Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • IMF ชี้ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ กำหนดชะตาเศรษฐกิจไทย รัฐบาลต้องพาประชาชนไปด้วยกัน

    IMF ชี้ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ กำหนดชะตาเศรษฐกิจไทย รัฐบาลต้องพาประชาชนไปด้วยกัน

    ท่ามกลางแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางที่กำลังกดดันราคาพลังงานโลกและฉุดแนวโน้มเศรษฐกิจหลายประเทศ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณชัดว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น หากแต่อยู่ที่ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2026 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 1.6% โดยประเมินว่าแรงกดดันจากราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้นจะกระทบทั้งต้นทุนภาคธุรกิจและกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก -0.1% ในปี 2025 มาอยู่ที่ 0.9% ในปีนี้ แม้ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

    นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO ของ THE STANDARD สัมภาษณ์พิเศษกับ Peter Breuer Mission Chief for Thailand ของ IMF ในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 ระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

    ปีเตอร์อธิบายว่า ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประมาณการล่าสุดตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ความขัดแย้งจะไม่ยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและยาวนานกว่าคาด เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญความเสี่ยงในฉากทัศน์ที่เลวร้ายกว่า ซึ่งจะนำไปสู่การปรับลดประมาณการอีกครั้ง

    ความแตกต่างของตัวเลขเงินเฟ้อระหว่าง IMF ที่ประเมินไว้ 0.9% กับธนาคารแห่งประเทศไทยที่มองใกล้ 3% สะท้อน “สมมติฐานที่ต่างกัน” โดย IMF ใช้ข้อมูลที่ล็อกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง ขณะที่หน่วยงานในประเทศใช้ข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนราคาพลังงานที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้น

    ในด้านนโยบาย IMF แนะนำว่า ไทยควรเดินหน้าปรับราคาพลังงานในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดภาระการอุดหนุนและรักษา ‘พื้นที่ทางการคลัง’ (Fiscal space) พร้อมเน้นย้ำว่าการช่วยเหลือควรเป็นแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบางมากกว่าการอุดหนุนแบบครอบคลุมทั้งระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูงและยากต่อการดำเนินต่อเนื่อง

    ด้านนโยบายการเงิน IMF มองว่า ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ธนาคารกลางสามารถคงท่าทีผ่อนคลายได้ในระยะนี้ แต่ควรระมัดระวังในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม (ดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยปัจจุบันคือ 1%) เพื่อเก็บเครื่องมือไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต โดยเฉพาะหากเกิดช็อกใหม่จากภายนอก

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัจจัยระยะสั้น IMF ชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง และคุณภาพสินทรัพย์ที่เริ่มอ่อนแอลง กำลังบั่นทอนศักยภาพการเติบโต และลดประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ในระยะยาว IMF มองว่า ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ ทั้งฐานอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว ภาคการท่องเที่ยวระดับโลก และทรัพยากรมนุษย์ แต่จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อยกระดับผลิตภาพของแรงงาน ขยับไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพิ่มความซับซ้อนของการส่งออก และใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขัน นอกจากนี้ การกระจายแหล่งพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเปราะบางจากช็อกภายนอกในอนาคต

    ท่ามกลางคำถามที่ว่าไทยกำลังกลายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ หรือไม่ IMF มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ยังมีศักยภาพในการฟื้นตัว หากสามารถดำเนินนโยบายที่เหมาะสมและต่อเนื่อง

    “สิ่งที่สร้างความแตกต่างจริงๆ คือเจตจำนงทางการเมือง” เจ้าหน้าที่ IMF ระบุ พร้อมชี้ว่า การปฏิรูปที่ยากในระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเศรษฐกิจ การยกระดับทักษะแรงงาน หรือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและสังคม

    บทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลสามารถ “พาประชาชนไปด้วยกัน” และสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ระยะยาว แม้ต้องแลกกับความยากลำบากในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    ในมุมนี้ วิกฤตพลังงานครั้งใหม่จึงไม่ใช่เพียงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทดสอบว่าประเทศไทยมีความพร้อมเพียงใดในการตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งสำคัญ ระหว่างการประคองสถานการณ์ระยะสั้น กับการปฏิรูปเพื่ออนาคตในระยะยาว

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ABOUT THE AUTHOR

    นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

    บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD วิทยากรด้านสื่อและการทำคอนเทนต์ออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-warns-thailand-economy-political-will/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M-3qpL3cYk0jh90RCw-Ae

  • ‘เอกนิติ‘ พบธนาคารโลก ดันไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-WB

    ‘เอกนิติ‘ พบธนาคารโลก ดันไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-WB

    'เอกนิติ‘ พบธนาคารโลก ดันไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-WB

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารือทวิภาคีกับนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ในช่วงการประชุม Spring Meetings ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นที่มีนัยยะสำคัญต่อทิศทางความร่วมมือระหว่างไทยและธนาคารโลกในระยะต่อไป

    ทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและธนาคารโลก โดยมีหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ Low Carbon City Project ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปการใช้พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว 

    นอกจากนั้น ยังหารือถึงการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (digital financial inclusion) ทั้งนี้ ธนาคารโลกกล่าวชื่นชมประเทศที่มีรูปธรรมในการนำ digital finance และ AI เข้ามายกระดับทักษะ คุณภาพชีวิตและผลิตภาพให้ประชาชน

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอโมเดลการพัฒนาของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่สายตาโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tp2UYAfwn0ncOPEVoFLlL

  • ‘เอกนิติ’ หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง

    ‘เอกนิติ’ หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก “The Debate on the Global Economy” พร้อมกับ (1) Dr. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2) นาย Mohammed Al-Jadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย (3) นาย François Villeroy ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส (4) Dr. Eswar Prasad ศาสตราจารย์อาวุโสด้านนโยบายการค้าและเศรษฐศาสตร์ Cornell University และ (5) นาง Martina Cheung ประธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคณะกรรมการบริษัท S&P Global   ซึ่งเป็นเวทีหลัก (flagship) ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

    ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) เช่นเดียวกันกับอีกหลาย ๆ ประเทศ จึงได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างมากทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอและเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ได้ในที่สุด

    'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง 'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง

    รองนายกฯ เอกนิติ ยังกล่าวอีกว่าในโลกยุคใหม่ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Security) จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา ในการนี้ ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยชูจุดแข็งเรื่องความเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Secure Place) ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Energy Transition) 

    ในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด (Limited Fiscal Space) ประเทศไทยได้ยึดถือหลักการ 4T ได้แก่ Target, Transition, Transformation และ Together เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้า

    'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง 'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง  

    สุดท้าย ท่านได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพภายนอกของประเทศไทย โดยระบุว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากกว่า 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าถึง 10 เดือน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และธนาคารโลก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือและระดมทุนให้แก่ประเทศที่ต้องการการสนับสนุน โดยรากฐานที่มั่นคงจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ “New Horizons” ซึ่งเป็นธีมหลักของการประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป 

    รับชมการเสวนาฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ)​ได้ที่


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G6OcihQ49lO7a7qf4YDIy

  • ไตรมาสแรก ปี2026 เศรษฐกิจจีน โต 5.0% คาด ในช่วงที่เหลือของปีโตชะลอลง

    ไตรมาสแรก ปี2026 เศรษฐกิจจีน โต 5.0% คาด ในช่วงที่เหลือของปีโตชะลอลง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ ในไตรมาสแรกของปี 2026 เศรษฐกิจจีนขยายตัวอยู่ที่ 5.0% เร่งตัวขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาส 4 ของปี 2025 โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากภาคการผลิต และภาคการส่งออกโดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

    1.ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial output) ขยายตัวอยู่ที่ 6.1% ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ของจีนเติบโตดี เช่น แบตลิเธียมไอออน (+40.8%) และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (+33.2%)

    2.การส่งออกไตรมาสแรกของปี 2026 ยังขยายตัวดีอยู่ที่ 14.7% แต่การเติบโตของการส่งออกเริ่มมีแนวโน้มลดลง หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยในเดือนมี.ค.2026 การส่งออกโตชะลอลงอยู่ที่ 2.5% จาก 21.8% ในม.ค.-ก.พ. 2026 (ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง)

    -ขณะที่การใช้จ่าย และการลงทุนในประเทศยังเติบโตในระดับต่ำ ยอดค้าปลีกขยายตัวอยู่ที่ 2.4% หลังวงเงินในโครงการของเก่าแลกของใหม่ลดลง รวมถึงการปรับเกณฑ์ยกเว้นภาษีในรถไฟฟ้า สะท้อนจากยอดขายสินค้าในบ้าน และยอดขายรถยนต์ที่หดตัวลง ขณะที่การลงทุนในประเทศพลิกกลับมาเติบโตดีขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 1.7% โดยยังได้รับปัจจัยกดดันจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (-11.2%)
    -สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจจีนจำกัด โดยจีนมีการควบคุมการส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค ซึ่งกลไกการปรับราคาน้ำมันของจีนจะมีการกำหนด Ceiling และ Floor หากระดับราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเหนือระดับ Ceiling ราคาน้ำมันขายปลีกจะไม่ถูกปรับขึ้นเกินระดับนี้ หรือในกรณีที่ราคาน้ำมันผันผวนเร่งตัวขึ้นสูง ภาครัฐจะเข้ามาจัดการควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งเร็วเกินไป โดยตั้งแต่ต้นปี 2026 ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นมากว่า 100% แต่ราคาน้ำมันดีเซลในเมืองปักกิ่งปรับขึ้นราว 30%
    -ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากไตรมาสแรกของปี 2026 โดยคาดว่าจะได้รับปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่

    แม้ว่าจีนจะมีปริมาณน้ำมันสำรองในระดับสูง มีแหล่งนำเข้า และช่องทางการนำเข้าพลังงานที่หลากหลาย รวมถึงโครงสร้างพลังงาน (Energy mix) มีน้ำมันเพียงเกือบ 1 ใน 4 แต่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิตให้ปรับสูงขึ้นกดดันกำไรในภาคการผลิตในจีน โดยจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน และการจ้างงานในระยะต่อไป

    การส่งออกจีนมีแนวโน้มโตชะลอลง ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของจีนชะลอลง รวมถึงความไม่แน่นอนจากการเก็บภาษีรายสินค้าของทางสหรัฐฯ ทางการจีนพยายามเน้นการเติบโตจากภายในเป็นสำคัญ แต่อุปสงค์ในประเทศจะยังไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของการส่งออกได้โดย

    -ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปี 2026 เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อนอยู่ที่ 4.5% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทางการปี 2026 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตอยู่ที่ 4.5-5.0% โดยเศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกทั้งเรื่องสงครามการค้า และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวจำกัด โดยเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการคลังใกล้เคียงกับปีก่อน และโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีนคาดมีลดลง หลังเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/273444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E8YqDB8vXn2cYjUa9tbJB

  • จาก วิกฤตน้ำมัน สู่ ‘สงครามน้ำ’ ทำไม สุเอซ สไตล์ ทรัมป์ อาจกลืนเศรษฐกิจโลก

    จาก วิกฤตน้ำมัน สู่ ‘สงครามน้ำ’ ทำไม สุเอซ สไตล์ ทรัมป์ อาจกลืนเศรษฐกิจโลก

    ราห์มา เชลลานีย์ ศาสตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์ ศึกษาประจำศูนย์วิจัยนโยบายอิสระในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นักภูมิรัฐศาสตร์ นักเขียนระดับโลก และเป็นนักวิจัยประจำสถาบันโรเบิร์ต บอช ในกรุงเบอร์ลิน ผู้เขียนหนังสือ 9 เล่ม รวมถึง ‘Water: Asia’s New Battleground’ หรือ ‘น้ำ : สมรภูมิใหม่ของเอเชีย’ ซึ่งได้รับรางวัลเบอร์นาร์ด ชวาร์ตซ์ วิเคราะห์ว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน จะกินเวลาเพียง 40 วัน แต่ผลกระทบของมันจะ ‘ยืดเยื้อไปอีกหลายปี’

    ข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 8 เมษายน ทิ้งร่องรอย ‘สงคราม’ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ

    นับตั้งแต่วิกฤตการณ์น้ำมันในทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ไม่เคยมีความขัดแย้งใดที่ส่งแรงกระแทกต่อการจัดหาพลังงาน ขัดขวางเส้นทางการค้า กดดันระบบอาหาร และทำให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวในคราวเดียวกันได้ถึงระดับนี้

    ความต่างของสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่ขนาด หากแต่อยู่ที่ ‘ขอบเขต’ ที่กระทบ ‘เสาหลัก’ หลายด้านของเศรษฐกิจโลกในคราวเดียว และในรูปแบบเหล่านี้ก็ไม่อาจแก้ไขได้ในเร็ววัน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหวนคืนสู่อำนาจพร้อมคำมั่นจะยุติ ‘สงครามโง่ๆ’ กลับถูกมองว่าสร้างความขัดแย้งที่บั่นทอนตนเองในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง แม้กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลจะสามารถลดทอน ศักยภาพทางทหารของอิหร่านได้

