… ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ปักหมุดขึ้นแท่นผู้นำทางด้านนวัตกรรมผลิตฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Film for Flexible Packaging) เติบโตยั่งยืนด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ 100%.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/142033&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XIY60nBPM_hqlTCnFGKHb
Author: ข่าวกรุงเทพฯ
-

บอร์ด UNIX จัดหนัก! อนุมัติจ่ายเงินปันผล 0.114 บ./หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 29 เม.ย.69 รับทรัพย์ …
-

เร่งลดพึ่งพา LNG ผลิตไฟ เลือกใช้ “โซลาร์คู่แบตเตอรี่” ลดค่าไฟฟ้าระยะยาว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

ชี้ทางออกพลังงานไทย ลดการพึ่งพา LNG หนุน โซลาร์คู่แบตเตอรี่ ลดค่าไฟระยะยาว รับมือความผันผวนพลังงานโลกอย่างยั่งยืน
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อ “ค่าไฟฟ้า” ที่มีแนวโน้มผันผวนตามราคาพลังงานโลก แม้ยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าสงครามในปัจจุบันจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าไทยมากน้อยเพียงใด แต่บทเรียนจากสงครามรัสเซีย – ยูเครนในปี 2564 ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ค่าไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นถึง 19% หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาทในปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG: Liquefied Natural Gas) ที่ต้องนำเข้าและมีราคาผันผวนสูง
ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ได้เสนอแนวทางต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ให้ ลดการพึ่งพา LNG และหันไปสู่ พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะระบบผลิตไฟฟ้าจาก โซลาร์เซลล์ร่วมกับแบตเตอรี่ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว แต่ยังช่วยเพิ่ม ความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถของประเทศในการพึ่งพาพลังงานได้ด้วยตนเอง ลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
ใช้ โซลาร์คู่แบตเตอรี่ แทนการสร้างโรงไฟฟ้าได้

ผศ.ประสาท หยิบยกข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง “ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ช่วยปลดล็อกการใช้โซลาร์เซลล์ของอินเดียได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” (Battery storage is now cheap enough to unleash India’s full solar potential) ของเอมเบอร์ (Ember) องค์กรวิจัยด้านพลังงานระดับโลกที่ไม่แสวงหากำไร ที่ชี้ให้เห็นถึงความศักยภาพการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาทดแทนพลังงานฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า
ผลจากงานวิจัยดังกล่าว พบว่า ประเทศอินเดียสามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนได้ถึง 90% ด้วยการใช้เซลาร์เวลล์และแบตเตอรี่ โดยมีต้นทุนเฉลี่ยที่ 5.06 รูปีต่อหน่วย หรือประมาณ 1.85 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ ผลจากงานวิจัยดังกล่าวชี้ชัดว่า ปัจจุบันต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนสามารถ “ปลดล็อก” ศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างเต็มที่ กล่าวคือ หากต้องการผลิตไฟฟ้าเทียบเท่าโรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 1,000 เมกะวัตต์ (MW) ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ แต่สามารถใช้โซลาร์เซลล์ประมาณ 4,900 เมกะวัตต์ ร่วมกับแบตเตอรี่ขนาด 13.5 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) จ่ายไฟได้ถึงราว 90% ของความต้องการตลอดทั้งปี ในต้นทุนเฉลี่ยเพียงประมาณ 1.85 บาทต่อหน่วย และที่สำคัญคือ “ไม่ต้องมีต้นทุนเชื้อเพลิง” ตลอดอายุโครงการกว่า 25 ปี
ผศ.ประสาท อธิบายเพิ่มเติมว่า หากประเทศไทยใช้โซลาร์และแบตเตอรี่ 4,900 เมกะวัตต์ เพื่อแทนโรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 1,000 เมกะวัตต์ โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์ 85% ในเวลา 1 ปีจะสามารถลดการนำเข้าก๊าซ LNG ได้ถึงประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความคุ้มค่าของการลงทุน แต่ยังหมายถึงการลดการไหลออกของเงินตราไปต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากระบบโซลาร์มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 25 – 30 ปี และแบตเตอรี่ประมาณ 10 ปี ซึ่งแปลว่าตลอดระยะเวลาดังกล่าวประเทศไทยจะลดการนำเข้าและพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศได้
บทเรียนแคลิฟอร์เนีย : พลังงานหมุนเวียน ต้องมาก่อน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก บิล แมคคิบบิน (Bill McKibben) นักเขียน นักสิ่งแวดล้อม และนักเคลื่อนไหว ชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกการสื่อสารเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่สาธารณะ สะท้อนว่า โมเดลดังกล่าว “เกิดขึ้นได้จริง” ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยการใช้ระบบโซลาร์เซลล์คู่กับแบตเตอรี่ ในบางช่วงเวลาสามารถผลิตไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ได้ถึง 42.8% ของความต้องการใช้ในครัวเรือน
ผส.ประสาทชี้ว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือระบบไฟฟ้าของรัฐแคลิฟอร์เนียจะอนุญาตให้ไฟฟ้าที่ผลิตจากแสงแดดและกังหันลมเข้าสู่โครงข่ายก่อนเป็นลำดับแรก หากผลิตได้เกินความต้องการจะถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และนำกลับมาใช้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด ควบคู่ไปกับการลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซและแหล่งอื่น ๆ แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบผลิตไฟฟ้าแบบ “ตามเชื้อเพลิง” ไปสู่ระบบที่ “บริหารจัดการพลังงาน” อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ข้อมูลตัวเลขวันที่ 29 มีนาคม 2569 ชี้ให้เห็นว่า เพียง 1 วัน รัฐแคลิฟอร์เนียสามารถผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ได้ประมาณ 160 ล้านหน่วย ถ้าคูณด้วยราคา LNG (ไฟฟ้า 1 หน่วย ใช้ก๊าซราคาประมาณ 6.13 บาท) จะได้ประมาณ 980 ล้านบาท
เอมิเรตส์เดินหน้า โซลาร์ – แบตเตอรี่ ลดภาระค่าไฟ
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ผ่านโครงการ “มาสดาร์ อาร์ทีซี” (Masdar RTC) ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนการใช้โซลาร์เซลล์ควบคู่กับแบตเตอรี่ ด้วยงบลงทุนกว่า 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการนี้สามารถผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอสำหรับบ้านประมาณ 500,000 – 1,000,000 หลังคาเรือน ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LCOE: Levelized Cost of Electricity หรือ ต้นทุนไฟฟ้าเฉลี่ยระยะยาว) เพียง 0.045 – 0.055 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย หรือ ประมาณ 1.48 – 1.82 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนจากพลังงานฟอสซิล
“ท้ายที่สุด ประเด็นพลังงานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี หากแต่เป็นเรื่องของ “เจตจำนงทางการเมือง” และการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ส่งผลโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าไฟในบิลแต่ละเดือนคือภาพสะท้อนของการตัดสินใจเชิงโครงสร้างของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ผศ.ประสาท ระบุ
ในสภาวะวิกฤตพลังงาน วิสัยทัศน์ของรัฐบาลและเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศ ซึ่งจะเป็นคำตอบของคำถามสำคัญว่า “ไทยจะก้าวข้ามความเปราะบางไปสู่ความมั่นคงและความเป็นธรรมด้านพลังงานได้หรือไม่”
ที่มาข้อมูล
Battery storage is now cheap enough to unleash India’s full solar potential
UAE’s Masdar announces $6 bln project to deliver reliable clean power
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/180469_electricity-policy_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07gh3jW2fxV5NdYkR6ckqd -

