Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แค่ซ้อม? ทดสอบเปิดอุโมงค์น้ำ งานสงกรานต์ 13-15 เม.ย.นักท่องเที่ยวแห่ร่วมแน่น | เดลินิวส์

    แค่ซ้อม? ทดสอบเปิดอุโมงค์น้ำ งานสงกรานต์ 13-15 เม.ย.นักท่องเที่ยวแห่ร่วมแน่น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 69 นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ได้เปิดการทดสอบอุโมงค์น้ำบนถนนท่าแพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยปีนี้ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ประกาศเดินหน้าสานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 3 กับการจัดงาน “World Songkran Thaphae Chiangmai 2026” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เวทีโลก ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในย่านประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน

    ไฮไลต์สำคัญในปีนี้คือการแปลงโฉมถนนท่าแพให้กลายเป็นถนนคนเดินเล่นน้ำขนาดใหญ่ใจกลางเมือง พร้อมติดตั้ง “Water Tunnel” หรืออุโมงค์น้ำที่มีความยาวกว่า 130 เมตร ซึ่งถือเป็นอุโมงค์น้ำที่ยาวที่สุดในเขตเมืองเชียงใหม่ โดยใช้น้ำประปาที่สะอาดปลอดภัย ผสานกับระบบฉีดน้ำและแสงสีเสียงที่ตระการตา เพื่อมอบประสบการณ์การเล่นน้ำที่แปลกใหม่และยิ่งใหญ่กว่าที่เคย ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความชุ่มฉ่ำตั้งแต่วันที่ 13-15 เมษายน 2569 ในช่วงเวลา 18.00 น. ไปจนถึงเที่ยงคืน

    สำหรับด้านความบันเทิง เทศบาลนครเชียงใหม่จัดเต็มด้วยเวทีกิจกรรมขนาดใหญ่ที่รวบรวมดีเจชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศรวมกว่า 15 ชีวิต นำโดยดีเจระดับสากลอย่าง Zan & Goku จากประเทศเวียดนาม และ Che Molly จากประเทศสิงคโปร์ ที่จะสลับสับเปลี่ยนมาสร้างความสนุกร่วมกับดีเจชั้นนำของไทยวันละ 5 คน ขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับเสน่ห์ของท้องถิ่นด้วยการเปิดเวทีให้วงดนตรีชื่อดังของเชียงใหม่ อาทิ SL Music, เดอะสะล้อ และ Moonhunter ได้แสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองที่ผสมผสานกับบรรยากาศระดับนานาชาติได้อย่างลงตัว

    นอกจากความสนุกสนานแล้ว ผู้จัดงานยังให้ความสำคัญกับระบบบริหารจัดการพื้นที่อย่างรัดกุม ทั้งระบบโครงสร้างเวที ระบบน้ำแบบหมุนเวียน และมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกคน โดยคาดว่างานในปีนี้จะเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญที่สร้างภาพลักษณ์การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกให้กับจังหวัดเชียงใหม่อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Fanpage เทศบาลนครเชียงใหม่ หรือเว็บไซต์ www.cmcity.go.th และโทรศัพท์ 053-259000

    นอกจากนี้ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้า เมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ ถนนเชียงใหม่-ลำปาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ตั้งเวทีด้านหน้าห้าง มีดนตรี และจัดกิจกรรมวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นการเปิดกิจกรรมวันแรก ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวที่บริเวณการจัดงานอย่างล้นหลาม ซึ่งต้องปิดถนนเส้นทางดังกล่าวและให้รถสัญจรเส้นทางอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวล้นหน้าห้าง ออกมาจนถึงถนน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5775357/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JPRKxAKY956m9r0GO6HyG

  • จับตา “ยาแรง” รัฐบาลอนุทิน 2 พยุงประเทศพ้นวิกฤต

    จับตา “ยาแรง” รัฐบาลอนุทิน 2 พยุงประเทศพ้นวิกฤต

    จับตา “ยาแรง” รัฐบาลอนุทิน 2 พยุงประเทศพ้นวิกฤต

    ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจที่รุมเร้า โดยเฉพาะวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกจับตามองอย่างหนักถึงการเข็นมาตรการ “ยาแรง” ออกมาเพื่อดับร้อนให้แก่ประชาชน

    เริ่มตั้งแต่การคิกออฟโครงการ “ไทยช่วยไทย” เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกับห้างค้าปลีกและผู้ผลิตรายใหญ่เพื่อหั่นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 3,000 รายการ อาทิ สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน รวมถึงข้าวสาร นํ้าตาล ซอส ปรุงรส นํ้ามันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง มาลดสูงสุด 58% 

    ตามมาด้วยความชัดเจนของโครงการยอดฮิตอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ที่จ่อคิวเข้า ครม. ในวันที่ 21 เมษายนนี้ โดยตั้งเป้ากระจายสิทธิให้ประชาชนมากกว่า 20 ล้านคน พร้อมเริ่มใช้จ่ายในเดือนพฤษภาคม ทันที

    หากพิจารณาในแง่การบรรเทาภาระเฉพาะหน้า โครงการ “ไทยช่วยไทย” ดูจะตอบโจทย์กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จากกลุ่มสินค้า House Brand ซึ่งเป็นสินค้าที่ห้างร้านผลิตเอง และสินค้าแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพ แต่ราคาถูกกว่า มาเป็นทางเลือก ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพให้กับชาวบ้านได้โดยตรง 