    แต่สงครามครั้งนี้กลับเผยความจริงอันโหดร้ายว่า ความเหนือกว่าทางกำลังไม่อาจบังคับให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการได้ เมื่อเผชิญกับคู่ขัดแย้งที่สามารถขยายสนามรบและสร้างความเสียหายเชิงระบบนอกพรมแดน ผลลัพธ์จึงกลายเป็น ‘อำนาจที่ไร้คำตอบ’

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ถอดบทเรียนวิกฤตคลองสุเอซ 1956

    เชลลานีย์ ถอดบทเรียนสถานการณ์ครั้งนี้ ชวนให้เปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์คลองสุเอซ ปี 1956 (Suez Crisis) ที่เปิดโปงข้อจำกัดของอำนาจอังกฤษ เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นถึงการเสื่อมอำนาจของจักรวรรดิบริเตน (อังกฤษ) ในฐานะมหาอำนาจโลก และการก้าวขึ้นมาของสองมหาอำนาจใหม่คือ สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ในช่วงยุคสงครามเย็น

    นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า วันนี้ทรัมป์กำลังสร้าง ‘วิกฤตสุเอซ’ ในแบบฉบับของสหรัฐฯ เองหรือไม่

    เพราะหากย้อนจุดเริ่มต้น ความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในฐานะปฏิบัติการทางทหาร ได้ลุกลามอย่างรวดเร็วนำไปสู่การหยุดชะงัก ของอุปทานพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหาย เส้นทางขนส่งถูกตัดขาด และที่สำคัญช่องแคบฮอร์มุซแทบเป็นอัมพาต

    ต่างจากวิกฤตในอดีต ครั้งนี้ ‘แทบไม่มีทางเลือกทดแทน’ การผลิตน้ำมันและก๊าซหดตัวลงอย่างมาก

    ขณะที่เบี้ยประกันภัยการขนส่งในอ่าวเปอร์เซียพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า และแม้หลังการหยุดยิง ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างก็ยังฝังตัวในตลาดพลังงานโลก เมื่อผู้ลงทุนและผู้ขนส่งเชื่อว่าความไม่มั่นคงในภูมิภาคจะไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป

    โดยสรุป ทรัมป์จึงกลายเป็นผู้นำคนแรกในประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ที่ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานโลกจากปฏิบัติการทางทหารโดยตรง

    ‘ชาติเอเชีย’ เจอแรงกระแทกครั้งใหญ่

    ผลกระทบต่อเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ถือว่ารุนแรง เนื่องจากประเทศเหล่านี้ รวมถึงจีน พึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียอย่างสูง แม้จีนจะเร่งปรับไปใช้ท่อส่งจากรัสเซียและเอเชียกลาง แต่โตเกียว โซล และนิวเดลียังคงเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยไม่มีทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทดแทนเส้นทางเดินเรือหลัก

    ในเมื่อพลังงานเป็นรากฐานของกระบวนการผลิตสมัยใหม่ ผลกระทบจึงลุกลามไปสู่ระบบอาหารโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญของปุ๋ย ขณะที่น้ำมันจำเป็นต่อการชลประทาน การขนส่ง และเครื่องจักร เมื่อระบบพลังงานสั่นคลอน ระบบอาหารก็สั่นสะเทือนตามไปด้วย”

    อ่าวเปอร์เซียในฐานะแหล่งผลิตปุ๋ยสำคัญ เช่น ปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนีย กำลังเผชิญการหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาปรับสูงขึ้น ในช่วงที่ซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกปี 2026 การลดการใช้ปุ๋ยจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะกระทบต่อผลผลิตในระยะถัดไป

    สะเทือนความมั่นคงอาหารโลก

    เชลลานีย์ วิเคราะห์ อีกว่า แรงกระแทก ‘ล้มเป็นโดมิโน’ ตั้งแต่ภาวะช็อกด้านปัจจัยการผลิต นำไปสู่การขาดแคลนผลผลิต

    ท้ายที่สุดคือวิกฤตการบริโภคที่สะท้อนผ่านราคาอาหารที่พุ่งสูง ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า ราคาธัญพืช น้ำมันพืช และเนื้อสัตว์จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะข้าวโพด ซึ่งเป็นหัวใจของระบบอาหารสัตว์ทั่วโลก อาจนำไปสู่ ‘ภาวะช็อกด้านโปรตีน’

    ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐบาลหลายประเทศกลับยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เชื้อเพลิงชีวภาพจึงเป็นทางเลือกมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกจากอาหารไปสู่พลังงาน ก่อให้เกิดวงจรย้อนกลับที่ผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้นตาม

    จากวิกฤตพลังงานสู่ ‘โรงงานผลิตน้ำจืด’

    สงครามครั้งนี้ ยังเปิดโปงจุดอ่อน ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือการพึ่งพาโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในอ่าวเปอร์เซีย

    ภาพประกอบลูกโลกกับกราฟแสดงผลกระทบวิกฤตน้ำมันและสงครามน้ำต่อเศรษฐกิจโลก 1

    หลังการโจมตีโรงงานบน “เกาะเกชม์” (Qeshm) และการตอบโต้ต่อโรงงานในบาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้จุดชนวนวิกฤตน้ำควบคู่พลังงาน

    เชลลานีย์ มองว่า ยิ่งโรงงานเหล่านี้ใช้พลังงานสูง ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการถูกทำลาย ทำให้รัฐต้องเบี่ยงทรัพยากรจำนวนมหาศาล เพื่อรักษาความมั่นคงด้านน้ำ

    แน่นอนว่า ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำจืดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ‘น้ำ’ จึงกลายเป็น ‘อาวุธสงคราม’ ไปในที่สุด

    แม้วิกฤตจะมีลักษณะเป็นสากล แต่ผลกระทบกลับกระจายไม่เท่ากัน โดยจะเห็นว่า ประเทศพัฒนาแล้วเผชิญแรงกดดันผ่านเงินเฟ้อและความตึงเครียดในภาคอุตสาหกรรม แม้ครัวเรือนแบกรับต้นทุนสูงขึ้นและธนาคารกลางชะลอการลดดอกเบี้ย แต่ยังพอมีเงินสำรองรองรับ

