Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิเคราะห์ 4 เงื่อนงำค้างคา คดียิง สส.กมลศักดิ์

    วิเคราะห์ 4 เงื่อนงำค้างคา คดียิง สส.กมลศักดิ์

    2.อาวุธปืนที่ใช้ยิง สส.กมลศักดิ์ มีข่าวว่า ตำรวจชุดคลี่คลายคดีตามยึดได้แล้ว โดยมีการนำปืนไปแยกชิ้น ทำลาย และทิ้งลงแม่น้ำ

    แต่ผลตรวจอาวุธปืนยังไม่ออกมา จึงยังไม่มีความชัดเจนว่า ที่มาของอาวุธปืนมาจากแหล่งใด วิถีการยิง และการใช้อาวุธ เป็นรูปแบบใด เพราะจะเป็นหลักฐานเชื่อมโยงกลับไปมัดผู้ต้องหาที่ถูกระบุว่าเป็น “มือปืน” ได้

    แต่หากผลตรวจอาวุธปืนออกมาไม่ชัดเจน อาจเป็นช่องโหว่หรือช่องรอดของกลุ่มผู้ต้องหาในคดีได้เหมือนกัน

    3.มีข่าวออกมาเกี่ยวกับปลอกกระสุนที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ มากกว่า 30 นัด เป็นปลอกกระสุนใหม่ พ.ต.อ.ทวี ใช้คำว่า “เบิกใหม่”

    ความหมายของ “ปลอกกระสุนใหม่” คือ ยิงจากอาวุธปืนที่ไม่เคยถูกเก็บหลักฐานการยิง จึงมีความเป็นไปได้ 2-3 ประการ คือ

    หนึ่ง ทีมสังหารไปจัดหา ปืนใหม่ และกระสุนล็อตใหม่ มาใช้เพื่องานนี้

    สอง ทีมสังหารใช้ปืนผิดกฎหมายในตลาดมืด ซึ่งไม่ใช่ปืนของทางราชการ หรือของคนร้ายที่เคยใช้ และถูกเก็บหลักฐานการยิงเอาไว้แล้ว

    หรือสาม ทีมสังหารใช้ปืนถูกกฎหมายของหน่วยราชการบางหน่วย ที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องยิงทดสอบเพื่อเก็บหลักฐานการยิงไว้เป็นฐานข้อมูล

    ความเป็นไปได้ข้อ 3 นี้เองที่ทำให้สังคมคาใจว่า มีการใช้ยุทโธปกรณ์ของทางราชการในการก่อเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ นอกเหนือจากรถกระบะของ กอ.รมน.นราธิวาส หรือไม่

    4.ผู้บงการที่สั่ง หรือจ้างวานให้สังหาร สส.กมลศักดิ์ คือใครกันแน่

    พ.ต.อ.ทวี ตั้งข้อสังเกตว่า “คนบงการต้องมีอำนาจมาก” เพราะใช้ “ทีมผสม” ซึ่งเป็นอดีตทหาร ทั้งในและนอกพื้นที่ ไม่ใช่มือปืนท้องถิ่นธรรมดา แถมอาวุธที่ใช้ก็เป็นอาวุธที่ไม่มีประวัติ รวมถึงกระสุนก็เป็นกระสุนใหม่ ไม่ใช่ล็อตที่เคยใช้ด้วย

    ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 ฟันธงในการชี้แจงเมื่อวันที่ 13 เมษายนว่า เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคง เป็นเรื่อง “ส่วนบุคคล” การพูดแบบนี้ ทำให้ พลโท พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการ สมช. ตั้งคำถามสวนกลับว่า เมื่อแม่ทัพกล้าฟันธงว่าหน่วยงานรัฐไม่เกี่ยว แปลว่ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่า คนบงการคือใคร

    นอกจากนี้ พลโทพงศกร เพิ่งให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” โดยสังเคราะห์เหตุการณ์ยิง สส.กมลศักดิ์ เอาไว้อย่างน่าสนใจ และเป็นการโต้กลับคำชี้แจงของแม่ทัพภาคที่ 4 อย่างมีน้ำหนัก

    โดยเฉพาะในประเด็นที่บอกว่า หน่วยงานรัฐไม่เกี่ยวข้อง แต่ พลโทพงศกร มองว่า ปฏิบัติการนี้ ไม่ใช่การกระทำของ “มือปืน” เพราะมือปืนไม่ลงมือแบบนี้ วิธีการยิงไม่เหมือนกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ปฏิบัติการทางทหาร” เพียงแต่คนปฏิบัติเป็นอดีตทหารนอกราชการ ฉะนั้นหน่วยงานความมั่นคงและแม่ทัพต้องพิสูจน์เรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เนื่องจากปัจจุบันไม่มีใครเชื่อมั่นอีกแล้ว ยิ่งมีการใช้รถของทางราชการไปเป็นพาหนะ ยิ่งทำให้คนไม่เชื่อมั่นเลย

    อย่างไรก็ดี พลโท พงศกร ออกตัวว่า ตนก็ยังเชื่อว่า แม่ทัพภาคที่ 4 หรือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ กอ.รมน.ไม่รู้เห็นเรื่องนี้ จึงขอเสนอทางออกในการฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976130&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_1okFqjuru2ClCQnuLEx9

  • ปรากฏการณ์หม่นมืด หมอธีระวัฒน์ เปิดข้อมูลช่วงวิกฤต เสี่ยงอารมณ์ดิ่ง-จบชีวิตตัวเอง

    ปรากฏการณ์หม่นมืด หมอธีระวัฒน์ เปิดข้อมูลช่วงวิกฤต เสี่ยงอารมณ์ดิ่ง-จบชีวิตตัวเอง

    วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.19 น.

