Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

    วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

    สำหรับ ประเทศไทย ซึ่งมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจ ย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนแต่มีผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินในเส้นทางตะวันออกกลางถูกยกเลิกทันที ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของโลก มีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2568 และจากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลก

    แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มทยอยเปิดให้บริการในบางเส้นทาง รวมถึงไทย แต่วิกฤตดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีโอกาสลดลงจากเที่ยวบินของหลายสายการบินที่ยังเปิดบริการในบางเส้นทาง และจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ 2.ต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว และ 3.ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้น ทั้งในด้านความปลอดภัยและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว

    ทั้งนี้ SCB EIC ได้ประเมินว่า หากวิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์ อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 33.2 ล้านคน จากประมาณการเดิมในเดือน ธ.ค.2568 ที่ 34.1 ล้านคน แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้น หลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทาง และหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย

    แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจาก 1.นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด โดยไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 2.นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ที่บางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน ขณะเดียวกันกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังกังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น และประเด็นด้านความปลอดภัย ก็มีโอกาสปรับแผนยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป

     ขณะเดียวกันยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย แต่อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังคงได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้น และนักท่องเที่ยวอินเดียที่ยังเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบในประเทศอีกด้วย

    อย่างไรก็ดี ทั้งหมดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สะท้อนว่า “ธุรกิจท่องเที่ยว” มีแนวโน้มที่จะเผชิญผลกระทบอย่างชัดเจนจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลง และต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน การออกมาตรการของภาครัฐอย่างทันท่วงทีจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/980446/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KzaGjvdS9mEy_HL5GIwdw

  • รัฐบาลปลื้ม ‘สงกรานต์ 2569’ เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้ม ‘สงกรานต์ 2569’ เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ

    วันที่ 15 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/Ji4DvFUea&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xK3My3QoaJQ1QUdOj5rbR

  • วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

    วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

    สำหรับ ประเทศไทย ซึ่งมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจ ย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนแต่มีผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินในเส้นทางตะวันออกกลางถูกยกเลิกทันที ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของโลก มีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2568 และจากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลก

    แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มทยอยเปิดให้บริการในบางเส้นทาง รวมถึงไทย แต่วิกฤตดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีโอกาสลดลงจากเที่ยวบินของหลายสายการบินที่ยังเปิดบริการในบางเส้นทาง และจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ 2.ต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว และ 3.ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้น ทั้งในด้านความปลอดภัยและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว

    ทั้งนี้ SCB EIC ได้ประเมินว่า หากวิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์ อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 33.2 ล้านคน จากประมาณการเดิมในเดือน ธ.ค.2568 ที่ 34.1 ล้านคน แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้น หลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทาง และหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย

    แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจาก 1.นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด โดยไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 2.นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ที่บางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน ขณะเดียวกันกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังกังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น และประเด็นด้านความปลอดภัย ก็มีโอกาสปรับแผนยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป

     ขณะเดียวกันยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย แต่อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังคงได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้น และนักท่องเที่ยวอินเดียที่ยังเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบในประเทศอีกด้วย

    อย่างไรก็ดี ทั้งหมดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สะท้อนว่า “ธุรกิจท่องเที่ยว” มีแนวโน้มที่จะเผชิญผลกระทบอย่างชัดเจนจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลง และต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน การออกมาตรการของภาครัฐอย่างทันท่วงทีจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/980446/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KzaGjvdS9mEy_HL5GIwdw

  • สงกรานต์ไทย 69 เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน! ผู้ว่าฯ ททท. ปลื้มคนไทย-ต่างชาติเที่ยวคึกคักทั่วประเทศ

    สงกรานต์ไทย 69 เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน! ผู้ว่าฯ ททท. ปลื้มคนไทย-ต่างชาติเที่ยวคึกคักทั่วประเทศ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้างทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ โดย ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

    ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569

    มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนถึงความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน 

    สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว 

    ขณะที่บรรยากาศในพื้นทีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience)

    ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10–12 เมษายน 2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน

    ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน“SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติโดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

    ททท. เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลกที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2926795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E7qLkvTkUPxHKeZUnKYc-

  • นับกันแทบไม่ไหว! รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ทำเงินสะพัดทั่วประเทศ

    นับกันแทบไม่ไหว! รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ทำเงินสะพัดทั่วประเทศ

    รัฐบาลปลื้ม ‘สงกรานต์ 2569’ เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน

    15 เม.ย.2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/980263/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LyfyQ3Yfz449XO1WIF2Gn

  • นายกฯ ปลื้มต่างชาติยกย่อง “สงกรานต์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดันท่องเที่ยวไทยคึกคัก

    นายกฯ ปลื้มต่างชาติยกย่อง “สงกรานต์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดันท่องเที่ยวไทยคึกคัก

    นายกฯ ปลื้มต่างชาติยกย่อง “สงกรานต์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดันท่องเที่ยวไทยคึกคัก

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

    โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP Reuters Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

    นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดย The Straits Times ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

    ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000035797&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LVtZog_KtZxRAtavym2o8

  • ออกกำลังกายให้ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้อย่างไร ?  – BBC News ไทย

    ออกกำลังกายให้ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้อย่างไร ? – BBC News ไทย

    ไม่อยากออกกำลังกายใช่ไหม ? บางทีปัญหาอาจไม่ใช่คุณ แต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับนาฬิกาชีวิต

    A woman takes a run in the early morning sunlight

      • Author, มิเชล โรเบิร์ตส์
      • Role, บรรณาธิการข่าวสุขภาพดิจิทัล
    • เวลาอ่าน: 3 นาที

    เหล่านักวิจัยด้านสุขภาพชี้ว่า เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย การเข้าคลาสฟิตเนส หรือการวิ่ง การเลือกช่วงเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับนาฬิกาชีวิตจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    พวกเขาแนะนำว่า เหล่าผู้ที่ตื่นเช้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘larks’ ควรออกกำลังกายในช่วงเช้าเพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ขณะที่กลุ่มคนนอนดึกควรหันมาออกแรงในช่วงเย็น

    งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Heart ระบุว่า การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพในลักษณะนี้ อาจช่วยเพิ่มประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจอยู่แล้ว

    อาสาสมัครที่ทดลองทำตามวิธีนี้ พบว่ามีคุณภาพการนอนหลับของพวกเขาดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง และระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมมีสุขภาพดียิ่งขึ้น

    สอดประสานกัน

    อาสาสมัครที่อยู่ในวัย 40 และ 50 ปี จำนวน 134 คน จากปากีสถานเข้าร่วมในการศึกษานี้

    อาสาสมัครเหล่านี้ไม่มีใครที่สุขภาพดีเป็นพิเศษ และทุกคนต่างมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อโรคหัวใจ อาทิ ความดันโลหิตสูง หรือมีน้ำหนักเกิน

    พวกเขาได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วบนลู่วิ่งเป็นเวลา 40 นาที/วัน จำนวน 5 วัน/สัปดาห์ กินระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน

    จากการตอบแบบสอบถาม อาสาสมัคร 70 คน เป็นคนตื่นเช้า ขณะที่อีก 64 คนเป็นกลุ่มนอนดึก

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • An artist's impression of a hypothetical Planet Nine shown as a large dark blue sphere, with a tiny bright Sun in the distance and other stars and the Milky Way galaxy behind.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    อาสาสมัครบางคนออกกำลังกายในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพของพวกเขา ซึ่งเป็นแนวโน้มโดยธรรมชาติของร่างกายที่ตื่นตัวในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเลือกออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ตรงกันข้ามกับธรรมชาติของร่างกาย

