Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไปอเมริกาด้วยราคา 21K !! กับฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ Ep.1

    ไปอเมริกาด้วยราคา 21K !! กับฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ Ep.1

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/nKAvRYo8kgPM&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32yvYxNtuWfgw0wOfOlcNM

  • ‘ทรัมป์’ ลั่น กำลัง ‘ชนะสงคราม’ การปิดล้อมทำเศรษฐกิจอิหร่านเสียหาย 500 ล้านดอลล์/วัน

    ‘ทรัมป์’ ลั่น กำลัง ‘ชนะสงคราม’ การปิดล้อมทำเศรษฐกิจอิหร่านเสียหาย 500 ล้านดอลล์/วัน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลั่น ตนกำลัง ‘ชนะสงคราม’ ชี้ อย่าเชื่อสื่อใหญ่ปล่อยเฟกนิวส์ว่าอิหร่านจะชนะ เพราะไม่มีทาง และการปิดล้อมทำเศรษฐกิจอิหร่านเสียหายไปแล้ว 500 ล้านดอลล์ลาร์ต่อวัน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐโพสต์ในโซเชียลมีเดียเมื่อวันจันทร์ (20 เม.ย.) ช่วงบ่ายตามเวลาสหรัฐหรือราวตี 1 ของวันอังคารที่ 21 เม.ย. ตามเวลาไทยอยู่หลายโพสต์ โดยมีโพสต์หนึ่งระบุว่า ตนกำลังชนะสงคราม ไม่ควรเชื่อข่าวเฟกนิวส์ที่รายงานว่าอิหร่านจะชนะสงคราม เพราะนั่นจะไม่เกิดขึ้น

    โพสต์ดังกล่าวระบุไว้ดังนี้

    “ผมกำลังชนะสงคราม ชนะอย่างขาดลอย ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี กองทัพของเรายอดเยี่ยมมาก และถ้าคุณอ่านข่าวปลอม อย่างหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ที่กำลังตกต่ำ วอลล์สตรีทเจอร์นัลที่แย่และน่ารังเกียจอย่างยิ่ง หรือวอชิงตันโพสต์ที่ตอนนี้แทบจะล่มสลายไปแล้ว (โชคดีที่ยังไม่ล่ม) คุณจะคิดว่าเรากำลังแพ้สงคราม ศัตรูก็กำลังสับสน เพราะพวกเขาได้รับ “รายงาน” จากสื่อเหล่านี้เหมือนกัน แต่พวกเขากลับยังไม่รู้ว่ากองทัพเรือของพวกเขาถูกทำลายไปหมดแล้ว กองทัพอากาศของพวกเขาต้องปฏิบัติบนรันเวย์ที่มืดมิด พวกเขาไม่มีอุปกรณ์ต่อต้านขีปนาวุธหรือเครื่องบิน อดีตผู้นำเก่าๆ ของพวกเขาส่วนใหญ่หายไปแล้ว (นี่คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง!) และที่สำคัญที่สุด การปิดล้อม ที่เราจะไม่ยกเลิกจนกว่าจะมี “ข้อตกลง” ได้ทำลายอิหร่านอย่างสิ้นเชิง พวกเขากำลังสูญเสียเงิน 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สามารถปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้อีกนาน แม้ในระยะสั้นก็ตาม สื่อปลอมที่ต่อต้านอเมริกาต่างเชียร์ให้อิหร่านชนะ แต่เรื่องนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะผมเป็นผู้ควบคุม! เช่นเดียวกับที่คนไร้ความรักชาติที่ใช้กำลังทั้งหมดที่มีต่อสู้กับผมในการเลือกตั้ง พวกเขาก็ยังคงทำเช่นนั้นกับอิหร่าน ผลลัพธ์จะเหมือนเดิม — และมันก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว!”

    ในขณะที่อีกโพสต์ทรัมป์บอกว่า ข้อตกลงที่กำลังทำกับอิหร่านในขณะนี้ ดีกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ที่รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และอดีตปธน.โจ ไบเดน ทำกับอิหร่านเสียอีก

    โพสต์ดังกล่าวทรัมป์ระบุว่า

    “ข้อตกลงที่เรากำลังทำกับอิหร่านจะดีกว่าข้อตกลง JCPOA ที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน” ซึ่งร่างโดยบารัก ฮุสเซน โอบามา และโจ ไบเดน จอมง่วง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่เลวร้ายที่สุดต่อความมั่นคงของประเทศเราเท่าที่เคยมีมา มันเป็นเส้นทางที่รับประกันการนำไปสู่การมีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งจะไม่เกิดขึ้น และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยข้อตกลงที่เรากำลังดำเนินการอยู่ พวกเขาให้เงิน “แบงก์เขียว” จำนวน 1.7 พันล้านดอลลาร์ ใส่ในเครื่องบินโบอิ้ง 757 และบินไปยังอิหร่านเพื่อให้ผู้นำอิหร่านใช้จ่ายตามที่เห็นสมควร เขาถอนเงินสดทั้งหมดออกจากธนาคารในวอชิงตัน ดี.ซี. เวอร์จิเนีย และแมริแลนด์ บรรดาผู้บริหารธนาคารกล่าวว่าพวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน นอกจากนี้ ยังมีการจ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ให้กับอิหร่าน หากผมไม่ยกเลิก “ข้อตกลง” นั้น อาวุธนิวเคลียร์จะถูกนำไปใช้กับอิสราเอลและทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงฐานทัพทหารสหรัฐ อันเป็นที่รักของเราด้วย ข่าวปลอม เช่น เดวิด อิกเนเชียส “นักข่าว” ที่ไร้ฝีมือจากวอชิงตันโพสต์ ชอบพูดถึงข้อตกลง JCPOA ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอันตรายและเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่งสำหรับประเทศของเรา หากข้อตกลงเกิดขึ้นภายใต้การนำของ “ทรัมป์” มันจะรับประกันสันติภาพ ความมั่นคง และความปลอดภัย ไม่เพียงแต่สำหรับอิสราเอลและตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยุโรป อเมริกา และที่อื่นๆ ด้วย มันจะเป็นสิ่งที่ทั้งโลกจะภาคภูมิใจ แทนที่จะเป็นความอับอายและความเสื่อมเสียเกียรติที่เราต้องทนทุกข์ทรมานมาหลายปีเนื่องจากการนำที่ไร้ความสามารถและขี้ขลาด!”

    ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าการเจรจาที่คาดว่าจะมีขึ้นในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานนั้นในวันอังคารจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่อัลจาซีรารายงานว่า ทีมเจรจาสหรัฐกำลังเดินทางไป โดยรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ จะออกเดินทางในวันอังคารเช้าตามเวลาสหรัฐ ในขณะที่ฝ่ายอิหร่านยังไม่เปิดเผยว่าจะเจรจาหรือไม่ หรือส่งใครไปเจรจา

    ส่วนเส้นตายข้อตกลงหยุดยิงก่อนหน้านี้กำลังจะสิ้นสุดแล้วในวันพุธ (22 เม.ย.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1230430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_YYIDJFzklJpBvGpO3z1y

  • ‘ชิป’ สมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก ไทยดึง 3 ผู้ผลิตสหรัฐปักธงผลิต

    ‘ชิป’ สมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก ไทยดึง 3 ผู้ผลิตสหรัฐปักธงผลิต

    การลงทุนจากสหรัฐในไทยยังเติบโตต่อเนื่องโดย 5 ปี ที่ผ่านมา (2564-2568) นักลงทุนสหรัฐขอรับการส่งเสริมการลงทุน 232 โครงการ มูลค่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ 

    เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่า 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนสหรัฐต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐ ระหว่างวันที่ 13-17 เม.ย.2569 เพื่อร่วมประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    รวมทั้งเจรจาดึงการลงทุนกับบริษัทอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ที่เติบโตเร็วจากความต้องการสูงขึ้นเพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI คาดว่ามูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2569 เร็วกว่าสมาคมเซมิคอนดักเตอร์คาดการณ์ 4 ปี 

    อีกทั้งถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่หลายประเทศแย่งการลงทุน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี โดยสหรัฐเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกที่กุมหัวใจเทคโนโลยีและครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก 

    จีบ3บิ๊กเทคสหรัฐขยายลงทุนไทยเพิ่ม

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเยือนสหรัฐได้หารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 ราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นขยายลงทุนในไทยโดยเฉพาะชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ประกอบด้วย

    1.บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) เป็นเทคโนโลยีที่แม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลปัจจุบัน เพราะความร้อนเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูงโดยเฉพาะเทคโนโลยี AI 

    สำหรับบริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทยในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ลงทุนแล้ว 3,000 ล้านบาท โดยได้รับเลือกเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบประมวลผลของ NVIDIA

    ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐมาไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งมีโอกาสสูงที่จะวิจัยและพัฒนาส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในไทย

    ยันไทยพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรับลงทุน

    2.GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลกที่เชี่ยวชาญการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center 

    ทั้งนี้ มองว่าไทยพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งอุตสาหกรรมที่ใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center 

    นอกจากนี้ นายเอกนิติ เชิญชวนให้พิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทยจากเดิมที่ใน 3 ประเทศ คือ สหรัฐ เยอรมนีและสิงคโปร์ 

    3.Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูง 50% มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung 

    ขณะนี้ มีสำนักงานภูมิภาคและศูนย์บริการลูกค้าในไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม 

    “เอกนิติ”ย้ำระบบการเงินไทยพร้อม

    สำหรับการหารือครั้งนี้ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของไทยหลายมิติ ทั้งคุณภาพบุคลากรไทยและซัพพลายเชนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำเข้มแข็ง ศักยภาพพลังงานสะอาด การเมืองมีเสถียรภาพในปัจจุบัน

    รวมทั้งนักลงทุนสนใจและให้ข้อแนะนำการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุน ซึ่งได้ยืนยันถึงความพร้อมระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีใช้ไทยเป็นฐานระดมทุนเพื่อขยายกิจการ

    นอกจากนี้ ได้หารือ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิปมีสมาชิก 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญผลักดันนโยบายและกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON หลายประเทศทั่วโลกที่เป็นงานรวมตัวผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ใหญ่ที่สุด 

    ทั้งนี้ บีโอไอร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือน มี.ค.2569 โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในไทย

    ปั้นไทยศูนย์กลางธุรกิจระดับภูมิภาค

    นอกจากนี้ คณะได้หารือหอการค้าสหรัฐ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งงมีฐานการดำเนินงานในไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐยืนยันตรงกันว่าไทยไม่ใช่แค่ฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค

    นายเอกนิติ เสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ

    สำหรับการดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาไทยจะสร้างงานคุณภาพสูงและมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น วิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต ช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป 

    รวมทั้งต่อยอดไปอุตสาหกรรมสนับสนุนและบริการในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรมและบริการด้านเครื่องจักร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230375&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L_-6Mj0n9k5CuXVMuphfy

  • ฮ่องกงเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่จากภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    ฮ่องกงเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่จากภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    นักวิเคราะห์เตือนว่า ความไม่แน่นอนจากวิกฤตน้ำมันซึ่งเชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลางที่ต่อเนื่องจะส่งผลกระทบเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อโดยหลายอุตสาหกรรมในฮ่องกงกำลังเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่สูงที่สุดในโลก นักเศรษฐศาสตร์และผู้นำธุรกิจหลายคนคาดการณ์ว่า วิกฤตน้ำมันที่เกิดจากสงครามจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่มาจากการนำเข้าสินค้าต่างๆ ทำให้ราคาสินค้าตั้งแต่กระดาษชำระ บริการซักรีด ไปจนถึงยางมะตอยปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบต่อเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นทันทีและมากกว่าผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยบางฝ่ายคาดว่าผลกระทบจะเริ่มชัดเจนในไตรมาสที่สามและสี่ของปีนี้ ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงอาจกระทบต่อโครงการพัฒนา Northern Metropolis และผลักดันให้ชาวฮ่องกงจำนวนมากหันไปจับจ่ายใช้สอยในจีนแผ่นดินใหญ่แทน