    15 เมษายน 2569 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ปรากฏการณ์หม่นมืด ในช่วงเวลาของพระจันทร์เต็มดวง

    ปรากฏการณ์หม่นมืด ในช่วงเวลาของพระจันทร์เต็มดวงนั้น มีการบันทึกและรายงานตั้งแต่สมัยโบราณและ คล้ายมีความเชื่อมโยงกับ การเจ็บป่วยทางจิตอารมณ์หรือการปะทุขึ้นมาใหม่อย่างรุนแรง

    ความแปรปรวนทางจิตเหล่านี้ มีลักษณะตั้งแต่ อาการทางโรคจิตวิปลาสที่ถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล ด้องนำเข้าห้องฉุกเฉิน และที่สำคัญก็คือความพยายามฆ่าตัวตาย โดยมีสถิติเกิดขึ้นในระยะเวลาต่างๆกัน มากบ้างบ่อยครั้งบ้าง น้อยบ้าง ในช่วง ระหว่าง จันทร์ new moon คือวันแรม 15 ค่ำ และจันทร์เต็มดวง full moon วันขึ้น 15 ค่ำหรือวันเพ็ญ

    ทั้งนี้จากการแบ่ง lunar phases เป็นระยะตั้งแต่ new moon. First quarter. Full moon. และ last quarter และเริ่มต้นใหม่ ดังที่รู้จักกัน เป็นวันแรม 15 ค่ำ วันขึ้นแปดค่ำ วันขึ้น 15 ค่ำ วันแรมแปดค่ำ ตามลำดับ

    แม้กระทั่งมีการสังเกตุระยะต่างๆของการแสดงอาการไบโพล่าร์ ว่ามีความลื่นไหลไปกับ ระยะ lunar phases หรือข้างขึ้นข้างแรม ตามฤดูและ น่าจะเกี่ยวข้องกับ จังหวะเวลา ที่ควบคุมจากนาฬิกาในสมอง (circadian rhythm)

    ในเรื่องของพฤติกรรมการฆ่าตัวตายใน ผู้ป่วยไบโพล่าร์นั้น ดูเหมือนว่า มีความเกี่ยวข้องกับ ความแปรเปลี่ยน และปริมาณของแสงแดด ที่ได้รับ ในช่วงระยะเวลาต่างๆของปีด้วย โดยเฉพาะ จะมีความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายสูง ถ้าปริมาณของแสงแดดไม่คงที่

    คณะผู้วิจัย จากภาควิชาจิตเวช และ INBRAIN Indiana University School of Medicine และ Indianapolis VA medical center และ สำนักงานชันสูตรศพ ที่ Marion county ร่วมกันศึกษา ผลของจันทร์เต็มดวง และในช่วงเวลาอื่น กับการฆ่าตัวตาย โดยยังวิเคราะห์ช่วงระยะเวลาของวัน และช่วงระยะเวลาว่าเป็นเดือนไหนของปี ที่มี สถิติสูงสุด และทำการเชื่อมโยงกับ ตัวชี้วัดในเลือดในระดับโมเลกุลของผู้ที่เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย โดยตีพิมพ์ในวารสาร Discover mental health ปี 2023

    การศึกษาเหล่านี้ กระทำในช่วงระยะเวลาก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด และมีการบันทึกการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคมปี 2012 จนกระทั่งถึงวันที่ 17 ธันวาคมปี 2016

    โดยมีจำนวนทั้งหมด 210 รายในช่วงระยะเวลา 626 วันที่เกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ของจันทร์เต็มดวงและอีก 566 รายที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 2006 วันนอกสัปดาห์ที่พระจันทร์เต็มดวง

    โดยผู้เสียชีวิตมีอายุ 30 ปีหรืออ่อนกว่าเป็นจำนวน 208 รายและอายุ 55 ปีหรือสูงกว่าเป็นจำนวน 232 ราย

    มีบางส่วนที่มีเลือดเก็บไว้ในโครงการของ INBRAIN initiative โดยมีระยะห่างจากที่เสียชีวิตไม่เกิน 24 ชั่วโมงและสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นการกระทำด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่เป็นการใช้ยาหรือสารพิษซึ่งจะทำให้กระทบต่อการแสดงออกของยีนส์

    ในจำนวนตัวอย่างเลือด 45 รายนั้น เป็นชาย 38 รายและหญิง 7 ราย

    31 รายกระทำโดยการใช้ปืนยิงที่ศีรษะหรือหน้าอก

    12 รายโดยขาดอากาศหายใจ

    หนึ่งรายโดยการกรีดข้อมือและอีกหนึ่งรายโดย การช็อตไฟฟ้า

    เลือดทั้งหมดมีการเก็บอย่างดีใน RNA stabilizing PAXgene tubes ที่อุณหภูมิ -80 องศาจนกระทั่งนำมาศึกษา