    ตรงกันข้าม ประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้เผชิญแรงกระแทก โดยตรงจากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ค่าเงินอ่อน และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้สกุลดอลลาร์ เงินทุนไหลออกสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ยิ่งทำให้สภาพคล่องตึงตัว เกิดวงจรเลวร้ายของต้นทุนสูง ค่าเงินอ่อน และพื้นที่การคลังที่แคบลง ซึ่งในบางกรณีอาจถึงขั้นคุกคามเสถียรภาพ นโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาล

    นอกจากนี้ สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ขึ้นจากการหดตัวของเงินโอนจากแรงงานในอ่าวเปอร์เซีย ครัวเรือนจำนวนมากสูญเสียรายได้ ขณะที่รัฐบาลสูญเสียเงินตราต่างประเทศ กระทบต่อความสามารถในการพยุงเศรษฐกิจ

    ในระดับโลก ความอันตรายของช่วงเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่วิกฤตใดวิกฤตหนึ่ง แต่เป็น ‘การบรรจบกันของหลายวิกฤต’ ระบบพลังงานแตกแยก ระบบอาหารตึงตัว กระแสเงินทุนผันผวน และเส้นทางการค้ากลายเป็นต้นทุนสูงและไม่แน่นอน

    ช่องแคบฮอร์มุซจากเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก กำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่นับวันยิ่งแข่งขันเข้มข้น

    ยุคของพลังงานราคาถูก การขนส่งปลอดภัย และโลกาภิวัตน์ที่ราบรื่น กำลังเคลื่อนสู่ระบบโลกอันแตกแยก ที่มีการเมืองแทรกแซง และผันผวนมากขึ้น แม้การหยุดยิงยังอยู่ แต่การกลับสู่ภาวะเดิมในระยะสั้น ‘แทบเป็นไปไม่ได้’

    โครงสร้างพื้นฐานพลังงานต้องฟื้นฟูไปอีกหลายปี

    ที่น่าห่วงคือระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่เสียหายต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อเส้นทางขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนด้านราคา ประกันภัย และยุทธศาสตร์จึงถูก ‘ล็อก’ อยู่ในระบบ

    ความย้อนแย้งจึงปรากฏชัด สงครามที่มุ่งยืนยันอำนาจของสหรัฐฯ กลับสร้างบาดแผลโลกที่อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี

    แม้ผู้นำอย่างทรัมป์จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม

    อีกทั้ง แนวโน้มข้างหน้าชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะยังถูกจำกัด ตลาดพลังงานยังคงตึงตัว ระบบอาหารจะเผชิญผลกระทบล่าช้า และความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ จะค่อยๆ เสื่อมถอย

    เชลลานีย์ สรุปว่า ท้ายที่สุด มรดกตกทอดที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้ ไม่ได้กระทบเพียงช่วงเวลา 40 วัน หากแต่เป็น ‘วิกฤตเชิงระบบโลก’ และต้นทุนที่โลกต้องจ่ายนั้น นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ซึ่งจะกระทบไปอีกนานหลายปี

    ภาพ: Steve Travelguide, Uwe Seidner 

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suez-trump-water-war-global-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GQTYFOPwcibDI1ljPXLfx

  • มช. ขับเคลื่อน “หมา คู เมือง” โมเดลจัดการสุนัขชุมชนรวมพลังเครือข่าย ยกระดับเมืองท่องเที่ยวสู่สมดุลคน-สัตว์ | เดลินิวส์

    มช. ขับเคลื่อน “หมา คู เมือง” โมเดลจัดการสุนัขชุมชนรวมพลังเครือข่าย ยกระดับเมืองท่องเที่ยวสู่สมดุลคน-สัตว์ | เดลินิวส์

    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ ดำเนินโครงการ “หมา | คู | เมือง (Ma | Cool | Muang)” เพื่อพัฒนาระบบการจัดการสุนัขชุมชนในย่านคูเมืองเชียงใหม่อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ทางสัตวแพทยศาสตร์ร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่ ครอบคลุมการขึ้นทะเบียนสุนัข การดูแลสุขภาพ การควบคุมประชากร และการสร้างความเข้าใจแก่ชุมชนและนักท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและสัตว์ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญ

    หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “การจัดการสุนัขแบบมีส่วนร่วมจากชุมชนในย่านท่องเที่ยวในคูเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (หมา | คู | เมือง : Ma | Cool | Muang)” ซึ่งได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการ CMU High Impact SE Network โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการจัดการสุนัขชุมชนในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ครอบคลุมทั้งการขึ้นทะเบียนสุนัขด้วยระบบปลอกคอสี (เขียว เหลือง แดง) การดูแลสุขภาพสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการควบคุมจำนวนประชากรสัตว์ ควบคู่กับการสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่ชุมชนและนักท่องเที่ยว

    โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจาก “MaCMU (หมาซีเอ็มยู)” ซึ่งคณะสัตวแพทยศาสตร์ดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 10 ปี และประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบการจัดการสัตว์ภายในมหาวิทยาลัย ทั้งด้านการขึ้นทะเบียน การดูแลสุขภาพสัตว์ และการสร้างเครือข่ายผู้ดูแลสุนัขและแมวอย่างมีส่วนร่วม โดยในพื้นที่รอบคูเมืองเชียงใหม่ คณะฯ ได้ขยายองค์ความรู้สู่ภาคสังคม ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย อาทิ คณะแพทยศาสตร์ ทีม InnoMind Lab CMU หน่วยวิจัย 3E ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น เช่น เทศบาลนครเชียงใหม่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองเชียงใหม่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ วัด ชุมชน ภาคเอกชน และองค์กรอิสระ

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงเดินหน้าพัฒนา “โครงการ MaCMU (หมา มช)” อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 4 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือของประชาคมมหาวิทยาลัยต่อการจัดการสัตว์ในพื้นที่อย่างเหมาะสม ครอบคลุมตั้งแต่การให้ความรู้ การส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสัตว์ การระบุพื้นที่และพฤติกรรมของสัตว์แต่ละตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมประชากรและดูแลสุขภาพของสุนัขและแมวในมหาวิทยาลัย รวมถึงการวางมาตรการรองรับสัตว์ที่เข้ามาใหม่อย่างยั่งยืน

    ภายใต้การดำเนินงานดังกล่าว มีการจัดกิจกรรม Road Show เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจร่วมกันในแต่ละพื้นที่ของมหาวิทยาลัย โดยมีแผนขยายการดำเนินงานในรูปแบบการแบ่งโซน อาทิ โซนแม่เหียะ โซนสวนดอก และโซนอ่างแก้ว เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

    โครงการ “หมา | คู | เมือง” และ “MaCMU” สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งยกระดับความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ และสร้างต้นแบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและสัตว์ ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับเมือง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5787861/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CXwHhMUh1uF0eVvc0EDyD

  • เปิดอัตรา ‘ภาษีท่องเที่ยว’ทั่วโลก เทียบฟอร์ม“ค่าเหยียบแผ่นดิน” ไทยเก็บแพงไหม ?

