Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ใบเตย’ เคลียร์ปมค่าเทอมลูกยัน ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ แค่ช่วยเรื่องรถ ไม่ได้จ่ายตรง

    ‘ใบเตย’ เคลียร์ปมค่าเทอมลูกยัน ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ แค่ช่วยเรื่องรถ ไม่ได้จ่ายตรง

    ใบเตย สุธีวัน” แจงดราม่าค่าเทอมลูกสาว ยัน “ฟิล์ม รัฐภูมิ” แค่ช่วยเรื่องรถ ไม่ได้จ่ายเงินตรงๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด พร้อมย้ำความสัมพันธ์ “ดีเจแมน” เหนียวแน่นในฐานะพ่อของลูก …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5772586/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VZ-4XK0cVrz_XmwiUeoWc

  • กระจ่าง”ใบเตย”พูดชัด “ฟิล์ม รัฐภูมิ”ไม่ได้ช่วยค่าเทอมลูก แต่ช่วยเรื่องนี้แทน | TOPNEWS

    กระจ่าง”ใบเตย”พูดชัด “ฟิล์ม รัฐภูมิ”ไม่ได้ช่วยค่าเทอมลูก แต่ช่วยเรื่องนี้แทน | TOPNEWS

    #ฟิล์มรัฐภูมิ #ไม่ได้ช่วยค่าเทอมลูก #ดีเจแมน #ใบเตยสุธีวัน #เป็นคนขอหย่า #เลิกสามีอีก …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1544613&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HhvQ13dChFxVgDwUB1cKX

  • “POINTX” จับมือพาร์ทเนอร์ระดับโลก “คอลลินสัน อินเตอร์เนชันแนล” ยกระดับการใช้พอยท์

    “POINTX” จับมือพาร์ทเนอร์ระดับโลก “คอลลินสัน อินเตอร์เนชันแนล” ยกระดับการใช้พอยท์

    วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.05 น.

    “POINTX” จับมือพาร์ทเนอร์ระดับโลก “คอลลินสัน อินเตอร์เนชันแนล” ยกระดับการใช้พอยท์

    สู่ประสบการณ์การเข้าใช้ห้องรับรองสนามบินกว่า 1,800 แห่งทั่วโลก ผ่าน LoungeKey™

    POINTX แอปพลิเคชันรวมและแลกคะแนนสะสม ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ผนึกกำลัง คอลลินสัน อินเตอร์เนชันแนล (Collinson International) ผู้นำระดับโลกด้านประสบการณ์ในสนามบิน โซลูชันด้านลอยัลตี้ และการดูแลลูกค้า รวมถึงเป็นเจ้าของและผู้ให้บริการ Priority Pass ร่วมกันนำเสนอ LoungeKey™ โปรแกรมดิจิทัลด้านประสบการณ์การเดินทาง ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงสิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียมได้อย่างสะดวกสบายทั่วโลก

    ผู้ใช้งาน POINTX สามารถใช้คะแนนแลก e-Coupon LoungeKey Pass เพื่อเข้าถึงเครือข่ายห้องรับรองสนามบิน พร้อมสัมผัสประสบการณ์และสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้าปลอดภาษี สปา และบริการอื่น ๆ อีกมากมาย ครอบคลุมเครือข่ายกว่า 1,800 แห่ง ในสนามบินกว่า 832 แห่งทั่วโลก พร้อมส่งโปรโมชันพิเศษต้อนรับช่วงสงกรานต์ แลก e-Coupon LoungeKey Pass มูลค่า 1,427 บาท ใช้คะแนนเพียง 15,456 POINTX จากปกติ 18,400 POINTX ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 – วันที่ 25 เมษายน 2569 

    นายกฤตธี มโนลีหกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พอยท์เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันการเดินทาง และประสบการณ์การใช้ห้องรับรองสนามบินได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้คนยุคใหม่ ส่งผลให้ ‘พอยท์สะสม’ มีบทบาทมากกว่าการแลกสิทธิประโยชน์ทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางซึ่งมีการสะสมและใช้พอยท์ในสัดส่วนที่สูง เราจึงเล็งเห็นโอกาสในการนำ POINTX เข้าไปเติมเต็มไลฟ์สไตล์ดังกล่าว ให้พอยท์สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าที่เคย ความร่วมมือกับ LoungeKey ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายอีโคซิสเทมของ POINTX สู่ประสบการณ์การเดินทางระดับโลก ไม่เพียงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน แต่ยังยกระดับบทบาทของพอยท์ให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินทางอย่างแท้จริง ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น” 

    นายโรฮาน บัลลา (Rohan Bhalla) รองประธานฝ่ายโซลูชันธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัทคอลลินสัน อินเตอร์เนชั่นแนลบริษัท กล่าวว่า “ความต้องการด้านการเดินทางในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางกันมากขึ้น เช่น การเข้าใช้ห้องรับรองสนามบิน โดยผลการสำรวจของเราพบว่า 79% ของนักเดินทางในประเทศไทยมองว่าการเข้าถึงห้องรับรองสนามบินและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทาง เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ POINTX เพื่อนำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่ดียิ่งขึ้นผ่านเครือข่าย LoungeKey และพร้อมต้อนรับผู้ใช้งานสู่เครือข่ายสนามบินทั่วโลก”

    เพื่อฉลองความร่วมมือในครั้งนี้ POINTX ได้จัดโปรโมชัน Flash Deal ใช้คะแนน POINTX แลกรับ e-Coupon LoungeKey Pass ในเรทพิเศษ โดย e-Coupon LoungeKey Pass มูลค่า 1,427 บาท สามารถแลกได้โดยใช้พอยท์เพียง 15,456 POINTX จากปกติ 18,400 POINTX ตั้งแต่ วันที่ 25 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 25 เมษายน 2569 นี้ เพื่อชวนลูกค้า POINTX ยกระดับทุกการเดินทางให้สะดวกสบายกว่าที่เคย

