Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น้ำมันพุ่ง ฝุ่นกระทบ สงกรานต์เหนือสะเทือน

    น้ำมันพุ่ง ฝุ่นกระทบ สงกรานต์เหนือสะเทือน

    ฝุ่นกระทบหนัก สงกรานต์เหนือสะเทือน

    สงกรานต์เหนือสะเทือน! เชียงใหม่–เชียงราย ยอดจองโรงแรมทรุด พิษสงคราม-น้ำมันแพง-ฝุ่นควัน

    สงกรานต์เหนือส่อเงียบ! เชียงใหม่–เชียงราย ยอดจองโรงแรมทรุดเหลือ 30–50% พิษสงครามตะวันออกกลาง-น้ำมันแพง-ฝุ่นควัน ฉุดท่องเที่ยวไตรมาส 2

    “สงกรานต์เชียงใหม่-เชียงราย” ส่อแววเงียบเหงา หลังเจอปัญหา 2 เด้งจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันแพง-ปัญหาฝุ่นพิษวิกฤติปกคลุมเมืองยาวนานกว่าครึ่งเดือน 

    ไพศาล สุขเจริญ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ของจังหวัดเชียงใหม่ในปีนี้เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน คาดว่าจะเงียบเหงา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวเอเชียที่เคยนิยมเดินทางมาในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะหายไปไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ประกอบกับจังหวัดเชียงใหม่ยังประสบปัญหาฝุ่นพิษสูงเกินค่ามาตรฐานติดต่อกันมานานกว่าครึ่งเดือน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเข้ามาในพื้นที่

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo05.jpg

    “จากการสำรวจธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 100 แห่งในปีที่ผ่านมา งานประเพณีปี๋ใหม่เมือง มีอัตราเข้าพักอยู่ที่ร้อยละ 90 แต่ปีนี้กลับพบว่าอัตราเข้าพักยังอยู่ที่ร้อยละ 30-50 เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ หายไปมากกว่าร้อยละ 50 ส่วนหนึ่งเพราะราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้เกิดการชะลอการเดินทางออกนอกพื้นที่ แม้ว่าขณะนี้เป็นโค้งสุดท้ายที่เข้าสู่งานประเพณีปี๋ใหม่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ก็ไม่สามารถเพิ่มยอดจองห้องพักได้ แม้ว่าจะลดราคาก็ตาม” 

    “ปี 2538 จังหวัดเชียงใหม่ มีรายได้ช่วงงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองเกือบ1,000 ล้านบาท แต่ในปีนี้คาดหวังว่าอยากให้แตะที่ร้อยละ 60 ของรายได้ในปีก่อน และเชื่อว่าธุรกิจโรงแรมหลายแห่งต่างเริ่มประสบปัญหาต้นทุนขยับรอบด้าน และก็ยังกังวลว่า ในรอบคูเมืองคนจะมาขับรถเหมือนทุกปีหรือไม้ กิจกรรมต่างๆ ที่เตรียมไว้จะมีคนมาร่วมมากน้อยขนาดไหน รวมถึงถนนคนเดินที่เป็นสีสันก็เงียบเหงา ซึ่งเชื่อว่าจะกลายเป็นผลกระทบลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ทั้งระบบในช่วงไตรมาสที่2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้“ ไพศาล กล่าว 

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo04.jpg

    วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาราคาน้ำมันแพง และน้ำมันขาดแคลน ก่อให้เกิดภาวะช็อกอย่างไม่คาดคิด แม้จะเป็นช่วงที่จัดงานเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย 

    “กิจกรรมที่คนไทยเคยปฎิบัติ เช่นการเดินทางมาท่องเที่ยว และกลับภูมิลำเนาช่วงสงกรานต์ต่างถูกยกเลิกไป เพราะไม่มั่นใจต่อการเดินทาง และต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยคาดว่านักท่องเที่ยวตลาดหลัก คือ ชาวไทย น่าจะหายไปกว่าร้อยละ 90 ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแทบจะไม่มีเลย”

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงราย ถูกยกเลิกห้องพักในช่วงเกิดสงครามตะวันออกกลาง และกระทบยาวมาจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยขณะนี้มียอดจองเพียงร้อยละ 30-40 เท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีอัตราเข้าพักสูงถึงร้อยละ 80 

