Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รมว.คลัง G7 ถกเข้มผลกระทบสงครามอิหร่าน กดดันเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    รมว.คลัง G7 ถกเข้มผลกระทบสงครามอิหร่าน กดดันเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ประชุมกันที่กรุงวอชิงตันในวันพุธ (15 เม.ย.) เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบที่ลุกลามต่อเศรษฐกิจโลกจากสงครามในอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากขึ้นมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว

    ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกถูกกระทบนั้น ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ การที่กลุ่มประเทศ G7 จะสามารถแสดงจุดยืนที่เป็นเอกภาพในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เผยให้เห็นรอยร้าวที่ลึกขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป

    รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารของกลุ่ม G7 ซึ่งประกอบด้วยอังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหรัฐ และสหภาพยุโรป (EU) ต้องการหลีกเลี่ยงสงครามยืดเยื้อที่อาจทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัว

    อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่สถานการณ์ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย โดยช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของโลก ยังคงปิดการสัญจรทางเรือเป็นส่วนใหญ่

    เจ้าหน้าที่ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีแนวโน้มจะไม่ออกแถลงการณ์ร่วม

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ก่อนการประชุม G7 ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นได้หารือกับสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการเสริมสร้างการสื่อสารอย่างใกล้ชิดด้านอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมรับฟังข้อมูลสถานการณ์อิหร่านและประเด็นอื่นที่ “น่าสนใจอย่างยิ่ง”

    คาตายามะยังโพสต์ผ่านเอ็กซ์ว่า ได้ชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ เกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการสนับสนุนทางการเงินของญี่ปุ่นต่อประเทศในเอเชีย ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

    ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนวงเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศก่อนการเดินทางของคาตายามะ มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานพลังงานในเอเชีย เช่น การปล่อยกู้เพื่อจัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W7Mi_-6bpp4G4GWALIYeP

  • หอการค้าโคราชสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวสงกรานต์ ปี 2569 “คึกคัก” | เดลินิวส์

    หอการค้าโคราชสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวสงกรานต์ ปี 2569 “คึกคัก” | เดลินิวส์

    นายอัฐพล สัมพันธ์วงศ์ รักษาการประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้สรุปภาพรวมสงกรานต์โคราชปีนี้ ตนขอใช้คำว่า “คึกคักแบบกระจุกตัว” แม้บรรยากาศตามหัวเมืองจะดูสนุกสนาน แต่ในเชิงเศรษฐกิจเราพบสัญญาณที่น่าสนใจและต้องเฝ้าระวังอยู่หลายประเด็น ดังนี้

    1. สถานการณ์ คนเน้น เย็น-ค่ำ และมาแบบ “เซฟงบ”

    ปีนี้ในเขตอำเภอเมือง บริเวณลานย่าโม ถนนราชดำเนิน และตามห้างสรรพสินค้า ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่คนแน่นในช่วงเย็นถึงค่ำครับ แต่ที่น่าสังเกตคือ

    -พฤติกรรมเปลี่ยน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่เน้นเดินทางระยะใกล้ ส่วนใหญ่เลือกซื้อของจากตลาดสดหรือห้างไปล้อมวงกินข้าวกัน ที่มากกว่าการออกไปจับจ่ายข้างนอกแบบเต็มตัวเหมือนปีก่อนๆ

    -เสน่ห์ Soft Power: จุดที่ต้องชื่นชมคือการนำวัฒนธรรมอย่าง “ประเพณีแห่พระคันธารราฐ” มาชูโรงคู่กับความบันเทิงสมัยใหม่ ซึ่งดึงดูดกลุ่มคนใจบุญและคนรุ่นใหม่ให้มาอยู่รวมกันได้อย่างลงตัว

    2. เปรียบเทียบปี 68

    เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ความคึกคักโดยรวมดู ดรอปลง

    -เน้นพึ่งทางใจ ปีนี้คนเข้าวัดทำบุญ สะท้อนว่าในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ผู้คนต้องการที่พึ่งทางใจควบคู่ไปกับการรื่นเริง

    -ระมัดระวังการใช้จ่าย: ยอดต่อหัวค่อนข้างนิ่งครับ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้คนคิดเยอะก่อนควักเงินจ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็น

    3. ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลัก?