    ขณะที่ “คนละครึ่งพลัส” ที่มีวงเงิน 2,000 บาทต่อคน จะช่วยเติมเงินในกระเป๋า เพื่อกระตุ้นการบริโภคในภาวะที่ค่าครองชีพดีดตัวสูงขึ้น

    ขณะที่ราคานํ้ามันดีเซลพุ่งแตะ 50 บาทต่อลิตร (ณ วันที่ 8 เมษายน 2569) ส่วนกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลมีแผนจะ “ลอยตัวราคานํ้ามันดีเซล” หลังเทศกาลสงกรานต์นี้ ซึ่งหากราคาพลังงานถูกลอยตัว ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าทั้งหมด และอาจทำให้เม็ดเงินจากโครงการคนละครึ่งพลัส หรือส่วนลดจากไทยช่วยไทย ถูกกลืนหายไปกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทันที

    การยกระดับมาตรการประหยัดพลังงาน ตามขีดวิกฤตความรุนแรง เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการนํ้ามัน ในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. เพื่อลดการใช้นํ้ามันลง และช่วยประหยัดไฟฟ้า รวมไปถึงมาตรการอื่นๆ ที่อาจจะมีตามออกมา ทั้งการปิดป้ายไฟร้านค้า ป้ายโฆษณา โรงภาพยนตร์ เป็นต้น

    ทางออกที่แท้จริงที่อาจเป็น “ยาแรง” ระยะยาว คือ นโยบาย “การปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย” ที่รัฐบาลอนุทิน 2 แถลงต่อรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น การปรับขนาดภาครัฐให้เล็กลง การเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการรื้อกฎหมายล้าสมัยกว่า 7,000 ฉบับ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจและลดต้นทุนให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

    บทสรุปของยาแรงชุดนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเม็ดเงินที่รัฐอัดฉีดลงไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการ “ปรับโครงสร้าง” เพื่อรับมือกับต้นทุนพลังงานที่แท้จริง ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด 

    หากรัฐบาลยังติดอยู่กับวงจรการแจกเงินเพื่อพยุงราคา โดยไม่แก้ที่โครงสร้าง พื้นฐาน “ยาแรง” ที่คาดหวังอาจกลายเป็นเพียงการซื้อเวลาที่ต้องแลกด้วยภาระหนี้สินมหาศาลของประเทศในอนาคต

    จาก “ไทยช่วยไทย” ถึง “คนละครึ่งพลัส” ผนวก “ยาแรง” ของรัฐบาลอนุทิน 2 คงต้องลุ้นว่า จะช่วยพยุง ช่วยบรรเทา ช่วยรักษา ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศได้มากน้อยแค่ไหน

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,191 วันที่ 12 -15 เมษายน พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/656385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OONgByK4VSqFm_o951psI

  • เวียดนามขยายเวลาลดภาษีน้ำมันเหลือ 0% ถึงสิ้นเดือนมิ.ย. หวังคุมเงินเฟ้อพุ่ง : อินโฟเควสท์

    เวียดนามขยายเวลาลดภาษีน้ำมันเหลือ 0% ถึงสิ้นเดือนมิ.ย. หวังคุมเงินเฟ้อพุ่ง : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเลขาธิการสภาแห่งชาติเวียดนามแถลงในวันนี้ว่า เวียดนามได้ตัดสินใจขยายระยะเวลาการระงับจัดเก็บภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงออกไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ ท่ามกลางภาวะสงครามในอิหร่านที่ยังคงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง

    สภาแห่งชาติ หรือรัฐสภาเวียดนาม ได้ลงมติเห็นชอบอนุมัติร่างมติปรับลดภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ลงเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน โดยรัฐบาลได้รับมอบหมายให้ปรับเปลี่ยนระยะเวลาและข้อกำหนดทางภาษีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก พร้อมทั้งรายงานต่อรัฐสภาให้ทราบต่อไป

    ก่อนหน้านี้รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศใช้มาตรการลดภาษีดังกล่าว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง 15 เมษายน

    ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระบุว่า ปัจจุบันภาษีมูลค่าเพิ่มมีสัดส่วนประมาณ 7.4% ของราคาฐานน้ำมัน ขณะที่ภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมีสัดส่วนระหว่าง 2.7% – 6% และภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 6.7%

    สื่อเวียดนามรายงานว่า การปรับลดภาษีครั้งนี้ถือเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมเงินเฟ้อและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ท่ามกลางราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    ข้อมูลจาก Petrolimex ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ระบุว่า ราคาน้ำมันในเวียดนามพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นถึง 17% ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นถึง 70%

    ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคของเวียดนาม (CPI) ในเดือนมีนาคมปรับตัวสูงขึ้น 4.65% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าขนส่งที่ทะยานสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเป้าหมายของประเทศในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ไม่เกิน 4.5% สำหรับปีนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wx27WRdbaXYEh6PraNp01

  • โครงการ ‘เรือธง’ คมนาคม ‘อนุทิน 2’ บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ – ตะวันออก

    โครงการ ‘เรือธง’ คมนาคม ‘อนุทิน 2’ บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ – ตะวันออก

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายใต้การบริหารงานกระทรวงคมนาคมในยุคของตนและ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าผลักดันโครงการ “เรือธง” เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ

    โดยมีโครงการเรือธงใน 2 พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (แลนด์บริดจ์) มูลค่าการลงทุนกว่า 9.9 แสนล้านบาท จะยังคงเดินหน้าในยุคนี้ เพราะเป็นนโยบายต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน

    อีกทั้งจากการศึกษาพบว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน โดยจะช่วยสร้างงานเป็นแสนอัตรา สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศ คุ้มค่ากับรองรับขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ เพราะสถิติปัจจุบันพบว่าเรือกว่า 90% ที่ท่าเรือสิงคโปร์เป็นเรือถ่ายลำสินค้า ดังนั้นแลนด์บริดจ์จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้

    โครงการ 'เรือธง' คมนาคม 'อนุทิน 2' บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ - ตะวันออก

    ขณะเดียวกัน จะเร่งการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) แก้ปัญหาเกี่ยวกับสัญญารถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยจะไม่มีการแก้ไขสัญญา แต่รัฐบาลจะเน้นวิธีเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ จูงใจให้คนเข้ามาใช้บริการ และลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งจะมีผลทำให้ไฮสปีดเทรนมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น

    โดยภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย และมีการตั้งประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ก็จะมีการประชุมและเดินหน้าโครงการส่วนของการก่อสร้างศูนย์ความบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ไม่มีการกาสิโน รวมไปถึงการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการสวนสนุกระดับโลกทั้งดิสนีย์แลนด์หรือสวนสนุกอื่นๆ

    โครงการ 'เรือธง' คมนาคม 'อนุทิน 2' บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ - ตะวันออก

    สำหรับรายละเอียดโครงการลงทุนใน 2 เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น แบ่งเป็น

    โครงการแลนด์บริดจ์

    ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาการลงทุน ปรับขนาดการก่อสร้างให้ลดลงจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ระยะที่ 1/1 รองรับตู้สินค้าสูงสุด 4 ล้าน TEUs จากแผนเดิมลงทุนก่อสร้างระยะที่ 1/1 เพื่อรองรับตู้สินค้าสูงสุด 6 ล้าน TEUs แต่แผนลงทุนทั้งหมดยังคงเป้าหมายพัฒนาแลนด์บริดจ์ให้รองรับตู้สินค้าสูงสุด 20 ล้าน TEUs

    ทั้งนี้ การปรับขนาดการก่อสร้างแลนด์บริดจ์ส่งผลให้ สนข.ประเมินวงเงินการลงทุนลดเหลือ 9.9 แสนล้านบาท จากแผนเดิมประเมินไว้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะศึกษาพัฒนาในระยะที่ 1 ทั้ง 3 ระยะ แบ่งเป็น

    ระยะที่ 1/1 (ปี 2573-2574) มูลค่าการลงทุน 6.17 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 1/2 (ปี 2575-2577) มูลค่าการลงทุน 1.74 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 1/3 (ปี 2578-2596) มูลค่าการลงทุน 2.05 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 2 (ปี 2597-2622) ยังไม่มีการประเมินแผนลงทุน เนื่องจากจะต้องรอให้มีการพัฒนาแผนระยะที่ 1 ให้แล้วก่อน

    สำหรับรูปแบบการลงทุน จะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (PPP) ลักษณะ PPP Net cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลใช้หลักการ One Port Two Sides ดำเนินการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว ส่วนผู้เข้ามาลงทุนจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารท่าเรือ และสายการเดินเรือ เพื่อดึงสินค้าเข้ามาใช้บริการท่าเรือ และจะต้องมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ

    โครงการลงทุนใน EEC

    สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) มีแผนพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable “LIVE-WORK-PLAY” City เพื่อยกระดับภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ไร่ มุ่งเป็น World-Class Entertainment & Leisure Hub

    สำหรับการพัฒนาจะมีโครงการสำคัญอย่างสวนสนุกชั้นนำของโลกและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ โดยพื้นที่ตั้งห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูง 10 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 15 กิโลเมตร ส่วนโครงการเมืองใหม่ สกพอ.เตรียมเสนอขออนุมัติสิทธิประโยชน์เฉพาะตัว และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยจะเสนอ กพอ.สร้างเมืองต้นแบบทันสมัย

    ทั้งนี้ แผนลงทุนสวนสนุกระดับโลกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) เตรียมจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์บริหารดิสนีย์แลนด์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ มาศึกษาโมเดลที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบการลงทุนจะเป็นการร่วมทุนหรือไทยลงทุนทั้งหมด รวมถึงการเจรจากับดิสนีย์แลนด์ถึงเงื่อนไขที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด โดยคาดว่าการศึกษาจะใช้เวลา 2-3 เดือน

    ขณะที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเริ่ม “นับหนึ่ง” ก่อสร้าง หลังจากที่ผ่านมาติดหล่ม “ปีศูนย์” มานาน 5-6 ปี อาทิ โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 ออกใบแจ้งเริ่มดำเนินงาน (NTP) ให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เริ่มงานก่อสร้าง

    รวมทั้งยังอยู่ระหว่างรอการประชุม กพอ.เพื่อสรุปแนวทางดำเนินงานในโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เช่นเดียวกับ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ขณะนี้ UTA กำลังหารือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการใช้พื้นที่พัฒนา MRO ทั้งนี้ สกพอ.คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-2d0vVSKTSx5BFdx75Upq