    Ms. Adrienne Lui นักเศรษฐศาสตร์ประจำ Greater China และ Mongolia และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกของ Citigroup Global Markets Asia ได้คาดการณ์ GDP         ที่แท้จริงของฮ่องกงในปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 3.2 โดยระบุว่าผลกระทบจากราคาพลังงานมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อมากกว่าที่จะสร้างความเสียหายต่อการเติบโต ทีมวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เฉลี่ยปี 2569 ขึ้น 0.3 จุด เป็นร้อยละ 1.9 ต่อปี จากสภาวะต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นราวสามเดือนที่ผ่านมา ค่าไฟฟ้าซึ่งคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของ CPI ในฮ่องกง จะถูกปรับเพิ่มผ่านการปรับค่าเชื้อเพลิงรายเดือน แม้จะมีความล่าช้าอยู่บ้างแต่สุดท้ายจะสะท้อนค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    รัฐบาลฮ่องกงระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะดำเนินต่อไปหรือทวีความรุนแรง โดยก่อนหน้าการโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ รัฐบาลได้เผยแพร่ผลการคาดการณ์ดำเนินเศรษฐกิจปี 2568 รัฐบาลได้ออกมาตรการระยะสั้น เช่น เงินอุดหนุนดีเซลและลดค่าธรรมเนียมทางด่วนสำหรับภาคขนส่ง พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามราคาน้ำมันเพื่อประเมินสถานการณ์และจัดทำแผนสำรอง

    image.png

    Mr. Peter Shiu Ka-fai สมาชิกสภาด้านค้าปลีกและค้าส่ง เตือนว่าผลกระทบจะส่งต่อไปยังสินค้าบริโภคทั่วไป โดยเฉพาะสินค้าขนาดใหญ่เช่น กระดาษชำระที่อ่อนไหวต่อค่าขนส่ง และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม เช่น วัสดุกันน้ำและยางมะตอย บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มีทุนและวิธีรับมือมากกว่า แต่ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสปรับตัวจำกัดและอาจต้องแบกรับต้นทุนเอง

    Mr. Paul Chan Mo-po เลขาธิการการคลังกล่าวในว่า เศรษฐกิจท้องถิ่นยังคงขยายตัว และเงินเฟ้อปีนี้คาดว่าจะสูงกว่าปี 2568 เล็กน้อย โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 1.7 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 1.8 พร้อมคาดการณ์ GDP ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5–3.5 ต่อปี ขณะที่ Bloomberg กับนักวิเคราะห์ 29 รายคาดการณ์การเติบโตเฉลี่ยของ GDP ปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 2.9 

    อย่างไรก็ตาม Ms. Adrienne Lui เตือนว่าความไม่แน่นอนจากวิกฤตน้ำมันจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวมยังคงต่ำ แต่ต้นทุนพลังงานที่สูงจะส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการมากขึ้น เช่น ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นค่าโดยสารสาธารณะ ราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงทำให้ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงของตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจกระทบต่อการเดินทางระยะไกล แม้จะมีแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น แต่ฮ่องกงยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ดึงดูดเงินทุนปลอดภัยท่ามกลางสภาวะความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับจีน

    Mr. Ray Wong Wing-wai สมาชิกสภาอุตสาหกรรม ระบุว่าราคาดีเซลที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนพลังงานของธุรกิจซักรีดเชิงพาณิชย์เพิ่มจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้กำไรที่ปกติต่ำกว่า ร้อยละ 10 อยู่แล้วหายไปอีก ซึ่งธุรกิจซักรีดไม่สามารถย้ายการผลิตไปจีนแผ่นดินใหญ่ได้ เนื่องจากมีข้อห้ามจำกัดหลังการระบาดของโควิด-19

    Mr. Joseph Chan รองผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและผู้ประกอบการมหาวิทยาลัยฮ่องกง เตือนว่าต้นทุนที่สูงขึ้นจะผลักดันให้ประชาชนหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่าในจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น การเดินทางไปเซินเจิ้น เพื่อรับประทานอาหารและช้อปปิ้ง หรือไปญี่ปุ่นเพื่อใช้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ฮ่องกงจะพึ่งพาการนำเข้าสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงระบุว่าฮ่องกงมีความมั่นคงด้านการจัดหาสินค้าและพลังงานจากจีนแผ่นดินใหญ่

    image.png

    Ms. Adrienne Lui เชื่อว่าโครงการ Northern Metropolis และแผนพัฒนา Greater Bay Area จะไม่มีอุปสรรค แต่สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีแผนเชิงกลยุทธ์สำรอง ทั้งนี้ Mr. Paul Chan Mo-po เตือนว่าหากวิกฤตยืดเยื้อ รัฐบาลอาจต้องลดการใช้จ่ายโครงการและอาจส่งผลกระทบต่อโครงการดังกล่าวได้เช่นกัน วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนให้ฮ่องกงเร่งการเปลี่ยนผ่านพัฒนาพลังงานสีเขียว Ms. Adrienne Lui ระบุว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวที่นำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 50–60 มีความจำเป็นที่ต้องทบทวนเป้าหมายใหม่ในปี 2578 ที่ตั้งไว้ให้พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ร้อยละ 7.5–10 ของการใช้พลังงานทั้งหมด เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระด้านพลังงาน ขณะที่ Mr. Paul Chan Mo-po เรียกร้องให้มีนโยบายพลังงานท้องถิ่นที่สอดคล้องกับกรอบนโยบายระดับชาติ พร้อมผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน

    ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนที่เชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลาง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจฮ่องกงอย่างมากและปรากฏชัดในรูปแบบของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมากกว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและบริการที่มีต้นทุนพลังงานสูง ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น กระดาษชำระ บริการซักรีด และวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม เพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมแผนรับมือกับต้นทุนการขนส่งและพลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำหนักมากหรือมีความอ่อนไหวต่อค่าขนส่ง เช่น อาหารแปรรูปและสินค้าอุปโภค ควรพิจารณาการปรับราคาที่เหมาะสมหรือหาทางเลือกด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับเปลี่ยนการบริหารต้นทุนและราคาให้เหมาะสม แม้ฮ่องกงจะเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่สินค้าคุณภาพจากไทยยังคงได้รับการยอมรับในตลาด ผู้ประกอบการควรเน้นการสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและภาพลักษณ์สินค้า ใช้โอกาสจากความนิยมสินค้าไทย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าผู้บริโภคฮ่องกงจะหันไปจับจ่ายในจีนแผ่นดินใหญ่หรือประเทศอื่นที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพฤติกรรมนี้อย่างใกล้ชิด และพิจารณาการขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในฮ่องกงและตลาดใกล้เคียง เช่น เซินเจิ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้า

    วิกฤตครั้งนี้เป็นสัญญาณให้ธุรกิจในฮ่องกงเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผู้ประกอบการไทยควรสนใจและติดตามนโยบายและมาตรการภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรัฐบาลฮ่องกงได้ออกมาตรการระยะสั้น เช่น เงินอุดหนุนดีเซลและลดค่าธรรมเนียมทางด่วน ผู้ประกอบการควรติดตามมาตรการเหล่านี้เพื่อใช้ประโยชน์ในการลดต้นทุนและปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ แม้ว่าฮ่องกงเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับสินค้าไทย การปรับตัวเชิงกลยุทธ์ การรักษาคุณภาพ และการใช้โอกาสจากแนวโน้มพลังงานสีเขียว จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mwt4p44ba7tvg6psfh6n31os&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IozsOTHDYxs6u0B2_Nmzg

  • ผนึกกำลังเปิดตัวโครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร 8 ริ้ว Night Run” กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงกีฬา เชื่อมพลังเศรษฐกิจสองจังหวัด | TOPNEWS

    ผนึกกำลังเปิดตัวโครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร 8 ริ้ว Night Run” กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงกีฬา เชื่อมพลังเศรษฐกิจสองจังหวัด | TOPNEWS

    วันที่ 20 เมษายน 2569 ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานเปิดโครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร 8 ริ้ว Night Run” กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงกีฬา เชื่อมพลังเศรษฐกิจสองจังหวัด พร้อมด้วย นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางปวีณวรรณ นิลกำแหง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาววิภาวี คมคาย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรปราการ นางขวัญกมล ฉายแสง นายกเทศมนตรีจังหวัดฉะเชิงเทรา
    นายยุทธนา มาตเจือ ประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา และส่วนราชการ สื่อมวลชน เข้าร่วมฯ

    โดย โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิดการส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism)เป็น โครงการภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬา โดยมุ่งสร้างสีสันทางการท่องเที่ยว เพิ่มแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ และ ต่อยอดรายได้สู่ภาคธุรกิจและชุมชุน ผ่านกิจกรรมการแข่งขันวิ่งกลางคืนที่เชื่อมโยงอัต
    ลักษณ์ และศักยภาพของจังหวัด สมุทรปราการ และ ฉะเชิงเทรา เข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์

    สำหรับกิจกรรมหลักของโครงการ จะจัดการแข่งขันวิ่งจำนวน 2 สนาม ได้แก่ สนามที่ 1 วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ณ สถานตากอากาศบางปู
    จังหวัดสมุทรปราการ และ สนามที่ 2 วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเปิดการแข่งขันใน 2 ระยะ คือ 3.5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร รองรับนักวิ่ง สนามละ 800 คน รวมทั้งสิ้น 1,600 คน

    งานแถลงข่าวครั้งนี้มีผู้ร่วมแถลงข่าวจากหลายภาคส่วน ทั้งฝ่ายบริหารจังหวัด หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและกีฬา องค์กรปกครองส่วนท้อง
    ถิ่น ภาคเอกชน และฝ่ายประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมสะท้อนภาพรวมของโครงการ ความสำคัญเชิง
    ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ความพร้อมของพื้นที่จัดกิจกรรม การมีส่วนร่วมของ ท้องถิ่น ตลอดจนผลเชิงบวกทางเศรษฐกิจและการสื่อสารสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง

    นอกจากการเป็นกิจกรรมกีฬา โครงการนี้ยังเป็น อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับพื้นที่ กระตุ้นการเดินทาง กระจายรายได้สู่ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการท้องถิ่นพร้อมทั้งสร้างบรรยากาศความร่วมมือระหว่าง
    ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อยกระดับจังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทราให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในเขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตชายฝั่งอ่าวไทย

    ดังนั้น โครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร
    8 ริ้ว Night Run” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมการแข่งขันวิ่ง แต่เป็นเวทีสำคัญของการนำกีฬา การเดินทาง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาผสานเข้า ด้วยกัน เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับพื้นที่และสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีชีวิตชีวาให้กับนักวิ่ง นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป อย่างแท้จริง


    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1552509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bk2HgJd6HIZQ_GPdI3f0h

  • สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5

    สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5

    หัวใจคนปลูกกาแฟเชียงราย ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นแดงและควันไฟป่า ยันคุณภาพเมล็ดไม่หายไปกับควัน

    เชียงราย 20 เมษายน 2569 – พงศกร อารีศิริไพศาล เจ้าของ ร้าน LOCAL Coffee และกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ในช่วงที่ฝุ่นควันยังลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดดอย เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่นว่าปีนี้เป็นปีที่เกษตรกรต้องทำงานท่ามกลางความไม่แน่นอนมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

    เรื่องราวของเชียงรายในเดือนเมษายนจึงไม่ได้มีเพียงกลิ่นควันไฟหรือเสียงน้ำสงกรานต์ที่ถนนสันโค้งเท่านั้น แต่ยังมีความกังวลที่ซ้อนทับกันระหว่างสุขภาพของคนปลูกกาแฟ คุณภาพของแม่น้ำสายหลัก และความหวังของเมืองที่กำลังต้องเลือกเส้นทางใหม่ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

