Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘รัฐบาล’ ตีปี๊บ เที่ยวป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ ‘วันครอบครัว’ 14 เม.ย.

    ‘รัฐบาล’ ตีปี๊บ เที่ยวป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ ‘วันครอบครัว’ 14 เม.ย.

    “รัฐบาล” ชวนเที่ยวป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ “วันครอบครัว” 14 เม.ย.นี้ ให้คนไทยสัมผัสธรรมชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย.น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาส “วันครอบครัว” วันที่ 14 เม.ย. นี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดให้ประชาชนชาวไทย ท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าบริการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ
    โดยยกเว้นค่าบริการเข้าพื้นที่และค่ายานพาหนะ สำหรับบุคคลสัญชาติไทย ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เรียนรู้ระบบนิเวศ และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “วันครอบครัวปีนี้ รัฐบาลอยากชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันในพื้นที่ธรรมชาติ เรียนรู้ และพักผ่อนอย่างมีคุณค่า พร้อมร่วมกันดูแลทรัพยากรของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน และขอความร่วมมือประชาชนท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่ และช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อให้ผืนป่าอนุรักษ์ยังคงความสมบูรณ์สำหรับคนไทยทุกคนต่อไป“น.ส.ลลิดา กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1229412&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L5-3PHYETujmSBfIwvd93

  • “นายกฯอนุทิน” ร่วมแจม เป่าขลุ่ย ที่สนามบินเชียงราย ต้อนรับนักท่องเที่ยว

    “นายกฯอนุทิน” ร่วมแจม เป่าขลุ่ย ที่สนามบินเชียงราย ต้อนรับนักท่องเที่ยว

    “อนุทิน” บินตรวจท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่จ.เชียงราย  แจม เป่าขลุ่ย ร่วมวงดนตรีไทยที่สนามบิน

    วันที่ 12 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย สวมเสื้อลายดอก เข้ากับเทศกาลสงกรานต์ เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง บริเวณพื้นที่แสดงความสามารถ ใกล้จุดประชาสัมพันธ์ ได้ชมการแสดงของ “ชมรมดนตรีพื้นเมืองวัดเชตวัน” (พระนอน)2522 ที่บรรเลงเพลงไทย ให้ผู้โดยสารได้รับฟัง บริเวณท่าอากาศแม่ฟ้าหลวง ก่อนจะเข้าไปร่วมวง เป่าขลุ่ย ให้ผู้โดยสารได้รับฟังอย่างเพลิดเพลิน จากนั้นได้จะถ่ายรูปกับนักดนตรี เป็นที่ระลึก

    ขณะที่เพจ Anutin Charnvirakul ของนายอนุทิน โพสต์คลิปเป่าขลุ่ย พร้อมเขียนข้อความระบุว่า ถ้านับอายุก็ใกล้ครบคุณสมบัติที่พอจะเข้ากลุ่ม สว. กลุ่มนี้ได้แล้ว นี่แหละเรียกว่า ฮั้ว สว. ของจริงเพราะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926389&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z8Wd0aWgBYooBjj-SSAa7

  • ตั๋วเครื่องบินแพง – น้ำมันเครื่องบินขาดแคลน ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยไตรมาส 2 หดตัว 9.2%

    ตั๋วเครื่องบินแพง – น้ำมันเครื่องบินขาดแคลน ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยไตรมาส 2 หดตัว 9.2%

    ไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวมากขึ้น จากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางมีความไม่แน่นอนสูง ความเชื่อมั่นการเดินทางลดลง ราคาน้ำมันเครื่องบินเร่งตัวสูงขึ้นมากกว่า 100% จากสิ้นปี 2568 กระทบราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น ขณะเดียวกับความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมันเครื่องบินในบางประเทศสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวยังพอมีปัจจัยจากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาทิ จีน อินเดีย น่าจะยังโตได้ และไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวทดแทน สำหรับผู้ที่ต้องการหลบภัยสงคราม

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ไตรมาส 2 ปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยคาดหดตัว 9.2% (YoY) หรือมีจำนวน 6.49 ล้านคน 

    ตั๋วเครื่องบินแพง - น้ำมันเครื่องบินขาดแคลน ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยไตรมาส 2 หดตัว 9.2%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976056&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tjlYE6rthSDtxCowtUzSK

  • จีนประกาศ 10 มาตรการจูงใจใหม่สำหรับไต้หวัน รวมเปิดเที่ยวบิน-ผ่อนปรนข้อจำกัดท่องเที่ยว หลังการเยือนของผู้นำฝ่ายค้าน

    จีนประกาศ 10 มาตรการจูงใจใหม่สำหรับไต้หวัน รวมเปิดเที่ยวบิน-ผ่อนปรนข้อจำกัดท่องเที่ยว หลังการเยือนของผู้นำฝ่ายค้าน

    สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า รัฐบาลจีนได้เปิดเผยมาตรการจูงใจใหม่ 10 ข้อสำหรับไต้หวัน ซึ่งรวมถึงการผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการท่องเที่ยว การอนุญาตให้ฉายละครโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาเหมาะสม และการอำนวยความสะดวกในการขายอาหาร

    ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการเยือนจีนของเจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน โดยเธอยังได้พบกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และหารือเกี่ยวกับความจำเป็นในการสร้างสันติภาพและความปรองดองระหว่างทั้งสองฝ่าย

    ภายใต้มาตรการทั้ง 10 ข้อ ยังมุ่งเน้นเรื่องการจัดตั้งกลไกการสื่อสารที่สม่ำระหว่างพรรคก๊กมินตั๋ง และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขณะที่จะมีการเปิดเที่ยวบินระหว่างจีนและไต้หวันอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง และรัฐบาลจีนยังอนุญาตให้ประชาชนจากเซี่ยงไฮ้และมณฑลฝูเจี้ยน เดินทางไปเยือนไต้หวันได้

    นอกจากนี้ ฝ่ายจีนจะมีการจัดตั้งกลไกเพื่อผ่อนปรนมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์ประมงจากไตเหวัน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานทางการเมืองที่ “ต่อต้านการแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวัน”

    สำหรับมาตรการเกี่ยวกับเนื้อหาละครโทรทัศน์ สารคดี และแอนิเมชั่นของไต้หวันจะได้รับอนุญาตให้ฉายได้ ตราบใดที่มีเนื้อหาที่ถูกต้องเหมาะสม มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณภาพการผลิตสูง

    ด้านสภาการกิจการแผ่นดินใหญ่ของรัฐบาลไต้หวัน ซึ่งรับผิดชอบนโยบายเกี่ยวกับจีนออกแถลงการณ์ว่า สิ่งที่รัฐบาลปักกิ่งเรียกว่า “การผ่อนปรนฝ่ายเดียว” นั้นเป็นเพียง “ยาพิษที่บรรจุอยู่ในของขวัญอันแสนเอื้อเฟื้อ

    โดยรัฐบาลไต้หวันสนับสนุนการแลกเปลี่ยนที่ดีระหว่างสองฝ่าย แต่ไม่ควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือเป้าหมายทางการเมือง

    ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋ง ออกแถลงการณ์ต้อนรับประกาศของรัฐบาลจีน โดยมองว่าเป็น ‘ของขวัญ’ สำหรับประชาชนชาวไต้หวัน

    ทั้งนี้ จีนปฏิเสธที่จะพูดคุยกับประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน โดยกล่าวว่าเขาเป็น ‘ผู้แบ่งแยกดินแดน’ จากท่าทีปฏิเสธการอ้างอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวัน

    ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปเที่ยวไต้หวัน ลดลงอย่างชัดเจนนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ ไต้หวันเคยร้องเรียนเกี่ยวกับการที่จีนจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำบางชนิดจากไต้หวัน และยังชี้ว่าในบางกรณี จีนมีการใช้ข้ออ้างที่ไม่เป็นธรรมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของศัตรูพืชและโรคต่างๆ

    ภาพ : CTI via REUTERS

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-taiwan-incentives-flights-travel/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TZHpnmfE3XcjXMuFRTE9z

  • ประเทศชาติ หรือ มารยาททางการเมือง ย้อนตำนานรัฐบาลชวน 2 ต้นกำเนิด งูเห่า

    ประเทศชาติ หรือ มารยาททางการเมือง ย้อนตำนานรัฐบาลชวน 2 ต้นกำเนิด งูเห่า

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

    ข่าวนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทาบทามบุคคลมาเป็นที่ “ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี “ ทั้งหมด12 คน และหนึ่งในนั้นที่กำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ อย่างกว้างทั้งชื่นชม และ ตำหนิ คือ ชื่อของ นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีประสบการณ์ เคยเป็นผู้แทนการค้าไทย ขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA)ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งการเจรจาดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ

    ประเด็นหลักของฝั่งคนที่ออกมาตำหนิ นางศุภจี ก็คือเรื่องมารยาททางการเมือง เพราะนายวีระพงษ์ ยังมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่ผู้คนอีกส่วนหนึ่งที่ชื่นชมการตัดสินใจเชิญนายวีระพงษ์ มาช่วยงานสำคัญ โดยไม่ยึดติดว่า สังกัดพรรคไหนก็สามารถเอาความรู้ความสามารถมาช่วยประเทศชาติได้  

    วีระพงษ์ ประภา

    ต่อมาก็แตกประเด็นไปเป็นเรื่องข้อเท็จจริง ว่า ได้ขออนุญาต หรือแจ้ง หัวหน้าพรรคก่อนหรือไม่ อย่างไร

     แต่ในรายงานชิ้นนี้เราจะไม่ลงในรายละเอียดกรณีนี้  แต่จะพาย้อนไปถึง ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าสำคัญ ที่เป็นการปะทะกันระหว่าง เหตุผลเรื่อง มารายาททางการเมือง กับ ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นต้นกำเนิดของ ศัพท์การเมืองที่ทุกคนคุ้นกันดี คือ “งูเห่า”  !!

