Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘รมว.ประเสริฐ’ ร่วมคณะนายกฯ ตรวจราชการ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมสร้างความเข้าใจ ยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    ‘รมว.ประเสริฐ’ ร่วมคณะนายกฯ ตรวจราชการ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมสร้างความเข้าใจ ยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    ‘รมว.ประเสริฐ’ ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการสามจังหวัดชายแดนใต้ พร้อมสร้างความเข้าใจ ยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    วันนี้ (17 เมษายน 2569) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปยังสนามบินนราธิวาส เพื่อตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดชุมพร

    รมว.ศธ. กล่าวว่า การร่วมคณะนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ การได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็จะได้ไปดูว่ากระทรวงจะช่วยส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษา รวมทั้งเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

    “ส่วนกรณีที่สมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ รวมทั้งสถาบันศึกษาปอเนาะ และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ที่มีข้อเรียกร้องให้ย้ายฝ่ายความมั่นคงนั้น จริง ๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาของสถาบันศึกษาปอเนาะ-ตาดีกา ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ก็ได้กำกับดูแลสถาบันศึกษาปอเนาะ-ตาดีกาอยู่แล้ว พร้อมมีการตั้งคณะกรรมการร่วมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 5 อำเภอของสงขลา) จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และมีหน่วยงาน สช.ระดับจังหวัด และ สช.ระดับอำเภอ บูรณาการการดำเนินงานและประสานการทำงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ วันนี้จึงถือโอกาสเดินทางลงพื้นที่เพื่อมาดูและรับฟังประเด็นต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการศึกษาในพื้นที่ต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

    ประเสริฐ กระทรวงศึกษาธิการประเสริฐ กระทรวงศึกษาธิการประเสริฐ กระทรวงศึกษาธิการประเสริฐ กระทรวงศึกษาธิการ

    ที่มา : ศธ.360 องศา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/WhieY4vEF&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_th2BkSk3RxDM-vAdn5xn

  • อินเทล ปรับโฉมพีซี เปิดโปรเซสเซอร์ คอร์ซีรีส์ 3

    อินเทล ปรับโฉมพีซี เปิดโปรเซสเซอร์ คอร์ซีรีส์ 3

    อินเทลพลิกโฉมพีซีระดับเริ่มต้น ชูขุมพลัง AI

    อินเทล ปฏิวัติวงการพีซีอีกครั้ง ด้วยโปรเซสเซอร์โมบายล์รุ่นใหม่ล่าสุด Intel Core™ Series 3 ที่ต้องการสร้างประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์สำหรับกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป (Value Buyers ภาคการศึกษา , ธุรกิจขนาดเล็ก และอุปกรณ์ Edge ด้วยจุดเด่นที่ประสิทธิภาพในการประมวลผล แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน และความพร้อมในการรองรับระบบ AI ในระดับราคาที่เข้าถึงง่าย

    นวัตกรรมเพื่อความคุ้มค่าบนสถาปัตยกรรมใหม่

    Intel Core Series 3 พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของเทคโนโลยีเดียวกับ Intel Core Ultra Series 3 (รหัสเดิม Panther Lake) โดยใช้กระบวนการผลิตระดับ Intel 18A  เป็นเทคโนโลยีโหนดโลจิกที่ล้ำสมัยที่สุดที่พัฒนาและผลิตในสหรัฐอเมริกา

    Josh Newman รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Consumer PC ของ Intel กล่าวว่า ในยุคที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น Intel Core Series 3 จะช่วยยกระดับคอมพิวเตอร์กลุ่มคุ้มค่าให้สูงขึ้น ด้วยประสิทธิภาพ AI ที่เพิ่มขึ้นและตัวเลือกที่หลากหลายจากพาร์ทเนอร์กว่า 70 ดีไซน์ที่จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้

    ไฮไลท์สำคัญ ประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดด

    สำหรับผู้ใช้งานที่ถือคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า (อายุประมาณ 5 ปี) การอัปเกรดมาใช้ Core Series 3 จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ด้วยประสิทธิภาพการประมวลผล: แรงขึ้นสูงสุด 47% (Single-thread) และ 41% (Multi-thread) ขุมพลัง AI: ประสิทธิภาพ GPU AI ดีขึ้นถึง 2.8 เท่าการเชื่อมต่อ รองรับเทคโนโลยีล่าสุดทั้ง Thunderbolt™ 4Wi-Fi 7 (R2) และ Bluetooth® 6ครั้งแรกของ Hybrid AI ในรุ่นเริ่มต้น

    Intel Core Series 3 เป็นโปรเซสเซอร์รุ่นแรกในตระกูล Core Series (ไม่ใช่ Ultra) ที่รองรับเวิร์กโหลด AI แบบไฮบริด โดยให้พลังประมวลผลรวม (Platform TOPS) สูงสุดถึง 40 TOPS นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Core 7 150Uทำงานด้าน Productivity และการสร้างสรรค์คอนเทนต์เร็วขึ้นสูงสุด 2.1 เท่าประหยัดพลังงานในส่วนโปรเซสเซอร์ลงสูงสุดถึง 64% ช่วยให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน

    นอกจากแล็ปท็อปแล้ว Intel ยังนำ Core Series 3 ไปใช้ในอุปกรณ์ Edge เช่น หุ่นยนต์, อาคารอัจฉริยะ และเครื่องชำระเงิน (POS) โดยผลการทดสอบพบว่า Intel Core 7 350 ให้ประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่งอย่าง Nvidia Jetson Orin Nano ในหลายด้าน ตรวจจับวัตถุ (Object Detection) เร็วขึ้น 1.5 เท่า จำแนกรูปภาพ (Image Classification) เร็วขึ้น 1.9 เท่า วิเคราะห์วิดีโอ (Video Analytics) สูงสุดถึง 2.2 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/intel-revolutionizes-pc-world-launch-core-series-3&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ayDIe1goAmvh2zOS4LqaR