    ขั้นตอนการแลก LoungeKey Pass บนแอป POINTX 

    ผู้ใช้งานสามารถใช้คะแนน POINTX จากบัตรเครดิตและบัตรเดบิต SCB, บัตรเครดิต CardX หรือสามารถโอนคะแนนจากพาร์ทเนอร์ชั้นนำมาใช้ในการแลกรับ LoungeKey Pass ตาม 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

    เปิดแอป POINTX เข้าเมนู XStore และเลือก “ท่องเที่ยว” 

    เลือก LoungeKey Pass และกด “แลกของรางวัล (Redeem Reward)”

    เลือกที่มาของคะแนน กด “ตรวจสอบข้อมูล” และ “ยืนยัน”

    กลับไปที่หน้าแรก และตรวจสอบ e-Coupon ได้ที่เมนู “คูปองของฉัน (My Coupons)”

    ขั้นตอนการใช้รหัส LoungeKey Pass เพื่อลงทะเบียนรับ LoungeKey Digital Card (QR Code)

    เข้าสู่ https://pointx.lkp.loungekey.com/ และกดปุ่ม Get Now

    กรอกข้อมูลผู้เดินทางเป็นภาษาอังกฤษ ตามหน้าพาสปอร์ต หรือ Boarding Pass จากนั้นระบุอีเมล และใส่รหัสที่แลกจากแอป POINTX ในช่อง Promo Code แล้วกด Apply

    ตรวจสอบข้อมูล และกด Add to Cart เพื่อยืนยันรายการ โดยระบบจะส่ง QR Code ให้ทางอีเมลที่ระบุไว้

    เมื่อถึงสนามบิน แสดง QR Code พร้อม Boarding Pass ณ จุดให้บริการ เพื่อเข้าใช้เลานจ์

    * QR Code มีอายุการใช้งาน 6 เดือน นับจากวันที่ได้รับผ่านทางอีเมล

    เริ่มต้นยกระดับประสบการณ์การใช้พอยท์ไปอีกขั้นกับ POINTX แลกรับ e-Coupon LoungeKey Pass ได้แล้ววันนี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์ https://pointx.com/pointx-loungekey-pass-2026

    นอกจากนี้ ลูกค้าทุกท่านยังสามารถใช้คะแนน POINTX เปิดประสบการณ์ใหม่ เพิ่มความคุ้มค่าให้ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะกิน ช้อป เที่ยว หรือใช้จ่ายอื่น ๆ ก็สามารถใช้พอยท์ได้อย่างอิสระ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่มีขั้นต่ำในการใช้ ติดตามรายละเอียด แคมเปญ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมายได้ที่

    เว็บไซต์ https://pointx.com/

    Facebook: PointX Thailand

    LINE OA: @POINTX 

    และดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน POINTX ฟรี ได้ที่ https://pointx.onelink.me/CnvS/srkllepc      

    #POINTX #POINTXแอปรวมคะแนนแลกง่ายใช้คุ้ม #LoungeKey #LoungeKeyPass

    *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท พอยท์เอกซ์ จำกัด และ LoungeKey กำหนด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/472491&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NItONCDkjYnJalsIZ4geF

  • “นายกฯ อนุทิน” จัดทัพบริหารประเทศ แบ่งงาน 8 กลุ่ม ดึงมืออาชีพคุมเศรษฐกิจ

    “นายกฯ อนุทิน” จัดทัพบริหารประเทศ แบ่งงาน 8 กลุ่ม ดึงมืออาชีพคุมเศรษฐกิจ

    11 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/2569 ลงวันที่ 8 เมษายน 2569 เพื่อจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มภารกิจหลัก มุ่งเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและเตรียมความพร้อมในการนำประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยนายกรัฐมนตรีลงมาควบคุมกลุ่มปราบปรามอาชญากรรมพิเศษด้วยตนเอง เพื่อกวาดล้างทุจริต ยาเสพติด และอาชญากรรมออนไลน์อย่างเด็ดขาด

    ในการจัดทัพครั้งนี้มีการวางตัวรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบงานสำคัญ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกลุ่มส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดูแลด้านพาณิชย์ เกษตร และท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะที่ด้านความมั่นคงและต่างประเทศมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นหัวหอกในการสะสาง MOU และสร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนด้านกฎหมายมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ปฏิรูปกฎหมายให้เป็นสากลเพื่อเอื้อต่อการลงทุนจากต่างชาติ

    กลุ่มพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถูกขับเคลื่อนโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่เน้นทักษะดิจิทัลและนวัตกรรม ด้านนายทรงศักดิ์ ทองศรี ดูแลสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่ Net Zero และหนุนท้องถิ่นให้มีรายได้หลากหลายขึ้น โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รับผิดชอบระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งนี้คำสั่งระบุให้ทุกกลุ่มทำงานแบบบูรณาการ หากมีปัญหาในการปฏิบัติงานให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสูงสุดเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามเป้าหมายที่วางไว้

    เจาะลึก 8 กลุ่มภารกิจและขุนพลผู้รับผิดชอบ

    1.กลุ่มปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ : นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ลงมาคุมบังเหียนด้วยตนเอง เน้นหนักการปราบปรามทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ รวมถึงอาชญากรรมออนไลน์และสแกมเมอร์ โดยสั่งการหน่วยงานในบังคับบัญชาโดยตรง

    2.กลุ่มพัฒนาระบบสาธารณูปโภค : นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการจัดหาและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ครอบคลุมทั่วถึง

    3.กลุ่มสิ่งแวดล้อมและการกระจายอำนาจ : นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ดูแลการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 พร้อมหนุนท้องถิ่นให้มีรายได้หลากหลายขึ้น

    4.กลุ่มส่งเสริมการลงทุน (New S-Curve) : นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เน้นดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงานสะอาด และยานยนต์สมัยใหม่