    ย้อนเวลาไปเมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2540 ประเทศไทย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจ ที่โลกรู้จักในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ซึ่งลุกลามไปหลายประเทศ  ในห้วงเวลานั้น  รัฐบาลที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถรับมื

    อกับวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ถาโถมอย่างรุนแรงได้ จากวิกฤตเศรษฐกิจ นำไปสู่แรงกดดันทางการเมือง สุดท้ายพลเอกชวลิต ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540

    พลเอกชวลิต

    เมื่อนายกรัฐมนตรีลาออก การแข่งขันกันจัดตั้งรัฐบาลก็เริ่มขึ้นอย่างเข้มข้น ฝั่งรัฐบาลเดิม นำโดยพรรคชาติพัฒนา หวังดัน “น้าชาติ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กลับคืนสู่ตำแหน่งอีกครั้ง

    ขณะที่ฝั่งฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์  ชู  ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กลับมาเป็นนายกอีกครั้งเช่นเดียวกัน

    ใครดึงเสียงสนับสนุน จากสส.ได้มากกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ !

    ปฏิบัติการ “พลิกขั้ว” กลางดึก จุดกำเนิดงูเห่า

    ตัวแปรสำคัญในขณะนั้นคือ พรรคประชากรไทย ของ นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิมและมีมติชัดเจนว่าจะสนับสนุน พล.อ.ชาติชาย

    แต่ทว่าในคืนวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2540 ประวัติศาสตร์ก็ถูกเขียนใหม่ เมื่อกลุ่ม สส. ในพรรคประชากรไทยจำนวน 12 คน นำโดย นายวัฒนา อัศวเหม และ นายมั่น พัธโนทัย ตัดสินใจ “หักมติพรรค” เดินทางไปยังบ้านพักขอแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อลงนามสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

    ชวน หลีกภัย

    วาทะอมตะ “ผมเป็นชาวนา ที่ถูกงูเห่ากัด”

    ในวันที่ความแตก นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทยผู้ขึ้งเคียด ได้ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงดุดันอันเป็นเอกลักษณ์ เปรียบเปรยเหตุการณ์นี้กับนิทานอีสปเรื่อง “ชาวนากับงูเห่า” > “ผมเป็นเหมือนชาวนาที่ไปเก็บงูเห่าที่กำลังจะตายจากความหนาวเหน็บมาอุ้มชูไว้ในอก ให้ที่พัก ให้ความอบอุ่น แต่พองูเห่านั้นเริ่มมีกำลัง มันก็แว้งกัดชาวนาจนตาย”

    วาทะนี้สั่นสะเทือนวงการการเมืองไทย และทำให้คำว่า “งูเห่า” ถูกใช้เรียกนักการเมืองที่ทรยศต้นสังกัดนับแต่นั้นเป็นต้นมา

    ขณะที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หรือ เสธ.หนั่น  ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น และถูกขนานนามว่าเป็น “ผู้จัดการรัฐบาล” ผู้กวักมือเรียกงูเห่าเข้าคอก  โดยยกเหตุผลเรื่องการกอบกู้ชาติจากวิกฤตเศรษฐกิจ

    และกลุ่มงูเห่าจากพรรคประชากรไทย ก็ยืนยันจุดยืนว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลที่ทำงานได้ และหลุดพ้นจากทางตันทางการเมือง

    กลุ่มพรรคฝ่ายที่พ่ายแพ้ในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องจริยธรรมทางการเมืองอย่างรุนแรง

    บทสรุปแห่งประวัติศาสตร์

    ผลจากการขยับของกลุ่มงูเห่า 12 เสียงมาสนับสนุน ทำให้ นายชวน หลีกภัย รวบรวมเสียงได้ทั้งสิ้น 208 เสียง ชนะ พล.อ.ชาติชาย ที่รวบรวมได้เพียง 185 เสียง และต่อมาก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายชวน ลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2540

    นี่คืออีกหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของการเมืองไทย ในวันที่คนไทยส่วนหนึ่งถกเถียงกันเรื่อง “มารยาททางการเมือง” กับ “ผลประโยชน์ของชาติ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ ที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า วิกฤตรอบนี้หนักหนาสาหัสกว่าที่เราเจอยุคต้มยำกุ้ง เสียอีก.

    # ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/958398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CqzvjQLF6lVeInaro8Wv2

  • แค่ซ้อม? ทดสอบเปิดอุโมงค์น้ำ งานสงกรานต์ 13-15 เม.ย.นักท่องเที่ยวแห่ร่วมแน่น | เดลินิวส์

    แค่ซ้อม? ทดสอบเปิดอุโมงค์น้ำ งานสงกรานต์ 13-15 เม.ย.นักท่องเที่ยวแห่ร่วมแน่น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 69 นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ได้เปิดการทดสอบอุโมงค์น้ำบนถนนท่าแพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยปีนี้ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ประกาศเดินหน้าสานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 3 กับการจัดงาน “World Songkran Thaphae Chiangmai 2026” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เวทีโลก ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในย่านประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน

    ไฮไลต์สำคัญในปีนี้คือการแปลงโฉมถนนท่าแพให้กลายเป็นถนนคนเดินเล่นน้ำขนาดใหญ่ใจกลางเมือง พร้อมติดตั้ง “Water Tunnel” หรืออุโมงค์น้ำที่มีความยาวกว่า 130 เมตร ซึ่งถือเป็นอุโมงค์น้ำที่ยาวที่สุดในเขตเมืองเชียงใหม่ โดยใช้น้ำประปาที่สะอาดปลอดภัย ผสานกับระบบฉีดน้ำและแสงสีเสียงที่ตระการตา เพื่อมอบประสบการณ์การเล่นน้ำที่แปลกใหม่และยิ่งใหญ่กว่าที่เคย ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความชุ่มฉ่ำตั้งแต่วันที่ 13-15 เมษายน 2569 ในช่วงเวลา 18.00 น. ไปจนถึงเที่ยงคืน

    สำหรับด้านความบันเทิง เทศบาลนครเชียงใหม่จัดเต็มด้วยเวทีกิจกรรมขนาดใหญ่ที่รวบรวมดีเจชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศรวมกว่า 15 ชีวิต นำโดยดีเจระดับสากลอย่าง Zan & Goku จากประเทศเวียดนาม และ Che Molly จากประเทศสิงคโปร์ ที่จะสลับสับเปลี่ยนมาสร้างความสนุกร่วมกับดีเจชั้นนำของไทยวันละ 5 คน ขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับเสน่ห์ของท้องถิ่นด้วยการเปิดเวทีให้วงดนตรีชื่อดังของเชียงใหม่ อาทิ SL Music, เดอะสะล้อ และ Moonhunter ได้แสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองที่ผสมผสานกับบรรยากาศระดับนานาชาติได้อย่างลงตัว

    นอกจากความสนุกสนานแล้ว ผู้จัดงานยังให้ความสำคัญกับระบบบริหารจัดการพื้นที่อย่างรัดกุม ทั้งระบบโครงสร้างเวที ระบบน้ำแบบหมุนเวียน และมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกคน โดยคาดว่างานในปีนี้จะเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญที่สร้างภาพลักษณ์การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกให้กับจังหวัดเชียงใหม่อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Fanpage เทศบาลนครเชียงใหม่ หรือเว็บไซต์ www.cmcity.go.th และโทรศัพท์ 053-259000

    นอกจากนี้ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้า เมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ ถนนเชียงใหม่-ลำปาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ตั้งเวทีด้านหน้าห้าง มีดนตรี และจัดกิจกรรมวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นการเปิดกิจกรรมวันแรก ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวที่บริเวณการจัดงานอย่างล้นหลาม ซึ่งต้องปิดถนนเส้นทางดังกล่าวและให้รถสัญจรเส้นทางอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวล้นหน้าห้าง ออกมาจนถึงถนน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5775357/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JPRKxAKY956m9r0GO6HyG

  • จับตา “ยาแรง” รัฐบาลอนุทิน 2 พยุงประเทศพ้นวิกฤต

    จับตา “ยาแรง” รัฐบาลอนุทิน 2 พยุงประเทศพ้นวิกฤต

    จับตา “ยาแรง” รัฐบาลอนุทิน 2 พยุงประเทศพ้นวิกฤต

    ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจที่รุมเร้า โดยเฉพาะวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกจับตามองอย่างหนักถึงการเข็นมาตรการ “ยาแรง” ออกมาเพื่อดับร้อนให้แก่ประชาชน

    เริ่มตั้งแต่การคิกออฟโครงการ “ไทยช่วยไทย” เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกับห้างค้าปลีกและผู้ผลิตรายใหญ่เพื่อหั่นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 3,000 รายการ อาทิ สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน รวมถึงข้าวสาร นํ้าตาล ซอส ปรุงรส นํ้ามันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง มาลดสูงสุด 58% 

    ตามมาด้วยความชัดเจนของโครงการยอดฮิตอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ที่จ่อคิวเข้า ครม. ในวันที่ 21 เมษายนนี้ โดยตั้งเป้ากระจายสิทธิให้ประชาชนมากกว่า 20 ล้านคน พร้อมเริ่มใช้จ่ายในเดือนพฤษภาคม ทันที