‘ไทด์’ เบรกรับเงินล้าน ‘น้องเบญ’ ขอชะลอ 1 เดือน เปิดทางคนขอคืนเงินบริจาค | เดลินิวส์
กรณี “น้องเบญ” ดราม่าเงินบริจาค ล่าสุดวันที่ 17 เม.ย. 69 นายเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าอาสามูลนิธิร่วมกตัญญู ได้ลงพื้นที่มายังบ้านพักของครอบครัว น.ส.เบญญาภา ธนกรมนพร หรือ “น้องเบญ” อายุ 15 ปี เพื่อพูดคุยรายละเอียด หลังครอบครัวมีความประสงค์จะนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมถึงสถานศึกษา
ปิดยอด 3.1 ล้าน! ครอบครัว “น้องเบญ” ม.3 ยอดกตัญญู เตรียมแบ่งเงิน 1.8 ล้านบาท บริจาคคืนสู่สังคม
นายเอกพันธ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนไม่ทราบรายละเอียดความเป็นอยู่ของครอบครัวน้องเบญภายหลังจากที่เคยเข้าไปช่วยเหลือผ่านรายการเมื่อเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา และไม่ได้ติดตามยอดเงินบริจาคหรือการใช้ชีวิตของครอบครัวแต่อย่างใด โดยในรายการเพียงให้เลขบัญชีเพื่อเปิดรับบริจาค ไม่ทราบว่าใครโอนเงินเข้ามาบ้าง หรือยอดเงินรวมเป็นเท่าไหร่

กระทั่งเมื่อประมาณ 3 วันที่ผ่านมา นายปรเมศร์ มีสมภพ หรือ “เมศ เจ้าชายน้อย” ได้ติดต่อมาหา พร้อมส่งรูปภาพให้อีกครั้งจนจำได้ และได้อธิบายรายละเอียดทั้งหมดว่า ขณะนี้ครอบครัวมีความกังวลใจ เนื่องจากมียอดเงินบริจาคสูงกว่า 3 ล้านบาท จนเกิดกระแสดราม่าหลายประเด็น แม้ตนยังไม่ทราบรายละเอียดเชิงลึกทั้งหมด แต่ทราบเพียงว่า ครอบครัวมีความตั้งใจจะนำเงินจำนวนประมาณ 1.8 ล้านบาท ไปบริจาคให้กับมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โรงเรียน และหน่วยงานต่าง ๆ
นายเอกพันธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อตนสอบถามรายละเอียดว่า หากนำเงิน 1,800,000 บาทไปบริจาคทั้งหมดแล้ว ครอบครัวจะเหลือเงินใช้หรือไม่ ทาง “เมศ เจ้าชายน้อย” ชี้แจงว่า ครอบครัวตั้งใจจะเก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษาของน้องเบญประมาณ 1,300,000 บาท และใช้ดูแลครอบครัวประมาณ 1 ล้านบาท ทำให้ตนพิจารณาว่า แม้เงินที่ตั้งใจจะบริจาคให้มูลนิธิร่วมกตัญญูจำนวน 1 ล้านบาท จะไม่ติดขัดในการรับ แต่เกิดความกังวลว่า เงินบริจาคที่ประชาชนมอบให้มีเจตนาเพื่อช่วยด้านการศึกษา หากมีผู้อยากขอเงินคืนเพราะไม่เห็นด้วยกับการนำไปบริจาคต่อ จะส่งผลกระทบต่อเงินส่วนที่น้องเก็บไว้หรือไม่ ดังนั้น ตนจึงตัดสินใจว่า “ในวันนี้จะยังไม่ขอรับเงินบริจาค” และขอให้ชะลอเงินจำนวนดังกล่าวไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริจาคที่อาจไม่พอใจหรือมีความประสงค์จะขอเงินคืน สามารถดำเนินการได้ก่อน หากพ้นระยะเวลา 1 เดือนแล้ว เงินยังคงอยู่หรือเหลือเท่าใด จึงค่อยพิจารณากันอีกครั้ง

นายเอกพันธ์ ยังกล่าวด้วยว่า ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนหยุดกระแสดราม่า และขอให้เห็นใจเด็กที่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.3 ซึ่งขณะนี้สภาพจิตใจได้รับผลกระทบอย่างมาก รวมถึงพ่อและแม่ที่มีความเครียดสะสม พร้อมย้ำว่า อยากให้โฟกัสเรื่องการจัดการเงินบริจาคอย่างเหมาะสมมากกว่าการซ้ำเติม
นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ทำรายการและช่วยเหลือประชาชนมาแล้วกว่า 2,000 เคส ตนไม่เคยติดตามหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของผู้ที่เคยช่วยเหลือ เว้นแต่บางกรณีที่ได้รับความสนใจมาก อาจมีการลงพื้นที่เยี่ยมติดตามปีละครั้ง ซึ่งกรณีของน้องเบญยังไม่ครบระยะเวลา 1 ปี จึงยังไม่ได้กลับมาติดตามก่อนหน้านี้ สำหรับสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว นายเอกพันธ์ ระบุว่า จากที่เคยพบก่อนหน้านี้ คุณพ่อมีอาการหนักกว่านี้ถึงขั้นติดเตียง แต่ปัจจุบันพยายามลุกขึ้นมาช่วยงาน โดยจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า หากมีงานเร่งด่วน และใช้ไม้พยุงตัวช่วยในการเคลื่อนไหว
ทั้งนี้ ในส่วนเงินบริจาค 1,800,000 บาท ที่มีการระบุว่าจะนำไปบริจาคนั้น เบื้องต้นทราบว่ามีการจัดสรรให้มูลนิธิร่วมกตัญญูประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะมอบให้หน่วยงานอื่น เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และโรงเรียน แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดชัดเจนว่าเป็นแห่งใด

ด้าน นายธนเดช ธนกรมนพร อายุ 59 ปี พ่อของน้องเบญ เปิดเผยว่า หลังยอดเงินบริจาคพุ่งสูงถึง 3.1 ล้านบาท และกลายเป็นกระแสดราม่า ครอบครัวได้หารือกันและเห็นว่า เงินส่วนเกินจากความจำเป็นประมาณ 1.8 ล้านบาท ควรนำไปช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ส่วนประเด็นที่มีการกล่าวหาว่าตนมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าว รวมถึงไม่ดื่มแอลกอฮอล์ตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมระบุว่า กระแสข่าวต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของครอบครัวอย่างมาก นอกจากนี้ยังชี้แจงว่า สิ่งของที่ได้รับจากรายการ “ปัญญาปันสุข” ยังคงอยู่ครบ ไม่ได้นำไปขาย และเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรายการเป็นจำนวน 10,000 บาท ไม่ใช่ 20,000 บาทตามที่มีการเผยแพร่ พร้อมยืนยันว่า หลังจากนี้ครอบครัวจะไม่เปิดรับบริจาคอีก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกระแสดราม่าจนเกิดความอึดอัดใจ

ขณะที่ น.ส.กฤษณา รังสีโย อายุ 49 ปี แม่ของน้องเบญ และตัวน้องเอง ต่างได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนัก โดยมีรายงานว่าแม่เกิดความเครียดถึงขั้นคิดสั้น ส่วนน้องเบญมีอาการเครียดลงกระเพาะ
ด้าน น.ส.เอ (นามสมมุติ) พลเมืองดี เปิดเผยว่า กรณีที่มีข้อสงสัยว่าน้องมี iPad ใช้ ยืนยันว่าเป็นผู้ซื้อให้เองเพื่อใช้ในการเรียน พร้อมยืนยันว่า น้องเบญเก็บขวดจริงเพื่อนำไปขายช่วยครอบครัว โดยบางครั้งตนจะรวบรวมขวดไปขายและมอบเงินให้น้องครั้งละ 200-300 บาท
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5789911/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hnk8eVAVYJ05qSvzbURjD -