  • อ.เจียง ทำนายเศรษฐกิจและการเงินปี 2569 เช็คว่าอะไรเป็นจริงแล้วบ้าง

    อ.เจียง ทำนายเศรษฐกิจและการเงินปี 2569 เช็คว่าอะไรเป็นจริงแล้วบ้าง

    อ.เจียง ทำนายเศรษฐกิจและการเงินปี 2569 เช็คว่าอะไรเป็นจริงแล้วบ้าง

    By

    เมษายน 12, 2026

    Adam Back ถือหุ้น Nakamoto 9 ล้านหุ้น ชาว Bitcoiner ฟันธง “ไม่ใช่ Satoshi แน่นอน”

    สรุปข่าว
    • ศาสตราจารย์เจียง (Xueqin Jiang) นักพยากรณ์ชาวจีนชื่อดัง ทำนายเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สำคัญได้แม่นยำ ทั้งชัยชนะของทรัมป์และสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
    • แม้ อ.เจียงไม่ได้ทำนายราคาสินทรัพย์โดยตรง แต่คำทำนายด้านภูมิรัฐศาสตร์ของเขาส่งผลต่อทิศทางทองคำ Bitcoin และ SET อย่างมีนัยสำคัญ
    • ทองคำพุ่งสูงกว่า $4,787 ต่อออนซ์ ขณะที่ Bitcoin ทรงตัวที่ $71,534 และ SET ซบเซาที่ 1,506 จุด สอดรับกับสภาวะโลกที่ผันผวนตามที่เขาเตือนไว้

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

    ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลายส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น Bitcoin จึงยังไม่มีแรงหนุนชัดเจนในระยะสั้น แม้ในระยะยาวการสะสมของสถาบันยังเป็นปัจจัยบวก

    ในปี 2569 ชื่อของ “ศาสตราจารย์เจียง เสวี่ยฉิน” (Xueqin Jiang) กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนและผู้ติดตามข่าวโลก หลังจากคำทำนายด้านภูมิรัฐศาสตร์หลายเรื่องของเขาเริ่มเป็นจริงทีละข้อ แม้ตัวเขาจะไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์การเงินโดยตรง แต่เหตุการณ์ที่เขาพยากรณ์กลับส่งผลสะเทือนต่อตลาดการเงินโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ใครคืออ.เจียง นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่คนไทยให้ความสนใจ

    ศาสตราจารย์เจียง เสวี่ยฉิน เป็นครูมัธยมและนักวิชาการชาวจีน เจ้าของช่อง YouTube “Predictive History” ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.9 ล้านคน หรือที่คนไทยเรียก อ.เจียง

    เขาใช้หลักการที่เรียกว่า “จิตวิทยาประวัติศาสตร์” (Psycho-history) ในการวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีตเพื่อพยากรณ์อนาคต จนได้รับฉายาว่า “นอสตราดามุสจีน” ความนิยมของเขาในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อคำทำนายหลายข้อเริ่มเป็นจริง ทำให้นักลงทุนและผู้ติดตามข่าวเศรษฐกิจหันมาสนใจมุมมองของเขามากขึ้น

    คำทำนายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อตลาด และคำทำนายที่ถูกต้อง

    จากคำทำนายหลัก 3 เรื่อง ปัจจุบันมีแล้ว 2 เรื่องที่ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง ได้แก่ การทำนายชัยชนะของ Donald Trump ในการเลือกตั้งปี 2567 ที่ทำนายไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนั้น และการทำนายว่าสหรัฐฯ จะเข้าสู่ความขัดแย้งกับอิหร่านหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งเหตุการณ์โจมตีฐานนิวเคลียร์และการปะทะในปัจจุบันได้ยืนยันคำทำนายนี้แล้ว

    นอกจากนี้ยังมีรายงานจากสื่อไทยระบุว่า ศ.เจียงทำนายความขัดแย้งรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านล่วงหน้าไว้ตั้งแต่สองปีก่อน สอดรับกับเหตุการณ์จริงในปี 2569 อย่างน่าทึ่ง

    สำหรับคำทำนายที่ 3 ซึ่งกำลังถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ คือ “จุดจบของสงคราม” โดย อ.เจียงมองว่าสหรัฐฯ มีโอกาสพ่ายแพ้ในความขัดแย้งครั้งนี้ และความพ่ายแพ้ดังกล่าวอาจนำไปสู่การเปลี่ยนระเบียบโลกในระยะยาว

    เขาให้เหตุผลว่า ภูมิประเทศของอิหร่านที่เป็นภูเขาซับซ้อนจะทำให้การยึดครองระยะยาวเป็นไปได้ยาก แม้การโจมตีระยะแรกจะได้เปรียบก็ตาม ขณะเดียวกัน อิหร่านได้เตรียมความพร้อมมานานกว่า 20 ปี และใช้ยุทธศาสตร์สงครามบั่นทอนกำลัง รวมถึงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจโลก

    เขาสรุปชัดว่า “ไม่มีทางที่อเมริกาจะชนะสงครามครั้งนี้ได้” ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างอำนาจโลกยุคใหม่

    ตัวเลขตลาดปัจจุบัน: Bitcoin, ทองคำ, SET ปี 2569

    แม้ อ.เจียงจะไม่ได้ระบุตัวเลขราคาสินทรัพย์โดยตรง แต่สภาวะที่เขาทำนายไว้กลับสะท้อนออกมาชัดเจนในตัวเลขตลาดปัจจุบัน