    “ตอนนี้ต้องเร่งหากรือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ร่วมกันจัดโปรโมชั่น หรือจัดทำแพคเกจ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวตลาดคนไทย ซึ่งจำนวนห้องพักที่มีถึง 18,000 ห้อง ที่พร้อมรับลูกค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต่างพบว่า ยอดจองห้องพักไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด”

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo01.jpg

    การันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 10–19 เมษายน 2569 คาดว่าจะมีเที่ยวบินเฉลี่ย 177 เที่ยวบินต่อวัน และมีผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 22,104 คนต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณร้อยละ 9 

    แต่สายการบินได้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษจากตารางบินปกติรวม 39 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินภายในประเทศ 38 เที่ยวบิน และเที่ยวบินระหว่างประเทศเส้นทางเชียงใหม่–หัวเหลียน (ไต้หวัน) 1 เที่ยวบิน เพื่อรองรับความต้องการเดินทางในช่วงงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองด้วย 

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo07.jpg

    สงกรานต์ปี 2567 ถือว่าเป็นปีที่การท่องเที่ยวภาคเหนือฟื้นตัวแรงหลังโควิดโรงแรมในเชียงใหม่มีรายงานอัตราเข้าพักสูงถึง 90% ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าและรอบคูเมือง ขณะที่ข้อมูลภาพรวมภาคเหนือจากรายงานธนาคารกรุงเทพระบุว่า ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 (Q2/2024) มีค่าเฉลี่ย occupancy ประมาณ 59.3% และช่วงเทศกาลมักสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายไตรมาสมาก

    และปีที่ผ่านมา 2568 ยังถือว่าดีใกล้เคียงปีก่อน โรงแรมช่วงสงกรานต์โดยทั่วไปอยู่ประมาณ 70–90% โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างเชียงใหม่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ปีนี้ถือว่า ลดลงแรงมากจากหลายปัจจัยทั้งจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และฝุ่น PM2.5

    #เชียงใหม่ #เชียงราย #แอ่วเหนือ #สงกรานต์ #เที่ยวสงกรานต์ #สงกรานต์2569 #สงครามอิหร่าน #ราคาน้ำมัน #SpacebarBigCity #Spacebar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/severe-air-pollution-impacts-northern-thailand-songkran-festival&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h1e9gYURsv-Dzr-rMd-K8

  • ดุสิตโพลชี้ คนไทยอยากให้รัฐยอมเฉือนเนื้อลดภาษีน้ำมันช่วยประชาชน

    ดุสิตโพลชี้ คนไทยอยากให้รัฐยอมเฉือนเนื้อลดภาษีน้ำมันช่วยประชาชน

    Print

    12 เมษายน 2569-  “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,266 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2569  ผลการสำรวจ พบว่า จาก 3 แนวทางที่นายกรัฐมนตรีแถลง กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้ามากที่สุด ร้อยละ 72.27 โดยคาดหวังว่าจาก 3 แนวทางนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้สำเร็จ ร้อยละ 34.36 (ไม่แน่ใจ ร้อยละ 32.23) และอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องลดภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ร้อยละ 76.07

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่ต้องการเห็นประเทศฝ่าวิกฤตพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม  โดยเฉพาะการเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในทันทีและมีมาตรการระยะสั้นที่จับต้องได้มากกว่านโยบายเชิงหลักการหรือความเห็นทั่วไปที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน สะท้อนว่าการสื่อสารและการแก้ปัญหาของรัฐบาลต้องชัดเจน ตรงจุด และตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

    ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลในการ “ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน” เพราะมองว่าเป็นรากของปัญหาค่าครองชีพทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับความเชื่อมั่นต่อมาตรการ    ทั้ง 3 แนวทางว่าจะแก้วิกฤตได้จริงยังอยู่ในระดับปานกลาง และมีสัดส่วน “ไม่แน่ใจ” สูง สื่อถึงทุนทางความไว้วางใจที่ยังจำกัด อย่างไรก็ตาม ความต้องการให้ “ลดภาษีน้ำมันและภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม” ในสัดส่วนสูงมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นที่เห็นผลได้ทันที ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ในมุมของการบริหารภาครัฐจึงเป็นโจทย์ใหญ่ในการผสานระหว่างการตอบสนองความเดือดร้อนของประชาชนกับการรักษาวินัยการคลังและความยั่งยืนเชิงนโยบายของรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/979078/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yu5MBnHHg44DtS_VwzimJ