‘วัดพรหมวงศาราม’ มีคำสั่งให้ ‘พระหนุ่มสายเอ็นจอย’ พ้นสังกัดในทันที | เดลินิวส์
จากกรณีที่มีการแชร์ภาพ “พระหนุ่มสายเอ็นจอย จัดวงใหญ่ทั้งอาหารทั้งเหล้า ปาร์ตี้เต็มสูบทิ้งทวนสงกรานต์” โดยมีชื่อวัดปรากฏอย่างชัดเจนบนจานข้าวนั้น
เฟซบุ๊ก วัดพรหมวงศาราม ข่าวสารและกิจกรรม ได้โพสต์ประกาศวัดพรหมวงศาราม เรื่อง ชี้แจงกรณีพระภิกษุประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณวิสัยตามที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ลงภาพพระภิกษุ จำนวน 2 รูป ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณวิสัย โดยนั่งในกุฏิมีอาหารพร้อมด้วยสุราปรากฏในภาพดังกล่าว วัดพรหมวงศารามได้ตรวจสอบพบว่า พระภิกษุทั้ง 2 รูป เป็นพระภิกษุที่อุปสมบทจากอารามอื่น ได้สมัครเข้ามาศึกษาภาษาบาลีในสำนักเรียนวัดพรหมวงศาราม ตั้งแต่ปี 2568

คณะกรรมการบริหารการศึกษาของสำนักเรียนวัดพรหมวงศาราม พิจารณาตามระเบียบสำนักเรียนวัดพรหมวงศาราม ว่าด้วยการศึกษาหลักสูตรพระปริยัติธรรม พ.ศ.2544 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 8/2565) หมวดที่ 6 ว่าด้วยการพ้นสังกัดวัด ข้อที่ 31 ครู/อาจารย์ และนักเรียนประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณวิสัย เช่น ดื่มสุรา เสพยาเสพติด เล่นการพนัน ทะเลาะวิวาทหรือเกี่ยวข้องกับมาตุคาม จนเป็นเหตุให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสำนักเรียนและวัด เมื่อคณะกรรมการบริหารการศึกษาพิจารณาเห็นว่ามีความผิดจริง ให้ถือว่า ครู/อาจารย์ และนักเรียนผู้ประพฤติตนผิด พ้นจากสังกัดวัดโดยทันที
วัดพรหมวงศารามได้ทำหนังสือแจ้งให้พระภิกษุทั้ง 2 รูปดังกล่าวทราบ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ และได้ทำหนังสือแจ้งไปยังวัดต้นสังกัดของพระภิกษุทั้ง 2 รูปเพื่อทราบ และขอให้แจ้งพระภิกษุทั้ง 2 รูปในสังกัดทราบและถือปฏิบัติตามระเบียบต่อไป ทั้งนี้วัดพรหมวงศารามได้ทำหนังสือชี้แจงกรณีดังกล่าวไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับชั้นทราบ เพื่อรายงานให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทราบต่อไป ประกาศ ณ วันที่ 17 เม.ย.2569
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5790288/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2szuyiMof-pAZUz_ge9DXo -

คะแนนนิยมศุภจีแรง

“วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลา อวย “นายกฯ หนู” เหมาะเป็นผู้นำ มั่นใจทำงานครบเทอม 4 ปี พาประเทศฟื้น โพลชี้ “ศุภจี” แรงนิยมพุ่ง ตามด้วย “เสี่ยหนู” และ “อ.เชน” ด้านคดี 44 สส .“หมอวาโย” คาด ป.ป.ช.ถูกแก้คำร้องมิชอบ เล็งฟ้องศาลฎีกาชี้ข้อบกพร่อง “โสภณ” ยังรอ ปชน.เคาะผู้นำฝ่ายค้านฯ ส่งมา ด้านเด็กพรรคส้มโต้ขออย่าพูดส่งๆ โยนบาปให้
เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 ที่บ้านศรียะลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะเดินทางเข้าพบนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อหารือข้อราชการและสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการส่วนตัว พร้อมรับประทานอาหารร่วมกัน
ภายหลังรับประทานอาหารเสร็จ นายวันมูหะมัดนอร์ได้กล่าวขอบคุณคณะนายกรัฐมนตรีว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติแวะมาเยี่ยมและร่วมรับประทานอาหารที่บ้าน พร้อมระบุว่า ตนรู้จักและเคยร่วมงานกับนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2544 รวมระยะเวลากว่า 25 ปี จึงทราบดีว่าเป็นคนจริงจังในการทำงาน และเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาในหลายด้าน
พร้อมกันนี้ยังชื่นชมคำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่าเป็นนโยบายที่กระชับ ชัดเจน ไม่เน้นความเป็นวิชาการหรือถ้อยคำหรูหรา แต่เป็นนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการศึกษา โดยเชื่อว่าหากรัฐบาลดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องครบวาระ 4 ปี สถานการณ์ของประเทศจะดีขึ้น
โพลชี้คนหวังเห็นผลงานศุภจี
สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความนิยมและความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในสายตาประชาชน” โดยได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 9-12 เม.ย.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ รัฐมนตรีชุดใหม่กลุ่มใดเป็น “ความหวัง” มากที่สุด? 50.8% มองว่ายังไม่มีกลุ่มใดที่เป็นความหวังอย่างชัดเจน สูงที่สุด รองลงมา 37.2% มีความหวังกับกลุ่มรัฐมนตรีคนนอกซึ่งมีประสบการณ์การบริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน, 6.8% มีความหวังกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก, 3.2% มีความหวังกับกลุ่มที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วมีประสบการณ์การบริหาร และ 2.0% มีความหวังกับกลุ่มที่เคยเป็น สส.มาหลายสมัย รู้ปัญหาประชาชนในพื้นที่
รัฐมนตรีว่าการ ใน ครม.ชุดใหม่ที่ชื่นชอบมากที่สุด 24.2% ระบุยังไม่มี “รัฐมนตรีว่าการ” ที่ชื่นชอบ/ไม่รู้จัก/ไม่มีความเห็น สูงสุด รองลงมา 14.4% ชื่นชอบ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์, 11.5% ชื่นชอบ “ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษาฯ, 9.5% ชื่นชอบ “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ และ 8.0% ชื่นชอบ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย
ความคาดหวังจะเห็นผลงานของรัฐมนตรีว่าการท่านใดมากที่สุด คำตอบสูงสุดยังเป็น “ไม่รู้จัก/ไม่มีความเห็น” (19.5%) แต่ในบรรดารัฐมนตรีที่ถูกจับตามองมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” (13.5%) ได้สัดส่วนสูงสุด ตามด้วย “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” (11.5%), “ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” (6.4%), “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” (6.3%), และ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” (5.5%)
นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล เสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันที่ 24 เม.ย.นี้ว่า ได้มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแล้ว โดยทางพรรคจะส่งทนายความไปรับฟังคำสั่งศาลในวันดังกล่าวด้วย ส่วนทิศทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีอยู่ 3 ทาง คือ 1.ไม่ประทับรับฟ้องเลย 2.ศาลประทับรับฟ้องโดยที่ไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น สส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือศาลอาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ 3.ศาลสั่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม
นพ.วาโยกล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่าผลลัพธ์มีโอกาสออกทางที่ 3 มากที่สุด เพราะคำร้องของ ป.ป.ช.ยังดูไม่ค่อยสมบูรณ์ เอกสารประกอบท้ายคำร้องยังส่งไม่ครบ และพวกตนยังพบว่ามีข้อบกพร่องบางประการค่อนข้างร้ายแรง ซึ่ง ป.ป.ช.อาจกระทำการละเมิดกฎหมาย โดยเราจะยื่นคำร้องในส่วนนี้ให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิ่มเติมด้วย
นพ.วาโยกล่าวว่า ในช่วงวันที่ 24-26 เม.ย. พรรคประชาชนมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี และเบื้องต้นมีวาระเรื่องตำแหน่งกรรมการบริหาร ถือเป็นเรื่องบังเอิญ ดังนั้นต้องรอดูคำสั่งศาลว่าจะเป็นอย่างไร อาจส่งผลถึงการประชุมของพรรค อย่างไรก็ตาม เราเตรียมรับมือในทุกสถานการณ์อยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร ยืนยันว่าเราไม่ได้กังวล เราต่อสู้เต็มที่
44 สส.ดิ้นสู้ทุกข้อกล่าวหา
เมื่อถามว่า หากศาลประทับรับฟ้อง ทางพรรคจะต่อสู้กับข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.อย่างไร นพ.วาโยกล่าวว่า เรามีข้อต่อสู้ใหญ่ 3 ข้อ คือ 1.ข้อต่อสู้ตามหลักการว่า อำนาจตุลาการไม่สามารถมาล่วงละเมิดการพิจารณาเนื้อหาของฝ่ายนิติบัญญัติได้ 2.ข้อต่อสู้เฉพาะบุคคล เพราะแม้ว่าทั้ง 44 คนจะถูกเหมารวมเป็นสำนวนเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม แต่ละคนก็ถูกกล่าวหาด้วยวิธีการเฉพาะตัวด้วย ดังนั้นต้องมีการสืบเจตนาและพฤติการณ์เฉพาะตัวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาหรือไม่อย่างไร 3.อำนาจของ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเราจะขอให้ศาลสั่งยกคดีทั้งหมด หรือย้อนกระบวนการพิจารณาใหม่
ขณะที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ กล่าวถึงกระบวนการทูลเกล้าฯ ถวายชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ว่า ยังไม่ดำเนินการในขั้นตอนใด เพราะต้องรอให้ทางพรรคประชาชนแจ้งชื่อมายังตนถึงจะดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ดีขณะนี้ยังไม่มีการประสานใดๆ มาจากทางพรรคประชาชน
ทั้งนี้ นายโสภณกล่าวเพิ่มเติมว่า ในสัปดาห์หน้าตนจะดำเนินการประชุมพรรคการเมืองเพื่อจัดสรรกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ จำนวน 35 คณะ เพื่อให้การแต่งตั้ง กมธ.แล้วเสร็จโดยเร็ว จะได้ทำงาน
อย่าพูดส่งๆ ปมตั้งผู้นำฝ่ายค้าน
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาระบุว่ายังไม่สามารถดำเนินการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ เนื่องจากต้องรอการแจ้งชื่อจากพรรคประชาชน
นายณัฐชากล่าวว่า ขั้นตอนดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีบรรทัดฐานการปฏิบัติจากประธานสภาฯ ในอดีตอย่างชัดเจน หากยังมีข้อสงสัย ก็ควรศึกษาข้อมูลและยึดแนวทางของผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อน ไม่ใช่ให้สัมภาษณ์ในลักษณะ “พูดส่งๆ” ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณะ พร้อมย้ำว่า ไม่ควรนำประเด็นคดีของ 44 สส. มาเป็นเหตุให้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญล่าช้า
“พรรคประชาชนมีหัวหน้าพรรคชัดเจนอยู่แล้วคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่ได้หายไปไหน และไม่มีขั้นตอนพิเศษใดที่พรรคต้องดำเนินการเพิ่มเติม หากประธานสภาฯ จะเดินหน้าตามกระบวนการก็สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องโยนความรับผิดชอบมาที่พรรคประชาชน” นายณัฐชากล่าว
นายณัฐชากล่าวย้ำว่า ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านฯ เป็นกลไกสำคัญตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ดังนั้นการปล่อยให้เกิดความล่าช้า ย่อมกระทบต่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง ไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าที่จะมีการจัดสรรกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ 35 คณะ พรรคประชาชนยืนยันว่ามีความพร้อมในการทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งในบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตรวจสอบ เพื่อผลักดันและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
นายณัฐชากล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนกระบวนการของสภาเป็นหน้าที่โดยตรงของประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสามารถดำเนินการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ทันที เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏชัดอยู่แล้วว่าพรรคฝ่ายค้านมีหัวหน้าพรรคครบถ้วน ทั้งนี้ อย่าปล่อยให้ขั้นตอนพื้นฐานของรัฐสภากลายเป็นอุปสรรคทางการเมือง เพราะสุดท้ายผู้ที่เสียประโยชน์คือประชาชน.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/981506/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C-L6LPIZklHX00pcbpqai -