    หากพิจารณาในแง่การบรรเทาภาระเฉพาะหน้า โครงการ “ไทยช่วยไทย” ดูจะตอบโจทย์กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จากกลุ่มสินค้า House Brand ซึ่งเป็นสินค้าที่ห้างร้านผลิตเอง และสินค้าแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพ แต่ราคาถูกกว่า มาเป็นทางเลือก ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพให้กับชาวบ้านได้โดยตรง 

    ขณะที่ “คนละครึ่งพลัส” ที่มีวงเงิน 2,000 บาทต่อคน จะช่วยเติมเงินในกระเป๋า เพื่อกระตุ้นการบริโภคในภาวะที่ค่าครองชีพดีดตัวสูงขึ้น

    ขณะที่ราคานํ้ามันดีเซลพุ่งแตะ 50 บาทต่อลิตร (ณ วันที่ 8 เมษายน 2569) ส่วนกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลมีแผนจะ “ลอยตัวราคานํ้ามันดีเซล” หลังเทศกาลสงกรานต์นี้ ซึ่งหากราคาพลังงานถูกลอยตัว ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าทั้งหมด และอาจทำให้เม็ดเงินจากโครงการคนละครึ่งพลัส หรือส่วนลดจากไทยช่วยไทย ถูกกลืนหายไปกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทันที

    การยกระดับมาตรการประหยัดพลังงาน ตามขีดวิกฤตความรุนแรง เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการนํ้ามัน ในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. เพื่อลดการใช้นํ้ามันลง และช่วยประหยัดไฟฟ้า รวมไปถึงมาตรการอื่นๆ ที่อาจจะมีตามออกมา ทั้งการปิดป้ายไฟร้านค้า ป้ายโฆษณา โรงภาพยนตร์ เป็นต้น

    ทางออกที่แท้จริงที่อาจเป็น “ยาแรง” ระยะยาว คือ นโยบาย “การปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย” ที่รัฐบาลอนุทิน 2 แถลงต่อรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น การปรับขนาดภาครัฐให้เล็กลง การเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการรื้อกฎหมายล้าสมัยกว่า 7,000 ฉบับ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจและลดต้นทุนให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

    บทสรุปของยาแรงชุดนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเม็ดเงินที่รัฐอัดฉีดลงไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการ “ปรับโครงสร้าง” เพื่อรับมือกับต้นทุนพลังงานที่แท้จริง ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด 

    หากรัฐบาลยังติดอยู่กับวงจรการแจกเงินเพื่อพยุงราคา โดยไม่แก้ที่โครงสร้าง พื้นฐาน “ยาแรง” ที่คาดหวังอาจกลายเป็นเพียงการซื้อเวลาที่ต้องแลกด้วยภาระหนี้สินมหาศาลของประเทศในอนาคต

    จาก “ไทยช่วยไทย” ถึง “คนละครึ่งพลัส” ผนวก “ยาแรง” ของรัฐบาลอนุทิน 2 คงต้องลุ้นว่า จะช่วยพยุง ช่วยบรรเทา ช่วยรักษา ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศได้มากน้อยแค่ไหน

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,191 วันที่ 12 -15 เมษายน พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/656385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OONgByK4VSqFm_o951psI

  • เวียดนามขยายเวลาลดภาษีน้ำมันเหลือ 0% ถึงสิ้นเดือนมิ.ย. หวังคุมเงินเฟ้อพุ่ง : อินโฟเควสท์

    เวียดนามขยายเวลาลดภาษีน้ำมันเหลือ 0% ถึงสิ้นเดือนมิ.ย. หวังคุมเงินเฟ้อพุ่ง : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเลขาธิการสภาแห่งชาติเวียดนามแถลงในวันนี้ว่า เวียดนามได้ตัดสินใจขยายระยะเวลาการระงับจัดเก็บภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงออกไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ ท่ามกลางภาวะสงครามในอิหร่านที่ยังคงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง

    สภาแห่งชาติ หรือรัฐสภาเวียดนาม ได้ลงมติเห็นชอบอนุมัติร่างมติปรับลดภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ลงเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน โดยรัฐบาลได้รับมอบหมายให้ปรับเปลี่ยนระยะเวลาและข้อกำหนดทางภาษีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก พร้อมทั้งรายงานต่อรัฐสภาให้ทราบต่อไป

    ก่อนหน้านี้รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศใช้มาตรการลดภาษีดังกล่าว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง 15 เมษายน

    ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระบุว่า ปัจจุบันภาษีมูลค่าเพิ่มมีสัดส่วนประมาณ 7.4% ของราคาฐานน้ำมัน ขณะที่ภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมีสัดส่วนระหว่าง 2.7% – 6% และภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 6.7%

    สื่อเวียดนามรายงานว่า การปรับลดภาษีครั้งนี้ถือเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมเงินเฟ้อและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ท่ามกลางราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    ข้อมูลจาก Petrolimex ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ระบุว่า ราคาน้ำมันในเวียดนามพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นถึง 17% ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นถึง 70%

    ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคของเวียดนาม (CPI) ในเดือนมีนาคมปรับตัวสูงขึ้น 4.65% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าขนส่งที่ทะยานสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเป้าหมายของประเทศในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ไม่เกิน 4.5% สำหรับปีนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wx27WRdbaXYEh6PraNp01

  • โครงการ ‘เรือธง’ คมนาคม ‘อนุทิน 2’ บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ – ตะวันออก

    โครงการ ‘เรือธง’ คมนาคม ‘อนุทิน 2’ บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ – ตะวันออก

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายใต้การบริหารงานกระทรวงคมนาคมในยุคของตนและ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าผลักดันโครงการ “เรือธง” เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ

    โดยมีโครงการเรือธงใน 2 พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (แลนด์บริดจ์) มูลค่าการลงทุนกว่า 9.9 แสนล้านบาท จะยังคงเดินหน้าในยุคนี้ เพราะเป็นนโยบายต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน

    อีกทั้งจากการศึกษาพบว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน โดยจะช่วยสร้างงานเป็นแสนอัตรา สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศ คุ้มค่ากับรองรับขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ เพราะสถิติปัจจุบันพบว่าเรือกว่า 90% ที่ท่าเรือสิงคโปร์เป็นเรือถ่ายลำสินค้า ดังนั้นแลนด์บริดจ์จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้

    โครงการ 'เรือธง' คมนาคม 'อนุทิน 2' บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ - ตะวันออก

    ขณะเดียวกัน จะเร่งการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) แก้ปัญหาเกี่ยวกับสัญญารถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยจะไม่มีการแก้ไขสัญญา แต่รัฐบาลจะเน้นวิธีเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ จูงใจให้คนเข้ามาใช้บริการ และลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งจะมีผลทำให้ไฮสปีดเทรนมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น

    โดยภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย และมีการตั้งประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ก็จะมีการประชุมและเดินหน้าโครงการส่วนของการก่อสร้างศูนย์ความบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ไม่มีการกาสิโน รวมไปถึงการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการสวนสนุกระดับโลกทั้งดิสนีย์แลนด์หรือสวนสนุกอื่นๆ

    โครงการ 'เรือธง' คมนาคม 'อนุทิน 2' บูมเขตเศรษฐกิจภาคใต้ - ตะวันออก

    สำหรับรายละเอียดโครงการลงทุนใน 2 เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น แบ่งเป็น

    โครงการแลนด์บริดจ์

    ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาการลงทุน ปรับขนาดการก่อสร้างให้ลดลงจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ระยะที่ 1/1 รองรับตู้สินค้าสูงสุด 4 ล้าน TEUs จากแผนเดิมลงทุนก่อสร้างระยะที่ 1/1 เพื่อรองรับตู้สินค้าสูงสุด 6 ล้าน TEUs แต่แผนลงทุนทั้งหมดยังคงเป้าหมายพัฒนาแลนด์บริดจ์ให้รองรับตู้สินค้าสูงสุด 20 ล้าน TEUs

    ทั้งนี้ การปรับขนาดการก่อสร้างแลนด์บริดจ์ส่งผลให้ สนข.ประเมินวงเงินการลงทุนลดเหลือ 9.9 แสนล้านบาท จากแผนเดิมประเมินไว้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะศึกษาพัฒนาในระยะที่ 1 ทั้ง 3 ระยะ แบ่งเป็น

    ระยะที่ 1/1 (ปี 2573-2574) มูลค่าการลงทุน 6.17 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 1/2 (ปี 2575-2577) มูลค่าการลงทุน 1.74 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 1/3 (ปี 2578-2596) มูลค่าการลงทุน 2.05 แสนล้านบาท

    ระยะที่ 2 (ปี 2597-2622) ยังไม่มีการประเมินแผนลงทุน เนื่องจากจะต้องรอให้มีการพัฒนาแผนระยะที่ 1 ให้แล้วก่อน

    สำหรับรูปแบบการลงทุน จะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (PPP) ลักษณะ PPP Net cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลใช้หลักการ One Port Two Sides ดำเนินการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว ส่วนผู้เข้ามาลงทุนจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารท่าเรือ และสายการเดินเรือ เพื่อดึงสินค้าเข้ามาใช้บริการท่าเรือ และจะต้องมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ

    โครงการลงทุนใน EEC

    สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) มีแผนพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable “LIVE-WORK-PLAY” City เพื่อยกระดับภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ไร่ มุ่งเป็น World-Class Entertainment & Leisure Hub

    สำหรับการพัฒนาจะมีโครงการสำคัญอย่างสวนสนุกชั้นนำของโลกและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ โดยพื้นที่ตั้งห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูง 10 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 15 กิโลเมตร ส่วนโครงการเมืองใหม่ สกพอ.เตรียมเสนอขออนุมัติสิทธิประโยชน์เฉพาะตัว และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยจะเสนอ กพอ.สร้างเมืองต้นแบบทันสมัย

