (Sandhurst Medal) เพื่อเป็นเครื่องหมายยืนยันถึงการผ่านหลักสูตรอย่างสมบูรณ์

    ฮุน จันปัญญาบุต เป็นชาวกัมพูชาคนที่ 2 สำเร็จการศึกษาจากสถาบันทหารชั้นนำของอังกฤษ ต่อจากสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างกัมพูชาและสหราชอาณาจักรที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งสู่การยกระดับกองทัพกัมพูชาให้มีความเป็นมืออาชีพตามมาตรฐานสากลในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2926063&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DDjlEcccwpK0gB872RwzU

  • รมช.ศธ. ดึง ‘ครูจวง’ นั่งที่ปรึกษาฯ ชูวิสัยทัศน์ก้าวข้ามขั้วการเมือง มุ่งดึงคนเก่งร่วมพัฒนาการศึกษาชาติ

    รมช.ศธ. ดึง ‘ครูจวง’ นั่งที่ปรึกษาฯ ชูวิสัยทัศน์ก้าวข้ามขั้วการเมือง มุ่งดึงคนเก่งร่วมพัฒนาการศึกษาชาติ

    วันนี้ (11 เมษายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีการเชิญ ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน เข้าร่วมงานในกระทรวงศึกษาธิการ

    โดยระบุว่า ตนและปารมีมีความสนิทสนมและรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมานานกว่า 10 ปี ซึ่งการทาบทามครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทราบว่าปารมีไม่ได้ดำรงตำแหน่ง สส. ในสมัยปัจจุบัน และเตรียมตัวจะกลับไปประกอบวิชาชีพครูตามเดิม

    อัครนันท์ เน้นย้ำว่า การเชิญปารมีมาร่วมงานมีเป้าหมายหลักเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษาของชาติเป็นสำคัญ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีวิสัยทัศน์ตรงสายงานเข้ามาช่วยขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งปารมีถือเป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญและให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการศึกษามาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่ยังทำงานร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน อีกทั้งยังมีผลงานการนำเสนอและแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม จึงมั่นใจว่าจะได้บุคลากรที่ปฏิบัติงานได้ตรงจุดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    สำหรับการวางตัวในตำแหน่งการทำงานนั้น รมช.ศธ. เปิดเผยว่า ได้กำหนดให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมยืนยันว่าการทาบทามครั้งนี้เป็นไปเพื่อการทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มีเงื่อนไขผูกมัดทางการเมือง หรือการชักชวนให้ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด

    นอกจากนี้ อัครนันท์ ยังได้แสดงจุดยืนในการเปิดกว้างรับบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคส่วนในอนาคต โดยไม่นำเงื่อนไขหรืออุดมการณ์ทางการเมืองมาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยระบุว่า หากประเทศชาติติดอยู่กับข้อจำกัดเรื่องการสังกัดพรรคการเมือง การพัฒนาประเทศก็จะไม่สามารถก้าวหน้าได้ การมองข้ามเรื่องพรรคสังกัดจะทำให้ภาครัฐสามารถดึงคนเก่งๆ ที่แม้อาจจะไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน มาร่วมกันทำงานเพื่อชาติได้

    ในตอนท้าย อัครนันท์ ยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อสมาชิกพรรคประชาชนอีกหลายท่าน โดยเปิดเผยว่าในวันนี้มีกำหนดการร่วมรับประทานอาหารกับ กรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน พร้อมทิ้งท้ายถึงแนวคิดการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยว่า หากวันนี้เรามองแต่ว่าผู้ที่มีแนวคิดไม่เหมือนกันจะคบกันไม่ได้ เราก็คงไม่สามารถคบใครได้อีกเลย

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/moe-advisor-cross-politics/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T3k5uoNg1lVGmLxHlBJRW

  • อัครนันท์แจงดึงครูจวงอดีตสส.พรรคประชาชนช่วยงานศึกษาเน้นคนเก่งพัฒนาชาติ

    อัครนันท์แจงดึงครูจวงอดีตสส.พรรคประชาชนช่วยงานศึกษาเน้นคนเก่งพัฒนาชาติ

    อัครนันท์แจงดึงครูจวงอดีตสส.พรรคประชาชนช่วยงานศึกษาเน้นคนเก่งพัฒนาชาติ

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ชี้แจงกรณีดึงนายปารมี ไวจงเจริญ หรือ “ครูจวง” อดีต สส. พรรคประชาชน เข้ามาช่วยงานด้านการศึกษา โดยระบุว่าต้องการมือทำงานและคนเก่งมาช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย ซึ่งครูจวงถือเป็นผู้ที่มีคุณค่าในการทำงานร่วมกันอย่างมาก ประกอบกับมีความสนิทสนมกันมายาวนานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง จึงได้ชักชวนกันแบบพี่น้องให้มาร่วมงานในจังหวะที่เหมาะสมหลังจากทราบว่าครูจวงไม่ได้เป็น สส. แล้วและกำลังจะกลับไปทำงานเป็นติวเตอร์