ถอดนโยบายจุลพันธ์ ปฏิรูปประกันสังคม รองรับสมาชิกกว่า 24 ล้านคน
©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-288&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jCOTefJNEeATCbEEuIKzk -

เราควรวิเคราะห์ความฝันของเราหรือไม่ สมองของเรายามหลับกำลังส่งสัญญาณอะไร – BBC News ไทย
ความฝันนำไปสู่การวินิจฉัยโรคมะเร็งของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่สมองของเราในยามหลับสามารถส่งสัญญาณได้จริงหรือ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
คำบรรยายภาพ, อเดอลีนบอกว่าหากไม่มีความฝันของเธอ เธอคงไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคในช่วงเวลานั้น -
- Author, เคธ โบวี
- Role, ผู้สื่อข่าวโกลบอลเฮลท์
-
เวลาอ่าน: 8 นาที
ในปี 2011 อเดอลีนฝันถึงความฝันหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเธอ ซึ่งในเวลานั้นเธอรู้สึกซึมเศร้าและคิดถึงแม่ผู้เสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีก่อน
“จนกระทั่งคืนหนึ่ง แม่ก็ปรากฏตัวในความฝัน” อเดอลีนจากฮ่องกง (นามสมมติ) เล่าให้บีบีซีฟัง
“ฉันจำได้ว่าฉันพูดว่า ‘โอ้ แม่ ในที่สุดเราก็ได้เจอกัน แม่เป็นอย่างไรบ้าง’ แล้วแม่ก็ตอบว่า ‘แม่สบายดี แต่แม่อยากบอกอะไรบางอย่างกับลูก โปรดไปตรวจสุขภาพโดยเร็วที่สุด’”
อเดอลีนบอกว่า เธอรับเอา “สารที่กล่าวอย่างหนักแน่น” นั้นไว้ และนัดหมายไปพบแพทย์
ในเวลาต่อมาเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะที่หนึ่งซึ่งสามารถรักษาได้ เพราะตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
“ฉันรู้สึกขอบคุณมาก” อเดอลีนกล่าว “ไม่เช่นนั้น ฉันคงไม่เร่งให้ตัวเองไปตรวจสุขภาพ”
ผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมตีความความฝันของตัวเองมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว โดยในสังคมอียิปต์ กรีก และบาบิโลเนียโบราณ ต่างเชื่อว่าความฝันสามารถเป็นลางพยากรณ์ได้ ขณะที่ในศาสนาอับราฮัม ความฝันที่พระเจ้าส่งมาถูกมองว่าเป็น “นิมิต” และในชนพื้นเมืองบางกลุ่ม ความฝันถูกมองว่าเป็นการมาเยือนของผู้ช่วยทางจิตวิญญาณ
อเดอลีนกล่าวว่า เธอรับรู้ถึงความเชื่อดั้งเดิมของจีนที่ระบุว่าบรรพบุรุษสามารถส่งสารผ่านข้อความผ่านความฝันได้ แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเธอเอง
ความหลงใหลในเรื่องความฝันได้ย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์แล้ว ปัจจุบันเว็บบอร์ดที่ชื่อว่าดิสคัส (DISCUSS) ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้งานหลายคนแบ่งปันวิธีการตีความความฝัน ขณะที่ผู้ใช้เรดดิท (Reddit) หลายร้อยคนออกมาเล่าเกี่ยวกับการใช้แชทจีพีที (ChatGPT) เพื่อวิเคราะห์ความฝันของพวกเขา
ทว่าความฝันอย่างของอเดอลีนบอกอะไรกับเราได้บ้าง และนักวิทยาศาสตร์กับนักจิตวิทยาคิดว่าเราควรให้ความสำคัญกับความฝันเหล่านี้มากเพียงใด