    5.กลุ่มพาณิชย์ เกษตร และท่องเที่ยว : นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี มุ่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ส่งเสริม SMEs และยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    6.กลุ่มความมั่นคงและต่างประเทศ : นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี รับหน้าที่รักษาความมั่นคงและสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมสะสาง MOU ที่ไม่มีความคืบหน้า

    7.กลุ่มพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม: นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เน้นสร้างทักษะดิจิทัล-การเงิน และใช้นวัตกรรมเป็นแกนหลักในการพัฒนาประเทศ

    8.กลุ่มกฎหมายและรัฐบาลดิจิทัล: นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิรูปกฎหมายให้เป็นสากล เอื้อต่อการลงทุน และผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD

    ย้ำการทำงานแบบบูรณาการ : คำสั่งฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า หากภารกิจใดเกี่ยวเนื่องกัน ให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจประสานความร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสูงสุดในกรณีที่มีปัญหาการปฏิบัติงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AaoHCI1cTAlVPDwothYVr

  • เวียดนามเร่งเครื่องลงทุน ท่ามกลางความเปราะบางด้านสภาพคล่องธนาคาร

    เวียดนามเร่งเครื่องลงทุน ท่ามกลางความเปราะบางด้านสภาพคล่องธนาคาร

    เวียดนามเร่งเครื่องลงทุน ท่ามกลางความเปราะบางด้านสภาพคล่องธนาคาร

    เศรษฐกิจเวียดนามปี 2569 ยังขับเคลื่อนด้วยการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ แต่การเร่งลงทุนอาจเพิ่มแรงกดดันต่อสภาพคล่องในระบบธนาคารในระยะถัดไป..

    ปี 2569 ยังเป็นปีแห่งการลงทุนขนาดใหญ่ของเวียดนาม

    ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ปี 2569 ยังคงเป็นปีที่เวียดนามเดินหน้า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    โครงการสำคัญประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูงระยะทางกว่า 1,500 กิโลเมตร เชื่อมฮานอย–โฮจิมินห์ ผ่านมากกว่า 20 จังหวัด ด้วยงบประมาณรวมกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

    โครงการรถไฟเชื่อมต่อจีนมูลค่ากว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การขยายถนนวงแหวนและโครงข่ายคมนาคมในนครโฮจิมินห์ รวมถึงโครงการสนามบินนานาชาติลองแถ่ง ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ รองรับผู้โดยสารมากกว่า 100 ล้านคนต่อปี 

    นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานริมแม่น้ำแดงในกรุงฮานอย มูลค่ากว่า 33,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงทิศทาง การลงทุนเชิงรุก (Proactive Investment Strategy) ของรัฐบาลเวียดนามอย่างชัดเจน

    งบลงทุนรัฐเร่งตัว หนุนเศรษฐกิจระยะกลาง

    ในปี 2569 งบรายจ่ายเพื่อการลงทุนและพัฒนา (Investment Development Expenditure) ของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 1,120.2 ล้านล้านดอง หรือราว 43,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 41.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลตั้งเป้าเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณให้สูงกว่าปี 2568 ซึ่งมีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 85.6% สะท้อนความตั้งใจในการผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจจริงมากขึ้น

    การเร่งลงทุนในลักษณะนี้จะเป็นกันชนสำคัญ ให้เศรษฐกิจเวียดนาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของภาคส่งออก และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะผ่าน Multiplier Effect ต่อการจ้างงาน รายได้ และอุปสงค์ในประเทศในระยะกลางถึงยาว

    สภาพคล่องธนาคารยังตึงตัว เป็นความเสี่ยงสำคัญ

    อย่างไรก็ดี การเร่งลงทุนในระดับสูงย่อมมาพร้อมความท้าทายด้าน สภาพคล่องในระบบการเงิน โดยเฉพาะในภาคธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารระยะสั้นที่ยังผันผวนสูง และอยู่เหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ

    ภาพดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าสภาพคล่องในระบบธนาคารเวียดนามยังอยู่ในภาวะตึงตัว และยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะฟื้นตัวจากแรงหนุนภาครัฐก็ตาม

    เวียดนามเร่งเครื่องลงทุน ท่ามกลางความเปราะบางด้านสภาพคล่องธนาคาร  

    SBV อัดฉีดต่อเนื่อง แต่แรงกดดันยังไม่หมด

    ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ใช้หลายเครื่องมือเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ เช่น การปรับลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) ลง 50% สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่งในช่วงปลายปี 2568 รวมถึงการใช้ธุรกรรม FX Swap เพื่ออัดฉีดเงินดองเข้าสู่ระบบ

    อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังมีขนาดจำกัด และยังไม่สามารถผ่อนคลายความตึงตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารที่ยังอยู่ในระดับสูงเฉลี่ยราว 7.5% ในช่วงต้นปี 2569

    ล่าสุด SBV จึงเพิ่มวงเงินอัดฉีดสภาพคล่องผ่านธุรกรรม OMO อย่างมีนัยสำคัญ ราว 118 ล้านล้านดอง เพื่อบรรเทาความตึงตัวในระยะถัดไป

    มุมมองและประเด็นที่ต้องติดตาม

    หากสภาพคล่องในระบบการเงินยังไม่ผ่อนคลาย อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อโมเมนตัมเศรษฐกิจเวียดนามในระยะถัดไป โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐเร่งการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารเป็นสำคัญ

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐอย่างแข็งแกร่ง แต่ความสมดุลระหว่าง การเติบโตและเสถียรภาพทางการเงิน จะเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางเศรษฐกิจเวียดนามในระยะถัดไป และเป็นประเด็นที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด

    (ที่มา : บทวิเคราะห์ Cross Asset Strategy ฉบับเดือนเมษายน 2569)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/740718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-pr9V8jif6GQjSdUlYWLI

