Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผลสำรวจพบ ผู้สูงอายุชาวไทยกว่า 76% มีสุขภาพจิตดี ปราศจากภาวะซึมเศร้า

    ผลสำรวจพบ ผู้สูงอายุชาวไทยกว่า 76% มีสุขภาพจิตดี ปราศจากภาวะซึมเศร้า

    12 เมษายน 2569 – เนื่องในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ตรงกับวันผู้สูงอายุ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ร่วมกับ ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ (Center for Aging Society Research – CASR) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ผู้สูงอายุไทยซึมเศร้าหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 มีนาคม – 2 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ โดยใช้ข้อคำถามทดสอบภาวะซึมเศร้า PHQ – 9 (Patient Health Questionnaire) นำเกณฑ์มาจาก ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า ผู้สูงอายุ ร้อยละ 76.64 ระบุว่า ไม่มีภาวะซึมเศร้า (0 – 4 คะแนน) รองลงมา ร้อยละ 16.87 ระบุว่า มีภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อย (5 – 8 คะแนน) ร้อยละ 5.19 ระบุว่า มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลาง (9 – 14 คะแนน) ร้อยละ 0.84 ระบุว่า มีภาวะซึมเศร้าระดับรุนแรงค่อนข้างมาก (15 – 19 คะแนน) และร้อยละ 0.46 ระบุว่า มีภาวะซึมเศร้าระดับรุนแรงสูง (≥ 20 คะแนน)

    ส่วนการแก้ไขปัญหาของผู้สูงอายุในช่วงที่มีภาวะซึมเศร้า (ถามเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอาการอย่างน้อยหนึ่งข้อตามแบบทดสอบภาวะซึมเศร้า PHQ – 9 จำนวน 799 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ผู้สูงอายุ ร้อยละ 42.43 ระบุว่า พูดคุยกับสมาชิกในครอบครัว (คู่สมรส ลูกหลาน ญาติ เป็นต้น) รองลงมา ร้อยละ 36.05 ระบุว่า ออกกำลังกาย ร้อยละ 34.79 ระบุว่า ออกไปพบปะเพื่อนฝูง หรือสังสรรค์กับเพื่อน ร้อยละ 23.65 ระบุว่า เล่น Facebook ร้อยละ 21.03 ระบุว่า เล่น Line ร้อยละ 8.39 ระบุว่า ทำความสะอาดบ้าน ทำสวน ปลูกต้นไม้ ร้อยละ 8.14 ระบุว่า เล่นเกมส์ อ่านหนังสือดูหนัง และฟังเพลง ร้อยละ 3.88 ระบุว่า ฟังธรรมะ สวดมนต์ และนั่งสมาธิ ร้อยละ 3.00 ระบุว่า นอนหลับพักผ่อน หรือนั่งเล่นอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ร้อยละ 2.50 ระบุว่า ทำงานอาสาสมัคร ร้อยละ 2.25 ระบุว่า เดินทางไปท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง ทำบุญ และไหว้พระ ร้อยละ 1.88 ระบุว่า เล่น TikTok ร้อยละ 1.50 ระบุว่า เล่น YouTube ร้อยละ 0.38 ระบุว่า รับประทานวิตามินหรือยาคลายเครียด และร้อยละ 0.25 ระบุว่า เลี้ยงสุนัข แมว หรือปลา

    ท้ายที่สุดเมื่อถามผู้สูงอายุถึงการติดต่อขอความช่วยเหลือจาก “สายด่วนสุขภาพจิต 1323” ในช่วงเวลาที่มีภาวะซึมเศร้า (ถามเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอาการอย่างน้อยหนึ่งข้อตามแบบทดสอบภาวะซึมเศร้า PHQ – 9 จำนวน 799 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ผู้สูงอายุ ร้อยละ 97.50 ระบุว่า ไม่เคยโทรติดต่อขอความช่วยเหลือ และร้อยละ 2.50 ระบุว่า เคยโทรติดต่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งในจำนวนของผู้สูงอายุที่ระบุว่าไม่เคยโทรติดต่อขอความช่วยเหลือจาก “สายด่วนสุขภาพจิต 1323” พบว่า ร้อยละ 80.36 ระบุว่า ไม่รู้จักว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์สายด่วนอะไร รองลงมา ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ถึงรู้จักว่าเป็นสายด่วนสุขภาพจิต แต่ไม่มั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้ได้ ร้อยละ 4.49 ระบุว่า ไม่ได้อยู่ในภาวะรุนแรงถึงขั้นที่จำเป็นต้องติดต่อขอความช่วยเหลือ และร้อยละ 0.26 ระบุว่า สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ส่วนในจำนวนของผู้สูงอายุที่ระบุว่าเคยโทรติดต่อขอความช่วยเหลือจาก “สายด่วนสุขภาพจิต 1323” พบว่า ร้อยละ 90.00 ระบุว่า รู้จักว่าเป็นสายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต และร้อยละ 10.00 ระบุว่า รู้จักว่าเป็นสายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต และเชื่อมั่นว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้ได้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/979061/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MhTZDXvUqde7wFViHD4Ns

  • “อ.คฑา” เปิดดวง 12 ราศี ปีใหม่ไทย ดวงใครปัง เฮงจัดเต็ม ใครได้เริ่มต้นชีวิตใหม่สุดปัง

    “อ.คฑา” เปิดดวง 12 ราศี ปีใหม่ไทย ดวงใครปัง เฮงจัดเต็ม ใครได้เริ่มต้นชีวิตใหม่สุดปัง

    วันที่ 12 เม.ย.69 อาจารย์คฑา ชินบัญชร นักพยากรณ์ชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊ก “คฑา ชินบัญชร” ระบุว่า…

    เปิดดวง 12 ราศี ต้อนรับ #สงกรานต์ 2569

    ปีใหม่ไทยนี้ ดวงใครจะปัง ใครจะเฮง ใครจะได้เริ่มต้นใหม่แบบปังๆ

    ราศีเมษ การงานการเงินมีโอกาสก้าวหน้า ผู้ใหญ่สนับสนุน งานราชการเด่น ชวงูหลังสิงหาคม จะมีโอกาสธุรกิจ การลงทุนใหม่ ๆ เข้ามา ทำบุญการศึกษา

    ราศีพฤษก ดวงเฮงยืนหนึ่ง การงาน การเงินดี มีผู้ใหญ่หนุน ความ รักสดใส คนโสดมีเกณฑ์พบรัก มีโอกาสลงทนหรือขยาย ครอบครัวช่วงหลังเมษายน ทำบุญคนพิการ

    ราศีเมถุน ระวังการเงิน แต่ความรักโดดเด่น เสน่ห์แรง มีข่าวดี จากคนรักและครอบครัว พร้อมโชคจากการเดินทาง และหลังสงกรานต่งานกาวหนา บริวารสนับสนุนทำบุญเลี้ยงอาหาร ,โรงทาน

    ราศีกรกฏ ระวังอารมณ์และคำพูด แม้บริวารขาด แต่จะได้พิสูจน์ ความสามารถตนเอง โดดเด่นมากด้านการงาน การเงิน มีโอกาสรับทรัพย์จากการเดินทางและธุรกิจต่าง ๆ ทำบุญโรงพยาบาล คนเจ็บป่วย

    ราศีสิงห์ ดวงเด่นการงานและเงิน หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง สิ่งที่ตั้งใจหรือขอพรมีเกณฑ์สำเร็จช่วงสงกรานต์ ควรเสริมพลังบวกจากสถานที่มงคล ทำบุญเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม

    ราศีกันย์ เด่นธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม งานบันเทิง ธุรกิจท่อง เที่ยวมีโอกาสขยาย อาจได้เดินทางกะทันหัน คนโสด มีเกณฑ์พบรักจากการเดินทางหรือการงาน ทำบุญสังฆทาน

    ราศีตุลย์ ดวงเปิด การค้า-ธุรกิจรุ่ง สายขนส่ง วิศวกรรม ออกแบบ ระวังเอกสารสัญญาและสุขภาพ ยังมีกำลัง ใจดีจากตนเองและคนรอบข้าง ทำบุญชำระหนี้สงฆ์

    ราศีพิจิก ระวังอารมณ์และอุบัติเหตุ แต่ดวงยังมีพลังบวกช่วง หลังเมษายนมีโอก่าสเด่นด้านธุรกิจครอบครัว ความงาม แฟชั่น งานวิชาการสำเร็จ ผู้ใหญ่สนับสนุน ทำบุญสรางพระ หล่อพระ

    ราศีธนู รับพลังบวก เปิดมิตรปิดศัตรู มีคนช่วยเหลือมากขึ้น หลังกลางเมษายนดวงดีด้านงานและการค้า เจอกัลยาณมิตรใหม่ ๆทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์

    ราศีมังกร ระวังรายุจ่ายซ่อมรถ-บ้าน และคำพูดที่อาจก่อปัญหา ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และหาโอก้าสรับพลังดี ๆ เสริมดวง ทำบุญโลงศพ ผ้าห่อศพ

    ราศีกุมภ์ การงาน การเงินโดดูเด่น มีโอกาสุดีควรรีบคว้า อาจเดินทางกะทันหัน ต้องตัดสินใจเรื่องงานและลงทุน หลังสงกรานต์มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ทำบุญเด็กกำพร้า

    ราศีมีน ระวังสุขภาพ อารมณ์ คำพูด และความรัก อย่าเพิ่ง ทุ่มเทเร็ว เดนด้านการขาย การตลาด การสื่อสาร หลังสงกรานต์มีโอกาสขยายงานหรือธุรกิจทำบุญคนชรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/horoscope/141218&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nQGHUXXwvwC-yVz-1yclO

  • ถอดบทเรียนการสื่อสารช่วงเลือกตั้ง 2569: อินฟลูฯ-ดีเบต-เฟกนิวส์

    ถอดบทเรียนการสื่อสารช่วงเลือกตั้ง 2569: อินฟลูฯ-ดีเบต-เฟกนิวส์

    แคมเปญสื่อสารเชิงสร้างสรรค์

    ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น การเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ เกิดพร้อมกันกับการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นผลให้ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผู้มีสิทธิทุกคนจะต้องไปกาบัตรลงคะแนนถึง 3 ใบ ทั้งบัตรเลือก สส.แบบแบ่งเขต, บัตรเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติ ที่จากการสำรวจข้อมูลโดยสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้อง พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายคนยังสับสนการ ‘กาบัตร 3 ใบ’ จำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีบัตรใบที่สาม (ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ให้กาด้วย

    นำไปสู่การทำแคมเปญเพื่อให้ความรู้เรื่องการบัตรใบที่สาม ทั้งจากภาคประชาชนและสื่อมวลชน โดยหลายฝ่ายเลือกใช้วิธีการที่สร้างสรรค์เพื่อให้เข้าถึงคนในวงกว้าง เช่น สำนักข่าว The101.world ทำคลิปอธิบายขั้นตอนการลงคะแนนคล้ายคำแนะนำความปลอดภัยบนเครื่องบิน หรือกรณีกลุ่มดารา-นักแสดงมารวมตัวกันเฉพาะกิจทำแคมเปญ ‘ปากุมแภด’ ด้วยเนื้อหาสนุก ๆ จนแต่ละคลิป ได้ยอดวิวหลักแสนไปจนถึงหลักหลายล้าน หรือการจัดกิจกรรมวิ่งรณรงค์ให้คนไปเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ Yes We Run ที่ล้อกับกระแสวิ่งเพื่อสุขภาพซึ่งกำลังฮิตอยู่ในเวลาเดียวกัน

    อีกเทรนด์การสื่อสารจากพรรคการเมืองที่ถูกหยิบมาใช้ คือ ‘ละครแนวตั้ง’ ที่เป็นคลิปวิดีโอบทสนทนาสั้นไม่กี่นาที บางครั้งใช้นักแสดงคนเดียวกันคุยกันเอง ทั้งเพื่อสื่อสารวิธีการเลือกตั้ง เรื่องราวน่าสนใจระหว่างหาเสียง ไปจนถึงนโยบายที่น่าสนใจของแต่ละพรรค

    รศ.ดร.วิไลวรรณ ระบุว่า หนึ่งในผู้คิดแคมเปญการสื่อสารที่โดดเด่นจากอีเวนต์การเมืองใหญ่ต้นปี พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา คือการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นำโดยทีม iLaw ที่มียิ่งชีพ อัชฌานนท์ เป็นผู้อำนวยการ ที่ทำเรื่องเข้าใจยากอย่างปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 ไปจนถึงขั้นตอนการประชามติต่าง ๆ อันซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย และถูกแพร่กระจายในวงกว้าง พร้อมขยายคอนเทนต์จาก online ไปสู่งาน on ground เช่น การวิ่งรณรงค์ที่จับกระแสดูแลสุขภาพของคนในยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะเจาะ

    “ผลจากการรณรงค์เรื่องประชามติที่ประสบความสำเร็จ ก็นำไปสู่ความตื่นตัวเรื่องการเลือกตั้ง สส. ในเวลาเดียวกัน แม้จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิอาจจะไม่มากเท่าครั้งก่อน จากบรรยากาศทางการเมืองที่คนจำนวนไม่น้อย อาจคิดว่า มีการกำหนดตัวผู้ชนะไว้ล่วงหน้าแล้ว” รศ.ดร.วิไลวรรณระบุ

    ข้อมูลเท็จที่ถูกปล่อยอย่างเป็นระบบ

    คู่ขนานกันกับความพยายามในการให้ข้อมูล ‘ที่ถูกต้อง’ ก็มีฝ่ายที่พยายามให้ข้อมูลสร้างความ ‘เข้าใจผิด’ และดูเหมือนจะทำอย่างเป็นระบบ หนึ่งในข้อมูลที่แชร์กันในวงกว้าง คือการระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 จะกระทบต่อการปราบปรามการคอร์รัปชั่น ทำให้ข้อกำหนดเรื่องคดีทุจริตไม่มีอายุความ, โกงกินต้องประหารชีวิต, เมื่อมีคดีความห้ามออกนอกประเทศ หรือห้ามนักการเมืองโดยสารเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส ฯลฯ หายไปทั้งหมด

    ทั้งที่ข้อความดังกล่าว ‘ไม่ได้อยู่’ ในรัฐธรรมนูญ แต่ถึงจะมีการแย้งหลายครั้งว่าข้อมูลดังกล่าว ‘ไม่เป็นความจริง’ ก็ยังมีคนบางกลุ่ม นำไปพูดถึงซ้ำ ๆ โดยบางฝ่ายชัดเจนว่า สนับสนุนบางพรรคการเมืองที่มีจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