    การวิเคราะห์ยีนส์ที่เป็นตัวชี้วัด ในการฆ่าตัวตายโดยสัมพันธ์กับนาฬิกาในสมอง

    (Circadian clock) เลือกใช้ดาต้าเบสจากหลายกลุ่ม ที่มีการรายงานมาก่อน และในที่สุดเลือกได้ 1468 ยีนส์ที่มีความเกี่ยวพันกับหน้าที่การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเวลาหลับตื่นและนาฬิกาในสมอง

    จากจีโนมของมนุษย์เป็นจำนวน 21,000 ยีนส์และแบ่งออกเป็นยีนที่เป็นหลัก ในการปฏิบัติตัวเป็นนาฬิกาสมอง (core clock gene) จำนวน 18 ยีนส์ และอีก 336 ยีนส์จัดแบ่งเป็นยีนส์ที่มีส่วนเชื่อมโยงส่งผ่านเข้าหรือออกจาก ยีนส์หลัก (immediate clock genes) และยีนส์ส่วนที่เหลือมีความสัมพันธ์กับยีนส์ในระดับที่สองและถือเป็น distant clock genes มีจำนวน 1119 ยีนส์ และมีการกำหนดจำนวนยีนส์ตัวท็อป (top biomarker genes) 154 ตัวที่เชื่อมโยงอยู่กับการกำหนดเวลานาฬิกาของร่างกาย ที่ได้จากการศึกษาก่อนหน้านี้ โดยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ความแปรปรวนทางจิตอารมณ์ตั้งแต่วิตกกังวล ซึมเศร้า จนกระทั่งถึง PTSD และ ภาวะการเจ็บปวด

    กลุ่มผู้เสียชีวิตทั้ง 45 รายได้รับการศึกษา จีโนมของมนุษย์ทั้งหมดและจัดแบ่งตามเพศ และวิเคราะห์ตามเงื่อนของดัชนีชี้วัด ของการฆ่าตัวตาย 154 ตัวนี้ ด้วยกัน

    ในช่วงเวลาที่จันทร์เต็มดวงและนอกช่วงเวลาดังกล่าว

    ผลของการศึกษาพบว่าอุบัติการของการฆ่าตัวตายจะสูงระหว่างสัปดาห์ของจันทร์เต็มดวงโดยเฉพาะในคนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่ไม่สัมพันธ์กับคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี

    ระยะเวลาของวันจะอยู่ในช่วง 15.00 ถึง 16:00 น. และเดือนกันยายนเป็นช่วงที่มีการฆ่าตัวตายสูงที่สุด

    แต่ในคนที่อายุเกิน 55 ปีนั้นจะมีสถิติสูงสุดในเดือนกรกฎาคมและคนที่อายุต่ำกว่า 30 จะมีสถิติสูงสุดในช่วงเดือน พฤศจิกายน

    นอกจากนั้นยังพบว่าการใช้แอลกอฮอล์ และภาวะ หดหู่ ซึมเศร้าจะยิ่ง เพิ่มความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายให้สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

    ยีนส์ที่มีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย ในช่วงจันทร์เต็มดวงนั้นคือ AHCYL2. ACSM3. AK2. และ RBM3

    สำหรับกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับช่วงระยะเวลาของวันจะเป็น GSK3B. AK2. และ PRKCB

    และที่มีความสัมพันธ์กับเดือนจะเป็น TBL1XR1 และ PRKCI

    ยีนทั้งหมดนี้จำนวนครึ่งหนึ่งจะสามารถถูกปรับเปลี่ยนการแสดงออกโดยยาลิเทียม (lithium) และยาvalproate ที่ให้ผลต่อต้านการฆ่าตัวตายและยีนส์ทั้งหมดในกลุ่มเหล่านี้ถูกปรับเปลี่ยนโดยภาวะหดหู่และแอลกอฮอล์โดยให้ผลส่งเสริมการฆ่าตัวตาย

    ผลของการศึกษา เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายนี้ เป็นการควบรวม วิเคราะห์ ระยะเวลา วิกฤต ที่เกี่ยวข้องกับ สัปดาห์ของ ดวงจันทร์เพ็ญ ช่วงเดือน และช่วงเวลาของวัน ที่มีความสัมพันธ์ กับแสงที่ตกกระทบ และมีผลต่อนาฬิกาในสมองและร่างกาย และอาจส่งผลกับการแสดงออกของยีนส์ที่มีส่วนกำหนดในพฤติกรรม ที่บรรเทาหรือ ส่งเสริมการ ทำร้ายตนเอง และยีนส์เหล่านี้ พิสูจน์ว่ามีความเชื่อมโยงกับยาที่ใช้รักษาอยู่ด้วย และการใช้ แอลกอฮอล์ในช่วงระยะเวลาที่วิกฤตที่มีความหดหู่แฝงอยู่ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ร้ายแรงไปอีก

    รายงานนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่มิได้ละเลยหลักฐานที่ได้จากการสังเกต และนำมาวิเคราะห์เพื่อทำการพิสูจน์และเชื่อมโยงกับยีนส์ของมนุษย์และ ดัชนีชี้วัด ที่ในอนาคตอาจจะนำมาใช้เพื่อป้องกันเหตุโศกนาฏกรรมเหล่านี้ได้ผลดียิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบันของคนไทย การมองคนอย่างเป็นคนด้วยกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา และช่วยเท่าที่ทำได้ ให้เขารู้สึกว่ายังมีคนที่เห็นใจและเอาใจใส่ น่าจะเป็นประการสำคัญที่สุดที่ต้องการครับ

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/958679&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27ndMIj5knEglLtnsDvpEk

  • รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    วันนี้, 08:15น.

            ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ

    +++กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    +++ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    +++ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    +++ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    +++ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    +++ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

              ก่อนหน้านี้ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%เ มื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

              สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160772&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1451v55LVV7tUH78q11VRL

  • รอบวันทันเหตุการณ์   15-04-69

    รอบวันทันเหตุการณ์ 15-04-69

    เผยแพร่:

    รอบวันทันเหตุการณ์ 15-04-69

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/QMY8Gq0VUuw&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2frtLJMjgZkgyhswL7sbz1

  • นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าธนาคารโลกเตือนความขัดแย้งตะวันออกกลางเสี่ยงสร้างภาวะอดอยากระดับโลก

    นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าธนาคารโลกเตือนความขัดแย้งตะวันออกกลางเสี่ยงสร้างภาวะอดอยากระดับโลก

    ธนาคารโลกออกมาเตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะผลักดันให้ผู้คนอีกหลายล้านคนเผชิญกับภาวะอดอยาก เมื่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามแพร่กระจายไปทั่วโลก

    Indermit Gill นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าของธนาคารโลก เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันพุธว่า ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 300 ล้านคนที่ประสบภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรงอยู่แล้ว และจำนวนนี้อาจเพิ่มขึ้นอีก 20% ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

    Gill ให้สัมภาษณ์ระหว่างการประชุม International Monetary Fund-World Bank Spring Meetings ที่กรุงวอชิงตัน โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค

    ราคาปุ่ยพุ่งสูงกระทบการเกษตรโลก

    การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ ได้ทำให้ราคาปุ่ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการผลิตปุ่ยต้องใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหลัก การขาดแคลนปุ่ยและราคาที่สูงขึ้นอาจกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ หยุดการส่งออกอาหารและสะสมอาหารไว้ใช้ภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้ราคาอาหารโลกพุ่งสูงขึ้นไปอีก

    “การห้ามส่งออกเหล่านี้ทำให้เรากังวลอย่างมาก” Gill กล่าวกับ AFP โดยเน้นว่ากลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุดคือประชากรในประเทศที่เกิดสงครามหรือมีรัฐบาลที่ไม่มั่นคง

    หากสถานการณ์ยังไม่ได้รับการแก้ไขในเร็วๆ นี้ “ความหิวโหยจะเริ่มคุกคามประเทศเหล่านี้อย่างมาก” เขาเตือน

    เอเชียได้รับผลกระทบก่อน อัฟริกาตามมา

    ปัจจุบันการขาดแคลนปิโตรเคมีและผลกระทบทางเศรษฐกิจกำลังส่งผลต่อภูมิภาคเอเชียมากที่สุด แต่ Gill อธิบายว่า “เมื่อวิกฤตการณ์ยืดเยื้อนานขึ้น ผลกระทบจะแพร่กระจายไปสู่แอฟริกาอย่างรวดเร็ว”

    “อาหารที่มีในตลาดตอนนี้ผลิตมาแล้ว” Gill กล่าว แต่ผลกระทบที่แท้จริงอาจรู้สึกได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยทั่วโลกต้องใช้จ่ายส่วนใหญ่ของรายได้ไปกับความต้องการขั้นพื้นฐานเช่นอาหารและเชื้อเพลิง

    เงินเฟ้อพุ่ง การเติบโตลดลง

    Gill เตือนว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวมอาจเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 4.7% ในปีนี้ ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดหากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงเดือนสิงหาคม ขณะเดียวกันการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกอาจลดลงถึง 40% ในแต่ละปี

    การเงินเฟ้อที่สูงขึ้นประกบกับการเติบโตที่ลดลงจะเป็น “การโจมตีสองทาง” ต่อความยั่งยืนของหนี้ของประเทศยากจน ซึ่งจะขัดขวางความสามารถในการจัดการกับวิกฤตการณ์นี้และวิกฤตการณ์ในอนาคต

    Gill เตือนว่าตัวเลขการเติบโตของภูมิภาคต่างๆ อาจดูดีเกินจริง เนื่องจากเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จีน และอินเดียซึ่งมักจะป้องกันตัวเองจากแรงกระแทกภายนอกได้ดี มักจะดึงตัวเลขประมาณการขึ้น เมื่อตัดเศรษฐกิจเหล่านี้ออกจากการประมาณการ “คุณจะเริ่มเห็นความเปราะบางมากขึ้น” เขากล่าว

    Chief Economist of the World Bank Group Indermit Gill (C) chats with other delegates before the opening of the 10th ASEAN Finance Ministers and Central Bank Governors Meeting in Jakarta in August 2023

    Chief Economist of the World Bank Group Indermit Gill (C) chats with other delegates before the opening of the 10th ASEAN Finance Ministers and Central Bank Governors Meeting in Jakarta in August 2023

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/world-bank-chief-economist-warns-middle-east-conflict-hunger-risk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1txSp8wFkE_dAFaOEpOwv5

  • รมว.คลังหารือสภาหอการค้าสหรัฐเล็งขยายการลงทุนในไทย

    รมว.คลังหารือสภาหอการค้าสหรัฐเล็งขยายการลงทุนในไทย

    รมว.คลังหารือสภาหอการค้าสหรัฐเล็งขยายการลงทุนในไทย

    15 เมษายน 2569, 19:09น.

              ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมประชุมหารือกับสภาหอการค้าสหรัฐอเมริกา US Chamber of Commerce ในระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

             สภาหอการค้าสหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางของภาคธุรกิจสหรัฐในการประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน ตลอดจนกำหนดท่าทีของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ต่อประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย

             ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความมั่นใจกับผู้แทนสภาหอการค้าสหรัฐฯ ว่ารัฐบาลไทยปัจจุบันมีเสถียรภาพสูงและเล็งเห็นความสำคัญของความร่วมมือและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการยกระดับเทคโนโลยีและทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยผู้แทนสภาหอการค้าสหรัฐฯ ได้กล่าวยืนยันถึงความสำคัญของประเทศไทยต่อการลงทุนของนักธุรกิจสหรัฐและมีความประสงค์ที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทยต่อไป

     #สภาหอการค้าสหรัฐ

    Cr:กระทรวงการคลัง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160762&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hEXWV056ECXkn8wCC4R4J

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    ท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6%…๐ แล้วก็เป็นเหมือนเงาตามตัวในเทศกาลหยุดยาวของไทย นั่นคือเทศกาลนับศพ 7 วัน ซึ่งล่าสุด “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 หรือ ศปถ. ก็ได้แถลง สถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 14 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์ ว่าเกิดอุบัติเหตุ 192 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 202 คน ผู้เสียชีวิต 30 ราย อุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วัน (10-14 เม.ย.) เกิดอุบัติเหตุรวม 951 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 911 คน ผู้เสียชีวิต 191 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ 45 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ 47 คน ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดไม่เกินคาดคือ กรุงเทพมหานคร 16 ราย ซึ่ง ดูเหมือนตลอดเวลา 4 ปีในยุค “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นผู้ว่าฯ ก็ครองแชมป์ตายหรือไม่ก็แชมป์เจ็บมาอย่างมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปีใหม่ไทยและปีใหม่เทศ แต่ก็ดูเหมือนคนกรุงหรือใครต่อใครต่างก็ไม่เคยกล่าวโทษ “ผู้ว่าฯ ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” เลย ต้องบอกว่าชาติที่แล้วทำบุญมาอย่างดีเสียจริงๆ

    ต้องบอกว่าปีนี้ “นางสงกรานต์” ทรงนามว่า “รากษสเทวี” เสวยโลหิตเป็นอาหาร จึงไม่แปลกที่หลังสงครามยังมีคำเตือนเรื่องพายุฤดูร้อนออกมาอีก โดย “สุกันยาณี ยะวิญชาญ” อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 16-20 เมษายน 2569) ฉบับที่ 3 ย้ำว่า 16-20 เม.ย.นี้ ไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น ทั้งฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ ก็เรียกว่าสาดน้ำกันมา 3 วันแล้วก็เจอฟ้าสาดน้ำอีก 4 วันต่อ แต่มีของแถมที่ต้องระวังกันให้ดี มิเช่นนั้นอาจหัวร้างข้างแตกและถึงชีวิตกันได้

    หันมาดูความเคลื่อนไหวของนายกฯ หนูกันบ้าง เพราะเมื่อวันพุธ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมประชุมทางไกลในการประชุมประชาคมเอเชียเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ AZEC ซึ่งหลังประชุมเสร็จก็ได้ให้สัมภาษณ์แบบยาวๆ ครั้งแรกในสัปดาห์ และเจ้าตัวก็บอกว่าต่อไปอาจแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น แหม! เรียกว่าเล่นบทเตมีย์ใบ้จนติดใจกันไปแล้วแน่นอน..

    ที่น่าสนใจในการให้สัมภาษณ์ของ “นายกฯ อนุทิน” คือการแย้มถึงโครงการคนละครึ่งพลัสว่าจะทำให้เร็วที่สุด เพราะรัฐบาลเพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 10 เม.ย. พร้อมระบุด้วยว่า น่าจะพลัสมากกว่าคนละครึ่งครั้งที่แล้ว รวมทั้งยังมีมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่ให้เกินหน่วยละ 3 บาทที่ให้แก่ทุกกลุ่ม ส่วนใครใช้ไฟเกินก็คิดราคาตามขั้นบันได รวมถึงมาตรการสินค้าไทยช่วยไทย พร้อมทั้งมองแง่ดีที่ “เจ๊ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เห็นด้วยในโครงการคนละครึ่งพลัสว่าเป็นเรื่องปกติ เขาต้องทำหน้าที่ท้วงติง แต่ก็เหมือนที่ “วิมล ไทรนิ่มนวล” นักเขียนรางวัลซีไรต์ชื่อดัง โพสต์กราฟิกท้วงติงนั่นแหละว่า นี่หรือพรรครักประชาชน เพราะค้านทุกเรื่อง แต่ที เรื่องอาหารฟรีจากเงินภาษีมื้อละ 1,000 บาท และเงินบำนาญเดือนละเป็นหมื่นเป็นแสนกลับเงียบกริบ! แหม! ก็นี่มันเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวมของทั่นผู้แทนฯ จะไปโวยวายทำไมละจ๊ะพ่อคุณ…