    ทองคำ: ราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ $4,787 ต่อออนซ์ ซึ่งอยู่ในกรอบล่างของเป้า 4,770-5,200 ดอลลาร์ที่ฮั่วเซ่งเฮงคาดการณ์ไว้สำหรับปี 2569 โดยทองคำสร้างสถิติสูงสุดใหม่กว่า 50 ครั้งในปี 2568 และให้ผลตอบแทนรายปีเพิ่มขึ้นกว่า 60% นับเป็นผลตอบแทนที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่ปี 2514

    Bitcoin: ราคาปัจจุบันอยู่ที่ $71,534 นักวิเคราะห์บางส่วนเคยคาดการณ์ว่าราคา Bitcoin ในปี 2569 อาจย่อลงมาแถว $70,000 ก่อนจะฟื้นตัว

    SET Index: ดัชนีของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 1,506 จุด สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง คาด GDP โตเพียง 1.5-1.7% โดยแรงหนุนหลักมาจากภาคท่องเที่ยว และยังต้องจับตาปัจจัยการเมืองภายในประเทศ

    Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

    แม้ ศ.เจียงจะไม่ได้ทำนายเรื่องคริปโตโดยตรง แต่สภาวะที่เขาพยากรณ์ไว้กลับส่งผลทางอ้อมต่อตลาดนี้อย่างชัดเจน

    สินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงต้นปี 2569 เปลี่ยนผ่านจากการเก็งกำไรไปสู่การสะสมโดยสถาบันและการแข่งขันระดับรัฐอธิปไตย ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้นักลงทุนบางส่วนมอง Bitcoin เป็น Safe Haven ทางเลือกควบคู่ไปกับทองคำ


    ผู้เขียนมองว่าสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ อ.เจียงไม่ใช่คำทำนายตัวเลขราคาสินทรัพย์ แต่คือความสามารถในการมองภาพโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุดก็กลายเป็นแรงขับเคลื่อนตลาดการเงินโลกอย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน สำหรับนักลงทุนไทย การติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกอาจสำคัญไม่แพ้การอ่านกราฟเทคนิคอล และนั่นคือสิ่งที่ ศ.เจียงสอนไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ

    หมายเหตุ: คำทำนายของ อ.เจียงเป็นเพียงการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์และความบันเทิง ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

    อ.เจียง ทำนายเศรษฐกิจและการเงินปี 2569 เช็คว่าอะไรเป็นจริงแล้วบ้าง

    Tharadon

    เริ่มรู้จักคริปโตในช่วงตลาดกระทิงปี 2020 และได้เห็นวัฏจักรขาขึ้น–ขาลงอย่างเต็มรูปแบบในปี 2021–2022 ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ตระหนักว่า “ราคา” อาจเป็นเพียงภาพสะท้อนของอารมณ์ตลาด แต่เทคโนโลยี Blockchain คือรากฐานที่แท้จริง และอาจเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ของโลกในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/04/12/professor-jiang-predictions-2025-crypto-market-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vDt0wPiyM9UCFVkXC4QyJ

  • “สุวัจน์” อวยพรสงกรานต์ 69 สู้น้ำมันแพง-ให้กำลังใจรัฐบาล

    “สุวัจน์” อวยพรสงกรานต์ 69 สู้น้ำมันแพง-ให้กำลังใจรัฐบาล

    “สุวัจน์” อวยพรสงกรานต์ 69 ขอให้พลังครอบครัว สร้างกําลังใจและน้ำใจสู้ภัยเศรษฐกิจและน้ำมันแพง ให้กำลังใจรัฐบาลเร่งทํางาน เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจให้ประชาชน

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนา ได้ส่งคำอวยพรถึงพี่น้องประชาชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ปี 2569 ว่าวันสงกรานต์ปีนี้ เป็นประเพณีวันหยุดยาวที่พี่น้องประชาชนชาวไทยจะได้กลับบ้าน เยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ ขอพรและทำบุญเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

    ปีนี้ก็หวังว่าการจราจรน่าที่จะติดขัดน้อยกว่าทุกปี เพราะส่วนหนึ่งมาจากปัญหาน้ำมันแพง อาจทำให้มีการเดินทางน้อยลง และมีการเปิดใช้มอเตอร์เวย์หลายสาย อาทิ สายบางใหญ่ไปกาญจนบุรีหรือ สายบางปะอินไปนครราชสีมา แม้ว่ายังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตลอดสายก็คงจะอํานวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น อุบัติเหตุต่างๆ ก็น่าที่จะน้อยลง

    “สุวัจน์” อวยพรสงกรานต์ 69 สู้น้ำมันแพง-ให้กำลังใจรัฐบาล

    สงกรานต์ปีนี้เราก็มีวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำมันแพงจากสงคราม สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก อยากให้รัฐบาลใหม่ซึ่งได้แถลงนโยบายกับรัฐสภาไปแล้ว ได้รีบลงมือทํางานอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน ซึ่งจากนี้ไปจะต้องมีหลายปัญหาที่ติดตามมามากมาย น้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคา สินค้าขาดแคลน ค่าครองชีพสูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาหนี้สินที่จะติดตามมา การเลิกกิจการของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งคาดว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จะนําไปสู่เศรษฐกิจที่จะย่ำแย่ลงไปอีก ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอาจจะได้รับผลกระทบมากขึ้น อยากให้รัฐบาลได้เตรียมการและหามาตรการต่างๆ ในการรองรับ เยียวยาให้ทันเหตุการณ์ และตรงกับปัญหาของทุกกลุ่มของประชาชน ขอให้กําลังใจรัฐบาลให้ทํางานให้เต็มที่ ให้ประสบความสําเร็จในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