    จากข้อมูลของ Cofact และ Thai PBS Verify องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาเท็จและข่าวลวง พบว่า ในช่วงของการเลือกตั้ง มีจำนวนข้อมูลข่าวสารที่ถูกตรวจแล้วพบว่าเป็นเท็จหรือบิดเบือนจำนวนมาก โดย Thai PBS Verify ระบุว่า ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ได้ตรวจสอบรวม 33 ข่าว เป็นข่าวที่ถูกระบุว่าบิดเบือน 14 เรื่อง เป็นข่าวปลอม 5 เรื่อง ในจำนวนนี้มี 5 เรื่องสร้างจาก AI พร้อมข้อสรุปว่า “การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่งผลให้เกิดข่าวบิดเบือนหรือข่าวปลอมเกี่ยวกับการเมืองเพิ่มสูงขึ้น”

    ช่วงเวลาเดียวกัน Cofact ก็ตรวจสอบรวม 33 ข่าวเช่นกัน โดยพบว่ามีถึง 27 ข่าวเกี่ยวกับการเมือง ที่เป็นข้อกล่าวหา-เนื้อหาเท็จ เช่น โควทปลอม, คลิป/ภาพตัดต่อ หรือใช้ AI, นำภาพจริงมาให้บริบทเท็จ ฯลฯ พร้อมกับให้ข้อสรุปสถานการณ์ข่าวเท็จ-ข่าวปลอมในช่วงเลือกตั้งปี พ.ศ. 2569 ไว้ 8 ข้อ อาทิ มักผลิตขึ้นมาชิ้นเดียวกระจายให้มากที่สุด, เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ, เป็น Cheapfake มากกว่า Deepfake, เอาประเด็นเดิม ๆ เช่น มาตรา 112 ไม่รักชาติ รับเงินต่างชาติ มาวนซ้ำร่วมกับประเด็นใหม่ความขัดแย้งชายแดน, มีการสร้างเพจใหม่ ๆ ขึ้นมาโจมตีบางพรรคโดยเฉพาะ, กกต. แม้จะขยับชี้แจงข้อเท็จจริงมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อปกป้องตัวเอง ฯลฯ

    ขณะที่การใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกกันติดปากว่า IO (Information Operation) แม้จะมีการตั้งข้อคำถามว่า มีพรรคการเมืองใดที่ใช้วิธีสื่อสารลักษณะนี้บ้าง แต่การตรวจสอบก็ทำได้ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากหลายแพลตฟอร์มเพิ่มข้อกำหนดเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของผู้ใช้งาน และไม่เปิดให้เข้าถึง API

    อีกสิ่งที่น่าจับตา และชวนวิเคราะห์ต่อไปก็คือยอดดูไลฟ์สดเวทีปราศรัยใหญ่ของบางพรรคการเมืองในโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ที่มีตัวเลขผู้ชมสดหลักแสนคน มากกว่าพรรคการเมืองสำคัญอื่นทั้งหมด แต่เมื่อการไลฟ์สดจบลงยอดดูรวมจริง ๆ กลับไม่สอดคล้องกับตัวเลขดังกล่าว หลายคนวิเคราะห์กันว่า น่าจะใช้ Bot ช่วยสร้างยอดคนดูสด เมื่อตัวเลขจริงปรากฏจึงออกมาไม่สอดคล้องกัน

    รศ.ดร.วิไลวรรณ ระบุว่า ปัญหาใหญ่ของ IO คือจะทำให้คนไม่เชื่ออะไรบนอินเทอร์เน็ต กระทบต่อการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่พบจากการเลือกตั้งครั้งนี้คือ IO มีการทำงานอย่างเป็นระบบอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งผสมกับบริบทที่เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่ปัญหาข่าวเท็จ-ข่าวปลอม ก็มีพัฒนาการที่น่าสนใจ คือไปทำงานกับคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ที่หากสอดคล้องกับอคติ (bias) ของคนกลุ่มนั้น ๆ พวกเขาก็พร้อมจะเชื่อ ไม่ว่าข่าวดังกล่าวจะจริงหรือไม่

    อาจารย์คณะวารสารฯ รายนี้ อธิบายเพิ่มว่า ปัญหาข่าวเท็จ-ข่าวปลอมไม่มีทางหมดไปจากสังคมไทย เพราะเกิดมาก่อนที่โลกออนไลน์จะบูมด้วยซ้ำ แต่โซเชียลมีเดียทำให้แพร่กระจาย ได้เร็วและกว้างขึ้น ที่สำคัญคือข้อมูลประเภทนั้นเป็นสิ่งที่อัลกอริทึ่มชอบ และเราแทบไม่เคยเห็นความรับผิดชอบใด ๆ จากแพลตฟอร์ม ไปจนถึงไม่เคยเห็นผู้เกี่ยวข้องในภาครัฐลงมาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เช่น เรียกแพลตฟอร์มทั้งหมดมาคุย

    “วันนี้แค่ Debunk อย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้อง Prebunk และเพิ่มความรู้ทันการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร (Media Literacy) ให้กับประชาชน นี่คือสิ่งที่เราพอทำได้ ในขณะที่ภาพใหญ่ยังไม่ขยับอะไร” รศ.ดร.วิไลวรรณกล่าว

    บทบาท ‘สื่อบุคคล’ โดดเด่น

    หากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 เป็นปีที่พื้นที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2566 เป็นปีที่ TikTok เสริมบทบาท ‘หัวคะแนนธรรมชาติ’ จนเกิดคอนเทนต์แนว UGC (User-Generated Content) ที่บรรดาแฟนคลับของพรรคการเมืองต่าง ๆ ผลิตขึ้นมา เพื่อให้ข้อมูลและเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรคหรือบุคคลที่ต้องเองชื่นชอบ

    การเลือกตั้ง-ประชามติในปี พ.ศ. 2569 ก็น่าจะเป็นปีทองของเหล่า ‘ผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์’ หรือ Influencer ที่จะมาผลิตคอนเทนต์สร้างสรรค์แข่งขันกัน โดยหนึ่งในอินฟลูฯ ที่โดดเด่นที่สุด คือเพจเฟซบุ๊ก ‘แม่แนน น้องสมาร์ท’ ของพี่น้องเพ็ชรโยธิน ปวีณาและศุภฤกษ์ ที่ทำคอนเทนต์แนวสวมบทบาทสมมุติ (Role Play) พูดถึงข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง-ประชามติ โดยบางคลิปมีการแสดงความเห็น และทัศนคติส่วนตัวไปด้วย กระทั่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งให้ลบเนื้อหาบางคลิป แม้จะถูกโต้แย้งเรื่องไม่มีอำนาจ

    การทำหน้าที่ของ ‘สื่อบุคคล’ ก็ยังบทบาทสำคัญ เช่น คลิปแม่ค้าขายข้าวโพดวนรถจักรยานยนต์มาจับมือให้กำลังใจกับผู้สมัคร สส. บางพรรคการเมืองด้วยสายตามุ่งมั่น ที่เพจเฟซบุ๊ก Friend’s Talk จับภาพไว้ได้ระหว่างตามถ่ายทอดสดการลงพื้นที่ จนกลายเป็นหนึ่งในซีนที่หลายคนจดจำจากการเลือกตั้งรอบนี้ หรือเหตุการณ์เรียกร้องให้นับคะแนนการเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 1 ใหม่ที่ชุมนุมประท้วงพักค้างคืนในสนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี ที่เพจเฟซบุ๊ก Live Real ถ่ายทอดสดต่อเนื่อง กระทั่งเป็นไวรัลในออนไลน์ และกลายเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่ที่สุดภายหลังวันลงคะแนน