    หันมาเรื่อง Work From Home ทำงานจากที่บ้าน Work From Anywhere หรือทำงานที่ไหนก็ได้ ที่รัฐบาลกำชับเป็นนโยบายหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจในช่วงราคาน้ำมันแพงนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมทั้งขอความร่วมมือกับภาคเอกชนด้วย บรรดาขาเมาธ์มอยก็พากันนินทากันให้แซ่ดว่าเป็นเรื่องถูกต้องที่หลายประเทศก็ทำ แต่ที่ สงสัยกันมากคือระบบอินเทอร์เน็ตและไวไฟทั้งหลายต้องเอื้ออำนวยด้วย จึงทั้งให้ WFH-WFA เป็นผล แต่ดูเหมือน “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)” กลับไม่เคยเอ่ยอ้างหรือมีมาตรการใดๆ เลย ทั้งที่เป็นผู้คุมเกมและควบคุมดูแลค่าบริการของแก่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย จึงหวังว่าในการประชุม ครม.นอกจากเรื่องคลอดมาตรการเรื่องค่าครองชีพแล้ว ก็น่าจะดูแลเรื่องราคาอินเทอร์เน็ตที่แพงหูฉี่กันด้วย..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/980487/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PWjoYh9rLUrTkXNjgccUu

  • เริ่มแล้ว “รมว.ซาบีดา” เปิดสงกรานต์ไทไทย อุทัยธานี สืบสานวิถีไทย ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นท่องเที่ยววัฒนธรรม สร้างรายได้สู่ชุมชน มุ่งยกระดับประเพณีไทยสู่เทศกาลระดับโลก | TOPNEWS

    เริ่มแล้ว “รมว.ซาบีดา” เปิดสงกรานต์ไทไทย อุทัยธานี สืบสานวิถีไทย ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นท่องเที่ยววัฒนธรรม สร้างรายได้สู่ชุมชน มุ่งยกระดับประเพณีไทยสู่เทศกาลระดับโลก | TOPNEWS

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า ประเพณีสงกรานต์มิได้เป็นเพียงเทศกาลแห่งความสนุกสนาน แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว และการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ใหญ่

    อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป สำหรับจังหวัดอุทัยธานีเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่งดงาม

    มีทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างหลากหลาย อาทิ พิธีสรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ขบวนแห่วัฒนธรรม

    การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ตลอดจนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด

    ซึ่งนอกจากจะช่วยสืบสานประเพณีอันดีงามแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ในระดับพื้นที่

    นางสาวซาบีดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกำหนดการจัดงานสงกรานต์ พุทธศักราช 2569 ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก”(Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand)

    โดยมุ่งถ่ายทอดคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทยในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของโลก สร้างความประทับใจและแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางกลับมาเยือนซ้ำ

    ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมมีแนวทางยกระดับการจัดประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและมีศักยภาพสูง จำนวน 18 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมทั้งเมืองอัตลักษณ์และเมืองน่าเที่ยว

    เพื่อสร้างจุดขายใหม่ทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยยังคงรักษาคุณค่า ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้สอดคล้องกับบริบทร่วมสมัย

    “ที่สำคัญเป็นการต่อยอดหลังจากประเพณี ‘สงกรานต์ในประเทศไทย’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage of Humanity)

    โดยยูเนสโก เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สมัยประชุมครั้งที่ 18

    ณ เมืองคาซาเน สาธารณรัฐบอตสวานา ภายใต้ชื่อรายการ ‘Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival’” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

    นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนกว่า 30 หน่วยงาน ในการขับเคลื่อนการจัดงานสงกรานต์ใน 4 มิติ

    ได้แก่ มิติด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่าน 7 มาตรการ 17 แนวทาง อาทิ การส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม การต่อยอดกิจกรรมทางวัฒนธรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

    การใช้สื่อดิจิทัลเผยแพร่ภาพลักษณ์สงกรานต์ไทยสู่ระดับนานาชาติ การรณรงค์ด้านความปลอดภัย และการจัดงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Zero Waste

    “ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของประเพณีสงกรานต์ วิถีไทยในปี 2569 ซึ่งเป็นเทศกาลที่ผสมผสานความงดงามของวัฒนธรรมไทย

    เข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจ และตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมของโลกอย่างยั่งยืน ”นางสาวซาบีดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1548474&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k7lBygp6b2dqrb2S2YC34

  • คอลัมน์การเมือง – แม่นยำ ตรงจุด แต่อาจยังไม่เข้มข้นพอ นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน 2

    คอลัมน์การเมือง – แม่นยำ ตรงจุด แต่อาจยังไม่เข้มข้นพอ นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน 2

    นโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นเหมือนแผนที่นำทาง

    บอกว่ารัฐบาลจะนำพาประเทศเดินไปในทิศทางไหน อย่างไร ?

    นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 เป็นเครื่องมือและโอกาสที่ทีมไทยแลนด์ นายกฯ และรัฐมนตรีมืออาชีพ จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ ในรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ และมีเสียงข้างมากในสภา

    วันนี้ มาติดตามต่อว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 มีความเข้มข้น แม่นยำ เพียงพอรับมือกับวิกฤตโลกขณะนี้ หรือไม่?

    ภาพรวม จะพบว่า รัฐบาลอนุทิน 2 มีนโยบายบริหารจัดการเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่พึ่งพาอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ภาคการผลิตการเกษตร การส่งออก การท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ก็มีนโยบายที่จะสร้างโอกาสและคว้าโอกาสที่เกิดจากเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และภาคบริการด้วยเช่นกัน

    ….

    2.3 มีนโยบายสนับสนุนภาคเกษตร กระตุ้นการเพิ่มมูลค่า ยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร

    “…ด้านการเกษตร รัฐบาลจะ “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน โดย 

    1.สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ศักยภาพของดิน และแหล่งน้ำในพื้นที่ พัฒนาการทำการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการทำการเกษตร รวมถึงช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยืดหยุ่น ควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้และเทคนิคการเกษตรสมัยใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทานให้แก่เกษตรกรผ่านโครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนายกระดับทักษะการใช้แม่ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 

    2.พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงการผลิตสินค้าเกษตรกับอุตสาหกรรมแปรรูป โดยใช้ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นตัวกำหนดทิศทาง เพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ปริมาณน้ำและสภาพอากาศในระดับตำบล พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรที่ไม่สร้างภาระและต้นทุนให้แก่เกษตรกร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบต่อคุณภาพสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน การปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน อาทิ การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ ปุ๋ยคุณภาพสูง โดยสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในด้านปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ยเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกร ตลอดจนดำเนินการจัดการที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในสิทธิที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม ดำเนินการตรวจสอบและจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน

    3.สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่ใช้ผลิตภัณฑ์เกษตรในพื้นที่ พัฒนากลไกที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด อาทิ การยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อทำหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่การผลิตและร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาช่องทางการตลาด เพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่กลุ่มเกษตรกร

    รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ปรับปรุงรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่มีความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ พัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ สร้างความมั่นคงด้านปริมาณและคุณภาพสินค้าเกษตรควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลก…”

    2.4 มีนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้จากเครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว

    “…ในด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลจะ “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง” โดย 

    1.ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ โดยออกกฎหมายเพื่อนำภารกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมอัตลักษณ์และความหลากหลายทางภาษาที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับบทบาทของวัฒนธรรมไทยในเวทีระหว่างประเทศผ่านการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy) เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความหลากหลายและมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของประเทศ อันจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม 

    2.พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand) โดยนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สร้างความประทับใจ ความทรงจำที่ดีงาม และความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

    เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยซ้ำเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง โดยเริ่มต้นจากการต่อยอดกับธุรกิจและบริการในสาขาที่ประเทศมีความได้เปรียบ อาทิ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม วิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน ควบคู่กับการเชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยว ผนวกสินค้าและบริการไทย อาทิ ผลไม้ อาหาร สปา ให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการแปรรูป ไปจนถึงธุรกิจชุมชน ทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

    3.ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการจัดนิทรรศการ การประชุม และกิจกรรมสันทนาการระดับนานาชาติ อาทิ คอนเสิร์ต กีฬา ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของคนต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากรูปแบบการทำงานและใช้ชีวิตของคนทำงานในยุคใหม่ที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมไทย 

    4.สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว ผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง และส่งเสริมให้ภาคเอกชนและชุมชนท้องถิ่นร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมโยงกับสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    5.ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จัดให้มีระบบประกันภัย ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และอุบัติเหตุภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับระบบให้บริการสาธารณสุขของประเทศ พัฒนาระบบตรวจสอบและรับรองสถานที่ท่องเที่ยวและบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรฐานตามหลักสากล รวมทั้งปรับปรุงการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและสร้างความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวทุกรูปแบบ…”

    2.5 มีนโยบายสร้างและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนทางเทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่

    “..รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะ “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดย 

    1.สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ การกำหนดกลไกควบคุมการส่งสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศเพื่อส่งออกโดยไม่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ อาทิ การปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส การผลักดันให้สินค้าและบริการ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมของผู้ประกอบการ SMEs เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการจัดการปัญหานอมินีที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างไม่ตรงไปตรงมาเพื่อลดผลกระทบกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs และการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายลงโทษผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง 

    2.ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย ด้วยรูปแบบต่างๆ อาทิ การให้สินค้าและบริการไทยเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าในการจัดซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ของภาครัฐจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง การปรับปรุงโครงสร้างภาษีและดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย อาทิ การให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand First) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการไทย 

    3.บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า โดยแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคเพื่อให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพันธมิตรทางการค้า ยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม และดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่ ขยายกรอบมูลค่าธุรกิจโดยการเจรจาเพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าให้กับสินค้าและบริการของไทยกับประเทศพันธมิตร เน้นการกระจายตลาด ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศหลักและสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกรายย่อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs 