  • “อัครนันท์” รับสนิท “ครูจวง” 10 ปี ชวนร่วมทีมทำงานศึกษา

    “อัครนันท์” รับสนิท “ครูจวง” 10 ปี ชวนร่วมทีมทำงานศึกษา

    “อัครนันท์” แจงดึง “ครูจวง” เหตุต้องการมือทำงาน ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง บอกสนิทกันร่วม 10 กว่าปี

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่านายปารมี ไวจงเจริญ หรือครูจวง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จะเข้ามาเป็นทีมงานของนายอัครนันท์ ว่า ตนสนิทกับนายปารมีมานานกว่า 10 ปีแล้ว ก่อนเข้าสู่การเมือง ซึ่งก่อนที่จะชวนมาทำงานร่วมกันก็ทราบว่านายปารมีไม่ได้เป็น สส. แล้ว และตนได้พูดคุยกับนายปารมี ทราบว่าจะกลับไปเป็นติวเตอร์ จึงชวนมาทำงานร่วมกัน ไม่ได้มีประเด็นอะไรมาก 

    ผู้สื่อข่าว
    “อัครนันท์” รับสนิท “ครูจวง” 10 ปี ชวนร่วมทีมทำงานศึกษา

    เมื่อถามว่า นายปารมีจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ไม่มี ในส่วนของนายปารมี ด้วยความสนิทสนม เมื่อตนมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อยากพัฒนาการศึกษา จึงอยากได้คนแบบนายปารมีมาทำงาน

    ถามย้ำว่า ชวนให้มาช่วยงาน ไม่ได้ชวนมาสังกัดพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ใช่ เรื่องพรรคการเมืองก็ว่ากันไป แต่ละพรรคไม่เหมือนกัน ตนคิดว่านายปารมีมีคุณค่าในการทำงานร่วมกันในด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่มีอะไรมาก

    เมื่อถามว่า มีกระแสดรามาว่านายปารมียังเป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนอยู่ ได้มีการพูดคุยประเด็นนี้หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ได้พูดคุย เพราะชวนกันแบบพี่น้องให้มาทำงานร่วมกัน แต่ในเรื่องพรรคการเมืองต้องให้นายปารมีไปเคลียร์ในส่วนนั้น

    เมื่อถามว่า นายปารมีได้มีการพูดคุยหรือไม่ว่าในอนาคตจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย นายอัครนันท์ กล่าวว่า ไม่เคยพูดเรื่องการเมืองใด ๆ ไม่เคยพูดว่าจะต้องมาอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะอย่างที่บอกพวกเราเป็นนักการเมืองมีหัวโขนของทุกคน ไม่รู้ว่าเราจะอยู่กี่เดือนกี่ปี พอเรามาทำงานตรงนี้เราอยากทำให้มันดี และอยากได้คนเก่งมาร่วมงานกัน

    “ผมมองว่าหากมองแต่เรื่องพรรคการเมือง ประเทศไทยก็ไม่ก้าวหน้า สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้คนเก่ง ๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าพรรคการเมือง หากมองแต่พรรคการเมืองก็จะไม่ได้คนเก่ง ๆ มีความคิดเหมือนเรามาทำงานด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดถึงพรรคการเมือง” นายอัครนันท์ กล่าว

    เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะไม่เกิดดรามาจากพรรคประชาชนอีกใช่หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าตนและเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในพรรคประชาชนก็สนิทกันหลายคน โดยวันนี้ก็จะไปทานข้าวกับนายกรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ถ้าวันนี้มองแต่ว่ามีแนวคิดที่ไม่เหมือนกันแล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/272993&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s7DXwlnLG-YUGwth5EC7J

  • 14 เม.ย. เที่ยวฟรีอุทยานทั่วประเทศ วันครอบครัว เปิดป่าธรรมชาติให้คนไทยเข้าฟรี

    14 เม.ย. เที่ยวฟรีอุทยานทั่วประเทศ วันครอบครัว เปิดป่าธรรมชาติให้คนไทยเข้าฟรี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/141188&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E7BsTX3J48HFdl_gVrxyL

  • เชียงรายเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “วังปลาจาด” บ้านปางกอก

    เชียงรายเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “วังปลาจาด” บ้านปางกอก

    เชียงรายเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “วังปลาจาด” บ้านปางกอก ส่งเสริมชุมชน–ฟื้นฟูทรัพยากรประมง