  • ราศีกันย์! งานพุ่งสร้างชื่อเสียง เงินไหลเข้าไม่หยุด ระวังโดนหลอก

    ราศีกันย์! งานพุ่งสร้างชื่อเสียง เงินไหลเข้าไม่หยุด ระวังโดนหลอก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/horoscope/141754&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30Olyu8l8nXh3bg5-jekRu

  • สงกรานต์ดันเที่ยวบินสุราษฎร์ฯคึกคัก ผู้โดยสารกว่า 23,000 คน | เดลินิวส์

    สงกรานต์ดันเที่ยวบินสุราษฎร์ฯคึกคัก ผู้โดยสารกว่า 23,000 คน | เดลินิวส์

    นายเกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยภาพรวมเศรษฐกิจช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ว่า บรรยากาศในพื้นที่คึกคักกว่าปีก่อน จากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน จัดงานมหาสงกรานต์ต่อเนื่องตลอด 4 วัน ในเขตตัวเมือง ริมแม่น้ำตาปี ตั้งแต่โค้งท่าปลาวาฬ ศาลหลักเมือง สะพานนริศ ไปจนถึงย่านเมืองเก่าและตรอกจุฬา ทำประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจกรรมช่วงกลางคืนที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวัน ส่งผลให้พฤติกรรมการเล่นน้ำเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ขณะที่โรงแรมและที่พักมีอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ทำให้ผู้ประกอบการทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม มียอดขายเพิ่มขึ้นราว 10–20% อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้กำไรไม่ได้เพิ่มตามยอดขายมากนัก

    นายเกษียร ระบุว่า จุดเด่นสำคัญของปีนี้คือการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบนบก เช่น ป่าต้นน้ำบ้านน้ำราด และคลองร้อยสาย ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงความแออัดและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล สำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนในพื้นที่และผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล รวมถึงนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียง ขณะที่ชาวต่างชาติเป็นกลุ่มที่เดินทางมาอยู่แล้ว และร่วมกิจกรรมในช่วงที่พำนักในตัวเมือง

    อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยลบที่ต้องจับตา ทั้งสภาพอากาศร้อนจัด การจราจรติดขัด ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงเหตุทะเลาะวิวาทในคืนสุดท้าย ซึ่งแม้เจ้าหน้าที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของงาน

    ประธานหอการค้าฯ ยังสะท้อนแนวโน้มหลังสงกรานต์ว่า การท่องเที่ยวอาจชะลอลง เนื่องจากประชาชนใช้จ่ายสูงในช่วงเทศกาล และเข้าสู่ช่วงเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคม พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว มาตรการลดหย่อนภาษี และการควบคุมต้นทุนการเดินทาง โดยเฉพาะค่าตั๋วเครื่องบินและการเดินทางข้ามเกาะ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตามข่าวรายงานว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ระหว่างวันที่ 11 -15 เมษายน 2569 รวม 5 วัน ท่าอากาศยานนานาชาติสุราษฎร์ธานี มีจำนวนเที่ยวบินเข้า-ออก รวม 170 เที่ยว ผู้โดยสาร รวม 23,360 คน แยกเป็นผู้โดยสารขาเข้า 11,883 คน ขาออก 11,477 คน โดยสถิติเที่ยวบินมากที่สุดคือวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 จำนวน 40 เที่ยว ผู้โดยสาร 5,575 คน เป็นผู้โดยสารประชาชนและนักท่องเที่ยวขาเข้าสุราษฎร์ธานี 3,105 คนและเป็นสถิติผู้โดยสารขาเข้าสูงที่สุด 89.82% ซึ่งยังไม่รวมท่าอากาศยานสมุย ที่มีเที่ยวบินเข้า-ออก วันละกว่า 100 เที่ยว ผู้โดยสารวันละกว่า 10,000 คน รวม 5 วันประมาณ 50,000 คน ซึ่งกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวไทย เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 (เบื้องต้น) จ.สุราษฎร์ธานี มีผู้เยี่ยมเยือนสูง 1 ใน 10 จังหวัดแรกของประเทศและเป็นอันดับ 2 ของภาคใต้รองจาก จ.ภูเก็ต รวม 1,518,364 คน เพิ่มขึ้น 5.49 % ขณะเดียวกันเป็นจังหวัดที่มีรายได้สูงสุดอันดับ 4 ของประเทศจากกรุงเทพฯ , ภูเก็ต , ชลบุรี , สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ตามลำดับ จำนวน 25,450.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.20% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5790538/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VUzBfYAkATxMbZnrymXxu

  • ‘เยอรมนี’ เปลี่ยนเหมืองเก่า เป็นทะเลสาบเทียม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ‘เยอรมนี’ เปลี่ยนเหมืองเก่า เป็นทะเลสาบเทียม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    “เยอรมนี” เปิดตัว “โครงการ Lusatian Lakeland” เปลี่ยนพื้นที่เหมืองถ่านหินเก่า ให้กลายเป็นทะเลสาบเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติและกลายเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2026

    โครงการแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างกรุงเบอร์ลินและเมืองเดรสเดน ครอบคลุมเขตในรัฐบรันเดินบวร์คและรัฐแซกโซนี ประกอบด้วยทะเลสาบที่สร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ถึง 23 แห่ง มีพื้นที่ผิวน้ำรวมประมาณ 87,500 ไร่ โดยจะเชื่อมต่อทะเลสาบ 10 แห่งเข้าด้วยกันผ่านระบบคลอง เพื่อสร้างพื้นที่ทางน้ำที่สามารถล่องเรือต่อเนื่องกันได้รวมกว่า 43,750 ไร่ ซึ่งปัจจุบันมีคลองสร้างเสร็จแล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 6 แห่ง

    ในอดีตสมัยสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (GDR) ภูมิภาคลูเซเซีย เคยเป็นแหล่งขุดเจาะถ่านหินลิกไนต์ที่สำคัญ โดยมีการขุดถ่านหินขึ้นมามากกว่า 2,000 ล้านตันจากระดับความลึกกว่า 60 เมตร ซึ่งการทำเหมืองแบบเปิดได้ทิ้งหลุมขนาดมหึมาไว้บนพื้นดิน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ทางการจึงเริ่มฟื้นฟูพื้นที่ตั้งแต่ปี 1967 ด้วยการเปลี่ยนเหมืองให้เป็นทะเลสาบ 

    เดิมทีภูมิภาคลูเซเซีย แทบไม่มีทะเลสาบตามธรรมชาติเลย เนื่องจากสภาพดินเป็นกรวดและทรายที่น้ำซึมผ่านได้ง่าย การสร้างทะเลสาบเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนการเนรมิตระบบนิเวศใหม่ขึ้นมาทั้งหมด ด้วยฝีมือมนุษย์และวิศวกรรมที่ชาญฉลาด

    การเติมน้ำในหลุมเหมืองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติจากน้ำฝนและน้ำบาดาลเพียงอย่างเดียว อาจต้องใช้เวลานานถึง 80-100 ปี วิศวกรจึงต้องใช้วิธีผันน้ำจากแม่น้ำใกล้เคียง เช่น แม่น้ำนือซา, ชเปร และแบล็กเอ็ลเบอ เข้ามาเติมอย่างเป็นระบบเพื่อให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น

    ‘เยอรมนี’ เปลี่ยนเหมืองเก่า เป็นทะเลสาบเทียม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว “Lusatian Lakeland” ทะเลสาบเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
    เครดิตภาพ: Lausitzer und Mitteldeutsche Bergbau-Verwaltungsgesellschaft mbH / Steffen Rasche

    โครงการนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัท LMBV บริษัทของรัฐบาลกลางที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เพื่อทำหน้าที่ฟื้นฟูและเติมน้ำในเหมืองเปิด 19 แห่งในภูมิภาคนี้ ดร. อูเว สไตน์ฮูเบอร์ โฆษกของ LMBV กล่าว “กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลาดำเนินการยาวนานถึงสองชั่วอายุคน หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ”

    นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการกับน้ำในเหมืองที่มีสภาพเป็นกรดสูงและมีแร่ธาตุปนเปื้อน ดังนั้นจึงต้องผันน้ำจากแม่น้ำที่มีสภาพเป็นกลางเข้ามาช่วยป้องกันไม่ให้น้ำในทะเลสาบมีความเป็นกรดเกินไป รวมถึงต้องมีการเสริมความแข็งแรงของคันกั้นน้ำอย่างระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

    งบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้ถือว่ามหาศาล เฉพาะในภูมิภาคลูเซเซีย เพียงแห่งเดียวมีการลงทุนไปแล้วประมาณ 7,420 ล้านดอลลาร์ หากรวมพื้นที่เหมืองทั้งหมดในเยอรมนีตอนกลางจะต้องใช้งบประมาณมูลค่าสูงถึง 14,630 ล้านดอลลาร์ โดย 75% ของงบประมาณทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ส่วนที่เหลือมาจากรัฐบาลท้องถิ่น

    ดร.สไตน์ฮูเบอร์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การสร้างและจัดการทะเลสาบให้ปลอดภัยเพียงแห่งเดียวมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 212-636 ล้านดอลลาร์  และมีการประเมินว่าในช่วง 25 ปีข้างหน้า ยังต้องใช้งบประมาณอีกราว 5,090 ล้านดอลลาร์ เพื่อดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ให้เสร็จสิ้น

    ‘เยอรมนี’ เปลี่ยนเหมืองเก่า เป็นทะเลสาบเทียม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว “Lusatian Lakeland” ทะเลสาบเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
    เครดิตภาพ: Kathrin Winkler // Lausitz Lake District Tourism Association 

    ทะเลสาบเซดลิตซ์ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่สำคัญของโครงการนี้ โดยมีพื้นที่ประมาณ 8,750 ไร่ เนื่องจากทะเลสาบแห่งนี้มีกำหนดจะเปิดให้ทำกิจกรรมทางน้ำได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2026 ซึ่งจะกลายเป็นทะเลสาบเพื่อการนันทนาการที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาทะเลสาบทั้งหมดของลูเซเซีย แต่ก่อนการเปิดใช้งาน วิศวกรต้องจัดกำจัดซากไม้ที่ตายแล้วกว่า 1,250 ไร่ที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำให้สำเร็จก่อน

    ส่วนทะเลสาบเซดลิตซ์ ที่แปรสภาพมาจากเหมืองอิลเซ-ออสท์ที่เลิกใช้งานไปตั้งแต่ปี 1980 เพิ่งมีระดับน้ำถึงเกณฑ์เป้าหมายในปี 2025 หลังจากผ่านการปรับสภาพชายฝั่งและสร้างเขื่อนมายาวนานหลายทศวรรษ

    ตามกำหนดแล้ววันที่ 29 มิถุนายน 2026 นี้ จะเป็นวันที่ทะเลสาบหลัก 5 แห่ง ได้แก่ เซนเฟนเบิร์ก, ไกเออร์สวัลด์, พาร์ทวิตซ์, เซดลิทซ์ และกรอสเรเชน จะเชื่อมต่อกันด้วยคลองเดินเรือ ซึ่งจะทำให้เกิดโครงข่ายทะเลสาบต่อเนื่องกันขนาดประมาณ 31,250 ไร่ และมีเส้นทางเดินเรือรวมยาวถึง 50 กิโลเมตร

    แคทรีน วิงค์เลอร์ ผู้อำนวยการสมาคมการท่องเที่ยว Lusatian Lakeland กล่าวว่า “ภูมิทัศน์ทางน้ำที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกำลังเป็นรูปเป็นร่าง การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวทางน้ำในภูมิภาคต่อไป”