    ทั้งสองกลุ่มมีพัฒนาการด้านสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นเหมือนกัน แต่การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับ ‘โครโนไทป์’ (chronotype) หรือรูปแบบนาฬิกาชีวภาพของแต่ละคน ให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องความดันโลหิต ความสามารถในการใช้ออกซิเจน (aerobic capacity) ตัวชี้วัดทางเมตาบอลิซึม และคุณภาพการนอนหลับ

    นักวิจัยอธิบายว่า นาฬิกาชีวภาพภายในร่างกายมีผลต่อรูปแบบการนอน-ตื่น รวมถึงระดับฮอร์โมนและพลังงานในแต่ละช่วงของวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการออกกำลังกายและความสม่ำเสมอในการฝึกได้”

    ‘เจ็ตแล็กทางสังคม’ จงฟังนาฬิกาชีวิตของตัวเอง

    ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า แนวทางออกกำลังกายแบบแนวทางเดียวใช้ได้กับทุกคนหรือ one-size fits all อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม

    ความไม่สอดคล้องกันระหว่างนาฬิกาชีวภาพกับตารางชีวิตทางสังคม หรือที่เรียกว่าภาวะเจ็ตแล็กทางสังคม (social jetlag) ถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น โดยคนที่นอนดึกอาจมีความเสี่ยงมากกว่า จึงไม่ควรฝืนออกกำลังกายในช่วงเช้าตรู่

    ดร.ราชีฟ สังกะรานารายานัน จากสมาคมหัวใจและหลอดเลือดแห่งสหราชอาณาจักร (British Cardiovascular Society) ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมของวารสารที่ตีพิมพ์งานวิจัยนี้ ระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดในการปรับเวลาออกกำลังกายให้เหมาะกับนาฬิกาชีวิตของแต่ละคน แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการศึกษาต่อไป

    ขณะที่ ดร.นีนา เรเซโฮเช็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านจังหวะชีวภาพจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า แม้ช่วงเวลาอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณา แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้เพียงพอ

    หน่วยงานด้านระบบบริการสุขภาพของสหราชอาณาจักร หรือ NHS แนะนำว่า ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ควรตั้งเป้าให้ได้ดังนี้:

    • ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (เช่น โยคะ พิลาทิส หรือเวทเทรนนิ่ง) ที่ครอบคลุมกล้ามเนื้อหลักทุกส่วน ได้แก่ ขา สะโพก หลัง หน้าท้อง หน้าอก ไหล่ และแขน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน
    • ทำกิจกรรมระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เช่น การเดินเร็ว) หรือ กิจกรรมระดับหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ ที่ทำให้หายใจแรงขึ้น (เช่น การวิ่ง)
    • กระจายการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอตลอดทั้งสัปดาห์ หรือทำเป็นประจำทุกวัน
    • ลดเวลาการนั่งอยู่กับที่ให้น้อยลง

    หลักฐานงานศึกษาชี้ว่า การผสมผสานรูปแบบการออกกำลังกายที่หลากหลายจะให้ผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

    วิดีโอสั้น

    • .

    • A woman holds weights handles on either side of her face, with the handles out of focus clpose to camera and her face in perfect focus

    • An elderly Black man running with headphones and a mobile phone in hand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c0j6657zgz2o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pN_x_ltxPV8lTlh1MypaB

  • หอดูดาวเวรา รูบินในชิลี เป็นความหวังช่วยไขปริศนาดาวเคราะห์ดวงที่ 9 อันลึกลับอย่างไร – BBC News ไทย

    หอดูดาวเวรา รูบินในชิลี เป็นความหวังช่วยไขปริศนาดาวเคราะห์ดวงที่ 9 อันลึกลับอย่างไร – BBC News ไทย

    An artist's impression of a hypothetical Planet Nine shown as a large dark blue sphere, with a tiny bright Sun in the distance and other stars and the Milky Way galaxy behind.