    รศ.ดร.วิไลวรรณ เห็นด้วยว่า หลังจากนี้ บทบาทสื่อบุคคลจะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ช่วงกลางปี พ.ศ. 2569 เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่ผลแพ้ชนะอาจวัดกันด้วยตัวตนของผู้สมัคร แตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไปที่ปัจจัยชี้ขาดการแพ้ชนะมีความซับซ้อน โดยสื่อบุคคลจะมีวิธีในการสื่อสารที่เข้าถึงคนหมู่มาก และบางเรื่องทำได้ดีกว่าสื่อองค์กร

    ‘สื่อองค์กร’ จับมือร่วมกันทำงาน

    ในอดีต ด้วยธรรมชาติที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทำให้สื่อองค์กรต่าง ๆ หากไม่อยู่ภายใต้ร่วมของบริษัทเดียวกัน ก็ยากที่จะมาจับมือร่วมมือกันทำงาน แต่สำหรับการเลือกตั้งพร้อมประชามติครั้งนี้ กลับพบเห็นการจับมือร่วมกันทำงานของสื่อองค์กร โดยเฉพาะสำนักข่าว ในหลายกรณี ถือเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ

    อาทิ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเครือมติชนร่วมกันจัดทำงานโพลออนไลน์ ที่เป็นการต่อยอดจากความร่วมมือในการเลือกตั้ง สส. ปี พ.ศ. 2566 หรือกรณีสถานีโทรทัศน์ TNN ร่วมจัดเวทีดีเบตกับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และอีกเวทีใหญ่ คือกรณี 8 สื่อ ได้แก่ เครือมติชน, PPTV, ThaiPBS, Thairath, The101.world, The Reporters, The STANDARD และ TODAY ร่วมกันจัดเวทีดีเบต โดยทั้งหมดรับปากว่า พร้อมจะทำงานร่วมกัน หากมีวาระสำคัญ ๆ ของประเทศอื่นในอนาคต

    และเช่นเดียวกับการเลือกตั้งสำคัญครั้งก่อน ๆ การเลือกตั้ง สส. และประชามติ ปี พ.ศ. 2569 สื่อมวลชน 24 องค์กร ร่วมกับจัดทำการรายงานผลนับคะแนนแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจากการเลือกตั้ง สส. ปี พ.ศ. 2566 ที่มี 38 องค์กร, การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี พ.ศ. 2565 ที่มี 32 องค์กร และการเลือกตั้ง สส. ปี พ.ศ. 2562 ที่มี 30 สำนัก แม้แทบทุกครั้งจะประสบปัญหาในการรับข้อมูลจากภาครัฐเพื่อนำมาใช้รายงานสด ทั้งถูกดึงท่อข้อมูลออกในบางช่วงเวลา (แต่มาอ้างภายหลังว่าถูกแฮก ที่ไม่เป็นความจริง) หรือไม่ส่งข้อมูลให้เป็นเวลาหลายชั่วโมง กระทั่งเกิดคำถามเรื่องข้อมูลรายงานผลคะแนนเลือกตั้ง จะถูกใครบางคน ‘เข้าไปจัดการ’ หรือไม่

    อีกกลุ่มที่ทำงานร่วมกันโดดเด่น อันเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนทำงานสื่อสารและภาคประชาชน ก็คือทีม Vote62 ที่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มให้ประชาชนร่วมรายงานผลการเลือกตั้งเพื่อจับตาการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่ทำงานลักษณะนี้มาตั้งแต่การเลือกตั้ง สส. ในปี พ.ศ. 2562

    “ส่วนตัวอยากเห็นการจับมือร่วมกันทำงานในเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของสื่อองค์กรมากขึ้น ให้เหมือนกับการเลือกตั้งในต่างประเทศ แต่สื่อไทยวันนี้ยังจับมือร่วมกันทำงานน้อยมาก แม้จะเริ่มเห็นความพยายาม แต่ก็ยังอยากเห็นมากกว่านี้ เพื่อให้การทำงานของสื่อองค์กรมีพลังมากขึ้น ในเหตุการณ์สำคัญที่ประชาชนต้องการข้อมูลซึ่งจำเป็นต่อการประกอบการตัดสินใจ” รศ.ดร.วิไลวรรณ เสนอแนะ

    วิธีการสื่อสารที่อาจไม่ได้ผลอีกต่อไป

    ‘เวทีดีเบต’ หรือรายการประชันวิสัยทัศน์ ที่บางเวทีจัดในลักษณะคล้ายเกมโชว์ เคยเป็นสิ่งแปลกใหม่ในการเลือกตั้ง สส. ปี พ.ศ. 2562 รวมไปถึงการเลือกตั้งสำคัญหลาย ๆ ครั้งหลังจากนั้น ทั้ง สส. ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ว่าฯ กทม. จึงไม่แปลกใจที่ ในการเลือกตั้ง สส. ปี พ.ศ. 2569 หลายสื่อจะใช้วิธีนำเสนอคอนเทนต์ดังกล่าวมาใช้ซ้ำอีกครั้ง

    ‘ยามเฝ้าจอ’ เพจเฟซบุ๊กที่ติดตามการทำงานของสื่อมวลชน รวบรวมจำนวนเวทีดีเบตในการเลือกตั้ง ที่จัดโดยสื่อ พบว่ามีอย่างน้อย 74 เวที ที่แม้ในเชิงจำนวนอาจจะไม่ได้มากที่สุด เพราะถึงจะมากกว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี พ.ศ. 2565 ซึ่ง Media Alert รวบรวมที่มีอย่างน้อย 51 เวที แต่ยังน้อยกว่าการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี พ.ศ. 2562 ที่สำนักข่าวออนไลน์ The MATTER เคยรวบรวมไว้ว่ามีอย่างน้อย 108 เวที แต่ก็มีจำนวนมากพอที่จะผู้บริหารหรือผู้สมัคร สส. ของแต่ละพรรค จะสะท้อนว่า มีมากจนไม่สามารถรับขึ้นเวทีได้ทั้งหมด แม้พรรคสำคัญ ๆ จะวางตัวบุคคลที่จะขึ้นเวทีดีเบตของสื่อฯ ไว้ล่วงหน้าก็ตาม โดยแบ่งตามประเด็น เช่น การเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, การศึกษา, การต่างประเทศ, เทคโนโลยี, การกระจายอำนาจ, สิ่งแวดล้อม ฯลฯ หรือตามพื้นที่ภูมิภาคต่าง ๆ กระทั่งตามช่วงวัย หรือเจเนอเรชั่น

    แม้หลายเวทีดีเบตจะพยายามใช้วิธีนำเสนอแบบใหม่ ๆ เช่น สถานีโทรทัศน์ช่อง One31 นำ AI ‘น้องวันวัน’ มาช่วยในการตั้งคำถาม สำนักข่าวออนไลน์ The Momentum ใช้วิธีให้คนรุ่นใหม่มาล้อมวงตั้งคำถามกับผู้สมัคร สส. ด้วยกติกาที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้จะมีเวทีดีเบตจำนวนมาก ข้อความ (Message) ที่ปรากฎบนสารพัดเวที กลับไม่ได้สร้าง Impact มากนัก ภายใต้ข้อสังเกตเรื่องจำนวนเวทีที่ดูจะมากเกินไปจนเกิดภาวะข้อมูลล้นเกิน (Information Overload) ไปจนถึงกรณีที่บางพรรคการเมืองตัดสินใจไม่ส่งบุคคลสำคัญขึ้นเวที