เหตุใดเราจึงฝัน
ดร.อาบีเดมี โอตาอิกู นักประสาทวิทยาจากราชวิทยาลัยลอนดอนของสหราชอาณาจักร บอกว่าสมองของเราชอบการฝันมาก และ “แทบจะแน่นอนว่า [พวกเรา] กำลังฝันอยู่” เมื่อเราอยู่ในช่วงการนอนหลับที่มีการกลอกตาอย่างรวดเร็วหรือช่วงอาร์อีเอ็ม (rapid eye movement-REM)
นั่นหมายความว่า เราอาจกำลังฝันอยู่นานถึง 1 ใน 3 ของระยะเวลาที่เรานอนหลับ
โดยข้อเท็จจริงแล้ว หากเราไม่ได้ฝันเนื่องจากการขาดการนอนหลับลึก สมองของเราจะแสดงความฝันที่ชัดเจนและรุนแรงมากขึ้นในครั้งถัดไป กระบวนการนี้เรียกว่า อาร์อีเอ็มรีบาวด์ (REM rebound) หรือการดีดกลับของอาร์อีเอ็ม
“ร่างกายต้องการมันจริง ๆ และจะชดเชยเมื่อมีโอกาส” ดร.โอตาอิกูอธิบาย
เหตุผลที่แท้จริงว่าเรานอนหลับไปเพื่ออะไรนั้นยังเป็นปริศนาทางวิทยาศาสตร์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว นักวิจัยเชื่อว่าการนอนหลับช่วยให้สมองฟื้นฟูตัวเอง และเปิดโอกาสให้สมองได้จัดระเบียบความทรงจำที่เกิดขึ้นระหว่างวัน
สิ่งที่การสแกนสมองเผยให้เห็นคือ ระหว่างการนอนหลับ การตั้งค่าการทำงานของสมองดูเหมือนจะเปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลต่อวิธีที่เรารับรู้ความฝันในขณะนั้น
เมื่อเรากำลังฝัน กลีบสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยให้เรามีเหตุมีผลจะ “ถูกลดการทำงานลงอย่างมาก” ขณะเดียวกันระบบลิมบิกซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับอารมณ์จะทำงานมากผิดปกติ
“นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ความฝันของเรามักจะแปลกประหลาด และดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก” ดร.โอตาอิกูกล่าว
ความฝันควรช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องใด ๆ หรือไม่
งานวิจัยหนึ่งชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาความฝันของเราสามารถผลักดันให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นในยามตื่น ขณะที่ในงานศึกษาอีกชิ้นพบว่าอดีตผู้สูบบุหรี่ที่ฝันเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ มักมีโอกาสกลับไปสูบซ้ำน้อยกว่า
ผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกันนี้ยังพบในกลุ่มผู้ที่หย่าร้างกันแล้ว โดยนักวิจัยพบว่าผู้ที่ฝันถึงอดีตคู่สมรส มักจะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี
“พวกเขากำลังจัดการกับบางสิ่งที่ยากลำบากทางอารมณ์ และที่สำคัญคือมันไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยว่าความฝันนั้นจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ” ดร.ดีแลน เซลเทอร์แมน นักวิจัยด้านความฝันและนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกากล่าว
อันที่จริง งานวิจัยทั้งสองชิ้นแสดงให้เห็นว่าบางครั้งความฝันด้านลบอาจช่วยให้ผู้คนรับมือกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าความฝันเชิงบวก
“คุณกำลังทบทวนมัน และจัดการกับมันในทางที่สร้างสรรค์” เซลเทอร์แมนอธิบาย
ความฝันยังสามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาได้อีกด้วย การศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าเมื่อให้ผู้เข้าร่วมทดลองแก้ปริศนาเขาวงกต ผู้ที่ฝันเกี่ยวกับเขาวงกตกลับทำผลงานได้ดีกว่า
เซลเทอร์แมนกล่าวว่าอาจเป็นเพราะ “การผสมผสานที่ทรงพลัง” ระหว่างการที่สมองมีเวลาในการประมวลผลปัญหามากขึ้น กับความฝันที่เปิดโอกาสให้เรามองเห็นปัญหานั้น ๆ ในมุมที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น
ในชีวิตประจำวัน สิ่งนี้อาจปรากฏในรูปของแรงบันดาลใจที่ผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน สำหรับสิ่งที่เรากำลังครุ่นคิดอยู่แล้วในยามตื่น
“ความฝันก็แค่เป็นแรงผลักดันเล็ก ๆ ให้ไปในทิศทางนั้น” เซลเทอร์แมนกล่าว

คำบรรยายภาพ, งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การฝันถึงปัญหาเรื่องหนึ่งสามารถช่วยให้เราแก้ไขปัญหานั้นได้ ความฝันช่วยเผยความรู้สึกที่แท้จริงในใจได้ไหม
สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าความฝันสะท้อนความรู้สึกที่ซ่อนอยู่หรือความรู้สึกที่แท้จริง เพียงแต่มันหมายความว่าสมองของคุณในยามหลับยังคงสนใจประเด็นที่จิตสำนึกในยามตื่นให้ความสำคัญอยู่
เซลเทอร์แมนกล่าวว่า เขาเคยเห็นผู้เข้าร่วมการศึกษาด้านความฝันตัดสินใจเลิกรากับคู่ของตัวเองเพราะความฝัน แต่คนเหล่านี้ได้รายงานปัญหาในความสัมพันธ์ของพวกเขามาก่อนแล้ว
“มันเป็นเพียงแค่แรงผลักดันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม ทั้งที่พวกเขาต้องการทำเช่นนั้นอยู่แล้ว พวกเขารู้สึกเหมือนได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น แต่มันก็สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาเชื่ออยู่แล้ว” เขาอธิบาย
ดังนั้น เราควรกังวลหรือไม่เมื่อฝันถึงใครบางคนที่คาดไม่ถึง ?
“ถ้าคุณอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีความสุข เต็มไปด้วยความรัก และราบรื่นดี แล้วคืนหนึ่งคุณฝันว่าคุณมีสัมพันธ์กับคนอื่น นั่นไม่เป็นไร เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้บ่อย” เซลเทอร์แมนกล่าว
“คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด มันไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณของอะไรบางอย่างเสมอไป” เขากล่าวเสริม
ความฝันของเราช่วยทำนายอนาคตได้หรือไม่
สมองของเราถูกปรับให้สังเกตเมื่อความฝันดูเหมือนจะทำนายอนาคตได้ และจะจดจำช่วงเวลาที่ความฝันนั้นสอดคล้องกับเหตุการณ์จริงในชีวิต
“ในทุกครั้งที่คุณมีความฝัน แล้วมันไม่ตรงกับโลกความเป็นจริง คุณก็จะลืมมันไป” โอตาอิกู นักประสาทวิทยา กล่าว
ทว่า อาจมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความฝันดูเหมือนมีพลังหยั่งรู้ เพราะมีทฤษฎีหนึ่งเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับความสามารถของสมองที่เรียกว่า “การรับรู้จากภายในร่างกาย” (interoception)
“บางคนเรียกมันว่าประสาทสัมผัสที่ 6 โดยพื้นฐานแล้วมันคือความสามารถของสมองในการรับรู้สภาวะภายในของร่างกาย” ดร.โอตาอิกูกล่าว
ส่วนต่าง ๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้จากภายในร่างกายมักทับซ้อนกับส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฝัน และนักวิจัยบางคนเสนอว่าสิ่งนี้อาจอธิบายได้ว่า เหตุใดความฝันของเราในบางครั้งจึงดูเหมือนลางบอกเหตุล่วงหน้าเกี่ยวกับความเจ็บป่วย
“มันดูเหมือนจะเป็นกลไกที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล ซึ่งอาจอธิบายเรื่องเหล่านี้ได้” ดร.โอตาอิกูกล่าวเสริม