    เมื่อวันที่ผ่านมา ที่บ้านปางกอก ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย นายอิทธิพล ศรีสองสม เลขานุการ ดร.ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิด “อาคารวังปลาจาด” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ของพื้นที่

    ภายในงานมี นายบุญส่ง ทองคำ กำนันตำบลแม่กรณ์ นายธีรศักดิ์ รินเที่ยง ผู้ใหญ่บ้านบ้านปางกอก นายจำรัส มโนใจ ผู้ใหญ่บ้านบ้านเวียงหวาย พร้อมด้วยฝ่ายปกครองตำบลแม่กรณ์ คณะทำงานกลุ่มพลเมืองร่วมใจ และกลุ่มฮักแม่กรณ์ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    สำหรับ “วังปลาจาด” ได้รับการสนับสนุนพันธุ์ปลาจากกรมประมง จำนวน 50,000 ตัว เพื่อนำมาเลี้ยงในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศในชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือของภาครัฐ ผู้นำท้องถิ่น และภาคประชาชน ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3916940/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o6g63LCfaPs7FppwQpQEa

  • เจาะนโยบาย ‘อนุทิน2’ กางโรดแมปดึงลงทุน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    เจาะนโยบาย ‘อนุทิน2’ กางโรดแมปดึงลงทุน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    การส่งเสริมการลงทุนถือเป็นนโยบายสำคัญของทุกรัฐบาลที่จะสร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับเพิ่มการจ้างงาน รวมทั้งโอกาสสำคัญในการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยปัจจุบันการดึงดูดการลงทุนไม่เพียงแต่จะมีมาตการจูงใจทางภาษี แต่ยังมีการสร้างสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์ที่สนับสนุนการลงทุนด้วย

    ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลโดยในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้กำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนเชิงรุกและการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีสาระสำคัญดังนี้

    1.กำหนดเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยการเร่งปรับบทบาทของภาครัฐ และการเร่งเข้าการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของไทยสู่ระดับสากล และสร้างความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานโลก

    2.การออกมาตรการดึงดูดให้บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาค โดยออกมาตรการจูงใจให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค (Regional Headquarters) ในประเทศไทย

    3.ผลักดันนโยบายร่วมทุน (Joint Venture) โดยปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามา จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทไทย เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในประเทศ และเน้นการใช้ชิ้นส่วนหรือแรงงานในไทยเป็นหลัก

    4.ผลักดันการทำ Super License โดยเร่งผลักดันกฎหมายอำนวยความสะดวกและบริการสาธารณะ เพื่อให้การอนุมัติอนุญาตทำได้รวดเร็วผ่านระบบเดียวภายใน 180 วัน พร้อมใช้กฎหมายชุด (Omnibus Law) แก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี  โดยภาครัฐจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด และระเบียบราชการที่ล่าช้า โดยสามารถสนับสนุนการลงทุนได้ทันทีโดยไม่ต้องพิจารณากฎหมายอื่น

    5.ผลักดันการสร้างให้รัฐปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก โดยปรับบทบาทภาครัฐจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุนของผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเทศไทย

    6.รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปั้น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” และสร้างกลไกในการกำหนดทิศทางเทคโนโลยีโดยรัฐบาลประกาศผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

    1)อุตสาหกรรม ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์  โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านจากผู้พึ่งพาเทคโนโลยีสู่ ผู้สร้างเทคโนโลยี (Deep Tech) ในภูมิภาค

    2) อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด และ Net Zero โดยมีเป้าหมายที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยเปิด ตลาดไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) และพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) พร้อมจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล

    3)อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (EV) โดยสนับสนุนการผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้รถยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ

    4)สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ โดยยกระดับด้วยการแพทย์มุ่งเป้า การใช้ AI และเทคโนโลยีการรักษาทางไกล รวมถึงสนับสนุนการลงทุนผลิตยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ

    5) เกษตรและอาหารมูลค่าสูง โดยตอกย้ำบทบาท “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก” ด้วยการนำเกษตรแม่นยำ AI และเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

    และ 7.สร้างกลไกการระดมทุนและนวัตกรรมทางการเงิน รัฐบาลจะสนับสนุนการเติบโตของการระดมทุนของภาคเอกชน โดยรัฐบาลจะเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนผ่าน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมวายุภักษ์ เพื่อลดภาระงบประมาณและหนี้สาธารณะของประเทศ พร้อมยกระดับตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ

    ทั้งนี้นอกจากการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนทางตรง (FDI) ที่จะเป็นเม็ดเงินใหม่ๆให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย รัฐบาลยังมีเป้าหมายในการผลักดันให้โครงการที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไว้แล้วหลายแสนล้านบาท แต่ยังไม่ได้ลงทุนจริงโดยรัฐบาลจะลงไปช่วยแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกให้สามารถลงทุนจริงผ่านกลไก “Thailand fast pass” เพื่อเร่งปลดล็อกอุปสรรคโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ค้างกว่า 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาทให้มีการลงทุนจริงซึ่งจะสร้างโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อีกมากในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cH56hSlcPlgtxkAExLI_z

  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 10 ปี! จับตารัฐบาลใหม่ดันโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดักเดิม

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 10 ปี! จับตารัฐบาลใหม่ดันโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดักเดิม

    หลังจากฟังท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินชาญวีรกุล ใช้เวลาของวุฒิสภา 1 ชั่วโมงกับ 4 นาทีอ่านคำอภิปราย นโยบายของรัฐบาลความยาว 19 หน้า ของกระดาษ A4 สิ่งที่มีข้อสังเกตในเบื้องต้น ก็คือ

    1. เนื้อหาสาระของนโยบาย ก็ครอบคลุม ในทุกเรื่อง เหมือนกับ รัฐบาลอื่นๆ แล้วออกมาในโทนประมาณ พูดอะไรก็ถูก ทำอะไร มีครบทุกอย่างที่ควรจะทำ มองอะไรก็ดูดี

    2. นโยบายระยะยาวที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงที่เรามีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำ ก็คือ นโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่แสดงไว้ชัดเจน แต่เป็นหัวข้อเล็ก ๆ กว้าง ๆ แต่นโยบายที่จำเป็นกระจัดกระจายอยู่ในหมวดต่างๆ ทั้งสังคมกฎหมาย การศึกษา หรือสาขาการผลิต ทั้ง ๆ ที่ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะเรื่อง กฎระเบียบ กฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อผู้ประกอบการและนักลงทุน รวมถึงเรื่องคอรัปชั่น และการไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยราชการโดยเฉพาะหน่วยทางด้านอนุญาตต่างๆ ปรากฏในเรื่องการบริหารแผ่นดิน แต่สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยลบที่สำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

    3. มาตรการระยะสั้นส่วนมากยังเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังมองไม่เห็นแนวทางการเชื่อมโยงระหว่าง มาตรการระยะสั้น ที่จะส่งผลต่อเนื่องในระยะยาว เหมือนที่ท่านรองนายกฯเศรษฐกิจ ได้กำหนดเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง “ทำสั้น ดันยาว”เท่าที่เห็นยังเป็นมาตรการกึ่งประชานิยมเป็นส่วนใหญ่

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 10 ปี! จับตารัฐบาลใหม่ดันโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดักเดิม

    4. ผมดีใจที่หลายโครงการ ก็เป็นการทำต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา ที่เป็นนโยบายดีๆโดยเฉพาะการกำหนดสาขาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งก็คล้ายๆ กันกับที่รัฐบาลก่อน ๆ ทำงาน การเอาไปต่อยอดน่าจะทำต่อได้ไว เพราะสาขากำหนดมาไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์แห่งอนาคตอุตสาหกรรมแปรรูปอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่บนฐานของ AI และอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งล้วนก็มี facility ต่างๆ ทางด้านงานวิจัย และมาตรการรองรับอยู่แล้วบ้าง 

    อย่างที่บอกข้างต้น คำแถลงทั้งหมดนโยบายกว้างๆครอบคลุมทุกเรื่อง แต่ที่เราเห็นในอดีตที่หลอกหลอนเราก็คือ การที่เจ้ากระทรวงต่างๆ จะต้องถอดนโยบายเหล่านี้ลงไปเป็นนโยบายในเรื่องที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อสร้างเป็นกรอบนโยบายในระดับกระทรวง ก่อนถ่ายลงไปในแผนปฏิบัติงานในระดับกรมและหน่วยงานย่อย โดยต้องกำหนดทิศทางนั้นสอดคล้องกับนโยบายใหญ่ของชาติ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ ก็นำไปออกแบบมาตรการและนโยบายในระดับงานในความรับผิดชอบของแต่ละท่าน 