    นายสุวัจน์ กล่าวว่าเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ปีนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ได้เติมกำลังใจซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันในวันครอบครัวในวันหยุดยาวจะสร้างกําลังใจและน้ำใจที่เรามีต่อกัน  นี่คือพลังที่ยิ่งใหญ่ พลังครอบครัว จะทำให้เราสามารถฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมันแพง กำลังใจและน้ำใจสู้กับน้ำมันแพง ขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740874&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rWsdV7o5r5oZ0VnZxxQtb

  • จ่อเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช็กเลยได้เมื่อไหร่ – ผุดมาตรการช่วยเหลือชุดใหญ่

    จ่อเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช็กเลยได้เมื่อไหร่ – ผุดมาตรการช่วยเหลือชุดใหญ่

               คลังคลอดมาตรการช่วยเหลือชุดใหญ่ หนุนภาคประชาชน เกษตรกร การขนส่ง จัดเต็ม เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หนุนติดโซลาร์เซลล์ – ใช้รถ EV

               วันที่ 11 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ 

               โดยจะมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกร รวมทั้งมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับตัว และหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันให้มากขึ้น และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคการเกษตรที่เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานของประเทศ  

               สำหรับมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีดังนี้

    ภาคประชาชน

               – กลุ่มเปราะบาง จะเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน (13 เมษายน – 12 พฤษภาคม 2569)

               – ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สนับสนุนสินเชื่อให้ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ – การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

               – ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย

               สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข : สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569

               สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 : สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่ อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 

               สินเชื่อ Solar Roof : สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงิน 300,000 บาท

    ภาคการเกษตร

               ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมความรู้ – ลดต้นทุนการผลิต

               – อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี และเมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ย แทนเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี 

               – วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100,000 บาท 

               – ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน 

               – ระยะเวลาโครงการ 3 ปี

    ภาคขนส่ง

               คณะรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลา รวม 42 วัน (20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,061 ล้านบาท ให้แก่

               – กลุ่มรถบรรทุก ไม่ประจำทาง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ) 

               – กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ

               – กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ หมวด 2 และหมวด 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) 

               – กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4

               – กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

               – กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง

               – สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกลุ่มประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยในช่วง 6 – 19 เมษายน 2569 จำนวน 200 ล้านบาท

    มาตรการช่วยเหลือ ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก กระทรวงการคลัง : Ministry of Finance

               นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณา ลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานใน หน่วยงานภาครัฐ โดยให้มีการปฏิบัติหน้าที่จากที่พักอาศัยของตนเอง (Work From Home) ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view300271.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fNzj6phBrG2QzeQDpOTJu

  • “สุวัจน์” อวยพรสงกรานต์ 2569 ชูพลังครอบครัวสู้เศรษฐกิจ-น้ำมันแพง หนุนรัฐบาลเร่งแก้วิกฤตเพื่อประชาชน

    “สุวัจน์” อวยพรสงกรานต์ 2569 ชูพลังครอบครัวสู้เศรษฐกิจ-น้ำมันแพง หนุนรัฐบาลเร่งแก้วิกฤตเพื่อประชาชน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/141215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iIBJKwWbZgo10eNsopQsE

  • สินค้าราคาพุ่ง 20% ‘ตั้งงี่สุน’ จี้รัฐเร่ง ‘คนละครึ่ง’ กู้ชีพเศรษฐกิจไทย

    สินค้าราคาพุ่ง 20% ‘ตั้งงี่สุน’ จี้รัฐเร่ง ‘คนละครึ่ง’ กู้ชีพเศรษฐกิจไทย

    สินค้าราคาพุ่ง 20% ‘ตั้งงี่สุน’ จี้รัฐเร่ง ‘คนละครึ่ง’ กู้ชีพเศรษฐกิจไทย

    นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด กล่าวว่า ในวิกฤตพลังงานตอนนี้ได้ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและภาคธุรกิจพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมัน ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ตัวอย่างเส้นทางกรุงเทพฯ-อุดรธานี เดิมมีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 บาทต่อคัน พุ่งสูงขึ้นเป็น 8,000 บาทต่อคัน ทำให้ผู้ขนส่งบางรายไม่ยอมวิ่งรถเพราะแบกรับต้นทุนน้ำมันไม่ไหว จนผู้ประกอบการเสี่ยงต่อการขาดทุน

    ยังมีเรื่องเม็ดพลาสติกขาดแคลนที่ผลกระทบต่อราคาสินค้าและต้นทุนบรรจุภัณฑ์ด้วย สินค้าจำพวกหลอด แก้ว และถุงพลาสติก ปรับราคาดันต้นทุนเพิ่มขึ้น 15-20% ยกตัวอย่างน้ำดื่ม แม้ราคาจะยังไม่ปรับขึ้นทันที เพราะผู้ผลิตพยายามแบกรับภาระต้นทุน แต่ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องการจัดส่งที่ล่าช้า เนื่องจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น แม้แต่น้ำดื่มแบรนด์ท้องถิ่นยังเริ่มปรับราคาขึ้นมาใกล้เคียงกับแบรนด์ใหญ่เพราะต้นทุนขวดพลาสติก