    -ยังคงเป็น “คนโคราชคืนถิ่น” และนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียงเป็นหลัก

    -กลุ่มที่น่าสนใจ: คือกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวมาเยี่ยมญาติในโคราชและครอบครัวที่มีเขยต่างชาติ (ยุโรป) ที่เริ่มหันมาสัมผัสสงกรานต์ในหัวเมืองใหญ่อย่างโคราชแทนการไปเมืองท่องเที่ยวหลักอื่นๆ

    4. เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ: “รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า”

    นี่คือจุดที่น่ากังวลครับ เม็ดเงินหมุนเวียนปีนี้ถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    -โรงแรมอ่วม อัตราเข้าพัก (Occupancy Rate) ทั้งในเมืองและเขาใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 40-50% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับเทศกาลใหญ่ขนาดนี้

    -ต้นทุนกินกำไร แม้ร้านอาหารจะพอขายได้ แต่กำไรหดเพราะค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าที่พุ่งสูงในช่วงหน้าร้อน บวกกับค่าน้ำมันและวัตถุดิบที่แพงขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ประกอบการแทบแบกไม่ไหว

    5. ปัจจัยบวกและอุปสรรคที่ต้องเจอ

    -ตัวช่วยสำคัญ ถนน M6 ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก รวมถึงกิจกรรมดึงดูดอย่าง “การแข่งขันขั่วหมี่โคราช” “การแข่งกินจุ” ที่กลายเป็นสีสันใหม่ที่คนให้ความสนใจ มีนักแข่งมาจากจากทางไกลอีกด้วย

    -อุปสรรคตัวสำคัญ คืออากาศที่ร้อนจัดจนคนไม่อยากออกจากบ้านในช่วงกลางวัน และสถานการณ์โลกที่กระทบต่อความมั่นใจในการใช้จ่าย รวมถึงความขัดแย้งและการสู้รบ ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทาง

    ข้อเสนอแนะและทางออก หลังจบสงกรานต์ ผมเกรงว่าเศรษฐกิจจะซบเซาลงอีก หอการค้าฯ จึงมีข้อเสนอต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ

    1. ต้องมี Event ต่อเนื่อง รัฐต้องเร่งทำ “Event Calendar” ทันที ไม่ใช่จบแค่สงกรานต์แล้วเงียบหาย เน้นดึงกลุ่ม MICE และการท่องเที่ยววันธรรมดามาช่วยพยุงธุรกิจ

    2. ช่วยลดภาระต้นทุน: ขอมาตรการดูแลราคาน้ำมันและค่าไฟสำหรับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

    3. เติมสภาพคล่องรายย่อย: ผลักดัน Soft Loan (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) ให้พ่อค้าแม่ค้าและ SME เข้าถึงง่ายขึ้น รวมถึงการ “งดหรือลดค่าเช่าแผง” ในพื้นที่ของรัฐสัก 6 เดือน เพื่อให้เขาได้ลืมตาอ้าปากได้

    4. ปรับตัวด้านโลจิสติกส์ เสนอแนวคิด “รวมเที่ยวรถ” และพัฒนา Logistics Hub ในจังหวัด เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า

    สุดท้ายนี้ หอการค้าฯ ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของโคราชครับ หากเราผลักดันเรื่อง “พลังงานสะอาด” ควบคู่ไปกับการรักษาฐานวัฒนธรรมและธรรมชาติ เราจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและทำให้เศรษฐกิจโคราชกลับมาแข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5784777/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20UMiUAfJIENSw_j2xqkrd

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 16 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 16 เมษายน 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : ลุ้นแตะ 5,000$ เร็วๆ นี้
    แนวรับ : $4,800 หรือ 72,600
    แนวต้าน : $5,000 หรือ 75,000

    .

    ทองคำกำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่จริงหรือไม่ และระดับ $5,000 จะเป็นเป้าหมายที่เกิดขึ้นได้ในระยะสั้นหรือเปล่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง สงครามยังไม่จบ และทิศทางเงินเฟ้อที่ยังมีโอกาสเร่งตัวต่อจากนี้ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าแรงซื้อทองคำรอบนี้เป็นเพียงแรงหนุนระยะสั้นจากความกังวล หรือกำลังสะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนของตลาดโลกอย่างแท้จริง

    .

    หลังผ่านช่วงสงกรานต์ ตลาดทองคำยังเดินหน้าร้อนแรงต่อเนื่อง โดยราคาทองคำโลกทะลุขึ้นมาแถว $4,870 ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำแท่งไทยขึ้นไปแตะบริเวณ 73,300 บาท แม้ภาพการเมืองโลกและการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่สิ่งที่เริ่มเห็นคือ ตลาดการเงินไม่ได้ตอบสนองแบบตื่นตระหนกเหมือนช่วงแรกอีกต่อไป ดัชนีหุ้นยังยืนได้และราคาน้ำมันเริ่มผ่อนลง สะท้อนว่านักลงทุนกำลังปรับตัวกับความเสี่ยง และไม่ได้เทขายสินทรัพย์ทุกอย่างแบบไร้ทิศทางเหมือนก่อนหน้า

    ในอีกด้านหนึ่ง ทองคำยังคงได้แรงหนุนชัดเจนจากบทบาทของการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ เพราะหากสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตทั่วโลกมีโอกาสสูงขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งเศรษฐกิจโลกอ่อนแรงและซัพพลายเชนเริ่มมีรอยร้าวมากเท่าไร ความต้องการถือทองคำก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ขณะเดียวกัน กระแสคาดการณ์ว่าดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงในระยะถัดไป จากภาระหนี้และความจำเป็นในการอัดฉีดเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็ยิ่งเป็นอีกแรงผลักที่หนุนราคาทองคำในภาพใหญ่