    ข้อมูลจาก Wisesight บริษัทที่ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย พบว่า ระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 (ยุบสภา) จนถึงวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569 (ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่) มีจำนวนข้อความเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.และประชามติ ปรากฏบนโลกออนไลน์ไทย จำนวน 1,782,051 ล้านข้อความ สร้างเอนเกจเมนต์ได้ถึง 874,338,879 เอนเกจเมนต์ โดย Top Message แต่ละแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดัง มักเป็นการสื่อสารจากตัวแทนพรรคการเมืองสู่ประชาชน (เช่น ข้อความของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือรักชนก ศรีนอกจากพรรคประชาชน หรือข้อความคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์จากพรรคไทยสร้างไทย กรณีที่มีใช้ความไม่เหมาะสมกับบุตรสาวที่มาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง), จากอินฟลูฯ ที่พูดถึงการเลือกตั้ง (เช่น ซีเคเจิง หรือพอล-ภัทรพล ศิลปาจารย์), จากภาคประชาสังคมที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง (เช่น การให้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีเงื่อนไขมาก), หรือจากแฟนคลับพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งโพสต์สิ่งที่โดนใจแล้วมีคนแชร์ต่อจำนวนมาก โดยแทบไม่พบว่ามีข้อมูลข่าวสารบนเวทีดีเบตใดติดอยู่ในลำดับต้น ๆ

    รศ.ดร.วิไลวรรณ ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า อีกปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ จากเลือกตั้ง-ประชามติ ปี พ.ศ.2569 คือการที่ผู้ทำงานสื่อสารที่มีอิทธิพลบางคน ออกมาประกาศว่าจะกาเลือกพรรคการเมืองใด หรือ Endorsement ที่ในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในไทยกลับไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยนัก โดยมองว่า การประกาศจุดยืนเช่นนี้ ไม่ใช่ปัญหา ในทางกลับกัน จะยิ่งทำให้บุคคลเหล่านั้นต้องทำงานแบบมืออาชีพ เพราะประชาชนจะคอยจับตามองว่า มีการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่

    สารพัดโจทย์ และพลวัตการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปในอีเวนต์ใหญ่ทางการเมืองแต่ละครั้ง ชวนให้คิดว่า สำหรับการเลือกตั้งหรือประชามติครั้งหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และสื่อบุคคล สื่อองค์กร พรรคการเมือง ผู้สมัคร แฟนคลับ หรือประชาชนทั่วไป จะมีบทบาทมากน้อยเพียงใด ต่อกิจกรรมที่ส่งผลต่อชะตากรรมของคนทั้งประเทศนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862955&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CVcPADcSxrqsrV4MmFmuu

  • โครงการ ‘เรือธง’ คมนาคม ‘อนุทิน 2’ บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ – ตะวันออก

    โครงการ ‘เรือธง’ คมนาคม ‘อนุทิน 2’ บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ – ตะวันออก

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายใต้การบริหารงานกระทรวงคมนาคมในยุคของตนและ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าผลักดันโครงการ “เรือธง” เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ

    โดยมีโครงการเรือธงใน 2 พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (แลนด์บริดจ์) มูลค่าการลงทุนกว่า 9.9 แสนล้านบาท จะยังคงเดินหน้าในยุคนี้ เพราะเป็นนโยบายต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน

    อีกทั้งจากการศึกษาพบว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน โดยจะช่วยสร้างงานเป็นแสนอัตรา สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศ คุ้มค่ากับรองรับขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ เพราะสถิติปัจจุบันพบว่าเรือกว่า 90% ที่ท่าเรือสิงคโปร์เป็นเรือถ่ายลำสินค้า ดังนั้นแลนด์บริดจ์จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้

    โครงการ 'เรือธง' คมนาคม 'อนุทิน 2' บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ - ตะวันออก

    ขณะเดียวกัน จะเร่งการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) แก้ปัญหาเกี่ยวกับสัญญารถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยจะไม่มีการแก้ไขสัญญา แต่รัฐบาลจะเน้นวิธีเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ จูงใจให้คนเข้ามาใช้บริการ และลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งจะมีผลทำให้ไฮสปีดเทรนมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น

    โดยภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย และมีการตั้งประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ก็จะมีการประชุมและเดินหน้าโครงการส่วนของการก่อสร้างศูนย์ความบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ไม่มีการกาสิโน รวมไปถึงการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการสวนสนุกระดับโลกทั้งดิสนีย์แลนด์หรือสวนสนุกอื่นๆ

    โครงการ 'เรือธง' คมนาคม 'อนุทิน 2' บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ - ตะวันออก

    สำหรับรายละเอียดโครงการลงทุนใน 2 เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น แบ่งเป็น

    โครงการแลนด์บริดจ์

    ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาการลงทุน ปรับขนาดการก่อสร้างให้ลดลงจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ระยะที่ 1/1 รองรับตู้สินค้าสูงสุด 4 ล้าน TEUs จากแผนเดิมลงทุนก่อสร้างระยะที่ 1/1 เพื่อรองรับตู้สินค้าสูงสุด 6 ล้าน TEUs แต่แผนลงทุนทั้งหมดยังคงเป้าหมายพัฒนาแลนด์บริดจ์ให้รองรับตู้สินค้าสูงสุด 20 ล้าน TEUs

    ทั้งนี้ การปรับขนาดการก่อสร้างแลนด์บริดจ์ส่งผลให้ สนข.ประเมินวงเงินการลงทุนลดเหลือ 9.9 แสนล้านบาท จากแผนเดิมประเมินไว้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะศึกษาพัฒนาในระยะที่ 1 ทั้ง 3 ระยะ แบ่งเป็น

    ระยะที่ 1/1 (ปี 2573-2574) มูลค่าการลงทุน 6.17 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 1/2 (ปี 2575-2577) มูลค่าการลงทุน 1.74 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 1/3 (ปี 2578-2596) มูลค่าการลงทุน 2.05 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 2 (ปี 2597-2622) ยังไม่มีการประเมินแผนลงทุน เนื่องจากจะต้องรอให้มีการพัฒนาแผนระยะที่ 1 ให้แล้วก่อน

    สำหรับรูปแบบการลงทุน จะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (PPP) ลักษณะ PPP Net cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลใช้หลักการ One Port Two Sides ดำเนินการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว ส่วนผู้เข้ามาลงทุนจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารท่าเรือ และสายการเดินเรือ เพื่อดึงสินค้าเข้ามาใช้บริการท่าเรือ และจะต้องมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ

    โครงการลงทุนใน EEC

    สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) มีแผนพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable “LIVE-WORK-PLAY” City เพื่อยกระดับภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ไร่ มุ่งเป็น World-Class Entertainment & Leisure Hub

    สำหรับการพัฒนาจะมีโครงการสำคัญอย่างสวนสนุกชั้นนำของโลกและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ โดยพื้นที่ตั้งห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูง 10 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 15 กิโลเมตร ส่วนโครงการเมืองใหม่ สกพอ.เตรียมเสนอขออนุมัติสิทธิประโยชน์เฉพาะตัว และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยจะเสนอ กพอ.สร้างเมืองต้นแบบทันสมัย