    ที่มาของภาพ, Caltech/R Hurt (IPAC)

      • Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
    • เวลาอ่าน: 8 นาที

    นับตั้งแต่ดาวพลูโตถูกถอดสถานะออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในปี 2006 เราก็ได้รับรู้ว่าระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์อยู่ 8 ดวง ทว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่าสมาชิกดวงที่ 9 อันลึกลับยังมีอยู่จริง และเราก็อาจกำลังจะค้นพบมันในไม่ช้า ด้วยอานิสงส์จากกล้องโทรทรรศน์ทรงพลังรุ่นใหม่

    หอดูดาว เวรา รูบิน ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาทางตอนเหนือของประเทศชิลี เริ่มภารกิจที่ปฏิวัติวิถีที่เรามองจักรวาลเมื่อเดือน มิ.ย. 2025 และหนึ่งในเป้าหมายของมันคือการช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในสวนหลังบ้านของระบบสุริยะของเรา

    การมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 (Planet Nine) เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและก่อให้เกิดความเห็นต่างในหมู่นักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ปี 2016

    ในปีนั้นเอง คอนสแตนติน บาตีกิน และไมเคิล บราวน์ นักดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค-Caltech) สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์งานวิจัยเพื่อเสนอว่ามีดาวเคราะห์ซึ่งมีมวลราว 10 เท่าของโลก กำลังโคจรอยู่บริเวณชายขอบของระบบสุริยะ

    .

    คำบรรยายภาพ, วงโคจรที่ผิดปกติของวัตถุพ้นดาวเนปจูน (trans-Neptunian objects) 6 ดวง ทำให้บาตีกินและบราวน์ นักดาราศาสตร์ เสนอสมมติฐานเกี่ยวกับการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในปี 2006

    พวกเขาอ้างว่า มีเพียงการมีอยู่ของ เทหวัตถุ หรือ วัตถุบนท้องฟ้าขนาดมหึมาเท่านั้นที่สามารถอธิบายพฤติกรรมของวัตถุพ้นดาวเนปจูน (trans‑Neptunian objects-TNOs) ระยะไกลจำนวน 6 ดวงได้ โดยวัตถุเหล่านี้เป็นก้อนน้ำแข็งที่โคจรรอบดวงอาทิตย์และอยู่นอกวงโคจรของดาวเนปจูน ในบริเวณที่เรียกว่าแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) และบรรดาวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่อยู่ห่างไกลเหล่านี้ก็มีวงโคจรที่เอียงและยืดยาวผิดปกติ ซึ่งบ่งชี้ว่าพวกมันอาจอยู่ใต้อิทธิพลแรงโน้มถ่วงของเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่า

    “ถ้าไม่มีดาวเคราะห์ดวงที่ 9 เราจะไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่างได้อีกต่อไป” ศาตราจารย์บราวน์กล่าวกับบีบีซี

    หากคุณไม่ได้ติดตามรายละเอียดที่ซับซ้อนของวงการดาราศาสตร์ คุณอาจพลาดภาพย้อนแย้งในเรื่องนี้ไป กล่าวคือ บราวน์ ผู้เป็นแกนนำสำคัญในการเสนอแนวคิดเรื่องดาวเคราะห์ลึกลับดวงใหม่คนนี้ คือนักดาราศาสตร์คนเดียวกันกับที่ผลงานของเขามีบทบาทชี้ขาดในการนำไปสู่การถอดสถานะของ “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9” ดวงก่อนเมื่อ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

    Pluto is seen as a brownish sphere against a black background, with darker and lighter coloured areas on its surface.

    ที่มาของภาพ, NASA

    คำบรรยายภาพ, แม้ดาวพลูโตจะสูญเสียสถานะความเป็นดาวเคราะห์ไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเท่าที่เรารู้จักจนถึงขณะนี้

    นับตั้งแต่มีการค้นพบในปี 1930 ดาวพลูโตเคยเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดและอยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะของเรา แต่ในปี 2005 บราวน์และเพื่อนร่วมงานอีกสองคนได้ค้นพบดาวเอริส (Eris) วัตถุที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพลูโต ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ไกลออกไปจากระยะวงโคจรของดาวเนปจูน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • A woman takes a run in the early morning sunlight

