Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รองนายกฯ  เอกนิติ และผู้แทนการค้าสหรัฐกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐฯ

    รองนายกฯ  เอกนิติ และผู้แทนการค้าสหรัฐกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐฯ

    เศรษฐกิจ

    รองนายกฯ  เอกนิติ และผู้แทนการค้าสหรัฐกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐฯ

    วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    รองนายกฯ  เอกนิติ และผู้แทนการค้าสหรัฐกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐฯ

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Ambassador Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) พบปะหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ในช่วงการเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของรองนายกฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF/ World Bank Spring Meetings 2026 เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

    การพบปะหารือระหว่างรองนายกฯ และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นไปด้วยดี โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยไทยเน้นย้ำความตั้งใจในการร่วมมือกันในประเด็นดังกล่าวซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ก็ได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลไทย โดยจะนำไปสู่การกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/472993&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38RrGYWz02o9zeoMvSDbaf

  • เสมา1 นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    เสมา1 นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    (16 เมษายน 2569) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)หารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ ตลอดจนนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงจาก ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นการหารือร่วมกันระหว่าง กสศ. ใน 5 ประเด็นสำคัญและเร่งด่วน หนึ่งคือ การขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความรู้ความสามารถ แต่รายได้น้อย ได้ศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยได้หารือถึงแนวทางการสนับสนุนงบประมาณนักเรียนทุน ODOS รุ่นที่ 3-4 และการเตรียมความพร้อมนักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 5-6 อีกหนึ่งเรื่องคือโครงการ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ที่มุ่งแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ซึ่งเดิมมีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน แต่จากการดำเนินการที่ผ่านมาจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา ลดลงเหลือประมาณ 6 แสนคน ซึ่งจากนี้ไป ได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานหาแนวทางในการลดจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบให้ได้มากที่สุดในปีถัดไป

    “ในขั้นแรก ได้สั่งการให้ ศธ. ทำงานคู่กับ กสศ. จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ระดับชาติ และคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS ชุดใหม่ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่ง เพื่อสานต่อทั้งสองโครงการให้รุดหน้ายิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแก่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาสะท้อนความเป็นธรรมและตอบโจทย์เด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกล ให้เข้าถึงคุณภาพทางการศึกษา และท้ายสุดคือเรื่องการผลิตครูเพื่อสร้างครูที่มีคุณภาพ ให้สามารถกระจายตัวตามภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล และตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น” รมว.ศธ.กล่าว

    อย่างไรก็ตาม การเข้าพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทระหว่าง ศธ. กับ กสศ. ในฐานะหุ้นส่วนเชิงนโยบายที่พร้อมทำงานเคียงข้างกันอย่างแข็งขัน เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวใด หรืออยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพอย่างแท้จริง

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.: รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70294&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nqUdvETQtOcB8W2qX9mkt

  • ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภคร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดผลศึกษารถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ยืนยัน “รถไฟฟ้า 20 บาท” ทำได้จริง เตรียมยื่นผลศึกษาและ “คู่มือเปลี่ยนผ่านสัมปทาน” ให้กทม.ดำเนินการใน 1 ปี ลดภาระค่าเดินทางของประชาชน

    วันที่ 17 เมษายน 2569 สภาผู้บริโภคร่วมกับคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม รายงานผลการศึกษา “เปิดโมเดลสายสีเขียวหลังปี 72 ค่าโดยสาร 20 บาททำได้” เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายหลัก (Core Line) สรุปข้อเสนอ 2 แนวทางหลัก ทั้งต่อสัญญาสัมปทานให้กับผู้ให้บริการรายเดิมคือ บีทีเอสซี (BTSC) หรือ ถ่ายโอนภารกิจให้ รฟม. บริหารจัดการ สามารถคิดค่าโดยสาร 20 – 25 บาทได้ สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นข้อเสนอและคู่มือการเปลี่ยนผ่านสัมปทานให้กทม. เร่งดำเนินการภายใน 1 ปี รับการประกาศใช้พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ช่วยลดภาระค่าเดินทางให้ประชาชนในภาวะวิกฤตพลังงาน

    ชี้รถไฟฟ้าต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่บริการคนมีเงิน

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า รถไฟฟ้าไม่ควรถูกมองเป็นบริการเฉพาะคนมีรายได้สูง แต่ต้องเป็น “หลักประกันการเดินทางของคนเมือง” เช่นเดียวกับมหานครทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันค่าโดยสารเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งที่มีคุณภาพได้ ทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ พร้อมย้ำว่าเป้าหมาย “20 บาทตลอดสาย” เป็นไปได้ หากมีการนำรายได้จากภาษีที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีรถยนต์ หรือการพัฒนาเชิงพาณิชย์ มาสนับสนุน