    ซึ่งส่งที่ออกมาก็มักไม่ผิด แต่ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ภาพใหญ่หวัง เพราะหลายท่านมองกว้าง หรือแคบ หรือมองไกล หรือใกล้ไม่เหมือนกัน เลยทำให้นโยบายที่แถลงกับรัฐสภาถูกพรรคฝ่ายค้านตีตรงไหนก็มียุบให้เห็นทุกที 

    แต่ในการอภิปรายครั้งนี้ นโยบายที่ท่านนายกฯ พูดถึงนั้นมีเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่าถูกใจแฟน ๆ ที่อยากเห็นประเทศยกระดับการแข่งขันกับชาวบ้านได้บ้าง เพราะระยะช่วงสิบปีนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าเพื่อนตลอด เนื้อหาที่ปรากฏในถ้อยแถลงนโยบายครบ สมบูรณ์ แต่ที่เป็นห่วงก็คือตอนที่เหลานโยบายเหล่านั้ลงไปในระดับหน่วยงาน กลัวเป็นบ้องกัญชาจริง ๆ 

    ที่เป็นห่วงเพราะไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมเกษตรบริการ ต่างมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกได้ยาก ในงานนิทัศน์ และ infrastructure ของการเพิ่มขีดความสามารถไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์งานวิจัย การพัฒนาบุคคล ฝีมือแรงงานกฎหมาย ลงไปถึง ความโปร่งใส ของการบริหารราชการแผ่นดินในทุกระดับ มีความซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจกับคนที่ไม่ลงรายละเอียด และยิ่งในยุคนี้ สื่อสารมวลชนในยุคโซเซียลมีเดียที่ใคร ๆ ก็เป็นผู้สื่อข่าวได้ แถมข่าวที่จะดังต้องเติมดราม่า 

    และข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นดูแยกกันยาก สร้างแรงกดดันให้เจ้ากระทรวงต้องสร้างผลงานประเภทถูกใจอินฟลูฯ ผลงานเลยออกมาอย่างที่เห็น ๆ มา  

    ที่ผ่านมานโยบายเหล่านี้ ต่างหน่วยงานต่างมองอยู่ใต้ไซโลของตัวเอง อาจเป็นเพราะ ไม่รู้ ขี้เกียจ หรืออาจเป็นเพราะโครงสร้างทางการเมืองที่รัฐบาลผสมที่ไม่ก้าวก่ายกัน เลยทำให้ต่างคนต่างทำ ทั้ง ๆ ที่งานของตนเองเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของเป้าหมายหลัก อย่างเช่น ถ้ากระทรวงศึกษา และกระทรวงอุดมศึกษาฯ ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร หรือต้องทำอะไรในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ … ก็จบ แต่งานนี้ผมนะเชื่อมืออาจารย์เชน

    ผมขอพูดถึงอาจารย์เชน ผมว่าท่านเข้าใจบริบทของท่านในการเป็นเจ้ากระทรวงอุดมศึกษา ฯ ว่าอะไรคืองานในกรอบ แต่มองเห็นถึงเป้าหมายว่างานในความรับผิดชอบทีทำนั้นต้องให้ผลลัพธ์อะไร ต้องตอบโจทย์ใคร กระบวนการที่จะให้ได้ผลต้องมีอะไร และที่สำคัญต้องทำงานร่วมกับใคร เพราะทำคนเดียวไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด ท่านรู้ว่าเป้าสุดท้ายที่เป็น ultimate goal ของงานวิจัยนั้นคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสุดท้าย คือ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น 

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 10 ปี! จับตารัฐบาลใหม่ดันโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดักเดิม

    ผมอยากแนะนำให้ลองไปดูการแถลงนโยบายของท่านในสภา และนโยบายแถลงที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ ดู ผมอยากเห็นคนนั่งหัวโต๊ะ ค.ร.ม. เศรษฐกิจ มองให้ครบทั้งประเด็น กระบวนการ และองค์ประกอบ เหมือนอาจารย์เชน 

    ผมคิดอย่างนี้ เพราะเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และบริการนั้น จะขยับไปอยู่ในจุดที่ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ ตามที่ ดร. เอกนิติ อยากให้เป็นนั้น ต้องใช้ปัจจัยหลากด้าน จากหลายกระทรวง ร่วมกันทำการกระบวนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันที่สอดคล้องกัน ซึ่งมีทั้งด้านเทคโนโลยี คุณภาพคน ทั้งแรงงานและผู้ประกอบการ รวมถึงการบริหารจัดการที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ที่ทั้งหมดถูกสนับสนุนจากนโยบายการยกระดับคุณภาพและความพร้อมระบบนิเวศน์ การสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสาธารณูปโภค ระบบโลจิสติกส์ 