    นายอัครนันท์ เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ในการเลือกคนเก่งมาทำงานว่ามีความสำคัญมากกว่าเรื่องสังกัดพรรคการเมือง เพราะหากยึดติดแต่เรื่องพรรคจะทำให้ประเทศไทยไม่ก้าวหน้าและพลาดโอกาสได้คนที่มีความคิดเหมือนกันมาร่วมงานกัน

    รมช.ศึกษาธิการ ยืนยันว่าการชวนครั้งนี้คือการมาช่วยงานด้านการศึกษาโดยตรง ไม่ใช่การชวนมาสังกัดพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด และไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการเมืองหรือการย้ายพรรค โดยมองว่าการมีแนวคิดทางการเมืองที่ต่างกันก็ยังสามารถเป็นเพื่อนและทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศได้

    รมช.ศึกษาธิการ เห็นว่าตำแหน่งทางการเมืองเปรียบเสมือนหัวโขนที่เป็นเรื่องชั่วคราว จึงต้องการใช้เวลาในช่วงที่ดำรงตำแหน่งทำให้ดีที่สุดด้วยการดึงคนที่มีศักยภาพเข้ามาเสริมทีม ซึ่งในอนาคตอาจจะมีคนเก่งที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้ามาช่วยงานเพิ่มเติมอีก

    นายอัครนันท์ย้ำว่าการทำงานพัฒนาด้านศึกษาต้องการคนที่มีความสามารถเฉพาะด้าน และเห็นว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้นแยกออกจากเรื่องพรรคการเมืองได้อย่างชัดเจน เพื่อให้เป้าหมายในการยกระดับการศึกษาของชาติประสบความสำเร็จสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740817&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36okjpwvzYN-BG4VLsd3KC

  • ธนาคารโลกเตือน สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นลูกโซ่ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกเตือน สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นลูกโซ่ : อินโฟเควสท์

    อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลกกล่าวเมื่อวันศุกร์ (10 เม.ย.) ว่า สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม

    บังกากล่าวว่า ความเสียหายจะรุนแรงมากขึ้น หากข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลวและความขัดแย้งยกระดับ

    บังกากล่าวเมื่อวันอังคาร (7 เม.ย.) ว่า ในกรณีพื้นฐานที่สงครามยุติลงเร็ว การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลง 0.3% ถึง 0.4% และอาจลดลงมากถึง 1% หากสงครามยืดเยื้อ ขณะที่เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้น 2% ถึง 3% และอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์หากสงครามดำเนินต่อไป

    ประมาณการพื้นฐานล่าสุดของธนาคารโลกคาดว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาจะอยู่ที่ 3.65% ในปี 2569 เทียบกับ 4% ในเดือนต.ค. และอาจลดลงต่ำสุดถึง 2.6% ในกรณีเลวร้ายที่สงครามยืดเยื้อ ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศเหล่านี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.9% ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าที่ 3% และในกรณีรุนแรงที่สุด เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงถึง 6.7%

    สงครามดังกล่าวซึ่งคร่าชีวิตผู้คนหลายพันรายทั่วตะวันออกกลาง ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 50% พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย ฮีเลียม และสินค้าอื่น ๆ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางทางอากาศ

    ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ที่ประกาศโดยทรัมป์ยังคงเปราะบาง โดยอิสราเอลและอิหร่านยังคงโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่านระบุเมื่อวันศุกร์ว่า ทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดต้องได้รับการปลดล็อก และต้องมีการหยุดยิงในเลบานอนก่อนที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกำหนดในวันนี้ (11 เม.ย.) ที่ปากีสถาน จะสามารถดำเนินต่อไปได้ ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า เรือรบสหรัฐฯ กำลังถูกบรรจุอาวุธใหม่ เผื่อกรณีการเจรจาล้มเหลว

    “คำถามที่แท้จริงคือ สันติภาพในปัจจุบันและการเจรจาที่จะมีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหรือไม่”

    “หากไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ดังกล่าว และหากความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง สิ่งนั้นจะส่งผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้น หรือส่งผลกระทบในระยะยาวมากขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหรือไม่” บังกากล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFA0IQ2V1XQE1P77B3QFUAY1J5Y86GX&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l3AMBj5_lupvY9jK5NkhN

  • ครม.นัดแรกอัดยาแก้ “พลังงาน-เศรษฐกิจ” สินเชื่อ 3 หมื่นล้าน หนุน EV-โซลาร์ ชงโอนงบ 1 แสนล.