ที่มาของภาพ, Dr Abidemi Otaiku
คำบรรยายภาพ, ดร.อาบีเดมี โอตาอิกู กล่าวว่าการรับรู้จากภายในร่างกาย (interoception) อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความฝันของเราดูเหมือนจะทำนายอนาคตได้ ควรให้ความสำคัญกับฝันร้ายของเรามากแค่ไหน
มีงานวิจัยออกมามากขึ้นจากนักประสาทวิทยาอย่าง ดร.โอตาอิกู ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความฝันของเราอาจเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงในการเกิดโรคทางสมองบางชนิด
“ยิ่งคุณมีฝันร้ายบ่อยเท่าไร ความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมและโรคพาร์กินสันก็อาจยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น” เขากล่าว
ดร.โอตาอิกูเสนอไว้ 3 สมมติฐาน ประการแรก คือ ฝันร้ายอาจเป็นสัญญาณในระยะเริ่มต้นของโรคเหล่านี้ ประการที่สองคือ ฝันร้ายอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพแย่ลง หรือประการที่สาม ทั้งฝันร้ายและโรคเหล่านี้อาจมีสาเหตุร่วมกันจากปัจจัยอื่น เช่น พันธุกรรม แต่ทั้งนี้ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าสมมติฐานใดถูกต้อง
ดร.โอตาอิกูกล่าวว่าผลการค้นพบเหล่านี้ไม่ควรทำให้เราหดหู่ใจ ในทางกลับกัน เราควรมองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีในการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น เช่น ลดความเครียด นอนหลับให้มีคุณภาพ และหลีกเลี่ยงภาพยนตร์สยองขวัญก่อนเข้านอน ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถช่วยได้
สำหรับกรณีที่ฝันร้ายมีความรุนแรงก็ยังมีทางเลือกอื่น ๆ อีกด้วย เช่น การบำบัดด้วยการซ้อมภาพในจินตนาการ (image rehearsal therapy) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนตอนจบของฝันร้ายที่เกิดซ้ำ ๆ และยาลดความดันโลหิตชื่อว่าพราซาซิน (Prazacin) ที่สามารถยับยั้งฝันร้ายได้ โดยยังคงทำให้เกิดความฝันตามปกติ
“เป็นไปได้อย่างมากว่าการรักษาฝันร้ายจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของเรา ทั้งในระยะสั้น และอาจรวมถึงระยะยาวด้วย” ดร.โอตาอิกูกล่าวเสริม
เราควรวิเคราะห์ความฝันของเราหรือไม่
เซลเทอร์แมนเตือนว่าการมองหาความหมายเชิงสัญญะแบบตายตัวในความฝันของเราอาจเป็นเรื่องที่ชวนสับสน เพราะมันละเลยบริบทเฉพาะของแต่ละบุคคล
“ฉลามน่าจะมีความหมายที่แตกต่างกันสำหรับนักชีววิทยาทางทะเล เมื่อเทียบกับทันตแพทย์” เขาอธิบายโดยเปรียบเทียบ
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าการมองหา “ธีม” (theme) ในความฝันอาจช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้ดีขึ้น
“บางทีคุณอาจฝันถึงคนที่คุณรักซึ่งจากไปแล้วอยู่บ่อย ๆ หรืออาจฝันถึงงานที่คุณอยากทำในอนาคต หรือเกี่ยวกับเพื่อน ๆ และคนรักของคุณ” เขากล่าว
เขากล่าวเสริมว่าการติดตามธีมเหล่านี้สามารถช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและความสัมพันธ์ของเรามากขึ้น ซึ่งเป็นหัวข้อที่เรามีแนวโน้มจะฝันถึงมากที่สุด
“หากความฝันมีความหมายบางอย่างอยู่จริง ความหมายนั้นก็น่าจะอยู่ในชีวิตทางสังคมของเรา” เซลเทอร์แมนกล่าว
ด้านอเดอลีนบอกว่าตอนนี้เธอให้ความสนใจกับความฝันของตัวเองมากขึ้น และใช้มันเป็นเครื่องเตือนใจให้หันกลับมาตรวจสอบความรู้สึกของตนเอง
“เราควรเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองว่าข้อความนั้นควรหมายถึงอะไร มองลึกลงไปข้างในตัวคุณเอง แล้วคุณจะพบคำตอบ” เธอกล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cwyj2ze2w1ko&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LXldyG3i3YIfzh9-3-dRX -
-

“ราชมงคลสุวรรณภูมิ” ส่งนักศึกษาบินลัดฟ้าสู่จีน ปั้นทักษะสู่ภาคอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ
การศึกษา
“ราชมงคลสุวรรณภูมิ” ส่งนักศึกษาบินลัดฟ้าสู่จีน ปั้นทักษะสู่ภาคอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ
วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.12 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
“ราชมงคลสุวรรณภูมิ” ส่งนักศึกษาบินลัดฟ้าสู่จีน ปั้นทักษะสู่ภาคอุตสาหกรรมระดั
บนานาชาติ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกยุ
คใหม่ที่ทักษะสากลกลายเป็นหั วใจสำคัญของการทำงาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุ วรรณภูมิ เร่งขับเคลื่อนศักยภาพบัณฑิตอย่ างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ชั้นเรียนธาร์โมเทค” ความร่วมมือระหว่างภาคการศึ กษาและภาคอุตสาหกรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย นำโดย อาจารย์วนิดา วงศ์บรรณาคม ผู้ช่วยอธิการบดี พร้อมด้วย อาจารย์ธนธร จงศิริฐิติ คณบดีคณะบริหารธุรกิ
จและเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมส่งนักศึกษาสู่เส้ นทางการเรียนรู้ครั้งสำคัญ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางเข้ารับการฝึกอบรม ณ วิทยาลัยเทคนิคจี๋เหมีย (Jimei Industrial College) สาธารณรัฐประชาชนจีน 
เบื้องหลังความสำเร็จของการเดิ
นทางครั้งนี้ เกิดจากการเตรียมความพร้อมอย่ างเข้มข้น ทั้งด้านภาษาจีนและการปฐมนิเทศ สะท้อนถึงความตั้งใจในการพั ฒนานักศึกษาให้มีความพร้อมรอบด้ าน ก่อนก้าวสู่เวทีจริงในระดั บนานาชาติ และการฝึกอบรมครั้งนี้ไม่ได้มุ่ งเพียงการเพิ่มพูนความรู้ทางวิ ชาการ แต่ยังเน้นการสร้างประสบการณ์ ตรงในภาคอุตสาหกรรม พัฒนาทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการปรับตัวในสังคมพหุวั ฒนธรรม นับเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิ ทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภู มิ ในการผลิตบัณฑิตคุณภาพ ที่ไม่เพียง “พร้อมทำงาน” แต่ยัง “พร้อมแข่งขัน” ในตลาดแรงงานระดับโลกได้อย่างมั่ นใจ ส่งข่าวได้ที่ email : saowaporn12345@gmail.com และ bat_mamsao@yahoo.com
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/473024&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UBF5sGHXVuL99FfxA3dBO -