    เปิดอัตรา ‘ภาษีท่องเที่ยว’ทั่วโลก เทียบฟอร์ม“ค่าเหยียบแผ่นดิน” ไทยเก็บแพงไหม ?

    การจัดเก็บภาษีท่องเที่ยว หรือ ภาษีนักท่องเที่ยว หรือ Tourism Tax ปัจจุบันมีการเรียกเก็บมากกว่า 40 เมือง/ประเทศ ทั่วโลก แต่จะมีชื่อเรียก และรูปแบบการจัดเก็บแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เมื่อเทียบกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) ของไทยที่รัฐบาลเตรียมจะจัดเก็บนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยผ่านทางอากาศ เทียบกับประเทศอื่น จะเป็นเช่นไร “ฐานเศรษฐกิจ” ได้มัดรวมการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากทั่วโลกมานำเสนอ

    การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวของแต่ละประเทศ จะมีวัตถุประสงค์คล้ายกัน คือ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยก็เช่นกัน ซึ่งเงิน 300 บาทที่เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ส่วนหนึ่งจะนำมาเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และไทยจะเป็นประเทศแรก ที่นำเงินส่วนหนึ่งมาซื้อประกันภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดินในการรักษาพยาบาลและช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุ

    เพราะที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขมีหนี้สูญจากการสงเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลให้แก่ชาวต่างชาติ (กรณีสถานพยาบาลภาครัฐ)จากการเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ไม่เต็มจำนวน ทำให้เกิดความสูญเสียงบประมาณแผ่นดินเฉลี่ย 300-400 ล้านบาทต่อปี

    สำหรับรูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวของประเทศต่างๆปัจจุบันมีการจัดเก็บอยู่แล้วกว่า  40 ประเทศ ซึ่งบางประเทศจะเรียกว่า เป็นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Fee : SDF) ภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) หรือบางประเทศจะมีการจัดเก็บภาษีที่พัก เป็นต้น โดยประเทศภูฏาน จัดเก็บค่าธรรมเนียมแพงที่สุดในโลก โดยแต่ละประเทศมีการจัดเก็บภาษีในเรื่องของการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ดังนี้

    • รัฐบาล“ภูฏาน

    จัดเก็บค่าธรรมเนียมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Fee : SDF) ให้แก่ รัฐบาลในอัตรา 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน (6,560 บาทต่อคืน) แต่ล่าสุดได้ลดค่าธรรมเนียม SDF เหลือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (3,280 บาทต่อคืน) จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2570 ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางแยกต่างหาก เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเข้าชม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

    • ประเทศญี่ปุ่น

    ปรับขึ้นภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) หรือภาษีขาออก จากเดิม 1,000 เยน เป็น 3,000 เยนต่อคน โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อนำรายได้มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและจัดการปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) ซึ่งจะเรียกเก็บผ่านตั๋วเครื่องบินทั้งชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นที่เดินทางออกนอกประเทศ

    รวมท้ั้งตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ประเทศญี่ปุ่น เริ่มขยายการจัดเก็บ “ภาษีที่พัก” (Accommodation Tax) ในโรงแรมและที่พักทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บใหม่อีก 20 แห่ง ส่งผลให้จำนวนเทศบาลที่ใช้มาตรการนี้เพิ่มจาก 19 แห่ง เป็นเกือบ 40 แห่งในทันที หรือเพิ่มขึ้นราว 100% ภายในวันเดียว นับเป็นการเร่งใช้นโยบายด้านการท่องเที่ยวครั้งใหญ่

    ทั้งนี้เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่หลักที่เริ่มจัดเก็บใหม่อยู่ในฮอกไกโด รวม 15 เทศบาล เช่น ซัปโปโร และ ฮาโกดาเตะ โดยอัตราภาษีแตกต่างกันไปตามราคาห้องพัก เริ่มตั้งแต่ประมาณ 100-500 เยนต่อคนต่อคืน (ราว 20-100 บาท)

    ขณะที่บางเมืองกำหนดอัตราคงที่ เช่น 200 เยนต่อคืน (ประมาณ 40 บาท) และในบางพื้นที่อย่าง ฮาโกดาเตะ อาจเรียกเก็บสูงสุดถึง 2,000 เยนต่อคืน หรือประมาณ 412.19 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน

    การจัดเก็บภาษีท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ

    นอกจากนี้ญี่ปุ่น จะปรับระบบ Tax Free โดยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2569 ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนจากระบบหักภาษีทันทีที่ร้าน (Tax Free) เป็นระบบ “จ่ายก่อน คืนทีหลัง” (Tax Refund) โดยต้องทำเรื่องขอคืนภาษีที่สนามบินก่อนเดินทางออก

    • มาเลเซีย

    จัดเก็บภาษีการท่องเที่ยว Tourism Tax (TTx) ในอัตรา 10 ริงกิต (RM10 ต่อห้องต่อคืน) หรือราว 80.83 บาทต่อคืน โดยเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวที่เข้าพักในสถานที่พักในมาเลเซีย

    • อินโดนีเซีย (บาหลี)

    จัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (Tourism Tax) 150,000 รูเปียห์ต่อคน (15 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน)

    • นิวซีแลนด์

    ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (International Visitor Conservation and Tourism Levy – IVL) จากเดิม 35 ดอลลาร์ เป็น 100 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) ต่อคน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยภาษีนี้จะถูกเรียกเก็บพร้อมกับการขอวีซ่าหรือ NZeTA ซึ่งผู้เดินทางต้องชำระเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยว

    • สหรัฐอเมริกา 

    ไม่มีการเก็บภาษีนักท่องเที่ยว แต่จะมีการจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax/Transient Occupancy Tax) ซึ่งในแต่ละเมืองไม่เหมือนกัน เช่น นิวยอร์ก (สูงสุด 14.75% + 3.50 ดอลลาร์/คืน), ลอสแอนเจลิส (12%), ซานฟรานซิสโก (14%) และฮาวาย (10.25% – 13.25%)

    • สวิตเซอร์แลนด์ 

    จัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยว Tourist Tax แตกต่างกันไปตามจุดหมายปลายทาง โดยมีราคาตั้งแต่ประมาณ 2 ฟรังก์สวิส (1.81 ปอนด์) ถึง 7 ฟรังก์สวิส (6.34 ปอนด์) ต่อคนต่อคืน