    ทั้งนี้ แผนลงทุนสวนสนุกระดับโลกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) เตรียมจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์บริหารดิสนีย์แลนด์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ มาศึกษาโมเดลที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบการลงทุนจะเป็นการร่วมทุนหรือไทยลงทุนทั้งหมด รวมถึงการเจรจากับดิสนีย์แลนด์ถึงเงื่อนไขที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด โดยคาดว่าการศึกษาจะใช้เวลา 2-3 เดือน

    ขณะที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเริ่ม “นับหนึ่ง” ก่อสร้าง หลังจากที่ผ่านมาติดหล่ม “ปีศูนย์” มานาน 5-6 ปี อาทิ โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 ออกใบแจ้งเริ่มดำเนินงาน (NTP) ให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เริ่มงานก่อสร้าง

    รวมทั้งยังอยู่ระหว่างรอการประชุม กพอ.เพื่อสรุปแนวทางดำเนินงานในโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เช่นเดียวกับ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ขณะนี้ UTA กำลังหารือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการใช้พื้นที่พัฒนา MRO ทั้งนี้ สกพอ.คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229241&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-2d0vVSKTSx5BFdx75Upq

  • ชายวัย 70 ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เลย หลังเสียภรรยา ไม่รู้ว่ายังมีได้อยู่หรือไม่ | เดลินิวส์

    ชายวัย 70 ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เลย หลังเสียภรรยา ไม่รู้ว่ายังมีได้อยู่หรือไม่ | เดลินิวส์

    เรียน คุณหมอ ดร.โอ สุขุมวิท 51 ที่นับถือ

    ผมอายุ 70 ปี สุขภาพร่างกายโดยรวมแล้วแข็งแรงเหมาะสมกับวัย โรคประจำตัวไม่มี เบาหวานไม่เป็น ความดันไม่มี ผลตรวจไขมันในเลือดครั้งล่าสุด ได้ผลออกมาว่า คอเลสเตอรอล 150 ไตรกลีเซอไรด์ 70 หมอบอกว่าปกติ และผมมีโอกาสติดตามอ่านคอลัมน์ของคุณหมอโอ ในเรื่องเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศชาย เทสโทสเตอโรน ที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง อารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่หงุดหงิด ทำให้สนใจมาก และจะทราบได้อย่างไรว่าถึงวัยที่จะต้องใช้ฮอร์โมนเพศช่วยเสริมหรือยัง อาการเช่นไรที่จะทำให้ทราบว่ามีปัญหาเรื่องการขาดฮอร์โมน เรื่องอารมณ์ทางเพศไม่รู้ว่ายังมีหรือเปล่า เพราะไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับใครเลย ตั้งแต่ภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จึงอยากได้คำแนะนำจากคุณหมอ ดร.โอ เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้ด้วย

    ด้วยความนับถือ
    อมร 70

    ตอบ อมร70
    เมื่ออายุมากขึ้น กลไกการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายจะเสื่อมโทรมลง โดยเฉพาะระบบสืบพันธุ์ สำหรับผู้ชายการเสื่อมสุขภาพของระบบสืบพันธุ์จะค่อย ๆ เกิดขึ้น การผลิตตัวอสุจิและฮอร์โมนเพศชายของลูกอัณฑะจะค่อย ๆ ลดน้อยลง ผู้ชายในช่วงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ระดับฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน อาจลดลงถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับอายุ 40 ปี ในผู้ชายที่ขาดฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนจะมีอาการทางเพศ เช่น หมดความสนใจหรือความตื่นตัวทางเพศ อวัยวะเพศไม่แข็งตัวตอนกลางคืนหรือเมื่อตื่นนอนตอนเช้า น้ำอสุจิมีปริมาณน้อยลงหรือไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้เลย นอกจากนั้นบางคนยังมีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวทำให้ไม่สามารถร่วมเพศได้สำเร็จอีกด้วย

    สำหรับอาการทางกายในผู้ชายกลุ่มนี้จะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่กระปรี้กระเปร่า เฉื่อยชา ไม่กระฉับกระเฉง นอนไม่ค่อยหลับ หรือตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วหลับต่อยาก รวมทั้งมีอาการเบื่ออาหาร ปวดเมื่อยเนื้อตัว ร้อนวูบวาบตามร่างกาย มีเหงื่อออกเวลากลางคืน และใจสั่น ส่วนอาการทางจิตใจและเชาวน์ปัญญาที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ความจำเสื่อมลง ขี้หลง ขี้ลืม ไม่ค่อยมีสมาธิ ตกใจหรือกลัวโดยไม่มีสาเหตุ หงุดหงิดง่าย และเบื่อสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัว หากคุณหรือผู้ชายท่านใดที่มีอาการดังกล่าวมาหลาย ๆ อย่าง หรือมีเพียงอาการแต่เกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือเป็นประจำ ควรนึกถึงสภาวะขาดฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน

    อย่างไรก็ดี การจะบอกได้อย่างชัดเจน แม่นยำควรให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยด้วยการเข้ารับการตรวจเลือดหาระดับฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน พร้อมทั้งตรวจหาค่าพีเอสเอควบคู่กันไปด้วย หากมีระดับต่ำกว่าเกณฑ์แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าตัวคุณสามารถรับฮอร์โมนเพศเสริมได้และปลอดภัยต่อตัวคุณหรือไม่ เมื่อสงสัยหรือต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเสริมฮอร์โมนเพศชาย คุณควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์โดยตรง อย่าตัดสินว่าตัวคุณอายุมากแล้วขาดฮอร์โมนเพศแล้วหาซื้อกินเอง จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของคุณเป็นอย่างมาก สรุปหลังรักษาฟื้นฟูกับพบแพทย์ 70% จะมีพฤติกรรมแบบหนุ่มใหญ่กลับคืนมาคือแข็งแรงแข็งนานมีพฤติกรรมมั่นใจตัวเองเป็นที่ปรึกษาแก่ฝ่ายหญิงได้.

    ……………………………….
    ดร.โอ สุขุมวิท 51

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5773176/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xRL-Urp8tPP1oN7Z0OvYR

  • โพลชี้ประชาชนหวังรัฐแก้วิกฤตพลังงาน แต่ยังขาดความเชื่อมั่น เร่งลดภาษีน้ำมันด่วน | เดลินิวส์

    โพลชี้ประชาชนหวังรัฐแก้วิกฤตพลังงาน แต่ยังขาดความเชื่อมั่น เร่งลดภาษีน้ำมันด่วน | เดลินิวส์

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,266 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า จาก 3 แนวทางที่นายกรัฐมนตรีแถลง กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้ามากที่สุด ร้อยละ 72.27 โดยคาดหวังว่าจาก 3 แนวทางนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้สำเร็จ ร้อยละ 34.36 (ไม่แน่ใจ ร้อยละ 32.23) และอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องลดภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ร้อยละ 76.07

    Print

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่ต้องการเห็นประเทศฝ่าวิกฤตพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในทันทีและมีมาตรการระยะสั้นที่จับต้องได้มากกว่านโยบายเชิงหลักการหรือความเห็นทั่วไปที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน สะท้อนว่าการสื่อสารและการแก้ปัญหาของรัฐบาลต้องชัดเจน ตรงจุด และตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลในการ “ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน” เพราะมองว่าเป็นรากของปัญหาค่าครองชีพทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับความเชื่อมั่นต่อมาตรการ ทั้ง 3 แนวทางว่าจะแก้วิกฤตได้จริงยังอยู่ในระดับปานกลาง และมีสัดส่วน “ไม่แน่ใจ” สูง สื่อถึงทุนทางความไว้วางใจที่ยังจำกัด อย่างไรก็ตาม ความต้องการให้ “ลดภาษีน้ำมันและภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม” ในสัดส่วนสูงมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นที่เห็นผลได้ทันที ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ในมุมของการบริหารภาครัฐจึงเป็นโจทย์ใหญ่ในการผสานระหว่างการตอบสนองความเดือดร้อนของประชาชนกับการรักษาวินัยการคลังและความยั่งยืนเชิงนโยบายของรัฐ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5774958/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjvtr1eDAIWNszt5Ag7Mu