    “สถานการ์ปัจจุบันอยู่ใสภาวะเงินเฟ้อและกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มลดลง สังเกตดีๆ จะเห็นค่าเงินลดลงอย่างน้อย 20% เช่น เงิน 3,000 บาทที่เคยซื้อของได้ 300 ชิ้น ปัจจุบันอาจซื้อได้เพียง 220-280 ชิ้น พฤติกรรมผู้บริโภคก็เริ่มประหยัดมากขึ้น ลดการออกไปกินข้าวนอกบ้าน บางคนหันมาใช้รถไฟในการเดินทางแทนรถยนต์ส่วนตัวเนื่องจากประหยัดกว่ามาก”

    สถานการ์ดังกล่าวอาจเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจได้ว่า เหมือนอยู่ใน “ห้อง ICU” ที่แม้จะพยายามฟื้นตัวแต่ยังไม่สามารถออกมาได้ ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง ทั้งรายเล็กรายใหญ่ ตลอดจนร้านค้าในท้องถิ่นพยายามสำรองสินค้าไว้ให้มาก เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและลดการตื่นตระหนก แต่ก็ ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นจริง และโปรโมชั่นจูงใจสำหรับผู้บริโภคก็กระตุ้นกำลังซื้อได้ยากขึ้น

    นายมิลินทร์ กล่าวว่า ในสภาวะเหล่านี้ผู้ประกอบการพยายามปรับตัวอย่างมาก ภาคธุรกิจเริ่มตัดสินใจลงทุนเรื่องโซลาเซลล์ และสนใจรถไฟฟ้า (EV) มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมันในระยะยาว โดยประเมินเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ภาพรวมค่อนข้างหนักเนื่องจากวิกฤตน้ำมันส่งผลกระทบที่รุนแรงและกว้างต่อทุกภาคส่วน คาดว่าตัวเลขในภาคธุรกิจการค้าน่าจะหายไปอย่างน้อย 10% และไตรมาสที่ 2 ยังคงหนักไม่ต่างกันหากราคาน้ำมันยังไม่ลดลง

    “แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะยุติหรือหาข้อสรุปได้ แต่ช่วงเวลา 8 เดือน- 1 ปี หลังจากนี้ อาจเป็นช่วงระยะเวลาการฟื้นฟูผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในคาบสมุทรอาหรับที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงและไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ในทันที เชื่อว่าสถานการณ์จะเริ่มมีความชัดเจนดีขึ้นก็ต่อเมื่อความขัดแย้งยุติลงและเริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูจริง”

    อย่างไรก็ตาม คงไม่คาดหวังว่าทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมภายในเร็ววัน เพราะสถานการณ์จะยังไม่คลี่คลาย ไม่แน่ว่าอาจต้องใช้เวลา 1-2 ปี กว่าระบบต่าง ๆ จะเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่ที่แน่ๆ ภาคธุรกิจจะได้รับความเสียหายถ้วนหน้า ส่วนภาคประชาชนยังคงต้องเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อ และต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เรื่องนี้อยากให้รัฐบาลขอความร่วมมือจากธนาคาร ให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยการ พักชำระหนี้หรือปลอดดอกเบี้ยเป็นเวลา 1-2 ปี เพื่อให้ธุรกิจมีโอกาสตั้งตัวได้จริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่การเลื่อนการเก็บหนี้ไปชั่วคราว ที่สำคัญควรเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพลังงานทางเลือก ทั้งนำนวัตกรรมอย่าง AI มาใช้เพื่อทางรอดของประเทศให้เร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/656427&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vmv9ZdE5jzYh1yBYrqFJl

  • เพจดังซัด “ไอซ์-ช่อ” ฉวยโอกาสโจมตีรัฐบาล เดินสำรวจตลาดท่าน้ำนนท์ ช่วงคนกลับบ้านสงกรานต์ มั่วนิ่มบอกเศรษฐกิจซบเซา ไม่คึกคัก | TOPNEWS

    เพจดังซัด “ไอซ์-ช่อ” ฉวยโอกาสโจมตีรัฐบาล เดินสำรวจตลาดท่าน้ำนนท์ ช่วงคนกลับบ้านสงกรานต์ มั่วนิ่มบอกเศรษฐกิจซบเซา ไม่คึกคัก | TOPNEWS

    12 เมษายน 2569 เพจจักรวาลด้อมส้ม โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทุกคนคะ เทศกาลสงกรานต์ คนที่อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล เกือบครึ่งจะเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ทำให้ตลาดสดและร้านค้าต่างๆปิดชั่วคราว ค้าขายจึงบางตาเป็นเรื่องปกติทุกปี พี่ช่อและไอซ์ไปเดินตลาดแล้วบอกว่า ไม่คึกคักเหมือนเก่า อันนี้เทียบตอนไหน ชีวิตจริงเคยเดินตลาดจริงมั้ยคะ ?