‘ขอโทษประชาชน’ ‘อนุทิน-มทภ.4’ยืดอกรับ/ลั่นลุยแก้ปัญหาความไม่สงบ

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่ จว.ชายแดนใต้ แม่ทัพภาค 4 ขอโทษประชาชน “อนุทิน” โดดป้อง พูดไม่ครบถ้วนทำให้พลาด ลั่นเดินหน้าแก้ปัญหาความไม่สงบ ปิดห้องคุย “วันนอร์-กมลศักดิ์” ปมถูกกราดยิง ด้าน ตร.เร่งล่าคนร้ายที่เหลือ
เมื่อเวลา 07.55 น. วันที่ 17 เม.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายอนุทินให้สัมภาษณ์ก่อนลงพื้นที่ว่า มีความตั้งใจที่จะลงไปตรวจพื้นที่ชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว และขณะนี้มีหลายเรื่องเข้ามา จึงตั้งใจจะลงไปกำกับดูแลทุกอย่าง
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ประเด็นกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกาเป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรงว่า จริงๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้ อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) การร่วมลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ส่วนที่โรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคงนั้น ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ
ต่อมาเวลา 09.28 น. นายกฯ และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนราธิวาส โดยมีนายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มาให้การต้อนรับ โดยนายกฯ ได้ทักทายและสวมกอด พล.ท.นรธิปอย่างเป็นกันเอง จากนั้นนายกฯ และคณะนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปยัง ศอ.บต.
เวลา 10.10 น. ที่ ศอ.บต. อ.เมืองฯ จ.ยะลา นายกฯ เป็นประธานประชุมร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ โดยมีเลขาธิการ ศอ.บต. แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้, นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 อดีตแม่ทัพภาคที่ 4, พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก, พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เข้าร่วมประชุม
นายอนุทินกล่าวตอนหนึ่งว่า มาอัปเดตสถานการณ์ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพราะมีปัจจัยและปัญหาใหม่ๆ เข้ามา ทำให้เราต้องทบทวนความเข้าใจเสมอ ซึ่งเป็นประการด่านแรกที่เราต้องปรับให้ได้ นอกเหนือจากปัญหาที่เป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงแล้ว ตนมาที่นี่เพื่อยืนยันการสนับสนุน ศอ.บต. ที่เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ
นายอนุทินกล่าวด้วยว่า เรามีผู้ทรงคุณวุฒิมีบารมีอยู่ในพื้นที่ด้วยอย่างนายวันมูหะมัดนอร์มาช่วยอีก 1 แรง และตนคิดว่าเราคงจะปล่อยให้เหตุการณ์มันอยู่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้เป็นอันขาด เรามีรองประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่เข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี เรามาช่วยกันทำงาน ไม่ได้มาจ้องจับผิดใครหรือมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรที่ไหน เรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว
นายอนุทินระบุว่า การแก้ไขปัญหาต้องมุ่งแก้ที่ต้นเหตุอย่างตรงจุด ไม่เหมารวมประชาชน โดยเชื่อว่าทุกคนในพื้นที่ล้วนต้องการความสงบสุขและสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพคือความยุติธรรม จากการศึกษาประวัติศาสตร์ พบว่าความต้องการหลักของประชาชนในพื้นที่คือความเป็นธรรม แม้ในบางช่วงจะมีแนวคิดหรือการแสดงออกที่เกินกรอบอุดมการณ์ แต่หากรัฐสามารถสร้างความเข้าใจและแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น
จากนั้นเวลา 12.15 น. นายกฯ ได้พบปะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ศอ.บต. ที่มาร่วมรับมอบนโยบาย โดยนายกฯ กล่าวว่า เราแก้ไขปัญหาทุกวัน ปัญหาแต่ละปัญหาที่เข้ามาหนักหนาสาหัสทั้งนั้น คนที่ไม่มีความทุ่มเท ไม่มีจิตใจที่เข้มแข็ง ก็คงไม่สามารถมีความอดทนต่อภารกิจตรงนี้ได้ ต้องขอแสดงความชื่นชม
ภายหลังพบปะข้าราชการ ผู้สื่อข่าวรายหนึ่งได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกฯ โดยระบุว่า ถูกไอโอโจมตีและป้ายสีผ่านสื่อออนไลน์ โดยกล่าวหาว่าเป็นนักข่าวโจร และโฆษก BRN ภายหลังการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 ทั้งที่ข่าวยังไม่ทันเผยแพร่ นอกจากนี้ตัวแทนสมาคมต่างๆ ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เช่นกัน เพื่อขอให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้ นายกฯ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า รัฐบาลรับทราบปัญหาแล้ว และจะเร่งดำเนินการดูแล แต่เรื่องการทำร้ายร่างกายจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะไม่เกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นถือว่าไม่ใช่การกระทำของรัฐ ขณะเดียวกันได้รับทราบข้อเรียกร้องจากสมาคมต่างๆ รวมถึงข้อมูลจากสื่อมวลชนแล้ว และเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ยืนยันว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
ปิดห้องคุยวันนอร์-กมลศักดิ์
ต่อมาเวลา 12.55 น. นายอนุทินได้เดินทางมายังบ้านศรียะลา ก่อนร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายวันมูหะมัดนอร์ และนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (ปช.) โดยได้ปิดห้องเข้าพูดคุยกัน 3 คนเป็นการส่วนตัว ก่อนหารือข้อราชการและสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการส่วนตัว
นายกมลศักดิ์เปิดเผยภายหลังการพูดคุยว่า รู้สึกสบายใจขึ้นหลังจากได้พูดคุยกับนายกฯ เพราะได้บอกเล่าข้อเท็จจริงเท่าที่ทราบ ส่วนทางคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รายละเอียดให้สอบถามนายกฯ ส่วนจะมีโอกาสที่จะสาวไปถึงผู้บงการหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า หนักใจหรือไม่หาก ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศแล้ว นายกมลศักดิ์ตอบว่า ขึ้นอยู่กับพนักงานสืบสวนสอบสวน ในส่วนทางคดีสมมติมีการจับกุมทั้ง 4 คน และฝากขังต่อศาลครบกำหนดระยะเวลา หากมีพยานหลักฐานตามสมควรก็สามารถฟ้องทั้ง 4 คนนี้ก่อนได้ไม่ต้องรอ
เมื่อถามถึงมูลเหตุที่คนร้ายลงมือ ส่วนตัวปักใจเชื่อไปที่เรื่องไหน นายกมลศักดิ์กล่าวว่า คล้ายกับที่ตำรวจตั้งไว้ ยังไม่ตัดประเด็นไหนทิ้ง ทางด้านความมั่นคงและการเมือง อาจเป็นไปได้ทั้งสองทาง
ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายอนุทินเดินทางมาเป็นประธานการประชุมติดตามความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
ภายหลังประชุมเสร็จสิ้น ในเวลา 15.03 น. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.ท.นรธิป และ พล.ต.อ.สำราญ ร่วมกันแถลงข่าว โดย พล.ท.อดุลย์กล่าวว่า นายกฯ ไม่สบายใจเกี่ยวกับกระแสสังคมที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องต่างๆ จึงได้พารัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงต่างๆ มารับทราบปัญหาเกี่ยวกับกระแสสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงเรียนปอเนาะ รวมถึงการปิดไมค์พูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งตนขอยืนยันว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งใจมาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา แต่ด้วยบรรยากาศในการแถลงข่าวที่มีสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก ทำให้รู้สึกกดดันบ้าง ตายไมค์บ้าง ก็เป็นเรื่องที่เราพูดคุยกันได้
เมื่อถามถึงกรณีแม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์พูดเกี่ยวกับคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” จนถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้น พล.ท.อดุลย์ชี้แจงว่า เรื่องการปิดไมค์เป็นเรื่องส่วนตัว อย่ามาพูดถึงกันเลย มันผ่านไปแล้ว ท่านก็ขอโทษแล้ว เป็นเรื่องที่ให้อภัยกันได้ เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน ขอให้ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 มีกำลังใจในการทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ขอยืนยันว่า การคิดดี ทำดี พูดดี เป็นเรื่องที่เราต้องทำกัน แต่เรื่องการสื่อสารที่สั้นเกินไป และแรงกดดันจากสื่อมวลชน
ส่วนกรณีสมาคมโรงเรียนปอเนาะยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกนอกพื้นที่นั้น รมว.กลาโหมกล่าวว่า เราพูดคุยกันได้ ท่านก็รับผิดแล้ว ซึ่งไม่ใช่ความผิดทั้งทางวินัยและอาญา แต่เราแค่พูดสื่อสารกันน้อยไปหน่อย และมีการขอโทษกันแล้ว คิดว่าพี่น้องคนไทยเราให้อภัยกันได้ เดี๋ยวแม่ทัพภาคที่ 4 จะลงไปพบปะกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกคนให้เข้าใจซึ่งกันและกัน
แม่ทัพภาค 4 ขอโทษ
ขณะที่ พล.ท.นรธิปได้กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชน โดยระบุว่า ตนอาจจะผิดเพราะการสื่อสารที่มีผลทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนา ขอยืนยันว่าตนในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากนี้ไปจะมีการลงไปพูดคุยกับโรงเรียนสอนศาสนาเพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.ท.นรธิปตอบว่า มี เพราะเรามีกิจกรรมที่เข้าไปทำในโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว
ด้าน พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยถึงคดีของนายกมลศักดิ์ว่า เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วรวม 4 ราย ประกอบด้วย ผู้ต้องหาคนที่ 1 ผู้ต้องหาที่เป็นคนขับรถ และผู้ต้องหามือปืน ซึ่งสามารถจับกุมได้ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี รวมถึงผู้ต้องหาอีก 1 รายที่เกี่ยวข้องกับการนำรถของกลางไปชำแหละ นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ กอ.รมน.เข้าแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 151 ฐานนำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งเป็นอีกสำนวนคดีหนึ่ง หากการสอบสวนมีความเชื่อมโยงกัน ผบช.ภ.9 และผู้บังคับการที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.อ.สำราญกล่าวอีกว่า สำหรับผู้ต้องหาที่ยังคงหลบหนีอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นบุคคลที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในต่างประเทศ จึงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยทหารตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ หากพบว่าหลบหนีออกไปแล้วจะดำเนินการออกหมายแดงผ่านตำรวจสากล เพื่อติดตามจับกุมตัวกลับมาดำเนินคดี
รอง ผบ.ตร.ระบุว่า ในส่วนของประเด็นผู้ว่าจ้างยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน และจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่ครบทั้งหมด
จากนั้นเวลา 15.35 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพบปะพูดคุยกับนายกมลศักดิ์ว่า ดีครับ เราดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งทางตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จะครบแล้ว อยู่ระหว่างการสอบขยายผล และขอให้คำยืนยันว่า เราอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างแน่นอน
เมื่อถามถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อแม่ทัพภาคที่ 4 นายอนุทินกล่าวว่า มีการพูดคุยกันกับแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งในเรื่องการปฏิบัติงานท่านก็ทุ่มเทเต็มที่ ไม่ใช่เฉพาะในช่วงนี้ โดยตั้งแต่ที่ท่านเข้ามารับตำแหน่ง มีภัยพิบัติหรือมีเรื่องต่างๆ ท่านก็อยู่ที่หน้างานมาโดยตลอด และตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในช่วงหลังอาจจะมีสถานการณ์เยอะแยะไปหมด และท่านก็ถูกทั้งส่วนกลางและตนซักถาม เร่งรัดภารกิจต่างๆ ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์ในช่วงนี้ ทำให้ท่านพยายามจะตอบ
นายอนุทินยังยืนยันว่า ในใจของแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่มีอะไร บางทีเวลาตอบ ภายใต้ภาวะที่ตึงเครียด ท่านก็มายอมรับว่าพูดไม่ครบถ้วนบ้าง พลาดไปบ้าง ตนก็ถามว่าท่านพร้อมจะขอโทษพี่น้องประชาชนหรือไม่ ท่านก็ตอบว่าพร้อม ซึ่งท่านได้ขอโทษพี่น้องประชาชนด้วยความเต็มใจ
“ผมก็ต้องขอโทษประชาชนด้วย ในฐานะ ผอ.กอ.รมน. สิ่งที่ทำให้ประชาชนเกิดความกังวล วิตกห่วงใย วันนี้เรามาแก้ไข และจี้ไปทุกประเด็นจะพยายามทำในสิ่งที่กฎหมายกำหนด คนไหนมีความผิดเราจะดำเนินคดีไปถึงที่สุด ไม่ต้องกังวลว่าจะไปถูกตัดตอนตรงไหน” นายอนุทินระบุ
ส่วนกรณีที่สถาบันปอเนาะไม่สบายใจนั้น นายกฯ กล่าวว่า ตนได้กล่าวกับผู้แทนของสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ นายขดดะรี บินเซ็น ซึ่งเป็นประธานที่ปรึกษา ศอ.บต. รับรองว่าคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้พูดว่าทุกที่เป็นอย่างนั้น อาจมีบางที่บางจุด เราเชื่อว่าทุกคน ต้องการสร้างความสงบที่จะอยู่ด้วยกัน อย่างที่บอกเวลาพูดภายใต้สภาวะกดดัน อย่างตนพูดติดๆ ขัดๆ ต้องระวัง แต่ในใจมีแต่ความรักความห่วงใย
วันเดียวกัน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณี สส.รายหนึ่งออกมาให้ข้อมูลว่าไม่เห็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ลงพื้นที่ร่วมกับนายกฯ ว่า ผบ.ทบ. ในฐานะรอง ผอ.รมน. ได้ลงพื้นที่พบปะกำลังพล พร้อมรับทราบปัญหาและข้อเสนอแนะจากหน่วยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาและกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ส่วนการร่วมคณะกับนายกฯ ผบ.ทบ.ได้มอบหมายให้เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ร่วมกับคณะ เพื่อรับมอบนโยบายเพิ่มเติมจากนายกฯ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ดังกล่าวยังไม่ครบถ้วนและไม่เป็นข้อเท็จจริง เนื่องจาก สส.ผู้ให้ข้อมูลมิได้อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่โดยตรง
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ของผู้นำประเทศ รัฐบาลต้องยืนยันหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และไม่ใช้ความรุนแรงเป็นแกนกลางในการแก้ไขปัญหา ส่วนการลอบสังหารนายกมลศักดิ์ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการฟื้นฟูความไว้วางใจของประชาชน ในฐานะผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท่านต้องแสดงให้เห็นว่าเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีนี้อย่างตรงไปตรงมาและไม่เลือกปฏิบัติ.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/981520/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3erqPqP-9GOzclVNKXWNnV -