    วิงค์เลอร์ระบุว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าโครงการตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องพัฒนาการเดินเรือโดยสาร การเพิ่มท่าเทียบเรือ และขยายศักยภาพที่พัก เพื่อยกระดับให้พื้นที่นี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวครบวงจร ตั้งแต่การปั่นจักรยาน กีฬาทางน้ำ ไปจนถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรม

    แม้โครงการจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่ในตอนนี้ก็มีการจองห้องพักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2025 มียอดค้างคืนในภูมิภาคนี้ถึง 800,000 คืน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐเช็กมีพิ่มขึ้น 12.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และตั้งเป้าจะเพิ่มยอดการค้างคืนเป็น 1.5 ล้านคืนต่อปีในระยะยาว

    โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ต่อนักท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลดีอย่างมากต่อคนในพื้นที่ด้วย วิงค์เลอร์ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงผลประโยชน์ทางสังคมว่า

    “ประชากรในท้องถิ่นได้รับประโยชน์ในหลายด้าน การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวช่วยสร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม และการพักผ่อน รวมถึงสำหรับอดีตคนงานเหมืองและครอบครัวของพวกเขาด้วย”

    นอกจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ทะเลสาบเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นอ่างเก็บน้ำ ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญอย่าง แม่น้ำชเปรและแบล็กเอ็ลเบอ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดสภาวะภัยแล้งในภูมิภาค เพื่อรักษาเสถียรภาพทางนิเวศวิทยา

    วิงค์เลอร์เชื่อว่าการผสมผสานระหว่างการฟื้นฟูเหมือง การออกแบบภูมิทัศน์ที่ยั่งยืน และการพัฒนาการท่องเที่ยว จะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ภูมิภาคอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอุตสาหกรรมแบบเดียวกัน โดยในปัจจุบันมีการจัดเวิร์กช็อปและกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้กับพันธมิตรนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำบทเรียนความสำเร็จนี้ไปประยุกต์ใช้ในระดับสากล สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการพื้นที่หลังการทำเหมืองสามารถทำได้จริงหากมีการวางแผนที่ยั่งยืน

    อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้ยังไม่จบสิ้นลงง่าย ๆ เนื่องจากเหมืองที่ยังเปิดทำการอยู่ในปัจจุบันมีแผนจะปิดตัวลงในช่วงปี 2030-2038 ซึ่งหมายความว่าในอนาคตจะมีพื้นที่เหมืองขนาดใหญ่อีกหลายแห่งที่รอการเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นทะเลสาบเพิ่มเติม เพื่อขยายอาณาจักรทางน้ำแห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก

    ที่มา: Eco Hub MapEuro NewsSecret Berlin

    ‘เยอรมนี’ เปลี่ยนเหมืองเก่า เป็นทะเลสาบเทียม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว “Lusatian Lakeland” ทะเลสาบเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
    เครดิตภาพ: Peter Radke // Lausitzer Seenland Tourism Association

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1229970&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WgpDR6p7InHcor61ZlVCI

  • ททท.ปลุกอ่าวไทย! ดัน “ปราณบุรี-หัวหิน” สปอร์ตทัวริซึม เปิดเทศกาลเซิร์ฟสุดมัน

    ททท.ปลุกอ่าวไทย! ดัน “ปราณบุรี-หัวหิน” สปอร์ตทัวริซึม เปิดเทศกาลเซิร์ฟสุดมัน

    ภูมิภาค

    ททท.ปลุกอ่าวไทย! ดัน “ปราณบุรี-หัวหิน” สปอร์ตทัวริซึม เปิดเทศกาลเซิร์ฟสุดมัน

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.51 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ประจวบคีรีขันธ์คึกคัก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ เปิดงาน “Amazing Prachuap Surf & Wind Festival 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ผลักดัน “ปราณบุรี-หัวหิน” สู่จุดหมายปลายทางด้านกีฬาและไลฟ์สไตล์ระดับสากล รับกระแสท่องเที่ยวซัมเมอร์

    เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 บริเวณชายหาดปากน้ำปราณ–เขากะโหลก อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ จัดเทศกาลกีฬาทางน้ำครั้งแรกของพื้นที่ ระหว่างวันที่ 17–18 เมษายน ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลที่คึกคัก โดยมีนายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ พร้อมหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม

    นายอิษฎา เสาวรส ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า งานดังกล่าวมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่นิยมกิจกรรมกลางแจ้งและแนวผจญภัย อีกทั้งช่วยกระตุ้นการเดินทาง การพักค้างคืน และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดงและสาธิตกีฬาทางน้ำ เช่น ไคต์เซิร์ฟ วิงฟอยล์ และเซิร์ฟบอร์ด จากนักกีฬาและผู้ฝึกสอนมืออาชีพ รวมถึงโซนทดลองเล่นสำหรับผู้เริ่มต้น ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปแนะนำอุปกรณ์และหลักความปลอดภัย

    นอกจากนี้ ยังมีโซนไลฟ์สไตล์ รวมร้านค้า อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าชุมชน ตลอดจนโปรโมชั่นพิเศษ มอบสิทธิ์ทดลองเล่นกีฬาทางน้ำฟรีสำหรับผู้เข้าร่วมตามเงื่อนไข ปิดท้ายด้วยบรรยากาศดนตรีจากดีเจริมชายหาด สร้างสีสันให้ชายหาดปราณบุรีในช่วงเย็นอย่างคึกคัก
    ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เป็นศูนย์กลางกีฬาทางน้ำของอ่าวไทย และต่อยอดสู่เครือข่ายชุมชนกีฬาทางน้ำในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473016&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1517tR7ty-vWUiW0zZwhbR