  • กองทุนโลกทุบขายหุ้นอินเดียทำสถิติใหม่ ขณะวิกฤตพลังงานกดดันเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    กองทุนโลกทุบขายหุ้นอินเดียทำสถิติใหม่ ขณะวิกฤตพลังงานกดดันเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นอินเดียซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสูญเสียความน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ เนื่องจากเงินทุนทั่วโลกเริ่มไหลไปยังเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีความต้องการเซมิคอนดักเตอร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    ในเวลาเดียวกัน วิกฤตราคาน้ำมันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยสถานการณ์ดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมความกังวลที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของค่าเงินรูปี และการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทที่ยังคงเปราะบาง

    กองทุนทั่วโลกกำลังเทขายหุ้นอินเดียในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ โดยข้อมูลจากบริษัทบริการรับฝากหลักทรัพย์กลางของอินเดียระบุว่า ในช่วงเวลาเพียงกว่า 3 เดือน กองทุนต่างชาติได้ถอนเงินออกจากหุ้นในประเทศรวม 1.884 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าสถิติเงินไหลออกตลอดทั้งปีที่ 1.879 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568

    แรงขายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ตลาดเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยหลังการหยุดยิงชั่วคราวในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ โดยมูลค่าหุ้นในประเทศได้ลดลงมากกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์จากระดับสูงสุดของปีที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ สถานการณ์ปัจจุบันยังสะท้อนอีกปัญหาหนึ่ง คือยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจนเพียงพอที่จะดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติให้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอินเดียอีกครั้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584902&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tIME3_qRQDt1S190abeHN

  • คนจีนยุคใหม่ เน้นซื้อความสุขน้อยๆ เพราะเห็นผลทันที ให้มีบ้าน-สร้างครอบครัว คงไกลเกินเอื้อม

    คนจีนยุคใหม่ เน้นซื้อความสุขน้อยๆ เพราะเห็นผลทันที ให้มีบ้าน-สร้างครอบครัว คงไกลเกินเอื้อม

    ไม่แน่ใจว่าวัยรุ่นไทยเป็นแบบนี้หรือเปล่า แต่สำหรับคนจีนรุ่นใหม่ วันนี้พวกเขาอาจไม่ได้ไล่ตามความสำเร็จแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังเลือกซื้อ ‘ความสุขที่จับต้องได้’ แทน

    ในช่วงที่ผ่านมา โซเชียลจีนเต็มไปด้วยวลีอย่าง ‘爱你老己’ (ai ni lao ji) ซึ่งเป็นการบอกรักตัวเอง โดยวัยรุ่นมักใช้พูดเวลาจะให้รางวัลตัวเอง หลังจากวันที่เหนื่อยล้า เช่น เมื่อกดสั่งของออนไลน์ หรือสั่งอาหารอร่อยๆ บนแอปฟู้ดเดลิเวอรี

    ฟังดูเหมือนคำพูดให้กำลังใจตัวเองธรรมดาๆ ที่มีความน่ารักปนอยู่ แต่เบื้องหลังของวลีนี้ คือการเปลี่ยนวิธีคิดของคนรุ่นใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดแรงงานแข่งขันสูง และค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนทำให้เป้าหมายแบบเดิมอย่างการมีบ้าน หรือสร้างครอบครัวเริ่มเข้าถึงยากขึ้น

    ความสำเร็จแบบเดิมเริ่มไกลเกินเอื้อม

    เมื่อ ’ความสำเร็จระยะยาว’ ที่ไม่แน่นอนในยุคนี้ คนจำนวนมากจึงหันมาโฟกัสกับ ‘ความสุขระยะสั้น’ ที่ควบคุมได้ และสิ่งนี้สะท้อนออกมาผ่านพฤติกรรมการใช้จ่าย นักวิเคราะห์มองว่า ผู้บริโภคจีนกำลังเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าที่มีเหตุผลเชิงประโยชน์ มาเป็นการใช้เงินกับสิ่งที่ให้คุณค่าทางอารมณ์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของสะสม เครื่องประดับ เครื่องสำอาง หรือประสบการณ์ส่วนตัว

    แนวโน้มนี้ยิ่งชัดขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เมื่อการใช้จ่ายกับสินค้าแบบดั้งเดิม เช่น ของฝาก หรืออาหารลดลง ขณะที่การใช้จ่ายกับการท่องเที่ยว ความงาม และสินค้าเชิงไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่า การใช้เงินไม่ได้ผูกกับ ‘หน้าที่ทางสังคม’ เหมือนเดิม แต่ขยับไปสู่ ‘ความพึงพอใจส่วนบุคคล’ มากขึ้น

    นักวิเคราะห์บางส่วนจากศูนย์วิจัย ‘iiMedia’ ประเมินว่า ‘เศรษฐกิจเชิงอารมณ์’ (emotional economy) ของจีนอาจมีมูลค่าเกิน 4.5 ล้านล้านหยวน หรือทะลุ 21.1 ล้านล้านบาทภายในปี 2572 ซึ่งเกือบเท่าตัวจากปี 2567 และเกิดขึ้นในช่วงที่การเติบโตของการบริโภคโดยรวมชะลอลง

    ขณะที่ในปี 2568 การใช้จ่ายของผู้บริโภคจีนเติบโตเพียง 2.3% ลดลงจาก 5.2% ในปี 2567 และ 9.9% ในปี 2566 ยิ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้ใช้เงินมากขึ้น แต่กำลังเลือกใช้เงินต่างไปจากเดิม

    คนจีนรุ่นใหม่ชอบอยู่คนเดียวมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน อีกแรงขับสำคัญที่อยู่เบื้องหลังคือ ‘โครงสร้างสังคม’ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของคนที่ใช้ชีวิตลำพัง โดย ‘ARA’ หนังสือพิมพ์ภาษาสเปนรายวัน ระบุว่าในปี 2567 จีนมีประชากรราว 20% ที่อยู่ในครัวเรือนคนเดียว เพิ่มขึ้นจากเพียง 3% ในปี 2543 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 150-200 ล้านคนภายในปี 2573

    การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ โดยมีประชากรกว่า 250 ล้านคนย้ายจากชนบทเข้าสู่เมืองในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านก็ทำให้โครงสร้างครอบครัวและเครือข่ายทางสังคมแบบเดิมอ่อนแอลง หลายคนต้องใช้ชีวิตห่างไกลครอบครัว และบางคนถึงขั้นไม่มีเพื่อนสนิทในเมืองที่อาศัยอยู่

    แม้การย้ายถิ่นจะทำให้คนจำนวนมากรู้สึกเหงา แต่ความเหงานี้กำลังถูกแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ตามที่ ‘Zhao Zhijiang’ นักวิจัยจากสถาบันวิจัย ‘Anbound’ มองไว้ว่า การเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนที่อยู่คนเดียว ได้สร้างความต้องการใหม่ในตลาด ตั้งแต่ร้านอาหารสำหรับลูกค้าคนเดียว ไปจนถึงบริการด้านความปลอดภัยและสุขภาพจิต

    หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนปรากฏการณ์นี้ คือแอป ‘Are you dead?’ ซึ่งกำหนดให้ผู้ใช้กดยืนยันสถานะของตัวเองทุกวัน และจะส่งแจ้งเตือนไปยังผู้ติดต่อหากไม่มีการใช้งานเกิน 48 ชั่วโมง แม้ฟังก์ชันจะเรียบง่าย แต่ความนิยมของแอปสะท้อนความกังวลลึกๆ ของผู้ที่ใช้ชีวิตลำพัง และความต้องการพื้นฐานในการมีใครสักคนรับรู้การมีอยู่ของเรา

    สังคมไทยกำลังเป็นแบบนี้ไหม

    ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ในจีน ไม่ใช่แค่กระแส ‘รักตัวเอง’ หรือการใช้เงินตามใจ แต่เป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจและสังคม เมื่อเป้าหมายระยะยาวแบบเดิมเริ่มสั่นคลอน คนรุ่นใหม่จึงหันมาสร้างความหมายของชีวิตในแบบที่จับต้องได้มากขึ้น ผ่านการใช้จ่าย การใช้ชีวิตคนเดียว และการให้คุณค่ากับความรู้สึกของตัวเอง

    คำถามคือ ภาพแบบนี้กำลังเกิดขึ้นแค่ในจีน หรือจริงๆ แล้วกำลังค่อยๆ ปรากฏในสังคมไทยเช่นกัน

    หากกลับมามองที่คนรุ่นใหม่ในไทย ปัจจุบันมีจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญโจทย์คล้ายกัน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่เติบโตไม่ทัน และราคาที่อยู่อาศัยที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนทำงานช่วงเริ่มต้น หลายคนเลือกชะลอการแต่งงาน หรือใช้ชีวิตคนเดียวในคอนโดขนาดเล็กใจกลางเมือง

    ขณะที่พฤติกรรมการใช้จ่ายก็เริ่มขยับไปสู่การให้ ‘รางวัลตัวเอง’ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของกินเล็กๆ หลังเลิกงาน ทริปสั้นๆ หรือสินค้าที่ตอบโจทย์ความรู้สึก ซึ่งคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนตอนนี้ เพียงแค่เกิดขึ้นทีหลัง

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องทำในยุคนี้ อาจเป็นการตอบโจทย์ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ ในโลกที่ผู้คนไม่ได้แค่ต้องการใช้ชีวิตให้อยู่รอด แต่ต้องการรู้สึกว่า ชีวิตของตัวเองยังมีความหมายอยู่ในทุกๆ วัน

    ที่มา: CNBC, ARA, South China Morning Post, TIME, โรงเรียนสอนภาษาพรรัตน์

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/chinas-youth-are-buying-happiness-instead-of-chasing-traditional-success/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rKU8XHPiqJnJfbnVHKuVP

  • 14 วันชี้ชะตาโลก: จากสมรภูมิเดือดสู่การลงจอดทางยุทธศาสตร์ และแผลเป็นฝังลึกของเศรษฐกิจไทย

    14 วันชี้ชะตาโลก: จากสมรภูมิเดือดสู่การลงจอดทางยุทธศาสตร์ และแผลเป็นฝังลึกของเศรษฐกิจไทย


    นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

    ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย **Realpolitik** หรือการเมืองแห่งความเป็นจริง ชัยชนะที่แท้จริงอาจไม่ใช่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก แต่คือการหา “ทางลง” ที่รักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนไว้ได้มากที่สุด เมื่อเส้นตาย 14 วันของการหยุดยิงมาถึง โลกกำลังมุ่งหน้าสู่สภาวะ “สันติภาพที่จำยอม”

    **ฉากทัศน์โลกหลัง 14 วัน: เกมอำนาจที่จบแบบ Win-Win (บนความบอบช้ำ)**
    เหตุผลหลักที่สนับสนุนว่าสงครามครั้งนี้จะยุติลงแบบถาวรหรือกึ่งถาวร ไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่คือ “ความจำเป็น” ของทุกฝ่าย:

     * **สหรัฐฯ และดอนัลด์ ทรัมป์:** ทรัมป์ต้องการภาพลักษณ์ “Peacemaker” เพื่อใช้หาเสียง การขู่ด้วยความรุนแรงระดับวันสิ้นโลก (Stone Age Threat) ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดึงคู่ขัดแย้งมาสู่โต๊ะเจรจาแล้ว การรบยืดเยื้อมีแต่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ พังพินาศและกระทบฐานเสียงจากราคาน้ำมัน
     

    * **อิหร่าน:** การยอมถอยผ่านตัวกลางอย่างปากีสถาน (ที่มีจีนหนุนหลัง) คือการรักษาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไม่ให้ราบคาบ อิหร่านเลือกที่จะเก็บ “อาวุธนิวเคลียร์” ไว้เป็นไพ่ตายในอนาคต แทนที่จะปล่อยให้ถูกทำลายในวันนี้