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    การค้นพบดาวเอริสมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลหรือไอเอยู (International Astronomical Union-IAU) ในการปรับเปลี่ยนนิยามของคำว่า “ดาวเคราะห์” ในปีถัดมา และถอดดาวพลูโตออกจากกลุ่มดาวเคราะห์ ลดสถานะลงเป็นดาวเคราะห์แคระเคียงคู่กับดาวเอริส

    แปลกประหลาด เลือนราง และอยู่ห่างไกล

    ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิดดาวเคราะห์ดวงที่ 9 อีกดวงนี้ คือ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครพบเห็นและยืนยันมันได้ อย่างน้อยก็อย่างเป็นทางการ ยกตัวอย่างเช่น แม้แต่บราวน์และบาตีกินก็ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เป็นฐานในการนำเสนอแนวคิดที่พวกเขาอ้างถึง

    ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหากดาวเทียมดวงที่ 9 มีอยู่จริง มันจะอยู่ห่างจากเรามาก ๆ นักดาราศาสตร์จากแคลเทคประเมินว่ามันอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ยมากกว่าดาวเนปจูนราว 20 เท่า นั่นหมายความว่ามันอาจใช้เวลานานถึง 20,000 ปีตามเวลาบนโลก เพียงเพื่อโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ

    ยิ่งวัตถุอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากเพียงไร มันก็ย่อมสะท้อนแสงได้น้อยมากเท่านั้น และนั่นทำให้มันยิ่งมีความเลือนรางอย่างมาก

    สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนมากกว่าเดิม คือ พวกยังคาดการณ์ด้วยว่าวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะค่อนข้างประหลาด ในขณะที่ดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระนาบเกือบเป็นวงกลมและค่อนข้างราบเรียบ แต่การเคลื่อนที่ของสมาชิกดวงที่ 9 ที่คาดว่าจะมีอยู่นั้น จะมีวงโคจรที่ยืดยาวมากและเอียงอย่างชัดเจน

    .

    คำบรรยายภาพ, ดาวเคราะห์ทั้งแปดดวงที่รู้จักกันในระบบสุริยะโคจรรอบดวงอาทิตย์ในวิถีโค้งเกือบเป็นวงกลม โดยทั้งหมดอยู่ในระนาบสองมิติเดียวกันโดยประมาณ

    ทว่า ความเป็นไปได้ในการมองเห็นมันอาจกำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากหอดูดาวเวรา รูบิน ช่วยให้เราสแกนท้องฟ้าในซีกโลกใต้ทั้งหมดทุก ๆ 2-3 คืน ต่างจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจับภาพเป้าหมายเฉพาะเจาะจงลึกเข้าไปในห้วงอวกาศ

    ด้วยอุปกรณ์อย่างกล้องดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา คาดว่าตลอดภารกิจ 10 ปี หอดูดาวเวรา รูบินแห่งนี้จะจัดทำบันทึกวัตถุบนท้องฟ้านับพันล้านรายการ รวมถึงวัตถุพ้นดาวเนปจูนใหม่ ๆ มากกว่า 40,000 ดวง

    “รูบินสามารถค้นพบวัตถุจำนวนมากในอวกาศที่ทั้งเลือนรางและอยู่ไกลกว่าที่เราเคยมองเห็นได้มาก่อน” ดร.ซาราห์ กรีนสตรีต นักดาราศาสตร์ประจำหอดูดาวกล่าว

    “ถ้าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 มีอยู่จริงในขนาดและตำแหน่งตามสมมติฐาน หอดูดาวรูบินจะพบมันได้อย่างแน่นอน” เธอกล่าวอ้าง

    เหตุการณ์จะซ้ำรอยเนปจูนอีกหรือไม่ ?