    ปัจจุบันค่าโดยสารรถไฟฟ้ายังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้บริโภค โดยอัตราสูงสุดประมาณ 65 บาทต่อเที่ยว หรือ 130 บาท ไป – กลับ หากคำนวณจากรายได้ขั้นต่ำในกรุงเทพฯ 400 บาทต่อวันคิดเป็นราว 30% ขณะที่รถไฟฟ้าสายหลักในกรุงเทพฯ มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น สายสีเขียวเฉลี่ย 700,000 คนต่อวัน และบางช่วงแตะ 1 ล้านคนต่อวัน และ กทม. มีแผนจะขยายระบบรถไฟฟ้าเป็น 500 กิโลเมตร สะท้อนว่าระบบรางเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านราคาที่ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าไม่ถึง

    ทั้งนี้ การบริหารจัดการหลังหมดสัญญาสัมปทานยังเป็นความท้าทาย โดยสภาผู้บริโภคเสนอ 4 หลักการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเพดานค่าโดยสาร ไม่ผลักภาระให้ประชาชน เปิดเผยต้นทุนและรายได้อย่างโปร่งใส และให้รัฐสามารถกำกับทิศทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ. ตั๋วร่วม พ.ร.บ. ขนส่งทางราง เพื่อให้เกิดการเจรจาราคาที่เป็นธรรมระหว่างรัฐและผู้ให้บริการ

    “รัฐบาลควรเปลี่ยนจากการลงทุนสร้างถนน ที่ไม่ช่วยแก้รถติด เช่น โครงการทางยกระดับ (Double Deck) ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท มาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ประชาชนเริ่มหันมาใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งยกระดับระบบให้เข้าถึงได้และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น” สารีกล่าว

    ผลวิจัย ชี้ 2 โมเดล “คุ้มค่า” รถไฟฟ้า 20 บาท ทำได้จริง

    รศ.ดร.สัญลักษณ์ ปัญวัฒนลิขิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้ศึกษาทางเลือก 4 รูปแบบในการบริหารสัมปทานสายสีเขียวหลังปี 2572 ได้แก่ 1. ให้เอกชนรายเดิมดำเนินการต่อ 2. เปิดประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่  3. ให้กทม.ดำเนินการเอง และ 4. โอนให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

    ซึ่งผลการศึกษา พบว่า รูปแบบที่ 1 และ 4 มีความคุ้มค่าทั้งด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ และสังคม โดยเฉพาะรูปแบบที่ 4 ซึ่งจะเกิดต่อการบริหารจัดการระบบรางอย่างเป็นเอกภาพและเอื้อต่อการใช้ตั๋วร่วมในอนาคต

    ทั้งนี้ ผลศึกษา พบว่าค่าโดยสารระดับ 25 บาทสามารถทำได้ทันทีและมีความคุ้มค่าด้านต้นทุนการเงิน เศรษฐศาสตร์และสังคม ส่วนรถไฟฟ้า 20 บาทจำเป็นต้องมีมาตรการอุดหนุนเพิ่มเติมควบคู่กัน

    รศ.ปัทมา โกเมนท์จำรัส คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่า ปัจจุบันค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 34 บาทต่อเที่ยว หากลดเหลือ 20 บาท จะมีส่วนต่างประมาณ 14 บาทต่อเที่ยว จากสมมติฐานผู้โดยสาร 800,000 เที่ยวต่อวัน รัฐต้องอุดหนุนราว 11.2 ล้านบาทต่อวัน แต่เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวม 6 ด้าน ได้แก่ งบอุดหนุนภาครัฐ รายได้เชิงพาณิชย์รอบสถานี ภาษีรถติด ภาษีล้อเลื่อน รายได้โฆษณา และพันธบัตรเมือง จะสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 22 ล้านบาทต่อวัน หรือ 8,030 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการอุดหนุนค่าโดยสาร 20 บาท

    “สรุปได้ว่ารถไฟฟ้า 20 บาท “ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่” และที่สำคัญ คือการพัฒนาเส้นทาง Feeder เชื่อมต่อสถานีหลัก จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและความคุ้มค่าของระบบรถไฟฟ้า ทำให้สามารถลดค่าครองชีพให้ผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม” รศ.ดร.ปัทมา กล่าว