    • ฝรั่งเศส

    จัดเก็บภาษีที่พัก Taxe de se’jourตามระดับของที่พัก ซึ่งจะอยู่ตั้งแต่ 0.2 ยูโรต่อคืน สำหรับการพักในแคมป์ ไปจนถึงมากกว่า 15 ยูโรต่อคืน สำหรับการพักในโรงแรมหรูหรา

    • เยอรมนี

    จัดเก็บ Culture Tax และ Bed Tax แตกต่างกันในแต่ละเมือง อาทิ เบอร์ลิน 7.5 % ของราคาที่พัก

    • สเปน

     หลายเมืองในสเปนเพิ่งตัดสินใจขึ้นราคาภาษีนักท่องเที่ยว อัตราภาษีจะอยู่ที่ 1-7 ยูโรต่อคนต่อคืน อาทิ ในบาร์เซโลนา ค่าธรรมเนียมสูงสุดอยู่ที่ 7.50 ยูโรต่อคนต่อคืน ในขณะที่หมู่เกาะบาเลอริก ค่าธรรมเนียมอยู่ระหว่าง 1 ถึง 4 ยูโรต่อคนต่อคืน

    • สาธารณรัฐเช็ก

    จัดภาษีนักท่องเที่ยว อยู่ที่ประมาณ 50 โครนาเช็ก ต่อคนต่อคืน (ประมาณ 1.71 ปอนด์)

    • เบลเยียม ในบรัสเซลส์

    ภาษีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 4 ยูโรต่อคนต่อคืน และจะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในบิลค่าที่พัก แต่จะแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง

    • ออสเตรีย 

    จัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยว แตกต่างกันไปตามจุดหมายปลายทาง เช่น เวียนนา 3.2 ยูโรต่อคนต่อคืน ในซาลซ์บูร์ก อาจสูงถึง 1.75 ยูโรต่อคนต่อคืน โดยจะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในบิลค่าที่พัก

    • เนเธอร์แลนด์

    จำนวนภาษีนักท่องเที่ยวแตกต่างกันไปในแต่ละเทศบาล อัมสเตอร์ดัมเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีภาษีนักท่องเที่ยวแพงที่สุดในยุโรป โดยในปี 2567 อัตราภาษีเพิ่มขึ้นจาก 7 % เป็น 12.5 %ของราคาที่พักนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656185&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yTEf06k26FQP7qNxhHeQz

  • ปลดล็อกไฟฟ้าไทย! โอกาสเศรษฐกิจที่รัฐยิ่งช้า…ยิ่งเสีย

    ปลดล็อกไฟฟ้าไทย! โอกาสเศรษฐกิจที่รัฐยิ่งช้า…ยิ่งเสีย

    ปลดล็อกไฟฟ้าไทย! โอกาสเศรษฐกิจที่รัฐยิ่งช้า…ยิ่งเสีย

    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวระบุว่า เปิดเสรีไฟฟ้าต้องเร็ว โอกาสใหญ่รอไทยอยู่ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่พลังงานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สงครามที่ยืดเยื้อทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผันผวนหนัก 

    สำหรับประเทศไทย นี่คือความเสี่ยงโดยตรง เพราะเรายังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้าในสัดส่วนสูงมาก ทั้งน้ำมันและก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้า

    ยิ่งโลกไม่แน่นอนมากขึ้น ต้นทุนพลังงานของไทยก็ยิ่งเปราะบางมากขึ้น ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้ง เราต้องจ่ายแพงขึ้น ทั้ง ค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพ 

    นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรฝากอนาคตไว้กับพลังงานฟอสซิลเหมือนเดิมอีกแล้ว

    เรามีทางออกและโอกาสที่ดีกว่ารอเราอยู่

    ไทยมีศักยภาพสูงมากเรื่องพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เรามีแดด มีพื้นที่ มีภาคเกษตร มีภาคธุรกิจ และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอีกมากจากอุตสาหกรรมใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล

    หากวางนโยบายให้ถูกทิศ ไทยสามารถกลายเป็นศูนย์กลางพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาคได้ 

    สิ่งที่ผมสนับสนุนและเห็นด้วยอย่างยิ่ง คือ การเปิดเสรีการค้าขายไฟฟ้า เพราะนี่คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง 

    เมื่อ ประชาชน ธุรกิจ และ ชุมชน สามารถผลิตไฟฟ้าและขายไฟให้กันได้โดยตรง ผ่านระบบที่เป็นธรรมและโปร่งใส พลังงานจะไม่ใช่เรื่องของผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่รายอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของคนจำนวนมาก

    เมื่อตลาดเปิดโซลาร์รูฟท็อป ฟาร์มพลังงานชุมชน และระบบกักเก็บพลังงาน จะโตเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอรัฐ เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายไฟ โรงงานและดาต้าเซ็นเตอร์จะเข้าถึง Green Energy ได้จริง และระบบพลังงานของประเทศจะเปราะบางน้อยลง

    ที่สำคัญยังช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวจริงๆ เพราะวันนี้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์อีกแล้ว แต่อยู่ที่ว่าใครมีพลังงานสะอาดเพียงพอและเข้าถึงได้

    สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำไม่ใช่เรื่องซับซ้อน : ลงทุน Smart Grid, ปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย และเปิดตลาดไฟฟ้าอย่างจริงจัง 

    ทุกเดือนที่ล่าช้าคือต้นทุนสองทาง : จ่ายแพงกับพลังงานแบบเดิม และปล่อยโอกาสแบบใหม่ให้ไหลออกไปหาประเทศเพื่อนบ้าน

    โอกาสใหญ่รอไทยอยู่ แต่ไม่มีโอกาสใด รอเราอยู่ตลอดไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741075&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06IzpIDHP_Nezuy5VflWza

  • ‘นโยบาย4T’ วัดฝีมือรัฐบาลเดิมพันศก.ไทย บทพิสูจน์เครื่องยนต์ใหม่กับภารกิจ ‘ลงทุน-ปฏิรูป’ รับโลกรีเซต

    ‘นโยบาย4T’ วัดฝีมือรัฐบาลเดิมพันศก.ไทย บทพิสูจน์เครื่องยนต์ใหม่กับภารกิจ ‘ลงทุน-ปฏิรูป’ รับโลกรีเซต

    ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสะท้อนภาวะ ‘เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ’ อย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนผู้ป่วยที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แม้จะมีสัญญาณบวกเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านผลิตภาพ แรงงาน และขีดความสามารถในการแข่งขัน ยังคงเป็น ข้อจำกัด สำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างแรงส่งใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ในช่วงปลายปี 2568 เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนของมาตรการภาครัฐ ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการสนับสนุนภาคการบริโภคและการลงทุน ส่งผลให้หลายภาคส่วนเริ่มกลับมาขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่จาก วิกฤตพลังงาน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค

    ภายใต้สถานการณ์นี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับทิศทางนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานเป็นลำดับแรก ส่งผลให้ทรัพยากรทางการคลังและเครื่องมือเชิงนโยบายจำนวนมากถูกระดมมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงที่โมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะชะลอลงก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้สะท้อนวิสัยทัศน์สำคัญในการ ‘พลิกวิกฤตเป็นโอกาส’ โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เพียงเป็นแรงกดดันระยะสั้น แต่ยังเป็นจังหวะในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในเชิงลึก ทั้งการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวทางดังกล่าวสะท้อนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวที่มุ่งเน้นความมั่นคง ยั่งยืน และลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างของประเทศในอนาคต

    เอกนิติ ชี้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้เป็นวิกฤตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นหมายความว่า ในระยะถัดไปเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง และเป็นที่มาของภาวะ stagflation ที่อาจจะเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก จึงนับได้ว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะเป็นการ ‘เปลี่ยนโลก’ ดังนั้นเมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปไทยจึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อก้าวไปสู่โลกใหม่ ซึ่งโลกยุคใหม่จะเข้าสู่ยุคที่ ความต้องการความมั่นคงสูง (security first) นักลงทุนจะเลือกลงทุนในฐานการลงทุนที่ไว้วางใจ, ปลอดภัย (safe haven), ยุคของ วิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงเป็นจุดที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด solar อุตสาหกรรมครัวเรือน การสนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น ethanol และ bio-energy ส่งเสริมการซื้อไฟโดยตรงจากครัวเรือนและธุรกิจ (Direct PPA)

    ยุคของ AI และเทคโนโลยีก้าวกระโดด เป็นยุคที่เทคโนโลยีจะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทย การลงทุนใน digital Data AI รวมถึง supply chain ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ health & wellness ท่องเที่ยว อาหาร และเกษตร และสุดท้าย ยุคของ ประชากรสูงวัยจะเป็นยุคของโครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ (longevity economy)

    ทั้งหมดนี้คือ ‘ถนนเศรษฐกิจไทยเส้นใหม่’ ที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จะเปลี่ยนไปอย่างถาวร ดังนั้นการสร้างโอกาสรับโลกยุคใหม่เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปอย่างถาวรนี้ จึงเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล ซึ่ง เอกนิติ พร้อมขับเคลื่อนผ่านนโยบาย 4 หลัก (4T) ที่สำคัญ ได้แก่ 1. Target (มุ่งเป้า) ผ่านการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศและไม่ผลักภาระเกินควรไปให้คนรุ่นหลัง 2. Transition (เปลี่ยนผ่าน) ด้วยการช่วยคนไทย ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ด้วยการยกระดับภาครัฐให้ทันสมัย ว่องไว และโปร่งใส ปรับปรุงกฎหมาย กติกาที่ล้าสมัย เชื่อมโยงกันด้วยข้อมูล ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน

    3. Transform (พลิกโฉม) ด้วยการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง สร้างโอกาสการเติบโตให้ไปถึงคนตัวเล็ก เอสเอ็มอี ชุมชน ผู้สูงอายุ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้ลูกหลานที่จับต้องได้ของทุกคน ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น digital, bio, green ยกระดับแรงงานไทย ปฏิรูประบบภาษี เน้นความง่าย อำนวยความสะดวก ปฏิรูปสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก เป็นต้น และ 4. Together (รวมพลัง) เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทั้งประเทศ ภาคเอกชนต้องเป็นผู้นำในการลงทุนนวัตกรรมและการสร้างงานใหม่ ส่วนภาครัฐต้องเป็นผู้สนับสนุน ลดกฎกติกาที่ไม่จำเป็น ขณะที่ภาคประชาชนทุกคนโอกาสนั้นจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนลุกขึ้นมาคว้ามันด้วยตัวเอง

    เอกนิติ กล่าวย้ำว่า ที่ผ่านมาเราฝันอยากเห็นเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนรถยนต์คันใหม่ที่มีเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วขึ้น เราไม่ได้มองแค่การเติบโต 2-3% เท่านั้น แต่การยกระดับการลงทุนใหม่นี้จะเป็นการวางรากฐานของเศรษฐกิจ การยกระดับเครื่องยนต์เพื่อให้รถยนต์เศรษฐกิจของไทยวิ่งได้เร็วและแรงขึ้น เศรษฐกิจไทยจะกลับมามีภาพการเติบโตที่ระดับ 5-6% ได้ในอนาคต

    เราอยากได้เครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ใหม่ที่มีระบบมั่นคง ปลอดภัย รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและวิกฤตต่างๆ ของโลกได้ มีระบบเซ็นเซอร์ที่จะแจ้งเตือนก่อนจะเกิดวิกฤตแต่ละครั้ง และสุดท้ายที่สำคัญคือ รถยนต์เศรษฐกิจคันใหม่นี้จะต้องนั่งได้สบาย เพราะการเติบโตไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเท่านั้น แต่ยังหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนคนไทยทั้งหมด ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งเพียงพอรองรับสำหรับทุกคน นี่คือนโยบายเศรษฐกิจในช่วง 4 ปีของรัฐบาล และนี่คือสิ่งที่หวังว่าในช่วง 4 ปีจากนี้เศรษฐกิจไทยจะไปถึงเป้าหมายนั้น ท่ามกลางถนนที่อาจจะขรุขระ ดังนั้นเวลาคิดนโยบายเราจึงไม่ได้มองแค่ช่วงสั้นๆ ไม่ได้เน้นการทุ่มเงินเพื่อพลิกฟื้นแค่ช่วงสั้นๆ แต่รัฐบาลวางแผนให้เป็นการปูพรมเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างมีศักยภาพในระยะยาว ภายใต้กรอบการทำงาน 4 ปี

    สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ที่จะต้องเร่งสร้างเพื่อพาให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากกับดักเดิมๆ นั้น ประกอบด้วย เครื่องยนต์ตัวที่ 1 ‘การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต’ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยที่ถูกมองว่าโตต่ำกว่าศักยภาพ และเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เหตุผลหนึ่งเพราะไทยไม่ได้ลงทุนมานานมาก โดยก่อนปี 2540 ไทยมีการลงทุนราว 40% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันนี้เหลือสัดส่วนการลงทุนเพียง 23% ของจีดีพี โดยส่วนนี้แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 6% ที่เหลือเป็นการลงทุนจากภาคเอกชนราว 17-18% เท่านั้น แต่หลังจากนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายภายใน 4 ปี จะเร่งขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของจีดีพี โดยจะพุ่งเป้าหมายไปที่การลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจท้องถิ่นและ logistic ผ่านการพัฒนาโครงสร้างคมนาคม โลจิสติกส์เพื่อลดค่าขนส่งระยะยาว เชื่อมภูมิภาค กระจายการท่องเที่ยวและเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้ชุมชนในจังหวัดต่างๆ

    เครื่องยนต์ตัวที่ 2 ‘การขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชน’ ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ ต่อยอดจุดแข็งของไทยในด้านการแพทย์ สุขภาพ การบริการ อาหาร และการท่องเที่ยว, ปฏิรูปโครงสร้างราชการ ปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคของการลงทุนของภาคเอกชนอย่างจริงจัง ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และเร่งกระบวนการอนุมัติให้รวดเร็ว ตลอดจนสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น

    และสุดท้ายกับเครื่องยนต์ตัวที่ 3 ‘การลงทุนในคนไทย และการเปลี่ยนทุนมนุษย์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่’ ด้วยการพัฒนาทักษะ ซึ่งรัฐบาลจะสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ยกระดับการศึกษาตลอดชีวิตที่ทำให้คนไทยไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหน มีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ที่โลกต้องการได้, การทำให้รายได้มั่นคง ผ่านการมีงานที่มีคุณภาพและมีรายได้ที่มั่นคง ดูแลครอบครัวได้, คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ตลอดจนเสริมตาข่ายรองรับทางสังคม ด้วยสวัสดิการที่พร้อมยื่นมือช่วยเหลือแก่คนที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง

    “วันนี้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.7% แต่ที่ผ่านมาเราโตต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอด แม้จะพยายามผลักดันให้ถึง ยิ่งมาเจอวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ไทย แต่กระทบกันทั้งโลก เป็นความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราทุกคนคือต้องช่วยกัน หากไม่เร่งแก้ปัญหาในวันนี้ผลกระทบจะค่อยๆ ลุกลาม ถ้าเห็นวิกฤตสงครามแล้ว มักจะตามมาด้วยวิกฤตพลังงาน หากไม่ทำอะไรเลย จะตามมาด้วยวิกฤตราคาสินค้า ตามมาด้วยวิกฤตวัตถุดิบขาดแคลน ตามมาด้วยวิกฤตดีมานต์หดตัว และนั่นคือภาวะ stagflation ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง ขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้น” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ระบุ

    สิ่งที่รัฐบาลได้พยายามทำอยู่ในขณะนี้คือ การเร่งออกมาตรการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยเน้นการเยียวยาแบบพุ่งเป้า ช่วยเหลือกลุ่มที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดการเยียวยาแบบหว่านแห เพราะสิ่งแรกที่ต้องทำในวิกฤตครั้งนี้คือ ‘การหยุดเลือดไหล’ ถ้าไม่หยุดที่ตรงนี้ ตอนนี้ ก็จะลุกลามไปสู่จุดอื่นๆ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจต่างๆ ซึ่งจะสะท้อนผ่านค่าขนส่ง ค่าครองชีพต่างๆ โดยรัฐบาลไม่ต้องการปล่อยปัญหาให้ลุกลามไปเรื่อยๆ เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวิกฤตที่จะมาอย่างต่อเนื่องทีละ step

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน ‘จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ’ สำคัญ หลังจากเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างยาวนาน แม้ช่วงปลายปี 2568 จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากแรงกระตุ้นของภาครัฐ แต่แรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานได้เข้ามาสกัดโมเมนตัมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเชิงมหภาคเริ่มขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะโอกาสเกิดภาวะ stagflation ที่อาจกดดันทั้งการเติบโตและเสถียรภาพด้านราคาไปพร้อมกัน

    ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว รัฐบาลเลือกใช้นโยบายแบบ ประคองและป้องกัน (stabilization-first approach) โดยเร่งอัดมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเพื่อหยุดการลุกลามของผลกระทบทางเศรษฐกิจ ลดการใช้มาตรการแบบหว่านแหที่สิ้นเปลืองทรัพยากร พร้อมบริหารจัดการวิกฤตพลังงานไม่ให้กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายาม ‘ซื้อเวลา’ เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลังที่ตึงตัวมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน เอกนิติ ได้วางกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็น structural turning point ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างถาวร ทั้งในมิติของพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อน นโยบาย 4T เพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไปสู่ฐานใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและแข่งขันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และการยกระดับทุนมนุษย์

    ท้ายที่สุด โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่เพียง ‘การฟื้นตัว’ แต่คือ ‘การยกระดับศักยภาพ (economic upgrading)’ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพแรงงาน จะเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำได้หรือไม่ ในบริบทนี้ การรักษาสมดุลระหว่างนโยบายระยะสั้นและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าเศรษฐกิจไทยจะ แค่รอด หรือ ไปต่ออย่างแข็งแกร่ง ในทศวรรษข้างหน้า.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/981672/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GompaPpX9hTf6znw9WytX

  • ‘เอกนิติ’เดินสายสหรัฐ เปิดดีลเศรษฐกิจ-ดึงลงทุนEV

    ‘เอกนิติ’เดินสายสหรัฐ เปิดดีลเศรษฐกิจ-ดึงลงทุนEV

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.20 น.

    ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ว่า ดร.เอกนิติ ได้พบปะกับนายเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ในช่วงการเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ของ ดร.เอกนิติ ที่เข้าร่วมประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา

    ดร.เอกนิติ ยังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนายหลาน ฝัว อัน รมว.คลัง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสร่วมมือในอุตสาหกรรมอนาคตที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) , AI , Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนั้นจีนชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียน รวมทั้งไทย จะยังเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขึ้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล

    ดร.เอกนิติ ยังร่วมการหารือทวิภาคีกับ Ms.Satsuki Katayama รมว.คลังญี่ปุ่น ทั้ง 2 ฝ่ายแลกเปลี่ยนการปฏิรูปเศรษฐกิจ และเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความสามารถการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว

    ดร.เอกนิติ ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ Mrs.Indranee Rajah รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.คลังสิงคโปร์ ทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยได้แลกเปลี่ยนแนวทางเชิงนโยบายในการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือในกรอบ ASEAN อีกด้วย

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/959074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y6I9CJuLu-Zg6ivm1i4_k