    บราวน์ยังเชื่อด้วยว่าหอดูดาวรูบินจะ “พบดาวเคราะห์ดวงที่ 9 โดยตรง หรือไม่ก็พบหลักฐานที่แทบโต้แย้งไม่ได้ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง” หากมันมีอยู่จริง เขาคิดว่าอาจสามารถมองเห็นได้ภายใน 1 หรือ 2 ปี ซึ่งจะถูกนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์

    “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในระบบสุริยะของเรา และจะเป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่ถูกค้นพบในรอบ 180 ปี!” เขากล่าว

    นักดาราศาสตร์รายนี้กำลังอ้างถึงการค้นพบดาวเนปจูนอย่างเป็นทางการในปี 1846

    Neptune is seen illuminated as an almost-full sphere, with different shades of greenish-blue bands across its surface and a large deep blue oval area in the middle.

    ที่มาของภาพ, Corbis via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ดาวน้ำแข็งยักษ์อย่างเนปจูนเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่วงนอกสุดของระบบสุริยะในปัจจุบัน โดยโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระยะห่างมากกว่าโลกประมาณ 30 เท่า

    การมีอยู่ของดาวเนปจูนถูกคาดการณ์ไว้แล้วล่วงหน้า หลังจากนักดาราศาสตร์สังเกตเห็นความผิดปกติในวงโคจรของดาวยูเรนัสซึ่งเป็นดาวเคราะห์ข้างเคียง จากนั้นการคำนวณเหล่านี้ถูกนำไปใช้โดยโยฮันน์ ก็อทท์ฟรีด กัลเล นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน เพื่อระบุตำแหน่งของดาวเนปจูนบนท้องฟ้า

    อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาพบว่าดาวเนปจูนเคยถูกสังเกตเห็นมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 1612 โดยกาลิเลโอ กาลิเลอี แต่ไม่ได้รับการระบุว่ามันเป็นดาวเคราะห์ เพราะการเคลื่อนที่ของมันเมื่อเทียบกับดวงดาวนั้นทั้งช้าและแผ่วเบาเกินกว่าที่กล้องโทรทรรศน์ในยุคนั้นจะตรวจจับได้

    เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับดาวเคราะห์ดวงที่ 9 หรือไม่ ?

    ผศ.มาเลนา ไรซ์ นักดาราฟิสิกส์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเยล สงสัยว่าเรื่องนั้นอาจเป็นไปได้มากทีเดียว

    “ฉันไม่เชื่อว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะยังไม่มีอยู่ในข้อมูลของเรา เราแค่ต้องดูมันอย่างละเอียดให้มากพอ” เธอกล่าว

    พบได้ในระบบดาวอื่น ๆ

    เมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์จากไต้หวัน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย อาจทำสิ่งนั้นได้สำเร็จพอดี

    พวกเขาวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจท้องฟ้าจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศอินฟราเรด 2 ตัวที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 1983 และ 2006 ตามลำดับ และพบจุดจาง ๆ คู่หนึ่งที่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจเป็นตัวแทนของดาวเคราะห์ที่ยังไม่รู้จักดวงหนึ่งซึ่งเคลื่อนที่ผ่านท้องฟ้าในช่วงระยะเวลา 23 ปี

    อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวถูกนักดาราศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสงสัย และแม้แต่ทีมวิจัยเองก็ยังมีท่าทีระมัดระวังอย่างมาก

    “ยังเร็วเกินไปมากที่จะบอกว่างานวิจัยของเราเป็นการค้นพบดาวเคราะห์ [ดวงที่ 9]” เทอร์รี แฟน ผู้เขียนหลักจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัวของไต้หวัน กล่าวและเสริมว่าควรจะเรียกว่ามันเป็นการค้นพบ “ดาวที่มีศักยภาพเป็นดาวเคราะห์ [ดวงที่ 9]” มากกว่า

    An aerial view of a huge telescope seen through its open housing, at the top of a large, white building perched on the edge of a rocky mountaintop. There is a road around the observatory and some cars at the bottom, with the mountainous landscape glowing golden brown in the sunset.

    ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, มีการคาดหวังกันว่าหอดูดาวเวรา รูบิน ในชิลี จะช่วยยุติข้อถกเถียงเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ทว่า อีกประเด็นหนึ่งคือ การมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสำหรับนักดาราศาสตร์อย่างไรซ์

    ดาวเคราะห์ตามสมมติฐานดวงนี้คาดว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าโลก แต่เล็กกว่าดาวเนปจูน และไรซ์ระบุว่า นี่คือขนาดของดาวเคราะห์ที่พบได้บ่อยที่สุดในระบบดาวอื่น ๆ

    “เราพบดาวเคราะห์ประเภทนี้รอบดาวฤกษ์ดวงอื่นราวครึ่งหนึ่ง แต่ในระบบสุริยะของเราเองกลับยังไม่มี” เธอกล่าว

    ถ้าไม่ใช่ดาวเคราะห์ แล้วมันคืออะไร ?

    ถึงกระนั้นฝ่ายคัดค้านสมมติฐานเรื่องดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ก็ยกเหตุผลหลายประการขึ้นมาโต้แย้ง ตั้งแต่ความเป็นไปได้ที่การสังเกตในงานวิเคราะห์ของบาตีกินและบราวน์อาจคลาดเคลื่อน ไปจนถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับดาวเคราะห์ลึกลับ ซึ่งหมายถึงดาวเคราะห์เอ็กซ์ (Planet X) ตามทฤษฎีที่เคยถูกเสนอขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ว่ามีแรงดึงต่อดาวยูเรนัส แต่ต่อมาก็ถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง

    อีกเหตุผลหนึ่งที่เพิ่มความเคลือบแคลงให้กับสมมติฐานเรื่องนี้คือ การค้นพบวัตถุชื่อแอมโมไนต์ (Ammonite) ในปี 2023 ซึ่งเป็นวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่มีวงโคจรไม่สอดคล้องกับวัตถุพ้นดาวเนปจูนทั้ง 6 ดวงที่บาตีกินและบราวน์ใช้วิเคราะห์ในตอนแรก

    A cluster of white pixels form a white dot in the middle of the image against a highly pixelated black and grey background.

    ที่มาของภาพ, Nasa, Esa and M Brown (Caltech)

    คำบรรยายภาพ, ดาวเคราะห์แคระเซดนาซึ่งถูกค้นพบในปี 2003 เป็นหนึ่งในวัตถุพ้นดาวเนปจูนทั้ง 6 ดวงที่มีวงโคจรผิดปกติ และถูกเชื่อมโยงกับความเป็นไปได้ของการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9

    นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีคู่แข่งที่นำเสนอโดยทีมนักดาราฟิสิกส์จากสถาบันวิจัยฟอร์ชุงส์เซนทรุม ยือลิช (Forschungszentrum Jülich) ในเยอรมนี โดยในปี 2025 พวกเขาได้ดำเนินการแบบจำลองคอมพิวเตอร์ซึ่งชี้ว่าดาวฤกษ์มวลมหาศาลดวงหนึ่งที่เฉียดผ่านใกล้ระบบสุริยะเมื่อหลายพันล้านปีก่อน อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางแรงโน้มถ่วง จนทำให้วงโคจรของวัตถุพ้นดาวเนปจูนเปลี่ยนแปลงไป

    “ฉันจะไม่บอกว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ไม่มีอยู่จริง” ศาสตราจารย์ซูซานน์ ฟัลซ์เนอร์ ผู้นำการศึกษานี้ กล่าวและเสริมว่า “แต่ความเป็นไปได้มันค่อนข้างต่ำ”

    ด้านกรีนสตรีตกล่าวว่า หลักฐานที่สนับสนุนการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงนี้ “ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ทว่าต่อให้ภาพจากหอดูดาวรูบินไม่เผยให้เห็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 เธอก็ยังมองโลกในแง่ดีว่าอาจค้นพบสิ่งอื่น ๆ แทน

    “พื้นที่กว้างใหญ่ของระบบสุริยะชั้นนอกยังแทบไม่ได้รับการสำรวจเลย…ใครจะรู้ว่ามันอาจมีอะไรอีกบ้างซ่อนตัวอยู่ที่นั่น” เธอกล่าว