    ทั้งนี้ แผนลงทุนสวนสนุกระดับโลกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) เตรียมจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์บริหารดิสนีย์แลนด์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ มาศึกษาโมเดลที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบการลงทุนจะเป็นการร่วมทุนหรือไทยลงทุนทั้งหมด รวมถึงการเจรจากับดิสนีย์แลนด์ถึงเงื่อนไขที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด โดยคาดว่าการศึกษาจะใช้เวลา 2-3 เดือน

    ขณะที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเริ่ม “นับหนึ่ง” ก่อสร้าง หลังจากที่ผ่านมาติดหล่ม “ปีศูนย์” มานาน 5-6 ปี อาทิ โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 ออกใบแจ้งเริ่มดำเนินงาน (NTP) ให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เริ่มงานก่อสร้าง

    รวมทั้งยังอยู่ระหว่างรอการประชุม กพอ.เพื่อสรุปแนวทางดำเนินงานในโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เช่นเดียวกับ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ขณะนี้ UTA กำลังหารือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการใช้พื้นที่พัฒนา MRO ทั้งนี้ สกพอ.คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-2d0vVSKTSx5BFdx75Upq

  • อ.เจียง ทำนายเศรษฐกิจและการเงินปี 2569 เช็คว่าอะไรเป็นจริงแล้วบ้าง

    อ.เจียง ทำนายเศรษฐกิจและการเงินปี 2569 เช็คว่าอะไรเป็นจริงแล้วบ้าง

    อ.เจียง ทำนายเศรษฐกิจและการเงินปี 2569 เช็คว่าอะไรเป็นจริงแล้วบ้าง

    By

    เมษายน 12, 2026

    Adam Back ถือหุ้น Nakamoto 9 ล้านหุ้น ชาว Bitcoiner ฟันธง “ไม่ใช่ Satoshi แน่นอน”

    สรุปข่าว
    • ศาสตราจารย์เจียง (Xueqin Jiang) นักพยากรณ์ชาวจีนชื่อดัง ทำนายเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สำคัญได้แม่นยำ ทั้งชัยชนะของทรัมป์และสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
    • แม้ อ.เจียงไม่ได้ทำนายราคาสินทรัพย์โดยตรง แต่คำทำนายด้านภูมิรัฐศาสตร์ของเขาส่งผลต่อทิศทางทองคำ Bitcoin และ SET อย่างมีนัยสำคัญ
    • ทองคำพุ่งสูงกว่า $4,787 ต่อออนซ์ ขณะที่ Bitcoin ทรงตัวที่ $71,534 และ SET ซบเซาที่ 1,506 จุด สอดรับกับสภาวะโลกที่ผันผวนตามที่เขาเตือนไว้

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

    ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลายส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น Bitcoin จึงยังไม่มีแรงหนุนชัดเจนในระยะสั้น แม้ในระยะยาวการสะสมของสถาบันยังเป็นปัจจัยบวก

    ในปี 2569 ชื่อของ “ศาสตราจารย์เจียง เสวี่ยฉิน” (Xueqin Jiang) กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนและผู้ติดตามข่าวโลก หลังจากคำทำนายด้านภูมิรัฐศาสตร์หลายเรื่องของเขาเริ่มเป็นจริงทีละข้อ แม้ตัวเขาจะไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์การเงินโดยตรง แต่เหตุการณ์ที่เขาพยากรณ์กลับส่งผลสะเทือนต่อตลาดการเงินโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ใครคืออ.เจียง นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่คนไทยให้ความสนใจ

    ศาสตราจารย์เจียง เสวี่ยฉิน เป็นครูมัธยมและนักวิชาการชาวจีน เจ้าของช่อง YouTube “Predictive History” ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.9 ล้านคน หรือที่คนไทยเรียก อ.เจียง

    เขาใช้หลักการที่เรียกว่า “จิตวิทยาประวัติศาสตร์” (Psycho-history) ในการวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีตเพื่อพยากรณ์อนาคต จนได้รับฉายาว่า “นอสตราดามุสจีน” ความนิยมของเขาในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อคำทำนายหลายข้อเริ่มเป็นจริง ทำให้นักลงทุนและผู้ติดตามข่าวเศรษฐกิจหันมาสนใจมุมมองของเขามากขึ้น

    คำทำนายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อตลาด และคำทำนายที่ถูกต้อง

    จากคำทำนายหลัก 3 เรื่อง ปัจจุบันมีแล้ว 2 เรื่องที่ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง ได้แก่ การทำนายชัยชนะของ Donald Trump ในการเลือกตั้งปี 2567 ที่ทำนายไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนั้น และการทำนายว่าสหรัฐฯ จะเข้าสู่ความขัดแย้งกับอิหร่านหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งเหตุการณ์โจมตีฐานนิวเคลียร์และการปะทะในปัจจุบันได้ยืนยันคำทำนายนี้แล้ว