    ควันไฟบนดอยกับกาแฟที่ยังต้องยืนหยัด

    พงศกรประเมินว่าผลผลิตกาแฟของเชียงรายในปีนี้อาจได้รับผลกระทบบางส่วน ผลผลิตอาจน้อยลงบ้างในพื้นที่ที่เจอไฟป่าเผาไหม้หรือต้นกาแฟอายุน้อยที่โดนความร้อนโดยตรง แต่คุณภาพของกาแฟเชียงรายยังคงมีมาตรฐานเหมือนเดิม เขาย้ำว่าคุณภาพไม่ได้หายไปพร้อมกับควัน

    สิ่งที่น่าห่วงกว่าปริมาณเมล็ดกาแฟคือคนทำงานบนไร่ เขาบอกว่าชาวเกษตรกรต้องสูดดมควันและฝุ่น PM 2.5 เกือบตลอดทั้งวันบนดอยสูง ในระยะยาวไม่เป็นผลดีแน่ ยิ่งเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกษตรกรบนที่สูงก็เสี่ยงต่อภาวะฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

    ข้อมูลคุณภาพอากาศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนความจริงนั้น วันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น. สถานีตรวจวัดในจังหวัดเชียงรายหลายแห่งรายงานค่า PM 2.5 ระดับสูง เช่น รพ.สต.บ้านดงมะตื๋น ต.ผางาม อ.เวียงชัย วัดได้ 263 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ รพ.สต.บ้านทุ่งงิ้ว อ.เชียงของ วัดได้ 243 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้สูงเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกหลายเท่า และเป็นสิ่งที่คนบนดอยต้องเผชิญทุกเช้า 

    พงศกรไม่ได้เรียกร้องความสงสาร แต่เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม เขาบอกว่าแม้หน้าร้านจะเงียบ คนไม่มาเที่ยว แต่กาแฟยังมีเรื่องเล่าได้ ถ้ามีเรื่องเล่า ก็ขายออนไลน์ได้ รายได้ยังหมุนได้แม้สถานการณ์ท่องเที่ยวไม่เอื้อ คำแนะนำนี้ไม่ใช่ทฤษฎีลอยๆ แต่มาจากประสบการณ์ของเจ้าของ LOCAL Coffee ที่เห็นลูกค้าต่างจังหวัดสั่งเมล็ดคั่วผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นในช่วงที่ฝุ่นหนา

    ตัวเลขท่องเที่ยวที่ดูดีกับความจริงที่ถนนสงกรานต์

    ภาพของเชียงรายในช่วงต้นปีดูเหมือนจะไปได้ดี ตัวเลขจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 เชียงรายมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 1,661,706 คน ติดอันดับ 10 ของประเทศเมื่อไม่นับกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ในขณะเดียวกัน อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของเชียงรายในช่วงสามเดือนแรกอยู่ที่ 79.74 เปอร์เซ็นต์ สูงเป็นอันดับ 7 ในกลุ่ม 20 จังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ตามการจัดอันดับของเพจ The Rankings ที่อ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ตัวเลขนี้ทำให้เชียงรายดูเหมือนจุดหมายที่ยังได้รับความนิยม

    แต่เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน ภาพกลับต่างออกไป ผู้ประกอบการในพื้นที่รายงานว่าช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา อัตราการจองห้องพักจากห้องพักประมาณ 28,000 ห้องทั่วจังหวัด อยู่ที่เพียงร้อยละ 15 ถึง 20 เท่านั้น ถนนสันโค้ง ถนนหนองบัว และงานมหาสงกรานต์ที่อำเภอเชียงแสนยังคงคึกคัก แต่คนที่เดินส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และคนที่กลับบ้าน ไม่ใช่นักท่องเที่ยวต่างถิ่นหรือชาวต่างชาติ

    ความย้อนแย้งของตัวเลขนี้อธิบายได้จากปัจจัยที่ซ้อนกัน ช่วงต้นปีอากาศยังพอรับได้และมีงานเทศกาลดอกไม้ งานกาแฟ ดึงคนไทยเดินทางระยะสั้น แต่พอเข้าสู่มีนาคมถึงเมษายน ฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านรวมกับความกดอากาศสูงจากจีนที่แผ่ปกคลุมนาน ทำให้หมอกควันไม่ระบาย ภาพถ่ายดาวเทียมและการรายงานของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมชี้ว่าเชียงรายอยู่ในแอ่งกระทะ ควันจึงค้างนานกว่าจังหวัดอื่น

    น้ำที่ขุ่นมากกว่าควัน

    ผู้ประกอบการหลายคนบอกว่าปัญหาไม่ได้มีแค่ฝุ่น ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีรายงานเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง ปี 2569 สถานการณ์ยิ่งถูกจับตามองเพราะกระทบทั้งการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

    ในเวทีวิชาการเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ที่สถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมาพูดอย่างตรงไปตรงมา งานเสวนาหัวข้อ จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง จัดโดยสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ภายใต้รายวิชา Conflict Security and Border มีนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมกว่า 80 คน

    ดร.ธนิกุล จันทรา คณบดีกล่าวเปิดงาน ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ ร่วมดำเนินรายการ และ ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร เป็นผู้จัดหลัก งานนี้ร่วมมือกับ Asian Research Center for International Development หรือ ARCID, Area-based Social Innovation Research Center หรือ Ab-SIRC และ The Center for Humanitarian Dialogue หรือ HD

    เวทีใช้รูปแบบ Single Panel Two Layers ชั้นแรกวางฐานข้อมูลเชิงวิชาการ ชั้นที่สองเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนที่ได้รับผลกระทบจริง

    สี่เสียงจากเวทีที่ทำให้เห็นภาพใหญ่

    ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ จากคณะอนุกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด พูดถึง PM 2.5 ว่าเป็นปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การเผาในพื้นที่เชียงราย แต่เป็นหมอกควันข้ามแดนที่ต้องใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาค

    อาจารย์เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำเสนอข้อมูลการปนเปื้อนในแม่น้ำกก ชี้ว่าคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อพืชผักริมตลิ่งและสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งโปรตีนของชุมชน

    นางสาวศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ และพงศกร อารีศิริไพศาล จาก LOCAL Coffee พูดในประเด็นระบบอาหารและทรัพยากรท้องถิ่น ทั้งคู่ย้ำว่ากาแฟและพืชอาหารไม่ได้แยกจากน้ำและอากาศ ถ้าน้ำมีสารปนเปื้อน ดินก็เปลี่ยน จุลินทรีย์ในดินก็เปลี่ยน รสชาติกาแฟในระยะยาวย่อมเปลี่ยนตาม

    นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ จากชมรมนักศึกษาเพื่อสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เล่าถึงผลกระทบต่อคนและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีหน้ากากกรองอากาศดีๆ ไม่มีห้องปลอดฝุ่น และต้องทำงานกลางแจ้ง

    ภายในงานยังมีการฉายสารคดีสั้นชื่อ เงาปนเปื้อนบนสายน้ำกก เหนือชีวิตเกษตรกร บันทึกเสียงจริงของเกษตรกรที่ใช้น้ำกกทำนาและเลี้ยงปลา ภาพในสารคดีทำให้ผู้ชมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตสิ่งแวดล้อมกับความมั่นคงทางอาหารอย่างชัดเจน

    เมืองที่ต้องเลือก Wellness หรือ Sport

    คำถามที่เกิดขึ้นหลังเวทีคือ เชียงรายจะเดินไปทางไหน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมที่แก้ได้ยากในระยะสั้น หลายเสียงเสนอว่าเชียงรายต้องเลือกให้ชัดว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism หรือเมืองกีฬา Sport City เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนเดินตามได้ถูกทาง

    แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางระดับประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. กำลังเร่งเกม Wellness อย่างจริงจัง โดยเตรียมจัดงาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet 2026 ในวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok 

    งานนี้เชิญผู้ซื้อจากต่างประเทศ 74 ราย พบผู้ประกอบการไทย 68 ราย ครอบคลุมธุรกิจสปา การแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์ทางเลือก และรีสอร์ตสุขภาพ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย High Value and Sustainable Tourism มุ่งดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังใช้จ่ายสูง

    เหตุผลที่ ททท. ผลักดันเรื่องนี้เพราะตลาดโลกกำลังโต ข้อมูลจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกประเมินว่าการเดินทางเพื่อสุขภาพจะแตะ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านมาตรฐานบริการ บุคลากรทางการแพทย์ การนวดไทย สมุนไพร และวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 

    สำหรับเชียงรายที่มีอากาศบริสุทธิ์ในช่วงปลายฝนต้นหนาว มีแหล่งน้ำพุร้อน มีชาและกาแฟออร์แกนิก มีภูมิปัญญาชาติพันธุ์เรื่องสมุนไพร การเป็น Wellness Destination จึงไม่ใช่ความฝันไกลตัว แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรในช่วงที่ฝุ่นควันยังเป็นปัญหา 4 ถึง 5 เดือนต่อปี

    สงครามที่ไกลแต่กระทบใกล้

    ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงรายยังพูดถึงอีกปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คือสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางในปีนี้ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นการเดินทางระยะไกลของนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลาง ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น เส้นทางบินเปลี่ยน นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงจึงเลือกจุดหมายที่เดินทางง่ายและมีความเสี่ยงต่ำกว่า

    เมื่อรวมกับภาพข่าวเรื่องมลพิษในแม่น้ำสายหลักของภาคเหนือที่ปรากฏในสื่อต่างประเทศตั้งแต่ปีก่อน ภาพลักษณ์ของเชียงรายจึงถูกท้าทายสองด้านพร้อมกัน คืออากาศและน้ำ

    จากตัวเลขถึงชีวิตจริง

    ถ้ามองย้อนกลับไปที่ตัวเลข 1,661,706 คน และการเข้าพัก 79.74 เปอร์เซ็นต์ในช่วงไตรมาสแรก ต้องเข้าใจว่านั่นคือแรงส่งจากคนไทยที่เดินทางด้วยรถยนต์ ระยะทางไม่ไกล และตัดสินใจเร็ว เมื่อเจอฝุ่น พวกเขายกเลิกหรือเลื่อนได้ทันที ต่างจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องจองล่วงหน้านาน

    ช่วงสงกรานต์ที่อัตราการเข้าพักเหลือเพียง 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ เพราะสงกรานต์ปกติเป็นช่วงพีคของภาคเหนือ การที่ห้องพักกว่า 22,000 ห้องจากทั้งหมดประมาณ 28,000 ห้องว่างในคืนที่ควรเต็ม สะท้อนว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มมีผลต่อการตัดสินใจจริง

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขไตรมาสแรกยังบอกอีกด้านหนึ่งว่าเชียงรายยังมีฐานคนรักเมืองนี้อยู่ คนที่มาเพราะอยากดื่มกาแฟบนดอยช้าง ดอยตุง อยากเดินป่าช่วงปลายหนาว อยากกินอาหารชาติพันธุ์ คนกลุ่มนี้คือทุนทางสังคมที่สำคัญ

    กาแฟที่มีเรื่องเล่า

    พงศกรกลับมาที่ประเด็นเดิมอีกครั้งในเวทีที่แม่ฟ้าหลวง เขาบอกว่าระบบอาหารท้องถิ่นต้องเชื่อมกับเรื่องเล่า ไม่ใช่แค่ขายเมล็ดกาแฟ แต่ขายที่มาของเมล็ด ขายวิธีที่เกษตรกรสู้กับไฟป่า ขายวิธีที่ชุมชนทำแนวกันไฟ ขายวิธีที่คนหนุ่มสาวกลับบ้านมาทำโปรเซสกาแฟแบบใหม่

    ศิริวิมลจากไร่รื่นรมย์เสริมว่าเกษตรกรรุ่นใหม่เริ่มบันทึกข้อมูลดิน น้ำ อากาศ ด้วยเครื่องมือราคาถูก แล้วเอาข้อมูลนั้นมาเล่าให้ลูกค้าฟัง ลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพยินดีจ่ายเพิ่มเมื่อรู้ว่ากาแฟถ้วยนั้นมาจากไร่ที่ตรวจวัด PM 2.5 ทุกวันและมีมาตรการปกป้องคนเก็บ