    ย้ำกรอบกฎหมาย บังคับเจรจาให้เสร็จใน 1 ปี

    อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค ระบุว่า ภายใต้พระราชบัญญัติตั๋วร่วม มาตรา 54 กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญา ต้องเจรจาปรับสัญญาสัมปทานให้สอดคล้องกับอัตราค่าโดยสารใหม่ ภายใน 1 ปี ดังนั้น กทม. และ รฟม. ต้องเร่งดำเนินการเจรจากับเอกชนเพื่อปรับลดค่าโดยสาร โดยต้องมีกระบวนการ ดังนี้ เปิดเผยข้อมูลรายได้ ต้นทุนย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี การรับฟังความคิดเห็นประชาชน การตรวจสอบทรัพย์สินและเตรียมการเปลี่ยนผ่าน การจัดสรรงบประมาณและบุคลากรรองรับการเปลี่ยนผ่าน

    “สภาผู้บริโภคจะติดตามกระบวนการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และทำให้ค่าโดยสารอยู่ในระดับที่ประชาชนจ่ายได้จริง” นายอดิศักดิ์ กล่าว

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค เตรียมนำผลการศึกษาครั้งนี้จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย พร้อม “คู่มือส่งมอบสัมปทาน” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือใหม่ของประเทศไทย เพื่อใช้ในการถ่ายโอนทรัพย์สินและองค์ความรู้จากเอกชนกลับสู่รัฐอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายให้กทม.นำไปใช้เป็นกรอบดำเนินการ ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อปูทางสู่การปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้เป็นธรรม และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    เปิดงานวิจัย รถไฟฟ้าสายสีเขียว 20 บาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    เปิด 2 ทางเลือกผลศึกษา”รถไฟฟ้าสีเขียว”หลังหมดสัมปทานปี 72 “ทำสัญญาใหม่ หรือ รอปี 85 สิ้นสุดจ้างเดินรถ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/170469_greenline-advice_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zkzsdoRGLfqXxG3mFM_yW

  • แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษ-ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ

    แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษ-ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ

    17 เมษายน 2569, 15:57น.

             วันนี้ (17 เม.ย. 69) ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานการประชุมติดตามความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

              พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ลงมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยถูกถามกรณีให้สัมภาษณ์พาดพิงว่าสถาบันปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย และกรณีคำแถลงที่ปิดไมค์ส่วนตัวเกี่ยวกับคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” จนถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์

              โดย พล.ท.นรธิป ได้กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งตนอาจจะผิดเพราะการสื่อสารที่มีผลทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนา ซึ่งขอยืนยันว่า ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

              “ผมขอโทษต่อพี่น้องประชาชนสำหรับความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับสถาบันการศึกษาปอเนาะและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่สบายใจ

              ผมขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นและมีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหา เพื่อคืนความสงบสุขสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพร้อมเดินหน้าสร้างความเข้าใจและบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนด้วยความจริงใจ”

             เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากนี้ไปจะมีการลงไปพูดคุยกับโรงเรียนสอนศาสนา เพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.ท.นรธิป ระบุเพียงว่า มี เพราะเรามีกิจกรรมที่เข้าไปทำในโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว

    #แม่ทัพภาคที่4ขอโทษ

    #ชายแดนใต้ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160830&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AxNyDzvZ3xECAiM1-nYaZ

  • ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    เปิดผลศึกษารถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ยัน “ค่าโดยสาร 20 บาท” ทำได้จริง เตรียมยื่นผลศึกษาและ “คู่มือเปลี่ยนผ่านสัมปทาน” ให้กทม.ดำเนินการใน 1 ปี

    สภาผู้บริโภคร่วมกับคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม รายงานผลการศึกษา “เปิดโมเดลสายสีเขียวหลังปี 72 ค่าโดยสาร 20 บาททำได้” เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายหลัก (Core Line) สรุปข้อเสนอ 2 แนวทางหลัก ทั้งต่อสัญญาสัมปทานให้กับผู้ให้บริการรายเดิมคือ บีทีเอสซี (BTSC) หรือ ถ่ายโอนภารกิจให้ รฟม. บริหารจัดการ สามารถคิดค่าโดยสาร 20 – 25 บาทได้

    สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นข้อเสนอและคู่มือการเปลี่ยนผ่านสัมปทานให้กทม. เร่งดำเนินการภายใน 1 ปี รับการประกาศใช้พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ช่วยลดภาระค่าเดินทางให้ประชาชนในภาวะวิกฤตพลังงาน