    ส่วนประเด็นเงินเฟ้อ แม้ตัวเลขฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภคของสหรัฐฯ ยังไม่ได้เร่งขึ้นแรงอย่างที่ตลาดกังวล แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าต้นทุนจากภาวะสงครามยังส่งผ่านไม่เต็มที่ เพราะหลายภาคธุรกิจอาจยังใช้สต็อกเดิมที่มีอยู่ ดังนั้นเงินเฟ้อในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมยังเป็นช่วงสำคัญที่ต้องติดตาม หากต้นทุนเริ่มสะท้อนเข้าระบบมากขึ้นจริง ก็จะยิ่งทำให้ทองคำกลับมาโดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงมากขึ้นอีก

    ในเชิงเทคนิค ภาพทองคำยังถือว่าแข็งแรง เพราะโครงสร้างราคาเป็นการยกฐานขึ้นต่อเนื่องแบบ Higher High และ Higher Low หากยังยืนเหนือแนวรับบริเวณ $4,800 ได้อย่างมั่นคง โอกาสขึ้นไปทดสอบ $5,000 ก็ยังเปิดกว้าง และหากผ่านได้จริง ภาพระยะถัดไปอาจขยับไปลุ้นโซน 81,000 บาทได้ไม่ยาก

    .

    ภาพรวมของทองคำในเวลานี้ยังคงเป็นบวก แม้โลกจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ตลาดเริ่มเปลี่ยนจาก “ความกลัว” ไปสู่ “การรับมือ” มากขึ้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของทองคำยังแข็งแรง ทั้งในมุม Safe Haven เงินเฟ้อ ดอลลาร์ และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก จึงทำให้เป้าหมาย $5,000 ยังเป็นระดับที่น่าจับตาอย่างมากในระยะนี้ โดยจุดสำคัญคือการยืนเหนือ $4,800 ให้ได้ เพราะหากทำได้ ทองคำอาจกำลังเดินหน้าเข้าสู่รอบเป้าหมายใหม่อย่างจริงจัง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-16-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01Si2Xx86UbLtNW_SCO7DV

  • รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    รอยเตอร์ชี้ สงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่ง กระทบเศรษฐกิจไทย นักลงทุนต่างชาติแห่ขายสินทรัพย์ หวั่นฟื้นตัวสะดุด ท่ามกลางข้อจำกัดนโยบาย

    สำนักข่าวรอยเตอร์ เผยแพร่บทความ ระบุว่ากระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย

    ราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ความเปราะบางด้านพลังงานของไทยถูกจับตามองมากขึ้น เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางเกือบครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

    สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก โดยก่อนหน้าความขัดแย้ง นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทยสุทธิราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ จากความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองและแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม หลังเกิดสงครามในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ กระแสเงินทุนได้พลิกกลับอย่างรวดเร็ว โดยเดือนมีนาคมพบแรงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 823 ล้านดอลลาร์ และเงินทุนไหลออกจากตลาดตราสารหนี้อีก 705 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการไหลออกสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567

    แม้การประกาศหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์จะช่วยหนุนตลาดหุ้นและค่าเงินบาทให้ฟื้นตัวในระยะสั้น แต่นักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อความเสี่ยงในระยะยาว หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง

    รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    นักวิเคราะห์มองว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อการบริโภค การส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกัน ตลาดอาจยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบเชิงลึกจากวิกฤตพลังงานอย่างเต็มที่

    อีกทั้ง เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงนโยบาย โดยอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาอยู่ที่เพียง 2.4% ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในภาวะติดลบต่อเนื่องก่อนเกิดสงคราม ส่งผลให้ธนาคารกลางต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้

    นักลงทุนจำนวนมากประเมินว่า ไทยกำลังอยู่ในภาวะ “ติดกับดักนโยบาย” เนื่องจากมีพื้นที่จำกัดในการใช้นโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยการขึ้นดอกเบี้ยอาจกระทบการฟื้นตัว ขณะที่การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็มีข้อจำกัดจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน

    รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    นอกจากนี้ โครงสร้างพลังงานของไทยที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากกว่าครึ่ง และมีการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลกส่งผ่านสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง

    ค่าเงินบาทยังกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการดูดซับแรงกระแทก โดยอ่อนค่าลงราว 2.8% หลังเกิดสงคราม แม้จะฟื้นตัวบางส่วนภายหลังการหยุดยิง ขณะที่ฐานะการคลังของประเทศก็เริ่มตึงตัว โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ใกล้เพดานที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 70%

    รัฐบาลยังคงหลีกเลี่ยงการอุดหนุนราคาน้ำมันในวงกว้าง แต่เลือกใช้มาตรการควบคุมค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินเดือนเมษายน ผลกระทบอาจลุกลามจากระดับมหภาคไปสู่ภาคธุรกิจและการดำเนินชีวิตประจำวัน

    รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/740983&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rCHUjiHYUHkVFndM0Rxxr

  • ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้ ‘ไทย’  ติดหล่ม ‘รายได้ปานกลาง’ ลากยาวถึงปี  2050

    ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้ ‘ไทย’ ติดหล่ม ‘รายได้ปานกลาง’ ลากยาวถึงปี 2050

    วันที่โลกหมุนเร็วขึ้นแต่ไทยกลับเดินช้าลงจากเดิมเราเคยตั้งเป้าว่าจะก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ให้ได้ภายในปี 2037

    แต่ดูเหมือนเศรษฐกิจไทยกำลังถูกท้าทายอย่างหนักด้วยคลื่นลมจากสมรภูมิทั่วโลก ทั้งศึกภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่นำมาสู่วิกฤติและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ อาจทำให้เส้นชัยเดิมที่เคยวางไว้อาจเลื่อนออกไปไกลอีกเกือบหนึ่งทศวรรษ

    “กรุงเทพธุรกิจ” พูดคุยกับ “ดร. เกียรติพงศ์ อารยะปรัชญา” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทย ได้ร่วมวิเคราะห์โจทย์ใหญ่ที่ทำให้ไทยยังติดหล่มนี้ และ “5 เครื่องยนต์ใหม่” ในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่อนาคตที่จะเป็นทางรอดเพื่อพาไทยออกจากวิกฤติพลังงาน ความเสี่ยงทางการคลัง และสังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นโอกาสให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตที่ 3-4% อีกครั้ง

    โจทย์ใหญ่ที่ ‘ไทย’ ต้องรับมือ

    ความเปราะบางประการแรกที่ไทยกำลังเผชิญ คือ “วิกฤติพลังงาน” โดยไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ “สีแดง” เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิในสัดส่วนที่สูงที่สุดในอาเซียน ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ ทำให้พื้นที่ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของไทยมีความคับขันมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรพลังงานในประเทศ

    ทว่าจุดแข็งที่ทำให้ไทยมีความยืดหยุ่น คือ “เงินเฟ้อ” ที่เราอยู่ในระดับต่ำมากใกล้ศูนย์ ทำให้แรงกดดันจากราคาน้ำมันแม้จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของแบงก์ชาติ ในขณะที่ประเทศอื่นเงินเฟ้อทะลุเป้าไปแล้ว

    แน่นอนว่า เรื่องนี้ลามไปสู่ข้อจำกัดทางด้าน “พื้นที่ทางการคลัง” เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่น่ากังวล ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทยขยับเข้าใกล้เพดานที่ระดับ 70% ของ GDP ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง และไทยเองก็ยังมีปัญหาเรื่อง “ฐานภาษี” ที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน

    เรื่องนี้นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับการขยับเพดาหนี้สาธารณะ ซึ่งในเรื่องนี้ ดร. เกียรติพงศ์ ได้ชวนให้เรามองลึกไปกว่าแค่ตัวเลข แต่ให้โฟกัสที่ “วัตถุประสงค์” ของการกู้เงิน โดยให้แง่คิดว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณหนี้ แต่อยู่ที่ว่าเรากู้เงินมาเพื่ออะไร

    ในระยะสั้น หลายประเทศอาจใช้การคลังเพื่อประคับประคองกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น การโอนเงินเยียวยาผู้มีรายได้น้อย หรือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แก่ธุรกิจที่อ่อนแอ

    แต่สำหรับไทยนั้น ดร. เกียรติพงศ์ มองเห็นโอกาสที่ยั่งยืนกว่านั้น คือ การใช้เงินกู้เพื่อ “ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล การผลิตขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือกองทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน เพราะหากเรานำเงินกู้มาลงทุนแล้วสามารถกระตุ้นให้ GDP เติบโตขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง สุดท้ายแล้วสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะค่อยๆ ลดลงเองโดยธรรมชาติในระยะปานกลาง

    ความท้าทายที่ยากจะปฏิเสธคือ “วิกฤติโครงสร้างประชากร” ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลิตภาพแรงงานที่ลดลง และเพิ่มภาระด้านสาธารณสุขอย่างมหาศาล ซึ่งปัญหานี้ถูกซ้ำเติมด้วยภาวะการกระจุกตัวของความเจริญในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่สูงที่สุดในโลก ความมั่งคั่งที่ไหลไปไม่ถึงเมืองรองทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศทำงานเพียงสูบเดียว ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่จึงเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ทำให้การยกระดับรายได้ของคนทั้งประเทศเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

    ดังนั้น ทางแก้คือเราต้องเพิ่มผลิตภาพจากภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ มาทดแทน และต้องใช้โอกาสจากการเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนที่มีโครงสร้างประชากรหลากหลายเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะแรงงาน และต้องเปิดโอกาสให้จังหวัดเมืองรองมีอำนาจตัดสินใจ ระดมทุน และเก็บภาษีเองเพื่อลงทุนในท้องถิ่น เช่น โครงการรถไฟฟ้ารางเบาในขอนแก่น หากเมืองรองโตขึ้น มันจะช่วยยกฐาน GDP ทั้งประเทศขึ้นได้ในระยะยาวและลดความเหลื่อมล้ำ