    นี่คือจุดที่แนวคิด Wellness ของ ททท. มาเจอกับกาแฟเชียงราย ไม่ใช่แค่สปาหรูในกรุงเทพ แต่คือ wellness ที่เริ่มจากต้นน้ำ คือคนปลูกที่สุขภาพดี ดินดี น้ำดี

    ความมั่นคงรูปแบบใหม่

    เวทีที่แม่ฟ้าหลวงสรุปตรงกันว่าปัญหาของเชียงรายวันนี้คือความมั่นคงรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ความมั่นคงทางทหาร แต่เป็นความมั่นคงทางอากาศ น้ำ อาหาร และสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดข้ามพรมแดน

    เขื่อนต้นน้ำในจีนทำให้กระแสน้ำโขงแปรปรวน ตะกอนดินหายไป ปลาวางไข่ยากขึ้น การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายทำให้สารโลหะหนักไหลลงมา การเผาในที่โล่งในเมียนมาและลาวทำให้ควันลอยข้ามมา ทุกอย่างเชื่อมกันเป็นระบบเดียว

    ดร.บัณฑูรย้ำว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดของไทยจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องมีกลไกเจรจาระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วย มิฉะนั้นเชียงรายจะทำดีแค่ไหนก็ยังต้องรับควันจากที่อื่น

    ทางรอดระยะสั้นและระยะยาว

    จากการฟังเสียงทั้งหมด มีทางออกสามระดับที่ถูกพูดถึงบ่อย

    ระดับแรกคือการปกป้องคนทำงานทันที หน้ากากที่ได้มาตรฐาน ห้องปลอดฝุ่นในชุมชนบนดอย การแจ้งเตือน PM 2.5 แบบรายชั่วโมงที่เข้าถึงง่าย และการปรับเวลาทำงานเกษตรให้หลีกเลี่ยงช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงสุด

    ระดับสองคือการปรับธุรกิจ ผู้ประกอบการโรงแรมหลายแห่งเริ่มทำแพ็กเกจ staycation สำหรับคนไทย เน้นอาหารสุขภาพ ชา กาแฟ สมุนไพรท้องถิ่น และกิจกรรมในร่มช่วงฝุ่นหนัก ร้านกาแฟหันมาขายออนไลน์มากขึ้น ทำ subscription ส่งเมล็ดคั่วรายเดือน พร้อมการ์ดเล่าเรื่องเกษตรกร

    ระดับสามคือการวางตำแหน่งเมืองระยะยาว ถ้าเชียงรายจะไปทาง Wellness ต้องลงทุนในข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใส ต้องมีระบบตรวจวัดน้ำกก น้ำสายแบบเรียลไทม์ ต้องมีมาตรฐานฟาร์มที่ดูแลสุขภาพคนงาน ต้องมีเส้นทางท่องเที่ยวที่คำนึงถึงฤดูกาลฝุ่น ไม่ใช่โปรโมทเหมือนเดิมทั้งปี

    ถ้าจะไปทาง Sport City ก็ต้องคิดเรื่องสนามในร่ม การจัดการคุณภาพอากาศสำหรับนักกีฬา และการสื่อสารความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา

    เสียงจากดอยที่อยากให้ได้ยิน

    ก่อนจบการสัมภาษณ์ พงศกรทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่าเขาไม่ได้ขอให้ฟ้าฝนเป็นใจตลอดปี เขาแค่ขอให้คนเมืองเข้าใจว่าคนบนดอยทำงานท่ามกลางควันทุกวัน และกาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพของใครบางคน

    คำพูดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่สารคดีในงานแม่ฟ้าหลวงพยายามบอก ภาพของเกษตรกรที่ล้างผักริมน้ำกกด้วยมือเปล่า ทั้งที่รู้ว่าน้ำอาจไม่เหมือนเดิม แต่ไม่มีทางเลือกอื่น

    เชียงรายในวันนี้จึงอยู่ตรงกลางระหว่างตัวเลขที่ยังสวยในไตรมาสแรกกับความจริงที่ถนนสงกรานต์ว่างกว่าที่ควร ระหว่างคุณภาพกาแฟที่ยังรักษาไว้ได้กับสุขภาพคนปลูกที่กำลังถูกท้าทาย ระหว่างความหวังจะเป็นฮับสุขภาพโลกกับฝุ่นควันที่ลอยข้ามพรมแดนทุกปี

    คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้างระหว่าง Wellness หรือ Sport เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงว่าสิ่งแวดล้อมคือต้นทุนหลักของทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำหนึ่งแก้วไปจนถึงกาแฟหนึ่งถ้วย และตั้งแต่นักท่องเที่ยวหนึ่งคนไปจนถึงอนาคตของเมืองทั้งเมือง

    ถ้าเชียงรายสามารถทำให้ข้อมูลเรื่องอากาศและน้ำเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ตรวจสอบได้ และใช้ประกอบการตัดสินใจของทั้งนักท่องเที่ยว เกษตรกร และนักลงทุนได้จริง เมืองนี้จะมีเรื่องเล่าที่แข็งแรงกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิวสวยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองที่กล้าเผชิญหน้ากับควันและน้ำขุ่น แล้วหาทางอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี

    นั่นอาจเป็นเหตุผลที่แม้ห้องพักจะว่างในช่วงสงกรานต์ แต่ชื่อของเชียงรายยังคงติดอันดับ 10 จังหวัดที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด และยังคงมีอัตราการเข้าพักเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ในช่วงต้นปี เพราะลึกๆ แล้วคนยังเชื่อในศักยภาพของเมืองนี้ และรอวันที่จะกลับมาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอากาศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-coffee-haze-wellness-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jc6olemvp9CGO18tJMRK3

  • ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    • การงาน : อาจพบการเปลี่ยนแปลงโยกย้าย
    • การเงิน : พบเรื่องตึงเครียด
    • ความรัก : ไม่มีเวลาให้กัน