  • กมธ.พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันฯ หนุน “หอเฉลิมพระเกียรติฯ นครพนม” ผลักดันสู่แหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    กมธ.พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันฯ หนุน “หอเฉลิมพระเกียรติฯ นครพนม” ผลักดันสู่แหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ คนที่ 1 นำคณะสมาชิกวุฒิสภา อาทิ นายธนภัทร ตวงวิไล ดร.มยุรี โพธิแสน และ ดร.สากล ภูลศิริกุล ลงพื้นที่รับฟังบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูล

    สำหรับพื้นที่หอเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ ถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมทหารชายแดนบริเวณอ่างเก็บน้ำหนองหญ้า และทรงประทับแรม ณ พื้นที่ดังกล่าว สร้างความปลาบปลื้มแก่พสกนิกรในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง

    นายชวลิต เปิดเผยว่า พื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองหญ้า ยังมีความสำคัญในระดับนานาชาติ เนื่องจากมีบุคคลสำคัญของโลกเกี่ยวข้องถึง 2 ท่าน ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และนายโฮจิมินห์ อดีตประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม ซึ่งเคยมาพำนักพิงในประเทศไทย โดยในแต่ละปีจะมีการจัดงานรำลึกและมีสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม หอเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งก่อสร้างมาแล้วกว่า 20 ปี ยังขาดการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากได้รับงบประมาณสนับสนุนเพียงบางส่วน นายชวลิตจึงเสนอให้มีการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็น “อุทยานเชิงประวัติศาสตร์” อย่างครบวงจร

    ด้าน พล.ต.ท.บุญจันทร์ ระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญกับข้อเสนอดังกล่าว และเตรียมประสานผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บท รวมถึงเตรียมเชิญนายชวลิตเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ขณะที่ ดร.สากล ภูลศิริกุล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่าสถานที่มีศักยภาพสูง แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนา ทั้งด้านการปรับปรุงภูมิทัศน์ การดูแลความสะอาด และการส่งเสริมภาพลักษณ์ โดยคณะกรรมาธิการฯ พร้อมสนับสนุนและผลักดันงบประมาณอย่างเต็มที่

    สำหรับหอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนหอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งจัดแสดงพระบรมสาทิสลักษณ์พระมหากษัตริย์ไทยแห่งราชวงศ์จักรีทั้ง 10 พระองค์ และพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดนครพนม รวมถึงโรงภาพยนตร์และนิทรรศการชาติพันธุ์ ส่วนที่สองคือพิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืดแม่น้ำโขง และส่วนที่สามอยู่ระหว่างการก่อสร้างเป็นอาคารท้องฟ้าจำลองและหอดูดาว การผลักดันครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครพนม เพื่อสืบสานพระราชปณิธานและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5791867/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TBcALenxLZtPW0wmV9uj7

  • ไฟป่าเชียงรายไม่ได้กระทบแค่การหายใจ แต่กำลังกัดเซาะคุณภาพกาแฟอาราบิก้าไทยในเวทีการแข่งขันระดับสากล

    ไฟป่าเชียงรายไม่ได้กระทบแค่การหายใจ แต่กำลังกัดเซาะคุณภาพกาแฟอาราบิก้าไทยในเวทีการแข่งขันระดับสากล

    เมื่อควันไม่หยุดอยู่แค่บนดอย ปางขอนจึงต้องปกป้องป่าราวกับกำลังปกป้องอนาคตของกาแฟเชียงราย

    เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่หลายพื้นที่กำลังค่อย ๆ วางขันน้ำและปิดฉากเทศกาลสงกรานต์ ภาพอีกด้านหนึ่งของเชียงรายกลับเป็นภาพที่เงียบกว่าและหนักกว่ามาก บนไหล่เขารอบบ้านปางขอน ผู้คนในชุมชนยังต้องเดินขึ้นแนวป่า ถือมีด ถือจอบ ช่วยกันถางหญ้า เก็บใบไม้แห้ง และทำแนวกันไฟแบบที่ทำซ้ำแทบทุกปีโดยไม่มีใครต้องประกาศเรียก เพราะสำหรับคนที่อยู่กับป่า เรื่องนี้ไม่ใช่งานอาสาเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นงานที่ต้องทำเพื่อรักษาต้นน้ำ หน้าดิน และเงื่อนไขของชีวิตทั้งหมู่บ้านไว้พร้อมกัน ข้อความสะท้อนจากชุมชนที่ผู้ใช้จัดเตรียมมาเล่าตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ปางขอนกำลังปกป้องไม่ใช่เพียงต้นไม้ หากรวมถึงกาแฟที่เติบโตอยู่ใต้ร่มไม้ของป่าเดียวกัน และระบบธรรมชาติที่ทำให้พืชเศรษฐกิจสำคัญนี้ยังคงมีคุณภาพอยู่ได้ในระยะยาว

    ภาพนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อประกบกับข้อมูลทางการด้านคุณภาพอากาศ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า วันที่ 17 เมษายน 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัดภาคเหนืออยู่ระหว่าง 63.1 ถึง 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเชียงรายมีค่าฝุ่นที่อำเภอเมือง 127.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สาย 127.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเชียงของ 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งล้วนสูงกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างมาก และถูกจัดอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน

    เมื่อฝุ่นขึ้นไปถึงระดับนี้ การพูดถึงไฟป่าในเชียงรายจึงไม่อาจหยุดอยู่แค่เรื่องหมอกควันหรือการมองเห็นบนท้องถนน แต่ต้องขยับไปสู่คำถามที่ลึกกว่า ว่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมกำลังกัดเซาะฐานเศรษฐกิจของชุมชนบนดอยไปพร้อมกันหรือไม่ โดยเฉพาะชุมชนที่มีรายได้หลักพึ่งพากาแฟคุณภาพสูงอย่างปางขอน เพราะสิ่งที่ทำให้กาแฟพิเศษมีมูลค่า ไม่ได้อยู่ที่เมล็ดอย่างเดียว แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อมของแหล่งปลูก ความชุ่มชื้นของดิน เงาของไม้ใหญ่ และสมดุลทางธรรมชาติรอบแปลง หากป่าเสียสมดุลหรือถูกไฟลุกลามบ่อยขึ้น ผลกระทบที่ตามมาอาจยาวไกลกว่าฤดูฝุ่นหนึ่งฤดูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    กาแฟปางขอนไม่ได้โตจากฝีมือเกษตรกรอย่างเดียว แต่โตจากป่าที่ยังสมบูรณ์

    ในเชิงวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้ภาพที่ชัดเจนว่า กาแฟอาราบิก้าเหมาะกับพื้นที่สูง อากาศเย็น และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพผลผลิต โดยศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและการจัดการห่วงโซ่คุณค่ากาแฟของมหาวิทยาลัยระบุว่า กาแฟอาราบิก้านิยมปลูกในจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน เพราะสภาพแวดล้อมที่เย็นสดชื่นทำให้เกิดกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติกลมกล่อม และมีคุณภาพเหมาะต่อการพัฒนาเป็นกาแฟมูลค่าสูง นอกจากนี้ศูนย์ดังกล่าวยังวางบทบาทตัวเองเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านกาแฟ เพื่อเชื่อมเครือข่ายทั้งห่วงโซ่คุณค่าอย่างครบวงจร

    ความหมายของข้อมูลนี้ในบริบทปางขอนคือ กาแฟไม่ใช่เพียงพืชปลูกขาย แต่เป็นผลผลิตที่พึ่งพาระบบนิเวศโดยตรง และชุมชนเองก็เข้าใจความจริงข้อนี้ดีจากประสบการณ์ของตัวเอง ข้อความในข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มาระบุชัดว่า กาแฟของปางขอนเติบโตอยู่ใต้ร่มไม้ของป่า อาศัยความชุ่มชื้นจากดิน เงาจากต้นไม้ใหญ่ และความสมบูรณ์ของธรรมชาติรอบตัว การดูแลกาแฟจึงไม่เคยแยกจากการดูแลป่า นี่คือถ้อยคำที่แม้เกิดจากการเล่าของชุมชน แต่สอดรับโดยตรงกับหลักวิชาการด้านการปลูกกาแฟคุณภาพสูง และทำให้เห็นว่าความรู้ของเกษตรกรกับความรู้ของมหาวิทยาลัยกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือป่าที่ดีคือเงื่อนไขสำคัญของกาแฟที่ดี

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงยังมีความสัมพันธ์กับเครือข่ายกาแฟปางขอนต่อเนื่อง เว็บไซต์ Coffee Hub of Knowledge ของมหาวิทยาลัยระบุว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2567 มีการลงพื้นที่การผลิตกาแฟปางขอนร่วมกับเกษตรกรในเครือข่ายและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อหารือประเด็นการจัดการแปลงและการพัฒนากาแฟอะราบิก้าและโรบัสต้า ขณะที่อีกกิจกรรมหนึ่งของมหาวิทยาลัยยังระบุการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปกาแฟและการพัฒนารสชาติร่วมกับ ดร.อมร โอวาทวรกิจ และเครือข่ายเกษตรกรกาแฟปางขอนด้วย

    ดังนั้น เมื่อชุมชนปางขอนพูดว่าการดูแลป่ากับการดูแลกาแฟเป็นเรื่องเดียวกัน ประโยคนี้จึงไม่ใช่เพียงภาษาสวยงามของชุมชน แต่คือข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับทั้งองค์ความรู้ภาควิชาการและกระบวนการพัฒนาผลผลิตที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และนั่นทำให้ไฟป่ากลายเป็นภัยที่อาจกระทบ “คุณภาพ” ของเศรษฐกิจชุมชน ไม่ใช่แค่กระทบ “ปริมาณ” ของพื้นที่ป่าเท่านั้น

    งานวิจัยลงจากห้องแล็บสู่ไร่กาแฟ เพราะตลาดโลกไม่ได้แข่งกันแค่ปริมาณอีกต่อไป

    อีกประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญขึ้น คือภาควิทยาศาสตร์เองกำลังเดินเข้าไปในพื้นที่ปลูกอย่างจริงจัง ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบระบุว่า นักวิจัยซินโครตรอนลงพื้นที่หมู่บ้านปางขอนร่วมกับ ดร.อมร โอวาทวรกิจ หัวหน้ากลุ่มวิจัยพัฒนากาแฟคุณภาพ และกลุ่มงานกาแฟ สถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อหารือความร่วมมือในการพัฒนากาแฟอาราบิก้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนเผยแพร่ผ่านช่องทางทางการของหน่วยงานเช่นกันว่า นักวิจัยได้ออกจากแล็บไปลงไร่กาแฟที่ปางขอน เพื่อเชื่อมงานวิจัยกับกระบวนการผลิตจริงของชุมชน โดยมีจุดหมายชัดในการยกระดับศักยภาพกาแฟไทยในเวทีสากล

    สิ่งนี้สะท้อนภาพใหม่ของเกษตรกรรมเชียงรายอย่างชัดเจนว่า กาแฟไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตพื้นถิ่นอีกต่อไป แต่กำลังถูกมองเป็นสินค้าคุณภาพสูงที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ การแปรรูป และความเข้าใจเชิงลึกเรื่องต้นทางการผลิต ตลาดกาแฟพิเศษในปัจจุบันให้ความสำคัญกับทั้งรสชาติ กระบวนการผลิต แหล่งปลูก ความยั่งยืน และเรื่องเล่าของชุมชน ดังนั้นหากพื้นที่ปลูกต้องเผชิญไฟป่าซ้ำซากหรือภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมถูกทำลายลง ความเสียหายที่ตามมาอาจไม่ได้หยุดที่ผลผลิตปีเดียว แต่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของแหล่งปลูกในสายตาผู้ซื้อและตลาดเฉพาะทางด้วย