    ชี้รถไฟฟ้าต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่บริการคนมีเงิน

    นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า รถไฟฟ้าไม่ควรถูกมองเป็นบริการเฉพาะคนมีรายได้สูง แต่ต้องเป็น “หลักประกันการเดินทางของคนเมือง” เช่นเดียวกับมหานครทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันค่าโดยสารเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งที่มีคุณภาพได้ ทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ พร้อมย้ำว่าเป้าหมาย “20 บาทตลอดสาย” เป็นไปได้ หากมีการนำรายได้จากภาษีที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีรถยนต์ หรือการพัฒนาเชิงพาณิชย์ มาสนับสนุน

    ปัจจุบันค่าโดยสารรถไฟฟ้ายังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้บริโภค โดยอัตราสูงสุดประมาณ 65 บาทต่อเที่ยว หรือ 130 บาท ไป – กลับ หากคำนวณจากรายได้ขั้นต่ำในกรุงเทพฯ 400 บาทต่อวันคิดเป็นราว 30%

    ขณะที่รถไฟฟ้าสายหลักในกรุงเทพฯ มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น สายสีเขียวเฉลี่ย 700,000 คนต่อวัน และบางช่วงแตะ 1 ล้านคนต่อวัน และ กทม. มีแผนจะขยายระบบรถไฟฟ้าเป็น 500 กิโลเมตร สะท้อนว่าระบบรางเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านราคาที่ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าไม่ถึง

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    สารี อ๋องสมหวัง

    ทั้งนี้ การบริหารจัดการหลังหมดสัญญาสัมปทานยังเป็นความท้าทาย โดยสภาผู้บริโภคเสนอ 4 หลักการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเพดานค่าโดยสาร ไม่ผลักภาระให้ประชาชน เปิดเผยต้นทุนและรายได้อย่างโปร่งใส และให้รัฐสามารถกำกับทิศทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ. ตั๋วร่วม พ.ร.บ. ขนส่งทางราง เพื่อให้เกิดการเจรจาราคาที่เป็นธรรมระหว่างรัฐและผู้ให้บริการ

    “รัฐบาลควรเปลี่ยนจากการลงทุนสร้างถนน ที่ไม่ช่วยแก้รถติด เช่น โครงการทางยกระดับ (Double Deck) ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท มาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ประชาชนเริ่มหันมาใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งยกระดับระบบให้เข้าถึงได้และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น” 

    ผลวิจัย ชี้ 2 โมเดล “คุ้มค่า” 20 บาททำได้จริง

    รศ.ดร.สัญลักษณ์ ปัญวัฒนลิขิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้ศึกษาทางเลือก 4 รูปแบบในการบริหารสัมปทานสายสีเขียวหลังปี 2572 ได้แก่ 1. ให้เอกชนรายเดิมดำเนินการต่อ 2. เปิดประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่  3. ให้กทม.ดำเนินการเอง และ 4. โอนให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

    ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบที่ 1 และ 4 มีความคุ้มค่าทั้งด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ และสังคม โดยเฉพาะรูปแบบที่ 4 ซึ่งจะเกิดต่อการบริหารจัดการระบบรางอย่างเป็นเอกภาพและเอื้อต่อการใช้ตั๋วร่วมในอนาคต

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    รศ.ดร.สัญลักษณ์ ปัญวัฒนลิขิต

    ทั้งนี้ ผลศึกษา พบว่าค่าโดยสารระดับ 25 บาทสามารถทำได้ทันทีและมีความคุ้มค่าด้านต้นทุนการเงิน เศรษฐศาสตร์และสังคม ส่วนรถไฟฟ้า 20 บาทจำเป็นต้องมีมาตรการอุดหนุนเพิ่มเติมควบคู่กัน 

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี รศ.ปัทมา โกเมนท์จำรัส

    รศ.ปัทมา โกเมนท์จำรัส คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่า ปัจจุบันค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 34 บาทต่อเที่ยว หากลดเหลือ 20 บาท จะมีส่วนต่างประมาณ 14 บาทต่อเที่ยว จากสมมติฐานผู้โดยสาร 800,000 เที่ยวต่อวัน รัฐต้องอุดหนุนราว 11.2 ล้านบาทต่อวัน

    แต่เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวม 6 ด้าน ได้แก่ งบอุดหนุนภาครัฐ รายได้เชิงพาณิชย์รอบสถานี ภาษีรถติด ภาษีล้อเลื่อน รายได้โฆษณา และพันธบัตรเมือง จะสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 22 ล้านบาทต่อวัน หรือ 8,030 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการอุดหนุนค่าโดยสาร 20 บาท