    ทั้งนี้เพจเพจจักรวาลด้อมส้ม ยังได้แปะภาพในเพจของพรรคประชาชนโดยเป็นภาพของไอซ์ รักชนก ศรีแก้ว สส.บัญชีรานชื่อพรรคประชาชน และช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ขณะเดินตลาดท่าน้ำนนท์พบปะประชาชน พร้อมระบุว่าการค้าขายบางตา ตลาดไม่คึกคักเหมือนเก่า พ่อค่าแม่ค้ายังต้องแบกภาระต้นทุน ขอรัฐบาลทบทวนมาตรการช่วยเหลือ ออกงบปี 70 ตัดลดโครงการไม่จำเป็น”

    ก่อนหน้านี้เพจพรรคประชาชนโพสต์ข้อความว่า วันนี้ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมเดินตลาดท่าน้ำนนท์พบปะประชาชน พร้อมพูดคุยสอบถามถึงสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติราคาน้ำมันในปัจจุบัน

    หลังจากที่ได้สำรวจและพูดคุยกับประชาชนในตลาด พรรณิการ์ระบุว่าสิ่งที่ได้พบเห็นจากการสำรวจครั้งนี้คือตลาดในช่วงนี้ไม่ได้คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ปกติเช้าวันอาทิตย์ในช่วงสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมักจะมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น

    ผู้ค้าในตลาดไม่ค่อยมีใครกล้าขึ้นราคาสินค้า เพราะสภาวะเศรษฐกิจแบบปัจจุบันก็แทบไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว ถ้าขึ้นราคาก็เกรงว่าจะไม่มีคนซื้อ แม้วัตถุดิบหลายอย่างจะขึ้นราคา แต่ก็ยังคงต้องขายในราคาเท่าเดิม เช่น ร้านข้าวแกง ที่วัตถุดิบราคาขึ้นทุกอย่าง แต่ผู้ค้าก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง ไม่สามารถขึ้นราคาไปมากกว่านี้ได้

    ผักบางอย่างแม้จะปรับราคาสูงขึ้นตามฤดูกาลก็จริง แต่ผักบางรายการก็เห็นได้ชัดว่าขึ้นมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยภาพรวมสรุปได้ว่าวัตถุดิบขึ้นราคาทุกอย่าง แต่ผู้ค้าก็ต้องตรึงราคาเอาไว้

    สภาวะเช่นนี้ยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวมากขึ้น ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยและเลือกที่จะเก็บหอมรอมริบ ประชาชนจำนวนมากสะท้อนว่ามาตรการบัตรสวัสดิการ 100 บาท 1 เดือน เป็นจำนวนที่น้อยเกินไป เข้าใจว่ารัฐบาลต้องพิจารณาสภาวะการคลัง แต่ขณะที่ประชาชนถูกเรียกร้องให้เข้าใจสภาวะการคลังของประเทศ แล้วรัฐบาลเข้าใจสภาวะการคลังประชาชนมากแค่ไหน

    สวัสดิการช่วยเหลือระยะสั้นควรพุ่งเป้า หาให้ได้ว่าใครจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจริง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง และกลุ่มเปราะบางต่างๆ แทนที่รัฐบาลจะบอกให้ประชาชนประหยัด รัฐบาลที่ต้องจัดทำงบประมาณต่างหากที่ควรประหยัด #เพราะประชาชนประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดอย่างไรแล้ว

    โครงการที่ไม่จำเป็นควรชะลอ เอาเงินมาออกมาตรการระยะสั้นช่วยเหลือประชาชนดีกว่า รัฐบาลต้องพิจารณาตัวเองว่าทุกเวลาที่เสียไปคือเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ

    พรรณิการ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษคือเรื่องของพลาสติก ที่ในขณะนี้ยังไม่ได้ขาดแคลน แต่กลับมีการขึ้นราคาอย่างผิดปกติจากฝั่งโรงงาน นี่คือเรื่องที่ผู้ค้ารายย่อยและระดับรากหญ้าเดือดร้อนกันมาก ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันและพลังงานเท่านั้น

    ในส่วนของรักชนก ระบุว่าจากการสำรวจพบว่าสินค้าประเภทผลไม้ต้นทุนอาจยังไม่มีผลกระทบเท่าไหร่ บางรายการเป็นการปรับขึ้นบ้างตามฤดูกาล แต่สิ่งที่ผู้ค้าแทบทุกรายต้องใช้คือถุงพลาสติก รวมถึงหลายรายต้องใช้น้ำมันพืช

    สิ่งที่เห็นได้ชัดคือคนเดินตลาดน้อยลง จากสภาพเศรษฐกิจที่ประชาชนมีรายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น กลายเป็นต้องซื้อของน้อยลง ซื้อเฉพาะเท่าที่จำเป็น สินค้าฟุ่มเฟือยก็ต้องซื้อลดลงไปตามลำดับ และทั้งที่เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะเห็นได้ชัดว่าคนที่กลับบ้านทางไกลลดลง รวมถึงการท่องเที่ยวที่บางครอบครัวที่เตรียมแผนเที่ยวช่วงสงกรานต์ไว้ก่อนหน้านี้ก็ต้องพับแผนไปโดยปริยาย

    รักชนก กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรต้องพิจารณา โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะมีการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลควรต้องพิจารณาตัดลดงบประมาณหลายส่วนที่ยังสามารถชะลอได้ ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในช่วงเวลานี้ เช่น งบก่อสร้าง ถนน ตึกต่างๆ เพราะสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนกว่าในขณะนี้คือชีวิตของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1545257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3azGsRrp5UxxNiEMiAa69L