    พูดอีกแบบหนึ่งได้ว่า เวลานี้เชียงรายกำลังพยายามยกระดับกาแฟด้วยวิทยาศาสตร์ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ต้องพยายามประคองฐานทรัพยากรธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์เหล่านั้นพึ่งพาอยู่ หากปล่อยให้ไฟป่าทำลายพื้นที่ต้นน้ำ หน้าดิน และโครงสร้างป่าที่ช่วยสร้างไมโครไคลเมตของแปลงกาแฟ ความพยายามเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีย่อมถูกบั่นทอนจากรากฐานที่เสียหายไปพร้อมกัน นี่คือจุดที่ทำให้ไฟป่าในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงปัญหาป้องกันภัย แต่เป็นโจทย์การแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

    ชาวปางขอนทำแนวกันไฟ เพราะรู้ว่าถ้าไฟลาม กาแฟจะไม่ได้รับผลแค่ควัน

    ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มายังสะท้อนภาพการลงมือทำของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าลำน้ำกก เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก และชาวบ้านปางขอนร่วมกันทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยงด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เพื่อป้องกันการลุกลามจากไฟป่า กิจกรรมดังกล่าวมีประชาชนและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประมาณ 100 คน และชุมชนยังประกาศความพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนเจ้าหน้าที่หากเกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นจริงในพื้นที่รอบหมู่บ้านอีกด้วย

    รายละเอียดนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่าคนในชุมชนไม่ได้รอให้ไฟมาถึงแล้วค่อยตอบสนอง แต่เลือกทำงานเชิงป้องกันล่วงหน้า แม้งานเหล่านี้จะไม่ได้มีรายได้ ไม่มีเวทีใหญ่ ไม่มีแสงสปอตไลต์ และมักไม่ปรากฏในหน้าข่าวรายวันก็ตาม สิ่งที่ปางขอนทำจึงเป็นรูปธรรมของคำว่า “ดูแลป่าเพื่อดูแลเศรษฐกิจของตัวเอง” อย่างแท้จริง เพราะชุมชนรู้ดีว่าหากไฟป่าลุกลาม สิ่งที่จะเสียไม่ได้มีแค่ผืนป่า แต่รวมถึงความชุ่มชื้นของดิน ความมั่นคงของต้นน้ำ และต้นทุนธรรมชาติที่กาแฟทั้งหมู่บ้านต้องพึ่งพาอยู่ทุกปี

    ในอีกด้านหนึ่ง การมีส่วนร่วมของชุมชนยังสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญของการจัดการไฟป่าในภาคเหนือว่า คนที่อยู่ใกล้ไฟที่สุดมักเป็นคนในพื้นที่ และหลายครั้งก็เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ต้องออกแรงป้องกันไม่ให้ไฟลามไปมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะรู้ต้นเหตุหรือไม่ก็ตาม ประโยคที่ว่า “สุดท้ายคนที่ต้องเดินเข้าไปหาไฟก็คือคนในชุมชนอยู่ดี” ในข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มา จึงเป็นประโยคที่ทั้งเจ็บและจริง เพราะมันชี้ว่าความเสียหายจากไฟป่ามักย้อนกลับไปหาคนที่อยู่กับผืนป่าโดยตรงก่อนใครเสมอ

    ฝุ่นวันนี้อาจกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของพรุ่งนี้

    เมื่อมองเชื่อมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพของวันที่ 18 เมษายน 2569 จึงชัดเจนขึ้นมากว่า เชียงรายกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ซ้อนกันหลายชั้น ค่าฝุ่นที่ยังสูงในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพกดทับชีวิตประจำวันของประชาชน ขณะเดียวกันชุมชนกาแฟสำคัญอย่างปางขอนกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเร่งปกป้องผืนป่าและระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงพืชเศรษฐกิจของตัวเอง ส่วนภาควิชาการและภาควิจัยก็กำลังเดินหน้าพัฒนากาแฟไทยให้แข่งขันได้มากขึ้นในตลาดโลก หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของระบบนี้ล้มลง ความเสียหายย่อมลามต่อไปเป็นลูกโซ่ได้ง่ายกว่าที่ตัวเลขฝุ่นในแต่ละวันบอกไว้

    ในเชิงท่องเที่ยวก็เช่นกัน แม้ข้อมูลชุดนี้จะไม่ได้มีตัวเลขเชิงรายได้หรือจำนวนนักเดินทางในปางขอนโดยตรง แต่เป็นที่เข้าใจกันว่ากาแฟเชียงรายไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพืชเศรษฐกิจ หากยังเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์จังหวัดในฐานะเมืองกาแฟ เมืองท่องเที่ยว และเมืองสร้างสรรค์ การที่ชุมชนกาแฟต้องใช้พลังจำนวนมากไปกับการป้องกันไฟป่า จึงสะท้อนว่าควันในฤดูแล้งอาจกระทบได้ไกลกว่าการหายใจในแต่ละวัน และอาจค่อย ๆ กัดกินทุนทางเศรษฐกิจของจังหวัดจากฐานรากขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ หากไม่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ปางขอนกำลังบอกบทเรียนสำคัญให้เชียงรายทั้งจังหวัด

    บทเรียนสำคัญที่สุดจากเรื่องนี้อาจอยู่ตรงที่ บ้านปางขอนไม่ได้ปกป้องป่าเพราะต้องการถ้อยคำชื่นชม แต่ปกป้องเพราะรู้ว่าป่ากับอนาคตของหมู่บ้านคือเรื่องเดียวกัน นี่คือบทเรียนที่ใหญ่กว่าเรื่องไฟป่าเฉพาะจุด เพราะมันบอกว่าในยุคที่เศรษฐกิจท้องถิ่นต้องพึ่งทั้งคุณภาพสินค้า เรื่องเล่าชุมชน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันระดับโลก การรักษาทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่ภาระส่วนเกินของการพัฒนาอีกแล้ว แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนาเอง

    หากเชียงรายต้องการให้กาแฟของตนเองไปไกลขึ้นในตลาดพิเศษ ต้องการให้ชุมชนบนดอยยังคงมีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง และต้องการให้ภาพจำของจังหวัดไม่ถูกบดบังด้วยควันจากไฟป่า งานของรัฐ ภาควิชาการ และชุมชนจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกันมากกว่านี้ นั่นคือการทำให้การป้องกันไฟป่าไม่ใช่ภารกิจเฉพาะฤดู แต่เป็นนโยบายถาวรที่เชื่อมกับการท่องเที่ยว การเกษตร และการพัฒนาท้องถิ่นทั้งระบบ

    ในวันที่นักวิจัยลงจากห้องแล็บไปยืนกลางไร่กาแฟ และชาวบ้านยังคงเดินขึ้นเขาไปทำแนวกันไฟด้วยมือของตัวเอง เรื่องที่เกิดขึ้นในปางขอนจึงอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่สุดว่า เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกว่า จะมองไฟป่าเป็นเพียงภัยที่ต้องดับให้พ้นวัน หรือจะมองมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้เพื่อรักษาทั้งลมหายใจของประชาชนและลมหายใจทางเศรษฐกิจของจังหวัดไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/pang-khon-coffee-forest-fire-protection/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f00lzw8kEDF3LdhqrU6GZ

  • “รมว.สุรศักดิ์” เร่งหารือ นายกฯ ชงเรื่องเข้า ครม. เสนอไทยเจ้าภาพ “ยูธโอลิมปิก” เน้นความคุ้มค่าภายใต้งบ 5.7 พันล้านบาท

    “รมว.สุรศักดิ์” เร่งหารือ นายกฯ ชงเรื่องเข้า ครม. เสนอไทยเจ้าภาพ “ยูธโอลิมปิก” เน้นความคุ้มค่าภายใต้งบ 5.7 พันล้านบาท

    “รมว.สุรศักดิ์” เร่งหารือ นายกฯ ชงเรื่องเข้า ครม. เสนอไทยเจ้าภาพ “ยูธโอลิมปิก” เน้นความคุ้มค่าภายใต้งบ 5.7 พันล้านบาท

    วันที่ 16 เมษายน 2569 ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร C นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมหารือวาระสำคัญเรื่องการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน (Youth Olympic Games) ในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งประเทศไทยติด 1 ใน 3 ประเทศสุดท้ายที่ได้รับการพิจารณา โดยรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ด้วยกำหนดเวลาที่จำกัด หลังจากดูรายละเอียดความคุ้มค่าแล้ว พิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด ยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และจะต้องรีบหารือกับท่านนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) และคณะรัฐมนตรี ในการตัดสินใจต่อไป ตอนนี้รัฐบาลก็เพิ่งจะมีอำนาจเต็ม ด้วยกำหนดเวลาที่จำกัด เตรียมนำข้อสรุปเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 21 เมษายนนี้ หลังจากรัฐบาลมีอำนาจเต็มในการบริหารตั้งแต่วันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา

    สำหรับการพิจารณางบประมาณเบื้องต้นวงเงิน 5,700 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงสถานที่และเตรียมการเป็นเจ้าภาพนั้น นายสุรศักดิ์เน้นย้ำว่าจะพิจารณาบนพื้นฐานของความคุ้มค่าเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และภาระงบประมาณผูกพันไปจนถึงปี 2570 นอกจากนี้ยังได้วางแนวทางยกระดับกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ มุ่งแก้ปัญหาอุปสรรคของสมาคมกีฬาต่างๆ และปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กับกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ให้ทำงานสอดคล้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรากฐานที่แข็งแกร่งของวงการกีฬาไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70295&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33PrXZ-Fb7DKIJFml22Y85

  • “สุชาติ” ลงพื้นที่เชียงใหม่ ดูงานสวนพฤกษศาสตร์ ตั้งเป้าอนาคตมีสวนฯ ทุกจังหวัด

    “สุชาติ” ลงพื้นที่เชียงใหม่ ดูงานสวนพฤกษศาสตร์ ตั้งเป้าอนาคตมีสวนฯ ทุกจังหวัด

    “สุชาติ” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เยี่ยมชมดูงานสวนพฤกษศาสตร์ ตั้งเป้าหมายอนาคตมีสวนพฤกษศาสตร์ในทุกจังหวัด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (17 เม.ย.69) เวลา 14.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ณ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีดร.ปิยเกษตร สุขสถาน รองผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการพื้นที่ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช การเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยปลัดกระทรวงฯ และคณะผู้บริหาร ได้เยี่ยมชมพื้นที่ภายในสวนพฤกษศาสตร์ฯ อาทิ แหล่งรวบรวมพรรณไม้หายาก เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และนิทรรศการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรับฟังข้อมูลการดำเนินงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับบทบาทของการเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีคุณภาพในระดับประเทศ

    ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของสวนพฤกษศาสตร์ ในฐานะแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ควบคู่กับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยพืชพรรณและองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ โดยเน้นอัตลักษณ์ความเป็นไทย ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับทรัพยากรชีวภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

    นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการยกระดับองค์การสวนพฤกษศาสตร์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ควบคู่กับการเป็นศูนย์กลางด้านการอนุรักษ์และวิจัยพืชพรรณ โดยมุ่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขยายเครือข่ายสวนพฤกษศาสตร์ให้ครอบคลุมในทุกภูมิภาค และในอนาคตมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดสวนพฤกษศาสตร์ในทุกจังหวัด โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้มีมาตรฐาน เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน”

    ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาองค์การสวนพฤกษศาสตร์และแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ การวิจัย และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่มีคุณภาพ กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค อันจะนำไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/461271&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JTgXhaVFczGPXGVvWxs8m