    ครม.นัดแรกอัดยาแก้ “พลังงาน-เศรษฐกิจ” สินเชื่อ 3 หมื่นล้าน หนุน EV-โซลาร์ ชงโอนงบ 1 แสนล.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 เม.ย.69) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น โดยมีวาระสำคัญพิจารณามาตรการรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

    โดยกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอแพ็กเกจมาตรการเร่งด่วนเพื่อเยียวยาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเน้นช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายและเสริมสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

    มาตรการระยะสั้น กระทรวงการคลังเสนอเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อคน เป็นเวลา 1 เดือน ใช้งบประมาณประมาณ 1,300 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยในช่วงที่ต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น

    ควบคู่กันนี้ ยังมีการจัดทำมาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ผ่านรูปแบบสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง รวมถึงมาตรการจูงใจภาคประมงให้หันมาใช้น้ำมันดีเซล B20 และ B40 เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง

    ในระยะถัดไป เสนอให้สถาบันการเงินของรัฐออกแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยมีเป้าหมายหลัก 2 โครงการ

    ได้แก่ โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ มุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในประเทศ และโครงการสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (Solar Rooftop) เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถจำหน่ายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบได้

    ทั้งนี้ ภาครัฐยังมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต และเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอแนวทางออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพื่อนำงบประมาณที่ยังไม่มีภาระผูกพันมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าจะมีวงเงินประมาณ 100,000 ล้านบาท

    ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตสงครามที่ลุกลามเป็นวิกฤตพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น และมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation) รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการเพื่อสกัดผลกระทบไม่ให้ลุกลามในวงกว้าง

    ขณะเดียวกัน ยังยอมรับว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐในปีงบประมาณนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมาย จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่การประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ระหว่างการทบทวนใหม่ จากเดิมที่คาดไว้ที่ระดับ 2.7%

    ด้านกระทรวงพาณิชย์ เตรียมดำเนินมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยเน้นการบริหารจัดการต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อไม่ให้แรงกดดันด้านพลังงานส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทางมากเกินไป

    ส่วนกระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอของบประมาณกลาง วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท เพื่อดูแลและบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการขนส่ง รถบรรทุก รถตู้ รถโดยสารสาธารณะ แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ทั้งนี้ วาระการประชุม ครม. ยังครอบคลุมการพิจารณาปฏิทินการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงแนวทางการดำเนินการด้านกฎหมาย และการประสานงานกับรัฐสภาในประเด็นที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/825206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wmmk9t8RBS4_4paFDWXqo

  • ไทยเบฟ จับมือ กปร. ลุยเศรษฐกิจฐานราก 928 อำเภอ น้อมนำปรัชญาพอเพียงสู่สากล | TOPNEWS

    ไทยเบฟ จับมือ กปร. ลุยเศรษฐกิจฐานราก 928 อำเภอ น้อมนำปรัชญาพอเพียงสู่สากล | TOPNEWS

    บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ขอความร่วมมือและความอนุเคราะห์จาก สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ”

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยเบฟมุ่งมั่นพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้ง บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด) ดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด และในปีนี้ไทยเบฟได้ขยายการดำเนินงานเพื่อชุมชนผ่านการริเริ่ม “โครงการด้วยจงรักและภักดี” สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช ๒๕๖๙ – ๒๕๗๐

    พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นโดยมี นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลกรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติมาร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสำนักงาน กปร. และไทยเบฟ
ผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร และ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมในงานดังกล่าว 
ณ ห้องหนุมาน ๑ สำนักงาน กปร.

    สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า“ความร่วมมือนี้นับเป็นมิติสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กปร. และภาคเอกชน โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และผลสำเร็จจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการสนับสนุนข้อมูลให้แก่พื้นที่ที่มีการดำเนินการของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยสำนักงานกปร. พร้อมสนับสนุนการ
ให้ความรู้ และการอบรมเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้ง ๖ ศูนย์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงาน กปร. ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ขอขอบคุณ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปขยายผล เพื่อเสริมศักยภาพของชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ ให้เกิดความต่อเนื่องอย่างยั่งยืน”

    นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไทยเบฟ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยมุ่งหมายเพื่อ
‘สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข’

    ไทยเบฟได้ดำเนิน โครงการด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชนประชาชนมีความสุข ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัดเพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน ๙๒๘บริษัท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้าและการบริการ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่นตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global Back Locally)

    การผสานความร่วมมือกับ สำนักงาน กปร. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อน้อมนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทุกภูมิภาคของประเทศ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ตามภูมิสังคมอย่างเหมาะสมครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของชุมชนได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน”

    ไทยเบฟ มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอ
ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และ
ร่วมผลักดันศักยภาพชุมชนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการ “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1544194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q9RytnD9U-nTjxd4h8rEf

  • ดีเซลทรุดครึ่งประเทศ สัญญาณเตือนเศรษฐกิจถดถอย หรือมาตรการประหยัดพลังงาน

    ดีเซลทรุดครึ่งประเทศ สัญญาณเตือนเศรษฐกิจถดถอย หรือมาตรการประหยัดพลังงาน

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญสัญญาณเตือนระดับแดง จากภาคพลังงาน หลังตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ หดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงเวลาอันสั้น สะท้อนภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจกำลังชะงักงันมากกว่าที่คาด

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากการติดตามข้อมูลการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. 2569 พบว่าปริมาณการใช้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับเฉลี่ยเดิมราว 80 ล้านลิตรต่อวัน เหลือเพียง 40-50 ล้านลิตรต่อวัน หรือหดตัวลงเกือบ 50% ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน

    “ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ และต้องเข้าไปวิเคราะห์เชิงลึกทันที เพราะดีเซลเป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคขนส่งและโลจิสติกส์ หากตัวเลขหายไปครึ่งหนึ่ง หมายความว่ากิจกรรมบางส่วนกำลังหยุดลง” 

    สัญญาณ ‘ประหยัด’ หรือ ‘เศรษฐกิจหยุด’

    อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถตีความได้ 2 มิติหลัก ซึ่งมีนัยต่อทิศทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    มิติแรก คือ ผลจากมาตรการและการรณรงค์ ประหยัดพลังงาน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการลดการใช้น้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    มิติที่สอง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากกว่า คือการสะท้อน กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หดตัว โดยเฉพาะการขนส่งสินค้า การผลิต และการค้าภายในประเทศที่อาจกำลังชะลอลงอย่างรุนแรง

    “สิ่งที่รัฐต้องทำทันทีคือ แยกให้ได้ว่าสัดส่วนที่ลดลงมาจากการประหยัดกี่เปอร์เซ็นต์ และมาจากเศรษฐกิจหดตัวกี่เปอร์เซ็นต์ หากเป็นอย่างหลัง นั่นคือสัญญาณอันตรายที่อาจกระทบจีดีพีโดยตรง” 

    หั่นGDPเหลือ 1.2% รับมือสงครามพลังงานโลก

    ความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ล่าสุดปรับกรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.2%-1.6% จากเดิม 1.6%-2.0%

    โดยในกรณีเลวร้าย (Worst-case scenario) หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และยังคงส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลก อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจลดลงต่ำสุดถึงระดับ 0%

    สอดคล้องกับการประเมินของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกที่ยังผันผวนสูง

    Greater Israel จุดชนวนความเสี่ยงพลังงานโลก

    นายเกรียงไกร ประเมินว่า ต้นตอของความผันผวนรอบนี้มีความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะแนวคิด Greater Israel ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของ นายเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งมีเป้าหมายขยายอิทธิพลในภูมิภาค

    แนวคิดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสายเหยี่ยว และมีความสอดคล้องกับแนวทางของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ในอดีต ส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรง และขยายวงกว้างไปยังหลายประเทศผู้ผลิตพลังงานหลัก

    ผลจากการสู้รบทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งแหล่งผลิตน้ำมัน โรงกลั่น และระบบขนส่ง ได้รับความเสียหายในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอล อิหร่าน บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ส่งผลให้กำลังการผลิตบางส่วนต้องหยุดชะงัก