     * **บทบาทของ “คนกลาง”:** ปากีสถานเป็นเพียงฉากหน้า แต่ผู้ที่คุมบังเหียนจริงคือ **จีน** ที่ต้องการเสถียรภาพทางพลังงานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจตนเองเช่นกัน

    **วิเคราะห์วิจารณ์เศรษฐกิจไทย: “รอดตายแต่ยังป่วยหนัก”**
    แม้เสียงระเบิดในตะวันออกกลางจะเงียบลง แต่เสียงสะท้อนทางเศรษฐกิจในไทยจะยังดังต่อเนื่อง โดยมีประเด็นวิกฤตที่ต้องเผชิญดังนี้:

    **1. กลไกราคาน้ำมัน: “ขึ้นจรวด ลงบันได”**
    แม้ราคาน้ำมันดิบโลกจะดิ่งลงทันทีหลังช่องแคบฮอร์มุซเปิด แต่ราคาขายปลีกหน้าปั๊มในไทยจะลดลงอย่างล่าช้า เนื่องจากรัฐบาลมีภาระต้องเก็บเงินเข้า **กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง** ที่ติดลบสะสมมหาศาลเพื่อชดเชยหนี้สะสม สิ่งนี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยยังคงสูงกว่าความเป็นจริงไปอีกระยะหนึ่ง

    **2. สภาวะ K-Shaped Recovery และความเชื่อมั่นที่บิดเบี้ยว**
    ต้องแยก “ความเชื่อมั่น (Sentiment)” ออกจาก “ความเป็นจริง (Reality)” ตลาดหุ้นอาจจะเด้งรับข่าวดี แต่ฐานรากของเศรษฐกิจไทยยังเปราะบางด้วยหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงกว่า 90% ของ GDP การฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-Shaped คือกลุ่มทุนใหญ่ที่มีสภาพคล่องจะฟื้นตัวทันที แต่ประชาชนฐานรากจะยังจมอยู่กับกองหนี้และความอดอยาก

    **3. มะเร็งร้ายคอร์รัปชัน: ปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจะบรรยาย**
    ประเด็นสำคัญที่สุดที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว คือปัญหา **”คอร์รัปชัน”** ของประเทศนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าที่บทความสั้นๆ นี้จะเขียนอธิบายได้หมด มันฝังรากลึกอยู่ในทุกระดับตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงการปฏิบัติงาน

     * **กำแพงที่ข้ามไม่ได้:** ในสังคมที่มีคุณภาพการตรวจสอบด้อยประสิทธิภาพเช่นนี้ การแก้ปัญหาคอร์รัปชันแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เงินงบประมาณที่ควรจะถูกนำมาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำกลับถูกสูบฉีดไปสู่พวกพ้องและกลุ่มทุนผูกขาด ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยบิดเบี้ยวจนยากจะเยียวยา

    **4. วิกฤตคนรุ่นใหม่ (The Lost Generation)**
    เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มีฐานะจากบุพการีซัพพอร์ต จะเผชิญกับภาวะ “ตั้งตัวไม่ได้” เนื่องจากอำนาจซื้อถูกทำลายด้วยค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นแต่รายได้คงที่ เมื่อมาเจอกับระบบที่เน้นเส้นสายและการคอร์รัปชัน การสะสมทุนเพื่อสร้างชีวิตจึงกลายเป็นเรื่องที่แทบมองไม่เห็นอนาคต ส่งผลให้เกิดภาวะถอดใจในระดับมหภาค

    **ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: การผ่าตัดใหญ่ที่ต้องทำทันที**
    เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้าม “สันติภาพที่บอบช้ำ” นี้ไปได้ รัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาดำเนินการดังนี้:

     1. **การปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่แท้จริง:** เลิกใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอย่างถาวรเพื่อลดต้นทุนการผลิต

     2. **เผชิญหน้ากับความจริงเรื่องการทุจริต:** แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ต้องเริ่มจากการทลายทุนผูกขาดและสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใสกว่าปัจจุบัน มิฉะนั้นความเหลื่อมล้ำจะไม่มีวันหมดไป

     3. **มาตรการซัพพอร์ตคนรุ่นใหม่ตั้งตัว:** รัฐต้องเข้ามาอุดหนุนเรื่องที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับสตาร์ทอัพโดยไม่ใช้ระบบเส้นสาย

     4. **การดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง:** เร่งเปลี่ยนผ่านไทยให้เป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัวให้สูงขึ้น

    **บทสรุป:**
    โลกหลัง 14 วันอาจจะสงบลงในเชิงยุทธศาสตร์ แต่สำหรับประเทศไทย สงครามความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และ “กำแพงคอร์รัปชัน” ที่สูงตระหง่านเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ช่วงวิกฤตที่สุด หากคุณภาพของตัวขับเคลื่อนในประเทศยังด้อยประสิทธิภาพและไร้ความจริงใจในการปฏิรูปโครงสร้าง เราอาจได้เห็นความสงบในตะวันออกกลาง แต่เห็นความเสื่อมถอยอย่างรุนแรงในประเทศตนเองแทน

    นพ. กรณ์ ปองจิตธรรม
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w75eTTiU2lVaWMvOu0FrJ

  • เฮ!ลดแรง‘ดีเซล-โซฮอล์’

    เฮ!ลดแรง‘ดีเซล-โซฮอล์’