    “สรุปได้ว่ารถไฟฟ้า 20 บาท “ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่” และที่สำคัญ คือการพัฒนาเส้นทาง Feeder เชื่อมต่อสถานีหลัก จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและความคุ้มค่าของระบบรถไฟฟ้า ทำให้สามารถลดค่าครองชีพให้ผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม” 

    ย้ำกรอบกฎหมาย บังคับเจรจาให้เสร็จใน 1 ปี

    นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค ระบุว่า ภายใต้พระราชบัญญัติตั๋วร่วม มาตรา 54 กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญา ต้องเจรจาปรับสัญญาสัมปทานให้สอดคล้องกับอัตราค่าโดยสารใหม่ ภายใน 1 ปี ดังนั้น กทม. และ รฟม. ต้องเร่งดำเนินการเจรจากับเอกชนเพื่อปรับลดค่าโดยสาร โดยต้องมีกระบวนการ ดังนี้ เปิดเผยข้อมูลรายได้ ต้นทุนย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี การรับฟังความคิดเห็นประชาชน การตรวจสอบทรัพย์สินและเตรียมการเปลี่ยนผ่าน การจัดสรรงบประมาณและบุคลากรรองรับการเปลี่ยนผ่าน

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    อดิศักดิ์ สายประเสริฐ

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค เตรียมนำผลการศึกษาครั้งนี้จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย พร้อม “คู่มือส่งมอบสัมปทาน” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือใหม่ของประเทศไทย เพื่อใช้ในการถ่ายโอนทรัพย์สินและองค์ความรู้จากเอกชนกลับสู่รัฐอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายให้กทม.นำไปใช้เป็นกรอบดำเนินการ ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อปูทางสู่การปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้เป็นธรรม และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741065&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DqHJIUkQEfyYg5J4sOQXu

  • ‘UNIX’บุกตลาดโลก ชูนวัตกรรมฟิล์มรีไซเคิล100% – แนวหน้า

    ‘UNIX’บุกตลาดโลก ชูนวัตกรรมฟิล์มรีไซเคิล100% – แนวหน้า

    ฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Film for Flexible Packaging) และก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ 100 …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/959091&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FOmXsgetrIWkxkHbW9DaL

  • สงครามเขย่าเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ-เงินเฟ้อพุ่ง

    สงครามเขย่าเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ-เงินเฟ้อพุ่ง

    สงครามเขย่าเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ-เงินเฟ้อพุ่ง

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,193 ระหว่างวันที่ 19-22 เม.ย. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** ในห้วงเวลาที่โลกหมุนเร็วกว่าเข็มนาฬิกา “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญกับ “แรงกระแทก” จากภายนอกที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเตือนว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุช หากสถานการณ์ยืดเยื้อและขยายวงมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

    *** สัญญาณเตือนจากสภาพัฒน์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขคาดการณ์จีดีพีลงเล็กน้อย หากแต่เป็นการ “ขีดเส้นใต้” ถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ที่ซ่อนอยู่ใต้พรมมานาน คำว่า “Stagflation” หรือ “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง” กลับมาเป็นคำที่ต้องหยิบมาปัดฝุ่นอีกครั้งในปี 2569 และครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

    ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข GDP ที่อาจเหลือเพียง 0.2-1.4% เท่านั้น แต่คือ “คุณภาพของการเติบโต” ที่กำลังถูกบีบจากสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่ง ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง อีกด้านหนึ่ง กำลังซื้อในประเทศกลับอ่อนแรงลงจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

    *** เมื่อ “ราคาน้ำมัน” ขยับ ทุกอย่างขยับตาม ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าหน้าร้าน และเมื่อเงินเฟ้อกัดกินรายได้จริงของประชาชน ความต้องการซื้อก็ยิ่งหดตัว นี่คือ “วงจรบีบคั้น” ที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ยาก ในมุมของภาคธุรกิจ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงยอดขายที่ชะลอตัว แต่คือความไม่แน่นอนที่ทำให้การตัดสินใจลงทุนต้อง “ชะลอ” หรือ “ทบทวน” ใหม่

    *** เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่า “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญ “Perfect Storm” จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ หนึ่ง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สอง ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และ สาม ข้อจำกัดเชิงนโยบายภายในประเทศ คำถามสำคัญคือ “รัฐควรทำอะไร” คำตอบจากสภาพัฒน์ค่อนข้างชัด ไม่ใช่เวลาของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห แต่เป็นช่วงเวลาของ “การประคองระบบ” มาตรการที่ตรงจุดจึงควรเน้นไปที่การลดภาระค่าครองชีพ, ดูแลราคาพลังงาน, และรักษากำลังซื้อของประชาชนเพราะในภาวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักชะลอ การรักษา “แรงขับเคลื่อนขั้นต่ำ” ให้ยังเดินต่อได้ คือสิ่งจำเป็นที่สุด 