    นอกจากนี้ยังมีรายงานจากสื่อไทยระบุว่า ศ.เจียงทำนายความขัดแย้งรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านล่วงหน้าไว้ตั้งแต่สองปีก่อน สอดรับกับเหตุการณ์จริงในปี 2569 อย่างน่าทึ่ง

    สำหรับคำทำนายที่ 3 ซึ่งกำลังถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ คือ “จุดจบของสงคราม” โดย อ.เจียงมองว่าสหรัฐฯ มีโอกาสพ่ายแพ้ในความขัดแย้งครั้งนี้ และความพ่ายแพ้ดังกล่าวอาจนำไปสู่การเปลี่ยนระเบียบโลกในระยะยาว

    เขาให้เหตุผลว่า ภูมิประเทศของอิหร่านที่เป็นภูเขาซับซ้อนจะทำให้การยึดครองระยะยาวเป็นไปได้ยาก แม้การโจมตีระยะแรกจะได้เปรียบก็ตาม ขณะเดียวกัน อิหร่านได้เตรียมความพร้อมมานานกว่า 20 ปี และใช้ยุทธศาสตร์สงครามบั่นทอนกำลัง รวมถึงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจโลก

    เขาสรุปชัดว่า “ไม่มีทางที่อเมริกาจะชนะสงครามครั้งนี้ได้” ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างอำนาจโลกยุคใหม่

    ตัวเลขตลาดปัจจุบัน: Bitcoin, ทองคำ, SET ปี 2569

    แม้ อ.เจียงจะไม่ได้ระบุตัวเลขราคาสินทรัพย์โดยตรง แต่สภาวะที่เขาทำนายไว้กลับสะท้อนออกมาชัดเจนในตัวเลขตลาดปัจจุบัน

    ทองคำ: ราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ $4,787 ต่อออนซ์ ซึ่งอยู่ในกรอบล่างของเป้า 4,770-5,200 ดอลลาร์ที่ฮั่วเซ่งเฮงคาดการณ์ไว้สำหรับปี 2569 โดยทองคำสร้างสถิติสูงสุดใหม่กว่า 50 ครั้งในปี 2568 และให้ผลตอบแทนรายปีเพิ่มขึ้นกว่า 60% นับเป็นผลตอบแทนที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่ปี 2514

    Bitcoin: ราคาปัจจุบันอยู่ที่ $71,534 นักวิเคราะห์บางส่วนเคยคาดการณ์ว่าราคา Bitcoin ในปี 2569 อาจย่อลงมาแถว $70,000 ก่อนจะฟื้นตัว

    SET Index: ดัชนีของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 1,506 จุด สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง คาด GDP โตเพียง 1.5-1.7% โดยแรงหนุนหลักมาจากภาคท่องเที่ยว และยังต้องจับตาปัจจัยการเมืองภายในประเทศ

    Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

    แม้ ศ.เจียงจะไม่ได้ทำนายเรื่องคริปโตโดยตรง แต่สภาวะที่เขาพยากรณ์ไว้กลับส่งผลทางอ้อมต่อตลาดนี้อย่างชัดเจน

    สินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงต้นปี 2569 เปลี่ยนผ่านจากการเก็งกำไรไปสู่การสะสมโดยสถาบันและการแข่งขันระดับรัฐอธิปไตย ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้นักลงทุนบางส่วนมอง Bitcoin เป็น Safe Haven ทางเลือกควบคู่ไปกับทองคำ


    ผู้เขียนมองว่าสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ อ.เจียงไม่ใช่คำทำนายตัวเลขราคาสินทรัพย์ แต่คือความสามารถในการมองภาพโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุดก็กลายเป็นแรงขับเคลื่อนตลาดการเงินโลกอย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน สำหรับนักลงทุนไทย การติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกอาจสำคัญไม่แพ้การอ่านกราฟเทคนิคอล และนั่นคือสิ่งที่ ศ.เจียงสอนไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ

    หมายเหตุ: คำทำนายของ อ.เจียงเป็นเพียงการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์และความบันเทิง ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

    อ.เจียง ทำนายเศรษฐกิจและการเงินปี 2569 เช็คว่าอะไรเป็นจริงแล้วบ้าง

    Tharadon

    เริ่มรู้จักคริปโตในช่วงตลาดกระทิงปี 2020 และได้เห็นวัฏจักรขาขึ้น–ขาลงอย่างเต็มรูปแบบในปี 2021–2022 ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ตระหนักว่า “ราคา” อาจเป็นเพียงภาพสะท้อนของอารมณ์ตลาด แต่เทคโนโลยี Blockchain คือรากฐานที่แท้จริง และอาจเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ของโลกในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/04/12/professor-jiang-predictions-2025-crypto-market-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vDt0wPiyM9UCFVkXC4QyJ