    การปรับปรุงกฎหมาย และการบริหารราชการแผ่นดินที่โปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น แถมรวดเร็วผ่านนโยบาย Super License ดังนั้น ในภาพรวมของการแถลงนโยบายของนายกฯ อนุทิน แล้วถือว่าครบในภาพรวม ส่วนฝ่ายค้านจะบอกว่า มองใกล้ไม่ชัด หรือมองไกลไม่เห็น ผมว่าต้องเห็นใจท่านนายกฯ เพราะถ้าจะใส่มาตรการ และรายละเอียดทุกอย่างลงไป ท่านก็คงต้องอ่านคำแถลงฯ กันข้ามวันข้ามคืนละครับ จิบน้ำชาหลายรอบ

    ดังนั้น ความยากของการแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น ไม่ได้อยู่ที่การโต้ตอบกับข้อกล่าวหา คำกระเหน็ดกระแหน่ และเสียดสี ของฝ่ายค้านในสองวันของการแถลงนโยบาย แต่อยู่ที่ต้องสร้างความเข้าใจและวิสัยทัศน์ร่วมกันของเจ้ากระทรวงทุกกระทรวงในแต่ละประเด็นที่ต้องเกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการในระดับรองลงไปให้สอดคล้องกัน 

    ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะผลักดันให้ ระบบเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ และยังมีประสิทธิภาพสูงสุด เหมือนดั่ง ที่รองนายกฯ เอกนิติ เคยพูดไว้อยู่ตอนหาเสียงว่าจะทำให้ได้ ดังนั้นผมยังเชื่อมั่นจากคำแถลงนโยบายว่ารัฐบาลรู้ว่าต้องทำอะไร แต่จะทำอย่างไรให้ดีนั้น ผมว่าจำเป็นต้องมีคนดูแลภาพรวมนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่สั่งข้ามกระทรวงได้เพื่อให้งานในแต่ละ Agenda เดินในเส้นทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้น ก็คง… สนุก บันเทิง เหมือนที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/656420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0__m6i_Ud6rO0D5JWlbfRi

  • แห่ช้อปก่อนเล่นน้ำเสื้อมัดย้อม 20 บาท ถูกจริงไม่จกตาสวนกระแสเศรษฐกิจแย่

    แห่ช้อปก่อนเล่นน้ำเสื้อมัดย้อม 20 บาท ถูกจริงไม่จกตาสวนกระแสเศรษฐกิจแย่

    ภูมิภาค

    แห่ช้อปก่อนเล่นน้ำเสื้อมัดย้อม 20 บาท ถูกจริงไม่จกตาสวนกระแสเศรษฐกิจแย่

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 12 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศซื้อขายเสื้อลายดอก เสื้อฮาวายสีสันสดใส ที่ร้าน “ยุวธิดา เสื้อผ้าแฟชั่น” ในตัวเมืองชัยนาท สุดคึกคัก ประชาชนจำนวนมากสลับสับเปลี่ยนแวะเวียนกันมาซื้อหมดไปวันละเกือบ 1 พันตัว เพราะทางร้านขนเอาเสื้อลายดอกมาเป็นกุรุส หลายพันตัว มาแขวนมาวางเรียงรายให้ลูกค้าเลือกกันได้อย่างตามใจชอบ มีทั้งไซส์เล็กใหญ่ เสื้อครอปเอาใจสาวๆ สนนราคาเริ่มต้นตัวละ 100 บาท เท่านั้น

    ส่วนที่เป็นกระแสฮอตฮิต คือ เสื้อมัดย้อม ราคาตัวละ 20 บาท และ 50 บาท ซื้อง่าย จ่ายคล่อง หลายๆคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคานี้สามารถซื้อไปแจกลูกหลานบ้างใส่เองบ้าง ซื้อแล้วไม่เสียดายเงิน เพราะในช่วงนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ ซื้อของราคาหลักสิบดีกว่า ใช้จ่ายให้เหมาะสมกับวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้