    *** อีกด้านหนึ่ง ภาคประชาชนเองก็ต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบริหารรายจ่าย การลดภาระหนี้ และ การเตรียมสภาพคล่อง กลายเป็น “สิ่งจำเป็น” ในยุคนี้ ภาคธุรกิจก็ต้องกลับมาทบทวนโมเดลการดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และ กระจายความเสี่ยง เพราะโลกหลังจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

    สิ่งที่น่าคิดคือ แม้สถานการณ์ “สงครามตะวันออกกลาง” จะเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่ “ความพร้อมในการรับมือ” เป็นสิ่งที่เรากำหนดได้ วิกฤตครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงบททดสอบความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย แต่เป็นบททดสอบ “ความยืดหยุ่น” ของทั้งระบบ และเป็นบททดสอบ “รัฐบาลไทย” ในการรับมือกับวิกฤตที่อยู่นอกเหนือการควบคุม…

                             สงครามเขย่าเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ-เงินเฟ้อพุ่ง

    *** สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน ขอเชิญสมาชิกสมาคมทุกท่านเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญสมาชิกสมาคมฯประจำปี 2569  ในวันอังคารที่ 5 พ.ค. 2569 เวลา 14:00-16:00 น. ณ Auditorium Lecture Hall ชั้น 4 สถาบันวิทยาการตลาดทุน โดยมีวาระที่น่าสนใจคือ วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกสมาคมฯ ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2568 วาระที่ 4 คณะกรรมการแถลงบัญชีรายได้ ค่าใช้จ่าย และบัญชีงบดุล ประจำปี 2568 ที่ผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีแล้ว วาระที่ 5 พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี ประจำปี 2569 พร้อมร่วมกิจกรรม ACMA Insights ครั้งที่ 1/ 2569  หัวข้อ: Geoeconomic Updates เวลา 16:30-18:00 น. โดยมีจุฬามณี ชาติสุวรรณ ที่ปรึกษารมว.ต่างประเทศ, อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผอ.ศูนย์จีนศึกษา จุฬาฯ เป็นวิทยากร และดำเนินรายการโดย เนวิน สินสิริ ที่ปรึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    *** ปิดท้าย…ขอแสดงความยินดีกับ “อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ” ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง “อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์” ต่อไปอีกวาระหนึ่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2569 ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/656770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30SUc2hoxyGWsCoSKUzzD-

  • ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ! นายกฯ ลั่นปล่อยไฟใต้ค้างคาไม่ได้ ย้ำมาเพื่อพัฒนา

    ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ! นายกฯ ลั่นปล่อยไฟใต้ค้างคาไม่ได้ ย้ำมาเพื่อพัฒนา

    วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.39 น.

    “นายกฯ”ควง”วันนอร์-เกรียงไกร”มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก”เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” หวัง ปชช.เข้าใจเจตนารมณ์รัฐบาล ลั่นปล่อยให้เหตุการณ์อยู่แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ย้ำชัดมาช่วยทำงานไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

    17 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.10 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อประชุมร่วมกันส่วนราชการในพื้นที่ โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูล เลขาธิการ ศอ.บต. , พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 , พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ , นายวันมูฮะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 , พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก , พล.ร.อ.ไพรโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อุกฤษณ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าร่วมประชุม

    โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า พวกเราเดินทางมาที่ ศอ.บต.ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะมาพบปะเพื่อนข้าราชการที่มาปฎิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อยืนยันว่า ตนและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในหน่วยงานความมั่นคงทุกคนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมาก ในการแถลงนโยบาย รัฐบาลได้กำหนดการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นนโยบายที่สำคัญ ที่เราได้แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาถือว่ารัฐบาลนี้ได้มาบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบ ตนได้รับเกียรติจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตประธาน มาเป็นที่ประธานปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในความเหมาะสม และความอาวุโส ทำให้ตนคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ น่าจะเป็นจังหวะที่ดี ที่เราได้บุคลากรที่มีประสบการณ์ มีบารมี มีความชำนาญในพื้นที่มาเป็นเรี่ยวแรงของรัฐบาล

    นายกฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เราใช้หลักการ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาซึ่งเป็นการน้อมนำแนวทางการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งเราเชื่อว่า ด้วยแนวทางนี้จะสามารถนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับมาคืนสู่พื้นที่ชายแดนภาคใต้โดยเร็ว ทั้ง 3 คำเป็นคำง่ายๆ แต่มีความหมาย คำว่าเข้าใจ หมายถึง เราศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เข้าใจปัญหา เข้าใจพื้นที่ และเข้าใจวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ คำว่าเข้าถึง หมายถึง การลงพื้นที่อย่างจริงจังไปพบปะกับพี่น้องประชาชนไปรับรู้ รับทราบสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นต้องการ รับทราบปัญหา สร้างความเข้าใจในตัวพวกเขา เพื่อที่จะสร้างความไว้วางใจของพวกเขาที่มีต่อพวกเรา และการพัฒนา คือการแก้ไขปัญหาและการสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในบริบทของชุมชนที่เราเข้าไปบริหารจัดการ สุดท้ายเราต้องมาร่วมกันพัฒนาพื้นที่นี้ ให้เกิดความสงบสุข สันติสุข ความเจริญทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในพื้นที่ให้ได้ผลสัมฤทธิ์ ซึ่งหากเราได้ความร่วมมือจากประชาชนความไว้วางใจ และมั่นใจ เราจะสำเร็จผลตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ก็จะเกิดขึ้นได้โดยเร็ว

    นายกฯ กล่าวว่า ตนมาอัพเดทสถานการณ์ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพราะมีปัจจัยและปัญหาใหม่ๆ เข้ามา ทำให้เราต้องทบทวนความเข้าใจเสมอ ซึ่งเป็นประการด่านแรกที่เราต้องปรับให้ได้ ทั้งนี้ ตนได้ให้แนวทางข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในฐานะฝ่ายปกครอง ทำงานทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที ซึ่งสถานการณ์ในภาคใต้ขณะนี้ต้องอยู่กับโลก เพราะโลกมีปัญหาและเป็นปัญหาที่สามารถเกี่ยวโยง ทำให้เกิดผลกระทบกับ 5 จังหวัดของ ศอ.บต.คือ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ฉะนั้น เราต้องทันโลก ทันสมัย ทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา ขอให้หน่วยที่สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีได้ยึดถือหลักการนี้เป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อทำให้ภารกิจของ ศอ.บต.ได้บรรลุเป้าหมายต่อไป

    นายกฯ กล่าวว่า การที่เรามาประชุมในวันนี้ นอกเหนือจากปัญหาที่เป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงแล้ว ตนมาที่นี่ เพื่อยืนยันการสนับสนุน ศอ.บต.ที่เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ ซึ่งตนพร้อมที่จะรับฟังว่า มีสิ่งใดที่จะให้ ครม.และรัฐบาลให้การสนับสนุนเป้าหมายของ ศอ.บต.บ้าง และให้ความมั่นใจหน่วยงานความมั่นคง ที่ทำหน้าที่อย่างทุ่มเทในการดูแลชายแดนและความสงบ รวมถึงการสร้างความสันติสุขในพื้นที่ ซึ่งพวกเราทุกคนเต็มใจ ตั้งใจที่จะลงมาและคาดว่าสิ่งที่จะได้หารือวันในวันนี้ จะสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติ เพื่อที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศของเรา ทั้งนี้ ตนทราบมาว่า ไม่มีผู้บริหารระดับนายกฯ ลงมาประชุมกับ ศอ.บต.ตนก็รู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมกับท่านในการแก้ไขปัญหาในภูมิภาคนี้

    “เรามีผู้ทรงคุณวุฒิ มีบารมี อยู่ในพื้นที่ด้วยอย่างนายวันนอร์มาช่วยอีก 1 แรง และผมคิดว่าเราคงจะปล่อยให้เหตุการณ์มันอยู่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้เป็นอันขาด เรามีรองประวุฒิสภา ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่เข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี เรามาช่วยกันทำงาน ไม่ได้มาจ้องจับผิดใครหรือมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรที่ไหน เรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่เราต้ิงทำให้พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจเจตนารมณ์ของเรา และสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่นให้กับพวกเขาให้ได้” นายกฯ กล่าว