    “แม้สงครามจะยุติลงวันนี้ แต่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอาจต้องใช้เวลาหลายปี นี่คือความเสี่ยงระยะยาวที่ตลาดพลังงานโลกต้องเผชิญ” 

    SME อ่วมซ้ำซ้อน สัญญาณ ‘คนหาย’ เริ่มชัด

    ในระดับเศรษฐกิจฐานราก ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่อ่อนแรง และความไม่แน่นอนของตลาด

    “ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณคนหาย จากร้านค้าและร้านอาหารในหลายพื้นที่ สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น”

    ขณะเดียวกัน เทศกาลสงกรานต์ ที่กำลังจะมาถึง มีแนวโน้มบรรยากาศซบเซากว่าปกติ เนื่องจากประชาชนลดการเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

    เสี่ยง ‘Stagflation’ หากรัฐแก้เกมช้า

    แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation อย่างเต็มรูปแบบ แต่หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ และมาตรการภาครัฐไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างทันท่วงที ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ในระยะถัดไป

    นายเกรียงไกร เสนอว่า การรับมือของภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร็วและตรงจุด โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่

    • เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและ SME เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบ
    • กระตุ้นกำลังซื้อควบคู่กับการรณรงค์ประหยัดพลังงาน เช่น โครงการลักษณะ “คนละครึ่ง”
    • บริหารจัดการต้นทุนพลังงาน โดยแนวคิดการลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร ถือเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น แม้ต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ

    เอกชนเร่งปรับตัว “รัฐต้องเร่งเครื่อง”

    ท่ามกลางความไม่แน่นอน ภาคเอกชนไทยเริ่มปรับตัวเชิงรุก โดยเร่งหาแหล่งวัตถุดิบและพลังงานทางเลือก แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้น เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต

    อย่างไรก็ตาม บทบาทของภาครัฐยังคงเป็นตัวแปรชี้ขาด ในการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ถลำลึก นาทีนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ภาคเอกชนกำลังประคองตัวเต็มที่ ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยยาว

    ท่ามกลางตัวเลขดีเซลที่หายไปครึ่งประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ใช้พลังงานลดลงเพราะอะไรแต่คือเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวแรงกว่าที่เห็นหรือไม่ ซึ่งคำตอบนั้น อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229102&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F3Tc0VeqOng2zqgliZO7R

  • สืบพัทยาทำถึง! ปลอมเป็นคนเก็บขยะ หลอกจับโจรประวัติลักทรัพย์โชกโชน | เดลินิวส์

    สืบพัทยาทำถึง! ปลอมเป็นคนเก็บขยะ หลอกจับโจรประวัติลักทรัพย์โชกโชน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 10 เม.ย. พ.ต.ท.อรุษ สภานนท์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองพัทยา พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองพัทยา โดยสั่งการให้ ด.ต.ทัศนัย เติมผล ผบ.หมู่ (สส.) สภ.เมืองพัทยา เฝ้าติดตามพฤติกรรม ของผู้ก่อเหตุลักทรัพย์ ในพื้นที่จอมเทียนพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนหลายราย

    โดยด.ต.ทัศนัย หรือบังทัช ได้นำกำลังปลอมตัวเป็นคนเร่ร่อนเดินเก็บขยะ เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต เมื่อเห็นบุคคลต้องสงสัยตรงตามรูปพรรณสันฐาน จึงเข้าประชิดตัวโดยที่เจ้าตัวไม่ทันระวัง แล้วแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่จับกุม นายสมใจ จันทร์สุทร อายุ 42 ปี ชาว จ.ยโสธร พร้อมของกลางเป็นชุดที่ใส่ในวันที่ก่อเหตุ

    สอบสวนผู้ต้องหา ให้การยอมรับว่า ตนเองเป็นผู้ก่อเหตุจริง แต่เป็นผู้ลงมือเพียงครั้งเดียวเท่านั่น ส่วนสาเหตุที่ทำลงไปนั้น เพราะไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้ คิดอะไรไม่ออก จึงตัดสินใจก่อเหตุลักทรัพย์เพื่อหาเงินมาประทังชีวิต นำเงินที่ได้ไปเสพยาเสพติด และเล่นการพนันออนไลน์

    เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประวัติพบว่าเคยถูกจับกุม ในข้อหาลักทรัพย์ และเสพยาเสพติด รวมถึง 5 ครั้ง ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีตามต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5771797/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EQlzHxrvnhc7JMyss1Ccp