    โดยในช่วงนี้เป็นโค้งสุดท้ายก่อนเริ่มเทศกาลสงกรานต์ 2569 ในวันพรุ่งนี้แล้ว จังหวัดชัยนาท จัดให้เล่นน้ำกันตั้งแต่วันที่ 13-15 เม.ย.2569 ที่ถนนข้าวโพด 1 ในชื่อถนนข้าวของประเทศไทย นี้ ทำให้ประชาชนมาหาซื้อเสื้อไว้ใส่กันอย่างหนาตา เอามาแขวนเท่าไรๆ ก็หมดเกลี้ยง เพราะราคาค่อนข้างถูก รูปแบบก็ทันสมัย

    นางสาวยุวธิดา สุภวารี เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ปีนี้คึกคักแต่ยอดขายลดไปเกือบครึ่ง แม้ว่าลูกค้าจะมาเยอะ แต่จำกัดจำนวนซื้อ จากเคยซื้อ สามวัน ใส่วันละตัว ก็ซื้อตัวใหม่แค่ตัวเดียว แล้วไปใช้ของเก่าสลับสับเปลี่ยนกัน ทางร้านต้องงัดกลยุทธ์ เอาเสื้อมัดย้อมมาขายในราคาเริ่มต้นตัวละ 20 บาท เพราะเศรษฐกิจที่ไม่ได้เช่นนี้ แม้ว่าจะกำไรน้อย แต่เน้นจำนวน ปรับตัวให้อยู่รอดในสภาวะบ้านเมืองที่เป็นเช่นนี้ สำหรับคนที่ซื้อไปแล้วนั้นควรต้มก่อนซักเพื่อฆ่าเชื้อป้องกันโรคต่างๆและกันหลายๆคนอาจจะแพ้ฝุ่นไรอีกด้วย
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16PdfcAJyQwKKNY9Y-YP7T

  • ข้อเสนอเดิม ๆ จากตลท. เรียกร้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ข้อเสนอเดิม ๆ จากตลท. เรียกร้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    Loading…

    ข้อเสนอเดิม ๆ จากตลท. เรียกร้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-127&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L-yLeUG6uqwIWThxLtr1N

  • อนุทินเซ็นคำสั่งแบ่งงาน 8 กลุ่มภารกิจ คุมเองปราบโกง มอบเอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์รับงานเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    อนุทินเซ็นคำสั่งแบ่งงาน 8 กลุ่มภารกิจ คุมเองปราบโกง มอบเอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์รับงานเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/2569 แบ่งการบริหารราชการเป็น 8 กลุ่มภารกิจ โดยนายกฯ ดูเองด้านปราบทุจริต ยาเสพติด ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมมอบรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเศรษฐกิจ การลงทุน การค้า ความมั่นคง กฎหมาย และการพัฒนาประเทศ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/2569 ลงวันที่ 8 เมษายน 2569 ว่าด้วยการบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ แบ่งการกำกับงานออกเป็น 8 กลุ่มหลัก เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลมีทิศทางชัดเจนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีรับหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการปราบปรามการทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การกระทำความผิดออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นงานที่อยู่ในบังคับบัญชาโดยตรงของนายกรัฐมนตรี

    คำสั่งดังกล่าวยังกระจายบทบาทให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนรับผิดชอบงานสำคัญตามความเชี่ยวชาญ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ดูกลุ่มภารกิจพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รับผิดชอบทรัพยากรธรรมชาติและการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูการส่งเสริมการลงทุน โดยเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ AI หุ่นยนต์ ดิจิทัล พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ ยา เวชภัณฑ์ และอุตสาหกรรมการแพทย์ ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รับผิดชอบด้านการค้า พาณิชยกรรม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเน้นเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและสนับสนุน SME

    ส่วนงานด้านความมั่นคงและต่างประเทศ มอบให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รับผิดชอบ ครอบคลุมการรักษาความมั่นคง อธิปไตย และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ รวมถึงการยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีความคืบหน้า นอกจากนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ดูกลุ่มภารกิจวิจัยและพัฒนาประเทศไทย สร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และเศรษฐกิจสุขภาพ ส่วนนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รับผิดชอบการพัฒนากฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ สู่ digital government และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ทั้งนี้ หากภารกิจใดต้องอาศัยความร่วมมือข้ามกลุ่ม ให้หัวหน้ากลุ่มประสานและบูรณาการการทำงานร่วมกัน และหากเกิดปัญหาในการปฏิบัติ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/548481.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OmZS6Q6E3ewjl4qV0TeJw