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • ทำบุญบริจาคอุปกรณ์การศึกษาในถิ่นทุรกันดาร
    • อัญมณีมงคล: พลอยสตาร์
    • สีมงคล: สีดำ
    • เลขนำโชค: 0, 1, 4, 6, 7

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 15-21 เมษายน 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 06:15 – 12:15 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 08:00 – 14:00 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 09:00 – 13:00 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ
    • 09:09 – 11:59 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 05:59 – 11:59 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/325642/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kHHWoI6HkuOboSghCseXd

  • “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

    “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

    “ประเสริฐ” เผย เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา แลกเปลี่ยนความเห็น-หารือการทำงานในอนาคตที่ ก.ศึกษาธิการ 29 เม.ย.นี้ 

    เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 20 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ที่เมืองทองธานี ถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 และสถาบันการศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา ว่า ในวันที่ 29 เมษายนนี้ จะเชิญผู้บริหารสถาบันการศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา มาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งจริงๆ แล้วมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กำกับดูแลอยู่ โดยต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องของการสร้างความรู้ความเข้าใจ คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาก เป็นเรื่องของการทำงานร่วมกันในอนาคต 

    ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะทำความเข้าใจอย่างไรเพราะที่ผ่านมาคนมักจะมองโรงเรียนลักษณะนี้ไปในทางลบ นายประเสริฐ กล่าวว่า จริงๆ ไม่มีอะไรเลย สช. กำกับดูแลอยู่ ที่ผ่านมาก็ทำงานบูรณาการร่วมกันมาโดยตลอด ก็ไม่มีปัญหาอะไร และการมาพูดคุยกันครั้งนี้ ก็พูดถึงแนวทางในอนาคตที่จะต้องทำงานร่วมกัน รวมถึงประเด็นทั่วไปอีกหลายเรื่อง ที่โรงเรียนเอกชนต้องการเป็นการแลกเปลี่ยนกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927604&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZL6LGr0NREBcXwAgUMioD

  • ‘เอกนิติ’ ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง

    ‘เอกนิติ’ ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง

    ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้หารือกับผู้บริหารของสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ประกอบด้วย Fitch Ratings, S&P Global Ratings, และ Moody’s Investors Service ในระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ในการนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ได้เน้นย้ำกับทั้ง 3 สถาบันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพโดยรวมที่ดีและสามารถรองรับความผันผวนจากภายนอกได้ โดยโครงสร้างหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมด (กว่าร้อยละ 99) เป็นหนี้ภายในประเทศ จึงมีความเสี่ยงต่ำมากจากภาวะความผันผวนของการเงินโลก อีกทั้งไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 280 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงเกือบ 2.5 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกันชนสำคัญต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    'เอกนิติ' ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง 'เอกนิติ' ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง  

    ในด้านนโยบาย ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) โดยมุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก โดยมีแนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการการคลังแบบ “มุ่งเป้า” (Target) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ และการใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน (Transition) รวมถึง การปฎิรูปเศรษฐกิจสู่การเติบโตระยะยาว (Transform) โดยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KhsNO7U3efglo91flciMk

  • คอลัมน์การเมือง – IMFเตือนเศรษฐกิจโลกถดถอย

    คอลัมน์การเมือง – IMFเตือนเศรษฐกิจโลกถดถอย

    บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้าหลายฉบับที่ผ่านมาได้หยิบยกคำเตือนคำแนะนำจากนักวิชาการของไทยหลายๆท่าน เกี่ยวกับภาวะน้ำมันแพงเพราะเหตุการณ์ในตะวันออกกลางได้ปะทุดุเดือด นักวิชาการบางท่านคาดว่าราคาข้าวราดแกงอาจพุ่งถึงจานละ 120 บาท

    ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund -IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย(recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง

    ในรายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก(World Economic Outlook) ไอเอ็มเอฟระบุว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงขึ้น และยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า เศรษฐกิจโลกอาจหดตัวลงต่ำกว่า 2% ในปี 2026 นี่จะหมายถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกเกือบเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเกิดขึ้นเพียงสี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา ครั้งล่าสุดเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

    ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ที่สงครามเปิดฉากเมื่อกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญถูกปิดลงในทางปฏิบัติ และการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็เพิ่งล่มไป

    ไอเอ็มเอฟระบุว่า “เป็นอีกครั้งที่เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกเส้นทาง ครั้งนี้จากการปะทุขึ้นของสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2026”

    รายงานชี้ว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปแตะค่าเฉลี่ย 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ และตัวเลขอาจสูงถึง 125 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2027 จากสมมุติฐานข้างต้น ไอเอ็มเอฟกล่าวว่าอัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึง 6% ในปีนี้ สถานการณ์นี้อาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอให้ราคาสินค้าต่างๆ ลดลงมา

    ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งไอเอ็มเอฟ บอกกับบีบีซีว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนานออกไปจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งไม่หยุด นั่นจะส่งผลให้ตัวเลขอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อไปยังความมั่นคงทางอาหารในบางประเทศ

    ขณะที่รัฐบาลต่างๆ กำลังพิจารณาปล่อยมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็มเอฟเตือนว่า มาตรการต่างๆ ต้องเน้นระยะสั้นและตรงจุดเท่านั้น

    “รัฐบาลต่างๆ ควรระมัดระวังอย่างยิ่งเพราะตอนนี้แทบไม่มีพื้นที่ทางการคลังเหลือให้ไปช่วยอุดหนุนครัวเรือนมากนัก มันจะกลายเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง และมาตรการนั้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ”

    เข้าใจว่าบรรดากุนซือรัฐบาลนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล คงอ่านบทความนี้และวิเคราะห์กันปรุโปร่งเกี่ยวกับการหาทางรับมือแก้ไขปัญหา อย่าลืมว่า ไอเอ็มเอฟ มีหน้าที่ปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือด้อยพัฒนา ซึ่งท่าทีของไอเอ็มเอฟหนนี้หลายคนมองว่าคงเคาะหาลูกค้าที่พอจะเข้าใจได้ สำหรับประเทศไทยสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นต้องไปเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ เหมือนรัฐบาลก่อนหน้าโน้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jmdXmsCkiz4LdDOo8eY7f