  • เปิดประวัติ ‘อาร์ท- วีระพงษ์’ หลัง ลาออกรอง หน.ปชป. รับภารกิจผู้แทนการค้าไทย

    เปิดประวัติ ‘อาร์ท- วีระพงษ์’ หลัง ลาออกรอง หน.ปชป. รับภารกิจผู้แทนการค้าไทย

    เปิดประวัติ ‘อาร์ท- วีระพงษ์’ หลัง ลาออกรอง หน.ปชป. รับภารกิจผู้แทนการค้าไทย

    เปิดประวัติ ‘อาร์ท- วีระพงษ์’ หลัง ลาออกรอง หน.ปชป. รับภารกิจผู้แทนการค้าไทย

    กระแส “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ทางการเมืองในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นกรณีของ นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนภายในพรรคอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากปรากฏบทบาทก้าวข้ามแนวเส้นฝ่ายค้าน ไปรับภารกิจสำคัญด้านการเจรจาการค้าของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ท้ายที่สุด ต้องเจอแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกพรรค และนำไปสู่การตัดสินใจลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยช่วยประเทศชาติท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจถาโถม   

     สำหรับ  นายวีระพงษ์ ประภา (เกิด 30 กันยายน พ.ศ. 2527) ชื่อเล่น อาร์ท เป็นนักการเมืองชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้แทนการค้าไทย โดยนายวีระพงษ์ เป็นบุตรนายกำพล กับนางวิทินี ประภา ด้านครอบครัวสมรสกับฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์

    ศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้นที่ประเทศไทย หลังจากนั้น เดินทางไปศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ Burnside High School เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ วีระพงษ์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับ 1) ด้านการบัญชี ธุรกิจระหว่างประเทศ และกฎหมายพาณิชย์ จาก Victoria University of Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ และระดับปริญญาโท ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ จาก วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 วีระพงษ์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการบริหารธุรกิจสำหรับผู้บริหาร (Executive MBA) จาก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศสหราชอาณาจักร โดยได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานโดดเด่นในภาคประชาสังคม

    นายวีระพงษ์เริ่มชีวิตการทำงาน โดยการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงินของอีวาย หนึ่งในสี่บริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ของโลก ที่สาขาในประเทศนิวซีแลนด์และกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทข้ามชาติด้านการเกษตรและด้านการเงิน

    หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศที่ LSE วีระพงษ์ผันตัวมาทำงานในภาคประชาสังคม โดยมุ่งหมายที่จะนำประสบการณ์จากภาคธุรกิจมาผลักดันให้ธุรกิจดำเนินการโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และประเด็นด้านสังคมอย่างยั่งยืน โดยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และผู้จัดการด้านการสื่อสารสาธารณะให้กับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    ระหว่างปี 2557 ถึงปี 2565 วีระพงษ์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษานโยบายอาวุโสให้กับ Oxfam องค์กรด้านการพัฒนาระหว่างประเทศชั้นนำของโลก ที่สาขาประเทศไทยและต่อมาที่เมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาซูเซส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการทำงานที่องค์การ Oxfam วีระพงษ์มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ของโลกในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย เช่น Amazon Walmart และ Kroger หันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนและผนวกประเด็นเหล่านี้เข้ากับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ[6] โดยวีระพงษ์ผลิตงานวิจัย งานเขียน ตลอดจนเป็นผู้แทนเจรจาระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนเกิดขึ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว

    ระหว่างปี 2565 ถึงปี 2567 วีระพงษ์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการอาวุโสด้านธุรกิจเพื่อความยั่งยืนให้กับกองทุน Freedom Fund องค์กรให้ทุนระหว่างประเทศที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยทำหน้าที่บริหารโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนทั้งด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมหลายประเทศทั้งสหราชอาณาจักร ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และวีระพงษ์ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 เพื่อเข้ารับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 นอกจากนี้ วีระพงษ์ให้สัมภาษณ์สื่อชั้นนำ เช่น Moody’s Corporation Reuters และเป็น speaker ให้กับการประชุมนานาชาติในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายการค้าการลงทุน ตลอดจนกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/656471&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DbrACXt2OuLmXwxnAkc6O

  • กสทช. กำกับOTT ขอมาตรการชัดคุ้มครองผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กสทช. กำกับOTT ขอมาตรการชัดคุ้มครองผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กสทช. กำกับOTT ขอมาตรการชัดคุ้มครองผู้บริโภค

    ปัญหาโฆษณาคั่นรายการบนแพลตฟอร์ม OTT ถูกจับตาอีกครั้ง หลังที่ประชุม กสทช. สรุปว่ามีอำนาจ กำกับOTT ตามกฎหมาย สภาผู้บริโภคเร่งออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่จ่ายค่าสมาชิกแต่ยังต้องรับชมโฆษณา

    ลองนึกภาพว่า คืนนี้คุณเปิดแอปฯ ดูซีรีส์หรือรายการโปรดในฟรีทีวีผ่านมือถือที่เป็นสมาชิกอยู่ แต่พอเริ่มดูกลับพบว่ามีโฆษณาแทรกขึ้นมากลางรายการ บางชิ้นยาวเกือบนาที บางชิ้นก็กดข้ามไม่ได้ จนทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า บริการที่เก็บค่าสมาชิกแล้ว ยังควรให้ผู้บริโภคต้องดูโฆษณาซ้ำอีกหรือไม่

    ประเด็นการโดนบังคับให้ดูโฆษณาในอุปกรณ์มือถือนั้นถูกต้องหรือไม่ ได้กลายเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้บริโภคว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคหรือไม่ ในขณะที่ผู้ให้บริการที่เป็นผู้นำเอาโฆษณาแทรกเข้าไประหว่างรายการโทรทัศน์หรือวิดีโอดังกล่าวยังเห็นว่าเป็นสิทธิที่ผู้ให้บริการสามารถทำได้

    ทั้งนี้ การรับชมรายการต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งเคเบิลหรือจานดาวเทียม หรือที่เรียกโดยย่อว่าระบบ Over the Top (โอทีที : OTT) นั้น พบว่าก่อนหน้านี้มีช่องว่างของการกำกับดูแล เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนด้านกฏหมายว่าระบบนี้จะต้องมีการกำกับดูแลหรือไม่ ใครคือผู้มีอำนาจ และกฏเกณฑ์ในการกำกับดูแลมีอะไรบ้าง

    กระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยืนยันว่ามีอำนาจ กำกับOTT แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจน ขณะที่สำนักงานสภาผู้บริโภคเห็นว่า ถึงเวลาที่ กสทช. ต้องเร่งออกมาตรการกำกับดูแลอย่างจริงจัง เพราะปัญหานี้ล่าช้าเกินสมควรและกระทบผู้บริโภคมาเป็นเวลานาน