    Oil filling the ECO car in oil station

    ลดแรงรับสงกรานต์! กบน.หั่นราคาดีเซล-เบนซินทุกชนิด สูงสุด 6 บาท “เอกนิติ” ชง ครม. อัดแพ็กเกจหยุดเลือดไหล อุ้มบัตรคนจน-ขนส่ง-ประมง-ดูแลราคาสินค้า เบรกชง พ.ร.ก.กู้เงิน 1.5 แสนล้าน สั่งคลังออกแบบมาตรการรถเก่าแลกรถ EV-ไฮบริด “วราวุธ” รับเม็ดพลาสติกราคาพุ่ง เร่งตั้งคณะทำงานดูแล พร้อมรณรงค์ใช้วัสดุทดแทน-เพิ่มอัตรารีไซเคิล

    เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก และยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วย โดยยอมรับว่าขณะนี้ยังคงคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและวิกฤตพลังงานโลกยังไม่จบ โดยเบื้องต้นมีการประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นทุก 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีไทยประมาณ 0.2% ซึ่งขณะนี้พบว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับขึ้นมาแล้วราว 30-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นจึงประเมินคร่าวๆ ว่าปัจจัยเสี่ยงในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเลขจีดีพีในปี 2569 แล้วราว 0.6% จากก่อนหน้านี้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 2%

    นอกจากนี้ ยอมรับว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดแค่กับประเทศไทยเท่านั้น แต่มีความเสี่ยงทั้งโลก ซึ่งรัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุม และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและค่อยๆ ลุกลาม จากวิกฤตสงครามไปสู่วิกฤตพลังงาน ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาส่วนนี้ อาจจะตามมาด้วยวิกฤตราคาสินค้า วิกฤต Supply Chain และวิกฤตดีมานด์ชะลอตัว

     “วันนี้รัฐบาลต้องหยุดเลือดไหลจากวิกฤตพลังงานให้ได้ก่อน ถ้าไม่หยุดตรงนี้มันก็จะลุกลามไปสู่วิกฤตต่างๆ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะมีการเสนอมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมสินเชื่อสำหรับซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซื้อปุ๋ยราคาถูก เป็นต้น ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะมีการนำเสนอมาตรการให้การให้ความช่วยเหลือกลุ่มประมง ขนส่ง ด้านกระทรวงพาณิชย์จะมีการเสนอมาตรการในการดูแลราคาสินค้า รวมถึงจะมีการเสนอปรับค่าเคสำหรับผู้ประกอบการที่รับงานก่อสร้างภาครัฐ โดยรัฐบาลได้ทำงานอย่างเป็นขั้นตอน เรายืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ปัญหาลุกลามมากขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตแน่นอน” นายเอกนิติระบุ

    ขณะที่ การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศนั้น จะยังไม่ได้มีการเสนอให้ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 11 เม.ย.นี้ เนื่องจากมองว่าในช่วงก่อนหน้านี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถรองรับได้ถึงกว่าแสนล้านบาท และขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มขยับลงแล้ว ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้จึงอาจจะต้องรอประเมินสถานการณ์และความจำเป็นในระยะต่อไปก่อน เช่นเดียวกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่จะเป็นปราการด่านสุดท้ายของการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานในครั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการพยุงราคาน้ำมันอยู่แล้ว และเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ในขณะนี้ได้ ส่วนประเทศอื่นไม่มีกลไกในส่วนนี้ จึงต้องมีการปรับลดภาษีดังกล่าว

    ผุดรถเก่าแลกรถ EV-ไฮบริด

    สำหรับความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 นั้น นายเอกนิติระบุว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดของโครงการ รวมถึงดูงบประมาณที่จะนำมาใช้ ซึ่งยอมรับว่าการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณเป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้วางไว้ โดยขณะนี้พบว่ามีส่วนราชการที่ยังไม่ได้มีการผูกพันงบประมาณภายในเดือน มี.ค.2569 วงเงินอยู่ที่ราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากภายในเดือนเม.ย.นี้ไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้ จะดึงงบประมาณในส่วนที่ดำเนินการไม่ทันนี้มาใส่ไว้ใน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นายเอกนิติยืนยันว่า กระทรวงการคลังจะยังยืนยันตามกรอบวินัยการเงินการคลังในปัจจุบัน แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้จะเกิดวิกฤตเกือบทั้งโลก และเกือบทุกประเทศ โดยต้องยอมรับว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะในหลายประเทศสูงกว่าของไทยค่อนข้างมาก แต่หากมีความจำเป็นก็อาจจะต้องจริงๆ ต้องยอมปรับกรอบวินัยการเงินการคลังให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเบื้องต้นจะมีการพูดคุยกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ถึงแนวทางดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกันในการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐในสัปดาห์หน้า

     “รัฐบาลตั้งเป้าจะใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเรามีงบอยู่จำกัด โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2570 อะไรที่ไม่จำเป็น ที่เป็นส่วนเกิน ตัดได้ก็จะตัดทิ้งทั้งหมด เช่น งบดูงานต่างประเทศ งบเครื่องแต่งกาย (ตัดสูท) งบฟุ่มเฟือย งบอะไรที่ไม่จำเป็นจะตัดทิ้งทั้งหมด แต่ประชุมยังได้อยู่ เพราะเราต้องเอางบประมาณมาดูแลเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤตนี้ที่ไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่ โดยทั้งหมดยังจะยืนอยู่บนวินัยการเงินการคลัง ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) เหมือนเดิม เพื่อทำให้การใช้งบประมาณดีที่สุด” รองนายกฯ และ รมว.การคลังระบุ

    อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการศึกษาหลักการและออกแบบภาษี Hometown Tax เพื่อจัดสรรเงินไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้ท้องถิ่นได้มีงบประมาณในการพัฒนาและเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นอาจจะให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกได้ว่าเงินภาษีจะนำไปพัฒนาในพื้นที่ไหน และพัฒนาอะไร

    ขณะเดียวกัน ในระยะต่อไปจะมีการออกโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยรถใหม่จะเน้นไปที่รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและไฮบริด เพื่อลดการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยในส่วนนี้ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังหารือกับกรมสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกเป็นมาตรการระยะต่อไป

    คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม กบน.มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันสะท้อนราคากลไกตลาดโลกที่มีทิศทางอ่อนตัวลง โดยราคาตลาดน้ำมันโลกวันที่ 9 เม.ย. ปิดอยู่ที่ประมาณ 211 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากวันที่ 7 เม.ย. ที่ปิดที่ประมาณ 255 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2569 ดังนี้

    ลดน้ำมันรับสงกรานต์

    โดยส่งผลให้อัตราการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันปรับเพิ่มและลดตามสัดส่วน สนับสนุนให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตามมา โดยน้ำมันเบนซิน ยังอยู่อัตราเดิมที่ 9.66 บาทต่อลิตร และราคาขายปลีกอยู่ที่ 52.54 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อัตรากองทุนเดิม 3.42 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.84 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 1 บาท อยู่ที่ 42.95 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อัตรากองทุนเดิม 3.42 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.84 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 1 บาท อยู่ที่ 42.58 บาทต่อลิตร

    น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 อัตรากองทุนเดิม 4.75 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.26 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 3 บาท อยู่ที่ 35.95 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 อัตรากองทุนเดิม 4.92 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.21 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 3 บาท อยู่ที่ 31.89 บาทต่อลิตร

    น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ธรรมดา (B7) อัตรากองทุนเดิม 7.85 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 6.41 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 4 บาท อยู่ที่ 44.40 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 อัตรากองทุนเดิม 13.19 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 9.58 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 6 บาท อยู่ที่ 37.40 บาทต่อลิตร

    สำหรับการปรับลดครั้งนี้ ถือเป็นความตั้งใจของกระทรวงพลังงานที่ต้องการดูแลค่าขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนในช่วงจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกเอื้ออำนวย การดำเนินการในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกรับค่าใช้จ่ายวันละ 589.15 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีรายจ่ายกว่าวันละ 1,200 ล้านบาท

    ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงสถานการณ์เม็ดพลาสติกที่หลายฝ่ายมีความกังวลทั้งภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเร่งตั้งคณะทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมควบคุมมลพิษ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม มีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งคณะทำงานจะมีหน้าที่ในการตรวจสอบแหล่งที่มา จำนวนสต๊อกของเม็ดพลาสติกที่มีอยู่ในประเทศไทย รวมถึงราคาของเม็ดพลาสติก ซึ่งยังไม่เป็นการควบคุมปริมาณหรือราคาของเม็ดพลาสติก แต่เป็นการเข้าไปดูก่อนว่าต้นน้ำ กลางน้ำ เป็นอย่างไร ในประเทศไทยขายมากน้อยเพียงใด มีแหล่งที่มาอย่างไร รวมถึงราคาเมื่อเทียบกับทั่วโลกเป็นอย่างไร

    ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมห่วงใยประชาชน ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้กระทบกับซัพพลายของพลาสติกในประเทศไทย ทำให้มีราคาสูงขึ้นปริมาณเม็ดพลาสติก ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีจำนวนที่หายากมากขึ้นและแพงมากขึ้น สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ประชาชน อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมตระหนักดีว่า ในขณะนี้เราจะมีทางเลือก ทั้งการใช้วัสดุทดแทน ซึ่งนายวราวุธได้โชว์กระติกน้ำสีดำที่พกติดตัว ก่อนจะบอกว่าอาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อเม็ดพลาสติกหายากขึ้นและแพงขึ้น และค่าขนส่งอาจทำให้พลาสติกและขวดน้ำดื่มมีราคาแพงขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกคนหันมาใช้กระติกน้ำเพื่อจะลดต้นทุนและลดภาระ พร้อมใช้ภาชนะต่างๆ เพื่อลดพลาสติกด้วย

    รมว.อุตสาหกรรมกล่าวว่า จากข้อมูลประเทศไทยมีขยะพลาสติก 2.7 ล้านตัน นำมารีไซเคิลใหม่เพียง 25% ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาแยกขยะรีไซเคิล ทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้เพิ่มปริมาณการรีไซเคิล จาก 25% เป็น 30-35% ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนของเม็ดพลาสติกที่ต้องนำเข้าและผลิต และจะช่วยลดภาระให้กับประชาชน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/978551/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B-4QxRUUKDAPuapvQtiqy

  • คลังผุดรถเก่าแลกรถใหม่ จับตา ครม.เคาะมาตรการเยียวยา สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ | เดลินิวส์

    คลังผุดรถเก่าแลกรถใหม่ จับตา ครม.เคาะมาตรการเยียวยา สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า การประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 เม.ย. จะเสนอมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาครัวเรือน รถไฟฟ้า ปุ๋ย และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะมีการอัปเดตข้อมูลอีกครั้ง และจะเสนอมาตรการเยียวยาที่พุ่งเป้า และลงรายละเอียด โดยเน้นไปที่กลุ่มเปราะบาง

    ขณะเดียวกัน ได้มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต เร่งศึกษาเพื่อดำเนินนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อจะช่วยลดมลพิษในประเทศ เป็นต้น

    ขณะที่ไทยต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากรถติดหล่ม เป็นรถคันใหม่ มีเครื่องยนต์ใหม่ มีระบบที่มั่นคง นั่งสบาย และเป็นรถที่มีที่นั่งสำหรับทุกคน โดยมีความมุ่งมั่นจะเติบโตทั่วถึงมีคุณภาพเต็มศักยภาพที่ไม่ต่ำกว่า 3% 

    “แต่โลกมีความไม่แน่นอน วันนี้เจอวิกฤติน้ำมัน วิกฤติพลังงาน สงครามที่เกิดขึ้น เราต้องทำทุกอย่าง เพื่อพยุงและยกไม่ให้ติดหล่มใหม่ และต้องทำโดยใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่ เพราะวิกฤติตอนนี้คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5771657/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34AYgoX9OzTQs_3wS2tts9