    “ทุกครั้งที่เราตอบคำถามได้หนึ่งข้อ ก็จะมีคำถามใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cz900vkw2lgo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pzfOccxsJeAxsEGeF2arL

  • ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ ความเคลื่อนไหวการเงิน การลงทุน ราคาทอง ราคาน้ำมัน บทวิเคราะห์ธุรกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ ความเคลื่อนไหวการเงิน การลงทุน ราคาทอง ราคาน้ำมัน บทวิเคราะห์ธุรกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    โบรกเผย กลุ่มค้าปลีก ยอดขายเดือนมี.ค.ดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่จากปัจจัยพื้นฐาน

    โบรกเผย กลุ่มค้าปลีก ยอดขายเดือนมี.ค.ดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่จากปัจจัยพื้นฐาน

    ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของกลุ่มค้าปลีกในเดือนมี.ค.ที่เร่งตัวขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาณการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศอย่างแท้จริง ตัวเลขยอดขายที่ดีขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยทางเทคนิค เช่น ฐานการเปรียบเทียบที่ต่ำสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย และการกักตุนสินค้าในกลุ่มค้าส่งและวัสดุก่อสร้าง

    15 เม.ย. 2569 | 08:30 น.

    “ค่าวัสดุก่อสร้าง” ทำจุดสูงสุดใหม่นับจากช่วงโควิด เพิ่มขึ้น 2.6% เดือนมี.ค. กดดันรายได้กลุ่มรับเหมา

    “ค่าวัสดุก่อสร้าง” ทำจุดสูงสุดใหม่นับจากช่วงโควิด เพิ่มขึ้น 2.6% เดือนมี.ค. กดดันรายได้กลุ่มรับเหมา

    “K-Research” เผยราคาวัสดุก่อสร้างทำนิวไฮนับตั้งแต่โควิด เดือนมี.ค. เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 2.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 5-8% ในไตรมาส 2 กดดันผลประกอบการ-สภาพคล่องของผู้รับเหมา หลังกว่า 50% ของต้นทุนรวมเป็นค่าก่อสร้าง พลังงาน ขนส่ง

    15 เม.ย. 2569 | 06:30 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229234&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VGNY9mr3ty_oqFaVmR_Kp

  • สุดเศร้า! ครูสอนภาษาไทยโรงเรียนดัง อากาศร้อนเกิด ‘ฮีทสโตรก’ ช็อกดับคาบ้าน | เดลินิวส์

    สุดเศร้า! ครูสอนภาษาไทยโรงเรียนดัง อากาศร้อนเกิด ‘ฮีทสโตรก’ ช็อกดับคาบ้าน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 เม.ย. พ.ต.อ.ถึงพร ปานทอง ผกก.สภ.พิมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.พิมาย พร้อมร้อยเวรสอบสวน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในบ้านพักครู โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา หลังได้รับแจ้งว่า มีครูเสียชีวิตภายในบ้านพักครู โดยไม่ทราบสาเหตุ

    ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักครูสองชั้น พบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อ คือ นายธวัชชัย อายุ 60 ปี ตำแหน่ง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ครูโรงเรียนดังกล่าว สภาพศพไม่สวมเสื้อ นอนหงาย เสียชีวิตอยู่ชั้นล่างของบ้าน ตรวจสอบตามร่างกาย ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด ทรัพย์สินยังอยู่ครบ ซึ่งคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

    จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียชีวิตพักอยู่ในบ้านพักครูคนเดียว ซึ่งในช่วงวันนี้ ในพื้นที่ อ.พิมาย มีสภาพอากาศที่ร้อนจัด ถึง 40 องศาฯ คาดว่า ผู้เสียชีวิตน่าจะเป็นฮีทสโตรก หรือโรคลมแดดกะทันหัน เนื่องจากมีโรคประจำตัว เส้นเลือดในสมองตีบ จึงอาจเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำศพส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลพิมาย เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5784127/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KUSc2soaIql1SZAmXOzlZ