    นายกฯ กล่าวว่า ทุกภารกิจที่ลงพื้นที่ ล้วนมุ่งหวังให้ชายแดนใต้ เป็นโอกาสของประเทศไทย เป็นโอกาสของประชาชนทุกกลุ่มทั้งชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธ และต้องพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีศักยภาพในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ รวมถึงยกระดับเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถมีรายได้ที่มั่นคง ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    นายกฯ กล่าวว่า บทความที่ได้อ่านเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อพี่น้องชาวมุสลิม โดยชี้ว่า ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงาน แคชเชียร์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือแรงงานบริการต่างๆ ต่างมีความสัมพันธ์ที่ดี มีรอยยิ้มและความเชื่อใจต่อกัน แต่เมื่อบุคคลเดียวกันกลับไปอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ กลับถูกมองต่างออกไป ราวกับเป็น คนอีกกลุ่มหนึ่ง เราต้องถอดอคติที่มีต่อสภาพแวดล้อม ไม่ใช่อคติต่อคน แต่บางครั้งเรามองว่าพื้นที่นี้ไม่มีความสงบ และเหมารวมว่าคนในพื้นที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบ ซึ่งไม่ใช่

    นายอนุทิน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาต้องมุ่งแก้ที่ต้นเหตุอย่างตรงจุดไม่เหมารวมประชาชน โดยเชื่อว่าทุกคนในพื้นที่ล้วนต้องการความสงบสุขและสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพคือ ความยุติธรรม จากการศึกษาประวัติศาสตร์ พบว่าความต้องการหลักของประชาชนในพื้นที่ คือความเป็นธรรม แม้ในบางช่วงจะมีแนวคิดหรือการแสดงออกที่เกินกรอบอุดมการณ์ แต่หากรัฐสามารถสร้างความเข้าใจ และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ก็จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/958989&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qcjQ5cdztUHElyrH9t1hV

  • พาไป MixC World เซินเจิ้น ห้าง Outdoor สุดชิคในจีน

    พาไป MixC World เซินเจิ้น ห้าง Outdoor สุดชิคในจีน

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/0rZan71k6D7d&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14QJLuUFCYrI_gdsCvB8ty

  • นายกฯ เปิดสงกรานต์วันไหลบางเบิด ชูท่องเที่ยวชุมพร อวยพรปีใหม่ไทย | TOPNEWS

    นายกฯ เปิดสงกรานต์วันไหลบางเบิด ชูท่องเที่ยวชุมพร อวยพรปีใหม่ไทย | TOPNEWS

    นายกฯ เปิดสงกรานต์วันไหลบางเบิด ชูท่องเที่ยวชุมพร อวยพรปีใหม่ไทย

    • เผยแพร่ : 17/04/2026 22:51

    วันที่ 17 เม.ย. 2569 ที่บริเวณชายหาดบางเบิด อ.ปะทิว จ.ชุมพร อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอปะทิว (วันไหลบางเบิด) ประจำปี 2569 ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกว่า 10,000 คน พร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก สะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวของพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เต็มไปด้วยภารกิจหนัก เมื่อได้มายืนที่ชายหาดบางเบิด รู้สึกชื่นใจและอบอุ่นใจอย่างยิ่ง พร้อมชื่นชมเสน่ห์ของจังหวัดชุมพรที่ยังคงความสงบเรียบง่าย ธรรมชาติสวยงาม และรอยยิ้มของประชาชน ซึ่งเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในฐานะกลไกเศรษฐกิจและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น

    พร้อมกันนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ให้คุ้มครองประชาชนชาวชุมพร ชาวประจวบคีรีขันธ์ และชาวไทยทุกคน ให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง และประสบความสำเร็จในชีวิต ขณะที่ทางท้องถิ่นย้ำว่า “วันไหลบางเบิด” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    พิสิษฐ์ รื่นเกษม ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ประจวบคีรีขันธ์

    5

    3

    ไฟลามทุ่งปากพนัง ลมแรงซ้ำเติม ลุกไหม้วงกว้าง

    ผู้นำเจอทางลงจนได้ “ทรัมป์” ดีใจเต็มขั้น รมว.ต่างประเทศ อิหร่าน แจ้งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอน ทำข้อตกลงหยุดยิง 10 วัน

    หาดใหญ่ลุยกวาดล้างรถซิ่งสงกรานต์ ยึดกว่า 150 คัน สั่งแก้ไขสภาพก่อนรับคืน

    รมว.พม มอบสัญญาเช่าที่ดินการรถไฟ ให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟความเร็วสูง

    รมว.พม ลงพื้นที่โคราช ตรวจเยี่ยมงานสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง มอบงบ–วีลแชร์–ถุงยังชีพ ย้ำยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    “นายกน้ำพุ” ลุยตั้งด่านคุมเข้มความปลอดภัยสงกรานต์มาบไผ่ ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์ตามนโยบายจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1550295&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L47Nk5EPdeWNBS8OOTSfF