    ทั้งหมดนี้ล้วนตอกย้ำ อุปสรรค์สำคัญที่ไทยยังไม่สามารถแก้ได้คือ “กับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งไทยติดอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูงมานานหลายทศวรรษ จากเดิมที่เคยวาดหวังจะหลุดพ้นในปี 2037 แต่ด้วยผลกระทบจากโควิด-19 และความปั่นป่วนทั่วโลก ยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยโตช้า และถ้าหากว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในระดับ 2.5% ต่อปีเช่นปัจจุบัน เราอาจต้องรอไปจนถึงปี 2050 หรือช้าลงกว่าเป้าหมายเดิมถึงหนึ่งทศวรรษ

    “ทางออกเดียวคือการเร่ง “ศักยภาพการเติบโต” ให้ถึงระดับ 3-4% ต่อปี ทั้งการจัดสรรและการเลือกลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนถูกจุด การปฏิรูปกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดการลงทุนใหม่และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ New S-Curve”

      5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

     เวิลด์แบงก์ ได้จัดทำรายงานพิเศษเพื่อวิเคราะห์ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (5 Industry of the Future) เพื่อให้ไทยสามารถปรับตัวเข้ากับบริบทโลกที่เปลี่ยนไปได้ หัวใจสำคัญคือการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความเชื่อมโยง ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่มีอยู่มหาศาลทั่วโลกให้ไหลเข้าสู่ไทยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้

    อุตสาหกรรมแรก คือ “การผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว” (Advanced Manufacturing & Green Industry) เซกเตอร์นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ไทยมีรากฐานแข็งแกร่ง เราเห็นการไหลเข้าของเม็ดเงินในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไทยชัดเจนที่สุดในอาเซียน จากการวิเคราะห์พบว่าไทยสามารถเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนได้ถึง 60% เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์อยู่เดิม

     นอกจากนี้ ไทยยังเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศที่มีการปล่อยมลพิษต่ำ ติดอันดับท็อป 3 ของโลก อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นรากฐานความมั่นคงทางพลังงานโดยการลดการพึ่งพาน้ำมันและเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งสอดรับกับความต้องการของนักลงทุนระดับโลกที่เน้นมาตรฐานความยั่งยืน

    2.การบริการด้านดิจิทัล (Digital services) ที่เปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ที่เชื่อมโยงและเพิ่มผลิตภาพให้กับทุกอุตสาหกรรม ไทยมีความโดดเด่นในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นพื้นฐาน ซึ่งไทยเรามีทั้งพร้อมเพย์และการโอนเงินภาครัฐที่เป็นต้นแบบความสำเร็จในอาเซียน

    ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการพัฒนา Sovereign AI หรือ อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ คือ ปัญญาประดิษฐ์แบบพึ่งพาตนเองที่เข้าใจบริบททางภาษา กฎหมาย และวัฒนธรรมของไทย เพื่อนำมาแก้ปัญหาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในภาคธุรกิจ รวมทั้งการดึงดูดศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังเป็นโอกาสในการสร้างระบบนิเวศน์ของเอไอ

    ต่อมาคือ 3.เกษตรกรรมและอาหาร (Agriculture and food) เป็นการผนวกความแข็งแกร่งดั้งเดิมของไทยเข้ากับนวัตกรรมสีเขียว ยกระดับเกษตรกรรมสู่ระบบสีเขียว เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ภาคส่วนที่มีแรงงานอาศัยอยู่มากที่สุด

     4. การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและสุขภาพ (Sustainable tourism and health) ที่ผ่านมาไทยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness และ Medical Tourism ดังนั้นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับมาตรฐานความยั่งยืนไม่เพียงแต่ช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเป็นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    สุดท้ายคือ 5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy) แรงขับเคลื่อนทรงพลัง คือการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการยกระดับการท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยการเปิดกว้างของภาคบริการ และเมื่อผนวกเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอจะช่วยให้ผลงานสร้างสรรค์ของไทยเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

    อย่างไรก็ดี ดร.เกียรติพงศ์ เผยว่า รายงานพิเศษนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 (2026 Annual Meetings) จัดขึ้นที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่12 – 18ตุลาคม2569ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    พร้อมทิ้งท้ายว่า “การทำงานที่สอดประสานกันของทั้ง 5 เซกเตอร์นี้จะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยการปฏิรูปกฎระเบียบ การเปิดภาคบริการ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความเชื่อมโยง เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการสร้างเสถียรภาพและมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางและระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vplFgK1–ygoRQMu7FfRt

  • IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญช่วงยากหากราคาน้ำมันยังสูง

    IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญช่วงยากหากราคาน้ำมันยังสูง

    ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คริสตาลินา จอร์จีเอวา เตือนเมื่อวันพุธว่า เศรษฐกิจโลกจะเผชิญช่วงเวลายากลำบากหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุดและราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง พร้อมแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะขยายไปสู่ราคาอาหาร

    ความกังวลจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    “เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลายากลำบากข้างหน้า” หากความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป จอร์จีเอวา กล่าวในงานแถลงข่าวระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตัน การโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ กระตุ้นให้เตหะรานแก้แค้น ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญสำหรับน้ำมันและปุ่ยเกือบปิดสมบูรณ์

    ราคาพลังงานพุ่งสูงกดดันประเทศต่างๆ

    ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่เปราะบางและประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคนี้ จอร์จีเอวา แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่อาจขยายไปสู่ราคาอาหาร หากการจัดส่งปุ่ยในราคาที่เหมาะสมไม่กลับมาเร็วๆ นี้

    คำแนะนำต่อธนาคารกลาง

    ขณะที่ประเทศต่างๆ พยายามควบคุมผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูงต่อประชาชน จอร์จีเอวา เรียกร้องให้ธนาคารกลาง “รอดูสถานการณ์” ก่อนปรับอัตราดอกเบี้ยหากสามารถทำได้ โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาชนมีความคาดหวังที่มั่นคงต่อการควบคุมเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ธนาคารกลางขาดความน่าเชื่อถืออาจต้องส่งสัญญาณที่แข็งแกร่งกว่า

    เรียกร้องความช่วยเหลือทางการเงิน

    ปัจจุบัน IMF มีโปรแกรมช่วยเหลือทางการเงิน 39 โปรแกรม และคาดว่าจะมีความต้องการโปรแกรมใหม่จากอย่างน้อยโหลประเทศ โดยหลายประเทศอยู่ในแอฟริกาใต้สะฮารา จอร์จีเอวา เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างความขัดแย้งนี้อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ “หากคุณต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน อย่าลังเล เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพราะยิ่งเราดำเนินการเร็ว เราจะปกป้องเศรษฐกิจและประชาชนได้มากขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/imf-warns-global-economy-tough-times-high-oil-prices&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xPH6-VPM33SZuHS28qOMm

  • สุดช็อก! ประธานบริษัทโลจิสติกส์ดัง ยิงตัวตายพร้อมภรรยาสาวในบ้านหรู | เดลินิวส์

    สุดช็อก! ประธานบริษัทโลจิสติกส์ดัง ยิงตัวตายพร้อมภรรยาสาวในบ้านหรู | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ร.ต.ท.พงพัฒน์ ศรีคง รอง สว.(สอบสวน) สน.บางชัน รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ราย ภายในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ซอยพระยาสุเรนทร์ 26 แขวงบางชัน เขต​คลองสามวา กรุงเทพฯ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.กฤติเดช ภูมิธเนศ ผกก.สน.บางชัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ และกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

    ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ มีรั้วรอบขอบชิด บนห้องนอนชั้น 2 บนเตียงนอนพบศพ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 53 ปี อดีตประธานบริษัทโลจิสติกส์ชื่อดัง นอนหงายจมกองเลือด มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนใต้คาง 1 นัด มือขวากำปืนสั้นแบบลูกโม่ รีวอลเวอร์ ขนาด .38 ใกล้กันเป็นศพภรรยา ทราบชื่อ น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี นอนหงายจมกองเลือดในชุดนอนสีม่วงลายการ์ตูน มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนกระบอกเดียวกันที่ท้ายทอยทะลุคิ้วซ้าย 1 นัด แพทย์ชันสูตรเบื้องต้น เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 วัน โดยแอร์ถูกเปิดไว้จนเย็นฉ่ำ นอกจากนี้ยังพบจดหมายสั่งเสียวางอยู่บนโต๊ะทำงานด้วย มีใจความทำนองเกี่ยวกับปัญหาในชีวิต

    สอบสวนทราบว่า ก่อนสงกรานต์ พ่อผู้ตาย และครอบครัว รวม 6 คนไปเที่ยวต่างจังหวัด และเพิ่งกลับมาถึงบ้านช่วง 20.00 น. วานนี้ (14 เม.ย.) โดยคิดว่าลูกชายกับลูกสะใภ้เข้านอนกันหมดแล้ว เพราะประตูล็อกและเปิดแอร์ไว้ กระทั่งช่วงสายครอบครัวจะสรงน้ำพระ จึงเชิญพระพุทธรูปมาวางไว้ชั้นล่าง แล้วไปเคาะเรียกลูกชายให้มาร่วมพิธี แต่ไม่มีการตอบโต้ โทรศัพท์เข้าไปหาทั้ง 2 คน ก็ไม่รับสาย เอะใจใช้กุญแจสำรองเปิดเข้าไป จึงพบกับสภาพดังกล่าว

    รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ตายกับภรรยา เป็นเจ้าของบริษัทโลจิสติกส์ชื่อดังขนาดใหญ่ แต่ด้วยพิษเศรษฐกิจทำให้ต้องปิดบริษัทไป แล้วมาช่วยกันขายของออนไลน์ แต่ก็ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะการแข่งขันสูงมาก อาจเครียดเรื่องหนี้สิน หรือเรื่องส่วนตัว จนหาทางออกไม่ได้ จึงก่อเหตุสลดดังกล่าว

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า นายเอ ใช้หมอนกดท้ายทอยภรรยาแล้วยิงเป็นคนแรก จากนั้นค่อยมายิงตัวเองตายตาม ก่อนนำศพส่งสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อผ่าพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5783938/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3amGHapSyxmRLGfenr_gRr

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 16 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 16 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 16 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 16 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 16/4/2569 เวลา 09.00 น.  มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันที่ 16 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 16 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 66.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 55.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 16 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 16 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 16 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949588/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y-4RP1vHtfyzYyST-TLy2

  • ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    วันนี้ (16 เม.ย.2569) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยเป็นประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พุทธศานิกชนนิยมเข้าวัดทำบุญในช่วงวันพระหรือวันหยุดยาวโดยเฉพาะช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ เป็นต้น และยังมีเทศกาลอื่น ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปทำบุญ เช่น ทำบุญวันคล้ายวันเกิด การขอพรพระให้หายจากอาการเจ็บป่วย การสอบแข่งขัน งานบวช การทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ไปจนถึงการจัดงานศพ

    ปัจจุบันการจัดกิจกรรมทางศาสนามีรูปแบบที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตมากขึ้น จากการทำบุญแบบเดิมที่ต้องซื้อของใช้ทำบุญถวายสังฆทาน การเดินทางไปที่วัดหรือศาสนสถานต่าง ๆ เพื่อบริจาคเงิน หรือปล่อยสัตว์ตามความเชื่อ เปลี่ยนเป็นการทำบุญรูปแบบใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการทำบุญผ่านช่องทางออนไลน์ที่สอดรับกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    ชาวพุทธส่วนใหญ่นิยมทำบุญ โดยการถวายสังฆภัณฑ์ หรือเครื่องสังฆทาน ทำให้ธุรกิจในหมวดหมู่ธุรกิจร้านขายปลีกสินค้าใหม่อื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น ได้รับอานิสงส์จากการทำบุญในเทศกาลต่าง ๆ ของชาวพุทธด้วย

    ข้อมูล วันที่ 31 มี.ค.2569 พบว่า ธุรกิจท่องเที่ยวเกี่ยวกับสายบุญ มีการจดทะเบียนนิติบุคคลและดำเนินกิจการอยู่มีจำนวน 2,736 ราย ทุนจดทะเบียน 8,282.76 ล้านบาท หากวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล พบว่า ธุรกิจที่ระบุถึงการจำหน่ายสังฆทาน จำนวน 42 ราย ทุนจดทะเบียน 99.32 ล้านบาท

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    แม้ตัวเลขอาจดูไม่สูง เพราะธุรกิจจำหน่ายสังฆทาน ส่วนใหญ่จัดตั้งในรูปแบบร้านค้าทั่วไป และไม่นิยมมาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล หากธุรกิจกลุ่มนี้สามารถพัฒนาและจัดระบบการบริหารให้เข้าสู่การดำเนินธุรกิจ ในรูปแบบนิติบุคคลได้ จะทำให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ และมีโอกาสต่อยอดขยายธุรกิจให้เติบโตต่อไปอีกได้

    อย่างไรก็ตาม การทำบุญในรูปแบบออนไลน์ได้เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีภารกิจมากหรือไม่สะดวกไปทำบุญด้วยตนเอง ก็อาจใช้บริการให้ผู้อื่นทำแทน ตั้งแต่การเลือกชุดสังฆทานที่มีสินค้าหลากหลายผ่านทางออนไลน์ ไปจนถึงการนำชุดสังฆทานไปถวายวัดโดยใช้บริการของร้าน การบริการปล่อยปลา หรือแม้กระทั่งธุรกิจการทำบุญเลี้ยงพระ ก็มีบริการให้เลือกหลากหลายขนาดตามกำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคล

    การทำบุญออนไลน์นับเป็นช่องทางการขายประเภทหนึ่ง ที่กำลังได้รับความนิยม และยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเสนอขายสินค้าของตนเองในรูปแบบที่แตกต่าง เช่น การจัดแพกเกจสินค้าให้มีความน่าสนใจ เช่น ชุดสังฆทานอุปกรณ์ห้องน้ำของบริษัทผลิตอุปกรณ์ในห้องน้ำ ชุดสังฆทานเครื่องมือแพทย์ของบริษัทเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวอีกว่า ธุรกิจทัวร์แพกเกจท่องเที่ยวสายบุญ มีแนวโน้มเติมโตเช่นกัน จากการที่ชาวพุทธใช้เวลานี้ไปกับการเดินทางไปทำบุญ ไหว้พระ ในโอกาสต่าง ๆ โดยปัจจุบันมีธุรกิจจัดนำเที่ยว ที่ดำเนินกิจการอยู่ 10,305 ราย ทุนจดทะเบียน 37,482.76 ล้านบาท หากมีการจัดทัวร์สายบุญ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท ทำให้ผู้ท่องเที่ยวอิ่มบุญ และยังเป็นการกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ลงลึกไปยังธุรกิจท้องถิ่นทั้งการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกประจำท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง ซึ่งช่วยกระตุ้นรายได้ให้แก่ชุมชน สร้างงานในพื้นที่ รวมทั้งเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    อ่านข่าว:

    รัฐบาลเผยสื่อนอกยก “สงกรานต์ไทย” เป็น World Water Festival

    “แอตแลนตา” ครองแชมป์สนามบินพลุกพล่านสุดในโลก 2568 ต่อเนื่องร่วม 30 ปี

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,000 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504679&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21KlnbDEcLN91tgNcEjsW3

  • ส่วนต่างหลักร้อย รอยแตกหลักล้าน! ทวงหนี้ 3 วันไม่ได้ตังค์แต่ได้แผล แลกคดีบุกรุกแถมดอกเบี้ยโหด | เดลินิวส์

    ส่วนต่างหลักร้อย รอยแตกหลักล้าน! ทวงหนี้ 3 วันไม่ได้ตังค์แต่ได้แผล แลกคดีบุกรุกแถมดอกเบี้ยโหด | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 เมษายน เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (14 เม.ย.) เกิดเหตุทะเลาะวิวาทภายในบ้านพักพื้นที่บ้านดอนกลาง ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ระหว่างกลุ่มผู้ให้กู้ยืมเงินและลูกหนี้ จนบานปลายกลายเป็นเหตุทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

    โดยก่อนเกิดเหตุ นายดำ (นามสมมุติ) อายุ 56 ปี กำลังฉลองเทศกาลสงกรานต์กับญาติภายในบ้านพัก ต่อมาพบว่า นายแมน (นามสมมุติ) อายุ 55 ปี พร้อมพวก คือ นายโบ้ (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี ขี่รถจักรยานยนต์วนเวียนอยู่บริเวณหน้าบ้านหลายรอบ ก่อนจะเข้ามาจอดและทวงถามหนี้สินพร้อมดอกเบี้ยที่นายดำค้างชำระ

    ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาตกลงเรื่องดอกเบี้ย แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ก่อนที่นายแมนและนายโบ้ จะบุกเข้าไปภายในบ้านและลงมือทำร้ายร่างกายนายดำ

    ขณะเกิดเหตุ นางนู (อายุ 80 ปี) มารดาของนายดำเห็นเหตุการณ์จึงร้องขอความช่วยเหลือ ทำให้นายสิงห์ น้องชายของผู้บาดเจ็บ ซึ่งอยู่ภายในบ้านได้ยินเสียงและออกมาดู ก่อนจะพบว่านายโบ้กำลังจะหยิบอาวุธลักษณะเหล็กแหลมที่วางอยู่ข้างบ้าน

    นายสิงห์จึงคว้าไม้ไผ่ที่วางอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำเข้าห้ามปราม พร้อมฟาดใส่นายโบ้จนได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ขณะเดียวกันได้พยายามจะเข้าทำร้ายนายแมน แต่ฝ่ายนายแมนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหลบหนีออกจากพื้นที่

    ภายหลังเหตุการณ์สงบลง นายดำได้รับบาดเจ็บตามร่างกาย ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม โดยพบว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน นายโบ้ก็เข้ารับการรักษาและเย็บบาดแผลเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีการเผชิญหน้ากันในโรงพยาบาล

    จากการสอบสวนเบื้องต้น นายดำยอมรับว่าได้กู้ยืมเงินจากนายแมนจำนวน 5,000 บาท โดยมีการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 และมีการผ่อนชำระวันละ 250 บาท รวม 24 วันเป็นเงิน 6,000 บาท ระบุว่าที่ผ่านมาได้ชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด แต่เพิ่งค้างชำระเพียง 3 วัน ขณะที่อีกฝ่ายระบุว่าค้างถึง 6 วัน จึงเกิดความไม่เข้าใจกันและนำไปสู่เหตุทะเลาะวิวาท

    ต่อมา มีรายงานว่า นายแมนได้กลับเข้ามาในพื้นที่อีกครั้ง พร้อมชักชวนกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 15-17 ปี แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย จึงถอยกลับออกไปโดยไม่ได้เกิดเหตุปะทะรอบสอง

    ล่าสุด นายดำพร้อมน้องชายได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.ธาตุพนม ในข้อหาบุกรุกและทำร้ายร่างกาย พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมการปล่อยกู้ดอกเบี้ยเกินอัตราของคู่กรณี โดยอยู่ระหว่างรอการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    ขณะเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เรียกร้องให้ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามต่อการทวงหนี้ในลักษณะใช้ความรุนแรง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5782550/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38gUDaIPIMilxNlaX2WUEa