‘รมว.ประเสริฐ’ ร่วมคณะนายกฯ ตรวจราชการ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมสร้างความเข้าใจ ยกระดับการศึกษาในพื้นที่
‘รมว.ประเสริฐ’ ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการสามจังหวัดชายแดนใต้ พร้อมสร้างความเข้าใจ ยกระดับการศึกษาในพื้นที่
วันนี้ (17 เมษายน 2569) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปยังสนามบินนราธิวาส เพื่อตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดชุมพร
รมว.ศธ. กล่าวว่า การร่วมคณะนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ การได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็จะได้ไปดูว่ากระทรวงจะช่วยส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษา รวมทั้งเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
“ส่วนกรณีที่สมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ รวมทั้งสถาบันศึกษาปอเนาะ และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ที่มีข้อเรียกร้องให้ย้ายฝ่ายความมั่นคงนั้น จริง ๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาของสถาบันศึกษาปอเนาะ-ตาดีกา ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ก็ได้กำกับดูแลสถาบันศึกษาปอเนาะ-ตาดีกาอยู่แล้ว พร้อมมีการตั้งคณะกรรมการร่วมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 5 อำเภอของสงขลา) จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และมีหน่วยงาน สช.ระดับจังหวัด และ สช.ระดับอำเภอ บูรณาการการดำเนินงานและประสานการทำงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ วันนี้จึงถือโอกาสเดินทางลงพื้นที่เพื่อมาดูและรับฟังประเด็นต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการศึกษาในพื้นที่ต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว
ที่มา : ศธ.360 องศา
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/WhieY4vEF&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_th2BkSk3RxDM-vAdn5xn