    4.ส่งเสริมการค้าภาคบริการ โดยพัฒนาความสามารถของผู้บริการไทยในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และจัดทำกรอบข้อตกลงด้านการค้าภาคบริการกับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างการค้าของประเทศที่มีความหลากหลายและมีภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น…”

    3. สรุปภาพรวมนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 เขียนออกมา
    ได้ดี แม่นยำ ตรงจุด มีความทันสมัย สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมืออาชีพในรัฐบาล

    แต่การนำนโยบายไปขับเคลื่อนให้เกิดผลงานจริง เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก

    เพราะต้องฝ่าฟันกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางตั้งแต่ปีแรก

    และยังต้องเผชิญกับแรงต้านทางการเมืองในประเทศอย่างรุนแรง เพราะพรรคการเมือง ทุกกลุ่ม ทุกสี จะพยายามบดขยี้ ตีกระแทกพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย ที่ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

    ฝ่ายที่เสียพื้นที่ เสียเก้าอี้ในสภา ไม่มีพรรคไหนอยู่เฉยแน่นอน จะใช้กลไกเครือข่าย ทั้งในโซเชียลมีเดีย สื่อหลัก และการจัดตั้งทางการเมืองในพื้นที่ ช่วงชิงโอกาส และทำลายจุดแข็งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยอย่างหนัก

    (รัฐมนตรีมืออาชีพจะถูกรุมถล่มดิสเครดิตทางการเมืองอย่างหนัก)

    รัฐบาลอนุทิน 2 จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังทางการเมือง ไม่ทำผิดกฎหมายไม่พอจะต้องเสริมสร้างความชอบธรรมทางการเมืองทุกย่างก้าว

    นโยบายเศรษฐกิจ ควรต้องมีความเข้มข้นมากกว่าปกติ เหยียบคันเร่งหนักขึ้น

    เพื่อพาประเทศชาติและประชาชนขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง เพื่อมีแรงส่งไปถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ตามนโยบายที่แถลงไว้

    มิฉะนั้น จะถูกฝ่ายการเมืองตรงข้ามรัฐบาล นำผลลบจากสงครามมาตอกย้ำ ขยายผล ทำลายความชอบธรรมทางการเมือง เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนประเทศต่อไป

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VE0TaQyypXNRcCRH-tYDh

  • แนวโน้มผู้บริโภคแอฟริกาใต้ปี 2569 ปรับพฤติกรรม รับมือเศรษฐกิจผันผวน

    แนวโน้มผู้บริโภคแอฟริกาใต้ปี 2569 ปรับพฤติกรรม รับมือเศรษฐกิจผันผวน

    ผู้บริโภคแอฟริกาใต้ในปี 2569 มีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากแรงกดดันด้านค่าครองชีพและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค โดย NielsenIQ (บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการวิจัยตลาด) ระบุว่าประมาณสองในสามของผู้บริโภคแอฟริกาใต้คาดว่า สถานะทางการเงินของครัวเรือนจะดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนการปรับตัวต่อภาวะเศรษฐกิจมากกว่าการฟื้นตัวที่แท้จริง โดยผู้บริโภคได้เรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตภายใต้ความผันผวน มีการวางแผนใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เปรียบเทียบราคา และเลือกซื้อสินค้าอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

    ปัจจัยด้านราคายังคงเป็นตัวกำหนดหลักในการตัดสินใจซื้อ โดยผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นราคาอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าไม่จำเป็น และเริ่มไม่ยอมรับกลยุทธ์ลดปริมาณสินค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ เช่น การจัดโปรโมชั่น โปรแกรมสะสมแต้ม การเพิ่มความหลากหลายของสินค้า และการพัฒนา private label ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อสินค้าได้เปลี่ยนไปสู่การผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งได้เติบโตผ่านแพลตฟอร์ม เช่น WhatsApp และ Facebook แต่การค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังคงมีสัดส่วนสูง ถึงประมาณร้อยละ 95 ของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่ม FMCG (Fast Moving Consumer Goods)

    นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงด้านไลฟ์สไตล์ยังมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางตลาด โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความเรียบง่าย และความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การเลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดการบริโภคแอลกอฮอล์ และความนิยมสินค้าออร์แกนิกและปลอดสารกันเสีย โดยข้อมูลระบุว่าร้อยละ 68 ของผู้บริโภคในแอฟริกาและตะวันออกกลางยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับสินค้าออร์แกนิก และร้อยละ 70 ให้ความสำคัญกับอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงตลาดผู้บริโภคแอฟริกาใต้ที่มีความอ่อนไหวด้านราคา แต่ยังคงเปิดรับสินค้าที่ตอบโจทย์คุณค่าและไลฟ์สไตล์ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ประสงค์จะขยายสินค้าค้าเข้าสู่ตลาดแอฟริกาใต้ ควรเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการกำหนดราคาที่แข่งขันได้

    เครดิตภาพและที่มาข่าว www.themediaonline.co.za

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย

    เมษายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/t4lb2pzwrf8qpgbabodhmjzx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yCluvpwtt65NfeoLm0K37