    ถึงเวลา กสทช. ออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค

    ประเด็นสำคัญต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการยืนยันอำนาจหน้าที่ของ กสทช. หากแต่อยู่ที่ว่าจะใช้อำนาจดังกล่าวออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไรและเมื่อใด โดยนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เห็นว่า กสทช. ควรเร่งออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะปัญหาการแทรกโฆษณาระหว่างการรับชมบนแพลตฟอร์ม OTT เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคเผชิญมานานและไม่ควรถูกปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป

    ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้น หลังที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 พิจารณาร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569 – 2573) และได้ข้อสรุปว่า กสทช. มีอำนาจกำกับดูแล OTT ตามกฎหมายและมติบอร์ดที่มีมาตั้งแต่ปี 2560 และ 2566 ซึ่งวางหลักว่า OTT ถือเป็นกิจการโทรทัศน์ประเภทหนึ่ง

    แม้การยืนยันอำนาจกำกับดูแลจะถือเป็นพัฒนาการสำคัญ แต่สิ่งที่ผู้บริโภคยังรอคอยคือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการอย่างไร โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเก็บค่าสมาชิกแล้ว แต่ยังมีโฆษณาแทรกเข้ามาระหว่างการรับชม

    จ่ายค่าสมาชิกแล้ว ทำไมยังต้องดูโฆษณา

    ปัญหาที่ผู้บริโภคตั้งคำถามมาโดยตลอดคือ การรับชมเนื้อหาผ่านมือถือหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการเก็บค่าสมาชิกอยู่แล้ว แต่ยังมีโฆษณาแทรกเข้ามาระหว่างรายการหรือวิดีโออีกชั้น

    ประเด็นนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความน่ารำคาญจากการรับชม แต่ยังโยงไปถึงความเป็นธรรมในการให้บริการ เพราะผู้บริโภคบางส่วนอาจต้องรับภาระทั้งค่าสมาชิกและโฆษณาไปพร้อมกัน ขณะที่ก่อนหน้านี้กลับยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจนว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่ชัดเจนของอำนาจกำกับดูแลในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้ปัญหาดังกล่าวถูกปล่อยค้างอยู่นาน ทั้งที่เป็นเรื่องที่กระทบผู้ใช้บริการจำนวนมาก

    เมื่อผู้บริโภคต้องนำปัญหาเข้าสู่ศาล

    ความล่าช้าของการกำกับดูแลทำให้ปัญหาขยับไปถึงขั้นการฟ้องร้องในชั้นศาล ในปี 2567 ผู้บริโภครายหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโฆษณาบน OTT ได้ยื่นฟ้อง กสทช. ต่อศาลปกครอง โดยเห็นว่าหน่วยงานปล่อยให้มีการโฆษณาคั่นรายการโดยไม่กำกับดูแล แม้ศาลปกครองชั้นต้นจะไม่รับฟ้องในตอนแรก แต่คดียังเดินหน้าต่อ

    ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าอาจเป็นกรณีที่หน่วยงานรัฐละเลยต่อหน้าที่ ปล่อยให้มีการแสวงหากำไรเกินควรจากผู้บริโภค และยังเป็นคดีที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งประชาชนสามารถยื่นฟ้องได้แม้ไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง

    กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า หากมีหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ปัญหาอาจไม่จำเป็นต้องถูกผลักไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล และผู้บริโภคก็คงไม่ต้องแบกรับภาระจากความล่าช้าของระบบกำกับดูแลเช่นที่ผ่านมา

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    คุณใช้บริการ OTT อยู่ทุกวัน

    OTT กลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดูโทรทัศน์ผ่านแอปพลิเคชัน ดูรายการย้อนหลัง หรือรับชมเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่าง ๆ โดยรายงาน “Digital 2025” จาก We Are Social และ Meltwater ระบุว่า คนไทยรับชมบริการสตรีมมิ่งสูงถึง 95.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 91.9% ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ในปี 2566 ไทยมีบัญชีผู้ใช้บริการ OTT กว่า 10.92 ล้านบัญชี และคาดว่าในปี 2567 จะเพิ่มเป็น 12.72 ล้านบัญชี

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า OTT เป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่ผู้บริโภคใช้เข้าถึงสื่อในชีวิตประจำวัน และยิ่งมีผู้ใช้จำนวนมากเท่าใด คำถามเรื่องความเป็นธรรมในการให้บริการและการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/ott-consumer-protection/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jMDWSXoRcD8QGdYFmDgcM

  • จุฬาฯ เตรียมเปิดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ให้”

    จุฬาฯ เตรียมเปิดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ให้”

    การศึกษา

    จุฬาฯ เตรียมเปิดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ให้”

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    จุฬาฯ เตรียมเปิดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ให้”

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ จะจัดพิธีเปิดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ให้” ในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 17.00 – 18.00 น. ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ โดยมี ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านการนำเสนอพระราชกรณียกิจที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข การรักษาพยาบาล การส่งเสริมอาชีพ ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าและน้

    นิทรรศการครั้งนี้ได้อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระผู้ให้” ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระราชทานเพื่อใช้เป็นบทขับร้องในการแสดงดนตรีไทยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงบทพระราชนิพนธ์บางบทจากหนังสือ “สมเด็จแม่กับการศึกษา” มาถ่ายทอดในรูปแบบนิทรรศการที่ออกแบบอย่างงดงาม และเข้าใจง่าย

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com    และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/472496&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BSQJ-Ygsq3x4KsTEK8Lb8

  • ปชช.หนุน ‘นายกฯ’ ออก 3 แนวทางแก้วิกฤติพลังงาน

    ปชช.หนุน ‘นายกฯ’ ออก 3 แนวทางแก้วิกฤติพลังงาน

    ‘สวนดุสิตโพล’ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘การรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาล’ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,266 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า จาก 3 แนวทางที่นายกรัฐมนตรีแถลง กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้ามากที่สุด ร้อยละ 72.27 โดยคาดหวังว่าจาก 3 แนวทางนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้สำเร็จ ร้อยละ 34.36 (ไม่แน่ใจ ร้อยละ 32.23) และอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องลดภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ร้อยละ 76.07 

    ‘ดร.พรพรรณ บัวทอง’ ประธานสวนตุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่ต้องการเห็นประเทศฝ่าวิกฤตพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในทันทีและมีมาตรการระยะสั้นที่จับต้องได้มากกว่านโยบายเชิงหลักการหรือความเห็นทั่วไปที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนสะท้อนว่าการสื่อสารและการแก้ปัญหาของรัฐบาลต้องชัดเจน ตรงจุด และตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ‘ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์’ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลในการ ‘ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน’ เพราะมองว่าเป็นรากของปัญหาค่าครองชีพทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับความเชื่อมั่นต่อมาตรการทั้ง 3 แนวทางว่าจะแก้วิกฤตได้จริงยังอยู่ในระดับปานกลาง และมีสัดส่วน ‘ไม่แน่ใจ’ สูง สื่อถึงทุนทางความไว้วางใจที่ยังจำกัด 

    อย่างไรก็ตาม ความต้องการให้ ‘ลดภาษีน้ำมันและภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม’ ในสัดส่วนสูงมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นที่เห็นผลได้ทันที ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ในมุมของการบริหารภาครัฐจึงเป็นโจทย์ใหญ่ในการผสานระหว่างการตอบสนองความเดือดร้อนของประชาชนกับการรักษาวินัยการคลังและความยั่งยืนเชิงนโยบายของรัฐ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/suan-dusit-poll-12apr26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DzcJoJg6BjLowG37Na6y0